ที่มา Thai E-News
ี่
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Thai E-News
คลิปสารคดี: The French Revolution ทางช่อง History
เมื่อประชาชนผู้ยากไร้ตะโกนบอกพระนางมารี อองตัวเนตต์ว่า "พวกเราหิว พวกเราต้องการขนมปัง.." พระนางตอบว่า "ไม่มีขนมปังก็กินเค้กแทนซะสิ จะได้เงียบกันเสียที!!!"
'เกิดขบถขึ้นรึ?' พระเจ้าหลุยส์ที่16ทรงมีพระราชดำรัสถาม...'หามิได้พระเจ้าค่ะ มันคือการปฏิวัติ' มหาดเล็กตอบ
เมื่อ ประชาชนผู้ยากไร้ตะโกนบอกพระนางมารี อองตัวเนตต์ว่า "พวกเราหิว พวกเราต้องการขนมปัง.." พระนางตอบว่า "ไม่มีขนมปังก็กินเค้กแทนซะสิ จะได้เงียบกันเสียที!!!
"จากการพิจารณาเอกสารทั้งหมดที่ยื่นโดยผู้ฟ้องร้องแทนประชาชน ผลปรากฏว่า ในบรรดาราชินีทั้งหลาย เป็นต้นว่า เมสซาลีน บรูเนอโอ เฟรเดกองด์ และมารี เดอ เมดิซี ที่เมื่อก่อนเรายอมรับว่าเป็นราชินีของฝรั่งเศส ผู้ซึ่งมีชื่อเสื่อมเสียไม่อาจลบล้างได้จากประวัติศาสตร์ นับได้ว่ามารี อองตัวเนต หญิงหม้ายของหลุยส์ คาเปต์ เป็นผู้มีความละโมบเป็นที่สุด และเป็นหายนะอันใหญ่หลวงของชาวฝรั่งเศส"
" 1. จริงหรือไม่ที่ได้มีการคบคิดและมีการและเปลี่ยนข่าวกรองกับประเทศมหาอำนาจ ต่างชาติ และศัตรูอื่นๆ นอกสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยที่การคบคิดและข่าวกรองดังกล่าวนั้นมีจุดมุ่งหมายให้ความช่วยเหลือทางการ เงิน ให้พวกนั้นเข้ามาในดินแดนฝรั่งเศส และให้พวกนั้นพัฒนาอาวุธได้?"
"2. มารี อองตัวเนตแห่งออสเตรีย (...) เราเชื่อว่านางได้มีส่วนร่วมมือกับการคบคิดและสนับสนุนการข่าวกรองดังกล่าวหรือไม่?"
"3. จริงหรือที่มีแผนการสมรู้ร่วมคิดและแผนข่าวโคมลอยที่พยายามจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองภายในสาธารณรัฐฝรั่งเศส?"
"4. เราเชื่อว่ามารี อองตัวเนตได้มีส่วนร่วมในแผนสมรู้ร่วมคิดและข่าวโคมลอยนี้หรือไม่?"
'เกิดขบถขึ้นรึ?' พระเจ้าหลุยส์ที่16ทรงมีพระราชดำรัสถาม...'หามิได้พระเจ้าค่ะ มันคือการปฏิวัติ' มหาดเล็กตอบ
ที่มา มติชน

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
![]() |
ที่มา มติชน
กองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.) แจ้งว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. ขอความร่วมมือประชาชนที่นำรถมาจอดบนทางพิเศษ โดยเฉพาะการจอดรถกีดขวางบริเวณทางขึ้น-ลง ทางพิเศษ การจอดรถซ้อนคัน ให้เคลื่อนย้ายรถลงจากทางพิเศษ เพราะนอกจากการจอดรถดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการให้บริการคมนาคมขนส่ง ตลอดจนความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้ทางพิเศษ รวมถึงกีดขวางเส้นทางในการเดินทางเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ต่างๆ ของเจ้าหน้าที่อีกด้วย โดย กทพ. ร่วมกับ สตช. จะเริ่มดำเนินการเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่จอดกีดขวางการจราจร โดยเฉพาะการจอดรถกีดขวางบริเวณทางขึ้น-ลงทางพิเศษ การจอดรถในช่องทางจราจรมากกว่า 1 แถว ออกจากทางพิเศษ โดยจะดำเนินการภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป
ที่มา ข่าวสด
ทิ้งหมัดเข้ามุม
จ่าบ้าน
วันหนึ่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แวะเข้าดูสารทุกข์สุกดิบของพวกเราเครือมติชน ซึ่ง มติชน ได้รับความกรุณาจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจาก การประปานครหลวง ที่นำน้ำดื่มสะอาดแบบบรรจุถุงพลาสติกมามอบให้ โรงพยาบาลกรุงเทพและในเครือ นำเวชภัณฑ์และน้ำดื่มสะอาด โรงพยาบาลพญาไท และ เปาโล นำเวชภัณฑ์ และ เอสซีจี เครือซิเมนต์ไทย นำส้วมกระดาษมามอบ ไทยนครพัฒนา มียาและน้ำดื่ม ฯลฯ ผ่านไปให้ผู้เดือดร้อน
ท่านประธานมติชน คุณขรรค์ชัย บุนปาน จึงขอให้ท่าน พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งมีกำลังตำรวจมานำสิ่งของเหล่านั้นไปมอบให้ผู้เดือดร้อนละแวกถนนพระราม 2 อีกทอดหนึ่ง
กับ ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ยังไม่มีเวลาให้นักข่าวสนทนาไต่ถามเรื่องงานในตำแหน่งหน้าที่ ก็ต้องตะลอนออกไปปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งนี้ก่อน
อีก วัน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับชาวคณะมติชน มีท่านประธานขรรค์ชัยคอยต้อนรับขับสู้ตามประสาเจ้าของบ้าน
รับประทานอาหารไป คุยกันไปถึงภารกิจของทหารยามเมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมได้กำลังทหารเข้าไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อน
ท่าน รัฐมนตรีกลาโหมบอกว่าเป็นภาระหน้าที่ของทหารที่ต้องออกไปช่วยบรรเทาความ เดือดร้อนให้ประชาชนเท่าที่กำลังพลและเครื่องมืออุปกรณ์มีอยู่ ด้วยความเต็มใจและเต็มที่
ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไรที่วันนี้ มีคำชมว่าทหารเป็นพระเอก แต่ผู้บัญชาการทหารบกขอเป็นผู้ช่วยท่านตอบว่า ทหารต้องเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และของประชาชน เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนทหารก็มีหน้าที่และภารกิจต้องบรรเทาความ เดือดร้อนนั้น
ได้เวลาจบการสนทนา ท่านประธานเรียนเชิญไปว่า วันหลังคงต้องมาขอความรู้เรื่องที่ยังไม่ได้ถามอีก หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งคือปัญหาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เสร็จภารกิจจากน้ำท่วมแล้วคงได้รับคำตอบจากท่าน
ที่มา ข่าวสด
บทบรรณาธิการ
การ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่ามกลางแรงเสียดทานทางการเมืองรุนแรงชนิดที่ แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย ย่อมมิใช่เรื่องง่ายดายนัก
โดยเฉพาะสำหรับผู้มิได้เตรียมตัวหรือมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน
กระนั้น การจะวิพากษ์วิจารณ์ความสำเร็จหรือล้มเหลวของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ย่อมพึงพิจารณาจากผลงานและความซื่อสัตย์สุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งและหมู่คณะ และใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงและเหตุผลเป็นหลัก
มิใช่ด้วยการประณามหรือหยามเหยียดด้วยอารมณ์หรือความเกลียดชัง ด้วยประเด็นอันมิใช่สาระอันจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องตามมา
เช่นกรณีเพศสภาวะหรือความเป็นสตรีของนายกรัฐมนตรี
เมื่อเบี่ยงประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ออกไปจากหลักเหตุผลและเนื้องานโดยตรง ย่อมทำให้เกิดผลที่บิดเบี้ยวตามมา
อาทิ กรณีการเหยียดหยามไปถึงสตรีจากภาคเหนือว่าโง่และขี้เกียจจนกระทั่งต้องเลือก อาชีพค้าประเวณี อันทำให้เกิดการตอบโต้อย่างกว้างขวางจากผู้มีเหตุผลและรักความเป็นธรรมโดย ทั่วไป
หรือในกรณีล่าสุดก็คือการที่ผู้แทนราษฎรหญิงจากพรรคฝ่ายค้านวิจารณ์เรื่อง การ'หลั่งน้ำตา'ของนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการ'ใช้มารยาหญิงผิดที่ผิดทาง'บ้าง หรือร้องไห้ฟุ่มเฟือย'ตบตาประชาชน'บ้าง
อันทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นมาได้เช่นเดียวกับกรณีข้างต้น โดยเฉพาะในประเด็นของ'ความเป็นมนุษย์'
เพราะลำพังการวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีล้มเหลวในการทำหน้าที่เพราะ'ร้องไห้' โดยเฉพาะในประเด็นอ่อนไหวเนื่องจากได้สัมผัสกับทุกข์ของผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยตรงนั้น
ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นคำวิจารณ์ที่มองจากมุมของผู้วิจารณ์แต่เพียงฝ่ายเดียว และยังเป็นคำวิจารณ์โน้มเอียงไปทางอคติและอารมณ์มากกว่าการใช้เหตุผลข้อมูล
ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยทำให้เกิดผลดีในแง่ของการชี้จุดอ่อนช่องว่าง เพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไข ให้การทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนมีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว
ยังถ่างให้ช่องว่างของความเกลียดชัง ความไม่เข้าใจ และอีกหลายๆ ปัญหาปัจจุบันในสังคมไทยเลวร้ายยิ่งขึ้นอีกด้วย
ที่มา ข่าวสด
ที่มา ประชาไท
วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
14 พฤศจิกายน 2554
ถ้าเราเปรียบระบบประกันการว่างงานของไทยเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ก็ต้องบอกว่าเป็นมนุษย์ที่อืดอาด เกียจคร้าน ไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
การประกันการว่างงานมีไว้เพื่อช่วยแบ่งเบาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้างใน ยามที่ประสบกับภาวะวิกฤติจนทำให้ไม่มีงานทำ ขาดรายได้ ระบบประกันการว่างงานก็คล้ายๆ กับการประกันชีวิตนั่นเอง คือ ลูกจ้างต้องจ่ายเงินซื้อประกัน (จ่ายเงินสมทบ) และเมื่อว่างงานก็จะได้รับเงินชดเชย ใครที่ไม่เคยจ่ายเงินสมทบย่อมไม่มีสิทธิได้รับการประกัน
การประกันการว่างงานในประเทศไทยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ในยุคของรัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทย ต้นตระกูลของพรรคเพื่อไทย กล่าวได้ว่าประกันว่างงานเป็นมรดกที่รัฐบาลทักษิณได้ทำไว้ก็ว่าได้
หลักการสำคัญของการประกันการว่างงาน คือ การให้เงินชดเชยแก่ลูกจ้างที่ตกงานเมื่อมีวิกฤติการณ์เกิดขึ้นโดยไม่ได้เป็น ผลมาจากการกระทำของลูกจ้าง เช่น ให้เงินประกันการว่างงานกับลูกจ้างที่ว่างงานเพราะสถานประกอบการปิดกิจการ แต่ไม่ให้เงินการประกันแก่ลูกจ้างที่อยู่ๆ ก็ลาออกจากงาน หรือลูกจ้างที่ถูกไล่ออกจากงานเพราะทำให้นายจ้างเสียหาย
อีกหลักการหนึ่ง คือ เงินชดเชยที่จ่ายและระยะเวลาการจ่ายควรที่จะจำกัด เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกจ้างติดลมบนกับการว่างงาน ลูกจ้างเป็นกลไกที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่เจ็บป่วยก็ควรที่จะทำงาน จึงมักจะมีการบังคับให้ผู้รับเงินขึ้นทะเบียนหางานทำด้วย
เงินชดเชยการว่างงานเป็นเพียงการแบ่งเบาภาระระยะหนึ่ง เพื่อให้ลูกจ้างมีเวลาหางานทำและยังสามารถมีเงินจับจ่ายใช้สอยไปด้วย ในขณะเดียวกันยังช่วยไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำมากเกินไปเมื่อเกิดภาวะที่อัตราการ ว่างงานสูงมากๆ เพราะช่วยให้ครัวเรือนยังมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย
สิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับระบบประกันการว่างงานของไทยคือ การจ่ายเงินให้แก่ผู้ลาออกจากงานโดยสมัครใจ นับตั้งแต่ปี 2547 ถึงสิ้นปี 2552 (การได้ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม หรือ สปส. นั้นยากเย็นมาก) สปส. จ่ายเงินให้แก่ผู้ลาออกจากงานโดยสมัครใจทั้งหมดรวม 5,600 ล้านบาท มีรายการขอรับเงินทั้งหมด 2.3 ล้านรายการ และจ่ายเงินให้แก่ผู้ว่างงานแบบไม่สมัครใจทั้งหมด 6,700 ล้านบาท มีรายการขอรับเงินทั้งหมด 1.6 ล้านรายการ
เราจะสามารถประหยัดเงินไปได้ประมาณ 45% และสามารถลดงานหน้าเคาท์เตอร์กับการทำลายกระดาษอีก 2.3 ล้านรายการ (เกินกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณงาน) ถ้าหากว่าระบบประกันการว่างงานของเราไม่ทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำ
สิ่งที่ระบบประกันการว่างงานของเราควรทำแต่ไม่ทำ คือ การให้หลักประกันแก่ลูกจ้างที่ว่างงานเพราะนายจ้างประสบภัยพิบัติจนต้องหยุด กิจการชั่วคราวไม่ว่าภัยพิบัตินั้นจะเกิดขึ้นเพราะธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดจากความประมาท เลินเล่อ ในกระบวนการทำงานของลูกจ้าง หรือมิได้เกิดจากความเกียจคร้านของลูกจ้าง มันเป็นเหตุที่นอกเหนือการควบคุมของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง
ลูกจ้างคนหนึ่งที่ได้ค่าจ้างวันละ 200 บาทหรือประมาณเดือนละ 6,000 บาทจะต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อการประกันการว่างงานเดือนละ 30 บาท โดยนายจ้างช่วยสมทบอีก 30 บาทและรัฐช่วยอีก 15 บาท รวมค่าใช้จ่ายในการประกันการว่างงานเดือนละ 75 บาท หรือปีละ 900 บาท ถ้าจ่ายมาโดยตลอด 7 ปีก็รวมประมาณ 6,300 บาท มาวันนี้ลูกจ้างที่สมทบเงินมาตลอด ขาดรายได้เพราะสถานประกอบการประสบภัยพิบัติต้องหยุดดำเนินการ สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ระบบประกันการว่างงานจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้าง เหล่านี้ ยกเว้นเสียแต่ว่า นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนและมิได้หยุดการจ่ายเงินเดือนแม้ว่าจะหยุด ดำเนินการก็ตาม
นี่คือ หลักการและความเหมาะสม เป็นเจตนาของการมีระบบประกันการว่างงาน
ถ้าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการก็มิได้มีอะไรยากเกินกว่าที่จะทำได้ ต้องอาศัยความว่องไวต่อการตอบสนองปัญหา ทัศนคติที่เหมาะสม และความขยัน ของคณะกรรมการประกันสังคม ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายใดๆ สามารถปฏิบัติได้โดยการออกกฎกระทรวงเช่นเดียวกับปี 2552 แต่ที่สำคัญต้องยึดหลักการให้ชัดเจนและไม่เปะปะจนเข้าข่ายประชานิยม
จำนวนเงินที่จะต้องใช้เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่ขาดรายได้เพราะภัยพิบัติ ก็มิได้มากเกินความสามารถในการจ่ายของกองทุนประกันการว่างงานที่ในขณะนี้มี เงินสะสมเกือบ 60,000 ล้านบาท (เมื่อเงินสะสมมากเกินจำเป็น สปส. ควรลดอัตราเงินสมทบลงเพื่อให้ลูกจ้างและนายจ้างมีเงินเหลือจับจ่ายใช้สอยมาก ขึ้น)
ปัจจุบันจังหวัดปทุมธานีและอยุธยามีลูกจ้างผู้ประกันตนประมาณ 8 แสนคน และสถานประกอบการในระบบประกันสังคมประมาณ 17,000 แห่ง ถ้าเหตุภัยพิบัตินี้ทำให้ลูกจ้างรายวันขาดรายได้ประมาณ 2 แสนคน กองทุนประกันการว่างงานจะใช้เงินประมาณ 600 ล้านบาทในการจ่ายเงินชดเชย 30 วัน ในขณะเดียวกันการจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในจังหวัดอื่นๆ คาดว่าจะใช้เงินน้อยกว่านี้
ถึงเวลาที่ระบบประกันการว่างงานตื่นขึ้นมาทำงานได้แล้ว หยุดอืดอาด และควรทำในสิ่งที่ควรทำได้แล้ว
ที่มา ประชาไท
“กระสอบทราย”
สภาพปัญหาและความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากน้ำท่วม รวมถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นของผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้แทบไม่ ต้องเอื้อนเอ่ยกันมากนัก เพราะได้ถูกถ่ายทอดกันทุกช่องทางการสื่อสาร ตั้งแต่คำทักทายเมื่อพบหน้าเพื่อน “ที่บ้านเธอน้ำท่วมไหม???” คำบรรยายจากพลเมืองภาคสนามบน Social Network ต่างๆ รวมถึงสื่อที่แพร่ภาพสดกันชนิดนาทีต่อนาที
ภาพเหตุการณ์ครั้งนี้มีหลายภาพที่น่าสนใจ ยามที่บ้านเมืองกำลังเกิดวิกฤต ผู้คนน่าจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนดังที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ที่มีการเผยแพร่ภาพที่น่าประทับใจของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวและสึนามิ ทั้งการช่วยเหลือและน้ำใจของผู้ประสบภัยที่มีต่อกันอย่างแทบจะหาที่ไหนไม่ ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้ ขณะที่ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ที่น่าประหลาดใจหลายอย่าง เช่น คนในชุมชนเดียวกันหรือชุมชนใกล้เคียงกันทำลายกระสอบทรายกั้นน้ำ โดยหวังให้ด้านหลังคันกันน้ำ แบ่งเบาระดับน้ำของทางด้านหน้าคันกันน้ำไปบ้าง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามว่า ทำไมคนไทยเราไม่ช่วยกันอย่างตอนญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติบ้าง เพราะคนไทยเรามีศีลธรรมหรือคุณธรรมน้อยกว่าคนญี่ปุ่นหรือเปล่า หรือคนไทยในอดีตเราเคยมีศีลธรรมหรือคุณธรรมแบบคนญี่ปุ่นแต่ปัจจุบันศีลธรรม หรือคุณธรรมดังกล่าวนั้นตกต่ำลง???
ข้อคิดเกี่ยวกับศีลธรรมที่ตกต่ำลงข้างต้น ฟังดูคล้ายๆ กับรื่นหูและดูเป็นคำตอบที่ไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งอะไร เพราะทุกคนคิดและเหมือนจะเข้าใจกันไปเองว่า ทุกคนน่าจะมีหลักศีลธรรมชุดเดียวกัน หรือคล้ายๆ กัน ว่าข้อควรปฏิบัติท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศ ทุกคนต้องช่วยเหลือ แบ่งปัน และเสียสละต่อกันและกันเท่านั้น แต่ผมคิดว่าคำตอบเกี่ยวกับศีลธรรมตกต่ำข้างต้น มันยังไม่เพียงพอเพราะ
การพยายามจะเปรียบเทียบระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วมของไทยกับแผ่นดินไหวและสึ นามิของญี่ปุ่นแทบจะไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย เพราะที่ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวและสึนามิเป็นเรื่องของธรรมชาติล้วนๆ (หรือกล่าวว่ามนุษย์ไม่ได้จัดการให้เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ) ตรงข้ามกับน้ำท่วมของไทย ใครๆ ก็รู้ว่ามันไม่ได้ไหลตามความลาดชันจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำตามหลักการวิทยา ศาสตร์ระดับประถม แต่น้ำไหลเอ่อจากที่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงลงไปสู่พื้นที่มีอำนาจต่อ รองทางการเมืองต่ำต่างหาก (คือรัฐไทยพอจะเลือกได้ว่าจะให้พื้นที่ไหนท่วมมากน้อยแค่ไหน ยาวนานแค่ไหน) ดังที่ ดร.มนตรี เจนวิทย์การ เคยกล่าวไว้ตั้งแต่หลายสิบปีก่อน
นอกจากนี้ อุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมอย่าง “กระสอบทราย” หรือ “แนวคันกั้นน้ำ” ในปัจจุบันไม่ได้มีสถานะเพียงแค่อุปกรณ์ป้องกันน้ำเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถแสดงความหมายถึงอาณาเขตที่แบ่งแยกระหว่าง “พื้นที่น้ำท่วมได้” และ “พื้นที่น้ำไม่ควรท่วม” หรือ การสร้างจังหวัดบางจังหวัดให้กลายเป็น “จุดรับน้ำ” แทนบางจังหวัดอย่างกรุงเทพมหานครที่เป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจ หรือแหล่งนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ถ้าพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่อุตสาหกรรมเสียหาย จะส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศชะงักงัน อันจะนำไปสู่การตกงานของแรงงานจำนวนมหาศาล เป็นต้น
คำถามที่น่าสนใจที่ผมอยากจะลองค้นหาคำตอบก็คือ สังคมไทยมีศีลธรรมดำรงอยู่เพียงชุดเดียวหรือไม่??? ผมคิดว่าคนทุกวันนี้ที่ได้เห็นโลกที่กว้างมากขึ้นด้วยการติดต่อสื่อสารเห็น กันอย่างรวดเร็ว สามารถเห็นคนในอีกซีกโลก ที่มีแนวคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้ในเสี้ยววินาที ทำให้คุณค่าความเชื่อที่ดีงาม ณ ที่หนึ่ง อาจจะไม่สามารถเป็นความเชื่อที่ดีงามในอีกที่หนึ่ง เช่น หลักกฎหมายตาต่อตา ฟันต่อฟัน อาจจะเห็นว่ายุติธรรมในบางสังคม ขณะที่หลายสังคมเริ่มตั้งคำถามและไม่เห็นว่าหลักกฎหมายดังกล่าวเป็นสิ่งที่ ยุติธรรม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมหนึ่งๆ จะดำรงอยู่ด้วยชุดศีลธรรมเพียงชุดเดียว ดังงานของ ดร.เกษียร เตชะพีระ เรื่อง “แบบวิถีอำนาจไทยฯ” ที่มองว่าสังคมไทยมีความสัมพันธ์ทางอำนาจอยู่ 3 แบบ และแต่ละแบบล้วนมีศีลธรรมกำกับที่แตกต่างกัน และความสัมพันธ์ทางอำนาจทั้งสามล้วนทับซ้อนกันอยู่ในสังคม และคนในสังคมจะเลือกหยิบชุดศีลธรรมต่างๆ ปรับใช้กับเหตุการณ์หนึ่งๆ
ถ้าลองมองการตัดสินเชิงศีลธรรมเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน คงจะช่วยให้สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่หลายคนเห็นว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในสังคม ไทยได้ เพราะบางทีเราๆ ท่านๆ อาจกำลังสวมแว่นทางศีลธรรมที่แตกต่างกันก็ได้ ดังต่อไปนี้
ศีลธรรมแบบที่หนึ่ง ศีลธรรมในระบบความสัมพันธ์แบบตลาดที่เท่าเทียม (พันธะสัญญา) กล่าวคือ มีการตกลงกันระหว่างสองฝ่ายที่จะแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการอย่างเสรี ถ้าสังคมไทยจะจัดการบริหารน้ำ โดยการผันน้ำจากบางพื้นที่ไปสู่บางพื้นที่ ด้วยศีลธรรมแบบตลาดน่าจะต้องมีการตกลงทำสัญญาต่อกันว่า พื้นที่ที่จะผันน้ำออกจะให้อะไรตอบแทนบ้างแก่พื้นที่รับน้ำ เพื่อชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนคงต้องมากกว่าค่าชดเชยความเสียหายที่รัฐบาลจะจ่ายให้ ตัวอย่างข้อเสนอของการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาด้วยศีลธรรมแบบนี้ ได้แก่ แนวทางของมิ่งสรรพ์ ขาวสอาด เรื่อง “น้ำท่วม : เห็นทีต้องแก้ไขไม่ใช่แก้ขัด” (มติชนออนไลน์วันที่ 11 ตุลาคม 2554) ที่เสนอให้มีการเก็บภาษีน้ำท่วมแบบออสเตรเลีย โดยเรียกเก็บภาษีจากพื้นที่เศรษฐกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบเพราะการผันน้ำไปสู่ บางพื้นที่ เพื่อนำเงินภาษีที่ได้ไปช่วยเหลือจ่ายค่าชดเชยแก่พื้นที่ประสบภัยอย่างเพียง พอ (แน่นอนวิธีการแบบนี้ต้องอาศัยรายละเอียดเชิงลึกอีกหลายอย่าง และการจัดการที่เป็นระบบอย่างมาก)
ศีลธรรมแบบที่สอง ศีลธรรมของวิถีชีวิตแบบชุมชน กล่าวคือ มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในชุมชน ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ คงไม่สามารถคิดฝันถึงชุมชนขนาดเล็ก เพราะชุมชนขนาดเล็กคงเสียหายระดับที่ใกล้เคียงกัน อาจจะต้องฝันไปให้ถึงชุมชนขนาดใหญ่ คือ ชุมชนของชาติไทย ซึ่งศีลธรรมแบบนี้จะต้องคาดหวังหรือฝันถึงการเสียสละของคนบางกลุ่มที่อาศัย อยู่ในพื้นที่รับน้ำ ที่จำต้องเสียสละบ้าน รถ และทรัพย์สินอื่นๆ ที่ตนทุ่มเททำงานตากเหงื่อตากน้ำทั้งชีวิตเพื่อสร้างขึ้นมาให้กลายเป็น “ศูนย์” เพื่อแลกกับข้ออ้างของ “ผลประโยชน์ของชาติ/เศรษฐกิจของชาติ” (คำลอยๆ ที่ใครก็ได้ในสังคมสามารถกล่าวอ้างได้) โดยอาจได้รับการตอบแทนอันใกล้ด้วยถุงยังชีพที่ต้องคอยลุ้นว่าจะไปถึงบ้าง หรือไม่ถึงบ้าง (ตามสภาพความสามารถการเข้าถึงพื้นที่ของหน่วยงานบรรเทาสาธารณะภัยทั้งรัฐและ เอกชน) หรืออาจได้รับการตอบแทนอันยาวไกลว่าเศรษฐกิจประเทศโดยรวมดีขึ้น ชีวิตผู้ประสบภัยก็น่าจะดีขึ้น???
อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ จากภาพผู้ประสบภัยหลายคนที่ไม่ยอมออกนอกพื้นที่น้ำท่วมไปยังศูนย์อพยพต่างๆ เพื่อจะพิทักษ์รักษาบ้านเรือนและทรัพย์สินของตนให้คงอยู่ ก็ดูจะทำให้ภาพการเสียสละของบางชุมชนกลายเป็นฝันที่ห่างไกลจากความเป็นจริง ยิ่งนัก ทั้งนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึงความสัมพันธ์ของชุมชนชาติไทยที่ต้องตั้งคำถามว่า ยังเหนียวแน่นเหมือนในอดีตหรือไม่ ความแตกแยกทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังส่งผลให้เกิดการใส่ร้าย ป้ายสีผู้นำทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอๆ รวมถึงความคิดในรูปแบบการช่วยเหลือของชุมชนที่ไม่ก้าวไปไกลกว่าบริจาคสิ่ง ของ เพื่อเป็น “ถุงยังชีพ” ในช่วงเวลาที่ข่าวน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมกรุงเทพฯ แต่หลังจากกรุงเทพฯ พ้นวิกฤต กระแสข่าวก็มักจะสวิงไปเรื่องอื่น โดยไม่ใยดีพื้นที่ประสบภัยอื่น ปล่อยให้ผู้ประสบภัยแต่ละคนดิ้นรนกันเองต่อไป แบบนี้ก็คงยากที่จะเรียกร้องการเสียสละของคนบางกลุ่ม ขณะที่คนอีกกลุ่มแทบจะไม่สละอะไรให้เลย
และศีลธรรมแบบที่สาม ที่หลายคนทั้งคนเมืองและชนบทอาจจะไม่อยากจะยอมรับก็ได้ว่า จริงๆ แล้วสังคมไทยกำลังมองวิธีการจัดการน้ำท่วมปัจจุบันด้วยศีลธรรมแบบอุปถัมภ์ ผู้ใหญ่-ผู้น้อยเป็นหลักมากกว่าศีลธรรมแบบอื่นๆ ส่งผลให้วิธีการจัดการน้ำจึงมีลักษณะที่น้ำควรจะไหลเอ่อล้นอยู่นอกเมืองกรุง เพราะคนกรุงเป็นผู้ใหญ่ คนต่างจังหวัดเป็นผู้น้อย ผู้น้อยพึงยอมเสียสละแก่ผู้ใหญ่โดยไม่ต้องโต้แย้ง เดี๋ยวรอวันที่ผู้ใหญ่รอดพ้นจากวิกฤต โรงงานปลอดภัยสามารถทำกิจการฐานะของตนให้รุ่งเรืองได้อีกครั้ง ผู้ใหญ่ก็จะเอื้อเฟื้อสยายปีกโอบอุ้มผู้น้อยที่ประสบภัยสิ้นเนื้อประดาตัว ไร่นาเสียหายไม่รู้จะหันไปประกอบอาชีพอะไรให้สามารถกลายมาเป็นแรงงานใต้ อาณัติของผู้ใหญ่ต่อไป และด้วยหลักตรรกะของศีลธรรมชุดนี้มันจึงถูกต้องและเหมาะสมแล้วที่ต้องมีการ วางแนวกระสอบทราย และแนวคันกั้นน้ำรอบเมืองกรุงเทพฯ เพื่อที่จะทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้น้ำเข้ามาสู่เมืองกรุง
อย่างไรก็ตามกาลเวลามันกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว วิธีคิดแบบเก่ามันกำลังถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ คนอยุธยา คนนครสวรรค์ คนอ่างทอง ฯลฯ ก็รู้สึกเป็นคนเท่ากับคนกรุงเทพฯ กระแสวาทกรรม “ความเท่าเทียม” ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คนทุกกลุ่มเริ่มเห็น เริ่มเข้าใจปัญหาน้ำท่วมว่าที่ท่วมไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคนที่เหมือนๆ กับเรามีส่วนกำกับทิศทางการไหลของน้ำ
ดังนั้นการพยายามพังกระสอบทรายจึงกลายเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่เตือนให้คน กรุงเทพฯ ต้องเริ่มคิด และตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าอีกฝ่ายเริ่มจะเลือกที่จะไม่รับศีลธรรมการอุปถัมภ์แบบเดิม เพราะมันไม่อบอุ่น มันไม่คุ้ม มันไม่พอเพียงอีกแล้ว เราจะจัดวางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วยศีลธรรมแบบไหน อย่างไร
หากใครยังคิดจะแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยวิธีคิดแบบเดิมๆ หวังว่าปีไหนฟ้าเปิด พายุโหมกระหน่ำดั่งปีนี้ จะแก้ปัญหาด้วยการผันน้ำไปสู่เถือกสวนไร่นาตามจังหวัดต่างๆ รอบเมืองกรุงเทพฯ ง่ายๆ เฉกเช่นอดีตด้วยคิดว่าบริบทของสังคมยังคงเหมือนเดิม คนรอบนอกกรุงเทพฯ จะยอมเป็นเบี้ยให้ผันน้ำได้ตลอดไป
ผมว่าน่าจะลองคิดและตั้งคำถามเสียใหม่เสียแต่เนิ่นๆ ไม่เช่นนั้นวิกฤตแห่งน้ำครั้งหน้า ไม่เพียงน้ำจากฟ้าจะล้นพ้นหัวคนกรุงเทพ แต่น้ำตาแห่งความสูญเสียคงจะมีไม่ย่อหย่อนไปกว่ากันที่มา ประชาไท
“น้ำตา” มักถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองบ่อยๆ ถ้าคุณอ่านสามก๊กคุณจะพบว่าแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ‘ร้องไห้’กันเกือบทั้งเรื่อง อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้อง จะซาบซึ้งจะอะไรกันหนักหนา ทั้งๆที่เป็นชายชาตินักรบกันแท้ๆ เมื่อชีวิตมีคำถามเช่นนี้ ผมก็เลยส่งโทรจิตกลับไปถาม “อีพริ้ง” เมียของผมเมื่อชาติภพที่แล้ว เธอตอบกลับมาหาผมอย่างรวดเร็วราวกับใช้ hi-speed internet ว่า “อย่าโง่นักเลยไอ้แก่ การร้องไห้มันมีประโยชน์นะเว้ย เพราะมันเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดในทางการเมือง ไม่ต้องเสียตังค์สักบาท แถมถ้าร้องบ่อยๆ แล้วคนเชื่อว่ามีเมตตาธรรมแบบเล่าปี่ ก็ซื้อใจคนทั้งแผ่นดินได้”
อ่านข้อความของอีพริ้งจบ ผมก็กระจ่างราวกับตื่นจากภวังค์ เพราะถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้สามก๊กจริง คุณก็จะรู้ว่าจริงๆแล้ว ‘เล่าปี่’ เป็นผู้นำก๊กที่จนที่สุด เมื่อเทียบกับ ‘โจโฉ’ และ ‘ซุนกวน’ เพราะโจโฉจะชั่วดีอย่างไรเสียก็เป็นทหาร มีอำนาจวาสนาพอสมควร ซุนกวนเล่าก็เป็นลูกเจ้าเมืองเก่าสืบต่อสมบัติพี่ชายและบิดา ในขณะที่เล่าปี่เป็นแค่คนทอเสื่อขาย แต่ความอ่อนโยนและน้ำตาของเล่าปี่นี่เอง ทำให้ได้ ’ใจ’ ของประชาชน และแม่ทัพนายกองมากมายที่พร้อมพลีกายถวายหัวชนิดที่ว่าแทบไม่คิดถึงชีวิตตัว เอง
กลับมาที่การเมืองไทย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเราลงพื้นที่ไปตรวจความเรียบ ร้อยในการฟื้นฟู จ.นครสวรรค์ หลังน้ำลด ในขณะที่กำลังปราศรัยทักทายพ่อแม่พี่น้องอยู่ดีๆ เธอก็กล้ำกลืนร้องไห้น้ำตาไหลออกมา ชนิดที่เรียกได้ว่า ‘อึ้งกิมกี่’ กันไปหมด ทั้งรัฐมนตรี ทั้งประชาชน จนสื่อมวลชนต้องเอามาทำข่าว ในโลกไซเบอร์อินเตอร์เน็ตก็แชร์กันให้ว่อน ทั้งชมทั้งด่า มีตั้งแต่ “เห็นใจนายกฯจังเลยนะคะ” จนไปถึงขั้นที่ว่า “ดัดจริต”
แต่ที่เด็ดดวงกว่านั้น คือ การที่ ส.ส.ของ ปชป. สามคน อันได้แก่ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู, มัลลิกา บุญมีตระกูล และ คุณหญิงกัลยา โสภณพานิชย์ พร้อมหน้ากันออกมาอัดนายกฯ รวมใจความสั้นๆ ได้ว่า “อ่อนแอ”, “ขี้แย”,“มารยาหญิง”, “ไร้ภาวะผู้นำ” อัดกันแรงมากจน ส.ส.ชาย ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ เพราะคิดไม่ถึงว่าผู้หญิงด้วยกันจะอัดกันแรงซะขนาดนี้ แถมประเด็นที่เล่นก็ไม่ใช่ประเด็นการทำงานซะด้วย แต่เป็นเรื่องหยุมหยิมสุดๆ เช่น เรื่องน้ำตา
ผมกลับมานั่งคิดว่า จริงๆแล้วปัญหาที่ทำให้คุณยิ่งลักษณ์ “โดนด่า” นี่คืออะไร?
มันไม่ใช่ความซวยของคุณยิ่งลักษณ์ที่ดันเกิดมาเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น แต่มันเป็นปัญหาสากลของโลก ที่ผู้หญิงมักจะโดนด่าเช่นนี้เป็นประจำ นั่นเป็นเพราะสังคมให้คุณค่า (value) กับการกระทำของผู้หญิง และผู้ชายแตกต่างกัน สังคมมองบุรุษเพศว่าเป็นเพศที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว มีภาวะผู้นำ ห้าวหาญ เหนือกว่าผู้หญิงทุกๆด้าน ดัง นั้นการร้องไห้ของบุรุษเพศ จึงถูกบรรยายออกมาในทำนองว่า “น้ำตาลูกผู้ชาย”, “น้ำตาสุภาพบุรุษ”, “น้ำตานักสู้” ในขณะที่น้ำตาของผู้หญิงกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องของ “ความอ่อนแอ”, “ไร้ภาวะผู้นำ”, “มารยาหญิง” บ้างก็ไปถึงขั้นว่า “หวังจะใช้น้ำตาเป็นอาวุธละสิ!”
เพื่อยืนยันว่าทฤษฎีนี้ถูกต้อง ผมจำได้ว่าก่อนหน้าที่คุณยิ่งลักษณ์จะร้องสักสองอาทิตย์ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ก็เคยกอดคอร้องไห้กับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นมาแล้วเนื่องจากไม่สามารถปกป้องนิคม อุตสาหกรรมโรจนะเอาไว้ได้ ครั้งกระนั้นก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ไม่เห็นมี ส.ส.หญิง ส.ส.ชายหน้าไหนออกมาโวยวาย เท่ากับกรณีของคุณยิ่งลักษณ์ คุณว่ามันแปลกไหมละ?
ให้สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ “น้ำตาของผู้ชาย” มันอาจจะใช้เป็นอาวุธทางการเมืองได้ไม่ยากนัก แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว “น้ำตา” นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ได้แต้มต่อในทางการเมือง ยังกลับเป็นตัวทำลายภาพลักษณ์ “ความเป็นผู้นำ” ของตัวผู้หญิงเองด้วยซ้ำไป ดังนั้นใครที่คิดว่าผู้หญิงอยากจะร้องเพื่อเรียกคะแนนทางการเมือง อาจจะต้องกลับไปคิดใหม่อีกหลายๆรอบ เพราะขืนใช้วิธีนี้ จะมีแต่เสียกับเสีย
ที่ผมกล้าพูดเช่นนี้ เพราะหลายปีก่อน ‘อีพริ้ง’ เคยตั้งข้อสังเกตกับผมว่า สิ่งที่เรียกกันว่า “ความเป็นผู้นำ” มักจะถูกเชื่อมโยงกับ “บุคลิกความเป็นชาย” แทบจะทั้งหมด เช่น แข็งกร้าว, เด็ดเดี่ยว, ใจแข็ง, มีบุคลิกความเป็นผู้นำ, พูดจาฉะฉาน, กล้าตัดสินใจ ฯลฯ ทั้งหมดนี่เป็นเพื่อจะกีดกันผู้หญิง (ซึ่งแน่นอนว่ามีลักษณะตรงข้าม) ให้ออกไปจากการเมือง ส่วนผู้หญิงบางคนที่แทรกตัวเข้ามาในการเมืองได้ และประสบความสำเร็จ ก็จำต้องทิ้งบทบาทความเป็นผู้หญิงเสีย แล้วสวมบทบาทข้างต้นแบบผู้ชาย
เมื่อไปมองดูผู้นำหญิงทั้งในประวัติศาสตร์และในปัจจุบันที่มีชื่อติดอยู่ ในสมอง ได้แก่ ‘บูเช็คเทียน, ซูสีไทเฮา, มากาแร๊ต แทชเชอร์, อองซาน ซูจี, กอเรีย อาโร, ฮิลลารี่ คลินตัน ก็เป็นจริงดั่งที่ ‘อีพริ้ง’ ได้พูดไว้ นั่นคือ เธอเหล่านี้แทบจะไม่เหลือบุคลิกผู้หญิงเอาไว้เลย นอกจากเสื้อผ้าหน้าผม เพราะเธอสวมบทผู้นำเด็ดเดี่ยว ซะจนผู้ชายต้องเดินตามหลังต้อยๆ
สุดท้ายคิดไปคิดมาก็น่าเสียดายมาก ที่ ส.ส.หญิง แห่งค่าย ‘ประชาธิปัตย์’ ทั้ง 3 ท่านนั้น ไม่มีใครเห็นประเด็นเหล่านี้ แต่กลับดับเครื่องชนเดินหน้าออกมาผลิตซ้ำ ’วาทกรรม’ ที่ลดทอน/ทำลายพื้นที่ทางการเมืองของผู้หญิงด้วยกัน เพียงเพราะมุ่งหวังแต้มต่อทางการเมืองเล็กๆ น้อยๆ ในขณะที่ ส.ส.ผู้ชายทั้งหลายก็ ‘นกรู้’ เลือกที่จะนิ่งเฉย เงียบ ไม่ตอบโต้อะไรในเรื่องนี้ รอดูผู้หญิงทะเลาะกันเองจะดีกว่า เพราะ ในโลกนี้คนที่จะกดขี่ หรือเอาเรื่อง “ความเป็นหญิง” มาด่าผู้หญิงได้เจ็บแสบที่สุด คงไม่ใช่ผู้ชายหน้าไหน แต่เป็นผู้หญิงด้วยกันเองนี่แหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ดี มีการศึกษาสูง…ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51