ที่มา thaifreenews
โดย bozo
RuMi CBR
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ & จตุพร พรหมพันธุ์
รายการ ชูธง ทาง Asia Update
ประจำวันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2554
mp3
http://www.mediafire.com/?nu33v91y9dv4uo8
http://www.4shared.com/audio/rPf_3sGF/_22-11-2011.html
http://www.thaivoice.org/board/index.php?
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, November 23, 2011
รายการ ชูธง 22-11-2011
รอการลงโทษ
ที่มา มติชน

สราวุธ เบญจกุล
"แต่เนื่องจากคดีแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน
ประกอบกับความประพฤติและมูลเหตุชักจูงใจของผู้กระทำความผิดแต่ละคน
ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป
ทำให้ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยเท่ากันในทุกกรณี"
...เมื่อมีคดีสำคัญเกิดขึ้น ทุกคนในสังคมต่างจับตามองว่าผลของคดีจะเป็นอย่างไร ศาลจะพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างไร หลายครั้งเมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณาคดีแล้วศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษจำคุกผู้ กระทำความผิดโดยทันที แต่ศาลได้มีคำพิพากษาให้รอการ ลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษผู้กระทำความผิดไว้ก่อน ทำให้เกิดความสงสัยว่าการรอการลงโทษคืออะไร แตกต่างกับการรอการกำหนดโทษหรือไม่ และมีหลักเกณฑ์การนำมาใช้และพิจารณาอย่างไร
ทั้งนี้ การพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา กฎหมายกำหนดให้ศาลต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำ ความผิดนั้น โดยการกำหนดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และศาลจะลงโทษนอกเหนือไปจากที่บัญญัติไว้ไม่ได้ แต่เนื่องจากคดีแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ประกอบกับความประพฤติและมูลเหตุชักจูงใจของผู้กระทำความผิดแต่ละคนก็มี ลักษณะที่แตกต่างกันไป ทำให้ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยเท่ากันในทุกกรณี
การรอการลงโทษและการรอการกำหนดโทษจึงเป็นกระบวนการที่กฎหมายให้โอกาสผู้ กระทำความผิดกลับตัวก่อนที่จะได้รับโทษจำคุกจริงๆ โดยให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาสกลับตัวเป็นคนดี อันจะเป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมมากกว่าที่จะลงโทษจำคุกผู้กระทำผิด
การรอการลงโทษและการรอการกำหนดโทษเป็นวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ในความผิดที่ไม่ร้ายแรงมากนัก กล่าวคือมีโทษจำคุกระยะสั้น คือ ไม่เกิน 3 ปี และผู้นั้นไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ประกอบกับมีเหตุผลสมควรที่แสดงว่าผู้นั้นอาจกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้
ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ คือ ยังไม่กำหนดโทษว่า จะให้จำคุกเป็นเวลาเท่าใดโดยให้รอไปก่อน หรือ กำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ คือ มีการกำหนดโทษไว้แล้วแต่ยังไม่มีการลงโทษ แล้วปล่อยตัวไปเพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้อง ไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นเพื่อให้หลาบจำด้วยหรือไม่ ก็ได้
เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดนั้น ศาลอาจกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อ เช่น ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือหรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ หรือจัดให้กระทำกิจกรรมบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์ตามที่เจ้าพนักงานและผู้กระทำความผิดเห็นสมควร ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนอง เดียวกันอีก ให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อแก้ไข ฟื้นฟูหรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก
ทั้งนี้ ศาลต้องคำนึงถึงลักษณะของผู้กระทำความผิดประกอบด้วย คือ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา เช่น เป็นผู้มีความประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดี กระทำความผิดเพราะโง่เขลาเบาปัญญา รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือหลงเข้าใจว่าไม่เป็นความผิด เป็นต้น
การศึกษาอบรม เช่น ผู้กระทำความผิดอยู่ระหว่างศึกษาและหมายความรวมถึงระดับการศึกษาของผู้กระทำ ความผิด ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2530 ที่ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นนิติศาสตร์บัณฑิต และกำลังศึกษาอยู่ในสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
ศาลเห็นว่า จำเลยเป็นคนมีความรู้ แต่ก็มิได้คำนึงถึงความสูญเสียของส่วนรวม ในการใช้ให้บุคคลอื่นกระทำผิด ด้วยการนำรถบรรทุก ซึ่งมีน้ำหนักรถยนต์และน้ำหนักบรรทุกรวมกันเกินกว่าที่ทางการกำหนดถึง 6,100 กิโลกรัม มาวิ่งบนทางหลวงแผ่นดิน
สุขภาพของผู้กระทำความผิด ถ้าต้องรับโทษอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อผู้กระทำผิด ภาวะแห่งจิต หมายถึง ผู้มีจิตบกพร่อง เช่น จำเลยมีลักษณะบกพร่องทางจิต อยากได้ของคนอื่นประกอบกับจำเลยได้นำเงินมาคืนผู้เสียหายจนครบถ้วนแล้วและ ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดี สมควรรอการลงโทษจำเลยเพื่อให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 994/2525)
นิสัย หมายถึง ความประพฤติจนเคยชิน อาชีพและสิ่งแวดล้อม เช่น แม้จำเลยจะมีอาชีพเป็นหลักแหล่งและไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนก็ตาม แต่เป็นเจ้ามือสลากกินรวบขนาดใหญ่ แสดงว่าไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2540)
สภาพความผิด เช่น เสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถบรรทุก เป็นอันตรายแก่ประชาชนทั่วไปที่ใช้ถนน แม้ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ไม่สมควรรอการลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยง อย่าง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7683/2544) หรือ กรณีที่เคยถูกลงโทษหรือรอการลงโทษมาแล้วและยังกระทำความผิดอาญาซ้ำอีก แสดงว่าไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและไม่เข็ดหลาบจึงไม่ควรรอการลงโทษ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 743/2479 และ 2008/2541)
เหตุอื่นอันควรปรานี เช่น การลงโทษจำคุกจำเลยในข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างพี่น้อง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมส่วมรวม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง จึงควรรอการลงโทษให้กลับตัว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2543)
หากภายในเวลาที่ศาลกำหนดผู้กระทำความผิดไม่ได้กระทำความผิดขึ้นอีก ก็ถือว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดตามที่ศาลพิพากษาแต่ไม่ถูกลงโทษ โดยถือว่าพ้นจากการที่กำหนดโทษหรือการที่จะลงโทษที่รอไว้เป็นเด็ดขาด ไม่ถือว่าเคยรับโทษจำคุกมาเลย
แต่หากผู้กระทำความผิดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังที่ศาลกำหนด ศาลอาจเรียกตัวผู้กระทำความผิดมาตักเตือนให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือในคดีที่รอการกำหนดโทษศาลจะกำหนดโทษที่รอไว้ แล้วลงโทษผู้กระทำความผิด หรือในคดีที่รอการลงโทษศาลอาจเห็นสมควรให้ลงโทษซึ่งรอไว้เสียก็ได้
ดังนั้น การพิพากษาลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิด อาจไม่ใช่เพียงวิธีการเดียวในการป้องกันหรือปราบปรามการกระทำความผิดได้เสมอ ไป ศาลจึงต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาถึงความแตกต่างในตัวบุคคล และข้อเท็จจริงประกอบการกระทำของผู้กระทำความผิดแต่ละคนว่าสมควรที่จะลงโทษ จำคุกบุคคลนั้นหรือไม่ หรือจะพิจารณาใช้วิธีการอื่น เช่น การรอการลงโทษหรือการรอการกำหนดโทษซึ่งเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ ผู้กระทำความผิดสามารถกลับตัวเป็นพลเมืองดี และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมได้
สราวุธ เบญจกุล
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
มองกลุ่มต้าน′แม้ว′ ปรากฏการณ์′ชวนตี′ เพื่อไทย กำไรสองต่อ
ที่มา มติชน

เจตนารมณ์ของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ชัดเจนว่า ต้องการต่อต้าน คัดค้าน การพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว
ไม่เกี่ยวกับนักโทษรายอื่นๆ ที่จะได้รับอานิสงส์
นพ.ตุลย์เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ปี 2553 กับร่างในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ปี 2547 มาเปรียบเทียบกัน เสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.โดยด่วน และให้นายกฯเป็นผู้แถลงให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว
พร้อมระบุด้วยว่า "และต้องหลีกเลี่ยงการบังคับให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และหวังว่าร่างดังกล่าวจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการเฉพาะ"
เจตนารมณ์ของ นพ.ตุลย์คงไม่ต่างจากแนวคิดของกลุ่มพันธมิตร
ไม่ต่างจากแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์
ด้วยความเชื่อทางการเมืองที่ว่า การกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ "โอกาสทางการเมือง" ของคู่ต่อสู้ และคู่แค้นที่ฝากรอยแผลไว้ในใจจะหมดไป
แม้การออกมาเดินหน้าชนของ นพ.ตุลย์เพื่อไม่ต้องการให้เกิด "สองมาตรฐาน" กับนักโทษคนอื่นๆ
หากแต่ลึกๆ แล้ว เจตนารมณ์ที่แท้จริง น่าจะเป็นการ "หยั่งเชิง" ของกลุ่มที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อต้องการ "เช็กกำลัง"
หากอนาคตอาจต้องลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับ พ.ต.ท.ทักษิณอีกครั้ง
การล่าถอยของกลุ่มพันธมิตรที่ยกเลิกการชุมนุมกดดันคัดค้านร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ด้วยการยกเหตุผลในคำพูดแบบสุภาพบุรุษของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ที่ว่า "พ.ร.ฎ.ดังกล่าวไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ" มาเป็นข้ออ้าง
จึงมี "นัยยะ" สำคัญ เรื่องพลังมวลชน ที่อาจไม่เหมือนแต่เก่าก่อน
หากวัดจากที่ตำรวจนครบาลประเมินว่า จะมีผู้มาร่วมชุมนุมไม่ถึง 1 พันคน
ยิ่ง พล.ต.อ.ประชาออกมายืนยันว่า เนื้อหาในร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษเป็นร่างเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไว้สมัยเป็นรัฐบาล
พร้อมประกาศเอาเกียรติของอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเดิมพันว่า
"จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขเพื่อเป็นการช่วยเหลือคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ และไม่ทำนอกเหนือกฎหมาย ไม่มีชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณรวมอยู่ด้วย"
เช่นเดียวกับ "กิตติพงษ์ กิตยารักษ์" ปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ยืนยันว่าเนื้อหาไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนปกติ
แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า จะยอมสละความสุขเพื่อความปรองดอง
ทำให้การ "ปลุกเชื้อ-จุดไฟ" ดูไม่มีน้ำหนัก
ส่งผลให้ภาพของ "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" อดีต รมว.ยุติธรรม ผู้ยกร่างดังกล่าวขึ้นมากับมือ ที่ออกมาตั้งข้อสงสัยผ่านเฟซบุ๊ก
หรือแม้กระทั่ง นพ.ตุลย์ที่ยังคงเดินหน้าค้าน แต่พลิกแพลงในเนื้อหา
เข้าข่ายลักษณะ "ชวนตี"
ขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย มองว่า เกมนี้ได้กำไรสองต่อ
หนึ่ง ปูดเรื่อง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษออกมา พร้อมกล่าวหารัฐมนตรีหนุ่ม 2 คน ลูกนักการเมืองดัง นำความลับ ครม.ออกมาเปิดเผย ซึ่งอาจเป็นแค่เกม "ปล่อยของ" ออกมาหยั่งเชิง เพื่อเช็กกำลังฝ่ายตรงข้าม
สอง หากจะปล่อยของจริงๆ ด้วยการออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อภัยโทษ เพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ต้องรอบคอบ อธิบายสังคมได้ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
คำพูดของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมายืนยันแนวคิดเดิมว่า "จะคืนความเป็นธรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยปิดบังซ่อนเร้น เพราะประกาศมาตั้งแต่ต้น"
คงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ชัดเจนว่า "ทำจริง"
พลิกแฟ้มมติครม. 22 พ.ย. 54 แต่งตั้งโยกย้ายทุกตำแหน่ง เปิดดูโดยพลัน
ที่่มา มติชน

การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2554 ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี
วาระการแต่งตั้งโยกย้าย มีดังนี้
1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นางสุจิตรา อังคศรีทองกุล นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ ด้านวิจัย กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ ด้านวิจัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
2. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ แต่งตั้ง นายไพโรจน์ รุ่งจินตนาการ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมการผังเมือง (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา)) กรมโยธาธิการและผังเมือง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการเมือง (นักผังเมืองทรงคุณวุฒิ) กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไปและให้พ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 54 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการต่อไป
3. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อผู้ประสาน งานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดังนี้
1. สธ. แจ้งว่า เนื่องจาก นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสุขภาพจิต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงแต่งตั้ง นายโสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ปคร. ของ สธ.
2. พศ. แจ้งว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์) ได้แต่งตั้งให้ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ปคร. ของ พศ.
4. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรง คุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย จำนวน 2 คน ประกอบด้วย 1. นายมุข สุไลมาน 2. นายฟารุค วงษ์บริสุทธิ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป
5. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (เพิ่มเติม)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้งนายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพิ่มเติม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป
6. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน สามัญ สังกัดกระทรวงพลังงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายอธิปัตย์ บำรุง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นางบุญราศี ทองเป็นใหญ่ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
7. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย ตามมาตรา 13(6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
8. เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์คุณธรรม
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศูนย์คุณธรรม ตามมาตรา 13 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 ดังนี้ ประธาน กรรมการ คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เทียนฉาย กีระนันทน์ กรรมการผู้ทรงคุณุวุฒิ จำนวน 6 คน คือ นายวัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ นายสิน สื่อสวน นางสาวนราทิพย์ พุ่มทรัพย์ ศาสตราจารย์ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ พลโท นิวัติ บูรณะกุล และนางทิฆัมพร กองสอน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป
9. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอการแต่งตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย แทนกรรมการที่อายุครบ 65 ปี กรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง และกรรมการที่ครบวาระ จำนวน 5 คน ดังนี้ นายประสงค์ พูนธเนศ เป็นประธานกรรมการ กรรมการอื่นประกอบด้วย นายเข็มชัย ชุติวงศ์ ศาสตราจารย์ ร้อยตำรวจเอก วรเดช จันทรศร นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล นายเฉลิมชัย จีนะวิจารณะ โดยให้เริ่มต้นวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป ยกเว้น นายเข็มชัย ชุติวงศ์ ให้เริ่มต้นวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการมีมติอนุมัติ
10. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและ กรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชุดใหม่ จำนวน 9 คน ดังนี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายนนทิกร กาญจนะจิตรา นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ พลโท ธวัชชัย สมุทรสาคร นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ม.ร.ว. พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ นายสมหมาย โค้วคชาภรณ์ และ นางสาวเพรามาตร หันตรา (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป
11. แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งนายสมชาติ วงศ์วัฒนศานต์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกำหนดอัตราค่าตอบแทนคงที่ของผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลใน อัตรา 280,000 บาทต่อเดือน และเมื่อครบกำหนดทุก ๆ 1 ปี อาจปรับขึ้นค่าตอบแทนคงที่ไม่เกินกว่าร้อยละ 10 ของค่าตอบแทนคงที่ที่ได้รับ ตามผลการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลของคณะ กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล
ปูนั่งหัวโต๊ะประชุมกก.อำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ
ที่มา มติชน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 23 พฤศจิกายน
จับตาคดีสลายแดงสาวถึงคนสั่ง?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
กรณี พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก และอดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นตัวแทนของกองทัพให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีสลายการชุมนุมช่วง เดือนเม.ย.-พ.ค.53 ยืนยันทหารไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยพลการ แต่จะทำตามคำสั่งศอฉ. ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศอฉ.ขณะเกิดเหตุ เป็นผู้สั่งการ
คำให้การดังกล่าวจะเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน สาวไปถึงผู�สั่งการได�หรือไม� มีความเห็นจากผู้ติดตามคดี ดังนี้
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
คำ ให้การของ พ.อ.สรรเสริญเป็นข้อมูลเดิมว่า การสั่งการทุกครั้งใน คำสั่งของศอฉ.เป็นของนายอภิสิทธิ์ โครงสร้างของศอฉ.นั้นเห็นชัดเจนถึงสายการบังคับบัญชาว่าใครสั่งการเรื่อง อะไร
การยืนยันของพ.อ.สรรเสริญจึงทำให้ข้อมูลเดิมเหล่านั้นชัดเจน ขึ้น หนักแน่นขึ้น ประเด็นหลักจึงอยู่ที่การนำตัวคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่ และเป็นประเด็นต่อไปคือ คนที่จะมาตรวจสอบใช้หลักฐานที่มาจากไหน
มอง ในทางการเมือง เรื่องนี้น่าจะเป็นภาพของทหารที่กันตัวเองออกมาจากความผิด กันตัวเองออกมาจากรัฐบาลในช่วงนั้น อีกทั้งเป็นภาพของการประนีประนอมระหว่างทหารและรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์มาก ขึ้น
คนที่ต้องรับผิดชอบทุกคำสั่งการต้องเป็นรัฐบาลชุดนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ต้องมาดูว่าทหารทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ เช่น หากรัฐบาลสั่งให้ยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วมีคนเสียชีวิต ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องมาพิสูจน์กัน
ในส่วนคดีที่มีผู้เสียชีวิต จากการสลายการชุมนุม ต้องเร่งดำเนินการให้รวดเร็ว เพราะเวลาล่วงเลยมานานมากแล้ว รัฐบาลจึงต้องดูว่าควรให้หน่วยงานใดรับผิดชอบ
อย่างคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็ให้ทำต่อไปได้ แต่เนื่องจากการทำงานดูช้าไปหมด รัฐบาลจึงควรตั้งตัวแทนเข้าไปร่วมงานอีก ให้การค้นหาความจริงรวดเร็วขึ้น
คนเหล่านี้หากไม่ถูกกระตุ้นจะทำไป เรื่อยๆ เหมือนรอดูท่าที แต่รัฐบาลจะรอดูท่าทีไม่ได้ ประชาชนคาดหวังว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ได้รวดเร็วกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว
ยิ่งช่วงน้ำท่วมรัฐบาลต้องสร้างกระแสของตัวเองให้มาก แต่จะทำด้วยวิธีไหนอยู่ที่พิจารณาของรัฐบาลเอง
ธิดา โตจิราการ
รักษาการประธานนปช.
พ.อ.สรรเสริญให�การเป็นประโยชน์ในการนำตัวคนผิดมาลงโทษ แต่ยังวางใจอะไรไม่ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้
นปช.จึงมี 2 เป้าหมาย เป้าหมายแรกคือ การทำความจริงให้ประชาชนรับรู้ เป้าหมายที่สองคือ การนำคนผิดมาลงโทษให้ได้
เป้า หมายที่ 2 ยังไม่แน่ใจว่าทำได้หรือไม่ เบื้องต้นจึงต้องทำความจริงให้ปรากฏเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ 2 คือนำคนผิดมาลงโทษ ก่อนจะมีเป้าหมายสุดท้าย คือ ไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก แต่การจะทำให้สำเร็จต้องทำไปทีละขั้น
พ.อ.สรรเสริญยอมรับว่าทำจริง แต่เป็นไปตามคำสั่งของรัฐบาลนั้น เราเชื่อ ทหารมีหลักอยู่ว่า ถ้าไม่ได้สั่งจะทำไม่ได้ ส่วนคำสั่งนักการเมืองที่มีมาถึงทหาร เป็นข้อมูลที่ถูกเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ เป็นข้อมูลเดียวกับที่พ.อ.สรรเสริญให้ปากคำ เช่น การสั่งสลายการชุมนุม 19 พ.ค.53 ที่มีลายเซ็นของนายสุเทพ ในฐานะ ผอ.ศอฉ.
แต่กรณีพล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ. ขณะนั้น ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมเลย เชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ และทหารรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้
สุดท้ายรัฐบาลที่เป็นผู้สั่งการต้องรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและการเมือง เราจึงต้องนั่งดูต่อไปว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร
คำ ให้การของพ.อ.สรรเสริญจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการค้นหาความจริง ทุกคนต้องจับตาว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาคนผิดมาลงโทษให้ได้
จาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
ประเด็น ของผู้สั่งการนั้น ยังตอบไม่ได้ว่าจะเกิดผลอย่างไรในทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เรารู้กันโดยทั่วไปว่า นายอภิสิทธิ์ในฐานะ ผู้บังคับบัญชาสูงสุด และนายสุเทพในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นผู้ตัดสินใจสั่งการให้เกิดการดำเนินการต่างๆ ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.53
โดยเหตุสลายการ ชุมนุมดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล ไม่มีการดำเนินการที่เป็นขั้นตอน ดำเนินการเกินกว่าเหตุ มีการข้ามขั้นโดยใช้อาวุธสงครามร้ายแรงเพื่อสลายการชุมนุมจนนำไปสู่ความสูญ เสีย กระทั่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพต้องเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะผู้สั่งการ
เรื่อง นี้จะต้องขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรมอีกครั้งหนึ่งด้วย นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กันอีกว่าการสั่งการของบุคคลดังกล่าวนำไปสู่ความสูญเสียที่ เกิดขึ้นหรือไม่
แต่ส่วนตัวมองว่าเหตุการณ์การชุมนุมเฉพาะวันที่ 10 เม.ย.53 ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพมีความผิด ยากที่จะหลีกเลี่ยงแก้ข้อกล่าวหานี้ไปได้
อย่างไรก็ตาม ต้องให้โอกาสทุกฝ่ายได้ชี้แจงและว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม
สมบัติ บุญงามอนงค์
บ.ก.ลายจุด
เป็นเรื่องที่ดีมาก จะทําให้ข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์คลี่คลายลง
รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า การสลายการชุมนุมครั้งนั้นไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ และต้องพิสูจน์คนตายทั้ง 91 ศพ ให้ได้เช่นกันว่า คนเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้าย หรือกลุ่มชายชุดดํา หรือผู้ก่อความไม่สงบ ต้องสั่งให้ทหารนําสไนเปอร์เข้ามาในพื้นที่
ต้องอธิบายให้ได้ว่าการใช้สไนเปอร์ยิงพวกเขานั้น เพื่อต้องการแค่หยุดยั้งหรือจงใจ
คดี 91 ศพ ที่กำลังดําเนินการอยู่ในขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะได้มาสะสาง ให้เสร็จสิ้น หลังจากที่สถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลายลง
ดิเรก ถึงฝั่ง
อดีตส.ว.นนทบุรี
การ ออกมาให้ปากคำของพ.อ.สรรเสริญเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทางออกไม่ใช่การมาตั้งคณะกรรมการ คอป. มันไม่ได้ความจริง เมื่อมีคนตาย ผู้ที่ทำหน้าที่คือตำรวจที่ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นคนฆ่า
จึง ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตรวจสอบและหาข้อเท็จจริง ตรงนี้จะเป็นความจริงที่ชัดเจน อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ก็เคยพูดว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย แล้วท้ายที่สุดเราจะรู้เองว่าใครคือคนทำความผิด แล้วหาตัวมาลงโทษ
พ.อ.สรรเสริญ พูดชัดเจนว่า ทำตามคำสั่งศอฉ. ของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพที่ต้องปฏิบัติภารกิจพิเศษ ทหารจึงต้องทำตามคำสั่ง เขาก็ทำถูกต้อง เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งก็ต้องปฏิบัติตาม ในส่วนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครคือคนผิด
ต้องดำเนินการต่อข้อ เท็จจริง สอบสวนกันต่อ ตามกระบวนการยุติธรรมไปเรื่อยๆ จนในที่สุดข้อเท็จจริงปรากฏชัดด้วยหลักฐาน เหตุผลต่างๆ จะนำมาสู่กระบวนการลงโทษได้
เพราะเมื่อมีผู้สั่งก็ต้องมีผู้รับผิด ชอบ ขั้นตอนจะใช้ระยะเวลานานก็ไม่เป็นไร เคยมีเหตุการณ์ที่ประธานาธิบดีต้องถูกลงโทษ เพราะเหตุผลเหล่านี้มาแล้ว
ระหว่าง นี้ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นค้นหาข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่เมื่อกระบวนการยุติธรรมเสร็จสิ้น ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ต้องเป็นไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ขั้นตอนต่อไปต้องเชิญผู้ที่ ถูกพาดพิงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ปากคำเพิ่มเติม อย่าลืมว่าสังคมทั้งประเทศมองอยู่ คนไทยไม่ใช่คนโง่ อย่าเบี่ยงเบนหรือปัดให้ข้อมูล อาจถูกสังคมทักท้วงและคัดค้าน จึงไม่ควรทำลายกระบวนการสอบสวน โดยนำระบบพวกมาก-ลากไปมาใช้
กระบวนการยุติธรรมยังมีอีกหลายขั้นตอน เพียงแต่ทุกคนต้องพูดความจริง ยอมรับความจริงกันให้ได้
‘ขุนค้อน’อัดปชป.ยื่นซักฟอก‘ประชา’กระชั้น 1วันเกินพอ
ที่มา ข่าวสด
ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เกรียติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่จะมีการกำหนดให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 27 พ.ย. ว่า ตนมองว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แนวโน้มก็น่าจะเป็นวันที่ 27 พ.ย. เพียง 1 วัน ส่วนจะมีการขยายกรอบการอภิปรายออกไปหรือไม่นั้น ตนเห็นว่าตั้งแต่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมา ครั้งนี้ได้ให้เวลามากที่สุดแล้วสำหรับการอภิปราย 1 คน ใช้เวลา 1 วันกับ 1 คืน คราวที่แล้วที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 9 คน ใช้เวลาเพียงแค่ 3 วัน ถ้าให้เวลาเท่ากับคราวนี้ ครั้งที่แล้วต้องใช้เวลาถึง 9 วัน แล้วที่มีการพูดคุยกันว่าใช้เวลา 1 วันกับ 1 คืน วันที่ฝ่ายค้านได้มายื่นญัตติกับตน สื่อมวลชนก็อยู่กันเป็นจำนวนมาก ก็ได้มีการพูดคุยกัน ในลักษณะของการหารือ ซึ่งตนก็เสนอ 1 วันกับ 1 คืน ซึ่งฝ่ายค้านก็เห็นด้วย ตนก็ไม่เข้าใจว่าหลังจากนั้น ฝ่ายค้านไปพูดได้อย่างไรว่า ประธานฯ ไม่ให้เกียรติ
เมื่อถามว่าการกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ในช่วงก่อนปิดสมัย ประชุมเพียง 1 วัน เพื่อเป็นป้องกันไม่ให้มีการขยายผลต่อไปหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่สาระสำคัญ เวลาที่ยื่นเหลือเวลาแค่ 10 วัน กระชั้นชิดมาก วันสุดท้ายหลังจากยื่น ก็เท่ากับว่าให้โอกาสรัฐบาลแค่ 8-9 วัน ในการเตรียมตัว ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว ถ้าเร็วไปกว่านั้นก็ถือว่าจะฉุกละหุกเกินไป แต่ถ้าช้ากว่านั้นคงไม่ได้ เพราะวันที่ 28 พ.ย. ต้องปิดสมัยประชุม โดยส่วนตัวเห็นว่าเหมาะที่สุดก็น่าจะเป็นวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งตนก็ไม่ได้คิดเองทำเอง เพราะได้หารือกับฝ่ายค้านที่มายื่นญัตติแล้วก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร
“การจัดสรรเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นเรื่องของฝ่ายค้านที่ต้องหารือกันเอง รัฐบาลไม่มีสิทธิอภิปราย นอกจากถูกพาดพิงให้เสียหายเท่านั้น รัฐบาลจะสามารถชี้แจงได้ตลอด หากเห็นว่าได้รับความเสียหาย ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องจบในเวลา 24.00 น. เท่านั้น” นายสมศักดิ์ กล่าว
นายกฯวอนคนกรุงเห็นใจพื้นที่รับน้ำ สั่งศปภ.-กทม.จับเข่าคุย
ที่มา ข่าวสด
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ศปภ.กับกทม.ในการเปิดประตูระบายน้ำที่บริเวณคลองมหาสวัสดิ์กับทวีวัฒนา ตามข้อเรียกร้องของชาวนนทบุรีว่า กทม.ก็คงเป็นห่วงเรื่องการระบายน้ำ และต้องป้องกันตัวเอง แต่ ศปภ.ดูในภาพรวมทั้งประเทศ
วันนี้ย้ำและสั่งการไปแล้วว่าให้ลงไปหารือทางออกให้เร็วที่สุด และจะคอยติดตามดู โดยจะเร่งกทม. และศปภ.ได้หารือร่วมกัน และปรับวิธีการเร่งระบายน้ำ เพราะก่อนหน้านั้นสถานการณ์น้ำในกทม.ยังถือว่าหนักอยู่ เราจึงต้องพยายามให้น้ำระบายออกทางด้านฝั่งตะวันตก และตะวันออก
แต่ขณะนี้บางพื้นที่ของกทม. ปริมาณน้ำลดลงแล้ว คงต้องมาตกลงวิธีการระบายน้ำกันใหม่ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการระบายน้ำไปดูแนวทางเร่งระบายน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน โดยเฉพาะฝั่งจ.ปทุมธานี และนนทบุรี นอกจากนี้ตนได้สั่งการให้รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดมเครื่องสูบน้ำทั้งหมดที่จ.สมุทรปราการ และตามจุดต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำ
“วันนี้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำมีความลำบาก อยากขอความเห็นใจและความร่วมมือจากชาวกทม.ว่าพื้นที่ไหนที่สามารถช่วยเปิด ให้น้ำได้ระบาย เพื่อทุเลาความเดือดร้อนก็ขอความกรุณาเถอะ เพราะธรรมชาติของน้ำต้องมีทางไป ถ้าเรากั้นไว้เลยก็จะทำให้น้ำระบายไม่ได้ การกั้นที่ผ่านมาเพียงเพื่อชลอน้ำเพื่อไม่ให้ทะลักเข้าสู่เมืองหลวง แต่วันนี้ถ้าพื้นที่ไหนแห้งแล้วก็ควรต้องเปิดทางให้น้ำไหลลงไปสู่ประตูระบาย น้ำ หรือออกทะเลให้เร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่าสำหรับมวลชนที่ออกมากดดันให้เปิดประตูระบายน้ำนั้น ทางศปภ.ก็ได้เข้าไปพูดคุย และสั่งการให้ลงไปเจรจาในรายละเอียด ชี้แจงและหาทางออกร่วมกับมวลชน
เมื่อถามว่าขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มรวมตัวกดดันรื้อบิ๊กแบกแล้ว เพราะข้อสรุปที่ได้ตกลงกับ ศปภ.เอาไว้ สุดท้ายไม่ได้รับการปฏิบัติตามนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การไปรับข้อเสนอจากประชาชนแล้ว ก็ต้องนำมาสรุปกันในคณะกรรมการและหาทางออกร่วมกัน เพราะการไปคุยในแต่ละพื้นที่ เช่น จ.นนทบุรี แต่สุดท้ายกทม.ไม่ยอม ก็มีปัญหา หรือถ้าจะให้ดีทั้งกทม. และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องต้องไปคุยกับประชาชนพร้อมกัน ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เมื่อถามว่าถือว่าวันนี้กทม.ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศปภ.หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากให้กทม.มองในภาพรวมด้วย ช่วยกันคิด และตัดสินใจ รวมทั้งดูความลำบากของคนทั้งประเทศ และอยากให้ทุกฝ่ายทำงานให้เต็มที่
ยึดอีก 1 ล้านคดีปล้นบ้าน‘สุพจน์’ เชื่อหัวโจกขน100ล.อยู่ฝั่งลาว
ที่มา ข่าวสด
เมื่อ 23 พ.ย. พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีปล้นบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมว่า ตำรวจสามารถยึดเงินของกลางจากการปล้นได้เพิ่มอีก 1 ล้านบาท โดยตามคืนจากแฟนของนายไก่ นายสิงห์ทอง ใจชมชื่น อายุ 44 ปี ที่ถูกจับได้ไปก่อนหน้านี้
ส่วนนายประพันธ์ ที่จะติดต่อขอมอบตัวเมื่อวันที่ 22 พ.ย.นั้น ล่าสุดเงียบหายไปแล้ว ซึ่งตำรวจก็เร่งติดตามตัวอยู่ ส่วนนายโก้ที่เป็นหัวโจกแก๊งนี้ คาดว่าจะได้เงินไปมากที่สุดกว่า 100 ล้านบาท เพราะจากคำให้การของผู้ต้องหาบอกว่าได้นำเงินใส่ทั้งกระสอบและกระเป๋าใบใหญ่ และใบกลาง โดยล่าสุดยังกบดานอยู่ที่ฝั่งประเทศลาว
บช.น.เร่งสางคดี16ศพ วอนให้ข้อมูลยิงช่างภาพอิตาลี
ที่มา ข่าวสด
ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงานว่า วันที่ 23 พ.ย. ที่ บช.น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตร 16 ศพ กล่าวถึงการสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงเดือนเม.ย.-พ .ค. 2553 เพื่อสรุปว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือไม่ว่า
สำหรับความคืบหน้าในสำนวน เมื่อวันที่ 22 พ.ย. สรุปสำนวนของนายมานะ อาจราญ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต ภายในสวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน) พื้นที่ สน.ดุสิต เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ส่งให้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งถือเป็นสำนวนที่ 2 ในจำนวน 16 สำนวน
ส่วนคดี นายฮิโรยูกิ มาราโมโต้ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ซึ่งเสียชีวิต หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ พื้นที่ สน.พลับพลาไชย 1 เมื่อวันที่ 10 เม.ย.นั้น กำลังเร่งทำสำนวนคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเสร็จสิ้น
ถามว่าสำนวนที่เหลือจะเสร็จทันกำหนดวันที่ 18 ธ.ค. หรือไม่ พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า พยายามทำให้เสร็จสิ้น และเชื่อว่าคงทันกำหนดเวลาพอดี โดยพนักงานสอบสวนพยายามทำอย่างรอบคอบและละเอียดที่สุด
ถามว่าคดีของนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพอิตาลี มีการนำมารวมเพิ่มเติมในสำนวนหรือยัง พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ยังไม่มีการนำมารวม ซึ่งจากการสอบถาม พ.ต.อ.สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ รอง ผบก.น.6 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดที่ 3 ได้ความว่านายคารม พลพรกลาง ทนาย นปช.นำพยานมาให้เจ้าหน้าที่สอบปากคำที่สน.ปทุมวัน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ย. แต่ยังไม่เสร็จสิ้นและมีการนัดมาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง
หากมีผู้พบเห็นหรือมีหลักฐานว่าการเสียชีวิตของนายฟาบิโอ ถูกยิงจากฝ่ายใด ให้มาพบพนักงานสอบสวน หรือติดต่อ พ.ต.อ.สืบศักดิ์ เพื่อให้ข้อมูลได้ที่หมายเลข 081-702-7365 หรือติดต่อที่ตนหมายเลข 02-280-3383 ได้ทันที
“ก่อนหน้านี้มีผู้ต้องการจะให้มีการนำสำนวนอีก 4 ศพซึ่งเสียชีวิตจากเหตุปะทะที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และสี่แยกคอกวัว มาขอให้นำสำนวนร่วมเข้ามาให้พนักงานสอบสวนของ บช.น. ทำ แต่ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยาน หลักฐานและดูข้อมูลว่าการเสียชีวิตเกี่ยวข้องและเชื่อว่ามาจากการกระทำของ เจ้าหน้าที่หรือไม่ ประกอบกับคดีช่างภาพอิตาลีที่ยังไม่ได้นำมารวมกัน ขณะนี้ที่ทำอยู่จึงมี 16 สำนวน ซึ่งเสร็จสิ้น 2 สำนวนส่งให้อัยการแล้ว ซึ่งหากจะนำมารวมเพิ่มเติมต้องดูพยาน หลักฐานว่าเสียชีวิตจากเจ้าพนักงานจึงขออนุมัติจาก ตร. ในการสอบสวนเพิ่ม” รอง ผบช.น.กล่าว





