ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
น.ส.มัลลิกา ได้ทวิตข้อความ ดังนี้
“ทราบจากทวิต! ว่าท่านอดีตนายกฯมาหลังจากหายจากทวิตไปกว่า 4 เดือน
ในฐานะคนเคยได้คุยได้สัมภาษณ์ท่านมาพอควรมีคำถามมากมายค่ะ “
ส่งจดหมายน้อยให้ท่านทางทวตนะคะ!
มีคำถามหลายข้อ ล้วนสงสัยเองและถามแทนประชาชน! ท่านเมตตาอ่านหน่อยนะคะ”
“สวัสดีค่ะท่านทักษิณ! ทราบว่า น้ำท่วมครานี้ท่านให้คำปรึกษาคุณปูมาตลอด
จึงอยากถามว่าที่จัดการล้มเหลวอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะท่านหรือสมองของคุณปูคะ”
“ท่านส่งน้องสาวมา
แต่ท่านส่งนางพญาเจ้าแม่ กทม.พร้อมประชาชนบ้านเลขที่ 111 มาประกบแย่งซีน
ข้อมูลเยอะจนทำให้น้องสาวท่านเลอะเทอะท่านเห็นใจเธอหรือไม่”
“วันเข้าเฝ้าฯ! น้องสาวท่านรับใส่เกล้ามาว่าทรงแนะนำให้ผันน้ำลงฝั่งตะวันออก
แต่ทำไมน้ำฝ่าลงกลางกรุง มิหนำซ้ำตะวันออกยังติดม็อบ! เจตนาใด?”
“จริงหรือไม่? ที่ว่าท่านตั้งใจให้เกิดหายนะครั้งนี้เพื่อกู้เงินฟื้นฟู 9 แสนล้าน
การฟื้นฟูจะเน้นก่อสร้างเมกะมหาโปรเจกต์เร่งรัด”
“ท่านทราบไหมว่าน้องสาวท่านเข้ามาน้ำในเขื่อนเยอะ มีพายุอีก 4 ลูก
แต่ท่านใจจดจ่ออยู่กับการอภัยโทษ เธอหมกมุ่นเรื่องท่านลืมคิดเรื่องน้ำ!”
“ท่านทราบไหมตอนนี้เครือข่ายผู้สนับสนุนไล่ปล่อยข่าวอ้างชื่อเขื่อนปล่อยน้ำ
ท่านจะแอบให้คำแนะนำ ผบ.ตร.พี่ภรรยาของท่านจับพวกมันได้ไหม”
“ท่านคะ! โครงการเมกะโปรเจกต์ปี 48
ใช่อันเดียวกันกับที่ท่านพานักธุรกิจตะวันออกกลางไปดูที่นา
ที่ จ.สุพรรณบุรี คือ วาลิดอาเหม็ดจัฟฟาลีไหม?”
“ท่านคะประชาชนทั้งหลายสงสัยว่า
ท่านเป็นคนสั่งนายกฯไม่ให้ผันน้ำผ่านทางสุพรรณบุรี
เพราะเรื่องนาข้าวของพวกแขก หรือเพราะคุณบรรหารเขาขอคะ”
“พรรคของท่านท่าทางจะควบคุมยาก
เพราะแบ่งตั้ง 5-6 ก๊ก น้องชายกับน้องสาวทั้ง 2 บวกภรรยาของท่าน
ท่าจะไม่ไหวเกินความสามารถของพวกเขาจริงๆ ค่ะ”
“สุดท้ายด้วยความเคารพ..หยุดเถอะค่ะ
ท่านกลับมารับโทษตามกฎหมายไม่งั้นพวกล้มก็หลอกใช้
พวกหากินก็ตบทรัพย์หรือว่าท่านหลอกใช้พวกเขาคะ?”
http://www.go6tv.com/2011/11/blog-post_03.html
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, November 3, 2011
"มัลลิกา ปชป." ทรามเหลือใจ ใส่ร้าย "ทักษิณตั้งใจให้เกิดหายนะ"
คุณหมอ "ประเสริฐ ทองเจริญ" แนะ"อันตรายจากน้ำท่วมน้ำขัง" อ่านแล้วอยู่รอดปลอดภัย
ที่มา มติชน หน้าฝนปีนี้ น้ำดีเกินไป มีพายุหลายลูก ลูกสุดท้าย กระหน่ำเช้ามา น้ำท่วมท้ำขังหลายจังหวัด ในภาคกลางลุ่มเจ้าพระยา ล่มไปเยอะ ในกรุงเทพเองเจอน้ำทะเลหนุนในปลายเดือนตุลาคม ทำเอาเสียวกันหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในแง่ทางการแพทย์ ผมคงจะต้องนำเราเรื่องราวที่น้ำท่วมจะไปทำให้คนไทยเรามีโรคภัยไข้เจ็บกัน มีอันตรายกัน ลองตามผมมาซีครับ จะได้ช่วยตัวเองได้บ้าง อันตรายจากน้ำท่วมขังนั้นจะมีดังต่อไปนี้ 1. อุบัติเหตุ เช่น ลื่นหกล้ม รถชนกันเพราะห้ามล้อเปียกน้ำ หนักเบาก็แต่แต่กรณี ไฟฟ้าดูด 2. โรคที่มีกับน้ำที่ท่วมขัง ซึ่งก็คงได้ชะล้างเอาความสกปรกและมลพิษต่างๆ คนที่ต้องเดินลุยน้ำจากบ้านผ่านซอยออกมาขึ้นรถประจำทางที่ปากซอยนั้น อาจจะแพ้สารเคมี สิ่งสกปรกทั้งหลาย อาจจะโดนน้ำกัด เชื้อรากินที่เท้า ที่เรียกว่า ฮ่องกงฟุต โรคติดเชื้อที่มากับความชื้นแฉะ เช่น โรคเยี่ยวหนู หรือเล็บโตสไปโรสิส ที่กำลังเป็นปัญหาของประเทศ 3. โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ซึ่งน้ำท่วมน้ำขังจะก่อให้มีการปนเปื้อนน้ำบริโภคและอาหารทำให้เกิดโรคติด เชื้อทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วง โรคบิด โรคจากไวรัสิตับอักเสบเอ เป็นต้น 4. อันตรายจากสัตว์และแมลงมีพิษ 5. ปัญหาทางจิต ความเครียต การรักษาน้ำกัดเท้า ขณะนี้น้ำท่วม กำลังท่วมกำลังขังปีนี้ ท่วมแล้วมักจะเรื้อรังอยู่ 1-3 เดือน บ้านเรือนประชาชนเสียหายเหลือคณานับ ตายไปอีกบางปีก็นับสิบบางปีก็นับร้อย ที่ประสบกันมากโรคหนึ่งคือน้ำกัดเท้า อันที่จริง น้ำก็ไม่ได้กัดอะไรหรอก เพราะไม่มีปากไม่มีฟัน แต่เนื่องจากเท้าเปื่อยแฉะอยู่นานๆ ผิวหนังชั้นนอกๆจะเปื่อยยุ่ย ชุ่มน้ำ เชื้อราที่อยู่ตามผิวหนัง อยู่ตามน้ำ ตามสิ่งแวดล้อมก็จะถือโอกาสขณะที่ผิวหนังกำลังอ่อนแอ บุกรุกเข้าไปทำให้เป็นตุ่มคันๆ เจ็บๆ หลังจากนั้นตุ่มจะแตกเป็นแผลบริเวณกว้างออกไป มีอาการอักเสบติดเชื้อหนอง มีแผล น้ำเหลืองเยิ้ม บางคนเป็นมากเสียเดินไม่ได้ เพราะความเจ็บปวด โรคนี้ถ้าไม่รักษา มีแต่จะลาม ไม่หายได้เอง โรคนี้แต่เดิมจะเรียกกันว่า “ฮ่องกงฟุต” หรือ “แอ๊ทลีทฟุต” ซึ่งหมายความว่าที่ฮ่องกงสมัยก่อนสกปรก น้ำขังเฉอะแฉะ หรือ พวกนักกีฬา (แอ๊ทลีทแปลว่านักกรีฑา) วิ่งไปมา เท้าจะมีเหงื่อชุ่มเปียก ก็ทำให้ติดเชื้อราได้ บางทีอาจจะเปลี่ยนชื่อโรคเป็น “บางกอกฟุต” ไปแล้วก็ได้เพราะที่ฮ่องกงขณะนี้น้ำไม่ท่วมเหมือนบางกอก การป้องกันมิให้น้ำกัดเท้าหรือติดเชื้อรานี้ที่สำคัญก็คือจะต้องป้องกัน มิให้เท้า ถุงเท้า รองเท้าชื้นแฉะเป็นสิ่งสำคัญ การที่จะไปลุยน้ำไปที่แฉะๆ ควรจะหารองเท้ายาง รองเท้าบู๊ตกันมิให้เท้าเปียก บางทีก็อาจปฏิบัติได้ บางทีก็อาจปฏิบัติไม่ได้ คนที่มีอาชีพต้องลุยอยู่ตามท้องถนน เช่น ตำรวจจราจรคงปฏิบัติลำบาก อาการ นอกจากคันที่ผิวหนังบริเวณง่ามนิ้วเท้า นอกจากมีตุ่มใสๆ ผิวหนังมักจะยุ่ยๆ ขาวๆ ลอกออกมีแผลแดงๆ ขึ้น แฉะมีกลิ่นเหม็นอับ บางทีก็ลามลงไปที่ฝ่าเท้า บางทีก็มีน้ำเหลืองเยิ้ม ทั้งเจ็บทั้งคัน บางทีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมอักเสบทำให้มีไข้ หรือที่เรียกว่า “ไข่ดันบวม” การรักษานั้นจะมีการรักษาเฉพาะที่และการรักษาทั่วไป การรักษาทั่วไปนั้น คือการกินยาแก้ปวดแก้ไข้ ถ้าปวดมีไข้ เช่น ยาพาราเซตามอล ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็กินเม็ดละ 500 มิลลิกรัม กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 4-5 ครั้ง ให้ห่างกันประมาณ 4 ชั่วโมง ถ้ามีอาการอักเสบ มีหนอง มีไข่ดันบวมคงจะต้องให้หมอสั่งยาปฏิชีวนะ อาจจะฉีดหรือกินแล้วแต่กรณี ปฏิชีวนะนี้ไม่ควรซื้อรับประทานเอง เพราะถ้ารับประทานไม่ถูกต้อง เชื้อจะดื้อยา โรคจะเรื้อรัง อาจจะแพ้ยา อาจจะโดนฤทธิ์ข้างเคียงของยาก็ได้ สำหรับการบริบาลเฉพาะที่นั้น ควรหาชาม กะละมังมาสักใบใส่น้ำอุ่นผสมด่างทับทิมสัก 4 - 5 เกล็ดเอาเท้าแช่น้ำด่างทับทิมนี้ไว้สัก 5-10 นาที เสร็จแล้วเช็ดเท้าให้แห้งด้วยผ้าสะอาดแช่เช้า-เย็น แล้วใช้ยาทา ยาที่ใช้ทานั้นใช้ยาประเภทฆ่าเชื้อรา ดังนี้ครับ 1. ขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนขององค์การเภสัชกรรม ชื่อภาษาทางเภสัช เรียกว่า ขี้ผึ้งวิทฟีลด์ ใช้ทาตรงผื่นวันละ 2-3 ครั้ง ทาอย่างน้อยประมาณสองสัปดาห์ ยาฆ่าเชื้อราอีกขนานหนึ่งก็คือ ซีม่าโลชั่น ยาขนานนี้ก็ใช้ได้ แต่อาจจะแสบไปหน่อย 2. ยาทาที่ผลิตจากต่างประเทศหรือบางขนานก็ผลิตในประเทศไทยเรานี่แหละ อาจจะมีทั้งชนิดน้ำ ชนิดครีม หรือขี้ผึ้ง ชนิดน้ำจะไม่ใคร่จะติดผิหนังอยู่นาน สู้ใช้ชนิดครีมไม่ได้ ส่วนขี้ผึ้งมักจะมีความรู้สึกเหนอะหนะ ยาพวกนี้มีขายอยู่ทั่วไป เช่น แด๊คตาริน อีซอน-ที คาเนสเต้น จาดิท โทแน๊ฟ ทีเนียแฟ๊กซ์ มัยโคต้า ดีซีเน็กซ์ ยาพวกนี้ราคาค่อนข้างแพงหน่อย แต่คุณภาพก็จะดีกว่าขี้ผึ้งวิทฟิลด์ ยาพวกนี้ควรใช้อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ติดต่อกันจึงจะหายขาด 3. ยาฆ่าเชื้อราชนิดกิน ในกรณีที่โรคเรื้อรังเป็นยาวนานเป็นเดือนๆ แล้ว การให้กินยาฆ่าเชื้อราซึ่งมีทั้งปฏิชีวนะและสารเคมีอาจจะมีความจำเป็น แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป และไม่ควรซื้อยากินเอง อันตรายจากสัตว์และแมลงมีพิษ พิษของตะขาบไม่ใคร่จะรุนแรง นอกจากจะมีอาการปวด บวมแดง และอาจจะมีอาการอักเสบตามมาภายหลัง มีบางรายอาจเป็นรอยแผลเน่า มีหนองบริเวณที่โคนเขี้ยวตะขาบกัด อาการอื่นๆ นอกเหนือจากปวดบวมแดง อาจจะมีไข้ ปวดหัว คลื่นไส้ ใจสั่น แต่จะไม่ถึงตาย เคยมีเหมือนกันที่คนโดนตะขาบกัดที่เท้าแล้วเท้าบวมตั้ง 2-3 อาทิตย์ แต่ในที่สุดก็หายเสียเรียบร้อย การรักษา เมื่อถูกแมงป่องต่อย อาจจะใช้แอมโมเนียชนิดที่เราใช้ดมเช็ดตรงบริเวณแผลหรือใช้เอ็ทธิล คลอไรด์ สเปรย์พ่นตามแผล จะทำให้ทุเลาอาการปวด ให้ยาระงับความเจ็บปวด เช่น พาราเซตามอล รับประทาน 1-2 เม็ด ซ้ำได้อีก 2-4 ชั่วโมงให้หลัง ในกรณี ที่เจอพันธุ์ที่พิษมาก อาจจะต้องใช้สายยางรัดเหนือแผลไว้ แล้วคลายเป็นระยะๆ ในทำนองเดียวกันกับเวลาถูกงูกัด ตะขาบและแมงป่องมันไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ทีนี้ลองมาดูไอ้ที่มันร้ายๆ บ้าง . งูเห่า มีอยู่ชุกชุมในภาคกลาง สมุทรปราการ ลาดกระบัง อยุธยา อ่างทอง ชลบุรี เพชรบูรณ์ เป็นต้นเป็นที่หนองงูเห่า ซึ่งกลายเป็นสนามบินนานาชาตินั่นเอง ก่อนจะได้รับพระราชทานนามเป็นทางการว่า “สุวรรณภูมิ”แต่ก่อนก็รู้จักกันในนามของสนามบินหนองงูเห่า 3. งูสามเหลี่ยม พบในภาคกลางแต่ไม่ค่อยชุกชุมนัก พบไม่ค่อยบ่อย 4. งูทะเล มีอยู่ทั่วไปในอ่าวไทย ป่าชายเลน 5. งูกะปะ พบมากในจังหวัดภาคใต้และฝั่งทะเลตะวันออกของไทย เช่น ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นราธิวาส ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา ตรัง สตูล สงขลา ชลบุรี จันทบุรี ตราด เป็นต้น 6. งูแมวเซา มักอยู่ในภาคกลาง เช่น อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สระบุรี นครสวรรค์ 7. งูเขียวหางไหม้ มีอยู่ชุกชุมอยู่ทั่วไปในภาคกลาง พิษของงูนั้นจะมีพิษต่อระบบประสาททำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตและหยุด หายใจ พิษต่อโลหิต ทำให้เลือดออกได้ตามที่ต่างๆ ตามผิวหนัง เหงือก ไอหรืออาเจียน หรือปัสสาวะเป็นโลหิตได้และพิษต่อกล้ามเนื้อ ทำให้มีอาการปวด เนื้อเน่าตาย งูทะเลจะมีพิษสูงที่สุด เพียงหนึ่งหยดจะฆ่าคนได้ 5 คน รองลงไปคือ พิษงูเห่า 3 หยดจะฆ่าคนตายได้หนึ่งคน ถัดไปได้แก่งูแมวเซา 15 หยดจะทำให้คนตาย ส่วนงูเขียวทางไหม้พิษอ่อนที่สุด วิธีปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูพิษกัด 1. ให้รัดบริเวณเหนือแผลที่ถูกงูกัด ใช้ผ้าหรือสายยาง หรือเชือกประมาณ 2 เปลาะห่างกันประมาณ 1 คืบ คลายผ้าทุกๆ 15 นาทีทิ้งไว้ประมาณ 1 คืบ คลายผ้าทุกๆ 15 นาที ทิ้งไว้ครึ่งถึง 1 นาที แล้วรัดใหม่ ชาวบ้านมักใช้มีดกรีดให้เลือดออกซึ่งเป็นวิธีที่ผิด จะทำให้ติดเชื้อเนื้อเน่าได้ บางคนใช้ปากดูดเลือดออกจะได้พิษเข้าไป และพิษนั้นจะถูกดูดซึมเข้าทางปากได้ โดยพิษชนิดแรงๆ ก็มีโอกาสตายได้เหมือนกัน อย่าให้คนไข้ดื่มเหล้า จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นพิษจะซึมซ่าได้ดีมากขึ้น พยายามปลุกอย่าให้หลับ 2. ให้นำส่งโรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์หรือสถานีอนามัยที่ใกล้ชิดที่สุดเพื่อทำการฉีดเซรุ่มต้านพิษงู และก่อนคนไข้จะมีอาการหนัก พยายามซักถามกันให้ดีว่างูอะไรกัด หลังน้ำท่วมยังมีมัจจุราชตามมาซ้ำเติมคร่าชีวิตพี่น้องประชาชนเราอีก มัจจุราชที่ว่านั้นก็คือโรคฉี่หนูไงหละครับ เชื้อเล็ปโตสไปร่านี้จะออกมากับเยี่ยวหนู มีรูปร่างเป็นเกลียวควงสว่านแหวกว่ายไปมาอยู่ในที่มีน้ำหรือที่ชื้นเฉอะแฉะ เชื้อมีชีวิตคงทนอยู่ได้นานในสิ่งแวดล้อม เมื่อออกจากตัวหนูทางเยี่ยว จึงสามารถเคลื่อนไหวไปมาในที่เปียกชื้นเฉอะแฉะได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว โรคที่มันก่อขึ้นจึงเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า โรคเล็ปโตสไปโรสิส และมีผู้บัญญัติขึ้นเป็นภาษาไทยๆ เราว่าโรคฉี่หนูก็เรียก โรคไข้เยี่ยวหนูก็เรียก ในข่าวโทรทัศน์ผมได้ยินคำว่าปัสสาวะหนูหลายครั้ง ท่านอาจารย์หมออวย เกตุสิงห์ราชบัณฑิต ท่านสอนนักเรียนแพทย์พวกผมเอาไว้ว่า คำว่าปัสสาวะเราจะมาใช้กับมนุษย์เท่านั้นไม่ใช้กับสัตว์ สำหรับสัตว์เราใช้คำว่าเยี่ยว ว่าฉี่ และทำนองเดียวกันเราจะไม่ใช้คำว่าอุจจาระกับสัตว์ สำหรับสัตว์เราจะใช้คำว่ามูลหรือขี้ เช่น มูลหนู หรือขี้หนู เราไม่เคยได้ยินคำว่า “ขนมอุจจาระหนู” เราจะไม่เรียกว่าอุจจาระหนูเป็นอันขาด ตอนที่ท่านสอน นักเรียนแพทย์บางคนคงแอบงีบเพลิน จึงไม่ทราบกัน สำหรับหนูนั้นในบ้านเรานับว่าชุกชุม ถ้าอยู่ในเมืองในหมู่บ้านเราก็จะเจอพวกหนูท่อ หนูผีอาจจะอยู่ตามโกดังเก็บของก็พบมาก หนูพวกนี้จะคอยคุ้ยอาหารเศษอาหารที่เหลือกิน หนูอีกพวกคือหนูนา อยู่ตามท้องนา หนูพวกนี้มีหน้าที่ที่สำคัญคือทำลายผลผลิตผลการเกษตรกัดกินต้นข้าว กินข้าวเป็นต้น เมื่อหนูมีชุกชุมก็มีโรคต่างๆ ติดต่อกันอยู่ในบรรดาหนูด้วยกัน ซึ่งมีอยู่หลายโรค เช่น กาฬโรค ไข้เลือดออกฮันตานในเกาหลี ไข้เลือดออก ในอเมริกาใต้ ไข้ลาสล้าในอาฟริกา ไข้ปอดอักเสบในอเมริกา ไข้รากสาดใหญ่ในอเมริกาใต้, อเมริกากลาง ไข้หนูกัด ไข้วัณโรคเทียม ไข้กลับเป็นซ้ำ โรคลิสเตอริโอสิส ไข้สมองอักเสบ โรคพิษสุนัขบ้า ตืดหนู ท็อกโซปล๊าสโมสิส และไข้เยี่ยวหนูด้วย เห็นไหมละครับว่าการที่หนูชุกชุมนับเป็นแหล่งแพร่โรคที่สำคัญมาสู่คน หนูมาอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเราใกล้ชิดกับคน จึงแพร่เชื้อมาสู่คนได้ ผลการวิจัยในประเทศไทยพบว่า เชื้อโรคที่ก่อโรคฉี่หนูพบในสุนัข โค กระบือ ด้วย ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาซับซ้อนในการป้องกันและการควบคุมโรคมากยิ่งขึ้น เชื้อเล็ปโตสไปร่านี้เป็นเชื้อที่ทนทานอยู่ตามที่เฉอะแฉะได้หลายวันอาจ ถึงอาทิตย์เมื่อไชเข้าไปในร่างกายคนแล้วก็จะไปเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นจะกิน เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็จะทำให้เกิดโรค ระยะนี้เราเรียกว่าระยะฟักตัวของโรค หลังจากนั้นก็มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะมาก ปวดตามเนื้อตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน เบื่ออาหาร ตาแดงก่ำ เป็นอยู่ 4-5 วัน ไข้ทำท่าจะลดลงเล็กน้อยแต่แล้วไข้ก็จะกลับสูงขึ้นไปอีกคราวนี้จะมีอาการตัว เหลือง ตาเหลืองที่เรียกกันว่าดีซ่าน คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บบริเวณใต้ชายโครงด้านขวาเพราะตับโตและอักเสบ กดจะเจ็บมาก สำหรับปัสสาวะของผู้ป่วยจะมีสีเข้ม สีเหลืองอมเขียว เป็นฟอง อาจมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังประมาณร้อยละ 30-50 ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะถึงแก่ความตาย สำหรับการรักษานั้น เชื้อชนิดนี้ไวต่อปฏิชีวนะหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพนิซิลลิน หมอจะใช้เพนิซิลลินฉีดให้ผู้ป่วย ให้การรักษาแบบประคับประคองคือให้น้ำเกลือเช็ดตัวให้อาหารกลูโคสทางเส้น เลือดรักษาตามอาการได้แก่ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ให้วิตามิน ให้ยาบำรุงตับ เป็นต้น ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องไข้จะลดภายในสองวัน และจะฟื้นไข้ภายในเจ็ดวัน สำหรับการป้องกันโรคนั้น การหลีกเลี่ยงไม่ไปย่ำน้ำเฉอะแฉะ น้ำโสโครก น้ำครำนั้น บางคนเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเลี่ยงได้ก็จะไม่ติดเชื้อพวกนี้ ถ้าจำเป็นก็ขอให้หารองเท้ายาง รองเท้าท็อปบู๊ทใส่แล้วจึงลงไปลุยน้ำ การกำจัดหนู การเก็บเศษอาหารมิให้หนูลงไปคุ้ยกินได้ เก็บให้มิดชิดก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันโรค โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน จึงต้องป้องกันตัวเองตามวิธีสุขาภิบาลบ้านเรือนที่ดี ข้าวของเก็บให้เป็นระเบียบ อย่าให้มีซอกมีมุมอับที่หนูจะเข้าไปหลบไปซ่อนได้ วิธีปราบหนูนั้นก็ทำได้หลายวิธี เช่น ดักหนูโดยใช้กับดัก ใช้กรงดัก ใช้แผ่นที่มีกาวเหนียวสีดำๆ ดักที่มีชื่อว่า “โนแร็ท” การดักหนูจะทำได้ไม่นาน หนูจะรู้แกว ไม่หลงไปติดกับดัก บางทีก็เห็นซึ่งๆ หน้าก็ใช้วิธีตีเอา การเลี้ยงแมวไว้ไล่หนูนั้นสมัยนี้แมวไม่ใคร่จะไล่หนู หมากลับไล่หนูดีกว่าแมวเสียอีก อีกวิธีหนึ่งคือยาเบื่อมีอยู่หลายขนาน เอาไปคลุกอาหารแล้วเบื่อหนู วิธีนี้มีข้อเสียตรงที่หนูจะไปตามซอกตามมุม อยู่บนเพดานบ้าน ส่งกลิ่นเหม็นกว่า จะหาซากหนูพบก็ทำให้เจ้าของบ้านเหม็นไปหลายวันทีเดียว การป้องกันทำได้เองโดยไม่ต้องใส่รองเท้าบู๊ททรง สูง ก่อนจะไปลุยน้ำ พอขึ้นจากน้ำต้องรีบอาบน้ำฟอกสบู่หลายครั้งเพื่อมิให้มีเชื้อไชเข้าผิวหนัง ซึ่งเป็นการป้องกันที่ยุ่งยากอยู่พอสมควรสำหรับชาวบ้าน ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ นายแพทย์ประเสริฐ ทองเจริญ





ศ. เกียรติคุณ นายแพทย์ประเสริฐ ทองเจริญ 

ตะขาบ
การรักษา ควรให้ยาระงับปวด และทำความสะอาด ที่ตรงแผลก็พอ ถ้าบวมแดงมากใช้พวกครีมแอนติฮิสตามีนทา หรือครีมฮีรูดอยด์ทาก็จะยุบ
แมง ป่องนั้น ชอบออกหากินกลางคืน ตอนกลางวันจะค่อยๆ แอบๆ ซุกๆ อยู่ตามมุมมืดๆ กองไม้กองกระดาน พอฝนตกชุกก็จะหาโอกาสเข้าไปอยู่ในบ้านคน วิธีจับเหยื่อของมันอันได้แก่แมลงมุมและแมลงชนิดอื่นๆ มันจะใช้ก้ามทั้งสองจับเยื่อ แล้วใช้ปลายหางซึ่งมีเหล็กในต่อยเอาและปล่อยพิษเข้าไปทำให้เหยื่อเป็นอัมพาต
สำหรับ คนนั้น อาการที่เกิดจากพิษของแมงป่องมีน้อยส่วนมากจะเป็นอาการเจ็บปวดและบวมแดง พิษต่อระบบประสาทมีน้อย แต่อาการต่างๆ เหล่านี้อาจแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของแมลงป่อง และความใจเสาะของผู้ที่ถูกต่อย อายุของแมงและอายุของผู้ที่ถูกต่อยด้วย
2. งู จงอาง พบที่ลพบุรี ระยอง กาญจนบุรี ตรัง พัทลุง นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช เป็นต้น ตอนนี้ก็มีน้อยลงแล้ว เพราะป่าค่อยๆ หายไป
เช่น ชาวนา มักถูกงูเห่ากัด
ชาวประมงมักถูกงูทะเลกัดซึ่งยังไม่มีเซรุ่มแก้พิษ
ชาวอ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี นครสวรรค์ ขัยนาท มักโดนงูแมวเซากัด
ชาวใต้มักโดยงูกะปะ
ถ้างูเขียวอยู่ตามกิ่งไม้กัด มักเป็นงูเขียวหางไหม้
ถ้างูดำๆ แผ่แม่เบี้ยมีดอกจันที่หัว มักเป็นงูเห่ากัด
โรค ฉี่หนูหรือไข้เยี่ยวหนูหรือชื่อทางการแพทย์เรียกว่า โรคเล็ปโตสไปโรสิส (Leptospsis) หรือบางลักษณะของโรคเรียกว่า โรค วายล์’ส (Weil’s disease) หรือภาษาไทยเราเรียกกันว่าโรคไข้ฉี่หนูนั้น เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Leptospira interrogans เนื่องด้วยหมอวายล์เป็นคนอธิบายโรคนี้เอาไว้อย่างละเอียดก่อนเพื่อนก็เลยได้ รับสมญาว่า Weil’s disease ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อว่า Leptospsis มากกว่าชื่อ Weil’s disease ญาติคนไข้ได้ยินหมอบอกสั้นๆ ว่าเป็นโรคเล็ปโต พอลับตาหมอก็รีบไปดู เล็บมือ เล็บเท้าผู้ป่วยที่เป็นลูกป็นหลานว่า เล็บใหนที่ว่าโต มันคงไปทำบาปอะไรมา ถึงได้ มือโตเล็บโต
ราชบัณฑิต
ข้อเสนอตั้งกก.อิสระสืบหา-สรุปข้อเท็จจริงเหตุน้ำท่วม และปฏิกิริยาต่อบทความ "ดร.ชินวัชร์ สุรัสวดี"
ที่มา มติชน

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
หมายเหตุ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ในประเด็นที่เป็นการแสดงความเห็นต่อเนื่องจากบทความ "เทียบข้อมูลฝนจากดาวเทียม หาสาเหตุวิกฤตน้ำท่วม 2554" โดย ผศ.ดร.ชินวัชร์ สุรัสวดี ซึ่งตีพิมพ์และเผยแพร่ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน-เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รวมทั้งเสนอให้มีการแต่งตั้ง "คณะกรรมการอิสระเพื่อสืบหาและสรุปข้อเท็จจริง สาเหตุน้ำท่วมใหญ่ 2554, วิเคราะห์บทเรียนและประเมินการจัดการวิกฤติน้ำท่วม และทำข้อเสนอแนะ ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต" มติชนออนไลน์ขออนุญาตนำความคิดเห็นของ ดร.สมศักดิ์ มาเรียบเรียงนำเสนอในเว็บไซต์ ดังนี้
บทความ ดร.ชินวัชร์ อันนี้ ผมว่าน่าสนใจมาก ต่อเนื่องจากที่ผมโพสต์กระทู้เมื่อเย็น
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320149031&grpid&catid=02&subcatid=0207
ประเด็นที่ยืนยันตรงกับที่ผมเขียนไปคือ การเก็บกักน้ำ และการปล่อยน้ำมีความผิดพลาดจริงๆ คือเก็บไว้นานไป ปล่อยช้าไป
ทีนี้ การเก็บนานไป และปล่อยช้าไปนี่ เป็นการจงใจ วางแผน "ยาว" (เพื่อไว้เล่นงาน รบ.เพื่อไทย ที่จะขึ้นมาไหม) ผมว่า ถ้าดูระยะเวลาละเอียด ที่ ดร.ชินวัชร์ ไล่เรียงมา ผมว่าไม่น่าจะใช่ คือช่วงมันอยู่ในปลาย รบ.หนึ่ง กำลังหาเสียงกัน และต่ออีก รบ.หนึ่งพอดี (ก.ค.-ส.ค.) ผมไม่คิดว่า เขา "วางแผน" อะไรกันแยบยล ใหญ่โต ได้ตั้งแต่ตอนนั้น
แต่ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ที่เพื่อนหลายคน ยกขึ้นมาในกระทู้นั้น ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการว่า การมาปล่อยคราวนี้ (ตั้งแต่ กันยา-ตุลา) เป็นการเมืองหรือไม่ (มี รบ.ใหม่ แน่ๆแล้ว)
บทความ ดร.ชินวัชร์ ไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่เท่าที่ผมอ่าน ดูเหมือนจะคล้ายกับที่ผมเข้าใจอยู่คือ เมื่อมาถึงจุดเดือนกันยายนแล้ว (หรือปลายสิงหา) ไม่สามารถกักน้ำไว้ได้แล้ว คือตั้งแต่นั้นมา เรื่อยมาถึงต้นตุลา มีฝนกระหน่ำมากเป็นพิเศษ ถ้าไม่ระบายน้ำที่มีอยู่ น้ำที่มากับฝนที่มาใหม่ จะทำให้เขื่อนรับไม่ได้ มีเพื่อนบางคนแย้งว่า โครงสร้างออกแบบเขื่อนน่าจะเผื่อให้รับได้ ผมไม่แน่ใจนะอันนี้ แต่ค่อนข้างรู้สึกว่า ไม่น่าจะได้ คือ ถึงกันยายน ตุลาคม ที่ฝนกระหน่ำ เขื่อนมันอยู่ที่เกือบ 100 เปอร์เซนต์แล้ว รับฝนใหม่ โดยไม่ปล่อยคงไม่ได้ แต่อันนี้ ท่านใดมีข้อมูลชัดๆ ก็ช่วยแชร์กัน ก็จะขอบคุณ
บทความ ดร.ชินวัชร์ ผมว่า ยืนยันที่ผมเสนอ ว่า ปัญหามันเริ่มจาก "องค์กรระดับกลาง" คือ กฟผ. และ กรมชลฯ เป็นสำคัญ ไมใช่เริ่มที่ระดับสูงสุดคือ รบ.
ทีนี้ พอดีว่า ปัญหาที่เริ่มจากองค์กรระดับกลางนี้ มันเกิดในช่วงที่ "ไม่มี รบ." ที่แน่นอนด้วย (คือ เก่า กำลังจะออก กำลังหาเสียงอุตลุตกัน ใหม่ ก็ยังไม่เข้ามา)
คือ ต่อให้สมมุติว่า มีรัฐบาลที่แน่นอน ไม่ใช่กำลังหาเสียง กำลังหมดอายุ ก็ไม่แน่ว่า ปัญหาแบบนี้ จะมีการ "เตือน" ขึ้นมาถึงระดับ รบ. และ รบ.จะรับรู้ได้ เพราะเท่าที่ดู "ระบบ" มัน ห่วย ในแง่ ที่ไม่มีการ modelling กันให้ชัดเจน ดังนั้น ต่อให้มี รบ.แน่นอน ก็ไม่แน่ว่า จะเลี่ยงปัญหาได้
แต่การไม่มี รบ.แน่นอน ในช่วงสำคัญนั้นพอดี (ก.ค.-ส.ค.) ทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น คือ ระดับองค์กรระดับกลาง มันตัดสินใจไปเองแน่ในภาวะนั้น
ผมอยากย้ำว่า ต้องไม่ลืมว่า แม้แต่ ดร.สมิทธ (ธรรมสโรช) ที่ตอนนี้ ออกมาพูดวิพากษ์เรื่องนี้เหมือนกัน ต้นปี ยัง "ฟันธง" เลยว่า ฝนแล้งแน่ๆ อะไรแบบนั้น ผมว่า องค์กรระดับกลางพวกนั้น ก็คิดแบบนี้ จนสายเกินแก้
ครับ พวกองค์กร พวกนี้ มันไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาลโดยตรง เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือ กรม ที่ข้าราชการประจำดูแล แต่แน่อน ปัญหา "ระดับนโยบาย" มันก็มีอยู่ อย่างที่มีบางคนเสนอว่า ถ้ามี กระทรวงน้ำโดยตรง (ซึ่งต้องมีตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว) เจ้ากระทรวง ก็อาจจะมีระบบการคอยดูเรื่องพวกนี้ เป็นระบบขึ้น
ผมว่า เอาเข้าจริง ปัญหาเรื่องเขื่อนกักไว้มากไป นานไป ปล่อย ช้าไป นี่ รบ.ทั้งชุดนี้ และชุดที่แล้ว (ที่ตอนนี้เป็นฝ่ายค้าน) ก็เพิ่งมารู้เหมือนกัน
//////////
ผมขอเสนอให้ รัฐบาล ริเริ่ม จัดตั้ง "คณะกรรมการอิสระเพื่อสืบหาและสรุปข้อเท็จจริง สาเหตุน้ำท่วมใหญ่ 2554, วิเคราะห์บทเรียนและประเมินการจัดการวิกฤติน้ำท่วม และทำข้อเสนอแนะ ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต"
ชื่อที่เป็นทางการ หรูๆ คงคิดกันเองได้ ผมเขียนยาวๆ เพื่อให้เห็นว่า คณะกรรมการที่ว่านี้ ควรมีภาระหน้าที่ อะไร ซึ่ง ในความเห็นผม มี 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ
1. สืบสวนและสรุปข้อเท็จจริง สาเหตุน้ำท่วมใหญ่
2. วิเคราะห์บทเรียนและประเมินการจัดการวิกฤตน้ำท่วม
3. ทำข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้นอีกในอนาคต
องค์ประกอบ ก็คงประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญน้ำต่างๆ และที่สำคัญ ผมเสนอว่า ควรมีตัวแทนทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ร่วมด้วย เพราะปัญหาน้ำ จะเป็นปัญหาระยะยาว ไม่ว่า พรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาลในอนาคต
ผมทราบว่า นี่อาจจะดู "เร็ว" เกินไป สำหรับวินาทีนี้ ที่วิกฤตยังไม่ผ่านพ้น
แต่ผมเห็นรัฐบาลเอง และหลายฝ่าย เริ่มพูดถึง "แผนการฟื้นฟู" กันแล้ว ซึ่งนั่น ก็เป็นเรื่องอนาคตเช่นกัน ดังนั้น การริเริ่ม เตรียมตั้ง กรรมการ ที่เสนอนี้ จึงไม่อาจนับว่า "เร็ว" ไป
แน่นอน กว่าจะลงมือทำงานจริง คงต้องรอให้วิกฤตใกล้จบ หรือจบแล้ว (เพราะหลายคน ตอนนี้ ก็คงยังมีภารกิจช่วยเรื่องน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่) แต่ผมว่า น่าจะริเริ่ม ได้ตั้งแต่ตอนนี้ จะถึงขั้นประกาศตั้งจริงเลยตอนนี้หรือไม่ ผมว่า ก็แล้วแต่ความพร้อม อาจจะแค่ทาบทาม หรือนำเสนอไอเดียของการตั้งกรรมการ ก็ได้
ต้องไม่รุนแรง
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
หลายคนดีใจกว่าถูกหวย
หลังรู้ข่าวเขตพื้นที่ในกทม.ต่อไปนี้ มีแนวโน้ม 80 เปอร์เซ็นต์ว่าอาจโชคดีรอดจากภัยน้ำท่วม
ได้แก่ บางขุนเทียน บางบอน ทุ่งครุ ราษฎร์ บูรณะ จอมทอง ภาษีเจริญ วัฒนา ดินแดง สาทร ราชเทวี พญาไท ปทุมวัน ป้อมปราบฯ สวนหลวง ประเวศ ห้วยขวาง วังทองหลาง บางซื่อ และบางกอกน้อย
แต่ก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีโอกาสอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่จะไม่เป็นเช่นนั้น พูดง่ายๆ เผลอเมื่อไหร่มีสิทธิ์เป็น 'ผู้ประสบภัย' ไม่รู้ตัว
ส่วนเขตที่ยังเสี่ยงอยู่บ้างคือ สะพานสูง บางกะปิ บึงกุ่ม
สำหรับพื้นที่อพยพนั้นถึงวันที่ 31 ต.ค. ประกาศไปแล้ว 6 เขต คือ สายไหม ดอนเมือง บางพลัด ทวีวัฒนา หลักสี่ และตลิ่งชัน
พื้นที่ เฝ้าระวังพิเศษ ได้แก่ บางเขน จตุจักร ลาดพร้าว วังทองหลาง บางซื่อ และพื้นที่เฝ้าระวังปกติ คือ คันนายาว คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มั่นใจหลังพ้นช่วงวิกฤตน้ำทะเลหนุนสูงไปแล้วเมื่อ 31 ต.ค.
ต้น เดือนพ.ย.ปัญหาน่าจะคลี่คลายดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะถ้าไม่มีน้ำทะเลหนุนก็จะทำให้แผนระบายน้ำออกสู่ทะเลทั้งด้านตะวันออก และตะวันตกได้ผลมากขึ้น
ประกอบกับปริมาณน้ำเหนือเริ่มนิ่ง ฝนหยุดตก ระดับน้ำในคลองสองเริ่มคงที่ ระดับน้ำในคลองรังสิตเริ่มลด
ถึง ยังมีมวลน้ำก้อนใหญ่ค้างอยู่ตอนเหนือแต่รัฐบาลจะใช้วิธีบริหารจัดการน้ำโดย แบ่งเป็นบล็อกๆ แล้วค่อยปล่อยระบายผ่านคลองซึ่งควบคุมด้วยประตูระบายน้ำ
ไม่ให้ไหลบ่าเข้ากรุงในคราวเดียว
ปัญหาตอนนี้ที่รัฐบาลต้องระวังคือการดูแลความแข็งแรงของคันกั้นน้ำที่มีอยู่ทั่วทั้งกทม. ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 77 กิโลเมตร
ไม่ให้พังถล่มลงมา
ทั้งยังต้องดูแลยับยั้งไม่ให้ชาวบ้านจับกลุ่มพากันไปพังคันกั้นน้ำเหมือนกรณีชาวบ้านชุมชนวัดนาวง หรือชาวชุมชนคลองสามวา เป็นต้น
ซึ่ง หนทางการแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลมีทางเลือกเดียวคือการใช้ความอดทนในการเจรจา อธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจด้วยเหตุผล ความจำเป็นและความจริง
รัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงเด็ดขาด
เพราะการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงโดยเฉพาะกับประชาชน ย่อมไม่ใช่วิสัยของรัฐบาลประชาธิปไตย
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/11/54 กำลังใจและความหวัง.....
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
สักกี่ร้อย พันปัญหา อย่าท้อถอย
นับวันคอย สิ่งดีดี มีความหวัง
เปลี่ยนจากทุกข์ แสนเข็ญ เป็นพลัง
แล้วไหลรวม หลอมหลั่ง กำลังใจ....
ร่วมฟื้นฟู เต็มแรง อย่างแข็งขัน
เพื่อสร้างฝัน เรืองรอง ให้ผ่องใส
เติมรอยยิ้ม ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
เริ่มสิ่งใหม่ ผ่องผุด สุดแสนงาม....
ร่วมช่วย..ซับน้ำตา เยียวยาให้
ถึงใกล้ไกล ทั่วแคว้น แดนสยาม
สร้างสุขสันต์ สมชื่อ เคยลือนาม
ทุกเขตคาม ทั่วถึง เป็นหนึ่งเดียว....
จงฟื้นฟู เยียวยา ประชาราษฎร์
ด้วยมุ่งมาด แน่วแน่ ช่วยแลเหลียว
แล้วสร้างความ สุขสม ให้กลมเกลียว
ฝ่าน้ำเชี่ยว ผ่านพ้น จนมีชัย....
รวมพลัง ก้าวข้าม ยามวิกฤติ
เพื่อชีวิต ผงาดสู้ สู่วันใหม่
เพื่อความสุข สมปอง พี่น้องไทย
สู้ต่อไป เดินให้ถึง...ซึ่งปลายทาง....
๓ บลา / ให้กำลังใจพี่น้องทุกๆ คนครับ
๓ พ.ย.๕๔ เช้า
สื่อมวลชนกับ hate speech พึงสังวรไว้
ที่มา ประชาไท
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
ช่วงที่ขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา หลายขั้วการเมืองและสื่อมวลชนได้ใส่ไคล้กันมากมาย มีการพูดจาทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กัน ยุยงให้กระทำความรุนแรงต่อกัน เอาชื่อเอาแซ่ เอาที่อยู่มาประจานกันทางอินเตอร์เน็ต เว็บบอร์ด โดยหารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นเป็น “ความผิดทางอาญา” ในสากลโลก
เอาเฉพาะกฎบัตรสิทธิมนุษยชนหลัก การใช้ hate speech เป็นความผิดต่อ ข้อ 20 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)* และข้อ 4 ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุก รูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-ICERD)**
นอกจากนี้ ศาลโลกยังเคยติดสินลงโทษสื่อมวลชนที่กระพือ hate speech เพื่อสร้างความเกลียดชังให้คนเข่นฆ่าสังหารกันมาแล้ว ถ้ายังจำได้ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2537 ที่ประเทศรวันดาในแอฟริกากลาง ชนเผ่าฮูตูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ใช้อาวุธนานัปการเข่นฆ่าสังหารชาว ตุตซี่ที่เป็นชนกลุ่มน้อยไปถึงครึ่งล้าน ภายหลังการโหมโฆษณาชวนเชื่อทั้งสื่อของรัฐและเอกชน โจมตี ดูถูกเหยียดหยามชาวตุตซี่ว่าเป็นพวกเลวร้าย
ในปี 2540 ศาลสหประชาชาติว่าด้วยอาชญากรรมนานาชาติกรณีรวันดา (United Nations International Criminal Tribunal for Rwanda - ICTR) ได้รับพิจารณาคำฟ้องต่อเจ้าของสื่อมวลชนในรวันดาสามคนในข้อหา “สังหารล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์” (genocide) ประกอบด้วย Hassan Ngeze ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Kangura (Wake Others Up!) ของฝ่ายฮูตู และในช่วงไม่กี่เดือนก่อนการสังหารหมู่ชาวตุตซี่ หนังสือพิมพ์หัวสีของเขาได้ตีพิมพ์บทความดูถูกเหยียดหยามชาวตุตซี่ว่าเป็น “แมลงสาบ” บ้าง แม้จะไม่ได้เรียกร้องชาวฮูตูให้สังหารชาวตุตซี่โดยตรงก็ตาม Ferdinand Nahimana และ Jean-Bosco Barayagwiza เป็นผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุ Radio Télévision Libre des Milles Collines (RTLM) ซึ่งมีการเรียกร้องทั้งทางตรงและทางอ้อมให้มีการสังหารหมู่ประชาชนชาวตุตซี่ มีการให้ชื่อและที่อยู่ของคนที่จะถูกฆ่าด้วย
ในเดือนธันวาคม 2546 ศาล ICTR มีคำสั่งลงโทษบุคคลทั้งสามในข้อหายุยงโดยตรงและเปิดเผยให้มีการสังหารล้าง เผ่าพันธุ์ ส่วนหนึ่งของคำสั่งศาลระบุว่า
“แม้จะไม่มีอาวุธปืน ไม่มีมีดดาบ หรืออาวุธใด ๆ พวกคุณ (สื่อมวลชน) ได้ทำให้พลเมืองที่บริสุทธิ์นับล้าน ๆ คนต้องตายไป”
“คดีนี้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชน ซึ่งยังไม่มีการพิจารณาถึงเลยตั้งแต่การไต่สวนคดีที่นูเร็มเบิร์ก*** อำนาจของสื่อในการสร้างและทำลายคุณค่าพื้นฐานของมนุษย์มาพร้อมกับความรับผิด ชอบที่ยิ่งใหญ่ คนที่ควบคุมสื่อต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำที่เกิดขึ้นด้วย”
“Without a firearm, machete or any physical weapon, you caused the deaths of thousands of innocent civilians.”
“This case raises important principles concerning the role of the media, which have not been addressed at the level of international criminal justice since Nuremberg. The power of the media to create and destroy fundamental human values comes with great responsibility. Those who control the media are accountable for its consequences.”
*ข้อ 20(2) การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย
**ข้อ 4 (a) จะประกาศให้การเผยแพร่ความคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหนือกว่าทางเชื้อ ชาติ หรือความเกลียดชังอันเกิดจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ การช่วยกระตุ้นให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และการกระทำรุนแรงหรือกระตุ้นให้เกิดการกระทำรุนแรงนั้นต่อชนเชื้อชาติหนึ่ง เชื้อชาติใดหรือกลุ่มบุคคลที่มีสีผิวอื่นหรือเผ่าพันธุ์กำเนิดอื่น ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนทางการเงินต่อกิจกรรมชาตินิยม เป็นการกระทำที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
***หลังสงครามโลกครั้งที่สองกรณีนาซี
อ่านรายละเอียดได้จาก http://www.ushmm.org/wlc/en/article.php?ModuleId=10007839
ผลสำรวจผู้อ่าน:ครบ5ปีไทยอีนิวส์ควรไปทางไหน?
ที่มา Thai E-News
*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:ใช่ เราคือสื่อการเมือง

เรายินดี ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นสื่อการเมือง แต่ในความหมายที่เราเป็นเราทำเราคิด ไม่ใช่สมาคมนักข่าวดัดจริตดีดดิ้นประณามว่าเราเป็น แต่ละเลยกับพวกสื่อตัวพ่อที่ยุฆ่าเสื้อแดง ยุให้สังหารหมู่โดยไม่ต้องมือเปื้อนเลือด เอาความเป็นสื่อไปแลกผลประโยชน์แบบหยุ่นแบบลิ้มกระทำชำเรากับประเทศ ชาติ...โดยที่สมาคมนักข่าวฯทำทองไม่รู้ร้อน หรือการที่สื่อกระแสหลักเงียบเชียบสมคบคิดกันปิดข่าววิกิลีกส์แฉคุณเปรม+คุณ อานันท์พาดพิงเบื้องสูง เพราะยืนข้างคนเหล่านี้มาตลอด เป็นการทำลายสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
นี่คือ"การเมือง"ของสื่อกระแสหลักหรือไม่!? ..
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 มกราคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์สมศักดิ์ ภักดิเดช 1ในคณะบรรณาธิการของเวบ Thai E-news เพื่อถามคำถามแทนใจผู้อ่านของเรา หรือสาธารณชนที่มักถามเข้ามาบ่อยๆ เช่น รับเงินใครมาทำ ทักษิณให้ไหม สู้แล้วรวยใช่หรือไม่ เป็นสื่อการเมืองอย่างเขาว่าจริงไหม ชอบมั่วข่าวแบบไม่มีความเป็นมืออาชีพอย่างที่เขานินทาจริงๆหรือ เป็นพวกใต้ดินหรือไง ฯลฯ
Q:ที่ไทยอีนิวส์ขึ้นคำขวัญว่า "ชูธงสัจธรรมโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป สู่ชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยในปี 2554" หมายความว่าอย่างไร?
A:ก็ตามตัว คือเราจะยืนหยัดการนำเสนอข่าว,รายงานต่างๆที่เป็นความจริง ไม่ใช่ความเท็จ หรืออคติ เพื่อตอบโต้สื่อกระแสหลัก ที่อคติ จงใจบิดเบือน ไม่มีความเป็นมืออาชีพ
และเราจะยืนหยัดตีโต้กระแสที่ทวนประวัติศาสตร์ พูดง่ายๆไม่ต้องใช้ภาษาที่หรูหรา หรือศัพท์แสงก้าวหน้าก็ได้ คือ ในทุกวันนี้หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจะ 80ปีอยู่แล้ว บ้านเมืองควรมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็มีพวกที่ถ่วงรั้งไว้ บิดเบือน และชี้นำคนไปในทางผิดๆบิดเบี้ยวสารพัด เราก็จะตีโต้ และเปิดเผยให้ประชาชนไทยเห็นว่าความจริงคืออะไร ไม่ปล่อยให้พวกซากเดนล้าหลังหน่วงรั้งไว้ต่อไป
ส่วนปรับขบวนก้าวรุดไป ก็คือ 4-5ปีที่ผ่านมานี้ขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้จะมีคุณูปการ ถูกต้องในเนื้อหาหลักการเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับนะว่า มันมีความผิดพลาด อาจทั้งระดับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี บางทีก็อาจผิดทั้งสองอย่าง ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่เพลี่ยงพล้ำเสียทีหลายต่อหลายครั้งอย่างนี้ เราก็หวังจะได้เห็นการซึมซับเก็บรับบทเรียนที่ผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไข
แต่ไม่ใช่มัวแต่มานั่งด่ากันไปจับผิดกันมานะ ทำอย่างไรให้ปรับปรุงบทเรียนที่ผิดพลาดบกพร่อง ปิดจุดอ่อน จะได้ก้าวรุดไปข้างหน้า เพราะภารกิจเคลื่อนไหวต่อสู้รออยู่
Q:แล้วคิดว่าจะก้าวไปสู่ชัยชนะของประชาชนในปี2554ตามคำขวัญไหม?
ก็อยากจะหวังอย่างนั้น
แต่ประเมินตามจริงแล้ว ถึงไม่ชนะเด็ดขาด ก็คิดว่าที่แน่ๆขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะก้าวรุดไปอีกมาก มาย ขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่ไหนในโลกก็ล้วนแต่ต้องใช้เวลากันทั้งนั้น แต่เราคิดว่าเมืองไทยถือว่าใช้เวลาน้อยมากแล้วนะ 5 ปีที่ผ่าน การตระหนักรับรู้ขยายกันไปในวงกว้าง ซึมลึกลงไปในเชิงคุณภาพ สั่งสมบ่มเพาะพร้อมที่จะก้าวไปสู่คุณภาพใหม่ของการเปลี่ยนแปลง
อย่าลืมว่าอีกฝ่ายยึดกุมอำนาจรัฐมา50-60ปี ปลูกฝังโฆษณาชวนเชื่ออย่างเข้มข้น การที่เวลานี้คนค่อนประเทศหูตาสว่างรู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ อะไรคือความก้าวหน้าของประเทศ อะไรคือปัจจัยฉุดรั้ง อะไรคือสิ่งที่ต้องก้าวข้ามไป อะไรคือชัยชนะของประชาชน อะไรคือนักบุญ อะไรคือซาตานจำแลงมาในร่างเทพ นี่ก็เป็นชัยชนะในระดับจิตสำนึก ซึ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะที่ถาวร
ไม่งั้นประชาชนก็คิดแต่จะไปฝากความหวัง ชะตาอนาคตไว้กับอัศวินขี่ม้าขาว ไปฝากไว้กับทักษิณ หรือใครต่อใคร โดยที่ไม่ได้ต่อสู้ช่วงชิงมาด้วยตัวเอง ชนะไปก็ไร้ประโยชน์
Q:สรุปสถานการณ์ปี2553เป็นยังไง
เราว่าขบวนการนำของเสื้อแดงบกพร่องนะ
อันนี้ไม่ใช่ฉลาดหลังเหตุการณ์นะ เราได้นำเสนอรายงานข่าว บทความต่างๆกระตุกเตือนมาตลอดว่า ขบวนนำเสื้อแดงบุ่มบ่ามบกพร่องหลายกรณี ไม่ว่าจะกรณียื่นฎีกาล้านรายชื่อเพื่ออภัยโทษคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนพลใหญ่ออกมาหลังจากศาลยึดทรัพย์คุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการละทิ้งการเจรจากับรัฐบาล การใช้ยุทธวิธียึดครองพื้นที่ธุรกิจราชประสงค์ แต่ทำลายแนวร่วมชนชั้นกลางในเมือง ที่เดิมก็เห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดงพอสมควร ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นศัตรูอย่างน่าเสียดาย
รวมไปถึงการใช้ยุทธวิธีที่โหมทุ่มจะเอาชัยชนะในระยะกระบี่เดียวมากเกินไป ประมาณการณ์สถานการณ์ผิดพลาด ประมาทศัตรู ไปคิดว่าวิธีเก่าๆแบบ14ตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬจะชนะ ทั้งที่ตอนนี้เงื่อนไขต่างกัน เพราะศัตรูหลักของประชาชนเปิดเผยตนเองล่อนจ้อนโจ่งแจ้งขนาดนั้น ยังจะไปหวังได้ไงว่าเกิดความรุนแรง เกิดการตายแล้ว เราจะชนะ
ไม่ได้คิดประเมินว่าจะซ้ำรอยกรณี 6 ตุลาฯหรืออย่างไร ทั้งที่มีคนประเมินในทางนี้ไว้เยอะแยะ เราก็นำเสนอข่าวบทความกระตุกไม่รู้กี่ครั้ง
หลังพ่ายแพ้มาก็ยังดูเหมือนไม่มีการสรุปบทเรียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเพียงแต่การรื้อฟื้นขบวนนำเดิมให้ฟื้นคืนตัว และดูจะลดธงในการต่อสู้ อำพรางศัตรูหลัก บิดเบนไปยังเป้าหลอกอีกต่างหาก
แต่ที่ว่ามาก็ไม่ได้เจตนาว่าให้เสียกำลังใจ แต่ว่าเพื่อให้ปรับขบวนก้าวรุดไป ดังที่ว่าไปเบื้องต้น แล้วอย่ามาท้าด้วยว่า มึงฉลาดนักก็มานำขบวนเอง ว่าไปเถอะ คนในขบวนนำมีระดับคุณภาพที่นำได้อยู่แล้ว แต่จูนทิศทางเข็มมุ่งจูนปรับอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางและเข้าท่าอีกหน่อย ก็ไปได้สวย ยังให้กำลังใจอยู่
แต่ที่ก้าวหน้าขึ้นก็คงเป็นมวลชนคนไทยที่ขยายปริมาณมหาศาล และลงลึกในด้านคุณภาพเนื้อหา เข้าตำราว่า ระบอบปกครองในเวลานี้ปกครองได้แต่บริหารไม่ได้ เพราะประชาชนที่ปฏิวัติที่ตื่นตัวนั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าที่คุณจะใช้ตำรา ปกครองเล่มเดิมมาหลอกลวงได้ต่อไป
Q:ไทยอีนิวส์ยังถูกตั้งคำถามเรื่องไม่น่าเชื่อถือ
ยังไงบ้างหละ ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย
Q:-มีคนโจมตีตามเวบอร์ด ว่า ไทยอีนิวส์เสนอข่าวโคมลอย เช่นข่าว US Navy เอาเรือรบมาลอยลำที่พัทยา พร้อมส่งหน่วยคอมมานโดมาช่วยคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ทันที ถ้ามีการสลายการชุมนุม,บัน คี มูน รับเรื่องร้องเรียนของคนเสื้อแดงแล้ว พร้อมบอยคอตรัฐบาลไทยทันที,UN พร้อมส่งกองกำลังนานาชาติเข้ามาควบคุม และจัดการเลือกตั้งในประเทศไทย
A:ก็เราไม่เคยนำเสนอข่าว หรือรายงานที่เขาว่าเลยซักนิด แล้วจะให้ชี้แจงว่ายังไงดี มีแต่เสนอว่า แกนนำหรือเสื้อแดงอย่าไปตั้งความหวังในทางที่มันไม่เป็นจริง หรือไม่มีหลักฐานสนับสนุน
การนำเสนอข่าวหรือรายงานของเราจะพบว่า เราโคว้ดที่ไปที่มาของข่าวหรือรายงานตลอด จนคนอ่านบ่นว่าเกะกะตา ก็เพราะเรารู้ดีว่ามันมีฝ่ายปฏิกริยาคอยจ้องจับผิด และดิสเครดิตเราอยู่ ขนาดนี้ก็ยังมีคนไปกล่าวโจมตีเราแบบไม่มีมูลได้อีก คิดดูก็แล้วกัน
Q:ทำมาเข้าปีที่ 5 เขาว่าไทยอีนิวส์สู้แล้วรวยจริงมั๊ย
คือพูดไปก็จะหมั่นไส้เปล่าๆ พวกเราในทีมจัดว่ารวยอยู่แล้ว หรือเลี้ยงตัวได้กันอยู่แล้ว ค่อยมาทำไทยอีนิวส์ ในทีมเราแต่ละคนมีงานการทำอยู่แล้ว เราก็อาศัยเวลาที่สะดวกมาทำไทยอีนิวส์ ไม่ได้คิดว่าจะทำแล้วหาเงินหาทอง หาโฆษณาหารายได้ หรือขอเงินจากนักการเมือง
ว่าไปแล้วการมาทำไทยอีนิวส์ทำให้แต่ละคนในทีมรวยน้อยลงด้วยซ้ำ เพราะต้องเอาเวลาที่ควรต้องทำมาหากินให้รวยๆ แต่ต้องเจียดเวลานั้นมาทำไทยอีนิวส์
Q:ทักษิณให้เงินมั่งไหม ถามจริง ให้ตอบตรง
ไม่มี ไม่เคยทั้งในอดีต ปัจจุบัน และแน่นอนว่าในอนาคตด้วย นอกจากทักษิณแล้วคนอื่นๆก็ไม่เคยให้มา และเราก็จะไม่รับด้วย
Q:แต่การทำงานมันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่หรือ
ที่อื่นๆไม่รู้นะ แต่ไทยอีนิวส์นี่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย พื้นที่เวบบล็อกนี้ก็เป็นของฟรี เป็นบล็อกของเครือกูเกิ้ล ใครอยากทำก็สมัครฟรี นาทีเดียวก็เสร็จแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ทักษะฝีมือ
ค่าจ้างเงินเดือนเราก็ไม่มี อย่างที่บอกไปว่าทีมของเรามีงานประจำทำกันอยู่แล้ว เลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว ไม่มีเจตนาจะมาหาเงินหาทองอยู่แล้ว ก็เลยไม่ต้องมีค่าจ้างอะไร
ข่าวภาคสนามที่เราลง ก็ไม่ต้องจ้างนักข่าวไปทำ เพราะเรามีคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยเวลาเขาไปงานที่ไหน เขาก็ส่งมาให้ฟรี หรือเราไปเก็บข่าวเก็บภาพจากเวบบอร์ด เวบไซต์ เฟซบุ๊คมาก็ฟรี แต่เราลงเครดิตให้ว่าเอามาจากแหล่งไหน ในต่างประเทศ อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย ญี่ปุ่น ประเทศต่างๆก็มีคนเสื้อแดงส่งมาลงฟรีทั้งหมด พูดง่ายๆนี่แหละสื่อภาคพลเมืองของแท้หละ
ในโอกาสนี้ก็กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยๆกันโดยไม่เคยได้ตังค์จากไทยอี นิวส์ซักแดง หวังว่าท่านจะเข้าใจเพราะเราก็ไม่เคยได้รับตังค์ซักเก๊เหมือนกันจากการทำงาน นี้
ออฟฟิศสำนักงาน ค่าโสหุ้ยของเราก็ไม่มี สำนักงานก็อยู่บนอากาศ เผลอๆจะไปอยู่อวกาศ ค่าบริหารจัดการเป็นศูนย์ เพราะอย่างอินเตอร์เน็ตเราก็ใช้ในที่ทำงานของแต่ละคนในทีม มันก็เลยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร
Q:คำถามคลาสสิก งั้นทำแล้วจะได้อะไรขึ้นมา
เชื่อเถอะในโลกใบนี้ คนที่เขาทำอะไรโดยไม่หวังเงินตอบแทนนั้นมีอยู่จริง ในขบวนคนเสื้อแดงนี่ก็มากมายก่ายกอง ไม่ใช่เฉพาะที่ไทยอีนิวส์หรอก เขาอยากทำ อยากต่อสู้ อยากใช้ทักษะประสบการณ์ที่เขามีเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย เขาก็ทำ
พูดมานี่เชื่อไหม แล้วแต่ใจจะคิด
Q:นอกจากไม่ได้อะไร แล้วก็ไม่กลัวติดคุกเหรอ
กลัวสิ ไม่น่าถาม
Q:ทำไมไม่เปิดตัวทีมงานไปเลย
ก็กลัวติดคุก กลัวโดนอุ้มหาย กลัวจะทำงานไม่ได้เต็มที่ กลัวต้องไปทะเลาะกับคนรู้จักที่ทัศนะทางการเมืองต่างกัน เพราะฉะนั้นอยู่แบบนี้หนะดีแล้ว
Q:สรุปว่าจะเป็นพวกใต้ดิน
ก็ไม่เชิงนะ ใต้ดินนี่คือยังไงคำจำกัดความ คิดอยากด่าพ่อล่อแม่ใครไร้หลักฐาน ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เอามันเข้าว่า ถ้าแบบนั้นก็ไม่ใช่เรา
แต่หากหมายความว่า เราทำทุกอย่างด้วยความเป็นมืออาชีพในด้านงานข่าว หรือรายงานต่างๆ แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวเองเพราะมีปัญหาด้านความปลอดภัย การละเมิดสิทธืเสรีภาพ และจะได้ทำงานแบบสบายใจก็น่าจะใช่
Q:สมาคมนักข่าวฯเขาว่าพวกคุณเป็นสื่อการเมือง
ใช่ เราเป็นสื่อการเมือง หากหมายความว่า เราทำข่าว ทำรายงานเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เปิดโปงความชั่วช้าเลวทรามของระบอบปกครองที่กดขี่ประชาชาติไทย เปิดโปงความจริงที่สื่อกระแสหลักกลบเกลื่อนบิดเบือนออกมาสู่ประชาชน..ใช่ เราเป็นสื่อการเมือง
แต่เราจะไม่ทำน่าเกลียดประเภทที่สำนักข่าวเนชั่น ASTV ไทยโพสต์ แนวหน้า นักเล่าข่าวหน้าจอ หรือสื่อกระแสหลักสารพัดทำ คือการไล่ล่าทักษิณ แกนนำเสื้อแดง มวลชนคนเสื้อแดงด้วยความเท็จ เป็นมือตีนรับใช้ระบอบปกครองเผด็จการ เพื่อแลกกับผลประโยชน์เรื่องคลื่น ความถี่ เวลาออกอากาศ โฆษณา การหาเงินทำอีเว้นต์ แล้วเสือกมาชี้หน้าว่าเราเป็นสื่อการเมือง
เราจะไม่บอกให้คนอ่านของเราไปฆ่าวินมอเตอร์ไซค์ สังหารแท็กซี่แบบที่สุนันท์ ศรีจันทรา พูดออกวิทยุทีวี ไม่ยุให้รัฐบาลไปเข่นฆ่าสังหารหมู่ประชาชนที่มาชุมนุมโดยที่มือไม่เปื้อน เลือดแบบที่เปลว สีเงิน ทำอุบาทว์ชาติชั่ว เราไม่ทำ
เราจะไม่2มาตรฐานแบบสมาคมนักข่าวฯทำ เวลาเสื้อเหลืองชุมนุมก็ออกมากระจองอแงว่า"อย่าทำร้ายผู้ชุมนุม" แต่พอเสื้อแดงชุมนุมรีบออกแถลงการณ์"ออกใบอนุญาตฆ่า"แล้วก็มีน้ำหน้า มารณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย"
สมาคมนักข่าวทำมานั้น"การเมือง"ไหมหละ...หรือพฤติการณ์ชวนสะอิดสะเอียดอย่างนี้เรียกว่าคือสื่อมืออาชีพ ไม่ใช่สื่อการเมือง
สรุปว่าเรายินดี ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นสื่อการเมือง แต่ในความหมายที่เราเป็นเราทำเราคิด ไม่ใช่สมาคมนักข่าวดัดจริตดีดดิ้นประณามว่าเราเป็น แต่ละเลยกับพวกสื่อตัวพ่อที่ยุฆ่าเสื้อแดง ยุให้สังหารหมู่โดยไม่ต้องมือเปื้อนเลือด เอาความเป็นสื่อไปแลกผลประโยชน์แบบหยุ่นแบบลิ้มกระทำชำเรากับประเทศชาติ...
โดยที่สมาคมนักข่าวฯทำทองไม่รู้ร้อน ทุเรศ!
หรือการที่สื่อกระแสหลักเงียบเชียบปิดข่าววิกิลีกส์แฉคุณเปรม+คุณอานันท์ พาดพิงเบื้องสูง เพราะยืนข้างคนเหล่านี้มาตลอด ในขณะที่หากเป็นทักษิณบ้าง แม้แต่เรื่องโคมลอยอย่างปฏิญญาณฟินแลนด์ ก็พากันโพนทะนาราวกับว่ามีหลักฐานตำตาเพื่อทำลายฝ่ายที่สื่อกระแสหลักเกลียด ขี้หน้า นี่เป็นการทำลายสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน นี่คือ"การเมือง"ของสื่อกระแสหลัก หรือไม่ใช่! ถ้าใช่ แล้วทำไมสมาคมนักข่าวฯทำเฉย
Q:ไทยอีนิวส์จะก้าวไปทางไหนในปีใหม่2554
A:โอ๊ย อยากทำสารพัด อยากมีข่าวมีสัมภาษณ์Exclusiveมาลง อยากลดโทนที่หนักๆให้เบาลงอีกหน่อย มีนวนิยาย หรือสกู๊ปสนุกๆมาเผยแพร่ อยากเสนอในมุมมองของคนในขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยแบบเบาๆ อยากมีเมนูเครื่องเคียงข่าวแบบมีสีสัน หรือออกแนวHow to อยากให้มันVarietyกว่าที่เป็นมา ตอบโจทย์ของผู้อ่านทุกเพศวัยประสบการณ์ ระดับฐานะเศรษฐกิจ ระดับฐานะสังคม...
อยากขยายตลาดคนอ่านให้มีคนเข้ามาอ่านซัก 100 ล้านคลิ้ก จะได้ตาสว่างกันมากๆ
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นความฝันอยู่ แต่ภารกิจเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือทำอย่างไรจะทำให้ไทยอีนิวส์อยู่ได้ ในกรณีที่ว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างรัฐประหารยึดอำนาจ หรือเกิดอะไรปุ๊บปั๊บขึ้นมา จนทำให้ไทยอีนิวส์เผยแพร่ไม่ได้ เราคงสร้างเครื่องมือตัวนี้ขึ้นมาให้ได้โดยไว จะได้มีข่าวแบบไทยอีนิวส์นี้ให้อ่านให้ติดต่อกันต่อไป
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
Q:อยากให้คนอ่านสนับสนุนอะไรไหม
เราทำไทยอีนิวส์มา 4 ปีเข้าปีที่ 5 เมื่อสิ้นปีก่อนคือ 2552 เรามีคนอ่าน 13.5 ล้านคลิ้ก มาสิ้นปีล่าสุด2553ผู้อ่านเพิ่มเป็น 27.5ล้านคลิ้ก แปลว่าปีเดียว เรามีอัตราขยายตัวมากกว่า 100 % เมื่อเทียบกับ 3 ปีแรก
เป็นสถิติที่น่าพอใจ แต่ก็ยังนับว่าน้อยไปหากเทียบกับคนไทยทั่วประเทศ คนเสื้อแดงทั่วโลก อยากให้คนอ่านช่วยกระจายหน่อยว่า ให้เข้ามาอ่านกันมากๆจะได้ตาสว่างกันในอัตราก้าวกระโดด ประเทศบ้านเมืองจะได้เปลี่ยนแปลงกันได้ไวขึ้น คนไทยที่ตื่นตัวจะชนะได้ไวขึ้น โดยเราจะพยายามทำงานให้ดีขึ้น โดนใจขึ้น คุณภาพและปริมาณมากขึ้นในปีนี้
เอาว่าแลกกันก็แล้วกัน ทีมงานของเราเหนื่อยยากในการทำงาน ท่านผู้อ่านช่วยเหนื่อยอีกนิดในการช่วยเผยแพร่ กราบขอบพระคุณมาล่วงหน้า
*******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ก้าวสู่ปีที่5ไทยอีนิวส์:ชูธงโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป
น้ำท่วม : โอกาสในวิกฤติ
ที่มา Thai E-News
หากคุณมองว่ามันเป็นวิกฤต ลองพลิกเป็นโอกาสดูสิ นับได้ตั้ง 18 ข้อ...
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ในวิกฤติน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 นี้ ใครจะก่นด่า คร่ำครวญ โยนความผิดให้คนนั้นคนนี้ว่าเป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยก็ตาม แต่ผมกลับมองเห็นโอกาสในวิกฤตินี้
เพราะหากเราสังเกตให้ดี การผจญอุทกภัยในครั้งนี้คนไทยเราค่อนข้างจะมีสติ และรับสภาพที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว
บางคนอาจจะมองว่า อาจจะเป็นเพราะความเชื่อในคำสอนของพุทธศาสนา แต่ไม่จริงทีเดียวนัก เพราะน้ำท่วมในครั้งนี้ท่วมไปหม ไม่ว่าจะเป็นบ้านสวนไร่นาของพี่น้องชาวพุทธ ชาวคริสต์ หรืออิสลาม(โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยุธยาและหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ)
ซึ่งอาจสรุปได้ว่าเป็นลักษณะพิเศษของคนไทยใน พ.ศ.นี้ โดยเฉพาะที่คนไทยเราส่วนใหญ่แล้วยังเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่
เราอาจจะไม่มีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดดังเช่นชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัยสีนา มิ แต่ในเรื่องของน้ำใจ ผมเชื่อว่าคนไทยที่มีให้กันไม่ได้ด้อยกว่าแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของขอทานที่ควักเงินออกจากกระป๋องใส่ตู้บริจาคตีพิมพ์ ลงหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ของออสเตรเลียที่เผยแพร่ไปทั่วโลก
ภาพ/ข่าว ประกอบบทความ http://www.smh.com.au/world/floods-bring-thais-together-as-rivals-put-conflict-aside-20111014-1lp8v.html
ที่ไม่ค่อยมีน้ำใจให้กันเท่าใดนักก็เว้นแต่ฝ่ายค้านกับรัฐบาลที่ฉวยโอกาสทุก ท่าที่จะโจมตีกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์คและสื่อทั่วไป
โดยฝ่ายค้านก็ว่าฝ่ายรัฐบาลบริหารไม่เป็น ยักยอกของบริจาค ฝ่ายรัฐบาลก็โจมตีฝ่ายค้านว่ามัวแต่เล่นการเมืองไม่ช่วยกันแก้ปัญหาน้ำท่วม
มิหนำซ้ำหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านยังดอดหนีไปเที่ยวมัลดีฟเสียอีก ฯลฯ
ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองแบบน้ำเน่าที่ควรจะหายไปกับกระแสน้ำในครั้งนี้ได้แล้ว
แน่นอนว่าคนก็คือคนไม่ว่าจะเป็นไทยหรือคนชาติอื่น ที่ยังมีการลักเล็กขโมยน้อย มีการเบียดบังเอาของบริจาคไปให้พรรคพวกของตนหรือเข้ากระเป๋าตนเองก็คิดว่าคง จะมีบ้าง
เพราะพวกนี้คือสัตว์นรกในร่างคนที่ไม่ต้องรอให้ตายไปก่อน ผลกรรมย่อมตามสนองให้เห็นทันตาอยู่แล้ว
แต่เหนืออื่นใดคือการมองโลกในแง่ดีของคนไท ยที่แม้ว่าในตอนแรกอาจจะเครียดอยู่บ้าง เพราะการบริหารจัดการที่ไม่เป็นมวย เพราะต้องคอยตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นวันๆ และเครียดที่ต้องคอยลุ้นว่าเมื่อใดน้ำจะมาถึงตนเสียที
แต่เมื่อน้ำท่วมเข้ามาจริงๆแล้ว กลับไม่มีการจลาจลหรือเกิดความวุ่นวายกันมากนัก อาจมีบ้างประปรายในเรื่องของคันกั้นน้ำที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการให้อีกฝ่าย สร้าง เพราะจะไปท่วมเฉพาะที่ของตนเอง แต่ในที่สุดก็ไม่ลุกลามใหญ่โตแต่อย่างใดเพราะน้ำท่วมเสมอหน้ากันไปหมด
หากเราจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการมองโลกในแง่ดี ด้วยการคิดเสียว่าน้ำท่วมครั้งนี้
1)เป็นการเปิดโอกาสให้พระโพธิสัตว์หรือผู้ใจบุญได้ปฏิบัติหน้าที่ เช่น คนจนได้ช่วยแรง คนรวยได้ช่วยเงิน เป็นต้น
2) เราได้มีโอกาสอยู่พร้อมกันทั้งบ้าน หลังจากไม่ได้ดูทีวีด้วยกันมานานแล้ว ใช้ชีวิตช้าลง ไม่ต้องออกไปไหน
3)ทำให้เรารู้ว่าสิ่งของต่างของเรานั้นสิ่งไหนมีความจำเป็นที่แท้จริงกับเรา เพราะเวลายกสิ่งของขึ้นสูงเราจะเลือกสิ่งนั้น อันไหนไม่สำคัญก็เอาไว้ยกทีหลังเพราะมันหนักและขี้เกียจ แต่หากจำเป็นต้องอพยพ เราจะนึกออกว่าอะไรคือของจำเป็นจริงๆกับเรา หรือเราคิดถึงสิ่งใดบ้างเมื่อต้องสละบ้านเรือนมา
4)หากไม่ได้อพยพไปไหนก็ทำให้เราเป็นอิสระในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ต้องกลัวข้างบ้านรำคาญเพราะเสียงดัง ด้วยเหตุว่าข้างบ้านอพยพไปหมดแล้ว
5)ทำให้เราเรียนรู้วิธีใช้น้ำอย่างฉลาด เช่นใช้น้ำกันน้ำได้ เพราะเราสามารถใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำวางได้ และถ้าต้องลุยออกจากบ้าน เราก้เอาถุงพลาสติกเล็กๆมัดรวมกันหลายถุงแล้วใส่ถุงใหญ่มัดอีกที แล้วทำเป็นทุ่นเกาะ ออกมาปากทางหมู่บ้านได้
6)ทำให้รู้วิธีซักผ้าเองด้วยมือ เพราะเครื่องซักผ้าถูกยกขึ้นที่สูงไปแล้วเพื่อหนีน้ำ และทำให้รู้คุณค่าของเสื้อผ้าแต่ละชุดที่จะใส่อีกด้วย
7)ได้ออกกำลังกายหลังจากที่ไม่ได้ออกกำลังมานาน เพราะจะต้องวันๆได้แต่ยกของ กรอกน้ำ วิดน้ำ ฯลฯ
8)ได้อยู่กับบ้านมากขึ้น เพราะต้องเฝ้าระวัง ต้องกับสิ่งของที่มี ออกไปช็อปปิงเพิ่มก็ไม่ได้ ทำให้เรารู้ว่าสมบัติข้าวของที่เรามีนั้นมากมายเกินกว่าจะระวังได้ทั่วถึง ในทางกลับกันก็เป็นช่วงระยะเวลาที่ดีที่เราจะต้องโละสิ่งของที่ไม่จำเป็น ทิ้งไปบ้าง หรือเลือกที่จะเก็บอะไรไว้
9)ข้อดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเราได้รอดพ้นภัยของซองกฐิน ผ้าป่า ที่ทำให้จิตใจเราต้องขุ่นมัวเมื่อถูกยัดเยียดหรือถูกบังคับโดยอ้อมให้ทำบุญ ในสิ่งที่เราไม่อยากทำ และเราจะไม่ต้องได้บาปเพิ่มขึ้นเพราะไม่ต้องก่นด่าในใจต่อผู้ที่เอาซองมาให้
10)ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นกับการดูแผนที่แม่น้ำคูคลอง ทั้งจากการศึกษาด้วยตนเองและจากการดูโทรทัศน์(สำหรับบ้านที่ยังดูได้) อีกทั้งยังทำให้เรารู้ที่มาออกๆรายการกันนั้นน่ะ ใครมีกึ๋นหรือไม่มีกึ๋น
11)ทำให้เรารู้สึกตัวเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ เพราะต้องระวังภัยและศึกษาวิธีเอาตัวรอดจากสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น งู จระเข้ ปลิง ยุง ฯลฯ
12)เป็นช่วงเวลาที่ได้ทบทวนทักษะการว่ายน้ำหลังจากเรื้อไปนาน
13)ทำให้ได้บรรยากาศหรือประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเปลี่ยนจากขึ้นรถมาลงเรือแทน
14)ทำให้ปัสสาวะง่ายขึ้น คือ ฉี่ลงน้ำ(กรณีอยู่บนบ้าน)หรือฉี่ในน้ำเสียเลย(กรณีลุยน้ำ)
15)ทำให้สวนที่บ้านเลิกรก เพราะตอนที่น้ำท่วมก็ราบเรียบโล่งตา หลังจากน้ำลดก็ต้องจัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องสวยกว่าเก่า(ถ้ายังไม่หมดตัวเสียก่อน)
16)ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น(อันนี้ดีมาก) กรณีที่ต้องอยู่เงียบๆคนเดียวเป็นเวลานานๆ
17)ทำให้เราได้รู้จักผู้คนมากขึ้นในกรณีที่ต้องไปอยู่ที่ศูนย์อพยพฯ แม้ ว่าบางคนโทรศัพท์มือถือจะหายก็ตาม ก็ถือเสียว่าอย่างน้อยที่ชาร์จแบตเตอรียังอยู่ คราวต่อไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่รุ่นเดียวกันจะได้มีที่ชาร์จ 2 อัน
18)ทำให้หมดปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างสีต่างๆ ไม่ว่าสีเหลือง สีแดง หรือสีซ่าหริ่ม เพราะไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้ ทำให้ต้องหันหน้าเข้าหากันโดยอัตโนมัติ(ยกเว้นไอ้พวกที่ไม่ถูกน้ำท่วมที่ยัง หลงละเมอเพ้อพกอยู่ แต่ก็น้อยแล้ว)
จากที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่นึกขึ้นได้ และผมเชื่อว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ อยู่ที่เราจะสามารถมองเห็นและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตเราได้มากน้อยแค่ ไหน เพียงได
ใช่ไหมครับ
-------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2554
Wednesday, November 2, 2011
หยุดชั่วคราว!?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของคนกรุงเทพฯ
ศปภ.ระบุว่าวันที่ 31 ต.ค.นี้จะพ้นช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุด จากนั้นน้ำทะเลจะลดลงต่ำมาก
ฉะนั้น การระบายน้ำเหนือที่ท่วมขังอยู่ในกรุงเทพฯลงสู่ทะเล
จะคล่องขึ้น ง่ายขึ้น เป็นกอบเป็นกำขึ้น
ความจริงแล้วช่วง 29-31 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดนั้น คาดการณ์ไว้ว่าจะสูงถึง 2.65 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
สูงกว่าคันกั้นริมแม่น้ำเจ้าพระยา 15 ซ.ม.
แต่เอาเข้าจริงๆ ทะเลหนุนสูงสุดแค่ 2.53 เมตร
ถือว่าธรรมชาติยังปรานี
และมีการคาดการณ์กันอีกว่าน้ำทะเลจะขึ้นสูงสุดอีกครั้งช่วงลอยกระทง 11-18 พ.ย.นี้
สิ่ง ที่ศปภ.ต้องทำกันอย่างจริงจัง คือเร่งระบายน้ำก้อนมหึมา 5 พันล้านลบ.เมตรที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ และท่วมพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ ออกสู่ทะเลให้ได้เร็วและมากที่สุด
เพราะมีเวลาแค่ 11 วันเท่านั้น
หากระบายน้ำออกทะเลได้ยิ่งมากเท่าไหร่ โอกาสที่กรุงเทพฯจะรอดก็ยิ่งมากขึ้น
เขตสายไหม เขตดอนเมือง เขตบางพลัด และเขตทวีวัฒนา ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมขังสูงมานับอาทิตย์แล้ว
จะมีโอกาสได้เห็นน้ำลดลงเร็วกว่าเดิม !
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในช่วง 11 วันนี้ถือเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของศปภ.
การ ระบายน้ำลงทะเล ทั้งกรมชลฯและกทม.มีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่แล้ว ระบบการสูบน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯที่เดียวมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบสูบน้ำของ ทั้งประเทศรวมกัน
ดังนั้น เรื่องระบบเรื่องเครื่องมือไม่ต้องเป็นห่วง
ห่วงแต่อย่างเดียวว่าจะเกิดเกาเหลา เกิดปัญหาเรื่องการประสานงานอีกหรือไม่
เพราะในห้วงวิกฤตของบ้านเมืองแบบนี้ ก็ยังมีให้เห็นถึงความแตกแยก ไม่เลิกขัดแข้งขัดขากัน
นักการเมืองบางคนยังมุ่งทำลาย ทำทุกอย่างเพื่อหวังผลทางการเมือง
คิดแค่ว่าทำยังไงจะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ได้
"ข่าวลือ-ข่าวปล่อย-ข่าวป้ายสี"ถึงยังกระหึ่มเมืองอยู่ในขณะนี้
คิดกันเล่นๆ นะ ถ้าพวกแมลงสาบยอมหยุดความใจแคบ ยอมวางเรื่องส่วนตัวชั่วคราว
หันมาร่วมมือร่วมใจกับศปภ.แก้ปัญหาน้ำท่วมกันจริงจัง
อดใจรอจนน้ำลด รอจนเมืองไทยผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยเสียก่อน
แล้วค่อยกลับมาฟาดฟันล้มรัฐบาล
ถึงตอนนั้นก็คงไม่สายเกินไปมั้ง !?
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/11/54 ตัววัดระดับความผกผันกัน.....
ที่มา blablabla
เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน หมุนเวียนต่อ
นี่แหละหนอ ชีวิต ลิขิตสร้าง
คนทำดี ย่อมได้ดี ทุกที่ทาง
ไม่ต้องอ้าง เรื่องสารพัด งัดออกโชว์....
คนดักดาน ก็ดักดาน สามานย์คิด
แสร้งจริต พูดพร่ำ คำอวดโอ้
ดีหรือเลว ไม่รู้จัก มักคุยโว
หลอกพวกโง่ โสมม อย่างงมงาย....
มองเห็นดำ เห็นขาว เรื่องราวชัด
ตัวชี้วัด ค่ามนุษย์ สุดหลากหลาย
พวกโป้ปด กลับเชิดชู นิ่งดูดาย
กี่ฉิบหาย ไม่เคยเข็ด เสร็จพวกมัน....
คนทำดี กลับมองข้าม พูดหยามเหยียด
แสร้งรังเกียจ ถากถาง พรางเย้ยหยัน
นี่นะหรือ คนไทย ใจเดียวกัน
ยิ่งนับวัน ยิ่งแตกแยก..แปลกเหลือเกิน....
ยังอยากเห็น ความรุ่งเรือง ดั่งเมืองสวรรค์
รักผูกพัน ด้วยใจ ไม่ขัดเขิน
เพื่อความสุข ยืนยาว ทุกก้าวเดิน
หยุดห่างเหิน แล้วคืนรัก สามัคคี....
๓ บลา / ๒ พ.ย.๕๔









