ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, November 29, 2011
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/11/54 เราต้องการฟื้นฟู+เยียวยา..สร้างอนาคตด้วย...
ธิดาบันทึกช่วยนักโทษการเมืองคืบยื่นประกันกลางเดือนหน้า พ้อโดนตีแทนที่จะมาช่วยพาเพื่อนพ้นคุก
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2554
คืบหน้าช่วยเพื่อนในคุก-นาง ธิดา ถาวรเศรษฐ เขียนบันทึกความก้าวหน้าช่วยเหลือเพื่อนนักโทษคดีการเมือง คาดได้ยื่นประกัน 101 นักโทษคีดการเมืองในกลางเดือนหน้า ส่วนการย้ายที่คุมขังมาที่บางเขนแยกจากอาชญากรทั่วไปพร้อมแล้ว และได้ขอร้องคนที่โจมตีว่า ขอให้มาเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือนักโทษการเมืองให้สัมฤทธิผล จะดีกว่า
นายแพทย์สลักธรรม โตจิราการ บุตรชายนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.เขียนเปิดเผยในเฟซบุ๊ควันนี้ ว่า ล่าสุดคุณแม่เล่าให้ฟังว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรียุติธรรม ได้แจ้งว่า สถานที่ใหม่ที่จะให้นักโทษการเมืองอยู่นั้น ระยะแรกพร้อมแล้ว จะเริ่มย้ายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดว่าสภาพสถานที่นั้นเอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของนักโทษการ เมืองทั้งหลายมากกว่าสภาพที่ปัจจุบัน แต่ยังติดปัญหาว่านักโทษการเมืองในต่างจังหวัดจะทำอย่างไร
ส่วนเื่เรื่องการประกันตัว ล่าสุดสมาคมทนายแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยทำงานกับกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมในการประกันตัวนักโทษการเมือง ในกลางเดือนธันวาคม ข้อมูลทั้งหมดน่าจะเรียบร้อยพร้อมดำเนินการยื่นเรื่องประกัน
คุณแม่ฝากประกาศว่า แม้เราจะได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมทนายความ กลุ่มทนายเพชรพงศ์ บ้านเลขที่111 รวมถึงทนายอาสา เช่นคุณอานนท์ แต่เรายังต้องการทนายมาช่วยทวงความยุติธรรมเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการประกัน นักโทษคดี พรก.และคดี112 ถ้าทนายท่านใดรักความเป็นธรรมกรุณาติดต่อ อ้อย เลขาคุณแม่ได้ที่086-093-7706 หรือที่สำนักงานกองทุนยุติธรรม อิมพีเรียลลาดพร้าวชั้น5ในเวลาราชการครับ
เรื่องนี้สืบเนื่องจากรักษาการประธานนปช.เข้าพบรัฐมนตรียุติธรรมเมื่อวันที่ 23 พฤษจิกายนที่ผ่้านมา ขอให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเสนอของ คอป.ซึ่งได้ข้อตกลง 2 เรื่้องคือการย้ายที่คุมขังให้นักโทษคดีการเมืองต่างหากจากอาชญากรทั่วไป และให้ปล่อยตัวโดยกรมคุ้มครองสิทธิจะเป็นผู้ยื่นประกันตัว
วันเดียวกันนางธิดา เขียนบันทึกหัวข้อ ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ถูกคุมขังในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยกล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า ในเร็ว ๆ นี้ผู้ต้องขังเหล่านี้จะได้รับสิทธิแยกไปคุมขังในที่เหมาะสม อาจจะเป็น โรงเรียนนายสิบตำรวจบางเขน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เราก็หวังว่าในระหว่างรอคอยอิสรภาพ ผู้ถูกคุมขังจากคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง จะมีชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้น ได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น จากที่เคยถูกคุมขังในเรือนจำเช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชญากรรมทั่วไป
สำหรับการประกันตัวนั้น ถ้าผู้ถูกคุมขังใดประสงค์จะแยกประกันโดยหลักทรัพย์เดิม และทนายเดิมที่มีอยู่ ก็รีบแจ้งที่ นปช. ด่วนด้วย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9349481 แฟ็กซ์ 02-9349467 หรือ E-Mail : hec2011@hotmail.co.th , คุณวัฒน์ 089-5133197, คุณข้าวเหนียว 086-0937706 เพราะจะได้นำเสนอ ส่วนผู้ถูกคุมขังที่เหลือทั้งหมดที่ประสงค์จะให้รัฐบาลและกรมคุ้มครองสิทธิ ประกันตัวทุกท่าน
ก็หวังว่าจะได้รับการประกันตัวเพิ่มขึ้น และเราก็ต้องต่อสู้กันต่อไป เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเราทุกคน เรามิได้เน้นคนหนึ่งคนใด คดีใดเป็นพิเศษ แต่เราทำเพื่อทุกคน ผู้ที่พยายามโจมตีกล่าวร้าย นปช. ก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้คุณเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือให้สัมฤทธิผลจะดีกว่า กระมัง !
นางธิดาเขียนบันทึกเรื่อง ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ถูกคุมขังในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ว่า การปฏิบัติภาระหน้าที่เฉพาะหน้าของคณะกรรมการ นปช. ส่วนกลางตามที่แถลงไว้ ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2553 อันเป็นการแถลงเปิดตัวคณะกรรมการ นปช.ส่วนกลาง ในสถานการณ์ที่คณะกรรมการชุดเดิมต้องถูกจับกุมคุมขังและหลบหนีไปเกือบทั้ง หมด คนที่เหลืออยู่ก็ถูกคุกคามว่าจะจับกุมอยู่เกือบทุกวัน เช่น คุณจตุพร พรหมพันธ์ ก็ถูกอธิบดี DSI เวลานั้น ขู่จับกุมเกือบทุกสัปดาห์ คณะกรรมการชุดรักษาการจึงต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์ยากลำบากของขบวน
ข้อแรกของภาระหน้าที่ คือ การรณรงค์ให้ปล่อยตัวหรือได้รับการประกันตัว ทั้งแกนนำ มวลชนเสื้อแดง และผู้ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบทั้งหลายให้ได้รับการประกันตัว เพื่อดำเนินคดีอย่างรัฐที่มีนิติธรรม
ข้อ 2 การช่วยกันเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัว ทั้งการประกันตัวและต่อสู้คดี
ข้อ 3 การเรียกร้องความยุติธรรม อันหมายรวมที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ และการใช้อำนาจรัฐที่เป็นนิติรัฐนิติธรรม ด้วยมาตรฐานเดียวกันต่อประชาชนผู้ถูกกล่าวโทษและจับกุมคุมขัง
ข้อ 4 การยกระดับการต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นด้วยองค์ความรู้ มิให้ลื่นไถลไปกับความคิดสุ่มเสี่ยง หรือการยอมจำนนอย่างไร้หลักการ
ข้อ 5 ต่อสู้ ผลักดัน จัดตั้งรัฐบาลประชาชน ภายใต้เป้าหมายยุทธศาสตร์ใหญ่เฉพาะหน้า คือการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง และองค์กรที่มาจากผลการทำรัฐประหาร
ถ้าคนที่ติดตาม นปช. ในการแถลงข่าวมาตลอดก็จะรู้เป้าหมายยุทธศาสตร์ ซึ่งมีอยู่นานแล้วว่า ไม่ต่างอะไรกับแนวทางนิติราษฎร์ และเราก็แถลงสนับสนุนมาตลอด จนบางคนกล่าวว่า เราเอากลุ่มนิติราษฏรมาผูกโยงกับ นปช. รึเปล่า บางคนไม่เห็นด้วย
แต่เราได้แถลงเป็นประจำถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ นโยบาย และภาระหน้าที่ของ นปช. ซึ่งเราต้องปฏิบัติตามหลักการนี้ ไม่ใช่เรื่องสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนกลุ่มใด แต่เราเดินไปตามหลักการที่วางไว้ และได้รับการเห็นชอบมาก่อนแล้ว เมื่อเป็นไปตามแนวเดียวกัน การพูดสนับสนุนก็เป็นธรรมดาที่พูดกันเป็นประจำ ปัญหาเรื่องสนับสนุนนิติราษฎรหรือไม่ จีงมีเฉพาะผู้ที่ไม่ติดตามเรื่องราวของเราเท่านั้น จีงไม่ทราบหรือทราบแต่ตั้งใจจะให้ร้ายป้ายสีก็เป็นได้
ในการปฏิบัติตามหลักการ มติของ นปช. ที่วางไว้นั้น บางเรื่องต้องมีขั้นตอน ระยะเวลา และสถานการณ์มาเกี่ยวข้อง แต่เราเดินหน้าปฏิบัติไปให้บรรลุให้ได้
ขณะนี้เราได้รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังอันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองไว้ 101 ราย เพื่อทำภาระหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่ การประกันตัวและต่อสู้คดี ซึ่งประชาชนทั่วไปก็ได้ช่วยกันมากมาย เพราะลำพังกลุ่ม นปช. ไม่มีกำลังทรัพย์และทนายเพียงพอที่จะช่วยได้สมบูรณ์ทุกราย ทนายอาสา และประชาชนอาสาจึงเป็นส่วนเติมเสริมแต่งให้การช่วยเหลือดีขึ้น
ณ บัดนี้ ในการเร่งรัดรัฐบาลในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ใช่เรื่องของตุลาการ เราได้พยายามที่จะเร่งให้รัฐบาลนี้และกลไกความยุติธรรมอื่น ๆ อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้ถูกกระทำให้ได้มากที่สุด ดังที่เราได้เจรจากับคณะของกระทรวงยุติธรรม มีทั้ง รัฐมนตรี ประชา พรหมนอก ท่านปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่านรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และตัวแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ โดยได้ขอความเป็นไปได้ 4 ข้อคือ
1. ให้ดำเนินการประกันตัวทุกรายในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง (มิได้จำกัดเฉพาะคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมในเดือน เมษายน-พฤษภาคม ปี 2553)
2. ให้จัดที่คุมขังแยกจากผู้ถูกคุมขังอื่น ๆ
3. ให้ทบทวนการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินจริง
4. ให้ชลอคดีที่ดำเนินอยู่ โดยรอข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนทั้งเหตุแห่งปัญหา และมาตรการทางกฎหมายและประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งมาตรการทางอาญาเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
ทางกระทรวงยุติธรรมรับไป 2 ข้อแรก เพราะเดิมหน่วยงานรัฐบาลจะไม่รวมคดี 112 และ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ แต่เรายืนยันข้อเสนอ คอป., ปคอป. และมติ ครม. เรื่อง คดีหมิ่นฯ ตามมาตรา 112 และผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ทางกระทรวงฯ จึงรับสิทธิของผู้ต้องขังเหล่านี้รวมไว้ตามข้อเสนอ ปคอป. และข้อเรียกร้องของเราด้วย
ผลก็คือ เร็ว ๆ นี้ผู้ต้องขังเหล่านี้จะได้รับสิทธิแยกไปคุมขังในที่เหมาะสม อาจจะเป็น โรงเรียนนายสิบตำรวจบางเขน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เราก็หวังว่าในระหว่างรอคอยอิสรภาพ ผู้ถูกคุมขังจากคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง จะมีชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้น ได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นจากที่เคยถูกคุมขังในเรือนจำเช่นเดียวกับผู้ ประกอบอาชญากรรมทั่วไป
สำหรับการประกันตัวนั้น ถ้าผู้ถูกคุมขังใดประสงค์จะแยกประกันโดยหลักทรัพย์เดิม และทนายเดิมที่มีอยู่ ก็รีบแจ้งที่ นปช. ด่วนด้วย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9349481 แฟ็กซ์ 02-9349467 หรือ E-Mail : hec2011@hotmail.co.th , คุณวัฒน์ 089-5133197, คุณข้าวเหนียว 086-0937706 เพราะจะได้นำเสนอส่วนผู้ถูกคุมขังที่เหลือทั้งหมดให้รัฐบาลและกรมคุ้มครอง สิทธิ ประกันตัวทุกท่าน
ก็หวังว่าจะได้รับการประกันตัวเพิ่มขึ้น และเราก็ต้องต่อสู้กันต่อไป เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเราทุกคน เรามิได้เน้นคนหนึ่งคนใด คดีใดเป็นพิเศษ แต่เราทำเพื่อทุกคน ผู้ที่พยายามโจมตีกล่าวร้าย นปช. ก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้คุณเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือให้สัมฤทธิผลจะดีกว่า กระมัง !
*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง
-เปิดหลักฐานกระบวนการอยุติธรรมไทยไม่ปรองดอง ฟันอีกคดีหมิ่น-ถ่วงคดีก่อการร้ายยึดสนามบินครบ3ปี
-ย้าย101นักโทษการเมืองไปพลตร.บางเขน รัฐเป็นเจ้าภาพยื่นประกันรวมอากงSMSขึ้นกับศาลเมตตา
เปิดคำฟ้องฟันเหยื่อ112หมิ่นผ่านfacebook อัยการให้ลงโทษหนักเกิดมาอาศัยแผ่นดินไทยไม่้จงรักดี!
ที่มา Thai E-News
"จำเลย เป็นคนไทย อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติบ้านเมือง และพสกนิกร จำเลยนอกจากไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรเสมอมาแล้ว ยังบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับได้ พฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเหตุอันควรปราณีไม่ว่าในทางใด สมควรได้รับโทษสถานหนัก "อ้ายเสือ..ถอย!-นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทวีตข้อความผ่านtwitterว่า พรรคไม่มีนโยบายปิดยูทูป และเฟซบุ๊ค หลังจากรองโฆษกพรรค ติ่ง-มัลลิกา ออกมาแถลงข่าวก่อนหน้านี้เสนอให้ปิดเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์จากพวกหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2554
วันนี้ศาลอาญาได้เบิกตัวนายสุรภักดิ์(ขอสงวนนามสกุล)จำเลยมารับทราบคำฟ้อง ของนายชลัมพร เพ็ชรรัตน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา6 สำนักงานคดีอาญาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ รายล่าสุด หลังมีการจับกุมและคุมขังตั้งแต่วันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา
คำฟ้องของอัยการระบุว่า จำเลยกระทำผิดโดยเขียนข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเผยแพร่ลงในfacebookรวม 5 ครั้ง ระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม-16 สิงหาคม 2554 ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ในตอนท้ายคำฟ้องระบุว่า
" อนึ่ง จำเลยเป็นคนไทย อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติบ้านเมือง และพสกนิกร จำเลยนอกจากไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรเสมอมาแล้ว ยังบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับได้ พฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเหตุอันควรปราณีไม่ว่าในทางใด สมควรได้รับโทษสถานหนัก "
นายอานนท์ นำภา ทนายความของจำเลยในคดีนี้ แสดงความเห็นว่า อ่านคำฟ้องฉบับล่าสุดที่พนักงานอัยการฟ้องคดีหมิ่นฯ จากเฟซบุ๊คแล้วถือเป็นคดีแรกที่พนักงานอัยการได้แสดงทัศนคดิส่วนตนโดยบรรยาย ฟ้องจนเกินเลยไปกว่าองค์ประกอบความผิด ไม่ว่าท่านจะคิดเช่นไรก็หามีสิทธิที่ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ
ทั้งนี้นายสุรภักดิ์ วัย 40 ปี โปรแกรมเมอร์อิสระ ที่ถูกจับกุมคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ตกเป็นเหยื่อคดีหมิ่นจากการเล่นเฟซบุ๊ค ซึ่งสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ รายงานข่าวเรื่อง จับ “เฟคบุ๊ค” เหยื่อ 112 : เขาละเมิดสิทธิผมตั้งแต่ชั้นจับกุม ว่า เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 2 กันยายน เจ้าพนักงานชุดจับกุมของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในชุดนอกเครื่องแบบประมาณ 10 คน ได้บุกเข้าจับกุมนายสุรภักดิ์ชาวจังหวัดบึงกาฬ ณ อาพาร์ตเม้นท์ ในซอยมหาดไทย (ลาดพร้าว 122) โดยได้กล่าวหาว่ากระทำความตามพระราชบัญญัิติว่าด้วยการกระทำความผิดอัน เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ซึ่งในระหว่างจับกุมได้ตรวจยึดคอมพิวเตอร์แบบพกพา,คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แอร์การ์ด รวมทั้งแผ่นซีดีไปด้วย ทั้งนี้ ในระหว่างเข้าจับกุมพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้ให้โอกาสผู้ต้องหาติดต่อกับทนาย ความ หรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจแต่อย่างใด
“พอผมกลับจากทำธุระข้างนอกเค้าก็กรูเข้ามาล็อกตัวผมทันที พูดจาข่มขู่สารพัด แต่ละคนตัวโตๆทั้งนั้น มีบางคนเข้าไปค้นและรื้อยึดคอมพ์ผมไปทั้งโน้ตบุ๊ค และ PC พวก ซีดีโปรแกรม และแอร์การ์ดที่ผมใช้ทำงานก็เอาไป เขาแจ้งข้อหาผม หาว่าผมเป็นคนสร้างเพจ เราจะครองแผ่นดินโดย… ในเฟสบุ๊ค ซึ่งผมก้ปฏิเสธว่าผมไม่รู้เรื่อง
แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม และยังบอกว่าผมใช้ชื่อว่า “ดอกอ้อริมโขง” และกล่าวหาว่าผมไปเกี่ยวข้องกับเว็ปไซต์ นปช.ยูเอสเอ ผมยืนยันว่าผมไม่รู้เรื่อง แต่เขาบังคับให้ผมลงชื่อรับสารภาพ ผมจะโทร.หาทนายความก็แย่งโทรศัพท์มือถือจากผม ผมกลัวเลยลงชื่อไป
เจ้าหน้าที่บังคับให้ผมบอกรหัสเปิดคอมพิวเตอร์ ผมกลัวจึงบอกเค้าไป แล้วเขาก็พาผมมาที่ดีเอสไอ จึงได้ติดต่อกับทนายความ ดีที่ได้ทนายจากทีมคุณคารม พรรคเพื่อไทย ที่มาช่วยกัน ผมจึงมีโอกาสให้การปฏิเสธ”
ต่อมาญาตินายสุรภักดิ์ได้ประสานขอความช่วยเหลือจากทางพรรคเพื่อไทย โดย ส.ส.พรรคเพื่อไทยของจังหวัดบึงกาฬ ใช้ตำแหน่งเข้ายื่นประกันตัว แต่ก็เหมือนผู้ต้องหา่คดีนี้รายอื่นๆคือไม่ได้ประกันตัว
สหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ แสดงความเป็นห่วง กรณีมีคำพิพากษาจำคุก "อากง" พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทยยึดมั่นในการนำหลักนิติธรรมไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ไม่เลือกปฏิบัติ สอดคล้องกับการสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย
อียูออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วง หลังคำตัดสินคดีอากง
เว็บไซต์ประชาไท รายงานว่า สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปออกคำแถลงการณ์ตามที่ได้เห็นพ้องโดยหัวหน้าคณะ ผู้แทนประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ดังต่อไปนี้:
สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปมีความเป็นห่วงในกรณีที่มีคำพิพากษาจำคุกนายอำ พล (ขอสงวนนามสกุล) เป็นเวลา 20 ปี มีความผิดในฐานละเมิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
สหภาพยุโรปต้องการย้ำถึงจุดยืนของสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และการเคารพสิทธิมนุษยชน
สหภาพยุโรปขอสนับสนุนให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในการนำหลักนิติธรรมนั้นไปปฏิบัติ อย่างเหมาะสม และไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับการสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย
******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง
-เปิดเบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติอ้างfacebookร่วมมือยัดคุกเหยื่อคดีหมิ่นรายล่าสุด
-นักล่าแม่มดบอร์ดเสรีไทยอ้างfacebookให้ความร่วมมือเปิดเผยIPสมาชิกจับกุมคนเล่นfbหมิ่นฯ1ราย
-'สันติประชาธรรม' วอนให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีหมิ่น เตือน 'เพื่อไทย' ถลำสู่เกม 'คลั่งเจ้า'
-เมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนาส่งSMS20ปีกดLikeเฟซบุ๊คคุก5ปี อ.นิติราษฎร์ฟันธงมั่วใหญ่แล้วไม่เข้าข่าย
จบอภิปราย-ศึกยังไม่จบ
ที่มา Voice TV
ผลการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก วันนี้(28 พ.ย) ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรไปตามความคาดหมาย และเป็นเสาคำยันในตำแหน่ง รัฐมนตรีของพลตำรวจเอกประชา ว่าจะไม่ถูกปรับออก แต่ข้อมูลที่ถูกนำมาอภิปราย กลับสร้างแรงกระเพื่อมไปยังหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการบริจาคถุงยังชีพ
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันหลังผลการลงมติของสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้อำนวยการ ศปภ. ที่สภาให้ความไว้วางใจ ด้วยคะแนน 273 ต่อ 188 เสียง งดออกเสียง 5 และไม่ลงคะแนนเสียง 15 เสียง ว่าจะไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้และเห็นว่ารัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงทั้ง ส่วนของรัฐสภาและประชาชน
แต่การชี้แจงดังกล่าว กลับสร้างความผิดหวัง ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน เพราะเห็นว่าพลตำรวจเอกประชา ยังไม่ได้มีการชี้แจงใดๆ ทั้งยังสร้างความสับสบให้ประชาชน
ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายเมื่อวานนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังหลายฝ่ายทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำรวมถึงการ บริจาคถุงยังชีพ ทำให้วันนี้ นายจตุพร พหรมพันธ์ ที่ถูกพาดพิงเรื่องถุงยังชีพ เตรียมแจ้งความต่อกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์รวม 154 คน ในข้อหากล่าวความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาท และจะมีการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือแม้แต่อดีตประคณะกรรมการผันน้ำด้านตะวันออก ก็ออกมาแถลงข่าวโต้ข้อมูลที่ฝ่ายค้านว่าการที่น้ำท่วม กทม.เพราะการผันน้ำไม่มีประสิทธิภาพ
แม้จะเสร็จการอภิปรายไปแล้ว แต่คลื่นลมจากน้ำท่วม ยังจะไหลเข้าท่วม ไปยังหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปตามๆกันจากผลของการอภิปราย รวมถึงผลการลงมติในวันนี้แม้จะสะท้อนอะไรได้ไม่มาก เพราะส่วนใหญ่เสียงการลงมติเป็นไปตามคาดไม่พลิกโผ แต่ในส่วนของเสียงไม่ไว้วางใจ 188 เสียง กลับมีเรื่องที่ต้องเร่งชี้แจงกันต่อไปเพราะอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและเอกภาพ ของฝ่ายค้าน กลับงดออกเสียงถึง 4 คน ทั้งร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จากพรรครักษ์สันติ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน จากพรรคมาตุภูมิ และ นายเรืองศักดิ์ งามสมภาค จากพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ยังมี ส.ส. ฝ่ายค้าน ที่ขาดการประชุม 7 คน เป็นส.ส.พรรคภูมิใจไทย 4 คน ประชาธิปัตย์ 2 คน และพรรครักประเทศไทย 1 คน
สื่อควรดีใจ หากทักษิณได้กลับมา
ที่มา Voice TV
รายการ The Daily Dose ประจำวันที่ 28 พ.ย. 2554
สัจจะที่ผมจะปฎิบัติตาม คือ สัจจะที่ผมให้ไว้ด้วยความจริงใจเท่านั้น
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
จริงๆ โลกนี้ก็เหมือนกับ Virtual Reality เหมือนใน Matrix คือ มันมีกฎเกณฑ์ทางโครงสร้างของโปรแกรม (ที่เป็น Truth ของโปรแกรมนั้นอยู่) กับกฎเกณฑ์ที่สังคมสร้างขึ้น มันเป็นจริงในสังคมนั้นเท่านั้น และกฎเกณฑ์ที่คนสร้างขึ้นมาบังคับคนอื่น มันมีผลก็ต่อเมื่อคนนั้นมีอำนาจจะใช้บังคับกฎเกณฑ์นั้นเท่านั้น
เรื่อง การให้สัจจะ คือกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นโดยคน มันจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อคนที่ให้สัจจะ ให้สัจจะด้วยความยินยอมพร้อมใจที่จะปฎิบัติตาม คำมั่นสัญญาที่ตัวเองให้ไว้เท่านั้น คนที่ให้สัจจะ อาจให้สัจจะหรือคำมั่นสัญญา เพราะรักฝ่ายตรงข้าม เพราะกลัว เพราะอยากได้สิ่งตอบแทน เพราะความนับถือ
แต่หากไม่มีสิ่งเหล่านั้น การให้สัจจะถูกบังคับ เพราะเป็น กฎเกณฑ์ที่สังคมสร้างขึ้น ว่าเราต้องให้สัญญาว่าจะรัก จะชอบ แล้วสังคมก็สร้าง วิถีประชามาหลอกว่า หากละเมิดสัจจะจะเป็นโน้นเป็นี่ อันที่จริงต่อให้ละเมิดมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากเราไม่ได้หวังว่าจะให้ฝ่ายที่เราให้สัจจะทำอะไรให้เรา เช่น เราละเมิด เขาก็ไม่เลื่อนตำแหน่ง หรือไม่ไว้ใจเรา ทำให้เราไม่ก้าวหน้าในอาชีพ อันนี้ละเมิดย่อมมีผลร้ายต่อคนละเมิด
แต่หากเราไม่ได้หวังอะไร เพราะทำตาม "ประเพณีของสังคมเท่านั้น" มันก็ไม่มีผลอะไร ละเมิดก็ละเมิด ตอนกล่าว "คำมั่นสัญญา" ออกไป ก็กล่าวแบบนกแก้วนกขุนทอง ไปอย่างนั้นไม่ได้สนใจอะไร อย่างมากมันก็มีผลคล้ายกับการสะกดจิต คือ คนกล่าวกลัวไปเอง เพราะหากเชื่อมากๆ มันก็ไปสั่งจิตใต้สำนึก
แต่การสะกดจิตจะไม่มีผลอะไร หากคนรู้ตัวมีสติ ไม่ใส่ใจ เพราะมันเป็นแค่โปรแกรมจิตเท่านั้นเอง
ดัง นั้น ใครจะไปกล่าวสัจจะ หรือคำมั่นสัญญาอะไรในอนาคตอันใกล้นี้ ตามประเพณีอะไรก็ตาม (ประเพณีคือ การทำซ้ำๆ ของสังคม) ก็อย่าไปสนใจ ถือว่าไปร้องเพลง ไปเป็นไทยมุงอะไรประมาณนี้
ผมขำบางคนที่ กล่าวสัจจะไว้ แล้วไม่กล้าละเมิด ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ โง่เหง้า
แต่ หากเราให้สัญญากับใครไว้ด้วยความจริงใจ อันนี้เราต้องรักษาสัญญา เพราะนั่นคือการรักษาเกียรติยศของเราเอง ไม่ใช่รักษาสัญญาเพราะกลัวเป็นอะไรไป แต่รักษาเกียรติยศของเรา
ตอบโจทย์ : ข้อเสนอนิติราษฏร์ 1 (28 พ.ย. 54)
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
รายการ ทีนี่ไทยพีบีเอส ช่วงตอบโจทย์ ออกอากาศทางไทยพีบีเอส
วันที่ 28 พ.ย. 54 เวลา 22.30 น.
ข้อเสนอนิติราษฎร์ รัฐประหาร..คอรัปชั่น..ทักษิณ..สถาบัน ตอนที่ 1
http://www.go6tv.com/2011/11/28-30-2554.html
จากนภพัฒน์จักษ์ ถึงมัลลิกา: ถ้ายังสื่อสารแบบนี้ ก็รังแต่ทำให้พรรคแย่ลง
ที่มา ประชาไท
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
เผยแพร่ครั้งแรกใน noppatjak’s blog
ถึงคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ก่อนอื่น บอกอย่างหนึ่งว่า ผมไม่ได้อยากจะดราม่าอะไรกับใครนะครับ ยิ่งช่วงนี้ยังต้องทำข่าวน้ำท่วม ก็มีประเด็นเยอะแยะจนอยากจะเลี่ยงประเด็นดราม่าสารพัดสารเพ
แต่ต้องเขียนเพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะ เพราะคุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าพรรคแก่ พรรคใหญ่ของประเทศไทย ในฐานะรองโฆษกพรรคการสะท้อนอะไรออกมาย่อมสะท้อนท่าทีของพรรค และของสังคมไทยไม่มากก็น้อย
คือตั้งแต่มีข่าวคราวข้อเสนอของคุณมัลลิกา เรื่องให้ปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ ผมก็ตามอ่านอยู่ห่างๆ ยังไม่เคยได้ไปตามทำข่าว ไม่เคยสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง (สาเหตุหลักเพราะผมตามข่าวน้ำท่วมอยู่เป็นหลัก) ก็เลยยังไม่ได้พูดถึงเท่าไหร่ ที่เคยรายงานผ่านทวิตเตอร์ไปก็มีไม่กี่ครั้ง เป็นทวีตที่ผมตั้งใจชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางแนวความคิดของคนในพรรคประชา ธิปัตย์ เพราะตอนนั้นกระแสคนเริ่มวิจารณ์ตัวพรรคประชาธิปัตย์หนาหูขึ้น ว่าเป็นพรรคโบราณที่จะให้มีการปิด เฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ ผมเลยทวีตไปให้เห็นว่าน่าจะเป็นความเห็นของคุณมัลลิกาคนเดียว เพราะอย่างความเห็นของคุณแทนคุณก็เป็นคนละแนวทางกัน

ต่อมาคุณมัลลิกาก็ชี้แจงว่าไม่ได้จะให้ปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ แต่เป็นแค่คำขู่ และการปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ จะเป็นเงื่อนไขสุดท้าย ผมก็รีทวีตให้คนที่ตามผมอยู่ได้อ่านกัน เพราะผมก็ยึดหลักว่าควรให้คนที่ตามผมอยู่ได้อ่านครบถ้วนรอบด้านของมุมข่าว ที่นำเสนอ ขอย้ำว่า "ผมก็รีทวีตของคุณมัลลิกาให้ทุกคนได้อ่านกัน"

หลังจากนั้น ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งก็ยังตำหนิทั้งตัวคุณมัลลิกาและพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ตามสิทธิในการแสดงความเห็นของแต่ละคน พร้อมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าจุดยืนเรื่องนี้ของตัวพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่าง ไร?
จะว่าผมขยันไม่เข้าเรื่องก็ได้ แต่พอมีข้อสงสัยผมก็อยากให้มันชัดเจน อยากรายงานให้คนที่ติดตามได้ทราบถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไปถามคนในพรรคประชาธิปัตย์สองคน(เบื้องต้นทั้งสองคนขอว่าอย่าเพิ่งเปิด เผยชื่อ แต่ถ้าคุณมัลลิกาจำเป็นต้องทราบ ผมก็พร้อมจะผิดมารยาทกับสองคนนั้นและเปิดเผยชื่อ เพราะผมต้องรักษาความน่าเชื่อถือของผมไว้) ได้ความว่า "ทางพรรคคงยังไม่มีการแถลงอะไรออกมาชัดเจนกรณีปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ แต่ได้ยินมาว่ามีความเคลื่อนไหวในพรรค ว่าเป็นห่วงคุณมัลลิกา ว่าเวลาสื่อสารอะไร ก็ให้ชัดเจน" ผมก็เลยรายงานทางทวิตเตอร์สองอันตามนี้

ซึ่งถ้าจริงไม่จริงอย่างไร ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์คิดเห็นเรื่องนี้แบบไหน ผมก็พร้อมรายงานหมด คือถ้าคนในประชาธิปัตย์สนับสนุนให้ปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ ไม่ แล้วจะมีการแถลงหรืออกมาพูดอย่างเป็นทางการเพื่อความชัดเจนผมก็พร้อมรายงาน ถ้าอันไหนที่ไม่ตรงกับที่ผมรายงานไปก่อน ผมก็พร้อมขออภัยและแก้ไข ไม่มีปัญหา ที่ผ่านมาผมก็ฟังจากแหล่งข่าวของผมแล้วก็รายงาน คือผมก็มีหน้าที่รายงานข่าวทุกด้าน ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะเคลื่อนไหวอย่างไร
หลังจากนั้น

คุณมัลลิกาก็ทวีตมาหาผม ว่า "ที่หลังมีอะไรมาถามพี่ก่อนทวิตนะน้อง" ซึ่งความจริง เจตนาของผมคือรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไปถามความเห็นคนอื่น ไม่ได้อยากจะรายงานอะไรเกี่ยวกับความเห็นของตัวรองโฆษก เพราะผมตามอ่านมาตลอดอยู่แล้ว นี่คือสาเหตุที่ผมไม่ได้ถามคุณมัลลิกาก่อน เพราะมองว่ามันไม่จำเป็น
หลังจากนั้น
ผมก็ทวีตไปหาคุณมัลลิกา

แล้วคุณมัลลิกาก็ Direct Message มาหาผมในแนวทางต่อว่าผมในหลายประเด็น ซึ่งเอาหละ ผมมองว่าตามมารยาท อะไรที่ส่งมาทาง Direct Message ก็ไม่ควรมาเปิดเผยในที่แจ้ง (ยกเว้นคุณมัลลิกาพร้อมจะเปิดเผย ก็เปิดเผยได้เลย ทุกข้อความที่ผมส่งไป ผมพร้อมให้เปิดเผย)
แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมทำหน้าที่นักข่าวของผม มีอะไรผมก็รายงานไป รายงานในเรื่องที่ส่งผลต่อสาธารณะ ต่อประเทศชาติ
คุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคการเมือง ก็ทำหน้าที่ไป พรรคประชาธิปัตย์มีความคิดความเห็นอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของคุณมัลลิกา
เราคนละบทบาทกัน ก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป
ถ้าผมรายงานอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง คุณมัลลิกาสามารถชี้แจงได้ผ่านช่องทางสาธารณะ ไม่ต้องมา Direct Message หาผม แล้วการที่ผมรายงานอะไรแล้วมีชื่อของคุณมัลลิกาเกี่ยวข้อง ก็เพราะคุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงอะไรเป็นการส่วนตัว ส่วนเรื่องที่มากล่าวหาว่าผมนั่งเทียน ผมก็ย้ำไปแล้ว ว่าข้อความไหน จุดไหนที่คุณมัลลิกามองว่าผมนั่งเทียน ผมพร้อมชี้แจงทั้งหมด อะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็พร้อมแก้ไขให้หมด ขอแค่ให้ทางฝั่งประชาธิปัตย์ชัดเจนในการสื่อสาร เพราะผมไม่ได้ไม่เสียอะไรกับทางพรรคอยู่แล้ว ผมพร้อมรายงานความเคลื่อนไหวตามหน้าที่ แบบที่ไม่ต้อง Direct Message อะไรมาให้ผม เพราะการรายงานต่อเนื่องในเรื่องที่ผมเคยรายงานถึงไว้ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว
ที่ต้องเขียนจดหมายนี้ ผมไม่ได้มีเจตนาว่าร้ายพรรคประชาธิปัตย์ใดใดทั้งสิ้นนะครับ
แค่อยากสะท้อนไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ถึงบทบาทในการสื่อสารของรองโฆษกของพรรคด้วยความหวังดี เพราะในความคิดของผม ถ้าคุณมัลลิกายังดำเนินแนวทางนี้ในการสื่อสารกับประชาชน ทั้งที่เป็นฐานเสียงประชาธิปัตย์ และคนที่ไม่ได้ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ และทั้งกับผู้สื่อข่าว ผ่านทางโลกออนไลน์ในลักษณะเช่นนี้อยู่
ก็รังแต่จะทำให้พรรคดูแย่ลงครับ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี
หมายเหตุ: จดหมายนี้ผมพูดถึงเรื่องท่าที่ของคุณมัลลิกาต่อสื่อมวลชนเท่านั้นนะครับ ไม่ได้พูดถึงการต่อสู้เวบหมิ่นของคุณมัลลิกา คือเรื่องนั้นก็มีความเห็นอยู่ แต่ขอมาแสดงความเห็นในภายภาคหน้า คราวนี้ขอเรื่องท่าทีต่อนักข่าวก่อนครับ
ใต้เท้าขอรับ: ความเงียบอันอื้ออึง.....
ที่มา ประชาไท
พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าว
ระดับน้ำที่ท่วมในหลายพื้นที่เริ่มลดลงแล้ว แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้อาจไม่ใช่การฟื้นฟูประเทศด้วยความร่วมแรงร่วมใจ ของทุกภาคส่วน แต่จะเป็นเกมการเมืองในระดับที่จะสร้างความวิบัติฉิบหายกันไปข้างหนึ่งรอ อยู่ และที่ส่งสัญญาณมาแล้วอย่างหนึ่ง (ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่อง) ก็คือ พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้ง เริ่มต้นด้วยการหย่อนประเด็นโดยรองโฆษกพรรค อดีตนักปั่นจักรยานทีมชาติ อย่างมัลลิกา บุญมีตระกูล ที่เสนอมาตรการสุดท้ายหากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับการแสดงความเห็นที่เข้า ข่ายความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ ก็ให้ปิดเฟซบุ๊กและยูทูปว์เสียตามแนวทางของประเทศจีน
และหากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโง่เขลาพอที่จะเชื่อว่าจะ สามารถต่อสู้ทางการเมืองและพิสูจน์ตัวเองโดยการหันมาห้ำหั่น ปิดหูปิดตา และปิดปากประชาชนของพวกเขาแล้ว นี่ก็จะเป็นเรื่องน่าสมเพชที่สุดเท่าที่ระบอบประชาธิปไตยจะมอบให้กับประชาชน ของประเทศใดสักประเทศหนึ่ง
น่าเสียใจว่า สัญญาณจากรัฐบาลก็เป็นไปในทำนองดังว่า หากเราดูคำสัมภาษณ์ของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ออกมาเตือนว่า เพียงคลิกไลค์ คุณก็อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายได้
เสรีภาพนั้นงดงามตราบที่มันยังอยู่กับเรา แต่ก็น่าแปลกที่มนุษย์ผู้มีเสรีภาพในประเทศนี้ กลับพยายามหันมาเรียกร้องให้ลิดรอนเสรีภาพของผู้อื่นลงเสีย ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มคนผู้ได้ประโยชน์โภชน์ผลจากระบอบประชาธิปไตยและเสรีนิยม อย่างเต็มที่ กลับลุกขึ้นมาปฏิเสธสิ่งนั้นเสียเอง เวลาที่พวกเขาเรียกร้องเช่นนั้น เขาอยู่ในสถานะที่คิดว่าตนเองจะไม่สูญเสียมันไป แต่พวกเขาจะแน่ใจได้ละหรือ ว่าจะเป็นผู้กุมสถานะที่ได้รับการยกเว้นไว้ได้ตลอดไป
ภายใต้เสรีภาพที่จะพูด คนจำนวนไม่น้อยใช้เสรีภาพนั้นเพื่อกดขี่ผู้อื่นไม่ให้พูด มิไยต้องกล่าวถึงโครงสร้างทางกฎหมายอันแน่นหนาที่รัดตรึงผู้คนไว้ไม่ให้พูด และวิพากษ์วิจารณ์
ไม่มีผู้มีอำนาจคนไหน ยินดีฟังสิ่งที่ตนเองไม่อยากจะฟัง อำนาจเป็นสิ่งท้าทาย แม้แต่การมีอำนาจจัดการเว็บไซต์เล็กๆ ก็ยังท้าทายคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับมันอยู่มิใช่น้อย เมื่อเราพบข้อความที่เราไม่ถูกใจ ไม่เห็นด้วย เพียงขยับนิ้ว ข้อความเหล่านั้นก็สามารถหายไปในทันที แต่....สิ่งที่เราห้ามตัวเองจากการกระทำเหล่านั้นมีเพียงสิ่งเดียว คือ ความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ต้องมีเสรีภาพที่จะพูดจะคิด และสื่อสาร และหน้าที่ของเราก็คือการอดทนต่อความแตกต่าง มนุษย์ไม่มีวันจะเป็นอย่างเดียวกันได้ในทุกเรื่องทุกอย่าง สิ่งที่จะทำให้คนอยู่ด้วยกันได้ คือการอดทนต่อกันและกัน
ในทุกประเทศล้วนมีประเด็นที่แตะต้องลำบาก และกลุ่มคนที่ถูกคาดหวังให้พูดสิ่งนั้นก่อนผู้อื่นก็คือ สื่อมวลชน…หรือมิใช่
กว่า 5 ปีแห่งความวุ่นวายทางการเมืองของไทย สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ไม่มีใครควบคุมความคิดคนในสังคมนี้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวได้อีกแล้ว ทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับเกมอำนาจ ล้วนถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซุบซิบนินทา ทั้งด้วยหลักวิชา และด้วยคำด่าสาดเสียเทเสีย มันคือพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงที่มือมหึมาระดับไหนก็หยุดยั้งไว้ไม่ได้
ขณะที่เสียงแห่งความแตกต่างหลากหลายดังขึ้นทุกขณะจิต กลไกที่จะควบคุมความคิดก็ถูกสร้างและใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกนำมาฟ้องร้องกันอย่างกว้างขวาง บวกเข้ากับเครื่องมืออันใหม่ล่าสุดก็คือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เท่าที่เป็นอยู่ตลอดมา บรรดาคนที่ถูกฟ้องร้องเหล่านี้ ถูกตีตรา และถูกตัดสินไปล่วงหน้าแล้ว โดยไม่ต้องมีคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม ความได้สัดส่วนระหว่างโทษกับความผิด ปัญหาแนวคิดและนิติปรัชญาของกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ มิไยต้องเอ่ยถึงพื้นที่ของพวกเขาในสื่อของไทย
เงียบ...มันคือความเงียบที่กดขี่จองจำคนจำนวนหนึ่งเอาไว้ไม่ให้เปล่ง เสียง แต่ภายใต้ความเงียบที่หนักอึ้งนั้น ยังมีอีกหลายเสียงที่ดิ้นรนให้ถูกได้ยิน เราอาจปิดปากคนได้ด้วยกฎหมาย แต่เราปิดกั้นความคิดของพวกเขาไม่ได้ ยิ่งในเวลานี้ ที่พรมแดนแห่งการรับรู้ข่าวสารไม่มีอยู่อีกต่อไป
คดีอากง และผู้ถูกฟ้องร้องจากมาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จึงยังเป็นสิ่งที่สื่อเล็กๆ แห่งนี้ต้องนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทำต่อไปไปจนกว่าสังคมนี้จะยอมรับว่าเสียงของมนุษย์นั้นมีความหมาย ฆ่าไม่ตายและส่งต่อได้ไม่จบสิ้น
ใต้เท้าขอรับ: ความเงียบอันอื้ออึง.....
ที่มา ประชาไท
พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าว
ระดับน้ำที่ท่วมในหลายพื้นที่เริ่มลดลงแล้ว แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้อาจไม่ใช่การฟื้นฟูประเทศด้วยความร่วมแรงร่วมใจ ของทุกภาคส่วน แต่จะเป็นเกมการเมืองในระดับที่จะสร้างความวิบัติฉิบหายกันไปข้างหนึ่งรอ อยู่ และที่ส่งสัญญาณมาแล้วอย่างหนึ่ง (ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่อง) ก็คือ พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้ง เริ่มต้นด้วยการหย่อนประเด็นโดยรองโฆษกพรรค อดีตนักปั่นจักรยานทีมชาติ อย่างมัลลิกา บุญมีตระกูล ที่เสนอมาตรการสุดท้ายหากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับการแสดงความเห็นที่เข้า ข่ายความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ ก็ให้ปิดเฟซบุ๊กและยูทูปว์เสียตามแนวทางของประเทศจีน
และหากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโง่เขลาพอที่จะเชื่อว่าจะ สามารถต่อสู้ทางการเมืองและพิสูจน์ตัวเองโดยการหันมาห้ำหั่น ปิดหูปิดตา และปิดปากประชาชนของพวกเขาแล้ว นี่ก็จะเป็นเรื่องน่าสมเพชที่สุดเท่าที่ระบอบประชาธิปไตยจะมอบให้กับประชาชน ของประเทศใดสักประเทศหนึ่ง
น่าเสียใจว่า สัญญาณจากรัฐบาลก็เป็นไปในทำนองดังว่า หากเราดูคำสัมภาษณ์ของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ออกมาเตือนว่า เพียงคลิกไลค์ คุณก็อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายได้
เสรีภาพนั้นงดงามตราบที่มันยังอยู่กับเรา แต่ก็น่าแปลกที่มนุษย์ผู้มีเสรีภาพในประเทศนี้ กลับพยายามหันมาเรียกร้องให้ลิดรอนเสรีภาพของผู้อื่นลงเสีย ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มคนผู้ได้ประโยชน์โภชน์ผลจากระบอบประชาธิปไตยและเสรีนิยม อย่างเต็มที่ กลับลุกขึ้นมาปฏิเสธสิ่งนั้นเสียเอง เวลาที่พวกเขาเรียกร้องเช่นนั้น เขาอยู่ในสถานะที่คิดว่าตนเองจะไม่สูญเสียมันไป แต่พวกเขาจะแน่ใจได้ละหรือ ว่าจะเป็นผู้กุมสถานะที่ได้รับการยกเว้นไว้ได้ตลอดไป
ภายใต้เสรีภาพที่จะพูด คนจำนวนไม่น้อยใช้เสรีภาพนั้นเพื่อกดขี่ผู้อื่นไม่ให้พูด มิไยต้องกล่าวถึงโครงสร้างทางกฎหมายอันแน่นหนาที่รัดตรึงผู้คนไว้ไม่ให้พูด และวิพากษ์วิจารณ์
ไม่มีผู้มีอำนาจคนไหน ยินดีฟังสิ่งที่ตนเองไม่อยากจะฟัง อำนาจเป็นสิ่งท้าทาย แม้แต่การมีอำนาจจัดการเว็บไซต์เล็กๆ ก็ยังท้าทายคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับมันอยู่มิใช่น้อย เมื่อเราพบข้อความที่เราไม่ถูกใจ ไม่เห็นด้วย เพียงขยับนิ้ว ข้อความเหล่านั้นก็สามารถหายไปในทันที แต่....สิ่งที่เราห้ามตัวเองจากการกระทำเหล่านั้นมีเพียงสิ่งเดียว คือ ความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ต้องมีเสรีภาพที่จะพูดจะคิด และสื่อสาร และหน้าที่ของเราก็คือการอดทนต่อความแตกต่าง มนุษย์ไม่มีวันจะเป็นอย่างเดียวกันได้ในทุกเรื่องทุกอย่าง สิ่งที่จะทำให้คนอยู่ด้วยกันได้ คือการอดทนต่อกันและกัน
ในทุกประเทศล้วนมีประเด็นที่แตะต้องลำบาก และกลุ่มคนที่ถูกคาดหวังให้พูดสิ่งนั้นก่อนผู้อื่นก็คือ สื่อมวลชน…หรือมิใช่
กว่า 5 ปีแห่งความวุ่นวายทางการเมืองของไทย สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ไม่มีใครควบคุมความคิดคนในสังคมนี้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวได้อีกแล้ว ทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับเกมอำนาจ ล้วนถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซุบซิบนินทา ทั้งด้วยหลักวิชา และด้วยคำด่าสาดเสียเทเสีย มันคือพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงที่มือมหึมาระดับไหนก็หยุดยั้งไว้ไม่ได้
ขณะที่เสียงแห่งความแตกต่างหลากหลายดังขึ้นทุกขณะจิต กลไกที่จะควบคุมความคิดก็ถูกสร้างและใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกนำมาฟ้องร้องกันอย่างกว้างขวาง บวกเข้ากับเครื่องมืออันใหม่ล่าสุดก็คือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เท่าที่เป็นอยู่ตลอดมา บรรดาคนที่ถูกฟ้องร้องเหล่านี้ ถูกตีตรา และถูกตัดสินไปล่วงหน้าแล้ว โดยไม่ต้องมีคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม ความได้สัดส่วนระหว่างโทษกับความผิด ปัญหาแนวคิดและนิติปรัชญาของกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ มิไยต้องเอ่ยถึงพื้นที่ของพวกเขาในสื่อของไทย
เงียบ...มันคือความเงียบที่กดขี่จองจำคนจำนวนหนึ่งเอาไว้ไม่ให้เปล่ง เสียง แต่ภายใต้ความเงียบที่หนักอึ้งนั้น ยังมีอีกหลายเสียงที่ดิ้นรนให้ถูกได้ยิน เราอาจปิดปากคนได้ด้วยกฎหมาย แต่เราปิดกั้นความคิดของพวกเขาไม่ได้ ยิ่งในเวลานี้ ที่พรมแดนแห่งการรับรู้ข่าวสารไม่มีอยู่อีกต่อไป
คดีอากง และผู้ถูกฟ้องร้องจากมาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จึงยังเป็นสิ่งที่สื่อเล็กๆ แห่งนี้ต้องนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทำต่อไปไปจนกว่าสังคมนี้จะยอมรับว่าเสียงของมนุษย์นั้นมีความหมาย ฆ่าไม่ตายและส่งต่อได้ไม่จบสิ้น






