WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 14, 2011

แดง14จังหวัดใต้จัดคอนเสิร์ตซับน้ำตา เส้นทางสีแดงระดม2แสนให้ศปภ.หนหน้าแรลลี่ส่งกำลังใจนายกฯ

ที่มา Thai E-News

น้ำใจไทยในUSAช่วยน้ำท่วม-เมื่อ วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณนิวัติ เรืองอัศวเดช ตัวแทนชมรมคนรักประชาธิปไตย มลรัฐIllinois USA(เสื้อแดงชิคาโก้) บินมาเมืองไทยมอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วมให้ศปภ. กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวน 102,000 บาท ใครที่เสี้ยมว่าใส่เสื้อแดงมาบริจาคแล้ว นายกฯยิ่งลักษณ์หลบก็ดูซะให้เต็มตา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 พฤศจิกายน 2554

คอนเสิร์ตเสื้อแดงใต้ 14 จังหวัดระดมทุนช่วยผู้ประสพภัยน้ำท่วม

คุณนกไฟรายงานภาพข่าวว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีการจัดคอนเสิร์ตเสื้อแดงใต้ 14 จังหวัดระดมทุนช่วยผู้ประสพภัยน้ำท่วมขึ้นที่ พัทลุง

โต้โผงานใหญ่ก็คือ ส.ส.วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย พร้อมด้วยแขกเหรื่อผู้หลักผู้ใหญ่มากมายในพื้นที่ และยังมี ส.ส.พรรค ปชป.เข้าร่วมงานอีกด้วย

โดยงานครั้งนี้ได้ถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ช่องเอเชียอัพเดท โดยในใจความท่อนหนึ่ง ส.ส.วิภูแถลงกล่าวบนเวทีว่า ณ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาแบ่งพรรค แบ่งสี เราต้องรักประเทศไทย ถึงแม้บุคคลบางกลุ่มจะอยากเห็นบ้านเมือง ประชาชนเดือดร้อน เพียงเพราะความสะใจที่ ได้เห็นรัฐบาลชุดนี้ต้องทำงานหนักก็ตาม

ชมภาพกิจกรรม



แรลลี่เสื้นทางสีแดงรวบรวมเงินและของบริจาคช่วยน้ำท่วมกว่า2แสน หนหน้าให้กำลังใจนายกฯ


คุณฟอร์ด กลุ่มเส้นทางสีแดง รายงานภาพข่าวกิจกรรมเส้นทางสีแดงเพื่อผู้ประสพอุทกภัย อาทิตย์ 13 พย.ผ่านไปด้วยดี และผมขอส่งบันทึกและภาพกิจกรรมเพื่อเผยแพร่่ผ่านไทยอีนิวส์ ดังนี้ครับ

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องของกิจกรรมเส้นทางสีแดงเพื่อช่วยเหลือผุ้ ประสพอุทกภัย และเป็นกิจกรรมที่ 5 ในรอบ 20 วัน พวกเราพร้อมกัยที่ Big C บางนา ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ย่านบางนา ศรีนครรินท์ สมุทรปราการ จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 30 คน ครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่เคยร่วมกิจกรรมนี้เมื่ออาทิตย์ก่อน

พวกเราออกเดินทางในเวลาประมาณ 9.30 น. ถึงพัทยาเหนือเวลา 12.30 น. ที่นั่นได้พับกับพี่น้องที่พัทยาหลายท่านมาสมทบ ได้มีโอกาสพบคุณอ้อย ดีเจบูมจากคลื่น FM 89 พัทยา และพี่ๆอีกหลายท่านที่เคยรับกิจกรรมเส้นทางสีแดงต้านรัฐประหารในเดือนพ.ค. แวะทานอาหารเที่ยงที่โลตัสที่อยู่ฝั่งตรงข้ามศาลาว่าการเมืองพัทยาและได้อัด คลิปสั้นๆเพื่อเผยแพร่ทางเคเบิ้ลท้องถิ่น

พวกเรารวมเพื่อทำกิจกรรมในเวลา 13.30 น.ได้ทักทายทำความรู้จัก ซักซ้อมความพร้อมและถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน โปรแกรมคือแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ชุด

ชุดแรกเป็นขบวนแรลลี่ที่นำโดยรถโมบายไปตามถนนเลียบหาด

ส่วนอีกชุดเป็นผู้สมัครใจเดินรณรงค์บริจาคเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมไปตามชายหาด เส้นทางคือชายหาดพัทยาเหนือ พัทยากลาง พัทยาใต้ และชายหาดจอมเทียน
.
สิ่งหนึ่งที่แทบกลายเป็นความเคยชินของกิจกรรมเส้นทางสีแดง ก็คือการการที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีควมกระตือรือล้นที่จะมีส่วนร่วมใน กิจกรรมให้มากที่สุด กิจกรรมนี้มีอุปสรรคเล็กน้อยเนื่องจากขาดแคลนตู้บริจาค พวกเราช่วยกันนำกล่องโฟมและถุงพลาสติกใสหลายใบนำมาผูกผ้าแดงและช่วยกันเดิน รับการบริจาคอย่างเต็มอกเต็มใจ

พวกเราเดินรับบริจาคตั้งแต่เวลา 13.30 น. ถึง 19.30 น.จากชายหาดพัทยาเหนือจนถึงหาดจอมเทียน หรือใช้เวลากว่า 6 ชม.เต็ม บรรยากาศคึกคักและสนุกสนานมาก ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นภาพที่น่าประทับใจไม่น้อยที่มีคนเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่สูงวัยแล้วเดินขอ รับเงินบริจาคไปช่วยพี่น้องร่วมชาติที่ยังเดือดร้อนเพราะภัยน้ำท่วม มีภาพสวยๆของกิจกรรมมาฝาก

ภาพประทับใจของพวกเราอยู่ที่ชายหาดจอมเทียนในเวลาย่ำค่ำ ซึ่งพวกเราพร้อมใจกันเดินรับบริจาคไปตมชายหาด พร้อมกับนำป้ายกิจกรรมข้อความ "เส้นทางสีแดงช่วยเหลือผู้ประสพภัยน้ำท่วม (พัทยา-จอมเทียน)" เดินไปตามชายหาด มีนักท่องเที่ยวจุดพลุไฟในเทศกาลลอยกระทงสวยงามมาก พวกเราเดินตั้งแต่ Walking Street ไปจนถึงจอมเทียนซอย 7 เพื่อไปรับสิ่งของบริจาคจากร้านค้าของคนเสื้อแดง และถือโอกาสสิ้นสุดกิจกรรมที่นี่

จากนั้นได้ช่วยกันนับเงินบริจาคทั้งหมดได้เงินบริจาค (หักค่าเช่ารถกระบะ 1 คัน 2,500 บาท) จำนวน 22,100 บาท

พวกเราได้แยกกับพี่น้องเสื้อแดงที่พัทยาในเวลา 20.00 น. และเดินทางกลับถึงกรุงเทพในเวลา 23.00 น. นำเงินบริจาคทั้งหมดไปมอบให้กับมูลนิธิกระจกเงา ศูนย์ศปภ.ภาคประชาชน ได้มีโอกาสสนทนากับคุณสมบบัติ บุญงามอนงค์สั้นๆเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะไปกัมพูชาในช่วงเดือนม.ค. จากนั้นได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

กลุ่มเส้นทางสีแดงได้ทำกิจกรรม 5 ครั้งเพื่อช่วยเหลือผู้ประสพภัยน้ำท่วม ตั้งแต่วันที่ 23 ตค. 25-26 ตค. 6 พย.และ 13 พย. ได้มอบเงินบริจาคให้กับศปภ.ภาครัฐและประชาชน รวมถึงได้มอบสิ่งของบริจาค ตั้งแต่เรือกู้ภัย ชุชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม นมผง ปัจจัยสี่ในการดำรุงชีวิตรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท และคิดว่าคงจะพอเพียงแล้ว

จากนี้ไปกลุ่มเส้นทางสีแดงจะได้เตรียมกิจกรรมใหญ่ ซึ่งได้แก่กิจกรรมแรลลี่ทั่วกรุงเทพเพื่อให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และกิจกรรมที่จะปั่นจักรยานทางไกลไปกัมพูชาหลังต้นปีหน้า เพื่อเผยแพร่ประชาธิปไตยและเชื่อมความสัมพันธ์ของคนเสื้อแดง 2 ประเทศต่อไป

ขอขอบคุณพี่น้องเสื้อแดงที่ได้ร่วมทำกิจกรรมนี้ด้วยกัน ขอขอบคุณคนไทยทุกสีเสื้อที่ได้ช่วยกันบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสพภัยใน ครั้งนี้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้คนไทยฝ่าพันภัยธรรมชาติและก้าวพ้นความขัด แย้งของคนในชาติไปได้โดยเร็ววัน

ทำไมพนังกั้นน้ำและประตูน้ำถึงพัง

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus

ก็คงต้องพูดอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญเนเธอร์แลนด์บอกว่า เรื่องการระบายน้ำอย่าเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะน้ำนี่อันตรายเหลือเกิน

เพียงเพื่อต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ปูพื้นความนิยมกลับไปสู่ระบบเผด็จการซ่อนรูป หรือไปถึงขนาดกลับไปสู่ระบอบเผด็จการแบบเปิดเผยที่โหมกระพือในสื่อ และโซเชียลเนทเวิร์คกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาในขณะนี้

เพราะเข้าใจดีว่าคนกรุงเทพฯเป็นคนเปราะบาง ตกใจง่าย ตื่นกลัวและชักจูงได้ง่ายอย่างไร้เหตุผลเสียเป็นส่วนมาก

โดยไม่สนใจการเสียชีวิตของประชาชนร่วมชาติเกือบห้าร้อยชีวิต และสิ้นเนื้อประดาตัวอีกเป็นล้านๆคน และทั้งๆที่รัฐบาลยังปกป้องคนกลุ่มน้อย 4 ล้านคน โดยเสียสละคนส่วนใหญ่ 40 กว่าล้านคนไป

นักวิชาเกินและผู้เชี่ยวชาญน้ำจากฝั่งอำมาตย์จำนวนหนึ่งหลอกรัฐบา ลและประชาชนว่า กรุงเทพฯอยู่ใกล้ทะเล ปล่อยน้ำผ่านไปลงทะเลเลยไม่ต้องทำอะไร

ซึ่งหากรัฐบาลเชื่อจะเกิดวิบัติขนาดหนักขึ้นยิ่งกว่าในต่างจังหวัด เพราะในต่างจังหวัดนั้น พื้นที่เป็นที่ราบกว้างใหญ่ ปล่อยน้ำระบายไปได้ตลอดทาง แต่กรุงเทพฯเป็นที่ทึบ มีสิ่งกีดขวางมากมาย ระบายน้ำช้า

แม้ขณะนี้แค่ประตูน้ำที่ถูกแอบพังไปเพียงประตูเดียวคือประตูน้ำคลองสามวา น้ำที่เข้ามาก็วิ่งเอื่อยๆไม่ไปไหนสักที และมีปริมาณมาก ทำเอาคนกรุงเทพฯแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ

ถ้าปล่อยทั้ง 12 ประตู มีหรือจะอยู่รอด ทั้งจะขังเป็นเดือนๆ น้ำเน่าสนิทไปหมด พินาศวอดวายหมดสิ้น

ถามว่าคนประดานี้รู้หรือไม่ ตอบว่าน่าจะรู้ดีทีเดียว แต่แผนก็คือแผน ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณน้ำจำนวนมากเมื่อเข้ามาในที่แคบจะเกิดการยกระดับขึ้น สูง

และนี่คือที่มาของการพังทลายของคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำในหลายที่ เมื่อข้าราชการบริหารจังหวะน้ำผิดพลาดทำให้ระดับน้ำขึ้นสูง (จงใจหรือเปล่านี่คือคำถาม สำหรับผู้จบวิศวกรรมชลประทาน) เพราะเมื่อน้ำขึ้นสู งแรงดันน้ำจะมากกว่าน้ำที่มีระดับต่ำอย่างเทียบกันไม่ติด ซึ่งจะเป็นประเด็นสำหรับบทความในครั้งนี้

ก่อนอื่นขอให้มาศึกษาระบบเขื่อนทั่วไป เขาสร้างกันอย่างไร
สิ่ง ที่ควรสังเกตคือ เขื่อนจะสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กแข็งแรงในกรณีเขื่อนเก็บน้ำ ไม่ใช่ฝายน้ำล้น เพราะมีเจตนาต้องการเก็บน้ำไว้จริงๆ ดูที่ด้านหลังของเขื่อนจะมีความใหญ่กว้าด้านหน้าและแข็งแรงมาก ส่วนที่จะเจาะช่องเพื่อระบายน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าอะไรก็ว่าไป

แต่จะสรุปตรงนี้ว่า น้ำนั้นมีแรงดันมหาศาล ยิ่งมีระดับสูงมากยิ่งขึ้น แรงดันจะมากยิ่งขึ้นการก่อสร้างเขื่อน ประตูน้ำหรือพนังกั้นน้ำจึงต้องแข็งแรงสัมพันธ์กับความสูงของระดับน้ำ

นี่คือหัวใจสำคัญว่าทำไม ฝ่ายอำมาตย์จึงให้ปล่อยน้ำจากเขื่อนเป็นจังหวะ เป็นมวลน้ำขนาดใหญ่มาเป็นระลอกๆ ไม่ระบายน้ำมาเรื่อยๆ ทำไมต้องเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุดแล้วระบายทีเดียวทีละมากๆ ทั้งนี้ก็เพื่อจะมีแรงดันน้ำพอที่จะทำลายสิ่งที่กีดขวางได้นั่นเอง

ประเด็นต่อไปคือ การสู้กับน้ำ จริงอยู่เราสู้กับธรรมชาติไม่ไหวแน่ แต่เราสามารถเบี่ยงเบ นหรือควบคุมการไหลให้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายเกินไป หรือทยอยให้เกิดการระบายน้ำได้ทัน เช่นที่รัฐบาลโดย ศปภ.วางบิ๊กแบ๊กไม่ให้ปริมาณน้ำเข้ามาใน กทม.มากจนควบคุมไม่ได้ และจัดส่งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เพิ่มเติมให้อีก 71 เครื่องจากที่ขอมา 60 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กอีก 200 เครื่องเพื่อเร่งสูบน้ำในพื้นที่ กทม.เศรษฐีแกล้งจน

ในขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองอีกฝ่ายก็กลัวว่า รัฐบาลจะแก้ปัญหาได้จึงปลุกระดมคนออกมากรีดบิ๊กแบ๊ก กับออกมาประท้วงไม่ให้วางในพื้นที่ฝั่งธนบุ เพื่อที่ว่าอย่างน้อยมีพื้นที่เสียหายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อแผน การประท้วงล้มรัฐบาลในขั้นต่อไป ตามประกาศิต 6 เดือนล้มรัฐบาลของอำมาตย์

แล้วมีอะไรผิดพลาดในการต่อสู้กับน้ำที่ผ่านมา ในกรณีที่มีการสร้างกระสอบทรายป้องกันน้ำนั้น เราจะสร้างเป็นคันกั้นน้ำในลักษณะความสูงมากกว่าความกว้างเนื่องจากเห็นว่า ปริมาณน้ำมามากมีระดับสูง

และเข้าใจว่าเพียงมีความสูงเท่าระดับน้ำแล้วจะป้องกันได้ ซึ่งอาจไม่ถูกต้องกับวิธีการก่อกระสอบทรายอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันน้ำท่วม เพื่อให้พอมองเห็นภาพจะขอนำวิธีการก่อกระสอบทรายมาตรฐานมาให้ได้พิจารณากัน ว่า ที่ผ่านๆมานั้นเราได้มีการวางกระสอบทรายกันเช่นนี้หรือไม่

วิธีการวางกระสอบทรายนั้นมีหลักการเช่นเดียวกับการสร้างเขื่อน คือต้องมีฐานรากกว้างและแข็งแรง แต่เพราะคันกั้นน้ำชั่วคราวไม่ได้สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนมากเป็นกระสอบทรายจึงขอนำวิธีการวางกระสอบทรายมาให้ดูรูปกันก่อน
หลัก ง่ายๆของการก่อกระสอบทรายจะเห็นว่า วางกระสอบสลับกันเป็นฟันปลา ด้านล่างสุดต้องถางหญ้าออกจนหมดก่อนแล้วจึงค่อยๆก่อขึ้นไปตามลำดับ

มาตรฐานความกว้างคือ 3 เท่าของความสูงเป็นอย่างน้อย ความสูงนั้นต้องพ้นจากระดับน้ำที่จะมาถึง โดยต้องไม่หันหน้ากระสอบทรายเข้าปะทะกับแนวน้ำแต่เป็นการก่อกระสอบทรายไปใน ทิศทางเดียวกับน้ำ เป็นการบังคับทิศทางน้ำไม่ใช่การสู้กับน้ำโดยตรง

จำนวนกระสอบทรายที่ใช้คือเท่าไร สูตรเป็นดังนี้

ในระยะยาวแบบตรงๆ 3000 เซนติเมตร หรือ 30 เมตร
ความสูง 30 เซนติเมตร ใช้กระสอบทราย 600 ถุง (ต้องไม่ใส่เต็มถุง)
ความสูง 60 เซนติเมตร ใช้กระสอบทราย 1700 ถุง
ความสูง 90 เซนติเมตร ใช้กระสอบทราย 3000 ถุง
ความสูง 120 เซนติเมตร ใช้กระสอบทราย 5500 ถุง
ความสูง 150 เซนติเมตร ใช้กระสอบทราย 9000 ถุง

และเพื่อไม่ให้เกิดจุดรั่วซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นของการพังของคันกั้นน้ำปกติ จะต้องหาแผ่นพลาสติกมารองด้านที่ติดน้ำแล้วนำกระสอบทรายมาวางให้เกิดน้ำหนัก อีกที

ทีนี้เราทำกันอย่างไรมาเริ่มต้นที่พนังกั้นน้ำแบบชาวบ้าน ในที่นี้ขอยกวิธีการที่วัดพระธรรมกายใช้ในการวางกระสอบทรายมาให้ดูก่อน ตามข่าวจากมูลนิธิพระธรรมกาย (ก่อนอื่นขอขอบคุณที่ได้ช่วยทำกระสอบ บี๊กแบ๊กจำนวนมากโดยไม่โฆษณาชวนเชื่อแบบฝ่ายอำมาตย์ ดังนั้นตอนนี้เชื่อว่าคันกั้นน้ำแข็งแรงดีแล้ว)

“พนังกั้นน้ำที่สร้างครั้งนี้ มีความยาว 200 เมตร สูง 1.50 เมตร ใช้กระสอบทราย 6,000 ถุง เรียงซ้อนกันโดยลดหลั่นลงมาถึง 5 ชั้น”
เมื่อ ดูจากการเปรียบเทียบกับการก่อสร้างคันกั้นน้ำมาตรฐานแล้วจะพบว่า คันกั้นน้ำของวัดพระธรรมกาย(แบบเดิม) น่าจะอันตรายมาก เพราะในระยะทางแค่ 30 เมตร ความสูง 1.50 เมตร ต้องใช้กระสอบทรายอย่างน้อย 9000 ถุง เป็นต้น

ดังนั้นถ้าจะให้ถูกต้องจริง วัดพระธรรมกายต้องใช้กระสอบทรายเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 60000 ถุง หรืออีก 10 เท่าจึงจะพอ

ดังนั้นเราจะเห็นแล้วว่า แผนในการปล่อยน้ำมวลจำนวนมากเพื่อสร้างระดับความสูง คือการตั้งใจทำลายคันกั้นน้ำชั่วคราวทั้งสิ้น รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลดูเหมือนบริหารงานผิดพลาด ตามแผน 6 เดือนเผด็จศึกดังกล่าวแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมไม่ยอมระบายน้ำ ด้วยการทยอยและประตูระบายน้ำที่เก่า ไม่มีการซ่อมแซม (ตั้งใจหรือเปล่า) ไม่รวมที่มีการเข้าไปพังด้วยคนอีกต่างหาก จึงพังพินาศตลอดแนวน้ำผ่าน

แต่เอ ทำไมอำมาตย์จึงวางแผนเรื่องน้ำเก่งจริงๆ น่าสงสัย

ลองมาดูคันกั้นน้ำชั่วคราวในนิคมอุตสาหกรรม นวนคร ที่ใกล้กรุงเทพฯที่สุด พังทีหลังสุด (แปลกใจหรือไม่ ทำไมเหล่าวิศวกรชลประทานไม่ไปแนะนำการสร้างคันระบายน้ำที่ถูกต้อง รัฐบาลช่วยสอบสวนทีเหอะ)

ทั้งๆที่นิคมอุตสาหกรรมที่อื่นพังมาแล้ว ทำไมการป้องกันที่ นวนคร ยังผิดพลาดอีกนี่คือสิ่งต้องสงสัย มาดูการสร้างคันกั้นน้ำชั่วคราวนิคมฯนวนครกัน (ขอขอบคุณพนักงานและชาวบ้านที่ลงแรงด้วยน้ำใจสร้างคันกั้นน้ำแห่งนี้ ด้วยน้ำตา)

พนังกั้นน้ำของนิคมนวนคร เทียบกับขนาดของคนแล้วน่าจะสูงประมาณ 4 เมตร ตามการคาดการว่า น้ำจะมีระดับสูงเช่นนั้น และมีความกว้างน้อยมากคือประมาณไม่เกิน 6 เมตรเท่านั้นหรือน้อยกว่า

ต่อมามีแนวพนังกั้นน้ำแตกยาว 6 เมตรชั้นนอก และ 30 เมตรชั้นใน ฝ่ายทหารก็เข้าทำการซ่อมแซมตามคำให้สัมภาษณ์ดังนี้
“พ.อ.ทรง วิทย์ หนุนภักดี ผบ.ร.11.รอ. ซึ่งได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ จันทร์ โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ( ผบ.ทบ.) ให้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมนวนคร เปิดเผยว่า ขณะนี้เกิดรอยรั่วซึม 2 จุด บริเวณทางตอนเหนือของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งซ่อมแซมไปแล้ว 1 จุด ยังเหลืออีก 1 จุด ซึ่งเป็นการเข้าไปเสริมเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เพื่อเป็นแนวป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าตัวนิคมอุตสาหกรรมด้วยการสร้างแรง ป้องกันสูงถึง 4.5 เมตร กว้าง 4.5 เมตร ขณะที่ระดับน้ำอยู่ที่ระดับ 4.2 เมตร”
แค่อ่านการให้สัมภาษณ์ท่านผู้อ่านก็คงรู้แล้วว่า ไม่รอด

อาจมีคนสงสัยว่า น้ำ 4 เมตรที่ปทุมฯนี่มันมากน้อยแค่ไหน (ด้านบนที่เป็นแนวน้ำเช่น อ่างทอง อยุธยา ท่วมบ้านสองชั้นหรือคือประมาณ 6-8 เมตร) ลองมาดูอุปกรณ์ป้องกันน้ำในต่างประเทศสองชนิด ปกติจะกำหนดระดับน้ำไว้ที่ไม่เกิน 2.4 เมตรเท่านั้น 4 เมตรจึงถือว่าเป็นหายนะ ตามแผนของอำมาตย์ใหญ่

แบบแรกนี้เป็นการใช้อุปกรณ์ค้ำยันธรรมดา แบบที่สองด้านขวาเป็นการใช้น้ำต้านน้ำเป็นอุปกรณ์ไวนิลกันน้ำแต่บรรจุน้ำ สร้างเป็นเหมือนทำนบกั้นน้ำได้ แต่ทั้งสองชนิดกำหนดความสูงของน้ำไว้ไม่เกิน 2.4 เมตร
หลาย ท่านอาจสงสัยว่า บิ๊กแบ๊กคืออะไร ถ้าเป็นแบบมาตรฐานของต่างประเทศถุงจะติดกันเป็นแนวยาว บรรจุหินคลุกที่มีน้ำหนักมากเพื่อเป็นฐานที่แข็งแรง

ในช่วงสุดท้ายนี้ก็ขอเข้าสู่การคำนวณอะไรเล็กๆน้อยให้พอมองเห็นภาพว่า ความสูงของน้ำที่มากนั้นทำลายล้างคันกั้นน้ำได้อย่างไร ในรูปแรกเป็นรูป พื้นที่ 4 เหลี่ยมธรรมดา กับ ปริมาตรในขนาดกว้าง ยาวเท่ากับพื้นที่ สมมติว่าการคำนวณนี้เริ่มต้นที่ พื้นที่ 1 ตารางเมตรคือ กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ส่วนปริมาตรก็สมมติว่าเป็นน้ำ ซึ่งคิดเป็นลูกบาศก์เมตร หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า คิว ซึ่งมาจาก คิวบิกเมตร ในพื้นที่เท่ากันก็จะมีน้ำ 1 คิว คำนวณจาก กว้าง ยาว ลึก เป็น 1x1x1=1 ในกรณีน้ำ 1 คิวเทียบแล้วจะมีน้ำหนักเท่ากับ 1 ตันกรณีน้ำแท้ๆ ถ้าน้ำท่วมมีสารอินทรีย์และอนินทรีย์มากขึ้นความหนาแน่นน่าจะมากขึ้น ก็คงจะหนักกว่า 1 ตันเล็กน้อย แต่ตีขลุมไว้ก่อนว่า 1 ตัน

ต่อมาสมมติน้ำสูงขึ้นอีก 1-2 เมตรเป็นความสูง 2 หรือ 3 เมตร การคำนวณก็จะเปลี่ยนไป พื้นที่การรับน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 4 และ 9 ตารางเมตร ตามลำดับ แต่ปริมาตรสิ กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เป็นการคำนวณคือ 2x2x2=8 และ 3x3x3=27 และถ้าเป็น 4 เมตรอย่างนวนคร

ก็สรุปได้ว่าพื้นที่รับน้ำคือ 16 ตารางเมตรเพื่อรับปริมาตรน้ำ 64 คิว หรือ 64 ตัน ในความลึกแค่ 4 เมตร แต่ความจริงจะมีน้ำดันมาในระดับความสูงเท่ากันในความลึกมากกว่านี้เหมือนกับ ว่ามีก้อนน้ำช่วยดันอีก 8-10 เท่า ขึ้นอยู่กับความลึกและทิศที่น้ำไหลมา

แต่ถ้าไม่ปะทะตรงๆก็เหลือเพียงแรงเฉือนก็ลดลงไปได้ ดังรูปในชุดที่สองที่มีความสูงเพิ่มอีกเล็กน้อยทำให้เพิ่มพื้นที่อีกไม่มาก นักแต่ปริมาตรนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากนั่นหมายถึงน้ำหนักเป็นตันๆทีเดียว

การบริหารจัดการที่ดีจึงต้องพยายามไม่ให้ปริมาณน้ำสูงมาก ถ้าไม่เกิน 2 เมตร หรือครึ่งหนึ่งของบ้านชั้นล่างได้ก็จะเป็นการดี ยังดีที่รัฐบาลจัดการให้น้ำกระจายไปในทิศทางต่างๆได้มากพอให้ความสูงของน้ำ ที่เข้ามาใน กทม.จริงๆไม่มากนักและไม่เกิน 2 เมตร ตามมาตรฐานทั่วไป

บวกกับพระสยามเทวาธิราชมีจริงทำให้ไม่มีฝนในช่วงน้ำเหนือมาถึงพอดี แผนการจึงล้มเหลวไป

แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่านี่เป็นแผนการล้มรัฐบาล การปล่อยน้ำเป็นจังหวะทีละจำนวนมาก แถม กทม.ทำเป็นซื้อเวลาเพื่อให้น้ำมาประดังให้มากที่สุดและไม่ยอมกำจัดวัชพืช ของเสีย สิ่งกีดขวางทางน้ำไว้ล่วงหน้า เครื่องสูบน้ำเสีย ฯลฯ ทำอย่างกับรู้ว่างานจะจบที่การท่วมกทม.นั่นเอง

ยังดีที่รัฐบาลไม่บ้าจี้ เอาน้ำไหลผ่าน กทม.ลงทะเลอย่างที่ยุกัน มิฉะนั้นจะเสียหายมากกว่านี้ แค่มีคนแอบไปพังประตูคลองสามเพื่อยึด ศปภ.เหมือนยึดทำเนียบรัฐบาล คนกทม.ก็ขวัญผวาแล้ว ทุกวันนี้ต้องเอาตำรวจไปคุมคันกั้นน้ำ กับประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ กันคนมารื้อ กับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ยอมทำงานกันแปลกจริงๆแทนจะช่วยกันแบบญี่ปุ่น กลับมุ่งทำลายล้างกันโดยไม่สนใจประชาชนกันเลย

ไหนว่าเป็นคนดีมีคุณธรรมและรักประชาชนไง
**************

ชมภาพ นา ยก ปู เยี่ยมศูนย์อพยพวัดม่วง 13 พ.ย.54 (แบบจุใจเต็มอิ่ม)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก


































น้ำตาผู้ว่า

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

น้ำตาผู้ว่า

อกอีแป้นกูเอ๋ยไม่เคยเห็น
ผู้ว่าเล่นดราม่าน้ำตาเอ่อ
ถูกกำชับกำกับสั่งทำนั่งเบลอ
ออกมาเอ๋อน้ำตาเอ่อเออดูมัน

เล่นบทโศกเสียงกระเส่าเขย่าแม่ยก
โอ้หัวอกผู้ว่าเนี่ยดูเสียขวัญ
หลั่งน้ำตาเต็มตื้นด้วยตื้อตัน
ไม่รู้ว่าจะทำนั้นอย่างไรดี

จึงตีบทโศกแสร้งตะแบงบิด
กลบความผิดปิดทางระหว่างนี้
ทำสำออยลอยหน้าข้าผู้ดี
ไม่เข้าทีไม่สมบทกำหนดมา

เป็นผู้ว่ากรุงเทพเมืองหลวงไทย
แล้วทำไมไม่แก้ปัญหาหว่า
น้ำมีมากหลากล้นท้นกรุงมา
ยังจะเอาน้ำตา…….มาท่วมกรุง

วินิตยา
14/11/2554

รายการชูธง ณัฐวุฒิ+จตุพร 13-11-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=601

ข้อมูลผู้นำฝ่ายค้าน

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


การ เปิดรัฐสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปญัตติน้ำท่วมเมื่อ 2 วันก่อน อาจจะมีข้อเสนอแนะดีๆ น้อยหน่อย หนักไปทางสาดน้ำลายใส่กันระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน จนหลายคนบ่นเอือมระอา มองว่าไร้ประโยชน์

จะมองแง่ลบขนาดนั้นคงไม่ได้

*เพราะสภาก็คือเวทีของการเสนอแนะและถกเถียง*

ดังนั้น ที่ถกเถียงกันก็ไม่ใช่เรื่องผิดกติกาอะไร

ชาติบ้านเมืองมีปัญหาอะไร รัฐบาลก็นำเรื่องเข้าถกเถียงกันในสภาเป็นเรื่องถูกต้องที่สุด

พึ่งสภา ดีกว่าไปพึ่งค่ายทหาร!

ความจริงตลอดการประชุม 1 วันครึ่ง มีหลายแง่มุมที่น่าพูดถึง

แต่ที่รู้สึกงุนงงอย่างมากก็คือ ในช่วงการอภิปรายของนายศิริโชค โสภา คนสนิทอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

โดยตั้งคำถามว่า ในช่วงที่น้ำกำลังท่วมบ้านท่วมเมือง ได้ตรวจสอบว่าแกนนำเสื้อแดงอยู่ไหนบ้าง จนได้คำตอบ รู้ว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ อยู่ที่ไหน

*ฟังนายศิริโชคกล่าวถึงตอนนี้ แอบนึกในใจว่า เอาละวา นายจตุพรแอบไปเที่ยวเริงสำราญที่ประเทศไหนหรือ?!*

ที่ไหนได้ นายศิริโชคเปิดต่อไปว่า ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า นายจตุพรเดินทางไปเชียงรายเพื่อช่วยหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น

แล้วนายศิริโชคยังกล่าวขึงขังต่อไปว่า น้ำกำลังท่วมหนัก แต่ 2 แกนนำเสื้อแดง ไปปราศรัยเรื่องการเมือง

ฟังแล้วต้องกุมขมับ แล้วนายจตุพรทำผิดอะไร!??

เขาเป็นผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำฝ่ายค้านหรือ

นี่มันตรรกะอะไรของนายศิริโชค

แล้วก็เรียบร้อย พอถึงคิวนายจตุพรลุกขึ้นมาใช้สิทธิถูกพาดพิง

นอกจากอธิบายว่าตนเองเป็นส.ส. ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่หลักในน้ำท่วม แต่การเดินสายไปต่างจังหวัด ได้ไปพบปะคนเสื้อแดง เพื่อระดมของบริจาคมาที่ศปภ.

นายจตุพรย้ำว่า การเดินทางของตนเองไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร!?

ที่แปลกก็คือการเดินทางไปมัลดีฟส์ของหัวหน้าพรรคนายศิริโชคนั่นแหละ นั่งฟังมาตลอดวัน ยังไม่ได้ยินเลยว่า ที่อ้างว่าไปดูงานน้ำท่วมนั้น แล้วสุดท้ายนายอภิสิทธิ์ได้วิชาการแก้น้ำท่วมอะไรจากมัลดีฟส์มาบ้าง

*นายศิริโชคเปิดคางหัวหน้าตัวเองในเรื่องมัลดีฟส์แท้ๆ*

แล้วสุดท้ายคนทั้งประเทศก็ไม่เคยได้ยิน

ข้อมูลน้ำท่วมจากมัลดีฟส์จากปากนายอภิสิทธิ์!

"ยิ่งลักษณ์"โพสต์เฟซบุ๊กชี้ระดับน้ำดีขึ้น วอนปชช.สามัคคีกัน

ที่มา มติชน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ระบุถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า อยู่ในระดับที่ดีขึ้น ปริมาณน้ำลดลง การระบายน้ำลงสู่ทะเลได้มากขึ้น ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ส่วนฝั่งตะวันตกถึงแม้จะระบายน้ำออกได้ช้า แต่รัฐบาลได้ขุดลอกคลองเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนอดทนต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ขอให้ใช้ความสามัคคีเป็นพลังช่วยฟันฝ่าวิกฤตไปให้ได้ รัฐบาลจะดูแลและเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างดี ที่สุด และยืนยันว่าจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ จะไม่ท้อถอย จะคอยดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด

"ประชา" ป้อง "การุณ" ไม่เกี่ยวรื้อบิ๊กแบ็ค ยันทำความเข้าใจผู้ว่าฯกทม.ก่อนหน้านี้แล้ว

วันที่14พ.ย. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กล่าวถึงกรณีที่ชาวบ้านเขตดอนเมืองรื้อคันกั้นกระสอบทราย หรือ บิ๊กแบ็ค ว่า ได้ทำความเข้าใจกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แล้ว พร้อมกับมีการส่งหนังสือถึง ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมาให้เข้าไปดูแลบิ๊กแบ็คด้วย ว่าเป็นการกระทำที่เสียมารยาท นอกจากนี้ จะเชิญผู้ว่าฯ กทม. มาหารือเพื่อเตรียมรับมือประชาชนที่จะเข้ามารื้อแนวบิ๊กแบ็คอีกครั้ง ในเวลา 18.00 น.


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายการุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย กทม. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรื้อบิ๊กแบ็คหรือไม่นั้น พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า นายการุณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแค่เข้าไปดูเหตุการณ์เท่านั้น เนื่องจากเป็นส.ส ในพื้นที่ และในเวลา 14.00 น. ตนจะชี้แจงกรณีดังกล่าวทุกประเด็นอีกครั้ง

เทคนิคสายลับซีไอเอ ล้วงความลับ"ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ"ผู้นำทั่วโลก

ที่มา มติชน



.....ถ้าอยู่ๆคุณเกิดไอแบบไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย หรือไข้ขึ้นฉับพลัน คงไม่มีใครมาใส่ใจมากนัก


แต่หากว่าเป็นประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ผู้นำเผด็จการและพระราชา อาการที่ฟ้องผู้นำประเทศอาจกำลังป่วยถือเป็นเรื่องใหญ่ อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงกราวรูดหรือเป็นโอกาสให้เกิดการปฏิวัติ หรือไปจุดชนวนเรื่องการหาผู้สืบราชบัลลังค์ หรือไม่ก็ส่งผลกระทบการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง


โรส แม็คเดอร์ม็อท แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ยูนิเวอร์ซิตี้ในสหรัฐได้ วิจัยและเขียนเรื่องเกี่ยวกับการล้วงความลับด้านสุขภาพมานาน กล่าวว่า หากรัฐบาลประเทศใดก็ตามสามารถล้วงความลับได้ว่าผู้นำประเทศอื่นป่วยด้วยโรค อะไร ความลับนั้นจะมีประโยชน์ทั้งทางการเมืองและทางการทูต

โรส แม็คเดอร์ม็อท บอกว่า การสืบรู้เรื่องปัญหาสุขภาพของผู้นำประเทศต่างๆสำคัญมากเพราะความลับนี้มีผล ต่อความมั่นคงของรัฐบาลนั้นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นชาติเผด็จการที่มี จำกัดอำนาจการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆไว้แค่ในกลุ่มคนบริหารประเทศไม่กี่คนเท่า นั้น การล่วงรู้ว่าผู้นำประเทศไหนป่วย ป่วยด้วยโรคอะไรแล้วมีโอกาสการรักษาแค่ไหน เป็นข้อมูลที่ช่วยเตรียมเกมทางการเมืองว่าจะหนุนม้าแข่งตัวไหนที่มีโอกาสชนะ

ภายในหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐหรือซีไอเอ มีหน่วยงานย่อยหน่วยงานหนึ่งที่ทำงานเฉพาะกิจด้านการสืบเสาะล้วงข้อมูลลับ ด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้นำชาติอื่นทั่วโลก เรียกสั้นๆว่า เอ็มพีเอซี มีการว่าจ้างบรรดาหมอ นักสังคมวิทยา นักรัฐศาสตร์ ตลอดจนนักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ไว้ช่วยวิเคราะห์อาการป่วยของบรรดาผู้นำชาติต่างๆ

การสืบเสาะข้อมูลลับนี้ไม่ใช่งานง่ายๆ

ด็อกเตอร์ เจอรอลด์ โพสต์ ผู้ก่อตั้งหน่วยงานวิเคราะห์สุขภาพจิตของซีไอเอเมื่อราวสี่สิบปีที่แล้ว บอกว่าผู้นำชาติต่างๆจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดความลับเกี่ยวกับสุขภาพของตนเพราะการเจ็บป่วยแสดงถึงความอ่อนแอ

ด็อกเตอร์ เจอรอลด์ โพสต์ บอกว่าคนทั่วไปอยากมีผู้นำฉลาดเฉลียว ทรงอำนาจ แต่ถ้าผู้นำเกิดเจ็บป่วย ก็ดูอ่อนแอไม่เหมาะกับการนำประเทศ

ในสหรัฐ การปกปิดปัญหาสุขภาพของผู้นำเป็นเรื่องปฏิบัติกันมานมนาน อย่างกรณีประธานาธิบดีโกรฟเวอร์ คลีฟแลนด์ ผู้นำสหรัฐคนที่ยี่สิบสองและยี่สิบสี่ปกปิดการผ่าตัดมะเร็งที่กรามอย่างลับๆ บนเรือยอร์ช ประธานาธิบดี วูดโดร์ วิลสัน ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ให้ใครเห็นหลังจากป่วยกระทันหันด้วยภาวะสมองขาด เลือดชั่วคราว และประธานาธิดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ผู้นำสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองปกปิดเรื่องเป็นโปลิโอและโรคหัวใจที่ ทำให้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมาขณะดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สี่

ความลับเรื่องปัญหาสุภาพของชาร์แห่งอิหร่านกับอดีตผู้นำฟิลิปปินส์ผู้ ล่วงลับเฟอร์ดินัน มาร์คอสก็เป็นตัวอย่างที่ไม่เก่าเกินไปของการเก็บปัญหาสุขภาพผู้นำประเทศ เป็นความลับสุดยอด

ด็อกเตอร์ โจนาทาน คลีเม้นท์ คุณหมอที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับสายลับสุขภาพออกมาเล่มหนึ่ง กล่าวว่าเทคโนโลยีทันสมัยด้านภาพถ่ายวิดีโอหรือภาพนิ่งดิจิตอลในปัจจุบัน ช่วยให้การสืบความลับอาการป่วยของผู้นำทำได้ง่ายขึ้น

หมอคลีเม้นท์บอกว่าถ้าสังเกตด้วยตาแล้วสงสัย สายลับซีไอเอจะเปิดดูภาพวิดีโอที่บันทึกไว้เพื่อสังเกตดูว่าผู้นำคนนั้นเดิน เหินอย่างไร เดินกระโพลกกระเพลกมั้ย มีสีหน้าแสดงอาการป่วยอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่า

แต่ในกรณีที่ผู้นำไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชน เฟรด เบอร์ตั้น รองประธานของหน่วยข่าวกรองของบริษัทเอกชนสตาร์ทฟอร์ Startfor บอกว่าสายลับต้องล้วงข้อมูลลับจากคนในโรงพยาบาลที่ผู้นำเข้ารักษาตัว แหล่งข่าวเหล่านี้ได้แก่ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป พยาบาล ผู้ช่วยหมอและคนที่รับผิดชอบขนตัวอย่างเลือดหรือของเหลวจากร่างกายผู้ป่วยไป ห้องแลป

งานของสายสืบไม่ได้โสภาเสมอไป พวกเขายังแอบเก็บของเสียทางการแพทย์ที่ออกมาจากห้องผู้ป่วยด้วย

เฟรด เบอร์ตั้น สายลับเอกชนผู้นี้บอกว่าพลาสเตอร์ปิดแผล เข็มฉีดยาใช้แล้วล้วนมีประโยชน์นำไปหาดีเอ็นเอหรือกรุ๊ปเลือดผู้ป่วยตลอดจน สาเหตุการป่วยได้ด้วย ผู้รู้บอกว่า ผู้นำที่ไปรักษาตัวในต่างประเทศมีโอกาสถูกสายลับล้วงข้อมูลทางการรักษาได้ ง่าย

คุณหมอโจนาธาน คลีเม้นท์ กล่าวเสริมว่างานของสายลับข่าวกรองซีไอเอไม่ได้สวยหรู มีเรื่องเล่าหลายครั้งว่าพวกหน่วยข่าวกรองพยายามขโมยแม้กระทั่งอุจจาระ ปัสสาวะของแขกจากท่อโสโครกห้องน้ำในบ้านพักรับรองแขกของประธานาธานาธิดี สหรัฐ Blair House ในกรุงวอชิงตัน และในที่อื่นๆในต่างประเทศ

( โดย Gary Thomas/Thaksina Khaikaew | Washington/Washington / voa thai )

บทกวีการเมือง ...กลคน?ฟ้า?

ที่มา มติชน














กฤตตฤณ

ฟ้าเริ่มวาดลายด้วยสายแดด
แผ่แผดเต็มแรงทุกแห่งหน
ในเดือนพฤศจิกายน
หลังฟ้าหลั่งฝนเต็มชลธาร


ด้วยกลคน?ฟ้า?ช่างบ้านัก
ที่ชักน้ำมามหาศาล
แผ่กว้างวางวงเกินต้านทาน
ทั่วทุกหย่อมย่านบาดาลเมือง


ทุกสิ่งนิ่งนานจมม่านน้ำ
เคราะห์กรรมหนักหนาเมื่อช้าเชื่อง
ให้อยู่ด้วยทุนความขุ่นเคือง
ที่เปลืองน้ำตาชะตากรรม


ทรัพย์สินรายเรี่ยความเสียหาย
อีกหลากความตายที่กรายย่ำ
กับความลำบากแลตรากตรำ
คอยค้ำผู้รอดที่ปลอดภัย


ขณะรัฐเคลื่อนขับความสับสน
เล่นกลใส่กันเหมือนหมั่นไส้
ซ้ำเติมมวลชนประสบภัย
เพียงความจริงใจ ไม่ให้กัน!


ต่อความช่วยเหลือยังเหลืออยู่
น้ำใจไหลสู่มาสู้หมั่น
จากเพื่อนผู้ท่วมมารวมปัน
ร่วมบั่นทางเปลี่ยวความเดียวดาย


ช่วงยามยาวนานกาลวิกฤต
ผูกติดชีวิตไร้สิทธิ์ส่าย
สายน้ำยังกวดวาดลวดลาย
คอยฉายภาพจำย้ำความจริง


เอาเถอะ! ทรัพย์สินหาใหม่ได้
ต่อคนตายไปเสียใจยิ่ง
ส่วนผู้ที่ไร้ใครพึ่งพิง
ขอใจจงนิ่งอย่ายอมแพ้


ด้วยกลคน?ฟ้า?ในครานี้
สุดที่จะดูให้รู้แน่
แต่ปัญหาที่เกิดนั้นถ่องแท้
ทางแก้ท่านทำไร้น้ำยา.

13 พฤศจิกายน 2554

7 เรื่องน่ารู้ของ”อาจารย์โกร่ง”

ที่มา มติชน






ชื่อของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ไม่เคยห่างหายจากแวดวงการเมืองไทย


ล่าสุด“อาจารย์โกร่ง”ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ(กยอ.)

และประกาศว่าต่อไปประเทศไทยต้องไม่เผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่แบบครั้งนี้อีก

“และจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ชั่วกัลปาวสาน จะลงทุนเท่าไรก็ต้องทำต้องยอม เพราะความเสียหายครั้งนี้หนักหนาสาหัสมาก”

”อาจารย์โกร่ง”ในวัย 68 ปี ประกาศว่านี่คือ ภารกิจเพื่อชาติครั้งสุดท้ายของเขา

และนี่คือ 7 เรื่องน่ารู้ของ”อาจารย์โกร่ง”
.........................

1.เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองไทยมานานกว่า 30 ปี


เริ่มตั้งแต่เป็น”ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ”สมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2523-2531

เป็นที่ปรึกษาคนเดียวที่”ป๋าเปรม”เอ่ยปากชมในวันอำลาตำแหน่ง

และหากเป็นเรื่องสำคัญทางเศรษฐกิจ “ป๋าเปรม”จะมอบให้หมายให้”อาจารย์โกร่ง”เป็นคนอธิบายกับสื่อมวลชน

หลังจากนั้นเคยมีตำแหน่งทางการเมืองเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และประธานที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี

เป็นประธานบอร์ดและที่ปรึกษาบริษัทเอกชนหลายแห่ง

แต่ตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดคือ “อาจารย์โกร่ง”

และทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนหนึ่งที่สังคมไทยต้องเงี่ยหูฟังความเห็น คือ “อาจารย์โกร่ง”

2. “9,000 บาท” คือ เงินเดือนสุดท้ายของ”อาจารย์โกร่ง”วันที่พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ

ปี 2531 เงินเดือนคนจบปริญญาตรีประมาณ 5,000 บาท แต่”ที่ปรึกษานายกฯ”ที่ภาพภายนอกใหญ่เหลือเกินในยุคนั้นมี เงินเดือนมากกว่านักศึกษาจบใหม่ไม่ถึงเท่าตัว

วันนั้นเขามีอายุ 45 ปี

“อาจารย์โกร่ง”เคยบอกว่าช่วงนั้นถือเป็นการเสียสละเพื่อชาติ

และเมื่อเขาก้าวเข้าสู่ภาคเอกชน สำหรับคนที่เคยรับเงินเดือนแค่ 9,000 บาท “อาจารย์โกร่ง”เคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่ารายได้จากการทำงานภาค เอกชนจะมากมายเพียงนี้

23 ปีผ่านไป เงินเดือนในตำแหน่งประธานบอร์ดของ”อาจารย์โกร่ง”เพียงบริษัทเดียวอาจมากกว่าเงินเดือน”ที่ปรึกษานายกฯ”ในวันนั้น

....100 เท่า

3.มีเพียงครั้งเดียวที่”อาจารย์โกร่ง”เต็มใจเป็น”รัฐมนตรี”


ดร.วีรพงษ์ เคยรับตำแหน่งบริหารเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 3 รัฐบาล คือ รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายอานันท์ ปันยารชุน และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

แต่มีเพียงครั้งเดียวที่เขาเต็มใจ คือ ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยพล.อ.ชาติชาย

เพราะอยากได้บทเรียนด้านปฏิบัติบ้าง

นอกจากนั้นเป็นเรื่องของ”ความจำยอม”

โดยเฉพาะครั้งที่รับตำแหน่ง”รองนายกรัฐมนตรี”สมัย พล.อ.ชวลิต

“อาจารย์โกร่ง”ได้รับโทรศัพท์จาก”บิ๊กหมง”พล.อ.มงคล อัมพรพิสิษฐ์ ในขณะที่ประชุมสภาฯวิจัย ก่อนจะพาไปพบ”ป๋าเปรม”

และ”ป๋าเปรม”เป็นคนขอให้”อาจารย์โกร่ง”รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

ด้วยเหตุผลว่าเมื่อประเทศมีปัญหา ต้องช่วยชาติ

4.”อาจารย์โกร่ง”คุ้นเคยกับ”พันศักดิ์ วิญญรัตน์”มาตั้งแต่”พันศักดิ์”ทำนิตยสารจตุรัส

และเมื่อ”พันศักดิ์”เป็นที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกสมัย”น้าชาติ”

เขาจึงเป็นคนทาบทาม”อาจารย์โกร่ง”เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยพล.อ.ชาติชาย

ก่อนที่จะร่วมงานกันอีกครั้งในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

วันนี้”พันศักดิ์”เป็นหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ(กยอ.)ที่มี”อาจารย์โกร่ง”เป็นประธาน

5.ความเห็นครั้งเดียว ลดความเสียหายเป็นพันล้าน

ครั้งหนึ่ง ก่อนการลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 20 กรกฎาคม 2540

ในการประชุมบอร์ดบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)หรือ”บีอีซีแอล” มีวาระที่ต้องตัดสินใจว่าจะทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับวงเงิน กู้ต่างประเทศของบริษัทหรือไม่

หลังจากถกเถียงไปพักหนึ่ง

“อาจารย์โกร่ง”ในฐานะประธานบอร์ด ตั้งคำถามง่ายๆ 2 คำถาม

คำถามแรก ถ้าไม่ประกันความเสี่ยง

หากมีการลดค่าเงินบาท

“บริษัทเราจะเจ๊งหรือไม่”

คำตอบคือ “เจ๊ง”

คำถามที่สอง ถ้าประกันความเสี่ยง บริษัทเราต้องจ่ายเท่าไร และวงเงินที่จ่ายทำให้บริษัทเราขาดทุนหรือไม่

คำตอบคือ “ไม่”

ในที่สุด “บีเอ็มซีแอล”ตัดสินใจทำประกันความเสี่ยง และรอดพ้นจากวิพฤตปี 2540 อย่างหวุดหวิด

6.เป็นนักวิชาการคนเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์ทำหนังสือตอบโต้อย่างเป็นทางการ

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 “อาจารย์โกร่ง”เขียนบทความเรื่อง”ประชาธิปัตย์ต้องการปฏิรูป”ลงในคอลัมน์”คน เดินตรอก”ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

วิจารณ์”ประชาธิปัตย์”ใน 6 ประเด็น

จากนั้นอีก 3 วัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ทำ”จดหมายเปิดผนึก”ตอบโต้”อาจารย์โกร่ง”

ยาวกว่าบทความ”อาจารย์โกร่ง”กว่า 1 เท่าตัว

7. เคยได้รับการทาบทามเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยจริง

ก่อนวันประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกตั้งผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 หรือคนที่จะดำรงตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี”หาก”เพื่อไทย”ชนะการเลือกตั้ง

มี”ผู้ใหญ่”ในพรรคเพื่อไทยทาบทาม”อาจารยืโกร่ง”ให้เป็น”นายกรัฐมนตรี”

แต่เขาปฏิเสธ

“ผู้ใหญ่”ขอร้อง”อาจารย์โกร่ง”เรื่องหนึ่ง คือ แม้จะไม่รับ

แต่ขออย่าให้สัมภาษณ์”ปฏิเสธ”กับสื่อมวลชน

ดังนั้น ถ้าใครเคยฟังหรืออ่านคำสัมภาษณ์ของ”อาจารย์โกร่ง”ช่วงนั้น จะต้องมึนตึ๊บกับ”คำตอบ”ของ”อาจารย์โกร่ง”

เป็นลีลาการตอบที่”นักการเมือง”ต้องคารวะ

ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ ไม่ผูกมัด

และไล่ไม่จน