ที่มา ประชาไท
มีผู้แสดงความเห็นจำนวนมาก เรื่องแทบเล็ตงบประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งข่าวว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการไปแล้วและได้รับคำยืนยันจาก ผู้เกี่ยวข้องว่า ซื้อแน่ เรื่องนี้ ครั้นจะตอบความเห็นทุกความเห็น ก็ไม่มีเวลามากพอ
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท
มกุฎ อรดี
มีผู้แสดงความเห็นจำนวนมาก เรื่องแทบเล็ตงบประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งข่าวว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการไปแล้วและได้รับคำยืนยันจาก ผู้เกี่ยวข้องว่า ซื้อแน่ เรื่องนี้ ครั้นจะตอบความเห็นทุกความเห็น ก็ไม่มีเวลามากพอ
ที่มา ประชาไท
ประชา แม่จัน, pracha_meachun@yahoo.com
การเรียกร้องให้ฟ้องรัฐบริหารจัดการน้ำผิดพลาดของ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ โดยตั้งประเด็นฟ้องร้องรัฐไว้ 5 กรณี 1.กรณีความเสียหายทางปกครอง 2.กรณีประมาทเลินเล่อ 3.กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ 4.กรณีความเสียโอกาส อาทิ ทำให้ผู้มีรายได้แต่ต้องเสียโอกาสทางรายได้และ 5.กรณีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นี่เป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าจะครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากผลของน้ำท่วมทั้งหมดหรือไม่
เนื่องจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นมีการปกป้องพื้นที่ไม่ให้น้ำท่วม หรือลดผลกระทบของน้ำท่วม เช่น ปกป้องพื้นที่กรุงเทพมหานคร การเร่งฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยาและปทุมธานี โดยลดการระบายน้ำฝั่งตะวันออกเจ้าพระยา เช่น ระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์เพียง 3.5 ล้าน ลบ.ม. ปิดประตูเขื่อนพระรามหก ขณะที่น้ำในอยุธยาตอนล่างลดลง จนใกล้จะฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมได้ แต่ระบายน้ำมาฝั่งตะวันตกเจ้าพระยามากขึ้น ทั้งจากแม่น้ำน้อยและอยุธยาตะวันตก ทำให้นนทบุรีฝั่งตะวันตกมีระดับน้ำสูง คาดว่าไม่น้อยกว่า 1 เดือนจึงจะมีโอกาสลดระดับลง ถึงแม้จะมีการลดการระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีนจากประตูระบายน้ำพลเทพและคลอง มะขามเฒ่า จาก 60 ล้าน ลบ.ม. ลงหรือ 15 ล้าน ลบ.ม.ก็ตาม
ในส่วนกรุงเทพฯ มีการเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำ พนังกั้นน้ำ ของคลองระพีพัฒน์ตะวันตก คลองรังสิต รวมถึงการวางบิ๊กแบกด้านคลองรังสิต จนทำให้สามารถควบคุมน้ำไม่ให้ไหลเข้ากรุงเทพฯ เพิ่มเติม กรุงเทพมหานครสามารถระบายน้ำออกได้ จนทำให้ระดับในหลายพื้นลดลง
เราจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติมีการจำแนก ระหว่างทั้งการปกป้องกันน้ำท่วมบางพื้นที่ การเลือกพื้นที่ในการระบาย จึงมีความไม่เป็นธรรม ซึ่งข้อเรียกร้อง ณรงค์ ไม่ได้ครอบคลุมความไม่เป็นธรรมนี้ ขณะเดียวกันได้ละเลยต่อผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการป้องกันน้ำ
เราควรจะถือหลัก “ผู้ได้ประโยชน์จากการป้องกันท่วม ต้องจ่ายให้กับผู้เสียประโยชน์จากน้ำท่วม” เพราะการเรียกร้องภาครัฐเป็นผู้จ่าย แน่นอนการจ่ายย่อมมาจากภาษี ซึ่งมาจากผู้ได้ประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์จากน้ำท่วม และผู้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียจากน้ำท่วม ดังนั้น ผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้จ่ายเต็มที่ แต่ผลักภาระให้ผู้อื่นด้วย สิ่งที่ควรจะดำเนินการคือ การเก็บภาษีปกป้องน้ำท่วม เพื่อนำมาใช้จ่ายในการรับมือน้ำท่วม ชดเชยผู้เสียหาย เพื่อไม่ได้ทำให้เกิดสภาพ “free rider”
การเรียกร้องให้เก็บภาษีป้องกันน้ำท่วมนั้นเคยเกิดขึ้น เมื่อ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ถูกคัดค้านจนเรื่องตกไป อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดว่าจะชดเชยให้กับผู้เสียหายอย่างไร เรื่องนี้นำมากลับพิจารณาใหม่
การจัดภาษีสำหรับ “ผู้ไม่ยอมเปียก” สามารถพิจารณาได้จากมูลค่าสินทรัพย์ ประโยชน์ใช้สอย ความเสี่ยงต่อน้ำท่วม และระดับการป้องกัน เช่น สยามพารากอน อาจจะจัดเก็บตารางเมตรละ 1,000 บาทต่อปี แต่แฟชัน ไอร์แลนด์ อาจจะจัดเก็บตารางเมตรละ 300 บาทต่อปี ส่วนอาคารสูงที่อยู่อาศัยก็จัดเก็บลดหลั่นลงไปจนบ้านอยู่อาศัยทั่วไป
ภาษีนี้สามารถใช้ในการชดเชยเมื่อเกิดน้ำท่วม ใช้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ผู้อยู่นอกพื้นที่ปรับปรุงให้สามารถลดกระทบจาก น้ำท่วม ใช้เป็นค่าบ้านเช่าเมื่อเกิดน้ำท่วมและไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เป็นต้น
การจัดเก็บภาษีนี้ ควรจะให้ความเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม มากกว่าข้อเสนอให้เรียกให้ฟ้องรัฐ เพราะค่าชดเชยที่ผู้เสียได้รับก็มาจากภาษีของตัวเองและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องด้วย
การเก็บภาษี “ผู้ไม่ยอมเปียก” ควรจะเป็นทางออกที่ดี เพราะการป้องกันน้ำท่วมยังคงต้องมีต่อไป มีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ รวมทั้ง มีความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีทั้งหมดด้วย
ที่มา ประชาไท
พิณผกา งามสม
สัมภาษณ์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ ต่อกรณีการแถลงข่าวร่วมระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยซึ่งสาระสำคัญไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมและการ กู้สนามบินดอนเมือง

อะไรเป็นสัญญาณที่น่าสนใจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐวานนี้
ผมคิดว่ามีทั้งหมด 5 เรื่อง เรื่องแรกคือรัฐบาลสหรัฐยืนอย่างเข้มแข็งอยู่เบื้องหลังรัฐบาลพลเรือนของไทย สอง คือสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลไทยในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันถ้า ประชาธิปไตย สาม คือสนับสนุนให้ไทยเคารพในหลักของกฎหมาบยแหลักการปกครองที่ดี หรือ Good Governance และสี่ คือสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ห้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสมานฉันท์ด้านการเมือง ผมคิดว่านี่เป็นสาระที่สำคัญของรัฐบาลสหรัฐ
และที่สำคัญคือผมคิดว่าสหรัฐสหรัฐเริ่มเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้นในแง่ที่ ว่าที่ผ่านมา 20-30 ปีที่ผ่านมา ความสนใจขอสหรัฐอยู่ที่การคงไว้ซึ่งมิตรภาพที่มีอยู่กับกองทัพและสถาบัน อื่นๆ รวมถึงสถาบันกษัตริย์ด้วย แต่ว่าเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยที่ผ่านมาทำให้สหรัฐต้องเปลี่ยนจุดยืน ไม่เช่นนั้นจะสามารถปรับตัวให้กเข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยได้ และผมคิดว่าสหรัฐปรับตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน เป็นต้น แต่ปรับตัวช้าก็ยังดีกว่าไม่ปรับตัวเลย
อาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ กับประชาไท เมื่อหลายเดือนมาแล้วว่าสหรัฐได้ข้อมูลที่ช้าไม่อัพเดท ท่าทีของฮิลลารี คลินตันครั้งนี้น่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงในด้านการรับข้อมูลข่าวสารด้วยหรือ เปล่า
ผมคิดว่าส่วนหนึ่งอาจจะใช่ เพราะมีการเปลี่ยนตัวของเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเทพฯ ด้วย และตั้งแต่การเปลี่ยนตัว ทูตคริสตี้ (เคนนีย์) ก็ออกมาแสดงบทบาททางการเมืองของไทยค่อนข้างมาก มีการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสถานทูตกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผมคิดว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
อีกส่วนหนึ่งคือ เคิร์ท แคมพ์เบล มาเมืองไทยเมื่อก่อนที่จะมีการสลายการชุมนุม และอยากพบกับผู้นำคนเสื้อแดง ผมคิดว่านั่นก็เป็นสัญญาณที่สำคัญว่าสหรัฐอยากจะรู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น และผมคิดว่ามีตัวแปรหลายอย่างเช่น ความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เช่น สิ่งที่เกิดในอินโดนีเซีย หรือพม่า ฉะนั้น สหรัฐต้องกลับมาเน้นบทบาทนี้เหมือนเดิม คือ สนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
อีกเรื่องที่สำคัญคือจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองในสหรัฐเอง
สหรัฐกังวลกับการที่จีน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วย
แน่นอน แน่นอนมาก ในแง่ของภูมิภาค เราต้องเข้าใจว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันเป็นภูมิภาคที่อยู่ใต้อิทธิพลจีน มานานนับเป็นพันปีแม้ในปัจจุบันด้วยความใกล้ชิดกันด้านภูมิศาสตร์ เราบอกได้เลยว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเหมือนสนามหลังบ้านของจีน
สหรัฐเองก็รู้สึกยากที่จะเข้าถึง แต่บทบาทก็ต้องเปลี่ยนไปเพราะจีนแผ่บทบาทมากเลย ในส่วนของไทยเองที่สำคัญเอง จีนเข้ามามีบทบาทอย่างมากในเมืองไทย ไม่ว่าจะช่วงวิกฤตการเมืองหรือวิกฤตน้ำท่วมก็ตาม แล้วจีนมีบทบาทสำคัญ คือไม่ได้เข้ามาเล่นกับการเมืองโดยตรง คือจีนคบได้กับทุกคนในเมืองไทย แต่แต่สหรัฐมีข้อบกพร่องอย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ประชาไทไป นี่เป็นจุดสำคัญที่สหรัฐต้องกลับเข้ามาเพื่อมาสร้างความสัมพันธ์ด้าน ยุทธศาสตร์ที่มีต่อไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น
วิธีพูดของคลินตันเมือ วาน เป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญมากแค่ไหน เพราะที่ผ่านสหรัฐให้ความสำคัฐกับตัวเล่นทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง แต่ท่าทีเมื่อวานเหมือนเป็นการย้ำว่ากำลังจะเปลี่ยนตัวผู้ที่สหรัฐกำลังจะ ให้การสนับสนุน
ผมก็ผิดหวังมากที่สื่อไทยไม่ได้ลงในรายละเอียดที่คลินตันพูด อาจจะเป็นเพราะสื่อนั้นทำรับใช้คนบางกลุ่ม ก็เลยไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้ ผมคิดว่ามีความสำคัญ คือความสำคัญมีหลายๆ ด้าน ในแง่ของระดับรัฐมนตรีต่างประเทศมาเยือนไทยเอง และคนนี้ก็เป็นอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง และเขามาเยือนไม่กี่ประเทศและเลือกมาไทย มันก็มีนัยยะสำคัญ
การมานั้นส่งสัญญาณหลายอย่าง สำคัญที่สุดก็คือ การให้ความชอบธรรมต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และคลินตันเองก็ดีเฟนด์ให้ยิ่งลักษณ์หลายเรื่อง ดีเฟนด์กระทั่งว่ายิ่งลักษณ์ไม่ไปปรากฏตัวที่ฮาวายเพราะยิ่งลักษณ์ติดภารกิจ แต่เป็นสิ่งสำคัญมากที่ยิ่งลักษณ์จะต้องไปบาหลี ซึ่งเป็นการตีปลาหน้าไซ ถ้าหากใครจะโจมตียิ่งลักษณ์ว่าน้ำท่วมแล้วยังจะไปบาหลีอีก ผมคิดว่านี่จะช่วยได้เยอะมาก
แต่เราก็อาจจะพูดได้ว่า สหัฐตอนนี้มีสถานภาพง่อนแง่น และตามปกติ ขณะที่คลินตันเดินทางไปที่อื่น ก็พบปะและแถลงร่วมกับรมต. ต่างประเทศของประเทศนั้นๆ ไทยเองต่างหากที่ให้ความสำคัญกับสหรัฐมากเกินไป
ผมว่านั่นไม่ใช่ประเด็นเลย เพราะแม้สหรัฐจะง่อนแง่น หรือลดบทบาทลงมา แต่สหรัฐเองก็ยังเป็นประเทศมหาอำนาจ เป็นซูปเปอร์พาวเวอร์ ไม่มีใครปฏิเสธความจริงได้ และที่สำคัญคือไทยให้ความสำคัญกับสหรัฐโดยตลอด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐมาเยือนไทยก็ต้องได้พบกับ นายกอยู่แล้ว มันไม่ได้หมายความว่าเราไปให้ความสำคัฐกับสหรัฐจนเกินเหตุ ผมว่าไม่ใช่
ถ้ามองในแง่การเมือง ธรรมเนียมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็คงต้องหาโอกาสในการสร้างประเด็นทางการเมือง ของตัวเอง และมีผู้นำระดับสูงขนาดนี้มาก็ต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิด
ยิ่งลักษณ์เมื่อวานได้คะแนนไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ที่สำคัญก็คือเรื่องการสื่อสารของยิ่งลักษณ์
เข้าใจครับ ผมเห็นแล้วผมก็เหนื่อยใจ แต่ทำอย่างไรได้ละครับ คนเราไม่ได้พัฒนากันแบบข้ามคืนน่ะ ยิ่งลักษณ์มีความสามารถแค่นี้ก็คือมีแค่นี้ และผมคิดว่าไฮไลท์อยู่ที่ฮิลลารี มากกว่าอยู่ที่ยิ่งลักษณ์ ผมบอกตรงๆ ว่ายิ่งลักษณ์เป็นตัวประกอบแล้วกัน ถ้าเกิดว่าฮิลลารีเป็นผู้นำแสดงฝ่ายหญิง ยิ่งลักษณ์ก็เป็นผู้สนับสนุนฝ่ายหญิงและแมสเสจ อยู่ที่ฮิลลารีไม่ใช่อยู่ที่ยิ่งลักษณ์
อาจารย์สรุปเรื่อง 5 ประเด็นหลักที่คลินตันพูดเมื่อวาน แต่ทั้ง 5 ประเด็นนั้นเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งในตัวเองของสหรัฐทั้งนั้นเลย
ถูกต้อง มันก็เป็นเป็นเกมPower Politic คือส่วนหนึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็น Lip Service เราคงไม่คาดหวังให้สหรัฐออกมาพูดว่าเราไม่สนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตยเราสนับ สนุนรัฐบาลทหาร แต่ผมคิดว่ามันมันมีนัยยะที่สำคัญเพราะว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ถ้าสหรัฐมาพูดแบบนี้ในสถานการณ์ธรรมดาที่เราไม่มีความขัดแย้งกัน เราก็ยังพอเข้าใจได้ว่ามันเป็น Lip Service แต่เมื่อสถานการณ์เราเป็นแบบนี้สิ่งที่สหรัฐพูดก็เลยมีความหมายขึ้นมา
และอย่างที่เรพูดกันตั้งแต่แรกที่มีความต้องการของสหรัฐที่ต้องการเข้ามา มีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากขึ้น มามีบทบาทกับเมืองไทยมากขึ้นมากกว่าแค่ลิปเซอร์วิส
อาจารย์มีข้อสังเกตอย่างไรต่อท่าทีของสื่อไทยที่ไม่เสนอ 5 ประเด็นที่อาจารย์กล่าวมา
สื่อไทยมีการแบ่งแยกออกเป็นฝักฝ่ายเป็นหลายสี และทีเป็นสื่อกระแสหลัก เราก็รู้ว่าสื่อกระแสหลักอยู่ข้างใคร ฉะนั้นสาระสำคัญของที่คลินตันพูดมันไปจี้จุดเขา เขาก็มีเหตุผลที่เขาไม่อยากตีพิมพ์ ไม่อยากที่จะนำเสนอข่าว อาจจะอ้างว่าปิดต้นฉบับเร็วอะไรก็แล้วแต่ ก็คงต้องให้โอกาส ก็ดูเขาวันนี้อีกทีแล้วกัน ถ้าวันนี้ไม่เสนอข่าวอีกผมก็คิดว่าแย่มาก ถือว่าใช้ไม่ได้ ขาดความรับผิดชอบ ฝากถึงไทยโพสต์ด้วยว่าเขาแย่มาก มีการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบทั้งสิ้น
ฉะนั้นก็ดูกันต่อไป ให้เวลาอีกวันหนึ่งถ้าสื่อในเมืองไทยยังไม่เสนอข่าวนี้ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่และออกไปทั่วโลก และหัวใจสำคัญที่คลินตันพูดมันไม่ใช่เรื่องดอนเมืองอะไรหรอก มันเป็น 5 ข้อที่ผมพูด ถ้าเขาไม่เสนอก็คือประเด็นทางการเมืองที่อยากจะเก็บซ่อนไว้
สุดท้ายฮิลลารีพูดเรื่อง การสนับสนุนกระบวนการปรองดอง แต่ดูมุ่งหวังในด้านเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าเรื่องความเป็นธรรมของผู้ ได้รับผลกระทบหรือการค้นหาความจริง
ฮิลลารีจะลงรายละเอียดก็คงไม่รู้มากน้อยสักขนาดไหน แต่เป็นการพูดในภาพรวม คือถ้ามีเสถียรภาพก็ไม่ใช่แค่ดีกับเรา แต่มันดีกับเขาด้วย ทั้งในแง่เศรษฐกิจที่เขามาลงทุนกับเรา เขาคงไม่ลงลึกเพราะไม่เช่นนั้นจะผูกมัดตัวเองเกินไป ว่าต้องมีการค้นหาความจริง แล้วมีการลงโทษผู้กระทำผิด
แต่มีคำถามหนึ่งที่ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการนิรโทษกรรมและอภัยโทษ แล้วคลินตันพูดว่า หวังว่าประเทศไทยจะมีการสมานฉันท์ต่อไป แต่ผมคิดในใจ ถ้าผมจะตีความคือ เหมือนฮิลลารีบอกว่าจะมีการสมานฉันท์ก็ต้องให้ทักษิณมีส่วนร่วมด้วย ถ้าทักษิณไม่มีส่วนร่วมด้วย การสมานฉันท์ก็จะไม่สำเร็จ
ที่มา ประชาไท
ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา แถลงข่าวร่วมกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ระบุพร้อมให้ความช่วยเหลือและเคียงข้างประเทศไทยที่ต้องเผชิญอุทกภัยครั้ง ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เผยหนุนกระบวนการปรองดอง

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra
วันที่ 16 พ.ย. น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแถลงข่าวร่วมกันที่ทำเนียบ รัฐบาลในโอกาสที่ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ไทยและสหรัฐไม่ได้สัมพันธ์กันด้วยเหตุผลในเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคง หรือด้านการค้าเท่านั้นแต่ยังเชื่อมโยงกันด้วยคุณค่าประชาธิปไตยที่มีร่วม กัน รวมถึงความเป็นมิตรและความเป็นครอบครัวที่เชื่อมร้อยประชาชนของทั้งสอง ประเทศ
“เราภูมิใจที่จะยืนอยู่เคียงข้างท่านในช่วงเวลาที่ท้าทาย ซึ่งท่านต่อสู้กับอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ” นางคลินตันกล่าว และว่าภาวะน้ำท่วมนี้นับเป็นความท้าทายที่ร้ายแรงต่อรัฐบาลใหม่ของประเทศไทย รวมถึงต่อสภาวะความสงบสุขที่ได้มาอย่างยากลำบากหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐกล่าวว่าสหรัฐทำงานร่วมกับ รัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงแรกของการเกิดอุทกภัย และจะให้การช่วยเหลือต่อไปในระยะยาวเพื่อให้ประเทศไทยสามารถฟื้นฟูศักยภาพ ทั้งด้านการป้องกันภัยพิบัติเช่นที่เกิดขึ้นครั้งนี้ รวมไปถึงการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ และ ในวันนี้ (17 พ.ย.) เธอจะเดินทางไปยังศูนย์อพยพและพูดคุยกับผู้ประสบภัย และจากนี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทางการสหรัฐจะหาแนวทางต่อไปว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่ไทยทั้งต่อกองทัพและพลเรือนเพื่อสนับสนุนด้านการ ฟื้นฟูระยะยาวแก่ไทยได้อย่างไร
นางคลินตันยังกล่าวถึงจุดยืนของสหรัฐต่อการสนับสนุนนกระบวนการประชาธิปไตยในไทย
“สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างหนักแน่นกับต่อรัฐบาลพลเรือนของไทย การสร้างสถาบันประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาล การสร้างหลักประกันให้กับนิติรัฐ ปกป้องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เราสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินกระบวนการปรองดองต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อความมั่นคงและความเสถียรภาพในระยะยาวของไทย และกระบวนการนี้ก็จะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอมริกา”
นางคลินตันผยว่ามีการพูดคุยกันในเรื่องอื่นๆ ทั้งระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันด้านการค้า และการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง ซึ่งก็มีประเด็นที่เกี่ยวข้องตั้งเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์ไปจนถึงเรื่อง ความมั่นคงทางทะเล
ที่มา ประชาไท
ดักยื่นหนังสือนายบัน คี มุน-นางฮิลลารี ที่เข้าเยือนนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เสื้อแดงรวมตัวประจานปัญหาการใช้กฎหมายหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 เรียกร้องสิทธิในการประกันตัวผู้ต้องหา พร้อมยื่นหนังสือผ่านนายกฯ ไปยังเลขายูเอ็น และรมว.ต่างประเทศสหรัฐ
16 พ.ย.54 เวลาประมาณ 13.00 น. บริเวณทำเนียบรัฐบาล กลุ่มคนเสื้อแดงราว 60 คน นำโดย น.ส.จิตรา คชเดช นักกิจกรรมด้านแรงงาน และนายชานุ ไชยะ ผอ.สถานีวิทยุชุมชนจ.สมุทรปราการ คลื่อน 90.25 เมกกะเฮิร์ต ชุมนุมพร้อมยื่นหนังสือ ในวาระที่นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และนางฮิลลารี คลินตัน รมว.การต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เดินทางมาเยือนประเทศไทย และเข้าพบ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลตามคำเชิญของรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมมีการถือป้ายข้อความ “FREE SOMYOS” “Free Joe Free Thailand!” “FREE DA TORPIDO” “FREE SURACHAIW” “RELEASE POLITICAL PRISONERS” “FREE Thailand from Lese Majeste Law” และยังมีการประท้วงโดยการนำกรงที่ทำด้วยท่อพีวีซี ภายในมีคนแต่งตัวเป็นเทพีเสรีภาพถือกล่องเขียนว่าปลดปล่อยนักโทษการเมือง และมีรายชื่อผู้ต้องขังเสื้อแดงที่ยังคงอยู่ในเรือนจำจำนวนมากและผู้ต้องขัง คดีหมิ่นติดอยู่เต็มลูกกรง

หลังจากปราศรัยเรียกร้องเรื่องสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องขังคดีหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ หรือความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาราว 1 ชม. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองได้ออกมารับจดหมายของผู้ชุมนุม ซึ่งส่งถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านไปยังนายบัน คี มุน และนายคลินตัน จากนั้นตัวแทนผู้ชุมนุมได้เข้าหารือกับนายสุชาติภายในทำเนียบรัฐบาลอีกราว 1 ช.ม. ซึ่งนายสุชาติรับปากจะนำเรื่องดังกล่าวไปเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้รัฐบาล หาทางแก้ปัญหาต่อไป
“เรามารวมตัวกันเป็นสัญลักษณ์เพื่อประกาศให้โลกรับรู้ว่ากฎหมายไทยไม่มีมาตรฐาน” นายชานุกล่าว
ทั้งนี้ ในจดหมายที่ส่งถึงนายบัน คี มุน และนางฮิลลารี คลินตัน เรียกร้องให้ 1. มีการดำเนินการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับสภาพในเรือนจำของผู้ต้อง ขังในคดีนี้ และดูแลให้มีการปฏิบัติอย่างเหมาะสม รวมทั้งจัดให้มีการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอและให้มีความเป็นธรรม 2.ให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวนักโทษในคดีหมิ่นฯ ทุกคนโดยทันที 3.กระตุ้นให้ทางการไทยเปิดเผยจำนวนนักโทษคดีหมิ่นฯ ทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
จดหมายยังได้อ้างถึงข้อเสนอแนะของนายแฟรงค์ ลารู (Frank La Rue) ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการมีเสรีภาพของการแสดงความเห็นและ การแสดงออก (UN Special Rapporteur on the Right to Freedom of Opinion and Expression) ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อเสนอแนวทาง แก้ไขมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะภัยคุกคามของบทลงโทษจำคุกเป็นเวลานานและความคลุมเครือของการตีความว่า ถ้อยคำใดเข้าข่ายดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรือเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ทำให้ผู้พูดต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง และปิดกั้นโอกาสการถกเถียงในประเด็นที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซ้ำร้ายกฎหมายยังอนุญาตให้บุคคลใด ๆ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ และการไต่สวนคดีมักกระทำอย่างปิดลับ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2553 มีรายงานข่าวว่าศาลไทยได้รับพิจารณาคดีหมิ่นฯ ใหม่ 478 คดี เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปีก่อนหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวในข้อหาละเมิดมาตรา 112 น่าจะมีอยู่หลายร้อยคน
0000
|
เรียน: ฯพณฯ บันคีมุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ
กรุงเทพฯ 16 พฤศจิกายน 2554
เรียน ฯพณฯ บันคีมุน
ดัง ที่ท่านอาจทราบว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2554 ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ทางคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติได้จัดให้มีการอภิปรายตามกระบวนการทบทวน สถานการณ์สิทธิตามวาระ (Universal Periodic Review) กรณีประเทศไทย ได้มีข้อเสนอแนะหลายประการจากกระบวนการดังกล่าว ทั้งของนายแฟรงค์ ลารู (Frank La Rue) ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการมีเสรีภาพของการแสดงความเห็นและการแสดงออก (UN Special Rapporteur on the Right to Freedom of Opinion and Expression) เขาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อเสนอแนวทาง แก้ไขมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา (หรือที่เรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีโทษจำคุกถึง 15 ปี) และแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อให้หลักกฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีต่อหลัก สิทธิมนุษยชนสากล นายแฟรงค์ ลารูได้กล่าวว่า “ภัย คุกคามของบทลงโทษจำคุกเป็นเวลานานและความคลุมเครือของการตีความว่าถ้อยคำใด เข้าข่ายดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรือเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ กลับทำให้ผู้พูดต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง และปิดกั้นโอกาสการถกเถียงในประเด็นที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คุกคามต่อสิทธิในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ซ้ำร้ายกฎหมายยังอนุญาตให้บุคคลใด ๆ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ และการไต่สวนคดีมักกระทำอย่างปิดลับ” นอกเหนือจากความเห็นของนายแฟรงค์ ลารู หน่วยงานในสหราชอาณาจักรที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่าง ARTICLE 19 ก็ได้มีแถลงการณ์ว่า “ARTICLE 19 ต้องการเห็นสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและประเทศต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับไทย แสดงข้อกังวลอย่างจริงจังกับรัฐบาลไทยต่อกรณีที่มีการนำกฎหมายหมิ่นฯ และพรบ.คอมฯ ไปใช้อย่างมิชอบ รัฐบาลไทยจะต้องเปิดการรับฟังความเห็นจากภาคประชาสังคมเกี่ยวกับตัวบทของ กฎหมายหมิ่นฯ และพรบ.คอมฯ และการใช้กฎหมายดังกล่าว รวมทั้งรัฐบาลจะต้องแก้ไขเนื้อหาของกฎหมายเหล่านี้ให้สอดคล้องกับพันธกรณี ของไทยที่มีต่อรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)” ภาย หลังกระบวนการทบทวนสิทธิดังกล่าว หลายประเทศสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปมาตรา 112 ทั้งประเทศบราซิล อินโดนีเซีย และแคนาดา ส่วนประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และนอร์เวย์ ขอให้มีพื้นที่เปิดในสังคมไทยเพื่อให้มีการอภิปรายอนาคตของกฎหมายนี้ ใน ปัจจุบัน เรายังไม่สามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนว่ามีผู้ถูกจับกุมคุมขังในประเทศไทย เนื่องจากการใช้กฎหมายหมิ่นมาตรา 112 มากน้อยเพียงใด อย่าง ไรก็ตาม มีประชาชนหลายคนที่รอการไต่สวนคดีและได้รับการตัดสินลงโทษไปแล้วตามความผิด ในมาตรา 112 เฉพาะปี 2553 มีรายงานข่าวว่าศาลไทยได้รับพิจารณาคดีหมิ่นฯ ใหม่ 478 คดี เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปีก่อนหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวในข้อหาละเมิดมาตรา 112 น่าจะมีอยู่หลายร้อยคน ในบางส่วน ได้แก่ 1) นายอำพล ตั้งนพกุล อายุ 61 ปี เป็นปู่ที่มีหลานห้าคน ถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร ที่มีสภาพเลวร้าย เขาถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์ที่มีลักษณะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปให้กับเลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี นายอำพลเคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวสั้น ๆ แต่ในเวลาต่อมาก็ถูกคุมขังอีก ปัจจุบันเขายังป่วยเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น เราเชื่อว่าควรมีการปล่อยตัวเขาโดยรีบด่วนเพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล 2) นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล อายุ 48 ปี หรือ “ดาตอร์ปิโด” ถูกกล่าวหาว่าปราศรัยโดยมีถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระหว่างการชุมนุมทาง การเมืองเมื่อปี 2551 ในขั้นการไต่สวน ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนโดยแบบปิดลับ และเธอได้ถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลา 18 ปี ต่อมาได้มีการร้องต่อศาลให้พิจารณาว่าคำสั่งไต่สวนคดีแบบปิดลับสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ นางสาวดารณีมีปัญหาด้านสุขภาพโดยมีอาการขากรรไกรอักเสบรุนแรง ควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อให้ได้รับการรักษา 3) นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อายุ 50 ปี นักกิจกรรมด้านแรงงานและเป็นบรรณาธิการนิตยสารว็อยซ์ออฟทักษิณ เขาถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรา 112 จากการตีพิมพ์บทความสองชิ้น ที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการรอขึ้นศาลและถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการประกันตัว 4) นาย Joe Gordon อายุ 55 ปี คนไทยที่ได้รับสัญชาติสหรัฐอเมริกา ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร และเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 มีการไต่สวนคดีเป็นนัดแรกและเขาได้รับสารภาพความผิดตามมาตรา 112 ก่อนหน้านั้นเขาได้พยายามขอประกันตัวแต่ถูกปฏิเสธไปทุกครั้ง ความผิดตามข้อกล่าวหาต่อเขาน่าจะเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา การที่ประเทศไทยอ้างเขตอำนาจศาลในการจับกุมตัวเขาน่าจะเป็นการละเมิดต่อ สิทธิตามรัฐธรรมนูญของนาย Joe Gordon ในฐานะพลเมืองสหรัฐฯ ใน ฐานะตัวแทนเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย เราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ ดำเนินการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับสภาพในเรือนจำของบุคคลทั้งสี่ ข้างต้น และดูแลให้มีการปฏิบัติอย่างเหมาะสม รวมทั้งจัดให้มีการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอและให้มีความเป็นธรรม เราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ ช่วยเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวนักโทษในคดีหมิ่นฯ ทุกคนโดยทันที เราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ กระตุ้นให้ทางการไทยเปิดเผยจำนวนนักโทษคดีหมิ่นฯ ทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรา ยังขอให้ท่านอ่านและรับฟังความเห็นของนายแฟรงค์ ลารู ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการมีเสรีภาพของการแสดงความเห็นและ การแสดงออก เกี่ยวกับการใช้กฎหมายหมิ่นฯ และพรบ.คอมฯ ในประเทศไทย และเสนอให้มีการใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย
|
ที่มา ประชาไท
ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเดินออกจากที่ประชุม ภายหลังที่ประชุมมีมติเลือกพิจารณาเรื่องการศึกษาการปรองดอง ก่อนการพิจารณาญัตติการส่งเสริมการปลูกยางพาราและปาล์ม
วานนี้ (16 พ.ย.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการโต้แย้งเรื่องการเลือกญัตติขึ้นพิจารณาญัตติ ที่ 5 ระหว่างการพิจารณาญัตติการส่งเสริมการปลูกยางพาราและปาล์ม ซึ่งนายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ กับเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้พิจารณาเรื่องการปรองดองก่อน ทำให้ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ไม่พอใจเดินออกจากห้องประชุมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การประชุมยังคงดำเนินต่อไป เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติตามที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เสนอ
ทั้งนี้ พลเอกสนธิ ได้ชี้แจงเหตุผลของการเสนอตั้งคณะกรรมการวิสามัญ พิจารณาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติว่า การปรองดองเป็นหัวใจหลักของสังคมเวลานี้ หากไม่มีการปรองดองเกิดขึ้นสังคมไทยจะบอบช้ำยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจนำญัตติการปรองดองฯ เข้าสภา และเชื่อว่าทุกคนมีความรักชาติ อยากให้บ้านเมืองมีความสงบ
ข้อมูลบางส่วนจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
ที่มา ประชาไท
เมื่อวันที่ 15 พ.ย. มีรายงานว่า บรรดารัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอาเซียน ได้ตกลงอนุมัติยอมรับข้อเสนอของพม่าที่ต้องการเป็นประธานกลุ่มในปี 2014 โดยพม่าจะสามารถจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มอาเซียนได้ ภายหลังพม่าส่งสัญญาณด้านบวกที่ดีจากการปฎิรูปด้านประชาธิปไตยในช่วงที่ผ่าน มา
นายอานิฟาห์ อามาน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เปิดเผยระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เกาะบาหลีของ อินโดนีเซียว่า ทุกประเทศได้ตกลงให้พม่าเป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพราะที่ผ่านมา พม่าได้เคลื่อนไหวเชิงบวกหลายด้านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และผู้นำกลุ่มอาเซียนได้อนุมัติการให้พม่าเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้ นำอาเซียนตามการเสนอแนะของรัฐมนตรีชาติอาเซียน
ที่มา: Gunkarta Gunawan Kartapranata [CC-BY-SA-3.0 ]
รายงานระบุว่า เมื่อปี 2006 พม่าถูกบีบให้ทิ้งตำแหน่งประธานกลุ่มหลังจากเผชิญกระแสโจมตีว่าละเมิดสิทธิ มนุษย์ชนและเสรีภาพอย่างรุนแรง แต่ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ซี่งรัฐบาลทหารพม่าได้ถ่ายโอนไปสู่รัฐบาลพลเรือน รัฐบาลใหม่ได้เดินหน้ามาตรการเชิงบวกต่าง ๆ ที่สร้างความแปลกใจและพอใจแก่หลายฝ่าย ขณะที่การตัดสินใจให้พม่าเป็นประธานกลุ่มอาเซียน รวมทั้งการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก จะทำให้พม่าต้องพบกับตัวแทนจากชาติสหรัฐ ซึ่งเป็นชาติผู้สังเกตการณ์ของกลุ่มด้วย และที่ผ่านมา พม่ายังคงเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอยู่
นายวันนา หม่อง เลวิน รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า กล่าวว่า พม่ารู้สึกยินดีกับการที่อาเซียนได้สนับสนุนให้พม่าได้เป็นประธานจัดการ ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มอาเซียนในปี 2014
นักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงในพม่ามีการพัฒนาด้านประชาธิปไตยและ สิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยตัวนักโทษการเมืองกว่า 6 พันคนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การลดความเข้มงวดในการปิดกั้นสื่อ การตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้พรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจีได้ลงแข่งขัน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. นางออง ซาน ซู จี ผู้นำเพื่อการปกครองแบบประชาธิปไตยของพม่าได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว เนื่องในวันครบรอบ 1 ปีที่นางได้รับการปล่อยตัวว่า รัฐบาลพม่าได้ดำเนินมาตราการในทางที่ดีต่อการปฏิรูปประเทศนับตั้งแต่นางได้ รับการปล่อยตัว อย่างไรก็ตามนางซู จี กล่าวว่ารัฐบาลจำจะต้องดำเนินการในอีกหลายเรื่องต่อไปซึ่งรวมถึงการปล่อยตัว นักโทษการเมืองอีกหลายร้อยคนด้วย
ซูจียังกล่าวว่า การที่นางได้พบปะกับนายออง จี รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานกับประธานธิบดีเต็ง เส็งของพม่านับเป็นความคืบหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง นางกล่าวว่า นางเชื่อว่า ประธานาธิบดีเต็ง เส็งซึ่งมีแนวคิดที่เป็นกลางและเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายใต้การปกครอง ของทหารมาเป็นเวลานานจะเป็นผู้ดำเนินการปฏิรูปประเทศ แต่กระนั้นก็ตามนางซู จี กล่าวว่า นางยังไม่ได้รับทราบข่าวว่าจะมีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองแต่อย่างใด
ที่มา: เรียบเรียงจาก มติชนออนไลน์, สำนักข่าวแห่งชาติ
ที่มา Thai E-News
ที่มา Thai E-News
รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดต ช่วงที่เฉลิมปะทะกับสมจิตร 7 สี ซึ่งใช้คำถามตอนหนึ่งว่า "รัฐบาลทำแบบนี้เหมือนเป็นการหักคอ(เซ็นเซอร์)ให้ทำตามคำแนะนำของรัฐบาล ซึ่งร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า คุณพูดเองนะ คุณกล้ามาก หากผมยืนให้สัมภาษณ์ต่อ คุณอาจต้องติดคุก ซึ่งผู้สื่อข่าวช่อง 7 ย้อนว่า"ก็ไม่เป็นไรค่ะ"
เจ้าเก่าขาประจำ-นาง สาวสมจิตร นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซักถามต้อนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ประเด็นออกพรฎ.อภัยโทษให้ทักษิณ จนเกิดปะทะคารมกัน โดยเฉลิมตอบว่า่คำถามเรื่องรัฐบาลกดดันในหลวงนั้น หากตอบไปจะทำให้คนถามติดคุก (แฟ้มภาพ)
ที่มา Thai E-News
เมื่อ เดือนที่แล้ว เวลาพวกเราย้ำว่ารัฐบาลควรเร่งปล่อยนักโทษเสื้อแดงทันทีรวมถึงนักโทษ 112 ก็จะมีเสื้อแดงบอกว่า “ใจเย็นๆต้องรอให้น้ำหายท่วมก่อน... รัฐบาลยุ่งอยู่”...เสร็จแล้วก็ปรากฏว่าทั้งๆ ที่น้ำยังท่วมอยู่รัฐบาลก็สามารถเริ่มกระบวนการขออภัยโทษทักษิณได้
“ใจเย็นๆต้องรอให้น้ำหายท่วมก่อน... รัฐบาลยุ่งอยู่”เราก็ไม่เคยเชื่อ...
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51