ที่มา มติชน ตู้ขายเครื่องดื่มหยอดเหรียญที่เป็นแบบหน้าจอสัมผัส สุดไฮเทคกับเทพเจ้าตู้หยอดเหรียญกับญี่ปุ่น ขอแบบนี้สักตู้จะได้ไหม!!

"อาซิโม"กับความสามารถกับที่เหนือชั้น ตอนนี้นอกจากเดิน วิ่งที่ที่มีความยืดหยุ่นคล้ายมนุษย์แล้ว ก็มาถึงการทำอะไรที่ละเอียดอ่อน เช่น การรินชาได้แล้วนะ สำหรับมนุษย์ดูแล้วเป็นสิ่งที่ง่ายแต่สำหรับหุ่นยนต์นั้นยากกว่า เพราะต้องใช้ประสบการณ์ร่วมด้วย
อะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เราจะใช้ชีวิตกันอย่างไร เมื่อดูคลิปนี้แล้วคุณจะรู้ว่า ..... มองเห็นอนาคตที่เทคโนโลยีจะช่วยให้ทุกอย่างให้สะดวกและง่ายขึ้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, November 11, 2011
เทคโนโลยีวันนี้ที่ไม่หยุดยั้ง และวันพรุ่งนี้ทุกอย่างจะเหลือแค่ปลายนิ้ว คุณเห็นไกลขนาดไหน ...
น้ำตานายกฯ
ที่มา ข่าวสด
ทิ้งหมัดเข้ามุม
สมิงสามผลัด
อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง
อย่างที่รู้กันว่ามีประชาชนกว่า 2 ล้านคนได้รับความเดือดร้อน เสียชีวิตไปแล้วกว่า 500 ราย
กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของชาติ
ฉะนั้น ผู้ที่เป็นผู้นำประเทศต้องรับผิดชอบในสถานการณ์ที่รุนแรงเช่นนี้ จึงได้รับแรงบีบคั้นและกดดันอย่างสูง
ต้องแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด และเสียหายน้อยที่สุด
ความรับผิดชอบนี้กดทับอยู่บนบ่านายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา
จึงมีบางครั้งที่เราเห็นนายกฯน้ำตาซึม น้ำตาคลอ
ล่าสุดที่นายกฯยิ่งลักษณ์ถึงกับสะอื้นไห้เมื่อตอนไปเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่นครสวรรค์แล้วมีชาวบ้านตะโกนให้กำลังใจให้ต่อสู้
แต่ก็ไม่วายโดนโจมตีจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
บ้างโจมตีว่า อ่อนแอ ขี้แย สำออย มารยาหญิง
บ้างก็ว่าแก้ปัญหาด้วยน้ำตา เรียกคะแนนความสงสารความเห็นใจ
วิพากษ์กันแบบนี้ ชาวบ้านเรียกกันว่า ด่าได้ทุกเม็ด
ก็เข้าใจได้ว่านี่คือสำนึกของ"คนบางกลุ่ม"ที่ยึดความขัดแย้งทางการเมืองอยู่เหนือความถูกต้องและเหตุผล !?
บังเอิญได้อ่านทวิตเตอร์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ชี้แจงถึงภาพนายกฯยิ่งลักษณ์ร้องไห้ไว้ว่า
"ผม เห็นข่าวนายกฯน้ำตาคลอเมื่อไปพบประชาชนที่เดือดร้อน ผมไม่รู้สึกว่านายกฯอ่อนแอหรืออ้อนแบบที่บางคนคิด แต่ผมกลับเห็นความเป็นมนุษย์ของนายกฯครับ ประเทศเราจะน่ากลัวมากเลย ถ้าเรามองคนที่มีความเป็นมนุษย์ เป็นพวกที่อ่อนแอ"
ตรงนี้อธิบายได้ตรงเผงที่สุด
เพราะคำว่ามนุษย์แปลว่า ผู้มีใจสูง
ดังนั้น คนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ก็ไปคิดเอาเองว่า"ใจ"อยู่ตรงส่วนไหน ?
คนไทยได้เห็นภาพนายกฯยิ่งลักษณ์สะอื้นไห้เพราะเห็นความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน หรือน้ำตาคลอเมื่อได้รับกำลังใจให้ฟันฝ่าอุปสรรค
ก็คิดว่าน่าจะดีกว่าเห็นผู้นำบางคนที่ไม่เคยมีน้ำตาสักหยด ไม่เคยขอโทษสักคำ
ทั้งที่สั่งเข่นฆ่าประชาชนตายเป็นเบือ
ก็เลือกเอาแล้วกันว่าแบบไหนดีกว่า
มีความเป็นมนุษย์มากกว่ากัน !?
ชื่นมื่นงานหมั้นเอม-หวานใจ เผยทักษิณวิดีโอลิงก์อวยพร
ที่มา ข่าวสด
เมื่อวันที่ 11 พ.ย. หรือวันที่ 11 เดือน 11 ปีค.ศ. 2011 ซึ่งตรงกับฤกษ์เลขสวยแบบสากล 11-11-11 เอม พินทองทา ชินวัตร ลูกสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร-คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ เข้าพิธีหมั้นกับหนุ่มพงศ์-ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ นักธุรกิจ บุตรชายนายวรวิทย์ และ นางอัญชลี คุณากรวงศ์ ที่โรงแรมสวิส โฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ
โดยมีแขกเข้าร่วมงานประมาณ 200 เป็นญาติและเพื่อนสนิทของคู่บ่าวสาว ได้แก่ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. สมชาย นายพายัพ ชินวัตร นางอุษณีย์ มหากิจศิริ ฯลฯ ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นและอบอุ่น เจ้าสาวใส่ชุดไทยสีงาช้าง เช่นเดียวกับเจ้าบ่าวใส่สูทสีครีม ถือช่อดอกกุหลาบสีขาว ทั้งสองยิ้มแย้มตลอดและมีสีหน้ามีความสุข
ขบวนขันหมากเริ่มต้นในเวลา 9.39 น. จากนั้นเวลา 10.05 น. นายพานทองแท้ ชินวัตร เดินไปรับน.ส.พินทองทาลงมาจากลิฟต์ และส่งตัวให้กับว่าที่เจ้าบ่าว บริเวณกลางบันไดของโรงแรม โดยมีฤกษ์สวมแหวนหมั้น 11.18 น. ตามด้วยพิธีรับไหว้ ยกน้ำชา ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เวลา 11.40 น.
ต่อมา 12.00 น. คู่หมั้นกินขนมหวานบัวลอยไข่หวาน สัญลักษณ์ของความรักที่หวานชื่นยืนยาว และเวลา 12.10 น. เป็นพิธีหลั่งน้ำสังข์ และรับประทานอาหาร โดยขนมที่เสิร์ฟให้แขกในงานคือ มาการูน ขนมฝรั่งเศส ที่ประกบคู่สีสันสวยงาม รสชาติหวานหอม
นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเสร็จพิธีหมั้นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ฝากอวยพรว่าขอให้หลานมีความสุข และขอให้ประสบความเสร็จในการครองเรือน ส่วนของขวัญไม่ได้ให้อะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้ในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาร่วมงานด้วย
เมื่อสื่อมวลชนถามถึงการทำงานของนายกฯ นายอนุสรณ์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่เครียดแล้ว
นายอุนสรณ์เผยด้วยว่า ว่าระหว่างพิธีหมั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้วิดีโอลิงล์มาอวยพรราว 10 นาที โดยสอนในเรื่องการครองเรือนว่าให้เสียสละ ส่วนน.ส.พินทองทาตาแดงขึ้นระหว่างที่ฟังพ.ต.ท.ทักษิณ และบอกว่าขอบคุณคุณพ่อ
ด้านผู้ที่มาร่วมงานเปิดเผยว่า ระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณวิดีโอลิงก์มาอวยพรนั้น น.ส.พินทองทาพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณว่า “ให้พ่อรีบกลับมา จะได้เลี้ยงหลาน”

สำหรับงานฉลองสมรสของทั้งสองจะจัดขึ้นวันที่ 12 ธันวาคม 2554 ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/11/54 ช่วยพาก้าวข้าม...ไปด้วยกัน
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เจอวิกฤติ น้ำท่วม อ่วมไปหมด
เลิกรันทด หดหู่ แล้วสู้ต่อ
เพื่อพานพบ สิ่งสวยงาม ตามที่รอ
ให้เกิดก่อ ความรุ่งเรือง เมืองศิวิไลซ์....
ล้านความคิด สถิตสร้าง บนทางฝัน
ร่วมมือกัน ด้วยรัก ไม่ผลักใส
กี่เรื่องทุกข์ ช่วยดูแล รอยแผลใจ
สู่วันใหม่ ผ่องผุด ดุจแสงทอง....
เช็ดน้ำตา ให้แห้ง ออกแรงหนุน
ร่วมเกื้อกูล สายใย ไม่เป็นสอง
สร้างสิ่งสุข แสนงาม ตามครรลอง
ให้จับต้อง ความสุข..ลืมทุกข์ระทม....
จงก้าวข้าม ด้วยกัน อย่าหวั่นไหว
ทุกแรงใจ หล่อหลอม พร้อมสุขสม
เพื่อความหวัง สดใส ได้ชื่นชม
ผ่านทุกข์ตรม แสนเข็ญ สู่เส้นชัย....
กยอ. กยน. ก่อโดยรัฐ
คือความหวัง เด่นชัด ที่จัดให้
ร่วมฟื้นฟู ความหมองหม่น ของคนไทย
เกาะกุมมือ ก้าวข้ามภัย ไปด้วยกัน...
๓ บลา / ๑๑ พ.ย.๕๔
บางกอกบัณฑิต วิเคราะห์ปริมาณน้ำเข้า-ออกเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์
ที่มา ประชาไท
บล็อกเกอร์ ‘บางกอกบัณฑิต’ (Bangkok Pundit) วิเคราะห์ปริมาณน้ำเข้า-ออกเขื่อนหลักทั้งสองแห่ง โดยพล็อตกราฟแสดงข้อมูล 6 ปีย้อนหลัง ชี้ การปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์น่าจะมีผลต่อน้ำท่วมไม่มากก็น้อย
‘บางกอกบัณฑิต’ (Bangkok Pundit) บล็อกเกอร์ด้านการเมืองไทย นำเสนอบทวิเคราะห์ปริมาณน้ำเข้า-ออกในเขื่อนภูมิพล ในเว็บไซต์ Asian Correspondent โดยประมวลข้อมูลจากน้ำในเขื่อนภูมิพล 6 ปีย้อนหลัง และพล็อตกราฟเพื่อเปรียบเทียบและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมได้ อย่างน่าสนใจ ประชาไท จึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและนำเสนอ ดังนี้
0000
เขื่อนภูมิพล: น้ำเข้า-ออก และความจุเขื่อน
ผู้เขียนได้ตามหาตัวเลขต่างๆเกี่ยวกับเขื่อนภูมิพลในรูปแบบที่อ่านเข้าใจ ง่ายและสามารถเทียบกับตัวเลขของปีอื่นๆในตัวด้วยเรียบร้อยแล้ว ในบทความนี้เราจะพิจารณา 3 กราฟพร้อมๆ กันไป คือ กราฟที่ 1 ปริมาตรน้ำที่เก็บกักในเขื่อนภูมิพล กราฟที่ 2 คือปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมในเขื่อนภูมิพลของแต่ละปีตั้งแต่ปี 2548-2554 และสุดท้าย กราฟที่ 3 คือปริมาณน้ำระบายสะสมในแต่ละปีของเขื่อนภูมิพล ตั้งแต่ปี 2548-2554
กราฟที่ 1 ปริมาตรน้ำที่กักเก็บในเขื่อนภูมิพล ระหว่างปี 2548-2554
ที่มา Bangkok Pundit
ที่มา: กรมชลประทาน – เมื่อลองคลิ๊กที่เพจนี้ดูจะมีกราฟฟิกที่น่าสนใจมากให้ชม และเมื่อเอาเมาส์ไปวางบนเส้นในกราฟนั้น จะแสดงผลปริมาณน้ำที่กักเก็บในเขื่อนของวันนั้นๆด้วย
หมายเหตุ: แกนกราฟแนวตั้งทางซ้ายมือแสดงตัวเลขหน่วยเป็น ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนที่ผู้เขียนเขียนไว้ว่า normal คือระดับความจุเต็มที่ของเขื่อน
บางกอกบัณฑิต: ว่ากันจริงๆแล้วตอนช่วงต้นปีไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นมาก แต่สังเกตว่าพอถึงเดือนมีนาคม 2554 แทนที่น้ำจะลดลงเพราะเขื่อนปล่อยน้ำตามตัวเลขในปีก่อนๆหน้า ปริมาณน้ำกลับยังคงเดิมเป็นแนวราบในกราฟ จนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคมก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
กราฟที่ 2 ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมในเขื่อนภูมิพลของแต่ละปี ระหว่างปี 2548-2554
ที่มา Bangkok Pundit
ที่มา: สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) แต่ในเว็บไซต์ระบุไว้ว่าได้ข้อมูลมาจากกรมชลประทานอีกต่อหนึ่ง
หมายเหตุ: แกนกราฟแนวตั้งทางซ้ายมือแสดงตัวเลขหน่วยเป็น ล้านลูกบาศก์เมตร แกนแนวนอนคือวันที่ โดยแสดงวันที่ทุกๆ 26 วัน (ไม่รู้ว่าทำไมเป็นแบบนั้น!) ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม ข้อมูลแบบเต็มสามารถดูได้เฉพาะ 7 ปีที่ผ่านนี้เท่านั้น
บางกอกบัณฑิต: ปี 2554 เป็นปีที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บกักน้ำของเขื่อนมากที่สุด เห็นได้จากในกราฟอย่างชัดเจนเลยว่า ปี 2554 นี้มีปริมาณน้ำไหลเข้าในเชื่อนเป็นจำนวนถึง 2 เท่าของปริมาณน้ำปกติในปีอื่นๆ (2548, 2549-2552) น้ำในเขื่อนของปี 2554 เริ่มมีจำนวนมากกว่าปีอื่นๆเมื่อประมาณวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่เราเห็นได้ว่าเส้นกราฟของปีนี้นั้นพุ่งขึ้นเร็วกว่าเส้นกราฟของปีอื่นๆ ตั้งแต่ตอนต้นปีเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ต้องพึงสังเกตด้วยว่าแม้แต่ในปีที่แห้งแล้งที่สุด (2553) ก็ยังมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเป็นปริมาณถึง 5 พันล้านลูกบาศก์เมตร หมายความว่าแม้แต่ในปีที่น้ำน้อย ก็ยังมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเยอะอยู่ดี ในวันที่ 1 สิงหาคม (อันเป็นจุดที่กราฟของปีนี้เริ่มพุ่งทะยานขึ้น) น้ำในเขื่อนเพิ่มจาก 3.353 พันล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 11.689 พันล้านลูกบาศก์เมตรในวันที่ 1 พฤศจิกายน เท่ากับ 8.336 พันล้านลูกบาศก์เมตรในเวลาเพียง 3 เดือน หรือคือ 90 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
หมายเหตุ: มีความล่าช้าอยู่บ้างจากวันที่มีฝนตกจนถึงวันที่น้ำไหลเข้าเขื่อน ดังนั้น ไม่ได้แปลว่าจู่ๆมีฝนตกในเดือนมิถุนายน แต่สังเกตดูว่าหน้าฝนเริ่นต้นขึ้นค่อนข้างเร็ว คือเริ่มในเดือนมีนาคม ดูโพสต์นี้เพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนที่ตกในภาคอีสาน
กราฟที่ 3 ปริมาณน้ำระบายสะสมในแต่ละปีของเขื่อนภูมิพล ระหว่างปี 2548-2554
ที่มา Bangkok Pundit
ที่มา: สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) แต่ในเว็บไซต์ระบุว่าได้ข้อมูลมาจากกรมชลประทานอีกต่อหนึ่ง
หมายเหตุ: แกนกราฟแนวตั้งทางซ้ายมือแสดงตัวเลขหน่วยเป็น ล้านลูกบาศก์เมตร แกนแนวนอนคือวันที่ โดยแสดงวันที่ทุกๆ 25 วัน (ไม่รู้ว่าทำไมเป็นแบบนั้น!) ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม ข้อมูลแบบเต็มสามารถดูได้เฉพาะ 7 ปีที่ผ่านนี้เท่านั้น
บางกอกบัณฑิต: โปรดสังเกตดูว่ามีการระบายน้ำในระยะแรกน้อยเพียงใด ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 มีการระบายน้ำไปเพียง 1.545 พันล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น (ดูตรงเส้น 1500 ในกราฟ) ซึ่งเป็นจุดที่ปริมาณการระบายน้ำเริ่มเปลี่ยนไปจากปริมาณเฉลี่ยที่ระบายออก ในปีอื่นๆ หลังจากนั้น เมื่อถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ปริมาณน้ำที่ระบายออกทั้งหมดคือ 2.5 พันล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น และกราฟก็เป็นแนวราบไปเลยหากเทียบกับค่าเฉลี่ยของปีอื่นๆ โดยในปี 2550-2553 มีการระบายน้ำออกถึง 3 พันล้านลูกบาศก์เมตรเมื่อถึงต้น/กลางเดือนเมษายน แต่ในปี 2554 นั้น กว่าจะระบายได้ 3 พันล้านลูกบาศก์เมตรก็ปาเข้าไปตั้งวันที่ 16 สิงหาคม
ตามจริงแล้ว เมื่อถึงวันที่ 2 สิงหาคม – เมื่อมีการระบายน้ำไปแล้ว 2.838 พันล้านลูกบาศก์เมตร – ปริมาณน้ำที่ระบายออกทั้งหมดที่ผ่านมาของปี 2554 ก็ยังน้อยกว่าทั้งปี 2548 อยู่ดี และ ถือว่าเป็นปริมาณการระบายน้ำที่น้อยที่สุดในรอบ 7 ปีที่บันทึกไว้เลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ปี 2554 เป็นปีที่มีน้ำเก็บกักในเขื่อนเยอะที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาอีกต่างหาก การระบายน้ำเพิ่งจะมาระบายจริงจังกันหลังจากวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งก็คงเป็นความพยายามที่จะไม่ให้น้ำล้นปริมาตรสูงสุด 100% ของเขื่อนนั่นเอง
ดังนั้น ปัญหาก็คือแบบที่ ดร. สมิทธ ได้กล่าวไว้แล้วว่า ไม่มีการระบายน้ำที่เพียงพอในระยะต้นของหน้าฝนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง มีนาคม-กรกฎาคม ก่อนที่อุทกภัยจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อวานนี้ ผู้ว่าการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ให้สัมภาษณ์อธิบายไว้ใน บางกอกโพสต์ ว่า
ช่วงเวลาที่วิกฤติจริงคือเดือนกรกฎาคม หรือเมื่อระดับน้ำเริ่มที่จะสูงขึ้นมากๆ ในขณะที่ความสนใจของประเทศกับฝ่ายราชการไปอยู่กับการเลือกตั้งและการตั้ง รัฐบาลเพื่อไทยกันหมด แต่นายสุทัศน์กล่าวว่า จะไม่เป็นธรรมนักหากจะลากเอาหน่วยงานของเขาเข้ามาเกลือกกลั้วในการสาดโคลน ทางการเมืองกันว่า เป็นต้นเหตุของน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ โดยนายสุทัศน์ชี้ว่าสาเหตุมาจากฝนที่ตกหนักเกินปกติในปีนี้ต่างหาก
“ประเทศนี้กำลังอยู่ในระหว่างวิกฤติภัยธรรมชาติ แทนที่เราจะมาใส่ร้ายกัน เรามาช่วยกันร่วมมือแก้ไขปัญหาดีกว่า” นายสุทัศน์กล่าว
นายสุทัศน์กล่าวด้วยว่า ที่พูดๆ กันทั่วเมืองว่าน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนทางตอนเหนือทำให้เกิดน้ำท่วมนั้น ผิดถนัด
เขายืนยันว่าความจริงคือตรงข้ามกันเลยต่างหาก ถ้าหากไม่มีเขื่อนใหญ่ทั้งสองเขื่อน ที่ลุ่มภาคกลางก็จะถูกน้ำท่วมถึง 30 พันล้านลูกบาศก์เมตรเรียบร้อยแล้ว หรือเท่ากับสองหรือสามเท่าของปริมาณน้ำที่ท่วมอยู่ทุกวันนี้
กรมชลประทานยังให้ข้อมูลด้วยว่า ในรอบ 10 เดือนของปีนี้ เขื่อนภูมิพลได้สะสมน้ำมาทั้งหมด 11.488 พันล้านลูกบาศก์เมตร และระบายออกไป 4.085 ล้านลูกบาศก์เมตร [บางกอกบัณฑิต: ไม่จริง มีการระบายน้ำออกไป 6.163 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่างหาก ดูที่นี่สำหรับหลักฐาน]
เขื่อนสิริกิติ์ สะสมน้ำมาทั้งหมด 10.3 พันล้านลูกบาศก์เมตร และระบายออก 6.573 พันล้านลูกบาศก์เมตร
ที่ลุ่มภาคกลางในขณะนี้ถูกท่วมจากน้ำที่เอ่อล้นมาจากแม่น้ำ 5 สาย คือ ปิง วัง ยม เจ้าพระยา และ สะแกกรัง
เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตเป็นแหล่งจ่ายน้ำสำหรับทำการชลประทานให้แก่ จังหวัดภาคกลางถึง 20% ทั้งสองเชื่อนมีน้ำอยู่ในเขื่อนน้อยมาก หรือเพียง 45-50% ของความจุเต็มที่เท่านั้น ตั้งแต่ปลายปี 2553 จนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องด้วยจากภัยแล้ง
เมื่อพายุโซนร้อนไหหม่าพัดเข้าถล่มในเดือนมิถุนายนนั้น แม่น้ำสายต่างๆในประเทศ รวมทั้งสะแกกรัง ยม และวัง ต่างก็มีระดับน้ำเอ่อล้นจนทะลักตลิ่ง และเกิดเป็นอุทกภัยในจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร และนครสวรรค์
ทั้งเขื่อนภูมิพลที่มีความจุ 13.46 พันล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิตที่มีความจุ 9.51 พันล้านลูกบาศก์เมตร ต่างก็หยุดการระบายน้ำออกในช่วงเวลานี้
ตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนที่แล้ว มีพายุลูกใหญ่ๆพัดเข้าประเทศไทยอีกถึง 4 ลูก ส่งผลให้เขื่อนเกือบทุกแห่งในประเทศเต็มความจุ รวมทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตด้วย
กฟผ. ต้องจำใจเปิดประตูระบายน้ำ (สปิลเวย์) ของเขื่อนสิริกิตตั้งแต่สิ้นเดือนสิงหาคมจนถึงต้นเดือนกันยายน ในขณะที่เขื่อนภูมิพลต้องเปิดประตูระบายน้ำเมื่อเดือนที่แล้ว
“ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยปกติจะโดนพายุใหญ่เข้า 2 หรือ 3 ลูกต่อปี” นายสุทัศนน์ชี้แจง “แต่ปีนี้ เราโดนถึง 5 ลูก ทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะให้น้ำไหลไปลงอ่าวไทยได้ทัน”
บางกอกบัณฑิต: เห็น การใช้ตรรกะวิบัติไหม? เราไม่ได้วิจารณ์เลยว่าปัญหาคือเรา “มี” เขื่อน แต่วิจารณ์ว่าน่าจะระบายน้ำได้มากกว่านี้และเร็วกว่านี้ต่างหาก คน ที่อ่านคำสัมภาษณ์ของนายสุทัศน์คงต้องงงเป็นไก่ตาแตกเป็นแน่เมื่ออ่านถึงตอน ที่นายสุทัศน์บอกว่า “ที่พูดๆกันทั่วเมืองว่าน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนทางตอนเหนือทำให้เกิดน้ำท่วม นั้น ผิดถนัด” เพราะว่า ถ้านายสุทัศน์พูดแบบนี้ แสดงว่าการระบายน้ำจากเขื่อนไม่ได้ส่งผลให้มีน้ำท่วมมากขึ้นเลยหรือ? การปล่อยน้ำลงมาไม่ได้เพิ่มระดับน้ำท่วมหรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำ ท่วมเลยจริงหรือ?
โอเค ข้ออ้างที่ว่ามีพายุโซนร้อนไหหม่าพัดเข้าประเทศไทยเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2554 ทำให้ไม่สามารถปล่อยน้ำได้เพราะถ้าปล่อยน้ำไปอาจจะเสี่ยงให้น้ำท่วมทวีความ รุนแรงเข้าไปอีกน่ะ พอฟังขึ้นได้แน่นอน แต่ข้ออ้างดังกล่าว มันขัดกับข้ออ้างที่ว่า การระบายน้ำไม่ได้ส่งผลต่อน้ำท่วมใดๆเลยมิใช่หรือ??? อย่างไรก็ตาม หากดูจากปริมาณน้ำที่ระบายออกในปี 2554 นี้ ไม่ได้มีแค่เดือนมิถุนายนเท่านั้นที่ปล่อยน้ำน้อยเกินไป เดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2554 ก็ยังระบายน้ำได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของที่ปกติระบายกันในปีก่อนๆ ผู้เขียนเข้าใจว่าคงมีปัจจัยอื่นๆด้วย และปริมาณน้ำฝนจากภาคเหนือสูงเป็นพิเศษจากเดือนมีนาคมเป็นต้นมา แต่การปล่อยน้ำเพียงน้อยนิดเช่นนี้ มีแต่จะทวีความรุนแรงของอุทกภัยเท่านั้นเอง
000
จากนั้น บางกอกบัณฑิต ได้โพสต์ข้อสังเกตเกี่ยวกับปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ ดังนี้....
โพสต์ก่อนหน้านี้ ได้วิเคราะห์ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลไปแล้ว แต่ในโพสต์นี้ จะพิจารณาถึงเขื่อนหลักๆ อีกเขื่อนหนึ่งนั่นคือเขื่อนสิริกิติ์ โดยมีสามกราฟที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์พร้อมกัน ประกอบไปด้วย 1. ปริมาตรน้ำที่ถูกเก็บกักอยู่ในเขื่อนสิริกิติ์ 2. ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างสะสมลงเขื่อนสิริกิติ์ในแต่ละปี ระหว่างปี 2548-2554 และ 3. ปริมาณที่ถูกระบายออกสะสมจากเขื่อนสิริกิติ์ในแต่ละปี ระหว่างปี 2548-2554
กราฟที่ 1 ปริมาตรน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในเขื่อนสิริกิติ์ระหว่างปี 2548-2554
ภาพโดย Bangkokpundit
ที่มาของข้อมูล: กรมชลประทาน – เมื่อคุณคลิกเข้าไปดูในหน้าเพจ จะมีกราฟิกที่น่าสนใจอยู่ และเมื่อคุณเอาเมาส์ไปวางเหนือเส้นบนกราฟ จะปรากฎปริมาณน้ำที่แน่นอนในเขื่อนของแต่ละวัน
หมายเหตุ: แกนแนวตั้งมีหน่วยเป็นล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และการอ้างอิงโดยปกติคิดจาก 100 เปอร์เซ็นต์ของความจุ แกนแนวนอน ซ้ายไปขวาคือปี 2548 ถึง 2554 นี่เป็นปีที่มีข้อมูลแบบเต็ม
บางกอกบัณฑิต: จะเห็นว่า ในช่วงเดือนแรกๆ ของปี ยังไม่มีอะไรที่ผิดสังเกตมากนัก ถึงแม้เมื่อถึงเดือนเมษายน 2554 จะเริ่มเห็นแนวโน้มการคงที่ของปริมาณน้ำ แต่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนของปี 2554 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด และกราฟก็พุ่งสูงขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ในวันที่ 25 มิถุนายน มีน้ำปริมาณ 5.201 พันล้าน ลบ.ม.และเพิ่มขึ้นเป็น 6.140 พันล้าน ลบ.ม. เมื่อถึงวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งนับเป็นเกือบหนึ่งพันล้าน ลบ.ม.ในระยะเวลาเพียงอาทิตย์เดียว เห็นได้ชัดว่า การเพิ่มขึ้นสูงของปริมาณน้ำในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2554 ทำให้เขื่อนกักเก็บปริมาณน้ำที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับ 6 ปีที่ผ่านมา
กราฟที่ 2 ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมในเขื่อนสิริกิติ์ของแต่ละปี ระหว่างปี 2548-2554
ภาพโดย Bangkokpundit
ที่มาของข้อมูล: สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) แต่ก็ได้ระบุไว้ว่าข้อมูลตัวเลขที่ได้มาจากกรมชลประทาน
หมายเหตุ: แกนแนวตั้งมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร แกนแนวนอนเป็นวันที่ มีรอบทุกๆ 26 วัน (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม) และเริ่มจากเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนธันวาคม ข้อมูลเต็มๆ มีเฉพาะ 7 ปีนี้เท่านั้น
บางกอกบัณฑิต: ปี 2554 เป็นปีที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดที่ไหลเข้าสูอ่างเก็บน้ำ โดยน้ำที่ไหลเข้ามาในเวลาเดียวกันของปี 2554 คิดเป็น 2 เท่าของปริมาณน้ำที่เคยมีมา 6 ทั้งปีก่อนหน้า และเมื่อปลายเดือนมิถุนายนก็ปรากฎปริมาณน้ำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อถึงปลายเดือนมิถุนายนนั้นเอง ปริมาณน้ำก็เริ่มพิสดารขึ้น น้ำในเขื่อนยังเพิ่มสูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ และเพิ่งมาในตอนนี้เองที่ระดับน้ำจะดูคงที่มากขึ้น
หมายเหตุ: มันมีความเหลื่อมกันอยู่บ้างระหว่างวันที่ฝนตก และวันที่น้ำไหลเข้าสู่เขื่อน ดังนั้น มันจึงไม่ได้หมายความว่าฝนเริ่มตกในเดือนมิถุนายนโดยทันที ถึงแม้ว่ามันจะมีพายุโซนร้อนในปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งสามารถอธิบายสาหตุถึงปริมาณน้ำจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่เขื่อนในช่วงนี้ แต่คุณจะเห็นด้วยว่า ฤดูฝนได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ตามโพสต์นี้ ที่ว่าด้วยปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือ
กราฟที่ 3 ปริมาณน้ำระบายสะสมในแต่ละปีของเขื่อนสิริกิติ์ ระหว่างปี 2548-2554
ภาพโดย Bangkokpundit
ที่มาของข้อมูล: สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) แต่ก็ได้ระบุไว้ว่าข้อมูลตัวเลขที่ได้มาจากกรมชลประทาน
หมายเหตุ: แกนแนวตั้งทางซ้ายมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร แกนแนวนอนเป็นวันที่ ซึ่งมีรอบทุกๆ 25 วัน และเริ่มจากเดือนมกราคมถึงธันวาคม ข้อมูล “ฉบับเต็ม” สามารถหาได้แค่ 7 ปีนี้เท่านั้น
บางกอกบัณฑิต: เราจะเห็นว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 มีการพร่องน้ำ 2.503 พันล้านลบ.ม. นับเป็นปริมาณน้ำที่ถูกพร่องมากที่สุดในจุดเดียวกันเมื่อเทียบกับ 6 ปีก่อนๆ แต่แทนที่จะยังคงปล่อยน้ำในระดับเดิมต่อไป มันกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัดในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งมีการพร้องน้ำจำนวน 3.167 พันล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นการปล่อยน้ำที่น้อยที่สุดเป็นลำดับสองเมื่อเทียบกับระยะเวลาหกปี ก่อนๆ การพร่องน้ำในปริมาณน้อยนี้ยังคงเป็นต่อมาเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม ซึ่งในจุดนี้ มีเพียงจำนวน 3.542 ลบ.ม. เท่านั้นที่ถูกปล่อย และหลัง จากนั้น ปริมาณน้ำที่ถูกปล่อยก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึงวันที่ 5 สิงหาคมก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก โดยพร่องน้ำจำนวน 3.967 ลบ.ม. จนถึงวันที่ 28 สิงหาคม มีการปล่อยน้ำถึง 5.280 ลบ.ม. ซึ่งนับเป็นการปล่อยน้ำที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี
เราคงต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีการปล่อยน้ำน้อยผิดปรกติระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 13 กรกฎาคม? มีการพร่องน้ำเพียง 1 พันล้านลบ.ม. เท่านั้นในช่วงนี้ ซึ่งน้อยกว่าถึง 1-2 พันล้าน ลบ.ม. ในช่วงเดียวกันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ยกเว้นปี 2553 ทั้งนี้ เมื่อถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เราเข้าใจได้ว่ามันลดน้อยลงอย่างกะทันหันเนื่องจากมีพายุโซนร้อนเข้ามา แต่ในช่วงเดือนก่อนหน้านี้เล่า มันเป็นเพราะเหตุใด? ซึ่งนั่นก็ทำให้เราจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการพร่องน้ำเมื่อน้ำได้ท่วมแล้ว
สุดท้ายนี้ เมื่อคำนึงถึงปริมาณฝนในปีนี้ ผู้เขียนคิดว่า ถึงแม้เราจะมีระบบการจัดการน้ำที่ดีกว่านี้ เราก็ยังประสบน้ำท่วมอยู่ดี เพราะมันมีน้ำจำนวนมากเกินกว่าที่ระบบจะจัดการได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังเห็นว่า การพร่องน้ำออกจากเขื่อนช้า ทำให้ปัญหาน้ำท่วมแย่ลง เนื่องจากมันบังคับให้ปริมาณมากต้องถูกปล่อยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา 5 ใน 6 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นปี 2553 (ซึ่งมีการปล่อยน้ำที่น้อยกว่านั้นอีก) มีการปล่อยน้ำต่ำกว่า 1 พันล้าน ลบ.ม. ระหว่างช่วงวันที่ 1 สิงหาคมถึง 31 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2554 มีการปล่อยน้ำสูงถึง 4 พันล้าน ลบ.ม. – จาก 3.946 พันล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 1 สิงหาคม เป็น 8.206 พันล้านลบ.ม. ในวันที่ 31 สิงหาคม มวลน้ำที่ปล่อยออกมานี้เองที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมถูกซ้ำเติมเข้าไปอีก มันอาจจะระบุได้อยากว่า ควรจะมีการปล่อยน้ำก่อนหน้านี้เท่าใดกันแน่ แต่มันเป็นความผิดพลาดแน่ที่มีการกักเก็บน้ำไว้มากจนต้องปล่อยออกมาในเดือน สิงหาคม ซึ่งน้ำได้ท่วมไปแล้ว
มาถึงตอนนี้ ผู้เขียนคิดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันอาจจะทำมากกว่านี้ได้ในการป้องกันน้ำท่วม ด้วยระบบเตือนภัยที่ทันเวลาและเตรียมพร้อมในการรับมือความเสียหายที่ดีกว่า และ กทม. ก็เช่นเดียวกัน แต่เมื่อดูจากปริมาณน้ำฝนและน้ำที่ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ตัวเลือกที่มีอยู่ ก็คงต้องเป็นการตัดสินใจว่าจะให้น้ำเข้าท่วมที่ไหน และรักษาที่ไหนให้ได้มากกว่า
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบกขอความร่วมมือ "กรุงเทพธุรกิจ" ในการเสนอข่าว
ที่มา ประชาไท
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก ทำหนังสือถึง บก.กรุงเทพธุรกิจ แจงการรายงานข่าวโดยอ้าง "แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ" โดยมิได้ระบุชื่อทำให้ผู้อ่านข่าวเข้าใจผิด ยันกองทัพมิได้มีการหารือใดๆ และกองทัพบกเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล
หมายเหตุ: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานวันนี้ (10 พ.ย. 54) ว่าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพบก ได้ส่งหนังสือเลขที่ กห.0407.24/545 ถึง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เรื่อง ขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าว หลังหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 7 พ.ย. 54 ตีพิมพ์ข่าวหัวข้อ "กองทัพประเมิน 12 เหตุผล ขาดภาวะผู้นำ การเมืองครอบงำ นายกฯ สอบตก แก้น้ำท่วม" โดยมีรายละเอียดดังนี้
ที่ กห 0407.24/545
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก
กองบัญชาการกองทัพบก
เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
7 พฤศจิกายน 2554
อ้างถึง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2554 หน้า 16 หัวข้อข่าว "กองทัพประเมิน 12 เหตุผล ขาดภาวะผู้นำ
เรื่อง ขอความร่วมมือในการเสนอข่าว
เรียน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
อ้างถึง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2554 หน้า 16 หัวข้อข่าว "กองทัพประเมิน 12 เหตุผล ขาดภาวะผู้นำ การเมืองครอบงำ นายกฯ สอบตก แก้น้ำท่วม"
ตามที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้เสนอข่าว โดยอ้าง "แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ" วิเคราะห์ภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาอุทกภัย รายละเอียดตามอ้างถึงนั้น
กองทัพบก ขอเรียนว่า ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในรายงานพิเศษดังกล่าวเป็นการอ้างว่ามาจากแหล่งข่าวระดับ สูงของกองทัพ ซึ่งมิได้ระบุว่าเป็นบุคคลใด ขณะเดียวกันก็เป็นข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่พยายามเชื่อมโยงความคิดเห็นส่วน บุคคลกับการบริหารงานของรัฐบาลและกองทัพ อาจส่งผลให้ผู้รับข่าวสารเกิดความเข้าใจผิดว่ากองทัพมีการหารือในประเด็นดัง กล่าว ซึ่งในความเป็นจริงกองทัพมิได้มีการดำเนินการใดๆ ในเรื่องดังกล่าวทั้งสิ้น ทั้งนี้ กองทัพเป็นกลไกหนึ่งของรัฐบาลที่ปฏิบัติตามนโยบายในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในขณะนี้ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กองทัพ ส่วนราชการ และภาคประชาชน มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และได้ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มที่ ดังนั้นในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนการจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารใดๆ ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ประเทศชาติต้องการความรักความสามัคคี และความเข้าใจเพื่อร่วมกันผ่านพ้นวิกฤติสถานการณ์น้ำในขณะนี้ จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจน ถูกต้อง อ้างอิงได้ในที่มาของข่าวและแหล่งข่าว
กองทัพบกในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีบทบาท หน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายรวมถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากฝ่ายบริหารและรัฐบาล ทั้งนี้ในทุกภารกิจกองทัพบกจะดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมาย ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนและสังคมโดยรวมเป็นหลัก ควบคู่ไปกับความพยายามในการสร้างความเข้าใจกับสังคมถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการ และยังคงยึดมั่นในจุดยืนดังกล่าวมาโดยตลอด เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนในการนำเสนอหรือแสดงทัศนะใดๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงของประเทศควรอยู่บนพื้นฐานของข้อ เท็จจริง อ้างอิงได้ ไม่มีอคติหรือเจตนาแอบแฝง หรือเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากการประมวลผลโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มิได้มี ข้อเท็จจริงครบถ้วน หรือไม่ได้เข้าไปรับรู้ในเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นด้วยตนเอง เพราะอาจไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับองค์กรที่ถูกกล่าวถึง แต่จะรวมถึงประเทศชาติและสังคมไทยเป็นส่วนรวมด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพบกห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง จึงใคร่ขอความร่วมมือจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้แก้ไขข่าวพร้อมนำเสนอ ข่าวที่ถูกต้องที่ได้รับการแก้ไขแล้ว รวมถึงนำข้อมูลที่ได้ชี้แจงมาข้างต้นเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบด้วย
ขอแสดงความนับถือ
พลตรี
(พลภัทร วรรณภักตร์)
หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก
น้ำท่วม(ปาก)4#: วันรัก สุวรรณวัฒนา: “ประโยชน์ส่วนรวม” ชุดวาทกรรมที่มากับน้ำ
ที่มา ประชาไท
ที่มา: เรียบเรียงจาก สำนักข่าวประชาธรรม
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ผู้ดำเนินรายการ และ วันรัก สุวรรณวัฒนา อภิปรายในงานเสวนา “อ่านออกเสียงเฉพาะกิจ” ตอน “น้ำท่วม (ปาก): หลากความคิดจากผู้ลี้ภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ” เมื่อ 5 พ.ย. 54 ที่ Book Re:public จ.เชียงใหม่ ที่มาของคลิป: BookRepubliconTV/youtube.com
"คำ ว่า "ประโยชน์ส่วนรวม" ไม่ได้เพิ่งมีตอนนี้ แต่มาพร้อมกับวาทกรรมพัฒนาประเทศที่ผนวกกับการสร้างเขื่อนของกรมชลประทาน แล้วเราก็ยอมรับให้มันเป็นความจริงสูงสุด ว่าคุณต้องยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือเพื่อคน กทม. เราเคยทบทวนกันหรือไม่ว่า "ประโยชน์ส่วนรวม" นี้มันคือประโยชน์ของใคร"
วันรัก สุวรรณวัฒนา
000
เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ร้าน Book Re:public จ.เชียงใหม่ ได้จัดเสวนา “อ่านออกเสียงเฉพาะกิจ” ตอน “น้ำท่วม (ปาก): หลากความคิดจากผู้ลี้ภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ” มีวิทยากรได้แก่ มนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา นักเขียนและคอลัมน์นิสต์ และเวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ
ในช่วงอภิปรายของวันรัก สุวรรณวัฒนา ได้กล่าวถึงประสบการณ์การหนีน้ำท่วมของเขาเองว่า พบว่า ข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ตัวเองไม่เข้าใจ เพราะเจอคำศัพท์ใหม่จำนวนมากที่ถาโมเข้ามา เช่น คันกั้นน้ำ ทางน้ำหลาก มวลน้ำ ประตูระบายน้ำ ผนังกั้นน้ำ มวลน้ำ ก้อนน้ำ ทางด่วนน้ำ บิ๊กแบ็ก ฯลฯ วันนี้จึงอยากพูดเรื่อง "วาทกรรมน้ำท่วมกับสภาวะผู้อพยพ"
การหนีน้ำของตนเองเริ่มจากย้ายออกบ้านแถวแจ้งวัฒนะไปอยู่บ้านเพื่อนที่ ฝั่งธนบุรี หมู่บ้านของตัวเองไม่เคยมีจินตนาการว่าตัวเองจะถูกน้ำท่วม คือ ดูข่าวน้ำท่วม และการอพยพ แต่ไม่เคย Identify ให้เข้ากับตัวเองเลย พอน้ำเริ่มท่วมบ้าน เพื่อนบ้านก็เริ่มอพยพหนีน้ำ เป็นสภาวะสถานการณ์น้ำท่วม ที่เราหรือคนกรุงเทพที่อยู่บ้านแบบชนชั้นกลางไม่เคยรู้จัก
แต่พอย้ายไปอยู่บ้านเพื่อนที่ฝั่งธนบุรีแถวคลองบางกอกน้อย ชุมชนนี้กลับมีสภาพที่แตกต่างจากหมู่บ้านของตนเองอย่างมาก แม้จะเป็นชุมชนเมืองแต่ก็มีลักษณะของการเป็นชุมชนมากกว่าหมู่บ้านที่ตนอยู่ บ้านนั้นเป็นบ้านที่เคยถูกน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ และปัจจุบันก็ถูกท่วมมาเดือนกว่าแล้ว เขาก็ยังทำอาหาร ขายของอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นจะเห็นถึงบรรยากาศของผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่นี่ ซึ่งต่างจากหมู่บ้านเมืองที่เกิดขึ้นใหม่
สิ่งที่จะตั้งข้อสังเกต คือ ชุดคำต่างๆที่ใช้อธิบายน้ำท่วม ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว จะไม่เคยได้ยิน เมื่อนำมันมาผูกโยงกับสภาวะของผู้อพยพของคนกรุงเทพฯ ที่ว่า คนกรุงเทพฯมีจินตนาการเกี่ยวกับผู้อพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่าเป็นคนอื่น มันจะไม่มีทางเป็นเราได้ ฉะนั้นเมื่อคนกรุงเทพฯถูกน้ำท่วมจึงไม่มีใครไปอยู่ศูนย์อพยพ นี่คือสถานะที่มันลักลั่นของคนกรุงเทพที่เป็นผู้ประสบภัย คือ เราไม่สามารถ Identify ตัวเองเข้ากับจินตนาการเรื่องผู้ประสบภัยน้ำท่วม เพราะมันเป็นเรื่องของคนอื่นเสมอ มันไม่เคยเป็นคนกรุงเทพฯ
เรื่อง "Bangkok civilization"ของอาจารย์เวียงรัฐ (หมายถึง เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ผู้ดำเนินรายการ) ทำให้นึกถึง civilize space ของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ที่พูดถึงการสร้างวาทกรรมของชนชั้นนำตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อง คนป่า คนบ้านนอก วาทกรรมแบบนี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นภาวะผู้ประสบภัยสำหรับคนกรุงเทพจึงเป็นภาวะที่ไม่มีความหมาย ลักลั่น ไม่ได้ผูกโยงตัวเองเข้ากับวารีพิบัติทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่ชนชั้นกลางทำ คือ การโหมมิวสิควีดีโอดราม่าเรื่องน้ำท่วม เพื่อให้เกิดสิ่งที่คำ ผกาเรียกว่า "ฮิสทีเรียหมู่ทางอารมณ์" รวมเป็นชุดวาทกรรมน้ำท่วมที่น่าวิพากษ์มากๆ ถ้ารัฐไทยบริหารจัดการน้ำเหมือนเดิมอย่างสมัย ร.5 วาทกรรมดราม่าเรื่องน้ำท่วม ผู้ประสบภัย และเรื่องการรวมตัวกันเพื่อฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกันก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง
เราจะเห็นภาพ น้ำท่วม คนร้องไห้ คนยากจน และคนกรุงเทพชนชั้นล่างที่ไปอยู่ศูนย์อพยพ แต่จะไม่เห็นภาพคนกรุงเทพที่แต่งตัวดีฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ที่สำคัญมันผูกติดกับคติสอนใจเชิงศีลธรรม และแฝงมากับมิวสิควีดีโอเหล่านี้ รวมกับภาพอัตลักษณ์ความเป็นไทยรูปแบบหนึ่งเดียว คือ เราจะสามัคคี คนไทยไม่เหมือนที่ใดในโลกเพราะยามน้ำท่วมเราช่วยกันแบกถุงทราย ทำถุงยังชีพ ช่วยแจกจ่ายอาหาร กลายเป็นว่า การช่วยกันในยามน้ำท่วมเป็นลักษณะพิเศษมากสำหรับคนไทยหัวใจรักชาติ
มิวสิควีดีโอเหล่านี้ไม่มี Moral support แม้ผู้ทำอยากจะให้มีก็ ตาม ในทางตรงกันข้ามมันกลับทำให้รู้สึกว่า มันคือการเหยียดหยาม ดูถูก และลดทอนปัญหา ไม่ได้สะท้อนภาพที่เป็นจริง และเป็นการ Dramatize ปัญหาให้กลายเป็นเรื่องของ Emotion (อารมณ์) ทำให้ปัญหาเป็นลักษณะของการซาบซึ้งอย่างเดียว
วาทกรรมนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารปีพ.ศ.2549 ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์การเมือง วิกฤตทางศีลธรรม จะถูกนำไปผูกติดกับความเป็นไทยอยู่ตลอด
“เราไม่ได้ต้องการความซาบซึ้งหรือ ความหวังลมๆแล้งๆ แต่สิ่งที่เราต้องการคือ Solidarity หมายถึง ความร่วมมือ ร่วมใจ ความรู้สึกที่ว่าความทุกข์ของคนอื่นเป็นความทุกข์ของเรา ไม่ใช่แค่ทุกข์ของคนอื่นคือทุกข์ของคนอื่นแล้วไปบริจาคเงินใส่ถุงยังชีพ ห่อกระสอบทราย”
จริงๆ แล้วคนกรุงเทพฯไม่สนใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือในกทม. ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เพราะ คนกรุงเทพไม่ได้พึ่งพิงน้ำในการมีชีวิตอยู่รอด น้ำเป็นเรื่องของชาวไร่ชาวนา และข้าราชการ ฉะนั้นเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นกับตัวเอง ผนวกกับพื้นที่เมืองที่พวกเขาถูกอัตลักษณ์ตนเองปิดไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ เขาต้องหาแพะ คือ โทษรัฐบาลที่เขาไม่ชอบ
"ในขณะที่คนต่างจังหวัดน้ำท่วมซ้ำซ้อนทุกปีแต่คนกรุงเทพฯไม่เคยตั้งคำถามว่าอะไรกันแน่คือสาเหตุของน้ำท่วม"
สุดท้ายอยากตั้งคำถามว่า น้ำท่วม กทม. มันคืออะไรกันแน่ การเลือกว่าที่ใดควรจะรับน้ำ ที่ไหนควรจะแห้ง เลือกจากเกณฑ์มาตรฐานใดการเมืองเรื่องน้ำมันสะท้อนว่าเนื้อแท้ของ ประชาธิปไตยไทยที่เราต้องการคืออะไรกันแน่
สื่อไทยกับรัฐบาลจะผลิตซ้ำชุดความคิด ความเข้าใจและจินตนาการเกี่ยวกับการพัฒนาเพื่อตอบคำถามเหล่านี้ ว่าพื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่ทางเศรษฐกิจอย่างกทม.ต้องปลอดจากน้ำท่วม และคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ต้องรับ และยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
"คำว่า "ประโยชน์ส่วนรวม" ไม่ได้เพิ่งมีตอนนี้ แต่มาพร้อมกับวาทกรรมพัฒนาประเทศที่ผนวกกับการสร้างเขื่อนของกรมชลประทาน แล้วเราก็ยอมรับให้มันเป็นความจริงสูงสุด ว่าคุณต้องยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือเพื่อคน กทม. เราเคยทบทวนกันหรือไม่ว่า "ประโยชน์ส่วนรวม" นี้มันคือประโยชน์ของใคร"
ชุดความคิดนี้มันมาพร้อมกับรุ่งอรุณแห่งการพัฒนามาพร้อมกับการสร้าง เขื่อน การขุดคลองชลประทาน การพัฒนาพื้นที่เมืองอุตสาหกรรม โรงงานผลิตไฟฟ้า โรงงานถ่านหิน โรงงานนิวเคลียร์ที่กำลังจะมา
กรอบคิดเรื่อง การที่คนหรือชุมชนตัวเล็กๆ ต้องยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศที่มาพร้อมกับการพัฒนา สะท้อนอยู่ในนโยบายการผันน้ำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐ มิวสิควีดีโอของไทยพีบีเอสที่สร้างความซาบซึ้งแล้วบอกว่าคนไทยรักกัน ยิ่งใหญ่ หัวใจโต ต้องยอมเสียสละเพื่อคนอื่นซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ และสะท้อนอยู่ในระบบสร้างคันกั้นน้ำของ กทม.
เพราะฉะนั้นการเมืองว่าด้วยเรื่องน้ำ วาทกรรมทั้งหมดที่ว่าด้วยเรื่องความเข้าใจเรื่องน้ำ บวกกับการบริหารจัดการ มันจึงมาอยู่ที่ "Social dilemma" ว่าสุดท้ายแล้วเนื้อแท้ประชาธิปไตย ต้องยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่จริงหรือ แล้วคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกดจะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อที่จะบอกว่าไม่ต้องการ เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่
หนังสือเรื่อง The God of small things ของ Arundhati Roy มีบทความหนึ่งที่ชื่อว่า The end of imagination จะพูดถึงเรื่องประสบการณ์ของเขาที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ทางตะวันตกของอินเดีย Arundhati สะท้อนและตั้งคำถามเรื่อง Social dilemma นี้ว่า กระบวนการสร้างเขื่อน และกระบวนการทั้งหลาย มันสะท้อนประชาธิปไตยหรือระบบเศรษฐกิจ หรือเงินของใครกันแน่

น้ำท่วม(ปาก)#3: พวงทอง ภวัครพันธุ์: จับตากระแสต่อต้านการเมืองแบบเลือกตั้ง
ที่มา ประชาไท
ที่มา: เรียบเรียงจาก สำนักข่าวประชาธรรม
ที่มาของคลิป: BookRepubliconTV/youtube.com
เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ร้าน Book Re:public จ.เชียงใหม่ ได้จัดเสวนา “อ่านออกเสียงเฉพาะกิจ” ตอน “น้ำท่วม (ปาก): หลากความคิดจากผู้ลี้ภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ” มีวิทยากรได้แก่ มนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา นักเขียนและคอลัมน์นิสต์ และเวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ
โดยช่วงการอภิปรายโดยพวงทอง ภวัครพันธุ์ ได้ชี้ว่า ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำที่คุณมนตรีและอาจารย์อภิชาตได้กล่าว ถึงปัญหาการบริหารน้ำที่เกิดขึ้น การประเมินน้ำที่มันมีปัญหา และนำมาสู่การกักเก็บน้ำไว้เยอะเกินไป ปล่อยช้าเกินไป รวมถึงปัญหาของเทคโนแครตที่คุมอำนาจในการตัดสินใจเหล่านี้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเราก็ได้ยินเรื่องนี้มามาก มีผู้เชี่ยวชาญน้ำปรากฏกายขึ้นโดยที่เราไม่คิดว่าจะมีมากขนาดนี้ หลายคนอยู่นอกภาคส่วนราชการแต่ว่าไม่มีโอกาสได้เข้าไปให้ความเห็น
"แต่ว่าข้อมูลเหล่านี้ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงโครงสร้างการจัดการน้ำ ทั้งระบบ ไม่ได้ส่งผลต่อการมองปัญหาของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางทุกวันนี้มุ่งแต่โจมตีรัฐบาลมากกว่า ต่อให้เกิดโศกนาฏกรรมมากกว่านี้ ก็ไม่สามารถลดความขัดแย้งที่มีอยู่ได้ และอันนี้กำลังเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย"
ภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ ว่าภัยพิบัติเหล่านี้มันไม่เคยถูกใช้เป็นการเมือง มันไม่เคยถูกฉวยใช้ในการทำลายรัฐบาลเพื่อเป้าหมายของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม เหมือนประเทศไทย ดูภัยพิบัติน้ำท่วมที่กัมพูชา คนเสียชีวิตถึง 257 คนและมีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 1.2 ล้านคนซึ่งสูงมากสำหรับประเทศเล็กที่มีประชากร 15 ล้านคน ที่ฟิลิปปินส์ เสียชีวิต 43 คน เวียดนามเสียชีวิต 57 คน
ประเทศอื่นก็มีปัญหาภัยพิบัติเหมือนกัน แต่ไม่เห็นกระแสการโจมตีรัฐบาล เหมือนในไทย ยกตัวอย่างกรณีการเกิดเฮอร์ริเคนแคทรีนา (Hurricane Katrina)ที่ อเมริกาเมื่อปี พ.ศ.2548 มีจำนวนคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ครั้งนั้นรัฐบาลจอร์จ บุชถูกโจมตีจากชาวบ้าน สภาคองเกรส และสื่อมวลชนอย่างมาก ถึงความล้มเหลวในการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ความผิดพลาดของรัฐบาลที่เป็นเรื่องที่แย่มาก เช่น ผู้การมลรัฐไม่สั่งให้มีการอพยพคนออก ทั้งๆ ที่มีรถขนคนอยู่มากเนื่องจากคนขับรถไม่พอ และรถไม่มีประกันครอบคลุมชาวบ้านเท่านั้นเอง หรือตัวประธานาธิบดีเองที่ระหว่างเกิดเรื่องอยู่ในระหว่างพักร้อนที่เท็กซัส กว่าจะตัดสินใจบินกลับวอชิงตันใช้เวลาเกือบสองวันทำให้ถูกโจมตีว่าทำไมใจ เย็น ไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรง แต่การโจมตีเหล่านี้ก็ไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลบุช
ที่กล่าวไปไม่ได้หมายความว่าจะ วิจารณ์รัฐบาลไม่ได้ คิดว่าวิจารณ์ได้แต่ต้องแบ่งเป็นเรื่องๆ เช่น ความรับผิดชอบของรัฐบาลที่มีปัญหาคืออะไร และตรงไหนบ้างที่เป็นปัญหาที่ค้างสะสมกันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ ใช่การโยนความผิดทั้งหมดให้รัฐบาล รัฐบาลไทยหลายรัฐบาล (ไม่ใช่แค่รัฐบาลยิ่งลักษณ์) ไม่มีการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ ฝรั่งมีการเตรียมรับมือกับหายนะทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติเมื่อมีการเตรียม พร้อม จึงมีการประเมินและเตรียมความพร้อม เช่น ประเมินว่าภัยพิบัติแบบนี้คนจะได้รับผลกระทบเท่าไหร่ ต้องเตรียมอาหาร ที่พักพิง เท่าไหร่ แต่ของเราไม่มี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องเสนอตัวเองเป็นที่พักพิง ผู้อพยพก็ต้องไปนอนเรียงกันในโดม ความเป็นส่วนตัวก็ไม่มี อาหารก็ต้องอาศัยชาวบ้านเข้ามาช่วยกัน ทั้งๆ ที่หลายปีก่อนหน้านี้ประเทศไทยก็เริ่มเจอภัยพิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไม เราไม่เคยมีระบบที่จะรับมือกับภัยพิบัติ
ด้านประเด็นทางการเมือง อย่างที่อาจารย์อภิชาตได้กล่าวไปว่า เมืองหลวงไม่ควรถูกน้ำท่วม เพราะต้นทุนสูง มันก็จริง แต่นั้นเป็นการมองแบบทุนนิยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีสองกระแส คือเมืองหลวงท่วมไม่ได้ เพราะต้นทุนสูง แต่อีกส่วนหนึ่งก็บอกว่าให้ท่วมหน่อยก็ได้
"กระแสของคนที่ไม่อาจยอมรับได้ เพราะมีความคิดต่อต้านรัฐบาลซึ่งวางอยู่บนฐานของความไม่แน่ใจว่าจะท่วมมาก เท่าไหร่ รุนแรงแค่ไหน ยิ่งรัฐบาลรู้สึกถึงกระแสต่อต้านมากเท่าไหร่ เขาก็ต้องพยายามที่จะไม่ยอมให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ และพยายามบอกคนกรุงเทพฯ ตลอดเวลาว่าเอาอยู่ แต่ในความเป็นจริงมันเอาไม่อยู่ มันกั้นไม่ได้"
ปัญหาคือทำไมรัฐบาลจึงอยู่กับความกลัว และให้ข้อมูลแบบไม่ชัดเจนนั่นก็เป็นเพราะรัฐบาลกลัวคน กทม.ต่อต้านรัฐบาล แต่สำหรับตนคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเปลี่ยนไปถ้าการเมืองบ้านเราไม่เป็นแบบ นี้ ถ้าการเมืองไม่แตกเป็นขั้ว ความร่วมมือในการแก้ปัญหาจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนของกทม.และรัฐบาลก็จะมีมากขึ้น ในขณะเดียวกันถ้าหน่วยงานเหล่านี้ประกาศว่าจะท่วมแค่ไหน อย่างไร และให้ยอมรับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ คนกรุงเทพฯอาจจะทำใจรับสถานการณ์น้ำท่วมได้มากกว่านี้ แต่ขณะนี้มันมีความรู้สึกว่ารับไม่ได้
กระแสต่อต้านรัฐบาลเริ่มต้นจากคนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่เข้าถึง Social media โดย มุ่งโจมตีที่ตัวรัฐบาลและตัวบุคคลที่เป็นนายกฯ และในสองวันนี้เริ่มเห็นการฟื้นวาทกรรมเรื่องนักการเมืองเลวกลับขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง โดยผ่านฟอร์เวิร์ดเมล์บทความของสำนักข่าวเอพี ที่รายงานถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงที่ทรงเห็นปัญหาล่วงหน้า แต่ก่อนที่จะเข้าถึงบทความอันนี้ คนส่งเมล์ได้เขียนข้อความว่า...
"นี่คือความจริงที่คนไทยทุกคนควรทราบ และเป็นนโยบายที่รัฐบาลทุกรัฐบาลควรดำเนินตาม แม้จะสายไปแล้ว แต่ก็ควรน้อมนำมาเป็นแนวเดินให้ใกล้เคียง มิฉะนั้นก็ต้องย้ายเมืองหลวง น้ำท่วมครั้งนี้วิกฤตนัก และวิกฤตยิ่งกว่าที่อื่นใดในโลกจริงหรือไม่ และพวกเราทุกคนมีส่วนที่ทำผิดในเรื่องนี้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเกิดจากการลงมติเลือกและอยู่ทำงานพร้อมคอร์รัปชั่น ไปด้วย ในท่ามกลางความเพิกเฉยไม่ควบคุมพฤติกรรม ปล่อยให้อยู่รอดไป ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ ด้วยคิดว่า 15 วินาทีที่หย่อนบัตรเลือกตั้ง เป็นการทำหน้าที่ที่พอแล้วสำหรับพลเมืองดี พอหรือยังพี่น้อง ตระหนักหรือยังว่าการเมืองคือเรื่องของคนที่เบื่อไม่ได้ ต้องสละเวลาและจิต ใจ กาย มามีส่วนร่วมเพื่อบ้านเมืองของเราอย่างใกล้ชิดตลอดไป อย่าเห็นแก่ตัวจนเกินไป ถ้าไม่อยากลำบากยากเข็ญเช่นนี้อย่างซ้ำๆ ซากๆ"
ข้อความอันนี้สะท้อนให้เห็น ว่า นอกจากจะไม่ยอมรับระบบการเลือกตั้งแล้ว กำลังระดมคนให้ออกมาต่อต้านการเมืองระบบเลือกตั้งอีกครั้งจากกระแสน้ำท่วม ครั้งนี้ นี่เป็นอันตรายของการเมืองไทยครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะวนเวียนอยู่กับการเมืองในสองขั้วนี้

‘โอบามา’ ส่งสาส์นถึง ‘ยิ่งลักษณ์’ แสดงความเสียใจน้ำท่วม
ที่มา ประชาไท
10 พ.ย. 54 - เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย รายงานว่า วานนี้ (9 พ.ย.) ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในนามของประชาชนชาวอเมริกัน ได้ส่งสาส์ถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แสดงความเสียใจต่อความสูญเสียจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น
ที่มา: เฟซบุ๊กทางการของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย
สาส์นดังกล่าวระบุว่า สหรัฐยังคงยืนหยัดและเชื่อมันในความเข้มแข็งของประชาชนชาวไทย และหวังว่า ความช่วยเหลือที่สหรัฐได้สนับสนุนจะมีประโยชน์ต่อความพยายามของรัฐบาลในการ ป้องกันภัยพิบัติ และจะยังคงทำงานเพื่อช่วยเหลือในอีกหลายเดือนข้างหน้า เพื่อฟื้นฟูประเทศไทยจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้
โอบามายังระบุในสาส์นด้วยว่า เขาหวังว่าจะได้พบกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย ตะวันออกในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้
ใบหน้า ‘พฤษภา 53’ : (3) มีกี่ครุยที่เปื้อนเลือด
ที่มา ประชาไท
เพียงคำ ประดับความ
| หมายเหตุ: สารคดีชุดนี้เป็นร่างแรกของ หนังสือ "วีรชน 19 พฤษภา: คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต" ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน โดยจะสัมภาษณ์ครอบครัวผู้เสียชีิวิตเพื่ิอรวบรวมเรื่ิิองราวที่สะท้อนถึงตัว ตนของประชาชนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2553 ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลเบื้องต้นเป็นอย่างดียิ่งจากคุณพเยาว์ อัคฮาด และประชาไท และยังยินดีเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อติดต่อสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้เสีย ชีวิตให้ครบเท่าที่จะเป็นไปได้ หากท่านใดมีข้อแนะนำ สามารถติดต่อได้ที่ readjournal@gmail.com |
1
ชายคนหนึ่ง ปลงใจอยู่กินกับหญิงหม้ายที่มีลูกติดสามคน ด้วยความสงสารลูกชายสุดท้องของนางเป็นเบื้องต้น เด็กน้อยผู้นั้นกำพร้าพ่อตั้งแต่สองขวบ หลังพ่อตายแม่ก็พาย้ายจากอีกตำบลมาอยู่ที่โพนทราย เด็กน้อยได้พบชายคนดังกล่าวระหว่างวิ่งเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้าน ไม่รู้มีใจปฏิพัทธ์กันเช่นไร ตกเย็นเด็กน้อยร้องไห้ให้ชายคนนั้นพาไปส่งบ้าน จากนั้นก็ถือวิสาสะเรียกเขาว่า “พ่อ” เรื่อยมา
ชายคนนั้นคือ นายดำ สุขขารมย์ วัย 47 ปี ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหนองครก หมู่ 11 ตำบลโพนทราย อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด
และเด็กน้อยผู้นั้น ก็คือเด็กหนุ่มซึ่งใช้เวลาอีกยี่สิบกว่าปี...(เพื่อ) เติบโตมาเป็นวีรชน “ศพแรกในวัดปทุมฯ”
เรากำลังพูดถึงอัฐชัย ชุมจันทร์ หรือ “ปู” บัณฑิตนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง วัย 29 ปี ที่ถูกอาวุธสงครามยิงจากที่สูงเจาะเหนือราวนมข้างซ้ายทะลุปอด เสียชีวิตเป็นศพแรกเมื่อเย็นวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ในเขตอภัยทาน...วัดปทุมวนาราม
2

โพนทรายเป็นอำเภอเล็กๆ อยู่ชายแดนจังหวัดร้อยเอ็ด-ศรีสะเกษ ติดอำเภอราษีไศล ตัวอำเภอโพนทรายมีสภาพเหมือนเมืองเพิ่งก่อรูป สถานที่ราชการและร้านค้าตั้งอยู่กระจัดกระจาย ไม่มีห้างสรรพสินค้าหรือตลาดใหญ่ หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของวัน (ของร้านค้าบางแห่ง) เดินทางมาถึงเอาตอนบ่ายแก่ พร้อมรถสองแถวสีฟ้าสายสุวรรณภูมิ-โพนทราย-ราษีไศล ที่วิ่งผ่านเพียงวันละเที่ยว
บ้านสองชั้นสีน้ำตาลหลังนั้นตั้งอยู่ในกลุ่มบ้านสามหลัง ริมทางดำสายที่ตัดผ่านหมู่บ้าน ห่างจากตัวอำเภอราวสองสองกิโลเมตร ลุงคนขับสองแถวสีฟ้าว่า หนึ่งในสามหลังนั้นคือบ้านคนเสื้อแดงที่ถูกยิงตายเมื่อปีก่อน คนตำบลนี้เขารู้กันทั่ว แต่แกไม่รู้แน่ชัดว่าหลังไหน “ลองไปถามเอาเองเด้อ”
บ้านสามหลังคล้ายไม่มีใครอยู่ ประตูหน้าต่างปิดมิดชิด เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ได้ยินเสียงโทรทัศน์ดังออกมาจากบ้านหลังซ้ายมือสุด เราเข้าไปตะโกนเรียก ชายหญิงกลางคนคู่หนึ่งแง้มประตูออกมาดู ทราบต่อมาว่าทั้งคู่คือน้าสาวและน้าเขยของอัฐชัย ชุมจันทร์
ขณะนั้นพ่อแม่ของอัฐชัยอยู่ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้าน น้าสาวรีบโทรศัพท์ไปตามตัวให้ สักครู่หญิงร่างล็ก ผิวขาว วัยราวห้าสิบกว่า ก็กลับมาถึงพร้อมชายกลางคนผิวคล้ำร่างสันทัดอีกคน

ประตูบ้านสีน้ำตาลหลังใหญ่ถูกเปิดออกให้เราเข้าไปภายใน สภาพบ้านยังดูใหม่และเก็บกวาดข้าวของเครื่องใช้เป็นระเบียบจนแทบไม่มีร่อง รอยการใช้งาน หญิงร่างเล็กลากเสื่อออกมาปู พลางบ่น “บ้านไม่ค่อยได้อยู่ อยู่กันแค่สองตายาย อาศัยแต่นอน วันๆ ไปอยู่ที่ศาลาโน่น”
ศาลาประชาคมเป็นสถานที่ประชุม พูดคุย ปรึกษาหารือของชาวบ้านหนองครก รวมถึงเป็นสถานที่คลายเหงาของแม่ที่เพิ่งสูญเสียลูกชายไปในโศกนาฏกรรมทางการ เมืองครั้งใหญ่เมื่อปีก่อน
เรานั่งสนทนากันเป็นวงใหญ่ นอกจากนางสุนันทา สมอาสา วัย 54 ปี และนายดำ สุขขารมณ์ หรือผู้ช่วยดำ วัย 47 ปี แม่และพ่อเลี้ยงของอัฐชัยแล้ว ยังมีน้าสาวและน้าเขย คือนางศิริพรและนายชัชวาลย์ ปานบุตรดา วัย 50 ปี และน้าชายของอัฐชัย นายถนอม สมอาสา วัย 52 ปี ที่ล้วนอาศัยอยู่บ้านติดกัน มาร่วมสนทนาด้วย
“บ้านสามหลังนี่ญาติกันหมดเลย” แม่ของอัฐชัยว่า “คู่นั้นเขาเป็นครูทั้งผัวทั้งเมีย” หมายถึงน้าสาวและน้าเขย “อันนี้น้องชาย เขาทำงานเทศบาล” หมายถึงชายกลางคนร่วงท้วมท่าทางสุภาพอีกคนที่มานั่งร่วมวงด้วย “มีแม่นี่แหละไม่ได้เรียน ทำนาให้น้องๆ เขาเรียน” นางสุนันทาพูดอย่างไม่มีริ้วรอยทุกข์โศกปรากฏให้เห็น แต่แน่นอน เราไม่ได้คิดว่านางหายจากอาการโศกเศร้าแล้วเป็นปลิดทิ้ง
ญาติพี่น้องส่วนใหญ่ของนางสุนันทาได้ร่ำเรียนสูง และล้วนทำงานราชการ มีเพียงนางสุนันทา (และสามี) ที่ยังคงเป็นชาวนา
“ตอนนี้แม่ก็ยังทำอยู่ ทำนาห้าสิบสามไร่ ปลูกข้าวเจ้าเก็บไว้กินด้วย ขายด้วย เหลือกินก็ขาย จ้างเขาทำหมด ค่าแรงวันละสองร้อยบาท มีแต่จ้างอย่างเดียว รถไถก็จ้าง เกี่ยวก็จ้าง”
นางสุนันทามีลูกสี่คน คนโตคือ นางอัญชลี สาริกานนท์ วัย 35 ปี อาชีพครู ปัจจุบันแต่งงานและย้ายไปอยู่กับครอบครัวที่พุทธมณฑลสายห้า นครปฐม ถัดมาคือ พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ ชุมจันทร์ วัย 34 ปี เป็นตำรวจอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี คนที่สามก็คืออัฐชัย ชุมจันทร์ บัณฑิตใหม่ที่กลายมาเป็นวีรชนศพแรกแห่งวัดปทุมฯ และคนสุดท้องคือนางสาวพัชรียา สุขขารมย์ วัย 24 ปี กำลังศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพครูที่กรุงเทพฯ
ผู้ช่วยดำไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของลูกสามคนแรก เมื่อนางสุนันทาหอบลูกกลับมาอยู่ที่นี่หลังสามีคนแรกเสียชีวิตในวัยสามสิบ แปดปี นายดำยังเป็นหนุ่มโสด
มีเรื่องเล่าขานกันจนกลายเป็นตำนานของครอบครัวและเพื่อนบ้านใกล้เคียง คือเด็กชายอัฐชัยเป็น “พ่อสื่อ” ชักนำชายหนุ่มที่ชื่อดำให้มารู้จักกับแม่ และได้อยู่กินกันในเวลาต่อมา
“ปูเขาชอบ เขาอยากได้พ่อ เขาไปวิ่งตามเอาที่บ้านเลย” นางสุนันทาเล่า น้ำเสียงแจ่มใส ผู้คนในวงสนทนาพลอยมีรอยยิ้ม “ตอนเด็กๆ ปูเขาไปเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้านนี่แหละ แล้วเขาไปเจอพ่อคนนี้ เขาอยากได้พ่อ เห็นคนไหนๆ เขาก็มีพ่อกัน ตอนนั้นเขาประมาณสองสามขวบนี่แหละ เขาก็ไปเรียกพ่อเลย กลับมาบ้านมาบอกยายๆ ผมจะพาไปหาพ่อ ชวนตากับยายไป เมื่อก่อนตากับยายยังไม่เสีย ยายๆ เดี๋ยวผมจะพาไปหาพ่อใหม่ พ่อใหม่ผมทำนาเก่งนะ ตอนนั้นพ่อเขาเป็นหนุ่มอยู่ พอตอนเย็นพ่อเขาก็มาส่งทุกวัน แม่กับพ่อไม่ได้คุยกันเลย ปูเขาหามาให้แม่”
ขณะนั้นผู้ช่วยดำไม่อยู่ในวงสนทนาแล้ว เห็นว่าผู้ใหญ่บ้านมาตามตัวไปต้อนรับคณะดูงานจากที่ไหนสักแห่ง
น้าสาวของปูเล่าว่า ตอนเด็กๆ ใครว่าพ่อดำคนนี้ไม่ได้ เด็กชายปูจะโกรธเคืองเอา “เขาเอามะพร้าวเอามะยมจากบ้านพ่อเขามาให้เรากิน เราแกล้งบอกว่าไม่กินหรอก ไม่กินของคนขี้เหร่หรอก เขาโกรธใหญ่ที่เราไปว่าพ่อเขาขี้เหร่ บอกไม่กินก็ไม่ต้องแดก แล้วก็เขวี้ยงทิ้งเลย” เรื่องเล่านี้เรียกเสียงหัวเราะได้ลั่นวงสนทนา คำพูดของเด็กชายปูเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ดูเหมือนคนในครอบครัวยังจำได้ดี
จากนั้นไม่นาน ชายชื่อดำก็กลายมาเป็นพ่อใหม่ของเด็กสามคน เขาช่วยนางสุนันทาทำมาหากินเลี้ยงลูกอย่างแข็งขัน แม้มีลูกสาวหล้าเพิ่มมาอีกคนในอีกไม่กี่ปีต่อมา ทว่าไม่เคยมีใครครหาได้ว่าพ่อรักลูกไม่เท่ากัน
“เพิ่นเป็นคนเลี้ยงลูก เลี้ยงปู ส่งเสียเล่าเรียนหมดทุกคน ก็เหมือนพ่อแท้ๆ” น้าสาวของปูว่า “แกมาอยู่กับแม่ของปูตั้งแต่ปีสามศูนย์ เด็กๆ พวกนี้รักแกมาก เพราะอยากได้หยังแกก็เฮ็ดให้ ทำนา เฮ็ดข้าวปุ้น ส่งลูกเรียน ตอนลูกเรียนแกจะไม่ยอมไปกินเหล้าเลย เก็บเงินส่งให้ลูก”

ปูสนิทกับพ่อเลี้ยงมาก ผู้ช่วยดำเองก็ผูกพันกับลูกชายคนนี้ไม่น้อยกว่ากัน ปูนอนแทรกกลางระหว่างพ่อกับแม่มาตั้งแต่เด็ก กระทั่งโตเป็นหนุ่มวัยใกล้สามสิบ ไปร่ำเรียนหนังสือถึงกรุงเทพฯ ยามกลับมาบ้านโพนทราย เขายังเบียดเข้าไปนอนแทรกตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่เหมือนเคย
“บ่นอนคนเดียวจักเทื่อ” นางสุนันทาว่า “มานอนข้างๆ แม่นี่แหละ แม่นอนตรงนี้ พ่อตรงนี้ เขามาอยู่ตรงกลาง มาอึ๊บกลางเลย” ปูเป็นคนขี้อ้อน และชอบหยอกล้อพ่อแม่เล่นให้ได้หัวเราะสนุกสนาน “ปกติกับแม่เขาต้องหยอกจิ๊กจั๊กๆ อย่างนี้แหละ เพิ่นอารมณ์ดี เป็นคนมักม่วน บ่เคยผิดกับไผ ไม่เคยทะเลาะกับใคร กับแม่ก็เหมือนกัน เวลามาเขาก็มากอดแม่ บอกรักแม่นะ”
ปีหนึ่งปูกลับมาบ้านที่โพนทรายสองสามครั้ง ส่วนใหญ่เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่สงกรานต์หรือวันหยุดยาวต่างๆ
“เวลากลับมาบ้านมาเขามาอยู่กับพวกน้องๆ กับแม่ กับน้าๆ นี่แหละ ไปไหนก็ไปกับเพื่อนฝูงผู้ชาย ไม่เคยเห็นมีแฟน คบแต่เพื่อนผู้ชาย เวลากลับมาถ้าอยากกินอะไร เขาจะบอก แม่...วันนี้ผมอยากกินต้มปลา อยากกินต้มไก่ บางทีเขาก็จะบอกให้น้าเขยทำให้กิน เขาเป็นคนซื่อๆ ใจดี น้องๆ (ลูกของน้าๆ) รักเขาคนนี้แหละที่สุดเลย ปิดเทอมเขาจะรอพี่คนนี้มาจัดงาน ปูเขาชอบดนตรี เล่นเบส กีตาร์ ชอบร้องเพลงเพื่อชีวิต เพลงสตริง เขาทำอะไรก็ทำได้ดี ประสบความสำเร็จ สมัยเรียนมัธยมเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนทรายทองไปแข่งดนตรีที่อำเภอ เวลาเขากลับมาก็จะสนุกกัน”
3
“ปู” เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2524 ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในตำบลยางคำ อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด หลังนายนิคม ชุมจันทร์ พ่อแท้ๆ ล้มป่วยด้วยโรคพยาธิตัวจี๊ดในสมอง จนเป็นอัมพาต และเสียชีวิตขณะยังหนุ่ม นางสุนันทาตัดสินใจพาลูกกลับมาอาศัยอยู่ท่ามกลางญาติพี่น้องที่บ้านเกิด ขณะนั้นปูซึ่งเป็นลูกคนสุดท้อง อายุราวสองขวบ
ปูเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนหนองบัวประชาสรรค์ หมู่ 7 บ้านหนองบัวหลวงพัฒนา ในตำบลโพนทราย จากนั้นต่อมัธยมที่โรงเรียนทรายทองวิทยา หลังจบ ม.6 เข้ากรุงเทพฯ ไปสมัครเป็นนักศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
“ตอนเรียนต่อรามฯ เขาไปอยู่กับพี่สาวบ้าง พี่ชายบ้าง ไปๆ มาๆ พี่สาวกับพี่ชายเขาเป็นคนส่งเรียน” ระหว่างนั้นปูไปๆ กลับๆ กรุงเทพฯ-จันทบุรี
แม่ของปูเล่าว่า โดยพื้นฐานแล้วปูไม่ชอบเป็นภาระใคร ระหว่างเรียน นอกจากทำกิจกรรมตามที่ใจรักชอบแล้ว เขายังพยายามไปทำงานหารายได้พิเศษ ด้วยไม่อยากรบกวนพี่ชายและพี่สาวที่ต่างมีครอบครัวแล้ว

“เมื่อก่อนเขาไปเล่นดนตรีบ้าง ร้องเพลงบ้าง ทำกิจกรรมของนักศึกษา ก็ทำงานไปด้วย เขาเป็นคนไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะพี่ก็บ่นว่าเรียนนานไม่จบซักที ก็เลยไปทำงานเสิร์ฟอาหารบ้าง ไปแบกของบ้าง งวดสุดท้ายนั่นเขามาบ้าน มาหาแม่ ขอเงินว่าจะรับปริญญา แม่ก็เอาทองไปจำนำให้ ได้มาหมื่นนึง แล้วก็ขอยืมน้าให้ ว่าขายข้าวแล้วสิคืนให้ ก็มีเท่านี้ที่เพิ่นขอ นอกนั้นอ้ายเอื้อยเพิ่นส่ง” แม่ของปูเล่า พลางลุกไปเปิดตู้ หยิบอัลบั้มภาพถ่ายของลูกชายออกมาให้ดู “เรียนตั้งแปดปี จบมาบ่ทันได้คุยสักเทื่อ ตายก่อน...ตอนรับปริญญา เขายื่นใบปริญญาให้แม่ อ้ะ ผมมอบให้แม่ ผมไม่เอาแล้ว กราบตีนพ่อกับแม่ครั้งหนึ่งแล้วก็มอบปริญญาให้ อีกไม่กี่เดือนก็ตาย ก่อนตายเขายังไม่ได้ดูรูปรับปริญญาเลย ตอนกลับมาบ้านเทื่อสุดท้ายเขาก็ถามแม่อยู่ว่าพี่สาวล้างรูปให้รึยัง พอบอกว่ายัง เขาก็เดินออกจากบ้านไปหาเพื่อน ก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก”
รับปริญญาเสร็จ ปูสมัครงานราชการทิ้งไว้หลายแห่ง พ่อกับแม่มีความหวังว่าลูกชายคนนี้จะได้กลับมาทำงานที่บ้านโพนทราย
“ตอนนั้น อบต.กำลังเปิดสอบ ก็อยากให้ปูไปสอบ จะได้กลับมาอยู่กับแม่ที่บ้าน พี่ๆ น้องๆ ก็ไปอยู่ต่างถิ่นกันหมด เหลือปูคนเดียวที่ยังไม่มีบ้าน ก็อยากให้กลับมาอยู่ที่นี่ ก็เลยไม่ทันได้กลับ” นางสุนันทาว่า พลางพลิกดูภาพถ่ายวันรับปริญญาของลูกชาย
4
เมื่อถามว่าบัณฑิตกฎหมายอย่างปูเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่ นางสุนันทาตอบว่า
“ตอนไหนนี่แม่ไม่รู้นะ มารู้ก็เมื่อปีที่เขาเสีย ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้พูดอะไร เรียนรามอยู่เจ็ดแปดปี ก็ไม่เห็นเขาพูด ไม่พูดอะไรเลยนะ เพิ่งมาพูดปีที่เขาตายนี่เนาะ แต่แม่ก็ไม่สนใจ ตอนที่ไปบ้านเปรมผมก็ได้ไปนะ เขาก็เล่าให้ฟังอยู่ แต่แม่ไม่สนใจ ไม่นึกว่าเขาจะไปถึงขนาดนี้ไง”
เมื่อการชุมนุมใหญ่ปี 2553 เริ่มขึ้น ปูเข้าไปร่วมชุมนุมอย่างเอาจริงเอาจังเช่นเดียวกับพี่น้องเสื้อแดงอีกมากมาย
“สิบเมษา พวกญาติๆ นี่ดึงแกกลับมาบ้าน ไม่อยากให้แกไปร่วม ถ้างั้นก็เสียตรงนั้นแล้ว ตั้งแต่สิบเมษาแล้ว พอรอดมาได้ แม่ก็สบายใจไปครั้งหนึ่ง กลับมาบ้านได้ แม่ก็ห้ามอยู่ เขาก็บอก มันบ่กล้าฆ่าดอก เขาไม่กล้ายิงหรอกแม่”
ปูเชื่อเช่นนั้น และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ
“เขาเคยพูดอยู่ว่าจะต่อสู้เพื่อชาติ ผมรักพระมหากษัตริย์ อ้าว แล้วไม่คิดถึงแม่เหรอ เขาว่า แม่เอาไว้ทีหลัง เอาชาติมาก่อน อ้าว แม่แก่แล้ว ไม่มาดูแลแม่เหรอ เอาไว้ทีหลัง แม่เอาไว้ทีหลัง เนี่ย เขาพูดตอนไปส่งพี่สะใภ้เขาที่จันทบุรีวันที่สองพฤษภา พี่สะใภ้เขาย้ายไปอยู่กับแฟนเขาที่จันท์ แล้วเขาก็มาตายวันที่สิบเก้าพฤษภา”
ก่อนหน้านั้นราวหนึ่งเดือน ภรรยาของ ส.ส.คนหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์มาขอให้กลุ่มแม่บ้านหนองครกไปช่วยงานเผาศพ “นายเกรียงไกร คำน้อย” วีรชนสิบเมษา ที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด นางสุนันทาก็ไปกับเขา “กลุ่มแม่ยังไปช่วยจับผ้าตกแต่งเมรุให้เพิ่นอยู่ คนหล๊ายหลาย”
โดยไม่คาดคิดมาก่อนว่า หลังจากนั้นเพียงชั่วเดือน ก็ต้องมาจัดงานศพลูกชายในลักษณะเดียวกัน
5
วันคืนที่ลูกชายไปกินนอนอยู่ในที่ชุมนุม ท่ามกลางเสียงปืนเสียงระเบิดเสียงล้อเลื่อนของรถถังที่ดังทะลุจอโทรทัศน์ออก มาอยู่เป็นระยะ ตลอดเวลาหลายวันหลายคืนนั้น เป็นช่วงเวลาที่คนเป็นแม่ไม่เคยมีความปลอดโปร่งใจเลย
“แม่ก็มีความกังวลใจว่าลูกไปอยู่ยังไง เวลาโทรไปก็ได้แต่บอกระวังตัวนะ เราก็ดูข่าวทั้งวัน ไปกิจกรรมอยู่ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้าน ก็มีคนบอกว่า พี่...บอกลูกชายด้วย บอกให้เขาออกมา บางคนก็ว่า เฮ้ย ไปเอาตัวลูกออกมา ไปอยู่จังซั่นฆ่าตัวตายอีหลี แม่ก็ว่า เขาอยากออกมาแต่ว่าออกไม่ได้ เราโทรไปหาลูกเราอยู่ เขาก็ว่ามาจังใดก็มาบ่ได้ เขาออกมาไม่ได้ จะออกมาคนเดียวได้จังใด เขาฮักเพื่อนฮักหยังเขา”
ในวันที่ลูกชายเสียชีวิต นางสุนันทาเล่าว่า
“วันเขาเสีย แม่โผล่หน้าต่างออกไปหาน้องชาย วันนี้เป็นอะไรเอ๋ย คิดถึงปูเนาะ ว่าแล้วแม่ก็เลยหยิบโทรศัพท์มาโทรหาเขา เขาก็รับทันทีเลยนะ แม่ก็ถามว่าอยู่ไหน ผมอยู่วัดครับ (วัดปทุมฯ) ตอนนั้นพอดีน้องชายแม่กลับมาจากทำงานเทศบาล เขาก็ว่า อ้าว ไอ้จานเหรอ น้าเขาชอบเรียกปูว่าไอ้จานเนาะ ระวังเนื้อระวังตัวดีๆ นะจาน ครับ ผมไม่ไปไหนหรอก ผมจะอยู่กับวัด พอจะวางโทรศัพท์ เขาบอก แม่...แค่นี้นะ ผมจะไปก่อน เหมือนสั่งแม่เนาะ ผมมีธุระ แม่ก็ถามเขาอยู่ว่าคนตายหลายบ่ เขาว่าตายตั้งเยอะแม่ อู๋ยแม่ ตายหลาย คั้นเฮาตายเฮาบ่ตายแบบนี้ดอก เฮาสิตายดังทั่วโลกเลย เขาชอบพูดเล่น...”
“วันนั้นพากันโทรหาเขาตลอด สามสิบนาทีก็โทร บางทีถ้าแม่โทรหาเขาไม่ติดก็จะไปหาน้องสาวแม่ เวลาแม่โทรไปปูเขาไม่ค่อยอยากรับ กลัวแม่จะตกใจ เพราะเสียงอะไรเจี๊ยวจ๊าวๆ ในโทรศัพท์ แต่ถ้าน้าสาวโทรไปนี่เขารับอยู่ วันนั้นพี่ชายเขาที่เป็นตำรวจก็โทรหา พี่เขายังบอก เอ้อ ถ้าแกอยู่วัดก็ระวังตัวนะ ถ้าจะบวชแกบวชได้เลย ไอ้ปูก็ครับอย่างเดียว แต่ไม่ทำตาม...แต่เขาก็ว่าเขาหาทางจะกลับบ้าน คิดถึงแม่ คิดถึงแม่อย่างเดียวเลยวันนั้น แต่ออกมาไม่ได้ ออกมาตายลูกเดียว ขนาดเด็กๆ เขายังยิง คนท้องเขายังยิงตายเลย ต้องหลบอยู่ในวัด ที่ปลอดภัยที่สุดอยู่ในวัดนั่นแหละ เขาบอก”
หลังวางสายครั้งสุดท้ายไม่นาน ข่าวร้ายก็เดินทางไกลมาถึง
“พอหกโมงเย็นพี่สาวเขาโทรมา ตอนนั้นไม่รู้เป็นไร แม่ยังจำเสียงลูกสาวตัวเองไม่ได้เลย อ้าว ใครนี่ ยังถามอยู่ ลูกสาวก็บอก แม่...ถือโทรศัพท์นะ น้าตุ๊อยู่มั้ย แม่ก็บอกว่าอยู่ เขาก็บอกให้แม่ถือโทรศัพทไปหาน้าตุ๊ แล้วแม่ก็นั่งฟังกับน้าตุ๊ด้วย น้าตุ๊คือน้องชายแม่ แม่ก็นั่งฟัง ต้องมีอะไรซักอย่าง พอฟังโทรศัพท์แล้วน้าตุ๊เขาก็เงียบไป แม่ก็รู้แล้ว ไอ้ปูเป็นอะไร พูดกับฉันด้วย (เสียงหนัก) บอกฉันมา ฉันรับได้ ไอ้ปูมันตายใช่มั้ย น้าเขาก็ไม่บอก ตั้งนานเป็นชั่วโมงเขาถึงได้บอกว่าปูตายแล้ว”
น้าตุ๊ หรือนายถนอม สมอาสา ซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยตั้งแต่ต้น เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า ครั้งแรกที่รู้ข่าว เขาใช้เวลาอยู่นานเช่นกัน กว่าจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
“ตอนที่เขาโทรมาบอกว่าปูถูกยิงแล้ว เสียแล้วล่ะ ศพยังอยู่ที่วัด แต่ช่วงนั้นยังชุลมุน เพื่อนเขาคนที่โทรมาบอกพี่สาวปูบอกว่ามันไม่ปลอดภัย บอกเราอย่าเพิ่งโทรเข้าไป เขาหลบอยู่ข้างๆ ศพนั่นแหละ ยืนเฝ้าข้างๆ ศพอยู่” น้าตุ๊เงียบไปอึดใจ “...ทีแรกไม่ให้ไป แกก็ไม่เชื่อ บอกว่าจะไปเรียกร้องประชาธิไตย วันที่สิบเจ็ดหรือสิบแปดแกยังอยู่ข้างนอกอยู่ อยู่ที่รามสองอยู่เลย พอวันที่สิบเก้าก็ยังบอกแกอยู่นะว่าตำรวจเขาบอกว่าจะจัดการขั้นเด็ดขาด เราได้ข่าวมา ก็โทรไปบอก แกก็ไม่เชื่อ บอกว่ามันไม่กล้ายิงไม่กล้าฆ่าหรอก”
นั่นไม่เพียงเป็นอุดมคติของวัยหนุ่ม หรือความอ่อนเยาว์ไร้เดียงสามองโลกในแง่ดีของคนอายุไม่ถึงสามสิบ หากคนอย่างน้าตุ๊หรือใครต่อใครที่นี่ ต่างคาดไม่ถึงว่า เหตุการณ์จะร้ายแรงถึงเพียงนี้
6

เช้าวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 พี่ชายและพี่สาวของปูเดินทางเข้าไปรับศพน้องชายที่วัดปทุมวนาราม
“พี่ชายเขาแต่งเครื่องแบบตำรวจไปรับศพ แม่รออยู่บ้านพี่สาวเขาที่พุทธมณฑลสายห้า แล้วก็เอาศพกลับมาบ้าน วางตรงนี้แหละ (ชี้ไปยังพื้นปูนในห้องโถงชั้นล่าง ติดกับบริเวณที่เรานั่งอยู่) คนมาร่วมงานเยอะ มาจากพนมไพร มาจากร้อยเอ็ด มาจากเกษตรฯ พวกเสื้อแดงมาร่วมงานหลาย”
หญิงชาวนาวัยห้าสิบสี่ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่จังหวัดร้อยเอ็ดมาตลอดชีวิต ได้รับรู้เหตุการณ์ในนาทีสุดท้ายของลูกชาย ก็เพียงจากปากคำของเพื่อนลูก นางค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวเหล่านั้นให้เราฟัง
“วันที่เขาเสีย ตอนที่ยังไม่ถูกยิง เพื่อนเขาเล่าว่าวันนั้นไม่รู้นึกยังไง เขานั่งเล่นโทรศัพท์ อันนี้เบอร์พี่สาว อันนี้เบอร์พี่ชาย อันนี้เบอร์แม่ บอกให้เพื่อนฟัง”
นางสุนันทาไม่รู้ชัดว่าเพื่อนเหล่านี้ คือเพื่อนที่เข้าไปชุมนุมด้วยกัน หรือเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันในที่ชุมนุม รู้เพียงว่า วันที่ลูกชายเสียชีวิต เพื่อนคนหนึ่งใช้โทรศัพท์ของลูกชายโทรมาหา “เพื่อนเขาในนั้นมีประมาณยี่สิบกว่าคนที่ชุมนุมอยู่ด้วยกัน ตอนจะเข้าไปรับศพพวกเขายังโทรหาแม่อยู่ว่า ถ้ามาเอาศพปู เอาพวกผมไปด้วยนะ ไม่อย่างนั้นพวกผมก็ต้องตายเหมือนกัน แม่ก็เลยบอกลูกชายที่เป็นตำรวจว่า ถ้ายังไงก็เอาเพื่อนน้องชายออกมาด้วยนะ เขาติดอยู่ในวัด เขาเอาโทรศัพท์ปูนี่แหละโทรมา”
ในวันเผาศพ เพื่อนกลุ่มนี้ก็มาร่วมงานด้วย และเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟังว่า
“ปูกำลังจะออกจากวัดไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอนนั้นมันมีเสียงประกาศในวัดว่า เดี๋ยวนี้ปลอดภัยแล้ว ให้ออกไปที่ตำรวจแห่งชาติเลย ปูได้ยินก็นึกว่าออกไปได้แล้ว เขาก็เลยเดินออกไป เดินคุยโทรศัพท์ไปด้วย ทีนี้เพื่อนเขาตะโกนเรียก เขาก็เลยหันหน้ามาหาเพื่อน จะเอาเพื่อนไปด้วยไง เพราะเขาคุยกันไว้ว่า เออ แกออกทางนั้น ฉันออกทางนี้ ไอ้ปูก็เลยออกหน้าวัด จะไปก่อน เขาพูดให้แม่ฟังอย่างงี้ ปู...มึงมารับกูด้วย กูยังไม่ได้ออกไป พอเขาหันหน้ามาก็โดนยิงเลย พวกนั้นมันหาเป้ายิงเลยไง ปูเป็นศพแรกในวัดเลย ตอนที่โดนยิงศพเขาลอยขึ้นตึ๊บเลย โดนยิงข้างหลัง ตัดขั้วหัวใจ ตายตรงนั้นเลย ไม่ได้ไปโรงบาล ไม่ได้ไปอะไรเลย ปูเขาไม่อยากตายหรอก เขาขยำกำมือเขาแน่นเลย”
“แม่อยากให้เอาคนผิดมาให้ได้” นางสุนันทาเสียงเครียดขึ้นเป็นครั้งแรก “แม่อยากจะรู้คนที่ทำ คนที่สั่ง อยากให้เอามาลงโทษ ตายจะได้หลับตา ถึงแม่ตายวันไหนจะได้ตายหลับตาถ้าเอาพวกที่เขาทำมาลงโทษได้ ทุกวันนี้แม่ไม่อยากดูโทรทัศน์ เห็นมันพูดออกมาแม่รับไม่ได้เลย พวกรัฐบาลชุดเก่าน่ะ ไม่รับผิดชอบอะไรเลย บอกว่าในกระเป๋าผู้ชุมนุมมีแต่อาวุธ แม่เลยบอกลูกสาว เออ น้องไปขอกระเป๋าที่ตำรวจแห่งชาติให้แม่ด้วย แม่อยากจะดู ไอ้คนที่มันพูด ทำไมมันพูดรุนแรง พอลูกสาวเอามาให้ ไม่เห็นมีอะไร มีกางเกงในสองตัว แล้วก็เสื้อยันต์ สีขาว สีแดง ตะกุดก็มี แล้วก็มีผ้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แค่นี้แหละ เห็นตำรวจเขาบอก โอ๊ย ปกติตายเป็นกี่ศพ ผมทำงานที่นี่ตั้งกี่ปีแล้ว มีศพแรกนี่แหละที่มาขอกระเป๋าเอาไปดู แม่นี่แหละ ไปขอดูเพราะพวกนั้นมันบอกว่าในกระเป๋ามีอาวุธ”
“ปกติจับแกนนำได้แล้วก็น่าจะหยุดยิงได้แล้ว” น้าตุ๊พูดขึ้น “แต่นี่ยังยิงตลอด ทหารยิงเข้ามาเรื่อยๆ กระชับเข้ามาเรื่อยๆ”
“โอ๊ย บ่อยากว่าเลย” นางสุนันทาเสียงดัง “ตอนตาย หน้าอกซ้าย หลังทะลุ กระสุนทำลายปอด มันเลือกยิง ตอนที่แม่ไปเฮ็ดบุญนำเพิ่นอยู่ในวัดปทุมฯ นั่น ตอนตายใหม่ๆ มีคนมาบอกแม่ว่า นี่แหละ แม่ของนายอัฐชัย มันยิงลงมาจากนี่ล่ะ มันก็ไม่ไกลนะ ใกล้ๆ มันเลือกยิง ไม่ได้ปะทะกัน คั้นเสื้อแดงมีอาวุธ มันต้องเป็นตายเท่ากัน หยังสิมาหาว่าเสื้อแดงฆ่า พูดไปได้ยังไงว่าเสื้อแดงฆ่า ชุดดำก็หยังบ่จับมา ต้องจับได้”
“ถ้าเสื้อแดงยิงเขาต้องออกสื่อทุกห้านาทีแล้ว ถ้ามีภาพว่าเสื้อแดงยิง” น้าเขยของปูเสริม
“คั้นชายชุดดำฆ่าทำไมไม่จับ” นางสุนันทาว่าต่อ “แล้วกระชับพื้นที่ไว้หมด เสื้อดำจะมาจากไหน แล้วทหารอยู่เต็มไปหมด ทำไมจับไม่ได้ เสื้อดำหายไปไหนหมด อยู่ในเสื้อแดงเปลี่ยนเสื้อแล้วมันวิ่งไปทางไหน เจ็บใจมากๆ เลยที่ว่าเราเป็นผู้ก่อการร้าย กระชับเขาไว้แล้วปล่อยให้เขาไปเผาได้ยังไง ทุกซอกทุกมุมคนอยู่ประจำหมด แล้วเขาไปเผาตอนไหน เขามีแต่หนีตาย ตอนเผาเงียบหมดแล้ว ทหารให้เขารักษาประเทศอยู่รอบนอกก็พอ ไม่ใช่ให้ไปฆ่าประชาชนอยู่ในเมือง”
ก่อนหน้านี้ในหมู่ญาติพี่น้อง มีเพียงนางสุนันทาและสามีเท่านั้น ที่มีใจเอนเอียงเข้าข้างเสื้อแดง หากก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่เข้มข้น
“ตะกี้แม่ก็ไม่ได้สนใจปานใด มีหน้าที่ทำนาก็ทำไป พอลูกมาเสียก็เลยพากันติดตามข่าว จั้งฮู้ว่าอันใดเป็นอันใด” นางสุนันทาว่า
เมื่อถามว่า ในหมู่บ้านนี้มีคนเสื้อแดงมากน้อยเพียงใด น้าชายของปูว่า ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเสื้อแดงเช่นเดียวกับชาวอีสานอีกหลายสิบหลายร้อย หมู่บ้าน ถามต่อว่า แล้วเสื้อเหลืองล่ะ มีบ้างไหม คราวนี้น้าสาวของปูเป็นคนตอบ “ก็มีบ้าง แต่น้อย ส่วนใหญ่ชอบเสื้อแดง” เมื่อถามต่อว่า แล้วส่วนน้อยที่เป็นเสื้อเหลืองนั้น เป็นคนกลุ่มไหน นางสุนันทาที่นั่งพลิกดูภาพถ่ายของลูกชายอยู่ รีบตอบทันทีว่า “พวกข้าราชการ!”

น้าชาย น้าสาว และน้าเขยของปู ซึ่งล้วนเป็นข้าราชการ ยอมรับว่า แต่เริ่มต้นพวกเขาไม่ได้อยู่ฝั่งเสื้อแดง
“เราเป็นครอบครัวครู” น้าสาวว่า “แต่ก่อนนู้นครูเขาไม่ค่อยพอใจนโยบายของทักษิณที่จะเอาครูไปสังกัด อบต. แต่พวกเราก็จะกลางๆ นโยบายที่เราประทับใจก็มี อย่างปราบยาเสพติด แต่ก่อนหายไปจริงๆ ในหมู่บ้านนี้ไม่มีเด็กวัยรุ่นอยู่ตามถนน ไม่มีเลย แต่เดี๋ยวนี้กลับมาอีกแล้ว เกลื่อนเลย”
“แต่พอเห็นหลานมาอยู่จุดนี้ ก็เริ่มฟังหลายๆ อย่าง” น้าเขยเสริม “แต่ก่อนก็ดูแต่ข่าวทีวีธรรมดา ไม่ได้เอียงทางไหน หลานไปก็ส่งเสริมไปตามหน้าที่ของตัวเอง แต่พอเกิดเรื่อง หลานเสียชีวิต เราก็เริ่มมาวิเคราะห์ข่าวช่องนั้นช่องนี้ ดูแล้วก็เอ้อ ไม่มั่นใจแล้ว ผมไม่มั่นใจสื่อแล้วทีนี้”
“ช่วงสลายทำไมต้องปิดสื่อด้วย” น้าสาวว่า “ปิดไฟ ปิดสัญญาณ ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น”
“ตอนนี้คนในหมู่บ้านเขาตื่นตัวสนใจติดตามข่าวกันมาก” น้าเขยว่าอีก “พอเรื่องนี้เกิดขึ้นเขาก็ฟังข่าว ติดตามวิเคราะห์ข่าว ก็เริ่มไม่ไว้ใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ อย่างเขาว่าเสื้อแดงมีอาวุธ ถ้ามีจริงทำไมเขาไม่เอาออกมาสู้ เขาปิดบังมาตลอด เราดูข่าวแต่ละช่องก็ไม่เหมือนกัน”
“ทุกวันนี้ชาวบ้านติดจานดาวเทียม” แม่ของปูแทรกขึ้น “โอ๊ย แม่เบิ่ง ไม่ดูละครเลย”
ในภาวะที่ยังไม่สามารถทำให้ความจริงปรากฏกระจ่าง ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและเจ็บปวด ความไม่เข้าใจของคนรอบข้างมีมากระทบใจครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดการปะทะกันถึงขั้นตัดบัวไม่เหลือใยก็มี
“พอมีเหตุลูกเสียชีวิต เพื่อนแม่ก็เลิกคบกันไปก็มี เขาว่าเสื้อแดงไม่ดี เผาบ้านเผาเมือง ฆ่าให้มันตายให้หมด พวกป่วนบ้านป่วนเมือง นี่เพื่อนสนิทแม่เลยนะ เคยกินอยู่ด้วยกัน ญาติแม่ก็มีที่พูดแบบนี้ พอวันที่ปูเสียเขามาถามข่าว แม่ก็ถามเขาว่า สมใจแล้วหรือยังที่ลูกฉันตาย ที่เคยสาปแช่งไว้น่ะว่าฆ่าให้มันตายให้หมด สมใจแล้วหรือยัง...เขาฆ่าลูกเรา หัวอกเราแตกสลายไปข้างหนึ่ง เอาอะไรมาใช้ก็ไม่ได้หรอก”
7
หลังการสนทนาจบลงในเย็นวันนั้น ผู้ช่วยดำขับรถกระบะฝ่าสายฝนมาส่งเราที่ตัวอำเภอราษีไศล ระหว่างนี้จึงได้พูดคุยกัน
เราย้อนถามถึงความรู้สึกเมื่อครั้งปูชักพาเขามาอยู่กินกับนางสุนันทา
ผู้ช่วยดำหัวเราะ แล้วว่า “เพิ่นมานั่งเฝ้านอนเฝ้าคักๆ คั้นผมบ่เอ็นดูก็บ่ยอมไปโรงเรียนเลย ผมก็ว่า มันเป็นพ่อเป็นลูกกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วล่ะมั้ง บักนี่มันเป็นลูกกูมาตั้งแต่ชาติที่แล้วบ๊อ ก็หลูโตน (สงสาร) เพิ่น เพิ่นบ่มีพ่อ อยากได้พ่อใหม่ คนอื่นก็ว่า มึงก็เอากับแม่มันเสีย ผมก็มาคึดว่า คั้นผมบ่เอาสิเป็นจังใดตอนนั้นน่ะ”
นานวันเข้าเริ่มมีความผูกพันกัน ไม่นานต่อมาเขาตัดสินใจอยู่กินกับแม่ของปู ทำนาอย่างเดียวไม่พอส่งเสียให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือสูงๆ เขาจึงทำขนมจีนขายส่งด้วย ตอนกลางวันทำนา ตกเย็นมาทำขนมจีน เช้ามืดวิ่งเอาขนมจีนไปส่ง ได้นอนเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อลูกสี่ต้องใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัด ในที่สุดเขาและภรรยาก็สามารถส่งลูกทุกคนเรียนจบ เดินทางถึงฝั่ง มีการงานทำมั่นคง
...เว้นเพียงปู ที่มาด่วนจากไปเสียก่อน
“ตอนไปซุมนุม ผมก็บอกอยู่ว่าเดี๋ยวเขาฆ่าตาย มันยังว่า ตายก็บ่เป็นหยัง เฮาสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมก็ว่า อ๊าว พ่อเลี้ยงมาบ่เคยตีจักเทื่อ จะไปให้เขาฆ่าเฮ็ดหยัง มันก็ว่าแต่จะสู้...ก็เสียใจแหละครับ สิว่าอีหยัง มันก็มีแต่ความเสียใจ ปูก็คือลูก ผมก็ฮักเหมือนลูก บ่เคยคึดเป็นอย่างอื่นเลย”
8
นางอัญชลี สาริกานนท์ พี่สาววัย 35 ปี ของอัฐชัย ชุมจันทร์ คือคนแรกในครอบครัวที่รู้ข่าวการเสียชีวิตของน้องชาย เมื่อมีคนโทรออกมาจากวัดปทุมวนารามในเย็นวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 บอกว่า “ปูเสียชีวิตแล้ว” เธอยังไม่อยากเชื่อ ถามย้ำกลับไปว่า คนตายชื่อจริงนามสกุลจริงว่าอะไร คำตอบที่ได้คือ “อัฐชัย ชุมจันทร์!!”
...นั่นจึงทำให้ไม่อาจปฏิเสธความจริง
หลังตั้งสติได้ นางอัญชลีรีบโทรไปแจ้งข่าวให้ญาติๆ ทราบ ที่ยากที่สุดคือการจะบอกแม่ว่า น้องชายเสียชีวิตแล้ว
ปูเป็นความหวังของแม่ ทุกคนรอให้เขาเรียนจบ จะได้กลับไปอยู่บ้านที่โพนทราย ก่อนปูเสียชีวิตไม่นาน นางอัญชลีและน้องชายคนรองที่เป็นตำรวจ เพิ่งช่วยกันปลูกบ้านหลังใหม่ให้พ่อกับแม่ ปูเองก็อยากกลับไปอยู่ที่นั่น
แต่เมื่อวันนั้นไม่อาจมาถึง มันจึงหนักหนาสาหัสในการทำใจยอมรับ แต่ทุกคนในครอบครัวก็พยายามทำมันอย่างถึงที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น พี่สาวและพี่ชายของปูเดินทางไปรับศพน้องชายที่วัดปทุมวนาราม นางอัญชลีว่าขณะนั้นสถานการณ์ยังไม่สงบเรียบร้อยดีนัก มีความวุ่นวายอยู่ประปรายในช่วงเช้ามืด แต่ญาติผู้เสียชีวิตก็สามารถเข้าไปรับศพได้
ร่างของปูถูกนำกลับไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดประทุมทองในตำบลโพนทราย และทำพิธีฌาปนกิจเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2553
“ถ้าถามจริงๆ เลยนะ ก็คือมันไม่ยุติธรรม สำหรับคนที่แค่ต้องการสังคมที่มีประชาธิปไตย มันมากมายอะไรเหรอ ทำไมคนจนมันถึงด้อยค่าขนาดนี้ ทำไมคนมีอำนาจมันถึงใหญ่โตจังเลย เขาแค่ต้องการความเสมอภาคในสังคม สิ่งที่เขาต้องการคือการเป็นประชาธิปไตย การยอมรับเสียงส่วนใหญ่ ก็ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่มันโดนล้ม”
นางอัญชลีพอจะรู้เพียงคร่าวๆ ว่าสาเหตุที่ทำให้น้องชายของเธอเข้าไปร่วมหัวจมท้ายกับคนเสื้อแดง คือการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและพรรคประชาธิปัตย์ หลังกลุ่มคนเสื้อเหลืองออกมาเคลื่อนไหวขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
“ตอนที่อภิสิทธิ์ไม่ลงเลือกตั้ง คือจุดเริ่มต้นที่เขาก้าวออกมาอย่างที่เพื่อนพ้องน้องพี่เสื้อแดงทำกัน ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ขนาดจุดประกายที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เขาเรียนกฎหมายด้วย เขาสนใจการเมือง ตอนเรียนเขาทำกิจกรรมอยู่พรรคศรัทธาธรรม เขาก็ต้องตั้งคำถามว่ามันใช่คนที่จบจากออกซ์ฟอร์ดเขาควรจะทำหรือ”
นางอัญชลียอมรับว่า แต่เริ่มต้น เธอและคนในครอบครัวแทบไม่ได้สนใจความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น
“...ตอนแรกๆ เลย เราก็เฉยๆ เราจะห่วงความปลอดภัยของคนในครอบครัวมากกว่า เราไม่ได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ นานาทั้งสิ้นเลย พอวันหนึ่งเราสูญเสียคนที่เรารักไป เราถึงเริ่มกลับมามองว่า เอ๊ะ มันใช่เหรอ เราก็เริ่มทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ถึงวันนี้เราก็ยอมรับและเคารพการตัดสินของน้อง และก็เชื่อมั่นว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ก็ยินดีไปกับเขา”
นอกจากความโศกเศร้าที่ยังเกาะกินหัวใจทุกคนในครอบครัว สิ่งที่ยังคงเป็นคำถามค้างคาใจคือ
“ทุกวันนี้อยากรู้ว่าใครเป็นฆาตกร ณ ตรงนั้นมันเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มันไม่น่าจะมีใครเข้าไปได้ ยกเว้นฝ่ายที่มีอำนาจอยู่ตรงนั้น อยากให้จับฆาตกรได้ แม่แกจะได้นอนหลับซะที ทุกวันนี้แกก็ยังผวา ยังนอนสะดุ้งอยู่ นี่บอกตรงๆ เลยว่าวันดีคืนดีมองรูปน้องชายรับปริญญาก็ยังร้องไห้อยู่เลย ถามว่าลืมมั้ย นับวันมันยิ่งคิดถึงนะ ทุกวันนี้เราอยู่กันอย่างคนหน้าชื่นอกตรม” แน่นอนว่ามันเป็นคำถาม ที่เธอเองได้คำตอบกระจ่างแก่ใจมาระยะหนึ่งแล้ว
เราคุยกับนางอัญชลีทางโทรศัพท์ น้ำเสียงในตอนท้ายนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยสะเทือนใจ













