ที่มา thaifreenews
โดย bozo
speedhorse
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=696
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, November 30, 2011
เปิดศึกใหญ่ แก้ ก.ม.เลือกตั้งตัดอำนาจ กกต./แก้ รธน. ใช้ กรณีจตุพรเปิดสงคราม
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
กรณีจตุพร ผมเบื่อที่จะเล่นตามเกมอำมาตย์ สู้แก้ ก.ม.เลือกตั้งตัดอำนาจ กกต.ดีกว่า
คือ เราไปเล่นตามเกมของเขา ก็ต้องเป็นเบี้ยล่างอยู่วันยังค่ำ พวกอำมาตย์คุมองค์กรอิสระต่างๆ ต่อให้ต่อสู้อย่างไรก็แพ้ไม่มีประโยชน์ที่จะสู้ตามเกมของอำมาตย์ พวกเขาควบคุมคนในองค์กรอิสระ เขาได้เปรียบตรงนี้
แต่ใช่ว่าพวกเขาจะได้เปรียบทุกอย่าง
เพราะพรรคเพื่อไทยคุมสภา คุมเสียงข้างมากเด็ดขาด คุมการออกกฎหมายทั้งหมด
อำนาจของอำมาตย์เหล่านี้ มีต้นทางมาจากกฎหมายที่ร่าง โดยคณะรัฐประหาร
การ แก้เกมอำมาตย์ คือ ลุยแก้กฎหมายเหล่านั้น ไม่ต้องไปสนใจการต่อรองใดๆ พวกเขาไม่เคยแคร์เราอยู่ในสายตา ทำไมต้องแคร์อำมาตย์ ดังนั้น เมื่อเราคุมเสียงฝ่ายนิติบัญญัติกว่าครึ่ง ก็สามารถออกกฎหมายได้ แก้กฎหมายได้ แก้รัฐธรรมนูญได้
กรณีคุณจตุพร ผมว่าหาก สส.พรรคเพื่อไทย เสนอ พรบ.แก้ไข กฎหมายเลือกตั้ง ตัดอำนาจเถื่อน ของ กกต.ทั้งหมด สร้างระบบให้เป็นสากล ผมว่าเกมนี้สะเทือน กกต.แน่นอน
เหล็กกำลังร้อน พวกเขามุ่งฆ่าคนของเรา
เราก็รื้อนั่งร้านพวกเขาให้หมด เกลือจิ้มเกลือ ภายในไม่ถึงสองเดือน หากจะผ่านกฎหมาย กกต.ก็กลายเป็นเสือกระดาษทันที
Revenge of the Jedi
การแก้แค้นของอัศวินเจได ก็ต้องทำให้เลือดกระจาย ล้างบางอำนาจอำมาตย์ในองค์กรอิสระเสียให้หมดสิ้น
พวกเขาเปิดเกมก่อน เราก็ต้องเปิดเกมสู้ แรงกว่า เด็ดขาดกว่า และได้ผลกว่าอำมาตย์ด้วย
เกมต่อไปคือ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที
และ รุกในการแก้ไข พรบ. จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมทันที
เป็นการสั่งสอนเลยทีเดียว หากพวกเขายังเล่นเกมไม่จบ เราก็ลุยให้หนักกว่า
เกลือก็ต้องจิ้มเกลือ
เราอาจเสียคุณจตุพรไปจากการเป็น สส. หากเราไปสู้ในเกมนี้ในศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไร คุณจตุพรก็หลุด สส.แน่นอน
แต่หากเราจัดทัพใหญ่ ประจันบานเสียเลย ลุยแก้กฎหมายให้หมด เพราะมันเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม พวกเขาอาจกำจัดคุณจตุพรจากสภาได้ชั่วคราว
แต่พวกเขาเสียพื้นที่ทั้งหมด เพราะคนเสื้อแดงเริ่มเดือดแล้ว
เกมการแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายล้างผลพวงของรัฐประหาร ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์
เกมพวกนี้อำมาตย์สู้เราไม่ได้แน่นอน พวกเขามีวิธีสู้ได้อย่างเดียวคือ การทำรัฐประหาร
แต่หากจะทำรัฐประหารในวันนี้ ก็เลือดนองแผ่นดิน
พวกเขาเปิดเกมขึ้นมาก่อน ช่วยไม่ได้ จุดอ่อนของอำมาตย์มีมากกว่า
งานนี้ หากลุยกันจริง ๆ ก็ล้างบางอำนาจของอำมาตย์ได้ทั้งหมด
ก็ใช้ "น้ำผึ้งหยดเดียว" กรณีจตุพรนี่แหละ เปิดสงครามล้างบางกฎหมายของอำมาตย์ให้หมด
เมื่ออำมาตย์จุดไฟสงครามขึ้นแล้ว ก็ช่วยไม่ได้
เกมไปถึงจุดนั้นแน่นอน
ขอใช้คำหยายนิดว่า
"ลุยแม่งเลย !"
เมื่อมันอยากเปิดศึก เราก็เปิดสงครามให้ใหญ่กว่า บู้ล้างผลาญกันให้จบ อย่างน้อยก็ต้องสั่งสอนว่า อำนาจของประชาชนนั้นใหญ่ที่สุด
ไม่ต้องไปสนใจพวก พธม./พวกสลิ่ม จะออกมาสู้
เราเสื้อแดงพร้อมลุย และหากเสนอ "เป้าหมายที่สูงกว่าการช่วยคุณจตุพร" เป็น แก้กฎหมาย กำจัดอำนาจของอำมาตย์
ศึกนี้สนุกแน่
แล้วพวกอำมาตย์ จะเสียใจว่า ไม่น่าเปิดศึกนี้ขึ้นมาเลย
การโจมตีจตุพรก่อน ทำให้เหมือนเหยียบหาง "คนเสื้อแดง" ศึกการเมืองรอบใหม่ปะทุขึ้นมาแน่
คราวนี้พวกอำมาตย์เสียเปรียบ
กรณี ของจตุพร แสดงให้เห็นความไม่เป็นธรรมชัดเจน เป็นการท้าทายอำนาจระบอบประชาธิปไตย เพราะศาลไม่ให้เขาออกไปเลือกตั้ง แล้วใช้ประเด็นนี้มาทำลายอำนาจปวงชนที่เลือกเขามา อำนาจเช่นนี้ย่อมไม่ชอบธรรม กลายเป็นเงื่อนไขสงครามการเมืองได้อย่างดี
นปช.แถลงข่าว 30-11-2011
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
RuMi CBR
นปช.แถลงข่าว อิมพิเรียล ลาดพร้าว
ทางสถานีโทรทัศน์ Asia Update
ประจำวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2554
mp3
http://www.mediafire.com/?b08ame1khbr98by
http://www.4shared.com/audio/d26lRHum/_30-11-2011.html
http://www.thaivoice.org/board/index.php?
ประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ
ที่มา Thai E-News
ต่อ ให้มีการสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมวันนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มีสถานะเป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ดี และต่อให้เป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศวันนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ไม่มีเขตอำนาจอยู่ดี เนื่องจากเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ไทยจะเป็นสมาชิกเพราะกรณีราชประสงค์นั้น เกิดขึ้นเมื่อพฤษภาคม พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ดี ธรรมนูญกรุงโรมข้อที่ 12 (3) ก็เปิดช่องไว้ให้
โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา เว็บไซต์นิติราษฎร์
บทนำ
อนุสนธิจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทยแถลงข่าวเกี่ยวกับการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศกรณี 91 ศพ
โดยในเนื้อข่าวได้ปรากฏมีเนื้อหาว่า จากประเทศไทยได้ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม พ.ศ. 2543 โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2552 เรียบร้อยแล้วมีผลทำให้ประเทศไทยเป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศเรียบร้อย แล้ว เนื่องจากเรื่องการฟ้องคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น เป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง
จึงสมควรอธิบายทั้ง “ข้อเท็จจริง” และ “ข้อกฎหมาย” เพื่อมิให้สาธารณชนเข้าใจคลาดเคลื่อนดังต่อไปนี้
ประการแรก ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีธรรมนูญก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศหรือที่เรียกว่าธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (The Rome Statute of the International Criminal Court: ICC) แต่อย่างใด
ประเทศไทยได้ “ลงนาม” (Sign) อนุสัญญากรุงโรมเท่านั้น แต่ยังมิได้ให้ “สัตยาบัน” (Ratification) หรือให้ความยอมรับ หรือให้ความเห็นชอบแต่ประการใด
ตามข้อบทของอนุสัญญากรุงโรมข้อที่ 126 ระบุว่า การมีผลบังคับใช้ของอนุสัญญาแก่รัฐนั้น รัฐสามารถแสดงเจตนาเข้าผูกพันพันธกรณีของอนุสัญญาได้ด้วยการให้สัตยาบัน หรือให้ความยอมรับ หรือให้ความเห็นชอบหรือภาคยานุวัติ
ดังนั้น ลำพังการลงนามเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นภาคี อนุสัญญานี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในเรื่องการเป็นภาคีของประเทศไทยนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ หรือค้นหาไม่ยากเพราะสามารถตรวจสอบได้จากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่าง ประเทศหรือข้อมูลจากอินเตอร์เนต1
นอกจากนี้แล้ว การให้สัตยาบันแก่อนุสัญญากรุงโรมเป็นเรื่องสำคัญยิ่งจึงเป็นไปไม่ได้ที่สาธารณชนจะไม่ทราบ และเท่าที่ทราบประเทศไทยติดขัดประเด็นสำคัญที่ละเอียดอ่อนอยู่ จึงยังมองไม่เห็นว่าการเข้าเป็นภาคีในเร็ววันนี้จะเป็นไปได้อย่างไร
มิพักต้องพูดถึงมาตรา 190 วรรคสองที่กำหนดว่า การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาที่จะต้องตราพระราชบัญญัติอนุวัติการสนธิสัญญาดัง กล่าว ฝ่ายบริหารจะต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ
แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งที่ผ่านมา NGOs ของต่างประเทศอย่าง The Coalition for the International Criminal Court ได้เคยมีจดหมายลงวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) ไปยังนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อเรียกร้องให้ประเทศไทยเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม2 ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว
ประการที่สอง โดยหลักกฎหมายพื้นฐานของสนธิสัญญาเกี่ยวกับการมีผลผูกพันของรัฐภาคีในแง่ของ เวลานั้นบัญญัติว่า โดยหลักทั่วไปแล้ว หากมิได้ปรากฏเจตนาของรัฐภาคีเป็นอย่างอื่น การมีผลผูกพันของสนธิสัญญาจะไม่มีผลย้อนหลัง (non-retroactivity of treaties) โดยข้อบทที่ 28 ของอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญากำหนดว่า พันธกรณีของสนธิสัญญาจะไม่มีผลผูกพันรัฐภาคีหากว่า การกระทำใดๆหรือข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ได้เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงก่อนที่ สนธิสัญญาจะเริ่มมีผลผูกพันต่อรัฐนั้น3
พูดง่าย ๆก็คือ หากเหตุการณ์ราชประสงค์เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงก่อนที่ไทยจะเข้าเป็นภาคี อนุสัญญากรุงโรม ไทยก็ไม่สามารถอ้างพันธกรณีตามอนุสัญญาได้ ในทางตรงกันข้าม ไทยจะเริ่มตกอยู่ภายใต้อนุสัญญานี้หลังจากที่อนุสัญญานี้เริ่มมีผลผูกพันกับ ประเทศไทยแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยิ่งนานวันเข้าเท่าใด วันที่อนุสัญญาเริ่มมีผลผูกพันประเทศไทย(หรือวันที่ไทยสามารถอ้างอนุสัญญา ได้ในฐานะรัฐภาคี) ก็ยิ่งทอดนานเท่านั้น
นอกจากนี้ในข้อบทที่ 126 ของอนุสัญญากรุงโรมก็ระบุไว้ชัดเจนว่า
“สำหรับ รัฐแต่ละรัฐที่ให้สัตยาบัน….ต่อธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศนี้ หลังจากการมอบสัตยาบันสารแล้ว….. ให้ธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประทศนี้มีผลใช้บังคับในวันแรกของเดือนถัดไปจากวัน ที่หกสิบหลังจากการยื่นสัตยาบันสาร…..”และ ข้อที่ 11 บัญญัติว่า
“ หากรัฐเข้าเป็นภาคีธรรมนูญศาลนี้ หลังจากที่ธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ศาลอาจใช้เขตอำนาจของตนเฉพาะกับอาชญากรรมที่กระทำขึ้นหลังจากที่ธรรมนูญศาล นี้มีผลบังคับใช้สำหรับรัฐนั้น….”จากข้อบทดังกล่าวที่ยกมาอ้าง อิงนั้นแสดงให้เห็นชัดว่า รัฐจะเป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อครบวันแรกของเดือนถัดจาก วันที่หกสิบหลังจากที่ได้มอบสัตยาบันไปแล้ว
พูดง่ายๆก็คือ ต่อให้มีการสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมวันนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มีสถานะเป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ดี เพราะต้องพ้นระยะเวลาดังกล่าวไปก่อน
และต่อให้เป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศวันนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ไม่มีเขตอำนาจอยู่ดี เนื่องจากเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ไทยจะเป็นสมาชิกเพราะกรณีราชประสงค์ นั้นเกิดขึ้นเมื่อพฤษภาคม พ.ศ. 2553
ประการที่สาม วัตถุประสงค์สำคัญที่ประชาคมระหว่างประเทศได้ก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ ขึ้นมานั้น มิได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อมาแทนที่ศาลภายในของรัฐสมาชิกแต่มีขึ้นเพื่อมาเสริม เขตอำนาจของศาลภายใน ซึ่งผู้ร่างอนุสัญญากรุงโรมเรียกว่า หลักการเสริมเขตอำนาจศาลภายใน (complementary)4
กล่าวคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีเขตอำนาจพิจารณาคดี ก็ต่อเมื่อศาลภายในของรัฐสมาชิกไม่สามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี (Unable to prosecute) หรือไม่เต็มใจที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี (Unwilling to prosecute)5 ที่จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้เท่านั้น
พูดง่ายๆก็คือ ก่อนที่จะส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณา รัฐภาคีจะต้องให้เหตุผลอธิบายได้ว่า รัฐไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาได้ด้วยเหตุใด
หากประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันจะมีหนทางใดหรือไม่ที่จะเสนอเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ?
คำถามข้างต้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจและหลายคนคงอยากทราบ อนุสัญญากรุงโรมเองมิได้ปิดประตูตายเสียทีเดียวสำหรับรัฐที่มิได้เป็นภาคี (Non-party) ที่จะเสนอเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณา
โดยข้อบทที่ 12 (3) ได้เปิดช่องให้รัฐที่มิได้เป็นภาคีอนุสัญญาสามารถทำ “คำประกาศ” (Declaration) ยอมรับอำนาจศาลได้ เฉพาะฐานความผิดที่เป็นปัญหาเท่านั้น6 โดยรัฐสามารถส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียน เขตอำนาจของศาลตามมาตรา 12 (3) นี้มีลักษณะเป็น เฉพาะคดี (ad hoc)7 ไม่มีลักษณะถาวรเป็นการทั่วไป
กล่าวคือ เป็นกรณีที่รัฐประกาศยอมรับเขตอำนาจเฉพาะฐานความผิดใดความผิดหนึ่ง หรือเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลดังกล่าวมิได้มีผลทางกฎหมายที่จะให้อัยการสอบสวน สืบสวนโดยทันที8 อำนาจการสอบสวนเป็นดุลพินิจของอัยการและจะต้องผ่านการกลั่นกรองจากองค์คณะ ตุลาการพิจารณาเบื้องต้น (Pre-Trial Chamber) เสียก่อน
อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า การทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลนี้ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าเป็น “การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ” (Unilateral act of state)9 มิใช่เป็นการทำสนธิสัญญา ดังนั้น การทำคำประกาศดังกล่าวจึงไม่อยู่ในข่ายของมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญเนื่องจากมาตรา 190 เป็นเรื่องของการทำหนังสือสัญญา (หรือสนธิสัญญา)
ที่ผ่านมาในอดีตมีบางประเทศที่ใช้ช่องทางนี้เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ พิจารณาคดี เช่น ประเทศไอวอรี่ โคส เป็นประเทศแรกที่ทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาล เมื่อปีค.ศ. 2003(10) หรือกรณีของปาเลสไตน์ รัฐบาลของปาเลสไตน์ที่เรียกว่า Palestinian National Authority (PNA) ได้ทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาลเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2009
อย่างไรก็ตาม การทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาลก็ยังสร้างปัญหาข้อกฎหมายสำคัญอีก ประการหนึ่งก็คือ คำประกาศฝ่ายเดียงดังกล่าวจะมีผลย้อนหลังหรือไม่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐจะทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาลให้พิจารณาฐานความผิดที่เกิดขึ้น ก่อนที่รัฐจะทำคำประกาศฝ่ายเดียวได้หรือไม่ ดังเช่นกรณีที่ปาเลสไตน์ได้ทำคำประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2009 ให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาความผิดที่ได้กระทำขึ้นบนดินแดนของปาเลสไตน์ ตั้งแต่ค.ศ. 2002 เป็นต้นมา
ประเด็นนี้ยังคงเป็นประเด็นที่นักกฎหมายถกเถียงกันอยู่11 โดยนักกฎหมายส่วนใหญ่เห็นว่า หากเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่เป็นความผิดต่อเนื่องที่เรียกว่า continuing crime นั้น หากความผิดเกิดขึ้นก่อนที่รัฐจะทำคำประกาศแต่ความผิดดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด ลงยังคงดำเนินติดต่อกันมาเรื่อยจนกระทั้งถึงวันที่ทำคำประกาศนั้น นักกฎหมายเห็นว่า ศาลยังมีเขตอำนาจ
แต่หากเป็นความผิดที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงไปแล้วก่อนที่รัฐจะทำคำประกาศยัง เป็นประเด็นที่ขาดความชัดเจน แต่นักกฎหมายส่วนใหญ่เห็นว่า ศาลมีเขตอำนาจนับแต่วันที่ทำคำประกาศ
บทสรุป
ธรรมนูญกรุงโรมก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีผลผูกพันกับรัฐภาคีเมื่อรัฐ นั้นได้ให้สัตยาบันหรือรับรองหรือยอมรับ โดยจะมีผลบังคับกับรัฐดังกล่าวในวันแรกของเดือนถัดจากวันที่หกสิบหลังจากวัน ยื่นสัตยาบันสาร
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ธรรมนูญกรุงโรมไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง สำหรับสถานะของประเทศไทยในปัจจุบันยังมิได้เป็นสมาชิกแต่อย่างใดเนื่องจาก ไทยเพียงแค่ “ลงนาม” เท่านั้นแต่ยังมิได้ให้ “สัตยาบัน”
อย่างไรก็ดี ธรรมนูญกรุงโรมข้อที่ 12 (3) ก็เปิดช่องให้รัฐที่มิได้เป็นภาคีสามารถทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจ ศาลได้ซึ่งเขตอำนาจของศาลนั้นมีลักษณะเป็นเฉพาะคดี มิได้เป็นการยอมรับเขตอำนาจศาลเป็นการทั่วไป
____________________________
เชิงอรรถ
1 ข้อมูลจากอินเตอร์เนต ระบุว่า ประเทศไทยลงนามเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 2000 โดยที่ยังมิได้ให้สัตยาบัน
2 โปรดดู ข้อมูลใน http://thaingo.org/web/2011/10/04/global-coalition-calls-on-thailand-to-join-the-international-criminal-court/ นอกจากนี้ โปรดอ่านคำสัมภาษณ์รองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ นาย Hans-Peter Kaul ที่มีโอกาสมาประเทศไทยให้สัมภาษณ์ในประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่าง ประเทศกับประเทศไทยได้ใน http://www.bangkokpost.com/news/local/217418/icc-has-no-jurisdiction-over-crimes-on-thai-territory
3 โปรดดูข้อบทที่ 28ของอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 สถานะของอนุสัญญานี้มีสถานะเป็นกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ (Customary international law) ด้วย ฉะนั้น อนุสัญญานี้จึงมีผลผูกพันประเทศไทยแม้ว่าไทยจะมิได้เป็นภาคีอนุสัญญานี้ก็ ตาม
4 โปรดดูอารัมภบทวรรคที่ 10 และข้อที่ 1 ของธรรมนูญกรุงโรม
5 โปรดดูข้อที่ 17 ของธรรมนูญกรุงโรม
6 ปัจจุบัน ฐานความผิดที่ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจพิจารณามีอยู่ด้วยกัน 4 ฐานคือ อาชญากรรมอันเป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน
7 Carsten Stahn (et al), The International Criminal Court’s Ad Hoc Jurisdiction Revisited, The American Journal of International Law, vol.99:421, 2005,p.422
8 Ibid,p. 423
9 Morten Bergsmo, 6 European Journal of Crime, Criminal Law and Criminal Justices, 1998, p.347 นอกจากนี้แล้ว ยังมีตัวอย่างของคำประกาศของปาเลสไตน์ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ด้วย โปรดดูใน http://www.icc-cpi.int/NR/rdonlyres/74EEE201-0FED-4481-95D4-C8071087102C/279777/20090122PalestinianDeclaration2.pdf
10 โปรดดูตัวอย่างของคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศของประเทศไอวอ รี่ โคส ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ใน http://www.icc-cpi.int/NR/rdonlyres/74EEE201-0FED-4481-95D4-C8071087102C/279844/ICDEENG.pdf
11 โปรดดูใน Yael Ronen, ICC Jurisdiction over Acts Committed in the Gaza Strip, Journal of International Criminal Justice, 8 (2010),p. 10
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เอาจริงซะที!เพื่อไทยยื่นฟ้องICCฟันฆาตกร91ศพ
‘ความอยุติธรรมทางศีลธรรม’ และกรรมของ ‘อากง’
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
ในหมู่ชาวพุทธบ้านเรา เวลาเกิดปัญหาหรือเรื่องร้ายๆ ในชีวิตและสังคม ผู้คนมักจะพูดว่าเป็นเรื่องของ “กรรม” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทักษิณที่ต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศก็บอกว่าเป็น เรื่องของกรรม อาจจะเป็นทั้งกรรมในชาติปัจจุบัน หรืออดีตชาติก็ว่ากันไป ความขัดแย้งแบ่งสีก็บอกเป็นกรรมของสังคม น้ำท่วมใหญ่ก็บอกเป็นกรรมที่มนุษย์ทำกับธรรมชาติ ฯลฯ
แน่นอนว่าเรื่องของ “อากง 20 ปี” ก็ไม่พ้นที่จะพูดกันว่าเป็นเรื่องของ “กรรม” เช่น อากงเองก็พูดถึงการติดคุก 20 ปี ของตนเอง (ขออนุญาตนำข้อความบนสเตตัสของ คุณอานนท์ นำภา มาเผยแพร่ต่อ) ดังข้างล่างนี้
ขณะที่เลขานุการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็บอกว่าที่ตนต้องแจ้งความ เพราะจำเป็นต้องเลือก “ความถูกต้อง” และกรณีนี้มันก็เป็นเรื่อง “กรรมใดใครก่อ”
บางคนอาจมองว่าเรื่องความเชื่อ หรือ “คำทางศาสนา” ไม่ควรนำมาเกี่ยวโยงกับเรื่องทางสังคมการเมืองเพราะมันมีความหมายเฉพาะ สำหรับใช้กับชีวิตทางศาสนามากกว่า แต่ถ้าเรามองตามข้อเท็จจริง “คำทางศาสนา” ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ หากแต่ถูกหยิบมาใช้ในบริบททางสังคมการเมือง หรือถูกตีความรับใช้สภาพสังคมการเมืองในยุคสมัยต่างๆ มากบ้าง น้อยบ้างเสมอ ไม่เช่นนั้นความเชื่อหรือคำทางศาสนาอาจหายไปจากโลกแล้วก็ได้
โดยเฉพาะในสังคมไทย “คำทางศาสนา” เข้ามาป้วนเปี้ยนกับการเมืองแทบในทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องดี ชั่วของตัวบุคคลทางการเมือง เรื่องน่าพึงประสงค์ไม่พึงประสงค์ของระบบการเมือง ไปจนถึงเรื่อง “ชะตากรรม” ของบ้านเมืองเป็นต้น ฉะนั้น การตั้งคำถาม หรือวิพากษ์การใช้คำทางศาสนาในทางสังคมการเมืองจึงมีความจำเป็นอยู่ไม่น้อย
กล่าวเฉพาะคำว่า “กรรม” ที่นิยมใช้กันในบ้านเรามักใช้ในความหมายประมาณนี้ เช่น
1) ใช้เจาะจงกับเรื่องราว หรือเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตและสังคม เช่น มันเป็นกรรมของอากง เป็นเวรกรรมของแผ่นดิน เป็นกรรมของสังคมไทย ฯลฯ
2) ใช้อธิบายความเป็นไปของชีวิตในปัจจุบันและอนาคตว่าถูกกำหนดอย่างแน่นอนตายตัวโดย “กรรมเก่า”
3) ใช้อธิบายว่า มันยุติธรรมแล้วที่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น “กรรมใดใครก่อ”
4) ใช้ปลอบใจตัวเอง (และคนอื่น) ให้ยอมรับชะตากรรม หรือยอมจำนน เช่น “มันเป็นกรรมของเราเอง”
5) ใช้ปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งของตนเอง เช่น อ้างว่า “กรรมใดใครก่อ” เพื่อปฏิเสธความรู้สึกผิดที่ตนเองไปแจ้งความ ทำใช้ชายแก่คนหนึ่งต้องติดคุก 20 ปี (ทั้งที่ถ้าเขามีความเข้าใจว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม และข้อความนั้นก็เป็นเพียง “ข้อความ” ที่ปรากฏในโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเขาเท่านั้น เขาก็ย่อมแสดงความรับผิดชอบต่ออิสรภาพของคนอื่นได้ด้วยการไม่ไปแจ้งความ) และปฏิเสธที่จะเรียกร้องความรับผิดชอบจากคนอื่นที่กระทำผิดต่อตนเอง เช่น ลูกถูกรถชนตายก็ไม่เรียกร้องความรับผิดชอบทางกฎหมายจากคู่กรณีอย่างเต็มที่ นึกเสียว่าเป็นการ “ใช้เวรใช้กรรมที่เคยมีต่อกัน” จะได้จบๆ ไม่จองเวรจองกรรมกันอีกต่อไป
การใช้กรรมใน ความหมายดังกล่าวเป็นต้นนี้ ไม่น่าจะตรงกับที่พระพุทธเจ้าใช้ หากศึกษาจากคำสอนเรื่องกรรมในพระไตรปิฎก เราจะพบว่า การใช้คำสอนเรื่องกรรมมีการใช้ภายใต้หลักคิดสำคัญประมาณนี้ เช่น
1) ใช้ปฏิเสธระบบชนชั้น ที่ถือว่า ความประเสริฐไม่ประเสริฐของมนุษย์ถูกกำหนดเอาไว้แล้วอย่างตายตัวโดยชนชั้น ที่คนได้มาโดยกำเนิด เช่น คุณเป็นผู้ประเสริฐโดยชาติ (การเกิด) ถ้าคุณเกิดในวรรณะกษัตริย์ หรือวรรณะพราหมณ์ เป็นสามัญชนถ้าเกิดในในวรรณะแพศย์ และเป็นคนชั้นต่ำถ้าเกิดในวรรณะศูทร สถานะทางชนชั้นโดยการเกิดนี้ถูกกำหนดโดยการเกิดจากพระพรหมอีกที เช่น พราหมณ์เกิดจากปาก กษัตริย์เกิดจากแขน แพศย์เกิดจากสะดือ ศูทรเกิดจากเท้า ของพระพรหม จึงมีสถานะสูง-ต่ำลดหลั่นกันตามโครงสร้างทางร่างกาย (Organism) ของพระพรหม
พระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยกับความเชื่อนี้ จึงใช้เหตุผลโต้แย้ง (arguments) อย่างตรงไปตรงมา สรุปสาระสำคัญได้ 3 ประการ คือ (1) พระพรหมไม่มีจริงเพราะไม่มีใครเคยเห็นพระพรหม (2) คนทุกวรรณะต่างเกิดจากโยนีของมารดา (3) ระบบวรรณะเกิดจากวิวัฒนาการทางสังคม เริ่มจากสังคมก่อนสังคมการเมืองมาเป็นสังคมการเมือง และมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ทางสังคม มีการสร้างความเชื่อสร้างจารีตประเพณีขึ้นมากำกับความคงอยู่ของระบบวรรณะ
จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าอ้าง “ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์” หรือใช้เหตุผลแบบ “ประสบการณ์นิยม” (empiricism) เพื่อปฏิเสธระบบชนชั้น แล้วจึงเสนอว่า “ความประเสริฐไม่ประเสริฐ” หรือคุณค่าของคนขึ้นอยู่กับ “กรรม” หรือการกระทำของคนแต่ละคน
2) ใช้ “กรรม” เพื่อยืนยันความยุติธรรม ตามหลักคิดเรื่องกฎแห่งกรรมที่ว่า “ทำกรรมเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น” ความยุติธรรมตามความหมายนี้มีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ (1) ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อกระผิดหรือถูกในสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมผิดหรือถูกเสมอภาคกัน เช่น กษัตริย์ฆ่าคน ศูทรฆ่าคนก็ผิดศีลข้อ “ปาณาติบาต” เหมือนกัน เป็นต้น ความยุติธรรมในความหมายนี้เป็นการปฏิเสธ “ระบบอภิสิทธิชนทางศีลธรรม” ของระบบชั้นนั้น และถือว่ามนุษย์มี “ความเสมอภาคทางศีลธรรม” (2) การกระทำสิ่งที่ผิดน้อยย่อมได้รับโทษเบา ทำผิดมากย่อมได้รับโทษหนัก
หากพิจารณาตามความหมายของความยุติธรรม 2 ประการตามหลักคิดเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ดังกล่าว การออกกฎหมายที่กำหนดให้ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งมีอภิสิทธิ์เหนือเพื่อมนุษย์คน อื่น ย่อมเป็นกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม การตัดสินลงโทษคนตามกฎหมายเช่นนั้น เช่น กรณีตัดสินจำคุก 10-20 ปี สำหรับ “กรรมเบา” หรือการกระทำทางศีลธรรมที่มีความผิดเบามาก อย่าง “กรรมทางวาจา” (วจีกรรม) ที่หมิ่นประมาทบุคคลอื่น จึงเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมตามกฎแห่งกรรม หรือเป็นการตัดสินที่ “ไม่ยุติธรรมในทางศีลธรรม”
พึงตระหนักว่า เมื่อพระพุทธเจ้าใช้หลัก “กรรม” ปฏิเสธระบบวรรณะ” ย่อมมีความหมายสำคัญว่าระบบวรรณะไม่ใช่ระบบที่มีความยุติธรรมตามทัศนะของ พระองค์ หลักที่ยุติธรรมกว่าคือหลักกรรม ฉะนั้น สังคมที่มีความยุติธรรมกว่าสังคมระบบชนชั้น คือสังคมที่สร้างกติกาการอยู่ร่วมกันให้สอดคล้องกับความยุติธรรมตามกฎแห่ง กรรมทั้ง 2 ประการดังกล่าว
คำถาม ณ ที่นี้คือ ทำไมสังคมไทยที่อ้างว่าสังคมตนเองเป็นสังคมพุทธ และถึงขนาดบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ” จึงมีกฎหมาย เช่น ม.112 เป็นต้น ที่ขัดแย้งกับหลักความยุติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และมีการใช้กฎหมายนั้นลงโทษประชาชนอย่างขัดต่อ “หลักความยุติธรรมทางศีลธรรม” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า สังคมนี้ควรเลิกประกาศว่าเป็น “สังคมพุทธ” หรือควรยกเลิกกฎหมายที่ขัดกับคำสอนของพุทธศาสนาดี!
3) ใช้ “กรรม” ปฏิเสธ “ลัทธิกรรมเก่า” (ปุพฺเพกตวาท) ที่เชื่อว่าความเป็นไปทุกอย่างของชีวิตในปัจจุบันและอนาคตถูกกำหนดเอาไว้ แล้วอย่างแน่นอนตายตัวโดย “กรรมเก่า” พระพุทธเจ้าถือว่าความหมายสำคัญของหลักกรรมอยู่ที่คนแต่ละคนมีเสรีภาพในการ เลือกกระทำ และเวลาปัจจุบันคือเวลาที่เราแต่ละคนมีอำนาจตัดสินใจเลือกมากที่สุดว่าจะทำ อะไร เช่น องคุลีมาลย์มีอำนาจตัดสินใจเลือกว่าจะฆ่าคนต่อไป หรือจะเลือกทางชีวิตแบบพระภิกษุ เป็นต้น ฉะนั้น การกระทำในปัจจุบันคือสิ่งสำคัญที่สุดที่กำหนดความเป็นไปในปัจจุบันและอนาคต ของชีวิต (และสังคม) ของเรา
จะเห็นว่าการยืนยันความสำคัญของ “กรรมปัจจุบัน” ย่อมสอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าอ้างเหตุผลเชิงประจักษ์ หรือ “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้” เพื่อปฏิเสธระบบวรรณะ
ฉะนั้น ถ้าพระพุทธเจ้าปฏิเสธว่าพระพรหมไม่มีเพราะไม่มีใครเคยเห็น แต่กลับยืนยันว่าชีวิตปัจจุบันและอนาคตขึ้นอยู่กับ “กรรมเก่า” ที่ไม่มีใครมองเห็น ย่อมเป็นการยืนยันที่ขัดแย้งในตัวเอง ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงปฏิเสธ “ลัทธิกรรมเก่า” และยืนยืนความสำคัญของ “กรรมปัจจุบัน” ที่พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลได้ในเชิงประจักษ์
แต่การสอนเรื่องกรรมในยุคต่อมา รวมทั้งที่นิยมสอนกันมากในบ้านเราเช่นเรื่อง “แก้กรรม” เป็นการสอนตาม “ลัทธิกรรมเก่า” ที่พระพุทธเจ้าเคยปฏิเสธมาก่อน
4) ใช้กรรมเพื่อยืนยัน “ความรับผิดชอบ” โดย ปฏิเสธ “ลัทธิอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ลัทธิรอผลดลบันดาล” พระพุทธเจ้าเรียกตนเองว่าเป็น “กรรมวาที” คือผู้ยืนยันว่าการกระทำด้วยความเพียรของตนเองคือสิ่งที่ทำให้บรรลุความ สำเร็จ กรรมในความหมายนี้มีลักษณะ active คือลักษณะของความเป็น “ผู้กระทำ” เพื่อกำหนดการเปลี่ยนแปลงชีวิต (และสังคม) ให้ก้าวหน้าไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับลักษณะ passive คือความเป็น “ผู้ถูกกระทำ” หรือถูกกำหนดชะตากรรมโดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (หรืออำนาจกรรมเก่า) ตามลัทธิรอผลดลบันดาล
ความเป็น “กรรมวาที” หรือความเป็นผู้ริเริ่มกระทำสิ่งที่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต (และสังคม) ให้ดีขึ้นแสดงถึง “ความรับผิดชอบ” ต่อชีวิต (และสังคม) นี่คือสาระสำคัญของคำสอนเรื่อง “กรรม” ในพุทธศาสนา แต่ในบ้านเรากลับอ้างคำสอนเรื่องกรรมเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ มันจึงกลับตาลปัตรกับที่พระพุทธเจ้าสอน
ฉะนั้น ในกรณีของ “อากง” หากเรามีความรับผิดชอบ (หรือมีความเป็น “กรรมวาที” ตามแบบอย่างที่พระพุทธเจ้าเป็น) ความรับผิดชอบนั้นย่อมแสดงออกด้วยการคัดค้านการลงโทษที่อยุติธรรมแก่อากง ด้วยการเรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 และยกเลิกกฎหมายใดๆ ก็ตาม ที่สนับสนุนความอยุติธรรมทางชนชั้นซึ่งขัดกับหลัก “ความยุติธรรมทางศีลธํรรม” ตามคำสอนเรื่องกรรมโดยพื้นฐาน
ปัญหาคือ เมื่อเรายืนยันว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้เป็นชาวพุทธ และสังคมนี้เป็นสังคมประชาธิปไตย เราพร้อมที่จะเป็นชาวพุทธตามที่พระพุทธเจ้าสอน และพร้อมที่จะเปลี่ยนสังคมให้เป็นประชาธิปไตยอย่างอารยประเทศหรือยัง? หรือจะอยู่กันแบบนี้ ซาบซึ้งกับ “การหลอกตัวเอง” เช่นนี้ไปชั่วกัลปาวสาน!เหตุใดกษัตริย์แห่งโมร็อกโกยังต้านทานกระแสธารแห่งการปฏิวัติอาหรับได้
ที่มา ประชาไท
บทความแปลจากบีบีซี วิเคราะห์ว่าเหตุใดสถาบันกษัตริย์ในโมร็อกโก ยังคงสามารถยืนหยัดต่อกระแสปฏิวัติที่ไหลอย่างเชี่ยวกรากอยู่ในตะวันออกกลาง ในขณะนี้ โดยผู้เขียนชี้ว่า การปฏิรูปที่ริเริ่มโดยกษัตริย์แบบครึ่งๆ กลางๆ นี่เอง ที่ทำให้ผู้ปกครองยังคงรักษาอำนาจนำในสังคมอยู่ได้
0000
ชนชั้นปกครองโมร็อกโกมั่นใจว่าตนเองมีความสามารถมากพอในการรับมือกระแสธาร แห่งการปฏิวัติที่ถาโถมไปทั่วโลกอาหรับได้ โดยการเสนอวิสัยทัศน์แห่งการเปลี่ยนแปลงที่นุ่มนวลและสันติกว่ามาก
หลังการเลือกตั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเป็นครั้งแรกที่สมเด็จโมฮัมเหม็ดที่หกทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด แทนที่จะทรงโปรดเกล้าฯเลือกใครก็ได้แล้วแต่พระประสงค์ ตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาตลอด
อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่ออกมาเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหลาย คนกลับรู้สึกว่า การปฏิรูปของโมร็อกโกนี้ยังห่างไกลจากข้อเรียกร้องของพวกเขาที่ต้องการเห็น สถาบันพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นประชาธิปไตยมากนัก และได้เรียกร้องให้ประชาชนบอยคอตการเลือกตั้งดังกล่าว
ถ้าหากจำนวนผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งรัฐสภามีน้อย ความชอบธรรมของสมเด็จโมฮัมเหม็ดในการปฏิรูปประเทศก็จะลดน้อยลงมาด้วยเช่นกัน และอาจจะนำไปสู่ปัญหาในอนาคตด้วย
ในขณะที่โมร็อกโกเข้าใกล้สู่วันเลือกตั้งในวันที่ 25 กันยายน บรรยากาศเงียบสงบในกรุงราบัตถูกแทรกด้วยการเดินขบวนประท้วงเป็นครั้งคราวของ บรรดานักศึกษาที่ไม่มีงานทำ แต่ดูเหมือนว่าสถาบันกษัตริย์อันทรงพลังของโมร็อกโกและระบบที่เป็นฐานอำนาจ สถาบันนั้น ยังปราศจากซึ่งการท้าทายอำนาจที่รุนแรงแต่อย่างใดในขณะนี้
สัญลักษณ์แห่งอำนาจ
อายุอันยืนยาวคือพลังสำคัญแห่งสถาบันกษัตริย์โมร็อกโก ราชวงศ์อลาอุยครองราชย์มาตั้งแต่ปี 1664 และอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากศาสดาโมฮัมหมัดอีกด้วย
“องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีทุนทางศาสนาและการเมืองขนานใหญ่ ไม่ใช่แค่พระองค์เท่านั้น แต่หมายถึงทั้งสถาบันการเมืองทั้งหมดอีกด้วย” โมฮัมเหม็ด ดาดาอุยกล่าวให้สัมภาษณ์ เขาเป็นผู้ประพันธ์หนังสือเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และระบบอุปถัมภ์ภายในชน ชั้นปกครองของโมร็อกโก ที่ออกวางขายเมื่อเร็วๆ นี้
สมเด็จโมฮัมเหม็ดมีเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อมโหฬารเป็นอาวุธ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ติดอยู่เต็มถนนและตามร้านค้า ทั่วแผ่นดินโมร็อกโก
พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ เสริมพระราชอำนาจให้แก่พระองค์ด้วย ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณประจำปีที่ถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โมร็อกโก บรรดาข้าราชการต่างโค้งคำนับพระองค์ท่านขณะเสด็จผ่านบนม้า
ประชาชนโมร็อกโก ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่รู้หนังสือ และอาศัยในชนบท “เชื่อว่าองค์พระมหากษัตริย์มีพระบารมีที่นำมาซึ่งพรได้ และพวกเขารู้สึกว่าพวกเขามีความผูกพันทางจิตใจกับพระองค์ท่าน” ดาดาอุย กล่าวกับบีบีซี
อย่างไรก็ตาม ทั้งที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบทางประเพณีเช่นนี้ สถาบันกษัตริย์ภายใต้พระราชาที่มีพระชนมายุ 48 พรรษาพระองค์นี้ได้เริ่มหันมาใช้ภาพลักษณ์ที่สมัยใหม่และหัวปฏิรูปมากขึ้น
พระราชบิดาของพระองค์ หรือสมเด็จฮัสซันที่สอง เป็นพระประมุขแห่งคณะปกครองอันโหดร้ายระหว่างปี 1961-1999 ผู้ต่อต้านต่างถูกทรมานและปราบปรามตามๆ กัน
ในปี 1965 นายพลโมฮัมเหม็ด อุฟเคียร์ ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยในขณะนั้น เป็นผู้สั่งการการปราบปรามการเดินขบวนในเมืองคาซาบลังก้าจากเฮลิคอปเตอร์ และมีเรื่องเล่าว่าเขาใช้ปืนกลกราดยิงผู้ประท้วงจากเฮลิคอปเตอร์ด้วยตัวเอง อีกด้วย
แต่กระบวนการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้เริ่มขึ้นในปีท้ายๆ ของรัชสมัยสมเด็จฮัสซัน และดำเนินต่อมาจนถึงพระประมุของค์ปัจจุบัน
ตัวอย่างของการปฏิรูปคือ กฏหมายครอบครัวที่ให้สิทธิสตรีมากขึ้น และคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงที่สอบสวนการใช้พระราชอำนาจไม่เป็นธรรมภายใต้ รัชสมัยของสมเด็จฮัสซัน อย่างไรก็ตาม ไม่มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด
แหวกม่านแห่งการต้องห้าม
การลงจากอำนาจของผู้นำในตูนิเซียและอียิปต์ต้นปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะจู่โจม ชนชั้นปกครองของโมร็อกโกโดยไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่การปฏิรูปเริ่มเข้าระดับเกียร์ว่างพอดี
เมื่อขบวนการประท้วงในโมร็อกโกเริ่มก่อตัว ม่านแห่งการต้องห้ามก็เริ่มถูกแหวก
“นี่เป็นครั้งแรกในโมร็อกโกที่มีการวิจารณ์กษัตริย์อย่างเปิดเผย แล้วไม่โดนยิงทิ้ง” มาติ โมนจิบ นักประวัติศาสตร์การเมืองจากมหาวิทยาลัยกรุงราบัตกล่าว
ในทางตรงกันข้าม สถาบันกษัตริย์กลับรับมือด้วยการสัญญาที่จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการรับรองสิทธิประชาชนและให้อำนาจรัฐสภามากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านประชามติเมื่อ เดือนกรกฎาคม
พรรคยุติธรรมและพัฒนาอิสลาม - พีเจดี (Islamist Justice and Development Party) อันเป็นพรรคหัวกลางและได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปในระยะหลังที่ผ่านมา ประกอบกับชัยชนะของกลุ่มนิยมอิสลามอื่นๆ ในภูมิภาค อาจจะชนะการเลือกตั้งและนำมาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้
แต่พรรคพีเจดีนี้ก็ใช่ว่าจะมีสิทธิชนะอย่างหมูๆ
เช่นเดียวกับพรรคเอนนาฮ์ดาในตูนิเซีย และพรรคยุติธรรมและพัฒนา -เอเคพี (Justice and Development Party) ในตุรกี พรรคพีเจดีวางตัวอยู่ในขบวนการร่วมสมัย โดยการผสมผสานอิสลามกับประชาธิปไตย
ดาดาอุยกล่าวว่า กลุ่มพรรคนิยมเจ้าและมีลักษณะที่ปราศจากอิทธิพลศาสนาต่างๆ ได้พยายามกำจัดพรรคพีเจดี และกลุ่มนิยมอิสลามก็ประสบกับความยากลำบากในการที่จะท้าทายอำนาจของพระมหา กษัตริย์ เพราะพระองค์มีฐานะเป็น “ศาสนูปถัมภก” หลายคนมองว่านี่เป็นอีกหนึ่งทุนทางอำนาจของพระราชสำนัก
“พีเจดีพยายามนำเสนอ ‘ทางเลือกที่สาม’ ในโมร็อกโกระหว่างการปฏิวัติกับความไม่แน่นอนของระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” มุสตาฟา คัลฟี่ หัวหน้าฝ่ายนโยบายของพรรคพีเจดี กล่าว
“เราต้องการนำเสนอทางที่จะปฏิรูปประเทศ โดยหลีกเลี่ยงการสูญเสียความมั่นคงและความสามัคคีของชาติ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องผลักดันประชาธิปไตยให้เดินหน้าในโมร็อกโก”
‘การปฏิวัติอันนุ่มนวล’
สารที่เน้นย้ำถึงการผลักดันประชาธิปไตยและปฏิรูปนี้ นับเป็นที่พึงพอใจสำหรับพันธมิตรของโมร็อกโกในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
“โลกอาหรับกำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลง” วาฮิด คูจา สมาชิกอาวุโสของพรรคจิตวิญญาณแท้และความสมัยใหม่ - พีเอเอ็ม (Party of Authenticity and Modernity) กล่าว ซึ่งพรรคพีเอเอ็มนี้ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 โดยอดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและเป็นพระสหายของพระมหากษัตริย์อีกด้วย
“เรายังไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และอะไรจะเกิดขึ้นกับอียิปต์ ตูนิเซีย ซีเรีย หรือเยเมน แต่เราจะแสดงให้ตะวันตกเห็นว่าโมร็อกโกสามารถนำมาซึ่งการปฏิวัติที่นุ่มนวล และประชาธิปไตยที่แท้จริงได้”
ตามจริงแล้ว มีการวิเคราะห์ว่าการปฏิรูปที่รับรองมาในปีนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผักชีโรยหน้า ทางการเมืองเท่านั้น และไม่มีการรับรองเลยว่าจะมีการนำไปปฏิบัติจริง
พระมหากษัตริย์ยังคงไว้ซึ่งพระราชอำนาจเด็ดขาด และถึงแม้รัฐสภาจะมีอำนาจมากขึ้น แต่พรรคการเมืองยังคงอ่อนแอ
“การเลือกตั้งในโมร็อกโกไม่เคยถึงขนาดชี้ชัดได้หรอก” โมนจิบกล่าว
“รู้ไหมว่าทำไม ก็เพราะว่าระบบเลือกตั้งถูกสร้างมาเพื่อไม่ให้มีใครชนะขาดได้เพราะฉะนั้นไม่ มีทางที่ใครจะได้ที่นั่งเกิน 20% ในสภา และนี่คือเหตุผลว่าทำไมสถาบันกษัตริย์ยังสามารถครอบงำการเมืองอยู่ได้”
เขาชี้ว่าการปู้ยี้ปู้ยำระบบพรรคการเมืองเช่นนี้เป็นเพียงยุทธวิธีคร่ำครึหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจเก่าเท่านั้น
ระหว่างการฉลองอิด ซึ่งเป็นวันสำคัญในศาสนาอิสลามที่ผ่านมา มีการแจกแกะให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และในช่วงไม่กี่เดือนผ่านมา ขบวนการประท้วงต้องถูกโจมตีป้ายสี จับกุม และข่มขู่โดยกลุ่มอันพาลมือมืดนิยมเจ้ามาตลอด
ในการเลือกตั้งปี 2007 มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 37% และตัวเลขที่น้อยขนาดนั้นถูกมองว่าเป็นภัยโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของคณะ ปกครองโมร็อกโก
โจ สตอร์ก รองผู้อำนวยการแผนกตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือ แห่งองค์การฮิวแมนไรท์ วอทช์ เปิดเผยว่า ผู้ที่เรียกร้องการบอยคอตเลือกตั้งถูกข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีผู้ถูกเรียกไปให้ปากคำเกือบร้อยคนแล้วในเดือนที่ผ่านมา
นี่ยิ่งทำให้บรรดาผู้ประท้วงบางส่วนมีจิตใจมุ่งมั่นในการเรียกร้องความ เปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมเข้าไปอีก แต่ก็สามารถช่วยให้เกิดความแตกแยกในหมู่ผู้ประท้วงได้ โดยที่องค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงได้รับสถานะอยู่เหนือการเมืองอันวุ่นวายในชี วีตประจำวัน ยังทรงอยู่ยั้งยืนยงต่อไป
ที่มา: แปลจาก Aidan Lewis. Why has Morocco’s king survived the Arab Spring?, BBC. 24/11/54.
เจ้าชาย “อากิชิโน” มีพระดำริให้กำหนด “อายุเกษียณ” สำหรับจักรพรรดิญี่ปุ่น
ที่มา ประชาไท
เจ้าชาย "อากิชิโน" พระราชโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดิ ทรงเสนอให้กำหนดอายุเกษียณ เนื่องมาจากพรรษาที่มากขึ้นและพลานามัยที่อ่อนแอของพระจักรพรรดิ หลายฝ่ายมองว่า เป็นวิธีหนึ่งเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ได้ในโลกสมัยใหม่
วันนี้ (30 พ.ย. 54) ผู้จัดการออนไลน์รายงาน จากเอเอฟพีว่า เจ้าฟ้าชายอากิชิโนแห่งญี่ปุ่นทรงพระดำริให้กำหนดอายุเกษียณสำหรับพระ จักรพรรดิ หลังจากพระราชบิดาทรงพระประชวร และต้องประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลเป็นเวลาหลายวัน
เจ้าชายอากิชิโน พระราชโอรสองค์รองในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและจักรพรรดินีมิจิโกะ ทรงมีพระดำรัสพระราชทานต่อผู้สื่อข่าว ก่อนจะถึงวันคล้ายวันประสูติครบ 46 พรรษา
“ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น” พระองค์ตรัสตอบ เมื่อผู้สื่อข่าวทูลถามเกี่ยวกับพระดำริที่ให้กำหนดอายุเกษียณสำหรับจักรพรรดิญี่ปุ่น
พระดำรัสของเจ้าชายอากิชิโนที่เผยแพร่ผ่านสื่อญี่ปุ่นในวันนี้ (30 พ.ย.) มีขึ้น หลังจากที่พระจักรพรรดิซึ่งมีพระชนมายุ 77 พรรษา ทรงหายจากอาการประชวร และกลับมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อีกครั้ง
เจ้าชายตรัสว่า “คนเราเมื่อวัยล่วงเลยมาถึงระดับหนึ่ง ก็ยากที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ ข้าพเจ้าคิดว่านั่นคือประเด็นสำคัญ” ที่สมควรให้มีการกษียณอายุสำหรับพระมหากษัตริย์ และทรงแนะให้ทุกฝ่ายหารือเรื่องนี้โดยละเอียด
ไม่บ่อยนักที่พระบรมวงศานุวงศ์ญี่ปุ่นจะมีพระดำรัสต่อสาธารณชนในเรื่อง การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชวงศ์เอง
อย่างไรก็ดี พระดำรัสของเจ้าชายอากิชิโนนับว่าประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลัง แสวงหาวิธีปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่ได้ในโลกยุคใหม่
เจ้าชายฮิซาฮิโตะ โอรสของเจ้าชายอากิชิโนในวัย 5 ชันษา ทรงเป็นทายาทชายเพียงพระองค์เดียวที่ประสูติในราชวงศ์อิมพีเรียลในรอบหลาย ทศวรรษ ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกแก่กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ยึดถือการสืบสันตติวงศ์ผ่าน รัชทายาทที่เป็นชาย
หลังจากสถานะเทวราชาของจักรพรรดิสูญสิ้นไปพร้อมกับสงครามโลกครั้งที่ 2 จักรพรรดิญี่ปุ่นจึงทรงมีบทบาทแต่ในเชิงพิธีการในฐานะที่ทรงเป็นประมุขรัฐ แม้กระนั้นชาวญี่ปุ่นก็ยังถวายความเคารพต่อสถาบันพระจักรพรรดิอย่างลึกซึ้ง เสมอมา
เดือนที่แล้ว จักรพรรดินีมิจิโกะทรงแสดงความกังวลเกี่ยวกับพระพลานามัยของพระจักรพรรดิ แต่ก็ตรัสด้วยว่า ทรงยืนเคียงข้างพระราชสวามีระหว่างที่คณะแพทย์ถวายคำแนะนำ
จักรพรรดิอากิฮิโตะทรงรับการผ่าตัดมะเร็งพระอัณฑะ เมื่อปี 2003 และปัจจุบันก็ยังทรงรับการรักษาอยู่เป็นระยะ
พระองค์มิได้เสด็จฯออกในพิธีต้อนรับกษัตริย์และราชินีแห่งภูฏานเมื่อกลาง เดือนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ไม่ทรงร่วมงานเลี้ยงต้อนรับแขกของรัฐบาล นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ เมื่อปี 1989
เครือข่ายพลเมืองเน็ต: กดไลค์ ไม่ใช่อาชญากรรม
ที่มา ประชาไท
เครือข่ายพลเมืองเน็ต ออกแถลงการณ์ กดไลค์ ไม่ใช่อาชญากรรม ชี้กระทรวงไอซีทีต้องทบทวนมาตรการจัดการ "เฟซบุ๊กหมิ่น" พร้อมข้อแนะนำต่อพลเมืองเน็ตเมื่อเจอหน้าเว็บที่ไม่ถูกใจ

แถลงการณ์เครือข่ายพลเมืองเน็ต:
กดไลค์ ไม่ใช่อาชญากรรม กระทรวงไอซีทีต้องทบทวนมาตรการจัดการ
"เฟซบุ๊กหมิ่น" และ ข้อแนะนำต่อพลเมืองเน็ตเมื่อเจอหน้าเว็บที่ไม่ถูกใจ
จากกรณี น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้กล่าว เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ว่าการกดถูกใจ (Like) หรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก ถือเป็นการเผยแพร่เนื้อหาทางอ้อม อาจต้องรับผิดเช่นเดียวกับผู้เขียน และกล่าวด้วยว่า ทางกระทรวงกำลัง "ขอความร่วมมือ" ไปยังเฟซบุ๊กและยูทูบ เพื่อปิด "เพจหมิ่น" "วิดีโอหมิ่น" และสืบหาตัวผู้เขียนเนื้อหา
นอกจากนี้ ต่อมาในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้เสนอให้ปิดเฟซบุ๊กและยูทูบทั้งเว็บไซต์ หากกระทรวงไอซีทีไม่สามารถ จัดการไม่ให้มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์ในเว็บไซต์ดังกล่าวได้
ท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ มีปัญหาต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ใช้เน็ตหลายประการ ดังนี้
1. กดไลค์ ไม่ใช่อาชญากรรม
====================
1.1 รัฐธรรมนูญไทยรับรองสิทธิของประชาชนในการแสดงออกถึงความคิดความรู้สึก
ข้อความที่อาจ "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย" พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อาจถูกตัดสินโดยศาลว่าผิดตามมาตรา 112 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา
แต่การแสดงออกถึงความรู้สึกต่อข้อความดังกล่าว ไม่ผิดกฎหมายใดๆ พลเมืองไทยมีสิทธิที่จะแสดงออกถึงการชอบ ไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยทุกประการ
1.2 อินเทอร์เน็ตคือการลิงก์ รัฐต้องไม่เอาผิดการแบ่งปันลิงก์
ในประเทศที่กฎหมายปกป้องสิทธิพลเมือง เช่น แคนาดา ศาลได้พิพากษาว่า การแบ่งปันลิงก์ไม่นับเป็นการสร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาและ ไม่ต้องถูกระวางโทษ เพราะเนื้อหาในลิงก์อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอโดยผู้แบ่งปัน ไม่สามารถควบคุมได้ ผู้แบ่งปันลิงก์จึงได้รับการปกป้องออกจากความรับผิด
ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายตีความว่าการแบ่งปันลิงก์คือการเผยแพร่ข้อมูล และต้องรับผิด ซึ่งสมควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
การทำลิงก์ ส่งลิงก์ และเผยแพร่ลิงก์ เป็นหัวใจสำคัญของอินเทอร์เน็ต การเชื่อมโยงในเครือข่ายจะเกิดขึ้นไม่ได้หาก ไม่มีลิงก์ การทำให้การแบ่งปันลิงก์เป็นอาชญากรรม จึงเป็นการขัดขวางหลักการ พื้นฐานของอินเทอร์เน็ต และกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
1.3 เครือข่ายสังคมออนไลน์ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ผู้ใช้ไม่สามารถล่วงรู้และควบคุมการใช้งานได้ทั้งหมด
เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก มีซอฟต์แวร์ที่ทำการคัดเลือกเนื้อหาและลิงก์ เพื่อแสดงในหน้าเว็บกลาง (วอลล์: wall) และหน้าส่วนตัว (โพรไฟล์: profile) โดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องอนุมัติหรือรับรู้ อีกทั้งการคัดเลือก ดังกล่าวพิจารณาจากองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งผู้ใช้ไม่สามารถควบคุมวิธีได้ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กจะทราบดีว่า ซอฟต์แวร์ของเฟซบุ๊กนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เวลา
การระวางโทษกับการกดถูกใจ แสดงความเห็น หรือการกระทำอื่นใด ซึ่งผู้ใช้ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะทำให้เกิดการเผยแพร่ต่อ หรือไม่ จึงขัดกับธรรมชาติของระบบ ทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความกลัว และไม่สามารถใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้อย่าง ปกติ
2. รัฐไทยควรจัดการอย่างไร เมื่อเจอหน้าเฟซบุ๊กหรือคลิปวิดีโอ ที่เห็นว่าไม่เหมาะสม
===========================================================
2.1 ตระหนักถึงราคาที่สาธารณะต้องจ่ายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับความพยายามที่ไม่สามารถสำเร็จได้
ไม่มีการปิดกั้นแบบใดที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แม้รัฐบาลไทยจะลงทุน ระดับ The Great Firewall ของประเทศจีน ซึ่งเริ่มต้นด้วยงบประมาณราว 24,000 ล้านบาท ก็ไม่สามารถปิดกั้นให้เนื้อหาใด ๆ ให้หายไปจากอินเทอร์เน็ตได้ ในขณะเดียวกัน การกีดขวางการจราจรอินเทอร์เน็ตยังกระทบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม อีกด้วย
2.2 ต้องใช้วิธีตามกฎหมาย หยุดการ "ขอความร่วมมือ" อย่างไม่เป็นทางการจากผู้ให้บริการ
วัฒนธรรมการ "ขอความร่วมมือ" อย่างไม่เป็นทางการ ส่งผลเสียในทางปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่อง จากหลักฐานการขอความร่วมมือและข้อมูลที่ได้ จะไม่ถูกจัดเก็บในสารบบของ ราชการ ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิ เช่น สิทธิตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ เพื่อขอข้อมูลเพื่อตรวจสอบการทำงาน
ทำให้การพิทักษ์สิทธิของประชาชนเป็นไปได้ยาก และเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล
2.3 หากรัฐยืนยันว่าจำเป็นต้องปิดเว็บไซต์หรือข้อความที่ "ไม่เหมาะสม" การกระทำดังกล่าวควรเป็นไปโดยไม่สร้างภาระความรับผิดที่เกิน สมควรให้กับตัวกลางหรือผู้ให้บริการ
เครือข่ายพลเมืองเน็ตขอเสนอข้อปฏิบัติในภาพรวมดังนี้
- แยกชนิดผู้ให้บริการและผู้ดูแล ออกเป็นส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาและไม่เกี่ยวกับเนื้อหา
- กำหนดให้ผู้ให้บริการและผู้ดูแลที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา ("ท่อข้อมูล") ไม่ต้องมีความรับผิด
- กำหนดระดับชั้นของผู้ให้บริการและผู้ดูแลที่เกี่ยวกับเนื้อหา ตามความใกล้กับเนื้อหา
- จำกัดขนาดของผลกระทบต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องให้เล็กที่สุด ในการส่งหนังสือ เพื่อให้ระงับการเข้าถึงเนื้อหาชั่วคราว ควรแจ้งไปที่ผู้ให้บริการหรือผู้ดูแล ในระดับที่ใกล้กับเนื้อหาที่สุด ก่อนจะไล่ไปสู่ผู้ให้บริการหรือผู้ดูแล ระดับที่ห่างออกไป เนื่องจากผู้ให้บริการหรือผู้ดูแลระดับที่ใกล้เนื้อหาที่ สุดจะมีความสามารถในการจัดการเนื้อหาได้ง่ายกว่า และผลจากการกระทำมีโอกาส น้อยกว่าที่จะกระทบผู้ใช้บริการรายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง
- ต้องถือว่าการระงับการเข้าถึงเป็นมาตรการบรรเทาความเสียหาย ในลักษณะการ คุ้มครองชั่วคราว คำสั่งปิดกั้นจะมีได้ต่อเมื่อมีการแจ้งความหรือฟ้องคดี ระยะเวลาการปิดกั้น ต้องมีวันสิ้นสุด (สามารถขยายได้ อย่างมีขอบเขต)
- ในการระงับการเข้าถึงเนื้อหา ผู้ให้บริการต้องแสดงหมายเลขคำสั่งที่ชัดเจนบนหน้าเว็บ เพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้
- การปิดกั้นต้องสิ้นสุดทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ส่งฟ้อง หรือศาลยกฟ้อง หรือคดีสิ้นสุดโดยศาลพิพากษาว่าเนื้อหาไม่ผิดกฎหมาย หลังจาก นั้นรายละเอียดของคำสั่งทั้งหมดต้องเผยแพร่สู่สาธารณะ
3. พลเมืองเน็ตควรจัดการอย่างไร เมื่อเจอหน้าเฟซบุ๊กหรือคลิปวิดีโอ
ที่เห็นว่าไม่เหมาะสม
==============================================================
3.1 พิจารณาว่า เนื้อหาดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างแท้จริงหรือไม่
ควรไตร่ตรองว่าเนื้อหาดังกล่าวเข้าตามเกณฑ์ในดังต่อไปนี้
ก) การวิพากษ์วิจารณ์ (criticism)
ข) การแสดงความดูหมิ่น เกลียดชัง ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ลดค่าความเป็นมนุษย์ (hate speech)
ค) การยุยงให้ใช้ความรุนแรงหรือทำร้ายร่างกาย (fighting speech)
ง) ข้อมูลส่วนบุคคลที่เมื่อเปิดเผยแล้วอาจเกิดอันตรายต่อบุคคลดังกล่าว (sensitive personal data)
ข้อความในข้อ (ค) และ (ง) เท่านั้น ที่อาจจะสามารถทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้
และจำเป็นต้องจัดการอย่างทันท่วงที ส่วนข้อความในข้อ (ข) แม้เป็นการละเมิดสิทธิเช่นกัน แต่ก็มีวิธีอื่นในการจัดการได้ โดยไม่จำเป็นต้องระงับการเข้าถึง
พลเมืองเน็ตควรตระหนักว่า อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่สำหรับความรู้และความ คิดเห็นอันหลากหลาย อินเทอร์เน็ตมีทุกสิ่งที่ใครคนหนึ่งเกลียด การปิดสิ่ง ที่คนกลุ่มหนึ่งทนไม่ได้ จะนำไปสู่การปิดทุกอย่างในอินเทอร์เน็ต วิธีที่ เหมาะสมกับความเป็นจริงที่สุด เมื่อเจอสิ่งที่คุณไม่ชอบในเน็ต คือ อดทนกับมัน
3.2 รายงานเนื้อหาที่เห็นว่าไม่เหมาะสม ไปยังผู้ให้บริการ ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน
เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ รวมถึงเฟซบุ๊กและยูทูบ ใช้แนวคิด "notice and takedown" ซึ่งหมายถึง การเปิดให้สร้างเนื้อหาอย่างเสรี แต่หากมีรายงานการละเมิดสิทธิ ผู้ให้บริการก็จะพิจารณาลบเนื้อหาดังกล่าว
การรายงานการละเมิดจึงควรเป็นไปด้วยความรับผิดชอบ รายงานให้ตรงหรือใกล้ เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และไม่พยายามปั่นระบบรายงาน เพื่อลดภาระแก่ ผู้ให้บริการและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น
หากท่านต้องการรายงานว่าหน้าเฟซบุ๊กใด "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" เนื่องจากเฟซบุ๊กไม่มีเหตุผลดังกล่าวให้เลือก
ขอแนะนำให้เลือกเหตุผลที่ใกล้เคียงที่สุดคือ "มันก่อกวนเพื่อนของฉัน: It harrasses my friend" คือเป็นการหมิ่นประมาทบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ตัวผู้รายงาน
การระดมคนเพื่อรายงานซ้ำๆ อาจทำให้ผู้ให้บริการไม่สามารถตอบสนองต่อ รายงานกรณีอื่น ๆ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความไม่ปลอดภัยในชีวิตของผู้อื่นได้อย่างทันท่วง ที (เทียบได้กับกรณีคนโทรไปป่วน 191)
อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทางสังคมที่เราทุกคนอยู่ ร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ผู้ให้บริการ และพลเมืองเน็ตจะต้องมีบทบาทร่วมกันในการรักษาพื้นที่นี้เพื่อ ประโยชน์สาธารณะ บนพื้นฐานของการรักษาสิทธิพลเมืองและปกป้องสิทธิมนุษยชน
เครือข่ายพลเมืองเน็ต
30 พฤศจิกายน 2554
contact@thainetizen.org
---------------------------------------------------------------------
ภาคผนวก
นโยบายการรายงานการละเมิดของเฟซบุ๊กมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้เกิดความ รู้สึกปลอดภัย โดยจะดำเนินการกับกรณีการคุกคามความเป็นส่วนตัว ความรุนแรง และถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (hate speech) ซึ่งครอบคลุมการแบ่งแยกบุคคลตาม ชาติพันธุ์ เพศสภาพ ความพิการ และศาสนา
บางส่วนจากมาตรฐานชุมชนของเฟซบุ๊ก
คัดลอกจาก https://www.facebook.com/communitystandards
…
เราประสงค์ให้สมาชิกของเรารู้สึกถึงความปลอดภัยเมื่ออยู่ในไซต์ การคุกคามที่เชื่อได้ว่าเป็นอันตรายต่อผู้อื่นจะถูกลบ เราอาจต้องถอดการสนับสนุนสำหรับองค์กรที่ก่อให้เกิดความรุนแรงนั้นออกด้วย เช่นกัน
…
ในฐานะที่เป็นชุมชน เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเคารพซึ่งกันและกัน รวมทั้งให้ความสำคัญกับรายงานเกี่ยวกับการล่วงละเมิดอย่างจริงจัง เราดำเนินการเมื่อมีการคุกคามความเป็นส่วนตัวของบุคคล หรือบุคคลนั้นได้รับการติดต่อโดยไม่พึงประสงค์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเราสนับสนุนให้คุณสร้างความสัมพันธ์อันดีใหม่ๆ โปรดพึงระลึกว่าการติดต่อบุคคลแปลกหน้า หรือบุคคลที่คุณไม่เคยพบหน้ามาก่อนอาจถือได้ว่าเป็นการล่วงละเมิดอย่างหนึ่ง
…
Facebook ไม่อนุญาตให้ใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง โปรดเคารพซึ่งกันและกันเมื่อคุณติดต่อสื่อสารผ่าน Facebook แม้ว่าเราสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น, สถาบัน องค์กร, กิจกรรม และการฝึกปฏิบัติต่างๆ แต่การแบ่งแยกบุคคลตามเชื้อชาติ, เผ่าพันธุ์, ถิ่นที่ถือสัญชาติ, ศาสนา, เพศ, เพศสภาพ, รสนิยมทางเพศ, ความทุพพลภาพ หรือโรคภัย ถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขของเราอย่างร้ายแรง
…
เนื่องจากชุมชนของเรามีความหลากหลาย อาจมีบางอย่างที่คุณไม่เห็นด้วยหรือเป็นการรบกวนคุณ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะลบหรือบล็อคได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีการควบคุมส่วนบุคคลในสิ่งที่คุณเห็น เช่น คุณสามารถซ่อน หรือตัดการเชื่อมต่อโดยไม่เปิดเผยกับบุคคล เพจ หรือแอพพลิเคชั่นที่เป็นเหตุให้คุณไม่พึงพอใจได้





