WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 12, 2011

"ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ค้นพบโรคใหม่ล่าสุดของเขตอากาศร้อน มีจุดกำเนิดในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เมืองไทย!

ที่มา มติชน





หมายเหตุ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความชื่อ "THAKSINOPHOBIA" ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังนี้


THAKSINOPHOBIA (โรคกลัวทักษิณ)


Origin (กำเนิด): เป็นโรคใหม่ ในเขตอากาศร้อน


ค้นพบ ครั้งแรก ในสยามประเทศไทย ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย ช่วงก่อน และหลัง น้ำท่วมใหญ่ ค.ศ.2011


Place (สถานที่): โรคนี้ ระบาดหนัก ในเขตเมืองใหญ่ ๆ กับเมืองหลวง


โรคนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ เป็นคนชั้นกลาง-สูง มีผิวพรรณ วรรณะ (ขาว ฐานะดี การศึกษาสูง อย่างน้อยปริญญาตรี/โท/เอก)


โรคนี้ ไม่ค่อยพบในหมู่ชนชั้นกลาง-ล่าง ๆ รากหญ้า ในต่างจังหวัด หรือในชนบท ระดับการศึกษาประถมและมัธยม


โรคนี้ ติดต่อผ่าน ผู้ใกล้ชิด สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ ทีวี และโซเชียลเน็ทเวิร์ค


Symthom (อาการ): โรคนี้ ผู้ติดเชื้อ จะมีอาการ ครั่นเนื้อ ครั่นตัว หงุดหงิด


อารมณ์แปรปรวน วิงเวียนศีรษะ ควบคุมตนเองไม่ได้


กล่าววาจา ไม่สุภาพ ผรุสวาท เสียดสี บางราย หากอาการหนัก ถึงขั้นก่ออาชญากรรมได้

Cure (วิธีรักษา): ยังไม่มีการ ค้นพบ วัคซีน-ยา ป้องกัน หรือ รักษาโรคนี้ แต่อย่างใด


คณะแพทย์ ทั่วอุษาคเนย์ กำลังดำเนินการ หาสาเหตุ และยารักษา กันอย่างเต็มที่


เพื่อสกัดกั้นมิให้ระบาดไปทั่วทั้งประเทศ หรือลุกลาม ข้ามเขตแดน ออกนอกประเทศ

เจาะศูนย์บัญชาการลับ "ยิ่งลักษณ์" ใคร-อยู่ที่ไหน-ทำอะไรใน Energy Complex

ที่มา มติชน



แม้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จะอพยพหนีน้ำเหนือจากท่าอากาศยานดอนเมืองมาปักหลักอยู่อาคาร Energy Complex ของกระทรวงพลังงาน บนเนื้อที่ของ สำนักงานการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ย่าน 5 แยกลาดพร้าว

หากสุดท้ายก็ยังไม่สามารถรอดพ้นมวลน้ำ ก้อนมหึมาที่หลากมา ทำให้มีการตั้งคำถามว่า "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และ "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศปภ.จะตัดสินใจอพยพศูนย์บัญชาการต่อสู้ภัยน้ำอีกครั้งหรือไม่

ไม่ เพียงแค่การสร้างทางเชื่อมเพื่อเข้าไปยัง ศปภ.เท่านั้น บริเวณโดยรอบอาคารทั้งอาคาร A, B, C มีการเสริมกระสอบทรายบริเวณประตูทางเข้าโดยรอบทั้งหมด

จึงเป็นสัญญาณว่า ศปภ.ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะปักหลักต่อสู้กันอยู่ที่ตึก แห่งนี้จนวินาทีสุดท้าย


ภายในตึกยังมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการเข้า-ออกของบุคคลภายนอก

"นายกฯ"ใช้เวทีอาเซียนซัมมิทแจงสถานการณ์น้ำและแนวทางการแก้ไขเรียกความเชื่อมั่นของประเทศ

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯพบประชาชน" ว่า ในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ( ยูเอ็น )และนางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯจะเดินทางมาเยือนประเทศไทย ซึ่งจะมีการหารือและสนับสนุนให้ไทยฟื้นฟูประเทศจากเหตุอุทกภัยที่ร้ายแรง ครั้งนี้ จากนั้นตนจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ( อาเซียนซัมมิท ) ครั้งที่ 19 ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซียระหว่างวันที่ 17-19 พฤศจิกายนนี้ โดยในการประชุมครั้งนี้ตนจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ความร่วมมือและการบริหารจัดการในบรรเทาความเดือดร้อนและการฟื้นฟูระยะต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การติดตามและพัฒนาการสร้างประชาอาเซียนในปี 2558

กยน.เปิดกรอบทำงานสู้วิกฤต"น้ำ"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


คณะ กรรมการยุทธศาสตร์ 2 ชุด ที่รัฐบาลตั้งขึ้น การสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นความมั่งคั่งมั่นคงอย่างยั่งยืน เป็นงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ.

ส่วนคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากร น้ำ หรือ กยน. มีหน้าที่ระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหา และจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

กยน.ตั้งมาทันสถานการณ์ มีกรอบการทำงานแค่ไหน การแก้ปัญหาจะกระทบส่วนไหนบ้าง หลังน้ำลดรัฐบาลจะยังฟังข้อเสนอแนะของกยน. หรือไม่

มีคำตอบจาก "กรรมการยุทธศาสตร์น้ำ" ชุดนี้



สมิทธ ธรรมสโรช

ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ


กรอบการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ คงต้องรอการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนร่วมกันก่อน แต่ละคนจะมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน

ใน ส่วนของผมคงจะนำเสนอข้อมูลที่รวบรวมมา ทั้งปริมาณน้ำฝนไปจนถึงสภาวะภูมิอากาศล่วงหน้าในอนาคต เป็นการนำเสนอข้อมูลที่มีเพื่อใช้ในการวางแผนการป้องกันปัญหาอุทกภัย รวมทั้งภัยพิบัติต่างๆ ในอนาคต

หากคณะกรรมการนำข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลล่วงหน้าไปใช้ ก็จะสามารถพิจารณาและคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดภัยธรรมชาติใดขึ้นบ้าง จะสามารถวางแผนและแนวทางการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากคาดการณ์สภาพอากาศในปีหน้าโดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยสภาพอากาศจากทั่วโลก อาทิ สหรัฐ องค์การนาซ่า กรมอุตุนิยมวิทยาโลก เป็นต้น พบว่าจะเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากกว่าในปีนี้ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นแต่จะเกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่การเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง การเกิดแผ่นดินไหว ไปจนถึงน้ำแข็งขั้วโลกละลาย

ส่วนตัวเห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้ควรตั้ง ขึ้นมาก่อนในหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมาแล้ว ผมพูดเรื่องนี้มาหลายสิบปีตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเสีย ด้วยซ้ำ เพราะเรามัวแต่ยุ่งกับปัญหาการเมืองมากจนเกินไป โดยไม่สนใจกับภัยธรรมชาติ มาถึงตอนนี้เพิ่งจะมาพูดถึงหรือสนใจกัน

แม้ว่าจะเพิ่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ปัญหาในรัฐบาลนี้ ก็ยังดีกว่าไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเสียเลย

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ต้องเริ่มจากการระบายน้ำที่มีอยู่ลงสู่ทะเลทั้งหมดโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ต้องดูแลและเตรียมแก้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังจะมาถึงด้วย โดยการกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการปลูกข้าวนาปรังในช่วงปีหน้าด้วย ไม่ใช่ระบายน้ำไปจนหมด

ส่วนการแก้ในระยะยาว ต้องดำเนินการวางแผนรับมือภัยธรรมชาติที่จะมาถึง รวมทั้งต้องจัดหางบประมาณเพื่อใช้ในการดำเนินการโครงการต่างๆ เช่น การสร้างเขื่อน หรือการจัดทำ flood way เป็นต้น

ที่หลายฝ่ายหวั่น เกรงว่าที่สุดแล้วคณะกรรมการชุดนี้ อาจเป็นได้แค่ตรายางให้กับรัฐบาล ผมอยากให้มองถึงตัวบุคคลที่มาเป็นคณะกรรมการ อย่างเช่นผมหรือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ก็ไม่มีใครมีสีหรือมีพรรค

หลายๆ ท่าน เช่น นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ก็ทำงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมานานหลายสิบปี และทำงานเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอด

ดังนั้น คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพราะปัญหาการเมือง หรือเพื่อแก้หน้าให้กับนายกฯ อย่างแน่นอน



อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

เลขาธิการ สศช.


ใน ฐานะที่สภาพัฒน์ถือเป็นฝ่ายดำเนินการ และเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทั้งของ กยอ. และกยน. นายกฯ ย้ำว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมนี้มี 4 ระยะด้วยกัน

ระยะแรกคือระยะเฉพาะหน้า ตอนที่น้ำไหลมา หรือสิ่งที่ศปภ. ทำอยู่ตอนนี้ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ระยะที่สอง คือช่วง 4-6 สัปดาห์ ช่วงที่น้ำยังท่วมขังอยู่ไม่ได้ระบายไปไหน ถือเป็นระยะที่เราต้องอยู่กับน้ำให้ได้

ระยะที่สาม 0-1 ปี คือช่วงระยะที่น้ำลดลงแล้ว ในระยะเวลา 1 ปี ต้องทำอะไรบ้าง

ระยะที่สี่ การแก้ไขปัญหาระยะยาว คือการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทั้ง 2 ชุดขึ้นมา

เป็น ขั้นตอนที่แบ่งตามระยะเวลาความเหมาะสม การตั้งกรรมการทั้ง 2 ชุด จึงไม่ได้ชักช้าอะไรเลย โดยเฉพาะระยะที่ 3 ช่วงน้ำลด เจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ในการเข้าไปฟื้นฟู หรือเยียวยาในเรื่องต่างๆ

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ 2 ชุดนี้ ต้องมองในระยะยาวไปเลย โดยเฉพาะปีหน้าถ้าน้ำมามากอย่างปีนี้ต้องป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำอีก

นอกจากนี้ ต้องมองปีต่อๆ ไปอีกว่าต้องลงทุนทำอะไรเพิ่มเติมอีก ป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วมอีกในปีที่ 2-10 ปี หรือ 20-30 ปี ซึ่งอาจต้องมีแผนแม่บทหรือมาสเตอร์แพลนออกมา ในการพัฒนาหรือฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

คณะกรรมการยุทธศาสตร์น้ำก็ต้องไปดูตั้งแต่ต้นน้ำเป็นต้นมา มองทั้งระบบว่ามีปัญหาตรงไหน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อาจต้องใช้เวลาบ้างเพื่อทำแผนแม่บทออกมา

นอกจากนี้ ทางระบายน้ำหรือที่เรียกว่า Flood Way ควรจะดีไซน์อย่างไร มีผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมอย่างไร ต้องมีทางออกตรงนี้ด้วย

หรือว่าในระยะยาว ถนนหนทางทั้งหลายจะปรับปรุงใหม่หรือไม่เพื่อไม่ให้ไปขวางทางน้ำ เพิ่มเส้นทางหรือถนนใหม่หรือไม่ หรือปรับปรุงถนนเส้นเดิมไม่ให้เป็นอุปสรรคทางน้ำไหล

พื้นที่อุตสาหกรรมจะปรับปรุงอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการขยายต่อ เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มป้องกันน้ำท่วมยาก

การป้องกันต้องมองเป็นแผนในระยะยาว อย่างที่ญี่ปุ่นการวางแผนระยะยาวไม่ใช่แค่ 5 ปี แต่เขาวางแผนกัน 50 ปี 100 ปี ซึ่งมันมีตัวเลขชี้วัดอยู่แล้วว่าเราคงหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ กรรมการ 2 ชุด ต้องมองแผนการลงทุนในระยะยาวจริงๆ

เจตนารมณ์การตั้งกรรมการยุทธ ศาสตร์ 2 ชุดนี้ เพื่อผลักดันแผนแม่บทที่ชัดเจนออกมา จึงไม่ต้องห่วงว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้วแผนดังกล่าวจะหายไป เพราะเมื่อกำหนดเป็นแผนแม่บทออกมาแล้วไม่ว่ารัฐบาลไหนมานั่งบริหารประ เทศก็ต้องทำต่อไป

ระยะเวลาในการออกเป็นแผนแม่บทก็ควรจะออกมาภายใน 1-2 ปีนี้ นอกจากนี้ ต้องนำผลการศึกษา หรือแผนเดิมๆ ที่เคยทำไว้หยิบขึ้นมาดูด้วย

อาทิ ผลการศึกษา 25 ลุ่มน้ำที่พูดกันมาก หรือกรณีลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็เคยมีการศึกษาไว้ 2-3 แผน ก็ต้องเอามาดูว่าต้องปรับปรุงข้อมูลใหม่หรือไม่ เพื่อจะนำไปสู่การลงทุนแผนป้องกันน้ำท่วมในระยะยาวด้วย

ต้องใช้เวลาในการศึกษาให้รอบคอบพร้อมกำหนดเป็นแผนแม่บทในระยะยาว แต่ไม่ได้ทิ้งระยะสั้น ปีหน้าถ้าฝนมาน้ำมากก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบปีนี้อีก แต่เรื่องน้ำท่วมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระยะยาวต้องมีระบบที่ดีกว่าระยะสั้น 1 ปี

เจตนารมณ์การตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ 2 ชุดนี้ คือการบูรณาการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ จากเดิมที่มีหลายกระทรวงมาเกี่ยวข้องทำให้การทำงานไม่เป็นเอกภาพ

ส่วนจะไปสู่ข้อเสนอในการบูรณาการปรับปรุงโครงสร้างระบบ ราชการส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำหรือไม่ เรายังไม่พูดกันตอนนี้ ต้องดูผลการศึกษาตรงนี้ก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญที่กรรมการยุทธศาสตร์ ทั้ง 2 คณะต้องเป็นผู้เสนอออกมา

รัฐบาลต้องการให้มีข้อยุติว่าถ้าจะเดินแผนระยะยาวในการบริหารจัดการน้ำ ต้องมาพูดกันแล้วออกมาเป็นแผนแม่บท ส่วนข้อเสนอแนะในเรื่ององค์กรค่อยมาว่ากันในที่ประชุม คงต้องศึกษาให้ละเอียดพอสมควร

วิกฤตจากน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เราต้องซีเรียสกับแผนป้องกันในระยะ 1 ปีข้างหน้า และแผนในระยะยาว ต้องเอากันจริงจังกันแล้วในตรงนี้ และสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นให้ได้ว่าปีหน้าน้ำมาอีกเราป้องกันได้ หรือเอาอยู่ ไม่มีปัญหาเหมือนปีนี้

แต่น้ำไม่ได้มาปีเดียว แล้วปีต่อไปละ อีก 5 ปีน้ำจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า จากการศึกษาก็พบว่าปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุก 5 ปี ทุก 10 ปี

เราต้องมีการพยากรณ์ที่ค่อนข้างแม่นยำ ทั้งในเรื่องของอุณหภูมิ การพยากรณ์อากาศและการพยากรณ์ในเรื่องน้ำ หลายประเทศก็ทำได้ดี เช่น ญี่ปุ่น มีการพยากรณ์เรื่องน้ำท่วมด้วย เราก็ต้องสร้างระบบพยากรณ์น้ำได้ด้วยว่าปีต่อปี สภาพน้ำของเราเป็นอย่างไร

เราต้องสร้างความมั่นใจได้ว่าระบบข้อมูลของเราสามารถที่จะตอบสนองและสามารถ เตือนภัยล่วงหน้าได้ ซึ่งส่วนนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเหมือนกัน เป็นหน้าที่ของกรรมการชุด นายวีรพงษ์ รามางกูร ที่ต้องมีหน้าที่เสนอแนะว่าจะต้องลงทุนอะไรบ้าง

สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้และต้องทำทันทีหลังน้ำลด คือเตรียมแผนระยะสั้นเพื่อป้องกันน้ำท่วมในทันที เพราะไม่ถึง 6 เดือนฝนก็มาอีกแล้ว

เรื่องน้ำๆ

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม
สมิงสามผลัด



น้ำๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวคราวแทบทุกวันอยู่ตอนนี้ มีอยู่ 3 อย่าง

น้ำท่วม-น้ำตา-น้ำลาย

น้ำท่วมยังเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลและศปภ.ยังเดินหน้าแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน

เร่งสูบน้ำออกจากกรุงเทพฯ ให้มากที่สุด เร่งดันน้ำออกทะเลให้เร็วที่สุด

เพื่อให้กรุงเทพฯ กลับสู่สภาวะปกติโดยด่วน

นับเป็นภาระอันหนักอึ้งของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ได้

อย่างที่มีหลายคนบอกอุทกภัยครั้งนี้ใหญ่หลวง

รัฐบาลต้องต่อสู้กับมหันตภัยธรรมชาติ

ขนาดอดีตนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา ยังออกปากเลยว่าให้มีอีก 10 รัฐบาลก็แก้ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ไม่ได้

น้ำตาก็เป็นอีกเรื่องที่วิพากษ์กันกระหึ่มเมืองในช่วงนี้

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ออกมาชี้แจงสาเหตุที่ร่ำไห้ เพราะเห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้ประสบภัยน้ำท่วม

แต่ส.ส.หญิงฝ่ายตรงข้ามทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าก็ยังถล่มแบบรายวัน

ขี้แย มารยา เรียกคะแนนสงสาร ไร้วุฒิภาวะ

ที่แปลกใจก็คือ มีผู้ชายออกมาด่าผู้หญิงภาคเหนือโง่ ขี้เกียจ ขายตัว

ไม่เห็นส.ส.หญิงกลุ่มนี้ไปประณามต่อต้านบ้างเลย

น้ำลายก็ไม่แพ้กัน พ่นกันแตกฟองกลางสภามาวันสองวันแล้ว

นักการเมืองฝ่ายค้านฉวยโอกาสอภิปรายงบฯ มุ่งโจมตีการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล

กล่าวหาว่าการตั้งทีมฟื้นฟูประเทศ-ทีมบริหารจัดการน้ำเป็นการขายฝัน

ระบุว่าแก้ไม่ตรงจุด แทนที่จะเร่งแก้น้ำท่วม ดันไปเน้นการฟื้นฟูประเทศ

ว่ากันไปนั่น

ความจริงก็คือกรุงเทพฯ ยังน้ำท่วมอยู่ แต่คงไม่ยืดเยื้อเป็นปีๆ

คาดการณ์กันว่ามวลน้ำหลายพันล้านลบ.ม. คงใช้เวลาระบายลงทะเลได้หมดไม่เกิน 1 เดือน

หากไม่เตรียมแผนไว้สำหรับการฟื้นฟูประเทศในตอนนี้ แล้วจะไปเริ่มกันตอนไหน

หากไม่บริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบตั้งแต่ตอนนี้ หรือจะรอให้ปีหน้าน้ำท่วมซ้ำอีก

แต่กลับไม่เห็นส.ส.ฝ่ายค้านออกมาเสนอแนะแก้น้ำท่วมในแบบที่สร้างสรรค์เลย

สุดท้ายประชุมสภาก็มีแต่ฟองน้ำลาย

เห็นแล้วอเนจอนาถใจจริงๆ

ช่อง 11 และชนชั้นกลาง

ที่มา ข่าวสด


บทความแนะนำ

ช่อง 11 และชนชั้นกลาง โดยสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน


อ่านบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนรายวันนี่แหละ ตีพิมพ์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พูดถึงกรณี "สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้เลือกที่จะเสนอตัววิ่งจากเอสเอ็มเอสที่ผู้ ชมส่งเข้ามาในรายการข่าวตอนเที่ยงว่า′แม่น้ำเจ้าพระยาลงโทษพวกเสื้อแดง′ผู้ ส่งใช้นามว่ามหานทีสีทันดร"

โดยอาจารย์นิธิมีความเห็นว่า

"ท่ามกลางความทุกข์ยากของผู้คนแทบเลือดตากระเด็นนี้คงปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าความเห็นนี้อัปลักษณ์"

นึกถึงบทความนี้ เพราะในระหว่างฟังการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ มี ส.ส.ฝ่ายค้าน พยายามหยิบประเด็นน้ำท่วมขึ้นมาโจมตีรัฐบาล โดยเน้นไปยังการเสนอข่าวของโทรทัศน์ช่อง 11 ว่าไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ

พร้อมกับยกย่องสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ อย่างเลอเลิศ

ส.ส.ที่อภิปราย คงไม่รู้ว่า ข่าวโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในวิกฤตน้ำท่วม ได้สร้างความผิดหวังให้ชาวบ้านไปถ้วนหน้า

จุดสำคัญคือการเร่งรีบเสนอข่าว ชิงกันโชว์ความรวดเร็วฉับไว

จึงทำให้ความไม่น่าเชื่อถือกระจายไปทั่วทุกช่อง

อย่างเช่นรีบจะบอกว่าน้ำได้ท่วมถนนสายนี้แล้วโดยขาดการอธิบายว่าท่วมตั้งแต่ตรงไหนถึงตรงไหนของถนนสายนั้น

อีกทั้งนักข่าวทุกคนก็มีความจำเป็นต้องไปยืนในจุดที่น้ำท่วมสูงสุดของบริเวณนั้น เพื่อให้ได้ภาพที่เร้าใจคนดู และให้เห็นว่าท่วมสูง

กลายเป็นว่า ถนนนั้นทั้งสาย ซอยนั้นทั้งซอย ท่วมสูงมากเท่ากับที่นักข่าวยืนรายงานอยู่

ผลกระทบที่ตามมา นอกจากสร้างความตกอกตกใจแล้ว ธุรกิจร้านค้าพลอยเจ๊ง เพราะลูกค้านึกว่าท่วมไปแล้ว

ส่วนสถานีช่อง 11 ซึ่งจำเป็นที่ ศปภ.จะต้องยึดมาเป็นสถานีกลางในการรายงานข่าวสาร ในนามรัฐบาลหรือ ศปภ.เสนอต่อประชาชน

ไม่เห็นจะเป็นเรื่องผิดปกติอะไร

ในภาวะวิกฤต ข้อมูลสับสนวุ่นวาย ก็ต้องมีสถานีช่องใดช่องหนึ่ง สำหรับการนำเสนอข้อมูลในนามของรัฐบาลหรือของ ศปภ.

อยากดูความเร็ว เร้าใจ ก็เลือกดูช่องต่างๆ ถ้าอยากฟังคำแถลงที่เป็นทางการก็ต้องช่อง 11

แล้วที่ ส.ส.ฝ่ายค้านเผลอเชียร์ช่อง 3 ไม่นึกหรือว่าหัวหน้าจะสะดุ้งโหยง

เพราะตอนประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ก็ช่อง 3 นี่แหละ สรยุทธ สุทัศนะจินดา นี่แหละ ที่เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ประสบภัยฉับไวกว่านายกรัฐมนตรีขณะนั้น

จนเป็นประเด็นกระทบทางการเมืองไม่น้อย

อีกตอนของบทความอาจารย์นิธิยังเขียนอย่างน่าสนใจว่า

"ความเข้าใจนี้ทำให้ผมเห็นใจความอัปลักษณ์ต่างๆ ที่เกิดในสังคมไทยได้ดีขึ้น เห็นใจคุณ ′มหานทีสีทันดร′ เห็นใจผู้บริหารทีวีไทย เห็นใจการกักตุนอาหารอย่างบ้าคลั่ง เห็นใจคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ฟูมฟายกับซากโรงหนังและช็อปปิ้งเซ็นเตอร์มากกว่าซากศพของผู้คน"

เดาได้เลยว่า ชนชั้นกลางหรือที่อยากเป็นชนชั้นกลาง อ่านแล้วคงไม่พึงพอใจ

จงนึกถึงภาพคนตาย 91 ศพกลางแหล่งหรูหรา จากการปราบปรามของรัฐ แล้วคงยอมรับความจริงกันมากขึ้น


(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 12/11/54 อ่อนไหว..แต่ทรงอานุภาพ

ที่มา blablabla



ฟ้ามืดมัว รอสว่าง กระจ่างแจ้ง
ใต้เงาแสง แห่งพลัง เหมือนดั่งฝัน
หยาดน้ำตา แห่งรัก ประจักษ์พลัน
สิ่งยึดมั่น คือความหวัง กำลังใจ....


รายรอบข้าง ต่างเห่าหอน เสียงค่อนแคะ
ไม่แยกแยะ ดี-เลว หรือเหลวไหล
เธอทุ่มเท เพื่อพี่น้อง เพื่อนผองไทย
แม้อ่อนไหว..แต่มั่นคง เปี่ยมทรงพลัง....


พวกคุณนาย คุณหญิง อิงกระแส
เที่ยววอแว ดีดดิ้น เหมือนสิ้นหวัง
เห็นท่าทาง ดัดจริต อนิจจัง
มันโง่งั่ง ทั้งความคิด และจิตใจ....


บอกน้ำตา ความอ่อนแอ แหมพวกบ้า
เลยหมดท่า พวกอีแอบ จนแสบใส้
ช่างสมชื่อ พวกแก๊งค์ชั่ว ตัวจัญไร
ปากกรรไกร ไล่งับ หวังจับประเด็น....


ส่งแรงใจ ให้ยอดหญิง นามยิ่งลักษณ์
เพื่อประจักษ์ เดินหน้า ฝ่าทุกข์เข็ญ
แล้วฟื้นฟู สิ่งบอบช้ำ สุดลำเค็ญ
ให้โดดเด่น สุขสดใส ในเร็ววัน....


๓ บลา / ๑๒ พ.ย.๕๔

TCIJ: ‘พื้นที่โฉนดชุมชน’ ระดมผักล็อต 2 ช่วย ‘ผู้ประสบภัย’ วอนสนับสนุนรถบรรทุก

ที่มา ประชาไท

แจงระดมผักได้มากจนขนไม่หมด แต่ไม่มีงบค่าขนส่ง ประสานขอรถไปหลายหน่วยงานได้เพียงรถทหารแค่คันเดียว ชาวบ้านเผยแม้มีปัญหาคดีความที่ดินแต่ในยามทุกข์ยากก็ต้องช่วยเหลือกัน

วันที่ 11 พ.ย.54 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ซึ่งประกอบด้วย จ.ตรัง จ.พัทลุง จ.กระบี่ และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ระดมขนส่งผักพื้นบ้านในพื้นที่โฉนดชุมชน น้ำดื่ม และอาหารแห้ง ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้าท่วมในภาคกลาง เป็นครั้งที่ 2 จากครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกเครือข่ายฯ เดินทางไปด้วยจำนวน 20 คน
ขบวนผักดังกล่าวได้เดินทางจาก จ.ตรัง จำนวน 4 คันรถ ประกอบด้วย รถ 6 ล้อ 1 คัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองพันทหารราบที่ 4 (ค่ายลำภูรา) และรถกระบะของสมาชิกเครือข่ายฯ จำนวน 3 คัน ปลายทางของรถขบวนนี้ คือ ศูนย์ช่วยน้ำท่วม 5 จุด ได้แก่ ศูนย์ฯ ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค 1 จุด ศูนย์ฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 1 จุด และ ศูนย์ฯ คลองโยง จ.นครปฐม 3 จุด
นางกันยา ปันกิติ คณะทำงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด กล่าวว่า ครั้งนี้เราระดมผักได้มากจนขนไปไม่หมด ยังเหลือผักอีก 1 คันรถกระบะ และของแห้งอีก 1 คันรถ 6 ล้อ ไม่สามารถขนไปได้ เพราะไม่มีงบประมาณค่าขนส่ง ทางเครือข่ายฯ ได้ประสานขอรถไปหลายที่ก็ไม่ว่างเลย ได้เพียงรถทหารแค่คันเดียว หากให้เราจ่ายค่าขนส่งเองก็ไม่มีความสามารถ เพราะช่วงนี้กรีดยางไม่ค่อยได้ และราคายางก็ตกต่ำลงมาก จึงอยากวิงวอนให้ผู้ใจดีช่วยสนับสนุนรถบรรทุก
“ถ้าอยากได้ผักครั้งละมากๆ เป็นคันรถสิบล้อ เราก็ระดมให้ได้ ในพื้นที่โฉนดชุมชนของเรามีผักอยู่มากมาย เรากินไม่หมด ในยามทุกข์ยากก็ต้องช่วยเหลือกัน เรารวมกลุ่มจัดทำโฉนดชุมชน ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง แต่คิดถึงสังคมด้วย อยากให้พี่น้องรวมกลุ่มกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่าต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างกิน มันจะช่วยเหลือกันไม่ได้ เราได้ประสบการณ์จากการรวมกลุ่ม มันทำให้เราอยู่ในพื้นที่ได้ ทำมาหากินได้ตามปกติ แก้ปัญหาคดีความที่ไม่เป็นธรรมได้” นางกันยา กล่าว
ทั้งนี้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เป็นกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการประกาศ เขตอนุรักษ์ป่าไม้ทับซ้อนพื้นที่ชุมชน และถูกสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งแย่งยึดพื้นที่ชุมชน โดยสมาชิกเครือข่ายฯ ถูกฟ้องร้องจากการใช้สิทธิชุมชน จำนวน 55 ราย อยู่ในชั้นศาล 8 ราย ชั้นอัยการ 17 ราย โดยผู้ถูกคดีได้สนับสนุนผักและเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วย

รายงาน: เปิดบ้านหลังใหญ่ที่ชลบุรีของผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ที่มา ประชาไท

กว่าสามพันชีวิตในศูนย์พักพิงแห่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดชลบุรี พวกเขาอยู่อย่างไร สภาพชีวิตเป็นเช่นไร สภาพจิตใจยังไหวไหม การจัดการในบ้านหลังใหญ่เป็นอย่างไร

น้ำมาแล้ว !

หลายคนอพยพไปหาที่พักตากอากาศต่างจังหวัด หลายคนไปอาศัยอยู่กับเพื่อนฝูง ญาติมิตร ใช้ชีวิตแบบเหงาๆ งงๆ ตามหัวเมืองแหล่งท่องเที่ยว แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่น้ำมาถึงก่อนใคร ท่วมลึกกว่าใครเพราะอยู่ชานกรุง ไม่มีทางเลือกเช่นนั้น พวกเขาต้องขนย้ายตัวเองและลูกหลานอย่างทุลักทุเล ไปอยู่บ้านหลังมหึมา พร้อมเพื่อนบ้านนับพันๆ คน

ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยที่ สถาบันการพลศึกษาชลบุรี เป็นแหล่งใหญ่ที่เปิดรองรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาตั้งแต่ 27 ต.ค. และรองรับประชาชนจากศูนย์พักพิงแหล่งอื่นที่จมน้ำไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดอนเมือง ธรรมศาสตร์ รังสิต บางเขน ฯ

ณ วันที่ 10 พ.ย. สถาบันการพลศึกษาชลบุรี รองรับผู้ประสบภัยแล้ว 3,500 คน กระจายกันอยู่ตามอาคารต่างๆ ราว 10 อาคาร และหากรวมกับศูนย์พักพิงอื่นๆ ในจังหวัดชลบุรีอีกกว่าสิบแห่ง ก็จะมีผู้ประสบภัยถึง 8,052 คน

สภาพที่นอนที่วางเรียงรายในอาคารและเต๊นท์ที่กางอยู่เต็มพื้นที่รอบๆ ตึก เป็นภาพชินตาที่หลายคนเห็นบ่อยๆ จากทีวี อย่างไรก็ตาม การรองรับผู้คนหลายพันในสถาบันการพลศึกษามีการบริหารจัดการที่น่าสนใจ เพราะเปิดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี เข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการ ดูแลผู้ประสบภัย ที่กระจายอยู่ในอาคารต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ 300-700 คนในแต่ละอาคาร โดยมีตึกศูนย์อำนวยการเป็นศูนย์กลาง

การให้เทศบาล หรือ อบต. แต่ละแห่งแบ่งกันดูแลแต่ละอาคาร ทำให้การดูแลค่อนข้างทั่วถึง และแต่ละตึกก็จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ดูแล

อาหารการกินที่นี่ไม่ได้ขาด มีหลายหน่วยงานคอยเข้ามาบริจาค จนต้องมีการจัดคิวเพื่อไม่ให้ชนกัน ส่วนงบประมาณนั้น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นเจ้าภาพหลัก แต่ดูเหมือนยังได้มาเพียงน้อยนิด ส่วนมากอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานนอกภาครัฐ และ อปท. แม้ว่า อปท.หลายพื้นที่จะกังวลการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแห่งชาติ (สตง.) เพราะตามกฎระเบียบแล้วท้องถิ่นไม่สามารถใช้งบประมาณในการช่วยเหลือนอก พื้นที่ได้ กระนั้น ก็มีความพยายามออกหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยให้เข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ได้

กอบชัย บุญอรณะ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ชลบุรี ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันได้งบประมาณจาก พม.แล้ว 4 ล้าน และกำลังจะได้มาอีก 6 ล้าน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจริงๆ นั้นสูงกว่านั้นมาก อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดได้ของบประมาณกับรัฐบาลไปอีก 35 ล้าน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ




ถัดจากศูนย์อำนวยการมีเต๊นท์ฝึกอาชีพให้กับผู้ประสบภัย
มีคนให้ความสนใจฝึกตัดผม นวดฝ่าเท้ากันไม่น้อย
นอกจากนี้ยังมีซุ้มให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ

====

อาคารยิม G อยู่ในความดูแลของเทศบาลเมืองแสนสุข อาคารนี้มีผู้พักพิงกว่า 400 คน มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้ประสบภัยแต่ละคนจะได้ฟูกคนละแผ่น มีหมอนและผ้าห่ม ส่วนทรัพย์สมบัติก็วางอยู่หัวนอน ส่วนมากจะเป็นตะกร้าผ้า ลังใส่ของ คนส่วนใหญ่หนีน้ำฉุกละหุก ไม่มีใครเอาได้เอาอะไรมามากนัก

เด็กๆ เล่นกันเจี๊ยวจ๊าว ผู้ปกครองเด็กๆ เล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่กำลังจะจัดกำลังครูมาสอนพิเศษให้เด็กๆ ที่ยังเรียนชั้นประถมศึกษา เพื่อที่เมื่อโรงเรียนเปิดหลังน้ำรด พวกเขาจะสามารถเรียนได้อย่างรวดเร็ว โดยทางศูนย์ฯ จะออกใบรับรองการเรียนให้ด้วย

ขณะที่เด็กหลายคนสนใจลงทะเบียนไปกับรถที่ทางศูนย์จัดไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ บางวันก็ไปทะเล บางวันไปไหว้พระ

สำหรับคนหนุ่มสาว พวกเขาสามารถหางานทำเป็นรายวันได้ เพราะสถานประกอบการ บริษัท ห้างร้าน จะมาเปิดโต๊ะลงทะเบียนรับสมัครงานอยู่ที่ศูนย์อำนวยการ กระนั้น ผู้ประสบภัยบางรายบอกว่า บริษัทส่วนใหญ่รับสมัครผู้ที่มีวุฒิการศึกษา และจำกัดอายุไม่เกิน 35 ปี ทำให้ป้าๆ ลุงๆ หรือแม่ยังสาวที่มีลูกต้องดูแล ถูกคัดออก

“เราเสนอกับเจ้าหน้าที่ไปแล้วว่า อยากให้ช่วยหางานที่เอามาทำที่นี่ได้ พวกโอท็อป ดอกไม้ประดิษฐ์ หรืออะไรก็ได้ ที่นั่งทำอยู่นี้ พวกป้าๆ เขาก็อยากทำงาน นั่งเฉยๆ ทั้งวันมันก็เบื่อมันก็เครียด ” ปวริศา ภูมิแก้ว คุณแม่ลูกสาวเล่า และว่าเจ้าหน้าที่รับปากจะเสนอในที่ประชุมแต่ยังไม่มีความคืบหน้า

ปวริศา อาศัยอยู่ย่านสายไหม เธอออกมาอยู่ศูนย์พักพิงที่ชลบุรีได้สองอาทิตย์แล้ว พร้อมลูก 3 คน วัย 3 ปี 9 ปี และ 11 ปีตามลำดับ โดยที่สามียังทำงานเป็น รปภ.อยู่ที่หมู่บ้านย่านสายไหมที่น้ำยังไม่ท่วม

“พอลูกเมียมาอยู่นี่แล้ว เขาก็สบายใจ ทำงานได้ เพราะคู่กะเขาน้ำท่วม ลากันหมด เหลือแต่เขานั่นแหละ”

แม้จะอยู่ในสภาวะยากลำบาก แต่ปวริศายืนยันว่าเธอไม่เครียด และสามารถทำใจได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ไม่ได้เครียดอะไร เดี๋ยวค่อยคิดหลังน้ำลด ชีวิตเราดูแลตัวเองมาตั้งแต่ 10 ขวบ แย่กว่านี้ก็เจอมาแล้ว ลูกก็อยู่ได้สบายเพราะเราเลี้ยงเขาให้อยู่ได้ทุกสถานการณ์” ว่าพลางหันมองลูกชายคนเล็กวัย 3 ปีที่นอนดูดนมอยู่บนฟูก

“แต่บางคนเขาก็เครียดมาก สองอาทิตย์แล้วยังทำใจไม่ได้เลย นั่งเหม่อลอย เห็นอย่างนั้นเราก็พยายามเข้าไปคุย คุยไปคุยมาเขาก็สบายใจขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคนมีอายุ”

ครอบครัวของปวริศา 4 ชีวิต นอนรวมกันบนฟูกสองผืน ด้านบนเป็นลังสมบัติส่วนตัว
แยกเป็นของลูกคนต่างๆ เพื่อจะได้เก็บขนมที่ได้รับแจกของใครของมัน ไม่ทะเลาะกัน
เธอว่า 4 คนนอนได้สบาย เพราะอยู่บ้านก็นอนเรียงกันใกล้ชิดอยู่แล้ว

ระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ประกาศเสียงแข็งว่าใครเป็นประจำเดือน ไม่มีใครยกมือ บรรยากาศตึงเครียด เจ้าหน้าที่สาวพูดต่อว่ามีคนนำผ้าอนามัยใช้แล้วไปเสียบไว้ตรงก๊อกน้ำในห้อง น้ำ พร้อมกับต่อว่าและเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันดูแลความสะอาดของส่วนรวม

“เรื่องมันเยอะ อยู่กันร้อยพ่อพันแม่ บางคนเขาก็ไม่ให้ความร่วมมือเลย นึกจะทำอะไรทำ นึกจะทิ้งอะไรทิ้ง อย่างจัดเวรทำความสะอาดแถวตัวเองนี่ คนที่ทำก็หน้าเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยนหน้า” ปวริศาหันมาอธิบาย

========

ป้าแจ๊ว หญิงวัยกลางคนร่างอวบ เสียงดัง นั่งสรวลเสเฮฮากับเพื่อนๆ อยู่ด้านหน้า เธอแต่งหน้า ใส่ขนตาปลอมเต็มยศดูสดใสเหมือนเสียงหัวเราะของเธอ

ป๊าแจ๊วแอนด์เดอะแก๊งค์อพยพมาจากลำลูกกา พวกเขาตั้งวงเล่าให้ฟังถึงสภาพน้ำท่วมที่มาเร็ว มาแรง และสูงถึงคอภายในครึ่งวันอย่างออกรส โดยเฉพาะป๊าแจ๊วซึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่ต้องเดินลุยน้ำเท่าอกจูงเรือไปรับคนป่วย คนแก่ในซอยจนนาทีสุดท้าย ก่อนจะย้ายมาศูนย์พักพิง เธอว่าน้ำพุ่งออกตามท่อในบ้านชนิดที่เอาถุงทรายวางทับยังไม่อยู่

ชาวบ้านแถบนั้นอพยพตัวเองออกมาอย่างทุลักทุเล ไม่นึกว่าน้ำจะมาเยอะและมาเร็วเท่านี้ พวกเขาออกมานั่งอยู่บนเกาะกลางถนนนับพันคนเพื่อรอรถมารับหนีน้ำ น้ำ อาหาร ต้องขอเอาจากคนที่ขับรถใหญ่ผ่าน ป้าแจ๊วว่าเธอรอตั้งแต่เที่ยงจนเย็นว่าจะได้รถทหารมาขนคน และเดินทางไปขึ้นรถต่อที่คลอง 7 ระยะทาง 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงกว่า และกว่าจะเดินทางถึงชลบุรีก็ 4 ทุ่มกว่า

“มันสุดๆ เลยจิงๆ จะว่าสนุกมันก็สนุกนะอีตอนนั้น ตอนนี้พูดได้แล้ว แต่ตอนมานี่ใหม่ๆ ไม่อาบน้ำเลย 3 วันใส่ชุดเดิม เครียดมาก นั่งอยู่อย่างนั้นแหละ ใครมาพูดด้วยก็ไม่พูด ใครยุ่งมากแม่พาลด่าหมด หลังๆ เริ่มมีเพื่อน คุยกันได้เฮฮา”

“สภาพจิตใจตอนนี้จะให้ดีเลย มันคงไม่ได้ ยังไงมันก็ไม่ใช่บ้านเรา แต่ก็ดีฝ่าตอนแรกๆ มาก” ป๊าแจ๊วว่า “แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณคนชลบุรี”

ป้าแจ๊วหอบลูกหลานมาอยู่ทั้งหมด 6 คน ส่วนเพื่อนป้าแจ๊วบางคนที่มาจากชุมชนเดียวกัน เจอหมาตัวเล็กติดอยู่บนหลังคา ไม่รู้ของใครทิ้งไว้ ก็เก็บมาอยู่ที่นี่ด้วย เพราะที่นี่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงมาพักด้วยได้ แต่เจ้าของจะต้องกางเต๊นท์นอนข้างนอก

ป้าแจ๊วว่า ในวันที่หนีน้ำออกมา คนในชุมชนโดนไฟดูดเสียชีวิตไป 3 คน เนื่องจากไปจับสื่อกลางที่เป็นเหล็กขณะอยู่ในน้ำ ขณะที่แม่บ้านลำลูกกาอีกคนบอกว่าซอยของเธอก็มีคนถูกไฟดูดเสียชีวิตยกครัว พ่อ แม่ ลูก

======

อารีย์ อ่วมนับถือ อาศัยอยู่ย่านดอนเมือง อาชีพรับจ้างซักรีด พาหลานๆ 3 คนและพ่อชรามาอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว ส่วนพี่สาวของเธออยู่อีกอาคารหนึ่งกับน้องชายที่เป็นอัมพฤกษ์

“น้ำมาตอนยังไม่สิ้นเดือน เขายังไม่จ่ายค่าซักผ้า ออกมาเลยไม่มีเงินติดตัวมาเลย ปกติจะได้เดือนละหกเจ็ดพัน มันเล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่มันมากสำหรับเรา ไหนจากทรัพย์สินเราอีก เครื่องซักผ้าไปหมด” อารีย์เล่า

สิ่งที่สะเทือนใจเธอมากที่สุดคือวันหนีน้ำ เธอบอกว่าได้โทรแจ้งหลายหน่วยให้เข้ามาช่วยเคลื่อนย้ายน้องชายที่นอนขยับไม่ ได้บนเตียงนอน ทั้ง ศปภ. สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง และเอ็นจีโออีกแห่งหนึ่ง ทุกหน่วยงานรับปาก แต่ไม่มีใครมา

“ส.ส.ดอนเมืองก็ไม่มีมามอง เรารอหน่วยงานที่รับปากตั้งแต่เช้าจนหกโมงเย็น ก็ไม่มีใครมา สุดท้ายโทรบอกว่ารถเสีย เรือเสีย สุดท้ายพี่สาวลุยน้ำมาวัดดอน หาตามทหารไปช่วยน้อง เหลืออีกนิดเดียวน้ำจะถึงเตียงนอนเขาแล้ว”

“สำนักนายกฯ ทุกวันนี้เขาก็โทรมาขอโทษ วันนั้นเราโกรธมาก เราเสียใจ เพราะเรามีความหวังกับเขา แต่ตอนนี้เราพอทำใจได้ก็เข้าใจ”

อารีย์เล่าต่อว่าเมื่ออพยพไปถึงวัดดอน พวกเขากลับพบเจ้าหน้าที่เขตดอนเมืองที่นั่นที่คอยบอกว่าให้ย้ายไปที่อื่น เพราะที่นี่ไม่ให้ศูนย์อพยพ ชาวบ้านพยายามขอร้องเพราะน้ำท่วมสูงล้อมไว้หมด หลายคนถึงกับร้องไห้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม ชาวบ้านจึงยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมเช่นกัน ท้ายที่สุด พระที่วัดต้องออกหาเรี่ยไรเงินมาหุงหาอาหารเลี้ยงผู้อพยพฉุกเฉินนับร้อย

สำหรับสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ เธอว่าค่อนข้างดี มีบริการตั้งพัดลมตัวใหญ่หลายจุด มีทีวีให้ดู ที่สำคัญ มีเครื่องซักผ้าไว้บริการอีก 3 เครื่อง พร้อมผงซักฟอก

“ดีมากเลย แต่เห็นแล้วคิดถึงเครื่องซักผ้าที่บ้าน” เธอกล่าวทิ้งท้ายพร้อมหัวเราะขื่นๆ

นักปรัชญาชายขอบ: “โครงสร้างโคตรอคติ”

ที่มา ประชาไท

อ่านข้อความข้างล่างนี้ คิดว่าความเห็นของใครมีอคติครับ?
หลายคนคงบอกว่า คำพูดของอาจารย์เกษียร สะท้อนให้เห็นความมีอคติของคุณหญิงกัลยาอย่างชัดเจน เมื่อเรานึกตามคำพูดนั้นแล้วเห็น “ภาพ” นายกฯยิ่งลักษณ์ร้องไห้เพราะมีอารมณ์ร่วมกับความทุกข์ของประชาชน กับ “ภาพ” ใบหน้าเฉยชาที่สะท้อนความไร้มนุษยธรรมของอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ในกรณี 91 ศพ
แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า อาจารย์เกษียรพูดอย่างปราศจากอคติ สำหรับผมบอกตามตรงว่าไม่ทราบครับ และไม่เห็นความจำเป็นต้องไปวิเคราะห์ว่าใครพูดอะไรเขามีอคติหรือไม่ ผมดูจากเนื้อหาสาระและเหตุผลของเขาเป็นหลัก ฉะนั้น ข้อความข้างบนนี้ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เกษียร ไม่ใช่เพราะผมเชื่อว่าอาจารย์เกษียรไม่มีอคติ หรือเห็นว่าคุณหญิงกัลยามีอคติ แต่เพราะเห็นว่าเหตุผลของอาจารย์เกษียรดีกว่า มีน้ำหนักน่ายอมรับกว่า
“อคติ” (bias) หรือ “ความลำเอียง” ความโน้มเอียง มันคือภาวะทางจิตวิทยา หรือธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ นักปรัชญาบางคน (เช่น ค้านท์) เชื่อว่ามนุษย์สามารถใช้เหตุผลบริสุทธิ์ (pure reason) ตัดสินสิ่งต่างๆ อย่างปราศจากอารมณ์ความรู้สึกหรืออคติต่างๆ ได้ แต่นักปรัชญาบางคน (เช่น ซาร์ตร์) ไม่เชื่อเช่นนั้น เขาเห็นว่ามนุษย์เลือกที่จะเชื่อความจริงบางอย่างเสมอ เหตุผลเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง
น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งแบ่งสีมาจนบัดนี้ “อคติ” กลายเป็น “บาปอันใหญ่หลวง” ทางสังคม เพราะทั้งพระสงฆ์ สื่อคุณภาพ นักวิชาการฝ่าย (ที่อ้างว่า) เป็นกลางต่างออกมาเทศนาเตือนว่า ไม่ควรใช้อคติ ควรใช้เหตุใช้ผล กระทั่งตัดสินไปว่าการเลือกข้างคือการเลือกจากอคติที่ยึดความเป็นพวกเหนือ หลักการ ความถูกต้อง หรืออุดมการณ์
บางฝ่ายบอกกระทั่งว่า ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเหตุผลของนักวิชาการบางคนบางกลุ่ม เช่น อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือกลุ่มนิติราษฎร์ ด้วยข้ออ้างที่ว่าไม่เป็นกลาง เข้าข้างเสื้อแดง โดยคนที่บอกเช่นนี้คิดว่าตนเองเป็นกลาง ไม่มีอคติ แต่กลับไม่ย้อนถามตนเองว่า ที่ตนเองไม่เห็นด้วยกับเขาโดยไม่ได้พิจารณาเนื้อหาสาระและเหตุผลของข้อเสนอ ของเขาอย่างถ่องแท้นั้น ที่จริงแล้วก็เป็นการมีอคติอีกแบบหนึ่ง คืออคติเรื่องรังเกียจในภาพลักษณ์ความเป็นฝักฝ่ายของเขา (โทสาคติ) จนทำให้ไม่พิจารณาเนื้อหาสาระของข้อเสนอของเขาให้เกิดความเข้าใจอย่างชัด แจ้ง (โมหาคติ)
ฉะนั้น จึงไม่แน่ว่าพระสงฆ์หรือใครก็ตามที่เอาแต่เทศนาสอนคนไม่ให้มีอคติอย่างนั้น อย่างนี้ ที่จริงโดยคำเทศนานั้นๆ ก็กำลังแสดงถึงความมีอคติอยู่ด้วยเช่นกัน
แต่ที่สำคัญกว่าคือ มีการตอกย้ำตลอดมาว่า เพราะนักการเมือง แกนนำมวลชน สื่อ นักวิชาการต่างเลือกข้างกันทั้งนั้นจึงแสดงความคิดเห็น เสนอข่าวอย่างมีอคติ ทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้ แม้ในสถานการณ์น้ำท่วมแต่ละฝ่ายก็ยังใช้อคติต่อกันไม่เลิกรา
ผมเองก็เห็นว่า การใช้อคติเหนือเหตุผลนั้นเป็นปัญหาที่ควรแก้ไข แต่มานึกดูให้ดีพระสงฆ์หรือนักวิชาการที่เอาแต่ตำหนิการมีอคติของนักการ เมือง สื่อ นักวิชาการเลือกข้างนั้น ที่จริงพวกเขาก็มีอคติเหมือนกัน เพราะพวกเขาไม่เคยตำหนิ “อคติเชิงโครงสร้าง” ทางสังคมการเมืองและวัฒนธรรมที่เป็น “โคตรอคติ” นั่นคือ “โครงสร้างฉันทาคติ” หรือความลำเอียงเพราะรัก หรือเพราะอ้างอิงความรักต่อ “บุคคลพิเศษ” ที่ทำให้สถานะ อำนาจ บทบาทของบุคคลพิเศษนั้นสูงส่งเหนือมนุษย์ทั่วไป และอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบใดๆ
โครงสร้างโคตรอคติดังกล่าวนี้ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ใช้อคติเหนือเหตุผลโดยจำเป็น
เช่น ประชาชนต้องรักประมุขของรัฐเท่านั้น ไม่มีเสรีภาพที่จะประกาศแก่สาธารณะว่าไม่รัก การไม่มีเสรีภาพที่จะรัก-ไม่รัก นอกจากเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลรองรับอย่างที่สุด หรือเป็นเรื่องอคติที่สุดแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนความเป็นมนุษย์ในระดับลึกสุด คือระดับ “ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์” เลยทีเดียว เพราะความรักเป็นธรรมชาติของจิตใจที่มีเสรี ไม่ใช่เรื่องที่ควรครอบงำ บังคับ
ที่น่าหดหู่คือ โครงสร้างดังกล่าวคือโครงสร้างที่กำราบประชาชนด้วย “ความรัก” และ “อำนาจ” ถ้าคุณรัก คุณศรัทธา ซาบซึ้ง คุณก็กลายเป็นพลเมืองดี หากคุณประกาศตัวว่าไม่รัก วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ หรือนำเสนอความจริงด้านลบ คุณก็จะถูกใช้อำนาจกดข่มปราบปราม
ภายในประเทศนี้ เมื่อคุณเปิดทีวี วิทยุ หากวันไหนไม่ได้ฟังเพลง สปอร์ตโฆษณา เรื่องเล่าที่สรรเสริญบุญคุณความดีของบุคคลพิเศษแล้วละก็ ต้องถือว่าผิดปกติ หรือคุณอาจกำลังฝันไปว่าตนเองได้กลายเป็นมนุษย์ต่างดาวไปแล้ว
นอกจากจะมีการสรรเสริญบุญคุณความดีของบุคคลที่ตรวจสอบไม่ได้ดังกล่าว แล้ว ยังมีการนำคุณคาวมดีนั้นมาเปรียบเทียบให้เห็นความชั่วช้าของนักการเมืองที่ ประชาชนเลือกซึ่งตรวจสอบได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ ถอดถอนหรือจับเข้าคุกได้ มีการเปรียบเทียบแม้กระทั่งว่าหากประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยสากลแล้วคนไทยคิด ว่า จะมีผู้นำประเทศซึ่งมาจากนักการเมืองเป็นคนดีเท่าบุคคลพิเศษนี้หรือ นี่คือการเปรียบเทียบที่อคติสุดๆ
จะว่าไปแล้ว โครงสร้างโคตรอคตินี้ ทำให้ประชาชนไม่สามารถให้เหตุผลแสวงหาเป้าหมายทางสังคมการเมืองที่ดีกว่า เพราะเป้าหมายถูกให้มาหรือถูกกำหนดเอาไว้อย่างตายตัวแล้วภายใต้กรอบของความ รัก (จงรักภักดี) และอำนาจที่แตะไม่ได้ ฉะนั้น ประชาชนจึงต้องเชื่อถือ รัก ซาบซึ้ง พึ่งบารมี เท่านั้น
เห็นอคติกันเป็นประจำอยู่ไม่ใช่หรือครับว่า ในประเทศนี้มีกลุ่มคนที่คัดค้านการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของพวกอื่น แต่พวกตนจะถวายฎีการกล่าวโทษรัฐบาลที่แก้ปัญหาน้ำท่วมไม่สำเร็จ ไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามีคนไล่คนอื่นออกจากบ้านของพ่อ ทั้งที่โดยเหตุผลแล้วที่นี่คือบ้านของเราทุกคน และเราควรรักใครในฐานะพ่อแม่ก็เฉพาะเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาเท่า นั้น
ฉะนั้น พระสงฆ์หรือใครก็ตามที่เอาแต่เทศนาหรือวิจารณ์ว่า นักการเมือง สื่อ นักวิชาการที่เลือกข้างมีอคติ แต่ไม่สนใจ ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับ “โครงสร้างโคตรอคติ” พระสงฆ์หรือใครเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นกลางจริงๆ หรอก ไม่ใช่ผู้ไม่มีอคติหรอกครับ แต่พวกเขากำลังเทศนาหรือวิจารณ์อย่างมีอคติต่างหาก
จะว่าไปแล้ว ภายใต้โครงสร้างโคตรอคตินี้ มันทำให้ทุกคนจำเป็นต้องมีอคติทางการเมืองไปโดยปริยาย เพราะถ้าคุณรักคุณซาบซึ้ง คุณก็อวยอย่างเดียว ถ้าไม่รักไม่ซาบซึ้งก็ประกาศแก่สาธารณะไม่ได้ วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ แม้อ้างว่าเป็นกลางก็เป็นไม่ได้ เพราะไม่สามารถพูดถึงทุกฝ่ายทั้งแง่ลบแง่บวกได้อย่างเท่าเทียม
ฉะนั้น เสียเวลาเปล่าที่จะวิจารณ์ว่าฝ่ายใดๆ มีอคติ เพราะคนวิจารณ์ก็มีอคติเต็มๆ ภายใต้ “โครงสร้างโคตรอคติ” ที่กำหนดให้ต้องเป็นเช่นนั้น การต่อสู้ทางความคิดในสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันต้องสู้กันด้วยเหตุผล ของแต่ละฝ่ายว่า ฝ่ายไหนมีเหตุมีผลดีกว่ากัน หรือเหตุผลฝ่ายไหนที่สามารถนำไปสู่การแก้ไขโครงสร้างโคตรอคติที่ครอบงำ สังคมอยู่ได้จริงกว่า!