WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 20, 2011

กรณีอดีตผู้นำฟิลิปปินส์ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ที่มา ประชาไท

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์

แม้ จะดูวุ่นวายในฟิลิปปินส์ กรณีอดีตประธานาธิบดีที่อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเดินทางออกนอกประเทศกับ ฝ่ายรัฐบาลใหม่ที่ต้องการขัดขวางและเอาคืน โดยกล่าวหาว่านางอาร์โรโยทุจริตเลือกตั้ง แต่เราไม่เห็นมวลชนฟิลิปปินส์กลุ่มใดออกมาเรียกร้องให้ทหารเคลื่อนพลปฏิวัติ

ก่อน หน้านี้ รัฐบาลโดยก.ยุติธรรมขึ้นบัญชีดำ (Watch List) ห้ามนาง Gloria Macapagal-Arroyo อดีตประธานาธิบดีออกนอกประเทศ อันนี้เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร

ต่อ มาศาลฎีกา (Supreme Court) ซึ่งเป็นระบบคล้าย ๆ ของอเมริกาแต่ที่ฟิลิปปินส์มีผู้พิพากษา 13 ท่าน มีมติด้วยเสียง 8:5 ให้ออกคำสั่ง Temporary Restraining Order (TRO) ซึ่งจะทำให้คำสั่งห้ามออกนอกประเทศของรัฐบาลไม่เป็นผล อันนี้เป็นอำนาจตุลาการที่แทรกแซงอำนาจฝ่ายบริหาร

ต่อ มารบ.ก็แก้เกมด้วยที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (Commission on Elections หรือ Comelec) ฟ้องคดีทุจริตเลือกตั้ง (electoral sabotage) และขอให้ศาลภูมิภาค Pasay City Regional Trial Court ออกหมายจับนางอาร์โรโย ซึ่งศาลก็ออกหมายให้ทันควัน และโฆษกศาลฎีกาก็แถลงยอมรับว่า ถ้างั้นนางอาร์โรโยอย่าเพิ่งไปผ่าตัดไขสันหลังที่สิงคโปร์เลย อยู่สู้คดีไปก่อน แม้จะระบุว่า TRO ที่ศาลออกให้ยังมีผลบังคับใช้อยู่

ที่น่าสนใจคือองค์ คณะพิพากษาที่ออกคำสั่งขัดกับคำสั่งรัฐบาลเพื่ออนุญาตให้นางอาร์โรโยเดิน ทางออกนอกประเทศได้ อ้างว่าสิทธิการเดินทางเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ (“the right to travel is a constitutional right that may be impaired only ‘in the interest of national security, public safety or public health, as may be provided by law’”)*

ใน บางประเทศ ศาลสูงมีวิจารณญาณเลือกใช้กฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่เหมือนบางประเทศที่ศาลสูงเอาคนเข้าคุกเพียงเพราะคดีลหุโทษ โดยไม่สนใจต่อสิทธิการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการคุ้มครองตาม รธน.เลย

ที่ น่าสนใจว่าคือ ใน 8 เสียงที่โหวตสนับสนุนคำสั่งให้นางอาร์โรโยออกนอกประเทศได้นั้น รวมทั้งตัวประธานและผู้พิพากษาอีก 7 ท่านล้วนได้รับการแต่งตั้งสมัยนางอาร์โรโยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสิ้น ฝ่ายที่ค้านใครเป็นคนแต่งตั้ง คงไม่ต้องเดา

ที่ น่าสนใจกว่า แม้จะมีการเล่มเกมการเมืองกันจนน่าปวดหัว แต่ไม่เห็นมีกลุ่มไหนในฟิลิปปินส์ออกมาเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติเลย ไม่เหมือนประเทศสารขัณฑ์บางประเทศที่ต้องการยาแก้ปวดแบบฉับพลัน (quick fix)!

หมาย เหตุ *คล้าย ๆ กับ มาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ 50 ที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราช อาณาจักร...การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์”

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: สั้นๆ ว่าด้วย "ชนชั้นกลางวัฒนธรรม" (สลิ่ม)

ที่มา ประชาไท

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

(ที่มา ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชา ประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - และประชาไทคัดลอกมาจากเวอร์ชั่นที่เผยแพร่ในเว็บไซต์มติชน)

"ชนชั้นกลางวัฒนธรรม" (Cultural Middle Class)
ผมจั่วหัวไว้เล่นๆ คือ จะบอกว่า ผมมีไอเดีย อยากเขียนถึงเรื่องนี้ มาหลายวัน แต่ไม่มีสมาธิพอ ("ติดเกาะ" อยู่กับบ้านที่ถูกน้ำล้อมมา 18 วันเต็มๆ แล้ว ไม่มีสมาธิจะเขียนบทความซีเรียสเท่าไร แต่พออ่านหนังสือได้เท่านั้น)
ไอเดียคร่าวๆ คือ ผมว่า มันเป็นปรากฏการณ์สำคัญ ที่ ชนชั้นกลาง ที่อยู่ในแวดวง ที่ขอเรียกกว้างๆ ว่า "วัฒนธรรม" ตั้งแต่ระดับเชิง "ความรู้เฉพาะ" เช่น... อาชีพ หมอ, ทนาย นักวิชาการที่มีบทบาทสาธารณะส่วนมาก ไปจนถึง วงการสื่อ, บันเทิง, นักเขียน, นักร้อง นักแสดง ไปจนถึง "เอ็นจีโอ" ส่วนใหญ่
ล้วนแต่อยู่ใน "ค่าย" ที่ "แอนตี้ทักษิณ" "แอนตี้เสื้อแดง" "เชียร์..." (และทหาร) และการรัฐประหาร
ความจริง นี่ก็เป็นปรากฏการณ์ ที่พวกเรา "เห็นๆ กันอยู่"
ที่ผมสนใจมากๆ คือ ปรากฏการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? จะอธิบายอย่างไร?
พูดในฐานะคนสนใจประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยหลัง 2475 เป็นต้นมา
ผมคิดว่า ไม่เคยมียุคสมัยใด ที่มีปรากฏการณ์ลักษณะนี้
ผมตั้งชื่อพวกที่พูดถึงนี้ รวมกันแบบที่เขียนข้างบนว่า "ชนชั้นกลางวัฒนธรรม" เพื่อเน้นให้เห็นถึงด้านที่คนเหล่านี้ มีบทบาท และอิทธิพลสำคัญ ในแวดวง "วัฒนธรรม" (ดูอาชีพ หรือ แวดวงการงานของคนเหล่านี้ ที่ผมไล่เรียงไว้ข้างบน)
ตัวอย่างหนึ่ง ที่ผมเคยพูดไว้ตั้งแต่สมัยเว็บบอร์ด ฟ้าเดียวกัน
สำหรับคนที่เกิดยุคหลัง อาจจะไม่ทราบ
แต่สมัย 14 ตุลา 16 มาจนถึง ประมาณทศวรรษ 2520
"มหิดล" หรือ กลุ่มพวกสายเรียนหมอในมหาวิทยาลัยอื่น พวกอาชีพหมอ เป็น "ฐาน"ใหญ่ ของขบวนการนักศึกษาเลย
(ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ "คนรุ่น 14 ตุลา" ที่เห็นๆ กันตอนนี้ รวมทั้งบางคนมาทำงานกับเพื่อไทย ตอนนี้ เป็นหมอ หลายคน ตั้งแต่ หมอมิ้ง อ.ธิดา หมอเหวง ฯลฯ เพราะพวกนี้ โต ขึ้นมา จากยุคที่ "มหิดล" หรือ "สายหมอ" เป็นฐานใหญ่ของขบวนการรุ่นนั้น)
ตอนนี้ มัน "กลับตาลปัตร" เลย
อาชีพทนาย หรือ นักวิชาการด้านกฎหมาย ก็เช่นเดียวกัน
(ผมเคยบอกหลายคนแล้วว่า ฯพณฯ อธิการบดี ผม คุณ "ตู่" นี่ สมัยก่อน เป็น "ฝ่ายซ้าย" ตัวเป้งเลย ไม่นับพวก กิตติศักดิ์ ปรกติ ที่แม้จะไม่ "เป้ง" เท่าไร แต่ก็มาทางนี้เหมือนกัน)
ตอนนี้ "หมอตุลย์" หรืออาชีพสายหมอ หรือ สายทนาย กลายเป็นแบบนี้ ได้ยังไงหว่า?
มีประเด็นคำถามใหญ่ ที่ผมไม่ได้เขียนไปข้างบน แต่ไหนๆ ก็เขียนมาขนาดนี้ ขอโพสต์ตั้งไว้ให้คิดกันเล่นๆ
"อนาคตของประชาธิปไตยไทย จะสามารถสร้างขึ้นมาได้ไหม ถ้า ′ชนชั้นกลางวัฒนธรรม′ ส่วนใหญ่ มีจุดยืน อย่างที่เห็นในปัจจุบัน"
ผมทราบว่า ส่วนใหญ่ที่อ่าน fb หรือเป็น friends ใน fb ผม ชอบแขวะ ด่า เกลียด "ชนชั้นกลางวัฒนธรรม" เหล่านี้ (คำด่ายอดฮิต "สลิ่ม" ก็คงหมายถึงคนพวกนี้ เป็นส่วนใหญ่)
ซึ่งก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลดีแล้ว
แต่ที่ผมว่า น่าคิดคือ คำถามที่ตั้งไว้นี้แหละ
โดยประวัติศาสตร์ ไม่ว่าของไทย หรือของต่างประเทศ เป็นเรื่องยากลำบากมาก ถ้าขาด "ชนชั้นกลางวัฒนธรรม" เข้าร่วม ....

โมเดล “คนดี-ความดี” ในวัฒนธรรมทางศีลธรรมของคนชั้นกลาง

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

การเมืองตั้งแต่ยุคทักษิณเป็นต้นมา เมื่อทักษิณถูกกล่าวหาว่าโกงมโหฬาร (ก่อนยุคทักษิณก็โกง) จนมีการประดิษฐ์วาทกรรมว่า โคตรโกง โกงทั้งโคตร คอร์รัปชันบูรณาการ ธนกิจการเมือง ทุนนิยมสามานย์ เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดปรากฏการณ์ประชาชนศรัทธาหรือ “รักทักษิณ” จำนวนมาก ชนิดที่ว่าไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนที่ประชาชนสนับสนุนมากเช่นนี้มาก่อน วาทกรรมหนึ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้คือ “โกงไม่เป็นไรขอให้มีผลงาน”
แล้วก็มีผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ รายงานว่า คนรุ่นใหม่และชาวบ้านทั่วๆไป (โดยเฉพาะคนอีสาน) ส่วนใหญ่ยอมรับหลักคิดที่ว่า “โกงไม่เป็นไรขอให้มีผลงาน” ผลสำรวจดังกล่าวทำให้สื่อ นักวิชาการ พระสงฆ์ ประเภท “นักศีลธรรมนิยม” ยอมรับไม่ได้ ฉะนั้น จึงเกิดการอธิบายอย่างเป็น “แบบแผน” (pattern) เดียวกันทั้งทางสื่อ บนเวทีเสวนาทางวิชาการ บนธรรมาสน์ของพระสงฆ์ บนเวทีปราศรัยในการชุมนุมทางการเมืองว่า ประชาชนยังไม่มีคุณภาพ ไม่รู้ทันนักการเมือง ตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง ไม่รู้ประชาธิปไตย ขายสิทธิ์ขายเสียง โง่ พวกรากหญ้ากินหญ้า ถ่อย กเฬวราก ฯลฯ
จึงเกิดการรณรงค์ขนานใหญ่ว่าให้เลือกคนดี ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งดูเหมือนจะมีมุมมองเชิงสรุปว่า คนทุกวันนี้ศีลธรรมเสื่อม เห็นผิดเป็นชอบ ไม่สนใจความดี ไม่เคารพคนดี แต่ยกย่องเชิดชูคนชั่ว จนในที่สุดหมดทางเลือก จำเป็นต้องจัดการกับคนชั่วด้วยรัฐวิธีรัฐประหาร และเป็นรัฐประหารที่อ้างอิง “ความดีสูงสุด” คือความดีของสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังคำกล่าวที่ว่า “เมื่อบ้านเมืองวิกฤต นักการเมืองชั่วเป็นที่พึ่งไม่ได้ พสกนิกรจะถวิลหาพระเจ้าอยู่หัว” ดังนั้น สาระสำคัญของรัฐประหารจึงเป็นการอ้างความดี คนดีสูงสุดมาลบล้างความชั่ว คนชั่วที่โกงชาติ ทำลายสถาบัน
ทว่ารัฐประหาร 19 กันยา 49 ที่อ้างอิงความดีสูงสุด คนดีสูงสุด เพื่อขจัดนักการเมืองชั่ว แทนที่จะเป็นการปลุกกระแสศรัทธาในความดีและคนดีเพื่อลบล้างค่านิยม “โกงไม่เป็นไรขอให้มีผลงาน” ให้หายไปจากสังคมไทย แต่กลับกลายเป็นรัฐประหารที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การตั้งคำถามต่อความดี คนดี การฉีกหน้ากาก หรือการ “เปิดเปลือย” คนดีกลุ่มต่างๆ ให้เห็นธาตุแท้ หรือตัวตนที่แท้จริงอย่างโล่งโจ้งที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ ปัญญาชน ทหาร องคมนตรี และ ฯลฯ ที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม

เมื่อ เราได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น เราต้องตระหนกเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมคนเหล่านี้จึงไม่รู้สึกสะเทือนใจ หรือรู้สึกรับผิดชอบต่อความตายของประชาชนในการสลายการชุมนุมปี 2553 บ้างเลย มโนธรรม หรือ “ความเป็นมนุษย์” ของคนดีเหล่านี้หายไปไหน?

ปัจจุบันเวลาพูดถึงความดี คนดี คนฟังดูจะรู้สึกเอียนๆ แต่เราจะสรุปได้หรือว่าสังคมนี้ไม่ต้องการความดี และคนดี ผมคิดว่าเรายังสรุปไม่ได้เช่นนั้น สังคมนี้ยังต้องการความดีและคนดีอยู่ แต่ที่เอียนๆ กันมากนั้น เป็นการเอียนความดี คนดี ตาม “โมเดล” ที่ถูกปลูกฝังกันมานาน คือโมเดล “คนดี-ความดี-คนประสบความสำเร็จที่มีความสัมพันธ์เป็นสาเหตุและผลแก่กันใน ลักษณะเฉพาะที่แน่นอนตายตัว” ดังนี้

- คนดี/ความดีหนึ่ง คือคนที่มีความมุมานะต่อสู้เพื่อการเลื่อนสถานะทางสังคมที่สูงขึ้น และความสำเร็จหนึ่ง คือการเลื่อนสถานะทางสังคมที่สูงขึ้น

- คนดี/ความดีสอง คือ คนที่มีความจงรักภักดีและมุมานะพยายามจนได้เลื่อนสถานะทางสังคมตามเงื่อนไข ความจงรักภักดี และความสำเร็จสอง คือการได้ทำงานรับใช้ด้วยความจงรักภักดี การมีชื่อเสียงเกียรติยศ

แน่นอนว่า ความดีสองและความสำเร็จสอง คือความดีและความสำเร็จสูงสุดในชีวิต เป็นเกียรติประวัติที่ผู้คนในสังคมต่างก็ใฝ่ฝัน ฉะนั้น การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งคุณหญิง ท่านผู้หญิง แม้กระทั่งได้รับพระราชทานเพลิงศพ ฯลฯ จึงเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของชีวิตที่ได้ทำความดี และประสบความสำเร็จ

ตัวอย่างรูปธรรมของคนดีและประสบความสำเร็จตามโมเดลดังกล่าวที่ชัดเจน มาก ก็เช่น คนหนึ่งเป็นลูกแม้ค้าขายพุงปลา เป็นเด็กวัดมีความมุมานะเรียนจนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และได้เลื่อนสถานะทางสังคมเป็นนักการเมือง และเป็นนายกรัฐมนตรีผู้มีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์จงรักภักดี และเป็นมิตรที่ดีของฝ่ายอำมาตย์เสมอมา และอีกคนเป็น ศาสตราจารย์นายแพทย์ที่มีภูมิหลังเป็นเด็กชนบทที่มีความมุมานะเรียนดี จนได้ทุนพระราชทานไปเรียนจบจากเมืองนอก ได้เลื่อนสถานะทางสังคมเป็นปัญญาชนและเอ็นจีโอสายอำมาตย์ที่มีความจงรัก ภักดี และเป็นมิตรที่ดีของฝ่ายอำมาตย์ แต่ประดิษฐ์วาทกรรมที่สะท้อนให้เห็นภาพอัปลักษณ์ของนักการเมืองเสมอมา
(ต้องหมายเหตุ ณ ที่นี้ว่า คนอย่าง ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น นอกจากจะไม่ใช่คนดี คนประสบความสำเร็จตามโมเดลดังกล่าวแล้ว พวกเขายังถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อโมเดลดังกล่าวอีกด้วย ฉะนั้น คนอย่างพวกเขาจึงไม่สมควรถูกยกย่องเชิดชู “อย่างเป็นทางการ” จากรัฐไทย)
แต่เมื่อเผชิญกับรัฐประหาร 19 กันยา แล้ว คนดีตามโมเดลข้างต้น ซึ่งมีทั้งสื่อ นักวิชาการ ปัญญาชน คนชั้นกลางในเมืองที่มีการศึกษาดี ที่มีสถานะที่ได้เปรียบในทางสังคมการเมือง พวกเขาต่างสนับสนุนรัฐประหารทั้งโดยลับๆ และเปิดเผย และจนวันนี้พวกเขายังพยายามทุกวิถีทางเพื่อคัดค้านการลบล้างผลพวงของรัฐ ประหาร และการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการนิรโทษกรรม และให้ความยุติธรรมแก่นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร และคนเสื้อแดงที่ถูกจับติดคุก บาดเจ็บ ล้มตาย อันเนื่องมาจากการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้อง ประชาธิปไตย
ฉะนั้น คนดี ความดี ตามโมเดลข้างต้นนี้ต่างหากที่ประชาชนส่วนใหญ่ผู้ซึ่งต้องการเห็นสังคม เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยสากลรู้สึกสะอิดสะเอียน เพราะเบื่อหน่ายกับการเห็นพฤติกรรม “ศีลธรรมดัดจริต” ที่แพร่ระบาดอย่างมากมายเหลือเกินในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา

ไม่ ว่าจะเป็นการอ้างทศพิธราชธรรมเพื่อข่มศีลธรรมภาคสาธารณะ อ้างความไม่มีตัวกูของกูทางการเมืองโดยไม่ใส่ใจความยุติธรรม อ้างความรักของพ่อบ้านของพ่อข่มประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค อ้างหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อคัดค้านการนิรโทษกรรมแก่นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร แต่ยอมรับพวกทำรัฐประหารนิรโทษกรรมแก่ตัวเอง ฯลฯ

ข้อสังเกตคือ โมเดลคนดี ความดีดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมทางศีลธรรม” ของคนชั้นกลางในสังคมเมือง ที่มีการศึกษา และสถานะทางสังคม อาชีพการงานดี คนเหล่านี้มักถือว่าตนเองฉลาดกว่า มีวิจารณญาณทางศีลธรรมดีกว่า ฉะนั้น พวกเขาจึงเอาจริงเอาจังกับการล้มรัฐบาลที่คนต่างจังหวัด คนชนบทเลือก ซึ่งคนเหล่านั้นถูกมองว่าด้อยการศึกษา ไม่มีวิจารณญาณทางศีลธรรม ไม่สามารถมีอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นได้แค่เครื่องมือของนักการเมืองโกง ไม่มีสำนึกเรื่องผลประโยชน์ของส่วนรวม หรือ “รักชาติ” เท่าเทียมกับคนมีการศึกษาดีกว่า เข้าถึงสื่อดีกว่าอย่างพวกเขา
ขณะที่กรรมกร คนขับแท็กซี่ คนชนบท คนต่างจังหวัด ไม่ได้ซาบซึ้งกับโมเดลคนดี ความดีดังกล่าวมากนัก พวกเขากลับ “โดน” หรือมีความรู้สึกร่วมอย่างจริงจังกับวาทกรรม “ไพร่โค่นอำมาตย์” ทว่าคนชั้นกลางในเมืองโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ กลับหัวเราะเยาะว่า นั่นเป็นวาทกรรมหลอกลวง แถมยังพูดเย้ยหยันว่าชาวบ้านถูกปั่นหัวมาชุมนุมเพื่อ “โค่นอำมาตย์” โดยไม่รู้ว่าอำมาตย์คืออะไร พอมาถึงกรุงเทพฯ ต่างก็ถามกันว่า “ต้นอำมาตย์อยู่ที่ไหน พวกเราจะได้ช่วยกันโค่น” นี่คือการ “พูดเหยียด” เพื่อนมนุษย์ออกทีวีของคนกรุงเทพฯ ที่มีการศึกษาดี
สำหรับคนมีการศึกษาดี มีวิจารณญาณทางศีลธรรมดีกว่าอย่างพวกเขาแล้ว “อำมาตย์-ไพร่” เป็นคำพูดที่น่าหัวเราะ เพราะหมดยุคไปแล้ว ไม่มีอยู่จริง หรือถึงมันจะมีอยู่จริงก็ไม่เป็นเป็นไร ในเมื่อสังคมนี้คนทุกคนยังมีเสรีที่จะมุมานะพยายามเพื่อเลื่อนสถานะทางสังคม ของตนเองให้สูงขึ้นได้เสมอ ถ้าคุณเป็นคนดี ทำดีตามโมเดลข้างต้น คุณก็มีสิทธิ์ มีโอกาสเป็นคนดี มีเกียรติยศน่าภาคภูมิใจ และน่ายกย่องในสังคม
แต่ปัญหาคือ โมเดลความดีตามวัฒนธรรมทางศีลธรรมของคนชั้นกลางในเมืองดังกล่าว ในระดับรากฐานแล้วมันกีดกันคนอย่างปรีดี กุหลาบ จิตร เป็นต้นออกไป นักศึกษา ประชาชนที่ถูกฆ่า ถูกจับติดคุกตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภา 53 ล้วนแต่ถูกตราหน้าว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อโมเดลคนดี ความดีดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าวัฒนธรรมคนดี ความดีตามโมเดลดังกล่าวไม่ยอมรับว่า คนที่ต่อสู้และการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย เป็นคนดี และเป็นความดี
แล้วในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อคนดี ความดีตามโมเดลดังกล่าวสนับสนุนรัฐประหาร และถูกกระชากหน้ากาก คนที่ตาสว่างจำนวนมากจึงหมดศรัทธา และเอียนอย่างรุนแรงกับพฤติกรรมศีลธรรมดัดจริตที่แพร่ระบาดในหมู่ปัญญาชน นักวิชาการ สื่อ พระสงฆ์ หรือคนมีการศึกษาดี มีฐานะการงานดีที่เรียกกันว่า “สลิ่ม” ทั้งหลาย
แต่ไม่ได้หมายความกว่า “กระแสเอียนศีลธรรมดัดจริต” จะเป็นกระแสปฏิเสธคนดี และความดีเสียทุกอย่าง เพราะจริงๆ แล้ว ในระยะเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ สังคมยังต้องการคนดี ความดี แบบปรีดี กุหลาบ จิตร เป็นต้น ดังที่เกิดกระแสการยกย่องวีรกรรมของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ การสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยของชาวบ้านธรรมดาๆ เป็นต้น

โลก เปลี่ยนไปแล้ว แต่ในความเปลี่ยนแปลงนั้น สังคมยังต้องการคนดี ความดีในความหมายที่เอื้อต่อการสร้างสังคมที่มีเสรีภาพ เสมอภาค และมีความเป็นธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!

โมเดล “คนดี-ความดี” ในวัฒนธรรมทางศีลธรรมของคนชั้นกลาง

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

การเมืองตั้งแต่ยุคทักษิณเป็นต้นมา เมื่อทักษิณถูกกล่าวหาว่าโกงมโหฬาร (ก่อนยุคทักษิณก็โกง) จนมีการประดิษฐ์วาทกรรมว่า โคตรโกง โกงทั้งโคตร คอร์รัปชันบูรณาการ ธนกิจการเมือง ทุนนิยมสามานย์ เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดปรากฏการณ์ประชาชนศรัทธาหรือ “รักทักษิณ” จำนวนมาก ชนิดที่ว่าไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนที่ประชาชนสนับสนุนมากเช่นนี้มาก่อน วาทกรรมหนึ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้คือ “โกงไม่เป็นไรขอให้มีผลงาน”
แล้วก็มีผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ รายงานว่า คนรุ่นใหม่และชาวบ้านทั่วๆไป (โดยเฉพาะคนอีสาน) ส่วนใหญ่ยอมรับหลักคิดที่ว่า “โกงไม่เป็นไรขอให้มีผลงาน” ผลสำรวจดังกล่าวทำให้สื่อ นักวิชาการ พระสงฆ์ ประเภท “นักศีลธรรมนิยม” ยอมรับไม่ได้ ฉะนั้น จึงเกิดการอธิบายอย่างเป็น “แบบแผน” (pattern) เดียวกันทั้งทางสื่อ บนเวทีเสวนาทางวิชาการ บนธรรมาสน์ของพระสงฆ์ บนเวทีปราศรัยในการชุมนุมทางการเมืองว่า ประชาชนยังไม่มีคุณภาพ ไม่รู้ทันนักการเมือง ตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง ไม่รู้ประชาธิปไตย ขายสิทธิ์ขายเสียง โง่ พวกรากหญ้ากินหญ้า ถ่อย กเฬวราก ฯลฯ
จึงเกิดการรณรงค์ขนานใหญ่ว่าให้เลือกคนดี ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งดูเหมือนจะมีมุมมองเชิงสรุปว่า คนทุกวันนี้ศีลธรรมเสื่อม เห็นผิดเป็นชอบ ไม่สนใจความดี ไม่เคารพคนดี แต่ยกย่องเชิดชูคนชั่ว จนในที่สุดหมดทางเลือก จำเป็นต้องจัดการกับคนชั่วด้วยรัฐวิธีรัฐประหาร และเป็นรัฐประหารที่อ้างอิง “ความดีสูงสุด” คือความดีของสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังคำกล่าวที่ว่า “เมื่อบ้านเมืองวิกฤต นักการเมืองชั่วเป็นที่พึ่งไม่ได้ พสกนิกรจะถวิลหาพระเจ้าอยู่หัว” ดังนั้น สาระสำคัญของรัฐประหารจึงเป็นการอ้างความดี คนดีสูงสุดมาลบล้างความชั่ว คนชั่วที่โกงชาติ ทำลายสถาบัน
ทว่ารัฐประหาร 19 กันยา 49 ที่อ้างอิงความดีสูงสุด คนดีสูงสุด เพื่อขจัดนักการเมืองชั่ว แทนที่จะเป็นการปลุกกระแสศรัทธาในความดีและคนดีเพื่อลบล้างค่านิยม “โกงไม่เป็นไรขอให้มีผลงาน” ให้หายไปจากสังคมไทย แต่กลับกลายเป็นรัฐประหารที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การตั้งคำถามต่อความดี คนดี การฉีกหน้ากาก หรือการ “เปิดเปลือย” คนดีกลุ่มต่างๆ ให้เห็นธาตุแท้ หรือตัวตนที่แท้จริงอย่างโล่งโจ้งที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ ปัญญาชน ทหาร องคมนตรี และ ฯลฯ ที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม

เมื่อ เราได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น เราต้องตระหนกเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมคนเหล่านี้จึงไม่รู้สึกสะเทือนใจ หรือรู้สึกรับผิดชอบต่อความตายของประชาชนในการสลายการชุมนุมปี 2553 บ้างเลย มโนธรรม หรือ “ความเป็นมนุษย์” ของคนดีเหล่านี้หายไปไหน?

ปัจจุบันเวลาพูดถึงความดี คนดี คนฟังดูจะรู้สึกเอียนๆ แต่เราจะสรุปได้หรือว่าสังคมนี้ไม่ต้องการความดี และคนดี ผมคิดว่าเรายังสรุปไม่ได้เช่นนั้น สังคมนี้ยังต้องการความดีและคนดีอยู่ แต่ที่เอียนๆ กันมากนั้น เป็นการเอียนความดี คนดี ตาม “โมเดล” ที่ถูกปลูกฝังกันมานาน คือโมเดล “คนดี-ความดี-คนประสบความสำเร็จที่มีความสัมพันธ์เป็นสาเหตุและผลแก่กันใน ลักษณะเฉพาะที่แน่นอนตายตัว” ดังนี้

- คนดี/ความดีหนึ่ง คือคนที่มีความมุมานะต่อสู้เพื่อการเลื่อนสถานะทางสังคมที่สูงขึ้น และความสำเร็จหนึ่ง คือการเลื่อนสถานะทางสังคมที่สูงขึ้น

- คนดี/ความดีสอง คือ คนที่มีความจงรักภักดีและมุมานะพยายามจนได้เลื่อนสถานะทางสังคมตามเงื่อนไข ความจงรักภักดี และความสำเร็จสอง คือการได้ทำงานรับใช้ด้วยความจงรักภักดี การมีชื่อเสียงเกียรติยศ

แน่นอนว่า ความดีสองและความสำเร็จสอง คือความดีและความสำเร็จสูงสุดในชีวิต เป็นเกียรติประวัติที่ผู้คนในสังคมต่างก็ใฝ่ฝัน ฉะนั้น การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งคุณหญิง ท่านผู้หญิง แม้กระทั่งได้รับพระราชทานเพลิงศพ ฯลฯ จึงเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของชีวิตที่ได้ทำความดี และประสบความสำเร็จ

ตัวอย่างรูปธรรมของคนดีและประสบความสำเร็จตามโมเดลดังกล่าวที่ชัดเจน มาก ก็เช่น คนหนึ่งเป็นลูกแม้ค้าขายพุงปลา เป็นเด็กวัดมีความมุมานะเรียนจนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และได้เลื่อนสถานะทางสังคมเป็นนักการเมือง และเป็นนายกรัฐมนตรีผู้มีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์จงรักภักดี และเป็นมิตรที่ดีของฝ่ายอำมาตย์เสมอมา และอีกคนเป็น ศาสตราจารย์นายแพทย์ที่มีภูมิหลังเป็นเด็กชนบทที่มีความมุมานะเรียนดี จนได้ทุนพระราชทานไปเรียนจบจากเมืองนอก ได้เลื่อนสถานะทางสังคมเป็นปัญญาชนและเอ็นจีโอสายอำมาตย์ที่มีความจงรัก ภักดี และเป็นมิตรที่ดีของฝ่ายอำมาตย์ แต่ประดิษฐ์วาทกรรมที่สะท้อนให้เห็นภาพอัปลักษณ์ของนักการเมืองเสมอมา
(ต้องหมายเหตุ ณ ที่นี้ว่า คนอย่าง ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น นอกจากจะไม่ใช่คนดี คนประสบความสำเร็จตามโมเดลดังกล่าวแล้ว พวกเขายังถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อโมเดลดังกล่าวอีกด้วย ฉะนั้น คนอย่างพวกเขาจึงไม่สมควรถูกยกย่องเชิดชู “อย่างเป็นทางการ” จากรัฐไทย)
แต่เมื่อเผชิญกับรัฐประหาร 19 กันยา แล้ว คนดีตามโมเดลข้างต้น ซึ่งมีทั้งสื่อ นักวิชาการ ปัญญาชน คนชั้นกลางในเมืองที่มีการศึกษาดี ที่มีสถานะที่ได้เปรียบในทางสังคมการเมือง พวกเขาต่างสนับสนุนรัฐประหารทั้งโดยลับๆ และเปิดเผย และจนวันนี้พวกเขายังพยายามทุกวิถีทางเพื่อคัดค้านการลบล้างผลพวงของรัฐ ประหาร และการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการนิรโทษกรรม และให้ความยุติธรรมแก่นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร และคนเสื้อแดงที่ถูกจับติดคุก บาดเจ็บ ล้มตาย อันเนื่องมาจากการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้อง ประชาธิปไตย
ฉะนั้น คนดี ความดี ตามโมเดลข้างต้นนี้ต่างหากที่ประชาชนส่วนใหญ่ผู้ซึ่งต้องการเห็นสังคม เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยสากลรู้สึกสะอิดสะเอียน เพราะเบื่อหน่ายกับการเห็นพฤติกรรม “ศีลธรรมดัดจริต” ที่แพร่ระบาดอย่างมากมายเหลือเกินในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา

ไม่ ว่าจะเป็นการอ้างทศพิธราชธรรมเพื่อข่มศีลธรรมภาคสาธารณะ อ้างความไม่มีตัวกูของกูทางการเมืองโดยไม่ใส่ใจความยุติธรรม อ้างความรักของพ่อบ้านของพ่อข่มประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค อ้างหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อคัดค้านการนิรโทษกรรมแก่นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร แต่ยอมรับพวกทำรัฐประหารนิรโทษกรรมแก่ตัวเอง ฯลฯ

ข้อสังเกตคือ โมเดลคนดี ความดีดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมทางศีลธรรม” ของคนชั้นกลางในสังคมเมือง ที่มีการศึกษา และสถานะทางสังคม อาชีพการงานดี คนเหล่านี้มักถือว่าตนเองฉลาดกว่า มีวิจารณญาณทางศีลธรรมดีกว่า ฉะนั้น พวกเขาจึงเอาจริงเอาจังกับการล้มรัฐบาลที่คนต่างจังหวัด คนชนบทเลือก ซึ่งคนเหล่านั้นถูกมองว่าด้อยการศึกษา ไม่มีวิจารณญาณทางศีลธรรม ไม่สามารถมีอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นได้แค่เครื่องมือของนักการเมืองโกง ไม่มีสำนึกเรื่องผลประโยชน์ของส่วนรวม หรือ “รักชาติ” เท่าเทียมกับคนมีการศึกษาดีกว่า เข้าถึงสื่อดีกว่าอย่างพวกเขา
ขณะที่กรรมกร คนขับแท็กซี่ คนชนบท คนต่างจังหวัด ไม่ได้ซาบซึ้งกับโมเดลคนดี ความดีดังกล่าวมากนัก พวกเขากลับ “โดน” หรือมีความรู้สึกร่วมอย่างจริงจังกับวาทกรรม “ไพร่โค่นอำมาตย์” ทว่าคนชั้นกลางในเมืองโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ กลับหัวเราะเยาะว่า นั่นเป็นวาทกรรมหลอกลวง แถมยังพูดเย้ยหยันว่าชาวบ้านถูกปั่นหัวมาชุมนุมเพื่อ “โค่นอำมาตย์” โดยไม่รู้ว่าอำมาตย์คืออะไร พอมาถึงกรุงเทพฯ ต่างก็ถามกันว่า “ต้นอำมาตย์อยู่ที่ไหน พวกเราจะได้ช่วยกันโค่น” นี่คือการ “พูดเหยียด” เพื่อนมนุษย์ออกทีวีของคนกรุงเทพฯ ที่มีการศึกษาดี
สำหรับคนมีการศึกษาดี มีวิจารณญาณทางศีลธรรมดีกว่าอย่างพวกเขาแล้ว “อำมาตย์-ไพร่” เป็นคำพูดที่น่าหัวเราะ เพราะหมดยุคไปแล้ว ไม่มีอยู่จริง หรือถึงมันจะมีอยู่จริงก็ไม่เป็นเป็นไร ในเมื่อสังคมนี้คนทุกคนยังมีเสรีที่จะมุมานะพยายามเพื่อเลื่อนสถานะทางสังคม ของตนเองให้สูงขึ้นได้เสมอ ถ้าคุณเป็นคนดี ทำดีตามโมเดลข้างต้น คุณก็มีสิทธิ์ มีโอกาสเป็นคนดี มีเกียรติยศน่าภาคภูมิใจ และน่ายกย่องในสังคม
แต่ปัญหาคือ โมเดลความดีตามวัฒนธรรมทางศีลธรรมของคนชั้นกลางในเมืองดังกล่าว ในระดับรากฐานแล้วมันกีดกันคนอย่างปรีดี กุหลาบ จิตร เป็นต้นออกไป นักศึกษา ประชาชนที่ถูกฆ่า ถูกจับติดคุกตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภา 53 ล้วนแต่ถูกตราหน้าว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อโมเดลคนดี ความดีดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าวัฒนธรรมคนดี ความดีตามโมเดลดังกล่าวไม่ยอมรับว่า คนที่ต่อสู้และการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย เป็นคนดี และเป็นความดี
แล้วในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อคนดี ความดีตามโมเดลดังกล่าวสนับสนุนรัฐประหาร และถูกกระชากหน้ากาก คนที่ตาสว่างจำนวนมากจึงหมดศรัทธา และเอียนอย่างรุนแรงกับพฤติกรรมศีลธรรมดัดจริตที่แพร่ระบาดในหมู่ปัญญาชน นักวิชาการ สื่อ พระสงฆ์ หรือคนมีการศึกษาดี มีฐานะการงานดีที่เรียกกันว่า “สลิ่ม” ทั้งหลาย
แต่ไม่ได้หมายความกว่า “กระแสเอียนศีลธรรมดัดจริต” จะเป็นกระแสปฏิเสธคนดี และความดีเสียทุกอย่าง เพราะจริงๆ แล้ว ในระยะเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ สังคมยังต้องการคนดี ความดี แบบปรีดี กุหลาบ จิตร เป็นต้น ดังที่เกิดกระแสการยกย่องวีรกรรมของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ การสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยของชาวบ้านธรรมดาๆ เป็นต้น

โลก เปลี่ยนไปแล้ว แต่ในความเปลี่ยนแปลงนั้น สังคมยังต้องการคนดี ความดีในความหมายที่เอื้อต่อการสร้างสังคมที่มีเสรีภาพ เสมอภาค และมีความเป็นธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 46

ที่มา ประชาไท

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 46

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 46

วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานพระอาการประชวรถุงเนื้อเยื่อบนผนังของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) อักเสบ ว่า พระอาการเจ็บบริเวณพระนาภีด้านล่างน้อยลง และมีพระปรอท (ไข้) ลดลง พระอาการทั่วไปดี คณะแพทย์ฯ ขอพระราชทานให้ประทับ (นั่ง) เป็นครั้งคราว เสวยพระกระยาหารเหลวได้ และทรงพระบรรทมได้ดี

จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
สำนักพระราชวัง
20 พฤศจิกายน 2554

คุณพระ!สลิ่มนาซีพันธุ์ดุอยากจะฆ่าหมู่เสื้อแดง?!

ที่มา Thai E-News

ความปรารถนาของสลิ่มพันธุ์ดุ-ภาพ เหยื่อสังหารหมู่ชาวยิวที่ถูกกระืืำทำโดยนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นภาพที่สมาชิกสลิ่มขบวนการเสรีไทยเฟซบุ๊คอยากให้เกิดกับทักษิณกับครอบ ครัว พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง ล่าสุดมีการลบออกไปจากหน้าเพจเฟซบุ๊คแล้ว (ดูข่าว:สลิ่มพันธุ์ดุกระหายเลือด กระเหี้ยนกระหือรืออยากสังหารหมู่เสื้อแดงแบบฮิตเลอร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว)

โดย คุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย
พากษ์ไทย ไทยอีนิวส์

คุณยายศรีลัดดา วัย 88 ปี ที่ไปพำนักอาศัยในสหรัฐอเมริกามานาน 40 ปี เขียนจดหมายแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า

Oh, My God, now Thailand has its own Neo-Nazi thai style!!!Where are they heading for next ? Should the Redshirt be prepared for a holocaust? Will the Sa-lim build a wall around Bangkok to prevent those poor, ignorant prais from polluting the air and water with their presence.? I am not sure if I could come to visit my family and friends in the near future. You see, I am a redshirt 100%..and do not plan to change my color any time soon. By the way, who is the leader of this Thai Neo-nazi, I really have no idea..can somebody tell me? Kun Yai ka.

PS. I would like to add is this..I have lived here in California for 40 years,my two sons grew up here, graduated from high school and college, all of us still speak with Thai accent I have freinds and relatives from Europe,they all speak with accent..so what ? It is something we were born with that could not be scornedNext time the Dem will probably pick on the color of Yingluck toenail polish..HAH!!!.

โอ้ คุณพระคุณเจ้า เดี๋ยวนี้เมืองไทยมีพวกนีโอนาซีเป็นของตัวเองในแบบไทยๆแล้วรึ!!! แล้วพวกนี้จะเอาไงกันต่อไป?

คนเสื้อแดงต้องเตรียมการรองรับที่จะถูกสังหารหมู่ล้างเผ่าพันธุ์กันแล้ว หรือ? พวกสลิ่มจะต้องก่อกำแพงยักษ์รอบพระนครกรุงเทพฯเพื่อป้องกันผู้เคราัะห์ร้าย หนีมั้ย ไม่งั้นก็เสี่ยงจะเจอพวกนี้รมแก๊สพิษ หรือสังหารหมู่ด้วยวิธีพวกนาซีแบบหารุณสารพัด?

ยายเองชักไม่แน่ใจแล้วนะนี่ เมื่อยายต้องกลับไปเยี่ยมครอบครัวและมิตรสหายที่เมืองไทยในอนาคตอันใกล้นี้ คุณไม่รู้เหรอ ยายหนะเป็นคนเสื้อแดง 100%..แล้วก็ยังไม่มีแผนจะเปลี่ยนสีเสื้อในระยะเวลาอันใกล้นี้ซะด้วยสิ

อย่างไรก็เถิด ใครที่จะเป็นผู้นำลัทธินีโอนาซีในเมืองไทย ยายไม่รู้จริงๆนะเอ้า

มีใครพอจะบอกยายได้ไหมลูกเอ๊ย?/คุณยาย

ปล.ถึง หลานๆสลิ่มที่พากันจับผิดเรื่องเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับสำเนียงพูดภาษาอังกฤษของ คุณยิ่งลักษณ์นะจ๊ะ ยายอยากบอกว่า ยายมาอยู่ที่คาลิฟอร์เนีย อเมริกานี่นาน 40 ปีแล้ว ลูกชายของยาย 2 คนก็มาโตกันที่นี่ เรียนจบมัธยมและระดับมหาวิทยาลัยก็ที่นี่ เราก็ยังพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงไท้ยไทยอยู่เลย ญาติๆของเราในยุโรปก็เหมือนกันจ๊ะ ฝรั่งเจ้าของภาษาที่เราคุยด้วยก็ไม่เห็นว่ากระไร แล้วไง?มันหนักส่วนไหนของสลิ่มจ๊ะแม่คู้ณ

หากยิ่งลักษณ์จะสปี๊คภาษาฝรั่งสำเนียงไทย ก็มันไม่ใช่ภาษาพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราซักกะหน่อยนี่นา ว่ามั้ยหละ?


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:จดหมายจากคุณยายคาลิฟอร์เนียถึงหลานสลิ่ม

เส้นทางสีแดงจัดแรลลี่ให้กำลังใจหนุนยิ่งลักษณ์

ที่มา Thai E-News


โดย ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

กลุ่มเส้นทางสีแดงจะจัดกิจกรรมเส้นทางสีแดง ในวันอาทิตย์ 27 พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมแรลลี่ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี

ชื่อกิจกรรม : เส้นทางสีแดงให้กำลังใจนายกฯ

เป้าหมาย : เพื่อให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการบริหารรัฐบาล

วัน เวลา สถานที่ : อาทิตย์ 27 พย. ราชประสงค์-ศาลาแดง

กำหนดการ :

11.00 น. ตั้งขบวนรถกทุกชนิด รถจักรยาน มอเตอร์ไซด์ รถเก๋ง รถกระบะ รถฮาเล่ย์ หน้าเวิลด์เทรด

12.00 น. เคลื่อนขบวนแรลลี่ให้กำลังใจนายกทั่วกรุงเทพมหานคร

เส้นทาง : ราชประสงค์ เพชรบุรี (มอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจนายกฯที่ทำการพรรคเพื่อไทย) คลองตัน รามคำแหง บางกะปิ ลาดพร้าว สะพานควาย อนุเสาวรีย์ชัย ราชวิถี ราชดำเนิน อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานปิ่นเกล้า อนุเสาวรีย์พระเจ้าตาก สะพานพุทธ เยาวราช เจริญผล มาบุญครอง พระรามสี่ ศาลาแดง

17.00 น. ชุมนุมคนเสื้อแดงอิสระ ณ ลานอนุเสาวรีย์ร.6 เชิญคนเสื้อแดงอิสระทุกกลุ่มปราศัยให้กำลังใจนายกฯ ชุมนุมญาติวีรชน เลี้ยงข้าวคนเสื้อแดง ฟังเพลง เต้นรำ ตั้งเครื่องเสียงตามอัธยาศัย

20.00 น. จุดเทียนรำลึกวีรชน 10 เม.ย.และ 19 พค.

ข้อความย่อ: กิจกรรมเส้นทางสีแดง อาทิตย์ 27 พย. ขบวนแรลลี่ใหญ่ทั่วกรุงเทพฯเพื่อให้กำลังใจนายกฯยิ่งลักษณ์

เชิญคนเสื้อแดงนำรถจักรยาน รถมอเตอร์ไซด์ รถกระบะ รถเก๋ง รถโฟร์วีล และรถทุกชนิดเข้าร่วมขบวนแรลลี่ทั่วกรุงเทพมหานคร 17.00 น. ชุมนุมคนเสื้อแดงอิสระ ณ ลานอนุเสาวรีย์ ร.6 สอบถาม 081-5836964

โอบาม่า:ยินดีต่อชัยชนะที่เป็นแรงบันดาลใจของปู

ที่มา Thai E-News

ประธานาธิบดีโอบาม่าสนทนากับนายกฯยิ่งลักษณ์อย่างออกรสในงานประชุม US-ASEAN เมื่อวันเสาร์ (ภาพเพิ่มเติมดูที่facebookนายกฯยิ่งลักษณ์)

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายบารัก โอบามา ได้พบปะสนทนากับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย โดยทั้งสองได้หารือในประเด็นการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมของประเทศไทย และโอบามาได้กล่าวแสดงความยินดีสำหรับชัยชนะการเลือกตั้งของยิ่งลักษณ์ที่ เป็นแรงบันดาลใจด้วย

เอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีโอบามากล่าวแสดงความยินดีกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในชัยชนะของการเลือกตั้งที่เป็น "แรงบันดาลใจ" ส่วนกรณีที่ไทยประสบอุทกภัยร้ายแรงจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 600 รายนั้น ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า "เราจะขยายความช่วยเหลือให้ไทยเท่าที่ทำได้ สหรัฐฯ และไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดในมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหยื่อในอุทกภัยครั้งนี้"

สื่อต่างประเทศชี้ว่า ท่าทีการยืนเคียงข้างกันระหว่างยิ่งลักษณ์และโอบามา มีนัยสำคัญสำหรับการเมืองไทย และระบุว่า การเลือกใช้คำของโอบามาที่จัดว่าดีเกินกว่ามาตรฐานทางการทูตทั่วไป ส่งสัญญาณการสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างชัดเจน

ยิ่งลักษณ์เพิ่งถูกฝ่ายต่อต้านในประเทศไทยวิจารณ์ว่าพูดภาษาอังกฤษด้วย สำเนียงที่แย่ แต่ภาพการสนทนากับโอบาม่า ก็น่าจะเป็นคำตอบว่า ทั้งสองคุยกันรู้เรื่้องดี ทั้งนี้ยิ่งลักษณ์เคยไปเรียนจบระดับปริญญาโทที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตท ประเทศสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดีบรรดาผู้ที่ต่อต้านเธอหาเรื่องตำหนิตามโซเชียลเน็ตเวิร์คได้อีก ว่า การจับมือกับโอบาม่านั้นแย่ผิดธรรมเนียม และบางรายไปไกลถึงขั้นว่ามีจริตมารยาแบบผู้หญิงขายบริการเวลาสนทนากับโอบา ม่า ซึ่งเป็นการขยายความต่อเนื่องจากที่เอกยุทธ อัญชัญบุตร เคยยัดเยียดให้นายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้

มติชนออนไลน์ เสนอรายงานเรื่อง น่าอับอายแทนประเทศไทย? เขียนโดย โดย ณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล นักศึกษาปริญญาเอก คณะเศรษฐศาสตร์, Simon Fraser University ว่า

เหมือนเช้าทุกๆ วัน เมื่อผมตื่นขึ้นมาเมื่อวานสิ่งแรกๆ ที่ผมจะทำก็คือเปิดเฟซบุคเพื่อดูความเคลื่อนไหวและข่าวสารต่างๆ ตลอดวันในเมืองไทย และประเด็นร้อน ที่เพื่อนบนเฟซบุคของผมพร้อมใจกันแชร์ ก็คือคลิปการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกฯ และ Hillary Clinton จาก youtube พร้อมกับคำโปรยต่างๆ นานา จับความได้ว่า "นายกฯ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง น่าอับอายแทนประเทศไทย ฯลฯ"

เมื่อฟังคำวิจารณ์เหล่านี้ผมก็เกิด "คัน" ขึ้นมา นึกสนุกอยากทดสอบว่าถ้าให้คนต่างชาติฟังเขาจะฟังรู้เรื่องกันกันรึเปล่า จึงทดสอบโดยการแชร์คลิปการแถลงข่าวร่วมนั้น และตั้งคำโปรยเพื่อเชิญเพื่อนซึ่งไม่ใช่คนไทยให้มาดูคลิป แล้วตอบว่าเข้าใจที่นายกฯ แถลงรึไม่

ผมทิ้งแชร์เอาไว้หนึ่งวัน มีเพื่อนมาตอบทั้งหมด 6 คน เกือบทั้งหมดใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก และมิได้มีเพื่อนเป็นคนไทยนอกจากผมเท่านั้น (นั้นหมายความว่าไม่ได้คุ้นเคยกับสำเนียงแบบไทยๆ) ทุกคนตอบเป็นทิศทางเดียวกันว่า "เข้าใจแถลงการณ์ที่นายกฯ พูดได้เป็นอย่างดี มีปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น" เช่น บางคนตอบว่าเข้าใจ 95% บางคนตอบว่าไม่เข้าใจเฉพาะช่วงต้นๆ ของสุนทรพจน์ แต่โดยรวมเข้าใจได้ดี

จากผลการทดสอบนี้ รวมกับข้อสังเกตของผมเอง ผมขอสรุปดังนี้ครับ

1) เป็นความจริงที่ว่าอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้นเพราะอดีตนายกฯ ใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นระยะเวลานานกว่า (แต่แน่นอนว่าแม้แต่อดีตนายกฯ ก็ยังมีสำเนียงไทย เมื่อพูดภาษาอังกฤษเช่นกัน)

2) แต่จากผลการทดสอบก็ยืนยันว่าคนต่างประเทศสามารถเข้าใจสุนทรพจน์ของนายกฯ ได้ ฉะนั้นภาษาอังกฤษของนายกฯ ถือว่าไม่มีปัญหาครับ มาตรฐานการพูดภาษาอังกฤษในปัจจุบันนั้นถือ จุดประสงค์สำคัญคือการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ ส่วนการพูดติดสำเนียง (accent) นั้นมิได้ถือเป็นปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นธรรมชาติที่เมื่อภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาสากลมากกว่าภาษาประจำ ชาติ การพูดติดสำเนียงจึงถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งท่ามกลางกระแสค่านิยมการไม่เลือกปฏิบัติ (nondiscrimination) ด้วยแล้ว มาตรฐานในโลกตะวันตก (อย่างน้อยก็เป็นมารยาทในสังคม) คือ การพูดติดสำเนียงไม่เป็นปัญหา แต่การดูถูกคนที่พูดติดสำเนียงนั่นแหละเป็นปัญหา

3) ย้อนกลับมาดูวิถีปฏิบัติของประเทศไทยเราเองบ้างก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมหลายๆ คนถึง "อายแทนประเทศไทย" กับกรณีการพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยของนายกฯ คนไทยเรายังยึดค่านิยมว่า "สำเนียงกลางเท่านั้นที่ถูกต้อง" อย่างแข็งขัน เราเห็นตลกล้อเลียนภาษาไทยสำเนียงอื่นบ่อยครั้ง และที่แน่ๆ เราจะไม่มีทางได้เห็นพิธีกร ผู้ประกาศข่าว หรือแม้แต่นักแสดงพูดด้วยสำเนียงอื่นนอกจากสำเนียงมาตรฐานเลย (ยกเว้นมุ่งให้เกิดความตลก) น่าสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนกรุงเทพฯ เอาวิธีวัด "ความถูกต้องทางภาษา" เช่นนี้ไปขยายผลกับ "ความถูกต้อง" ในกรณีอื่นๆ ด้วย

4) ถ้าจะเอาประเด็นเรื่องสำเนียงการพูดไปตัดสินคุณสมบัตินายกฯ ยิ่งไม่สมเหตุสมผลมากขึ้นไปอีกครับ ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันแล้ว ประธานาธิบดีหู จิ่น เทา ของจีนสอบตกการเป็นประธานาธิบดี ตั้งแต่อยู่ที่มุ้งเลยครับ เพราะท่านมิได้พูดภาษาอังกฤษแม้แต่คำเดียวในพิธีการที่ต้องเกี่ยวข้องกับ ต่างชาติ ท่านจะใช้ล่ามตลอด แต่ประธานาธิบดีหู ก็ยังเป็นที่ยอมรับของคนจีนจำนวนมาก แน่นอนว่าการพูดภาษาอังกฤษได้แบบไม่ติดสำเนียงเลยย่อมถือเป็น "โบนัส" แต่จะถือเป็นคุณสมบัติจำเป็นของนายกฯ ไม่ได้ครับ

5) สุดท้ายแล้ว จากมุมมองที่คนต่างประเทศ เขาไม่ได้เห็นว่าสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดไปในการแถลงการณ์ร่วมนั้นเป็นสิ่งที่น่าอับอายของประเทศไทยเลย "ความน่าอับอาย" นั้นเป็นสิ่งที่คนไทย "คิดไปเอง" โดยการเอาค่านิยมของตัวเองเป็นตัวตั้งครับ

At Vancouver, Canada, Nov 18, 2011, 5:42 pm (GMT -8:00)

ป.ล. ตามไปดูผลการทดสอบได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

http://www.facebook.com/natt.hongdilokkul/posts/312848618725340

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:Before & After ผู้นำไทยในเวทีโลก ระหว่างอัปยศกับเกียรติภูมิของชาติอยู่ที่ภาษาหรือที่มา มีคำตอบ

ทีเด็ดจม.แม้วสยบวิกฤตอภัยโทษ พ่นพิษพธม.ระส่ำเลิกชุมนุมทำม็อบขนจากใต้อลเวง-รุมด่าลูกพี่ลั่นเว็บ

ที่มา Thai E-News


ที่มา facebook ของนพดล ปัทมะ เผยแพร่เมื่อเวลา09.40 น.วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน 2554 (คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ทนายความประจำตระกูลชินวัตร ผู้แทนทางกฎหมายในประเทศไทยของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์รูปภาพจดหมายซึ่งเขียนด้วยลายมือใส่กระดาษ เขียนโดย พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิไมเรตส์

20 พฤศจิกายน 2554


พี่น้องไทยที่เคารพรัก


เนื่องด้วยขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วม ผมเป็นห่วงและต้องการให้ประเทศและพี่น้องประชาชนผ่านพ้นวิกฤตโดยเร็ว ซึ่งต้องการความสามัคคีปรองดองภายในชาติ จึงจะร่วมกันฟันฝ่าภัยธรรมชาติในครั้งนี้ได้ ผมขอสนับสนุนทุกมาตรการที่จะนำไปสู่ความปรองดองในชาติและไม่อยากเห็นความ พยายามใดๆที่จะทำให้บรรยากาศนี้เสียหาย และผมพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวทั้งๆที่ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมมาก ว่า 5 ปีแล้ว เพื่อพี่น้องประชาชนผมจะอดทน

จากการเสนอพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษประจำปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงพระเจริญพระชนมายุครบ 84 ปี จึงมีข่าวว่า อาจจะมีผมรวมอยู่ด้วย ผมมั่นใจในหลักการที่ว่ารัฐบาลจะไม่ทำการใดๆที่ให้ประโยชน์แก่ผมหรือบุคคล หนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้นการกระทำใดๆในช่วงนี้ ต้องเป็นไปเพื่อนำประเทศสู่ความปรองดองและฝ่าฟันวิกฤตจากภัยธรรมชาติน้ำท่วม ใหญ่เท่านั้น

อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระประชวรอยู่ เราต้องไม่ทำให้พระองค์ทรงหนักพระราชหฤทัยเป็นอันขาด กระผมก็มั่นใจว่า ท่านนายกฯของเรามีแนวคิดและความตั้งใจเช่นเดียวกันกับผม

สำหรับพี่น้องที่สนับสนุนผม ห่วงใยผม ก็ขออย่าได้ผิดหวังเพราะเมื่อแสงแห่งธรรมปรากฎ ทุกอย่างจะจบเอง เพราะบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะขัดแย้ง อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้

ท้ายนี้ ผมขอเรียกร้องทุกฝ่ายที่รักชาติบ้านเมืองจริง ต้องรู้จักคำว่า "FORGIVE AND FORGET"คือรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ลืมเรื่องเก่าๆ เข้าสู่มิติใหม่ของวันพรุ่งนี้เพื่อบ้านเมืองและลูกหลานเราครับ

ด้วยความเคารพรักและคิดถึง

(ลายมือชื่อ) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พันธมิตรชักไปไม่เป็นอ้างจดหมายทักษิณยังกั๊ก

ทางด้านASTVผู้จัดการ สื่อกระบอกเสียงของพันธมิตรที่นัดกันชุมนุมต่อต้านการออกพรฎ.ในวันจันทร์ที่ 21 นำเสนอรายงานข่าวสั้นๆในหัวข้อข่าวเรื่อง "แม้ว"โผล่ป้อง"รบ.ปู"เชื่อไม่ขออภัยโทษเพื่อตนคนเดียว โดยนำเสนอข่าวดังนี้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนจดหมายด้วยลายมือโพสต์ในกระดานข้อความเฟซบุ๊คส่วนตัวของ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาทางกฎหมายส่วนตัว โดยจดหมายมีใจความส่วนหนึ่งว่า เนื่องด้วยบ้านเมืองขณะนี้ ประสบภาวะวิกฤตน้ำท่วม จึงอยากให้พ้นวิกฤต ซึ่งต้องการความสามัคคีในชาติ และส่วนตัวพร้อมที่จะสละความสุขส่วนตัว แม้ที่ผ่านมาจะไม่ได้รับความเป็นธรรม มากว่า 5 ปี แต่จะอดทน

ทั้งนี้จากการที่จะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ที่อาจมีชื่อของตนเองรวมอยู่ด้วยนั้น ส่วนตัวมั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ทำการใดๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนเอง หรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

สำหรับจดหมายฉบับนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลงวันที่วันนี้ (20 พ.ย. ) และสถานที่คือ ดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

จากนั้นไม่นานได้ขึ้นพาดหัวใหญ่ในหน้าแรกในหัวข้อข่าว "นช.แม้ว" ร่อน จม.ขอชาติปรองดอง อ้างรัฐไม่อภัยโทษเพื่อตน วอนทุกฝ่ายลืมเรื่องเก่า โดยไม่มีท่าทีใดๆของแกนนำพันธมิตรในรายงานข่าวชิ้นนี้

ขณะที่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตร ผู้มีบทยาทสูงในการนัดหมายการชุมนุมวันจันทร์ที่ 21 เขียนลงเฟซบุ๊คส่วนตัว ในช่วงเวลา 12.00 น. ว่า
จดหมาย ของทักษิณ ยังกั๊กและไม่ชัดเจน เพราะคำว่าเชื่อมั่นในหลักการที่ว่ารัฐบาลไม่ได้ออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อ ทักษิณคนเดียว แปลว่า 1.แยกตัวเองว่า ตัวเองออกมาไม่รู้ว่าครม.ร่างพระราชกฤษฎีกาอย่างไร 2.พระราชกฤษฎีกา อภัยโทษ ไม่ได้ใช้กับทักษิณคนเดียวอยู่แล้วเพราะมีนักโ่ทษคนอื่นๆได้รับประโยชน์ด้วย เพียงแต่กรณีนี้มีข่าวว่าเอาทักษิณเป็นตัวตั้งเท่านั้น

เพียงแต่จดหมายฉบับนี้ออกมาก่อนพันธมิตรฯชุมนุม 1 วัน ย่อมทำให้เกิดความไขว้เขวว่าทักษิณถอยแล้ว ทั้งๆที่ความเป็นจริงคณะรัฐมนตรียังไม่เคยปฏิเสธข่าวเนื้อหาร่างพระราช กฤษฎีกาเลยแม้แต่น้อย

นายปานเทพให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์คงได้มีการประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์แล้ว เห็นว่า มีแรงต้านคัดค้านการขออภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่น้อยไปกว่าเดิม และมีมากยิ่งขึ้นด้วย นายปานเทพให้คำจำกัดความว่า "หากยังดำเนินการที่ขัดกับหลักกฎหมาย ความรู้สึกและประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมา รัฐบาลและผู้นำอาจจะอยู่ในประเทศไม่ได้ก็เป็นได้ และอาจเกิดการเผชิญหน้าของกลุ่มมวลชน

ประกาศยุติชุมนุม ม็อบที่ขนมาจากใต้อลเวง

ต่อมาในเวลา 17.40 น. นายปานเทพ เปิดเผยผ่านรายการ “ชั่วโมงข่าวสุดสัปดาห์” ทางเอเอสทีวี ว่า ตามที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ประกาศแล้วว่าจะใช้พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ตามที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ทำมาแล้วในปี 2553 ทุกประการ เท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้ไม่ได้รับประโยชน์จากการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้

ดังนั้น แกนนำพันธมิต เห็นว่า เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนท่าที และถอยจากประเด็นนี้แล้ว จึงหมดเงื่อนไขที่จะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในวันจันทร์ที่ 21 นี้ ดังนั้น จึงขอประกาศยุติการชุมนุมตามที่นัดหมายแต่เดิม แต่เปลี่ยนเป็นกิจกรรมย่อยพบปะพูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแกนนำและผู้ปราศรัย โดยจัดเวทีกลางแจ้งที่บ้านเจ้าพระยา วันจันทร์ที่ 21 เวลา 10.00-18.00 น.

การประกาศยุติม็อบดังกล่าวส่งผลให้พันธมิตรอารมณ์ค้างพากันเขียนด่าแกนนำในท้ายข่าวดังกล่าวมาก เช่น

พอมีจดหมายจาก นช.แม้ว และลิ่วล้อออกมาพูดแก้ พธม.ก็เชื่อง่ายๆอย่างนี้หรือ... อยากเรียกชุมนุมก็เรียก อยากเลิกก็เลิกง่ายๆแบบนี้... ไม่เห็นด้วยเลย/ใหญ่

โธ่..แค่นายประชา พรหมนอก พูดแค่นี้ก็เชื่อมันแล้วหรือ แบบนี้จะทำงานใหญ่ได้หรือ เพราะนายประชา พูดอะไรบ้างที่เป็นความจริง มันพูดกลับไปกลับมาเหมือนนายทักษินพ่อมันนั่นแหละ ความจริงไหนๆก็มากันแล้วไล่มันไปทั้งหมดดีไหม จะปล่อยให้มันปรับตัววางแผนเล่นงานพวกเราในภายหลังทำไม

รับเงินใครมาหรือเปล่า ค่าจ้างเลิกม็อบน่ะ

แถลงข่าวขึงขัง นึกว่าเอาจริง ชักเข้าชักออกอย่างนี้ ไม่ไหวเหมือนกันนะ
พันธมิตร

ไรว๊ะ ชักเข้าชักออก , ดันกลับลำซะแล้ว นึกว่ารัดถะบานอยากจะลองของ , อารมณ์ยิ่งไม่ดีอยู่ น้ำท่วมบ้าน กะว่าจะรวมบัญชีไปเลย ...เซ็ง

การ ประกาศชุมนุมดังกล่าวสร้างความอลเวงให้กับม็อบพันธมิตรที่เดินทางมาจาก จังหวัดสงขลาเป็นอันมาก เนื่องจากได้ออกเดินทางมาเมื่อตอนบ่าย กำลังเข้าสุราษฏร์ธานี แล้วก็มีโทรศัพท์ปลายสายบอกว่า....." ยกเลิกชุมนุม "? ตอนนี้เลยกำลังอลหม่านว่าจะกลับสงขลา หรือไปกรุงเทพฯต่อ หรือแวะซื้อไข่เ็ค็มไชยา หากมีรายงานคืบหน้า ผู้สื่อข่าวจะแจ้งให้ทราบต่อไป

คำแปลฉบับภาษาอังกฤษ ( Translation of Dr. Thaksin Shinawatra's letter dated 20 November 2011 )


Dubai, U.A.E.
20 November 2011

Dear Fellow Thai People,

As our country has been going through a crisis from the big flood, I am concerned and want our country and all Thai people to pass through this crisis quickly and that requires harmony and reconciliation in our country in order to overcome this natural disaster. I support all measures that will lead to national reconciliation and do not want to see any attempt that will sour the atmosphere and I am prepared to sacrifice my personal happiness even though I have not received justice during the last five years. I will be patient for the sake of the people.

As the Royal Decree which will provide for annual royal pardon is being proposed and as H.M. the King will become 84 years’ old this year, and as there has been rumor that my name will be included in the list of individuals to be proposed for royal pardon, I trust in the principle that the government will not do anything that will benefit me or any individual specifically.

Moreover, any action to be taken during this period of time must be merely taken so as to bring national reconciliation to our country and to overcome the crisis due to national disaster from big flood.

As H.M. the King has been ill, we must certainly not make H.M. the King worried and I am confident that our Prime Minister shares my belief and intention.

With respect to Thai people who have supported and cared for me, please don’t be disappointed as when the light of justice emerges, all will be settled as the country will not be under the state of conflict forever.

Finally, I call upon all parties who truly love Thailand to know the words “forgive and forget” by forgiving each other and forget the past in order to face new dimensions of tomorrow for the sake of our country and younger generations.

With Best Regards
Police Lt. Col. Thaksin Shinawatra

Saturday, November 19, 2011

"จรัล ดิษฐาอภิชัย" ยกกรณีพระราชทานอภัยโทษผู้หนีคดีในกัมพูชาเทียบคดี "ทักษิณ"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
และอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)
ผู้กลับมาปรากฏตัวในประเทศเมื่อปลายเดือนกันยายน 2554
นับแต่เขาเดินทางออกนอกประเทศเมื่อปีที่แล้วไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ “19 พฤษภา 53”
รวมเวลาในการเดินสายสื่อสารสถานการณ์การเมืองไทยต่อคนไทย
ในต่างแดนและชาวต่างชาติ ทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นเวลากว่าปี


ถึงวันนี้ “จรัล” ยังอยู่บนถนนการเมืองแม้จะไม่ได้เป็น ส.ส.
แต่มีภารกิจเดินทางเข้ารัฐสภาในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการต่างประเทศ
ที่มี “สุนัย จุลพงศธร” ส.ส.บัญชี่รายชื่อ พรรคเพื่อไทยเป็นประธาน


ในสัปดาห์ที่น้ำเริ่มลด ลมหนาวเริ่มโชย กระแสการเมืองกำลังกลับมากระพือ
เมื่อมีประเด็น “คนแดนไกล” จะกลับเข้าประเทศได้อีกหรือไม่
“จรัล ดิษฐาอภิชัย” ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติออนไลน์”
พร้อมเปรียบเทียบกรณีการพระราชทานอภัยโทษที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา


@ร่างพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
จะเป็นเหตุทำให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไปไม่ได้หรือไม่



-สถานการณ์พื้นฐานคนก็แบ่งความเห็นออกเป็น 2 ฝ่ายอยู่แล้ว และยังดำรงอยู่ คือ
ฝ่ายล้มรัฐบาลและฝ่ายหนุนรัฐบาล จนกระทั่งน้ำท่วมก็มีการเมืองของน้ำท่วม
ที่ดำรงอยู่อยู่แล้ว ผมและคนเสื้อแดง ก็เชื่อว่าหลังน้ำลด
ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็คงก่อกระแสขับไล่รัฐบาล เขาก็ประกาศทุกวัน
ฉะนั้น เมื่อมีปัญหาร่างพระรากฤษฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษ ในวโรกาส 84 พรรษา
เราต้องเข้าใจว่า แม้การพระราชทานอภัยโทษ เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์
แต่ในทางปฏิบัติ หรือวิธีการ ก็ต้องมีผู้เสนอขึ้นไป คือ
ครม. เพราะเป็นหน้าที่ฝ่ายบริหาร
ซึ่งอาจจะทูลเกล้ารายชื่อแต่ละปีจำนวนไม่เท่ากัน
บางวโรกาสก็ 2 หมื่นรายชื่อ หรือ 3 หมื่นรายชื่อ ฉะนั้น ทางฝ่ายบริหาร คือ
ครม. ก็ต้องทำร่างพระราชกฤษีกา เพื่อกราบบังคมทูล


@ แบบนี้รัฐบาลกำลัง เกี้ยเซี๊ย กับอำมาตย์ หรือเปล่า

-เท่าที่ผมอ่านความเห็นตามบทความที่บอกว่า
ถ้าทำแบบนี้เท่ากับทรยศหักหลังคนเสื้อแดงที่ติดคุก
แต่ผมว่าความคิดแบบนี้ก็เป็นหตุผลที่แปลกๆ
เพราะถ้าคนเสื้อแดงที่ติดคุกอยู่ในข่ายได้รับอภัยโทษ
ก็ต้องได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วย


@ คิดว่ารัฐบาลตั้งใจช่วยคุณทักษิณคนเดียวหรือไม่

ผมคิดว่า ไม่ใช่ช่วยคุณทักษิณคนเดียว
แต่เป็นการช่วยนักโทษ 20,000 กว่าคน ในวโรกาสนี้
อาจทำร่างกราบบังคมทูลถึง 25,000 -27,000 รายชื่อ
ผมเชื่อว่าน่าจะครอบคลุมคนเสื้อแดงทุกคน
ส่วนหลักการของการอภัยโทษ ปกติก็ไม่ใช่ทุกคนได้รับ
เพราะบางครั้งก็ทุกคดีหรือเว้นบางคดี
นอกจากนั้นยังมีการแบ่งเป็นนักโทษชั้นดี หรือเหลือโทษอีกไม่กี่ปี
ผมยังไม่เห็นร่างพระราชกฤษฎีกา
แต่เท่าที่ผมติดตามข่าว มีเนื้อหาเกี่ยวกับอายุนักโทษ
ทำให้ถูกตีความว่าหลักการเรื่องอายุนั้น
กำหนดเพื่อให้ครอบคลุมถึง ดร.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่อีกฝ่ายเขาว่า


@ปัญหาว่าคุณทักษิณ ยังไม่เคยรับโทษ

-ประเทศไทยไม่เคยมีประเพณี แต่ในทางหลักการทำได้
เพราะเป็นเรื่องพระราชอำนาจ
ผมคิดว่า สมเด็จนโรดมสีหนุ กษัตริย์ กัมพูชา เคยให้อภัยโทษกับคนที่เกี่ยวข้อง
ในการทำรัฐประหารแต่ล้มเหลวในเดือน กรกฎา-สิงหาคม ปี 1997
โดยคนเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย
ผมยังเคยไปพบเขาเลย กลุ่มสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ กลุ่มพระพุทธะเสรี กลุ่ม ซอนซาน


เวลานั้นกัมพูชามีนายกฯ 2 คน อีกคนคือ
สมเด็จรณฤทธิ์ บริหารไปมา ก็เกิดความขัดแย้ง จึงทำรัฐประหารมีการยิงกัน
แต่ล้มเหลว แล้วหนีมาอยู่ไทย ผมยังไปเยี่ยมเขา


ต่อมาสมเด็จฮุนเซน ก็เห็นว่าเพื่อความปรองดองชาติ
จึงกราบทูลให้ สมเด็จสีหนุ พระราชทานอภัยโทษ ต่อมาสมเด็จนโรดม รณฤทธิ์
เคยถูกฟ้อง ศาลตัดสินจำคุก ก็หนีไปอยู่ประเทศอื่น
สมเด็จนโรดม สีหมุณี ก็พระราชทานอภัยโทษ แม้ว่า สมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ จะไม่ได้อยู่ในคุก


ฉะนั้น โดยหลักการ ก็คลุมถึงคนที่หลบหนีก็ได้ แต่ประเทศไทย ไม่เคยมีประเพณีนี้


@ น้องสาวเป็นนายกรัฐมนตรี ของ ครม. ที่กำลังชงเรื่องให้คุณทักษิณกลับบ้าน
จะเป็นการเพิ่มปัญหาต่อคุณยิ่งลักษณ์หรือไม่


-เท่าที่ผมได้ยิน ผมว่า ดร.ทักษิณ คงไม่อยากกลับ
แต่มีคนอยากให้กลับ ส่วนเรื่องพี่กับน้อง
ก็อย่างที่ผมพูด สมเด็จนโรดม สีหนุ เคยพระราชทานอภัยโทษให้
สมเด็จรณฤทธิ์ซึ่งเป็นลูกชาย พ่อให้อภัยโทษลูกชาย
เพียงแต่คนเสนอ คือสมเด็จฮุนเซน ซึ่งเป็นคู่ปฏิปักษ์ทางการเมือง
หรือกรณี สมเด็จสีหมุณี ให้อภัยโทษ สมเด็จรณฤทธิ์ ก็เป็นพี่กับน้องกัน
แต่ตอนนั้น สมเด็จฮุนเซน เป็นผู้เสนอเช่นเดียวกัน


@ การขอพระราชทานอภัยโทษ
สร้างแรงต้านเกิดขึ้นกับ“รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ควรเสี่ยงต่อไปหรือไม่


-รัฐบาลมี 2 ทาง คือ
1 เขียนให้ชัดเจนว่าอายุ 60 ปีขึ้นไป แล้วยังติดคุกไม่เกิน 3 ปี อีกทางหนึ่งคือ
2) เดินหน้าต่อไป แต่ถ้าพูดแบบไม่กลัวถูกด่านะ
ผมคิดว่าทีคนสูงอายุที่ติดคุกโทษหนักเพราะเป็นฆาตรกร
หรือเป็นโจรอะไรต่างๆ ยังได้รับพระราชทานอภัยโทษ
แล้ว ดร.ทักษิณ ซึ่งเคยทำคุณงามความดีให้ประเทศชาติ
แม้ยังไม่ได้ติดคุก แต่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสิน
ก็น่าจะได้รับเช่นเดียวกัน


@ เป็นสัญญาณความรุนแรงทางการเมืองปีหน้าหรือไม่


-ผมอาจจะมองโลกในแง่ดี ตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จก็มีไม่กี่คนที่บอกว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ยาว
แต่ผมคาดว่าอยู่ยาว เพราะมาจากการเลือกตั้ง และเป็นผู้หญิง
นอกจากนั้นยังมีคนเสื้อแดงสนับสนุน
และในทางสากล ในศตวรรษที่ 21 นานาชาติชอบผู้หญิง
ศตวรรษนี้มีความเปลี่ยนแปลงทางอำนาจมาที่ผู้หญิง


สำหรับฝ่ายต่อต้านทั้งในสภาและนอกสภา
อย่างพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย-เสื้อเหลือง
ถ้าจะขับไล่รัฐบาลก็ต้องเคลื่อนไหวมวลชน แต่เขาจะเอาคนที่ไหนมาชุมนุม
เพราะถ้าชุมนุม 20,000-30,000 คน ก็เก่งมากแล้ว เขาจะเอาคนที่ไหน
ขณะที่เขาขัดแย้งแตกแยกกันระหว่าง พันธมิตรฯ กับประชาธิปัตย์
ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว แล้วการไล่รัฐบาลหลังน้ำท่วม ยิ่งเป็นไปได้ยาก


@ คะแนนนิยมของรัฐบาลจะลดลงเพราะการบริหารจัดการน้ำหรือไม่


-คะแนนนิยมลดลงเฉพาะในกรุงเทพฯ
ส่วนต่างจังหวัด ยิ่งเห็น นายกฯ ร้องไห้ คนยิ่งเห็นใจ
แม้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะบอกว่านายกฯ อ่อนแอ
แต่พอ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. ร้องไห้ ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร

ผมเองก็ร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน ชุมนุมสะเทือนใจผมก็ร้องไห้
ดูละคร ดูหนังอินเดีย ดูฟุตบอล หรือตอนเข้าป่าแล้วสหายต้องไปอยู่เขตอื่น
ผมก็ร้องไห้ ด้วยความสะเทือนใจ ฉะนั้น การร้องไห้กับนักต่อสู้ ไม่ได้แสดงว่าอ่อนแอ
แต่แสดงว่า เขามีอารมณ์ต่อความทุกข์สุขของประชาชน


@ การต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไร


ถ้ามีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลแล้วทหารจะโหนกระแสล้มรัฐบาลหรือไม่นั้น
ผมคิดว่าทหารคงไม่โหน
เพราะสภาก็ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางปรองดองคนในชาติ
เพิ่งตั้งขึ้นมา บรรยากาศปรองดอง น้ำท่วม มาร่วมกันทำงาน
แล้วถ้าดูองค์ประกอบตัวบุคคล คณะกรรมการยุทธศาตร์
เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)
องค์ประกอบก็ชี้บ่งบอกส่งเมสเสจว่านี่คือการปรองดอง
ทีนี้ทหารจะทำได้ยังไง ถ้าทหารจะทำรัฐประหาร ก็อาจจะเกิดสงครามการเมือง
เพราะคนไม่ยอมก็ลุกมาต่อต้านแบบประเทศลิเบียแน่นอน



http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1321694514&grpid=09&catid=no