WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 7, 2011

เบน บายาริน นักวิเคราะห์ตลาดไอทีคาดการณ์ เฟซบุ๊กเริ่มเสื่อมความนิยม

ที่มา ประชาไท

เบน บายาริน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และวิจัยผู้บริโภคเทคโนโลยี จากบริษัท Creative Strategies บริษัทวิเคราะห์การตลาดในซิลิคอนวัลเลย์ เขียนบทความวิเคราะห์ว่าเหตุใดเฟซบุ๊กซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก น่าจะเริ่มเสื่อมความนิยมลง

เพื่อนของผมจากเว็บ comScore แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผมว่า ในสหรัฐฯ เดือน ก.ย. 2554 ผู้ใช้เฟซบุ๊กใช้เวลาอยู่บนหน้าจอเว็บไซต์เฉลี่ยรวมแล้วคนละ 410 นาที ขณะที่ในเดือนเดียวกันของปีที่แล้วเป็นจำนวน 287 นาที ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึงร้อยละ 42 นอกจากนี้แล้วในช่วงเดือน ก.ย. 2554 เฟซบุ๊กยังเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้บริโภคอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ ใช้เวลามากถึงร้อยละ 14.7 ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับเว็บอื่น ข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าเฟซบุ๊กเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แล้วอะไรที่ทำให้ผมบ้าพอจะบอกว่าเฟซบุ๊กกำลังเริ่มเดินทางมาสู่จุดสิ้นสุด มาดูกันดีกว่า

สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตอยู่ที่ซิลิคอนวัลเลย์ (สถานที่ทางตอนใต้ของซานฟรานซิสโก เป็นที่ตั้งของเหล่าบรรษัททางเทคโนโลยีไอทีจำนวนมาก) คือชีวิตทุกส่วนของคุณจะต้องอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก บริษัทใหญ่ๆ มาแล้วก็ไปในเวลาที่สั้นมากๆ ยาฮู! เคยเป็นอย่างเดียวกับที่กูเกิลเป็นทุกวันนี้ มายสเปซ (Myspace-เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กของไมโครซอฟท์) ก็เคยเป็นอย่างเดียวกับที่เฟซบุ๊กเป็นทุกวันนี้ มีนวัตกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่เคยรั้งรอบริษัทใด

เรื่องนี้อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มประเมินว่าเฟซบุ๊กได้ถึงจุดสูงสุดของมันแล้วจะเริ่ม มีผู้ใช้ลดลงนั้น มาจากตอนที่ผมพบว่าตัวเองใช้เฟซบุ๊กน้อยลงทุกวันๆ บางครั้งก็ไม่ใช้เลยเป็นหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ที่น่าสนใจคือผมเองพบว่าผู้คนในเครือข่ายของผมก็โพสต์น้อยลงเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการที่ผู้บริโภคเว็บไซต์กำลังประสบกับความอ่อนล้า ของเฟซบุ๊กก็เป็นได้

ไม่นานมานี้ผมได้ทำการสำรวจนักเรียนมัธยมปลายในซาน โฮเซ แล้วก็พบผลลัพธ์ที่น่าแปลกใจคือไม่ใช่ทุกคนที่ใช้เฟซบุ๊ก แต่คิดอีกทีหนึ่งมันก็อาจจะไม่น่าแปลกใจขนาดนั้นก็ได้เพราะแทบทุกคนก็บอกว่า พวกเขาแค่เบื่อเว็บนี้และใช้มันน้อยลง

คุณอาจจะเห็นการลดลงของจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเรื่องน่าแปลกใจหรือไม่น่า แปลกใจก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้อินเทอร์เน็ตมากน้อยเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น เยาวชนจำนวนมากที่ผมเข้าไปสำรวจบอกว่าพวกเขาพร้อมแล้วสำหรับสิ่งอื่น จะว่าผมบ้าก็ได้ แต่ผมเชื่อสนิทใจว่าเฟซบุ๊กได้มาถึงจุดสูงสุดหรือไม่ก็ใกล้ถึงจุดสูงสุดของ มันแล้ว

ความคิดนี้ของผมเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่มีข่าวว่าเฟซบุ๊กเตรียมเปิด เสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่เฟซบุ๊กกำลังเผชิญปัญหาการถูกกดดันจากคณะ กรรมาธิการการค้าของสหรัฐฯ (FTC) ในเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว เหตุการณ์ทั้งสองอย่างนี้ตั้งอยู่คนละขั้วและสามารถนำมาใช้ในการถกเถียงได้ ไม่ว่าจะจากฝ่ายที่เห็นว่าจะยังคงมีอำนาจอยู่ในระยะยาวหรือจากฝ่ายที่เห็น ตรงกันข้าม

ถ้าหากคุณเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กมานานกว่าสองสามปีที่แล้ว ลองคิดย้อนไปว่าคุณเคยใช้เฟซบุ๊กอย่างไรในช่วงแรก คุณก็คงจะจำได้ว่าคุณใช้มันบ่อยมากและใช้มันเป็นเวลานาน ช่วงเวลาที่ใช้ไปนั้นเป็นการใช้พบปะกับเพื่อนฝูง คนในครอบครัว หรือใช้ค้นหาเพื่อนเก่า ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของเฟซบุ๊ก แม้กระทั่งกับผู้ใช้หน้าใหม่ก็ยังคงใช้มันในแบบเดียวกันเป็นเวลานาน

แต่พอถึงจุดหนึ่งการใช้เฟซบุ๊กเริ่มกลายเป็นการจัดการโปรไฟล์และเช็คข่าว สารลวกๆ แทนการใช้เป็นเวลานาน แม้ว่ามันไม่ใช่เรื่องแย่ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีนักสำหรับเฟซบุ๊กที่ต้องการรองรับธุรกิจขนาดใหญ่และมี คุณภาพ

ผมไม่แน่ใจว่าทำไมผู้บริโภคถึงเริ่มใช้เฟซบุ๊กเป็นเวลานาน แล้วก็เริ่มลดจำนวนลง แต่ผมเชื่อว่ามันต้องเกี่ยวกับจำนวนของเพื่อนในเครือข่าย แบรนด์สินค้า สมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมงาน และแบรนด์ของแฟนเพจด้วยแน่ๆ เมื่อสิ่งเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้น เฟซบุ๊กเริ่มกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มากจนล้นเกิน และมีข้อมูลที่ไม่ได้น่าสนใจหรือไม่เกี่ยวกับตัวผู้ใช้กองระเกะระกะเต็มไป หมด

ในช่วงที่ผ่านมา การทดสอบโปรแกรมแอพลิเคชั่นที่มีลู่ทางการเข้าถึงเครือข่ายทางสังคมในรูปแบบ ที่ต่างออกไป ค่อยๆ ทำให้ผมเชื่อว่าเฟซบุ๊กกำลังเจอปัญหาแล้ว หนึ่งในโปรแกรมเหล่านั้นคือ Path ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีให้ใช้มาราวปีหนึ่งแล้ว แต่มันเพิ่งมีการอัพเดทครั้งใหญ่ซึ่งทำให้มันดูน่าใช้มากขึ้น

คอนเซปต์หลักของ Path คือการที่มันจำกัดจำนวนคนที่คุณสามารถเป็นเพื่อนด้วย ซึ่งหมายความว่าคุณจะเชื่อมต่อกับคนที่คุณรู้สึกใกล้ชิดจริงๆ เท่านั้น ซึ่งในความเห็นผมแล้วนี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจทีเดียว เพราะมันเป็นสิ่งที่ 'น้อยแต่มาก' (Less being More) โปรแกรมนี้สร้างขึ้นมาเพื่อการแลกเปลี่ยนทางสังคมกับผู้คนที่ใกล้ชิดกับ ชีวิตคุณมากที่สุด และได้รับการตอบรับตามที่สัญญาเอาไว้

แม้กระทั่ง Xbox Live ซึ่งเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับผู้เล่นเกมของ Xbox ก็ให้ภาพของคนที่มีความสนใจร่วมกันได้ใช้เวลาแลกเปลี่ยนสื่อสารกัน

เว็บ Pinterest ก็เป็นอีกเว็บหนึ่ง ที่ผมได้ยินมาว่าสามารถดึงเวลาของผู้ใช้จากเฟซบุ๊กไปได้เล็กน้อย เว็บนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก มันมีลักษณะเฉพาะในการนำเสนอความสนใจต่างๆ ของบุคคล โดยรวบเอาการพบปะทางสังคมเอาไว้ด้วย

สิ่งที่บริการทั้งหลายเหล่านี้เหมือนกันคือการเน้นไปที่อะไรเฉพาะตัว แทนการพยายามเอาใจทุกๆ คน ซึ่งอาจจะกลายเป็นสิ่งที่สร้างความยุ่งเหยิงให้เฟซบุ๊กเองในที่สุด ความจริงผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าการจัดการกับเพื่อนจำนวนหลายร้อยหลายพันคน ก็คงทำให้หลายคนหงุดหงิด ดังนั้นบริการตัวอื่นๆ ที่ผมได้พูดถึงไปนั้นดูน่าใช้และอีกนัยหนึ่งก็ดึงคนออกมาจากเฟซบุ๊กได้

ผมได้ทำการสำรวจปัจจัยแวดล้อมและคอยจับกระแสซึ่งเป็นหนึ่งในงานของผมใน ฐานะนักวิเคราะห์ตลาด ผมมองเห็นว่าการใช้เฟซบุ๊กน้อยลงนั้นเป็นกระแสที่สำคัญมาก เมื่อนำมาพิจารณาตามบริบทรวมกับเห็นว่ามีบริการใหม่นำเสนอตัวเองอยู่ทุกวัน แล้ว คุณก็จะเห็นว่าทำไมผมถึงถามคำถามนี้ เฟซบุ๊กอาจจะถึงเวลาของตัวเองแล้ว

แน่นอนว่าในตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึง และเฟซบุ๊กยังสามารถเสนอนวัตกรรมและทำให้ยุ่งเหยิงในตัวมันเอง แต่โซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีการเน้นอะไรเฉพาะตัวมากกว่า อาจจะน่าสนใจกว่าสำหรับผู้บริโภคในอนาคต

ที่มา

The Beginning of the End for Facebook?, Ben Bajarin, 05-12-2011
http://techland.time.com/2011/12/05/the-beginning-of-the-end-for-facebook/

คำถามถึงภิญโญ: “คุณเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า?”

ที่มา ประชาไท

หากใครมาถามผมว่า “คุณเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า” แบบที่คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมามักถามล่ะก็ ผมจะไม่ตอบ เพราะประโยคที่(อ่านดูคล้ายคำถาม)นี้ ไม่ใช่คำถาม เนื่องจากเป็นคำถามที่มีคำตอบเดียว หรือกระทั่งเป็นคำถามที่ไม่สามารถตอบได้ แต่ไม่ใช่เพียงนั้น เพราะคำถามนี้มีนัยทางการเมืองมากมายในบริบททางการเมืองไทยปัจจุบัน ไม่ว่าคุณภิญโญจะคิดกับการถามคำถามนี้ดีพอหรือไม่ ผมมีข้อสังเกตถึงความหมายเชิงภาษาศาสตร์การเมืองของการถามคำถามนี้ในรายการ "ตอบโจทย์" เท่าที่เคยเห็นคุณภิญโญถามมาดังนี้

ประการแรก ขอวางกรอบความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า คุณภิญโญคงเข้าใจดีว่า คำถามใดๆก็ตามไม่ได้มีความหมายตามถ้อยคำนั้นเท่านั้น แต่ยังมีความหมายแฝงหรือความหมายระหว่างบรรทัดทางสังคมและการเมืองด้วย ข้อนี้ไม่ต้องเป็นนักภาษาศาสตร์สังคมหรือนักสังคมวิทยาการสื่อสารที่ฉลาดลึก ซึ้งอะไรก็ย่อมเข้าใจได้ เช่น ถ้าถามว่า “คุณชอบกินขนมปังรึเปล่า” เราสามารถตอบได้ทันทีว่าชอบหรือไม่ชอบ คำถามลักษณะนี้ทำให้ดูราวกับว่า คำตอบขึ้นกับเงื่อนไขส่วนบุคคล ขึ้นกับเจตน์จำนงของคนตอบ ใครคิดหรือรู้สึกอย่างไร ก็ตอบมาตามนั้นอย่างตรงไปตรงมาได้ แสดงจุดยืนอย่างตรงไปตรงมาได้ ซึ่งก็อาจจะจริง

แต่หากเพื่ือนคุณซื้อขนมมาจากร้านดอยคำ แล้วให้คุณกิน พร้อมถามว่า "ขนมร้านดอยคำอร่อยไหม" คุณจะตอบคำถามนี้กับเพื่อนอย่างไร หากใครถามคำถามนี้กับคุณในรายการโทรทัศน์ คุณจะตอบคำถามนี้อย่างไร หากคุณตอบไม่ตรงคำตอบที่ควรตอบ (ไม่ใช่แค่ตอบไม่ตรงคำถาม) คุณจะ "โดน" "อะไร" มากมายอย่างไร (และทำไมผมต้องกลัวนักกับการที่จะพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อม น้อยอ้อมใหญ่เพราะน้ำท่วมปากขนาดนี้? วิญญูชนย่อมเข้าใจดี)

ดังนั้นในโลกนี้มีคำถามมากมายที่ถามแล้วตอบไม่ได้ ถามแล้วคนถามไม่อยากตอบ ถามแล้วจี้ใจดำ หรือกระทั่งถามแล้วไม่ได้เป็นแค่คำถาม แต่เป็นเหมือนคำสบประมาท หรือคำสั่ง คำถาม “คุณเอาเจ้าหรือไม่” ในบริบททางการเมืองไทยปัจจุบันก็เป็นคำถามประเภทที่ บางทีคนถามอาจจะเข้าใจว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คนตอบได้แสดงจุดยืน แต่สำหรับคนตอบจำนวนมาก มันเป็นคำถามที่ไม่ใช่เพียง “ตอบยาก” แต่มันเป็นคำถามที่ "ไม่ใช่คำถาม” ฉะนั้นอย่าว่าแต่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนสนทนาเลย จะตอบยังตอบไม่ได้ คือตอบแบบที่สังคมอยากฟังน่ะตอบได้ แต่ตอบอย่างที่อยากตอบน่ะ หลายคนตอบไม่ได้

ประการที่สอง คำถามนี้มีบริบททางวัฒนธรรมการเมือง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตของกฎหมาย การคำถามทางการเมืองจึงไม่่ใช่นึกจะถามอะไรเมื่อใดก็ถามได้ตามใจคนถาม จะถามกับใคร จะถามที่ไหนก็ได้ เพราะสังคมการเมืองไทยไม่ได้ยอมให้ถามคำถามทางการเมืองทุกๆคำถาม แต่ไม่ใช่ว่าเราจะถามคำถามอะไรได้หรือไม่ได้ตลอดไป เพราะเมื่อวัฒนธรรมทางการเมืองเปลี่ยน คำถามทางการเมืองก็เปลี่ยน

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมทางการเมืองไทยเปลี่ยนไปอย่างสำคัญ และจึงทำให้คำถามทางการเมืองในสังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน คำถามทางการเมืองประเภท “เอาประชาธิปไตย” หรือ “ไม่เอาประชาธิปไตย” ซึ่งผมคิดว่าคุณภิญโญน่าจะถามคนอย่างอาจารย์ไชยันต์ ไชยพรและคุณคำนูณ สิทธิสมานบ้าง เป็นคำถามที่ก็ยังพอจะถามได้ในประเทศไทย แม้ว่าจะขึ้นอยู่กับคนตอบ สถานการณ์ของการตอบ และช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ของการตอบ เช่น ถามกลุ่มพันธมิตรฯ จนกระทั่งถึงผู้นำการยึดอำนาจ 19 กย. 49 ผมเดาว่าเขาก็จะยังตอบว่า ประเทศไทยต้องเป็นประชาธิปไตย แต่จะมีสร้อยต่อทายว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” (นี่เป็นสร้อยอย่างยาวที่เพิ่งมีในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเช่นกัน) เพราะคำตอบทางการเมืองในประเทศนี้พัฒนามาถึงจุดที่ว่า เราไม่สามารถย้อนกลับไปสู่เผด็จการทหารเต็มรูปหรือสมบูรณาญาสิทธิราชได้อีก แล้ว

หรืออย่างคำถาม “นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งหรือไม่” เป็นประเด็นต่อสู้ในช่วงพฤษภาฯ 35 เพราะสังคมการเมืองไทยไม่ต้องการกลับไปสู่ยุค “น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก นายกฯเป็นของป๋า” อีกต่อไป แต่ในพ.ศ. 2554 คำถามนี้ไม่ต้องกลับมาถามในการเมืองไทยปัจจุบันอีก เพราะการมีนายกฯจากการเลือกตั้งกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ฝังรากลึกใน สังคมไทยแล้ว แต่กระนั้น หลังเหตุการณ์พฤษภาฯ 35 ที่เราต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง พอนายอานันท์ ปันยารชุนได้รับการโปรดเกล้าเป็นนายกฯ นายอานันท์ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง (คงไม่เคยคิดด้วยซ้ำ) คนกลับชื่นมื่นดีใจ

ดังนั้นเราก็ยังต้องถามกันต่อว่า เกิดอะไรขึ้นกับกรณีนายอานันท์ หรือรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยจะยังมีบทเฉพาะกาลให้กับนายกฯที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง เพราะอย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้คนไทยยังเชื่อว่า นายกฯที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ ฯลฯ ส่วนคำถามที่ว่า “นายกฯต้องมาจากพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาหรือไม่” ยังเป็นคำถามที่ฝ่ายที่ไม่เคยชนะการเลือกตั้งในสภายังพยายามยืนยันอยู่ว่า ไม่จำเป็น ทั้งๆที่วัฒนธรรมการเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างนั้นแล้วเช่นกัน

หากเลยไปจากบริบทในประเทศไทย ในประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ อย่างจีน เวียดนาม เกาหลีเหนือ คำถามว่า “เอาคอมมิวนิสต์หรือเปล่า” เป็นคำถามที่ถามไม่ได้ แต่ในประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข อย่างในอังกฤษ คุณสามารถตั้งกลุ่มริพับบลิครณรงค์ “ไม่เอาเจ้า” ได้ เช่นการรณรงค์ต่อต้านการแต่งงานของเจ้าชายวิลเลียมส์ในอังกฤษเมื่อต้นปีนี้ ในออสเตรเลีย คุณก็สามารถเป็นพวกรีพับบลิคได้ และประเทศออสเตรเลียก็ยังเคยจัดลงประชามติเลือกระหว่าง “เอาเจ้า” หรือ “ไม่เอาเจ้า” (เมื่อปี 2542) ดังนั้นประชาชนกลุ่มที่ไม่เอาเจ้าในประเทศที่เป็น "ราชอาณาจักร" จึงสามารถแสดงตนได้เฉพาะในสังคมการเมืองที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมทางการเมือง ที่ยอมรับเพียงพอ และมีกฎหมายเปิดกว้างพอสำหรับพวกเขาเท่านั้น ในบริบทแบบนั้นเท่านั้นที่ประโยค "คุณเอาเจ้าหรือเปล่า" จึงจะเป็นโจทย์ที่น่าตอบ เป็นคำถามทางการเมืองที่มีสาระทางการเมือง

เราต่างทราบกันดีว่าบริบททางวัฒนธรรมทางการเมืองในประเทศไทยต่อเรื่องนี้ เป็นอย่างไร ปัญหากฎหมายอาญามาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์เวลานี้เป็นอย่างไร ปัญหากระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้เป็นอย่างไร (ความจริง "ตอบโจทย์" ควรถามคำถามเหล่านี้บ้าง) ขอบเขตไหนกันที่เราจะสามารถ "ตอบ" คำถามนี้ได้ ในเมื่อไม่สามารถตอบอย่างหลากหลายได้ แล้วจะถามคำถามว่า “คุณเอาเจ้าหรือไม่” ไปทำไมกัน ในเมื่อ(ยัง)ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้แม้แต่จะคิดว่าไม่เอาเจ้าในประเทศไทย ได้ แล้วคุณภิญโญจะถามคำถามนี้ไปทำไม

นอกจากนั้น บริบทหลักของวัฒนธรรมทางการเมืองไทยปัจจุบันคือบริบทหลังการต่อสู้ระหว่าง ฝ่ายนิยมทักษิณกับฝ่ายต่อต้านทักษิณมาอย่างยาวนานเกิน 5 ปี เป็นบริบทที่ประชาธิปไตยแบบนิยมการเลือกตั้งเติบโตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนใน สังคมไทย และเกิดการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนทั่วไปกว้างขวางมากที่สุดในประวัติ ศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา เป็นบริบทที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ กับฝ่ายนิยมทักษิณ บริบทนี้ทำให้คำถาม "คุณเอาหรือไม่เอาเจ้า" ไม่ใช่แค่คำถาม แต่กลับเป็น "คำสบประมาท" ที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณและฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ใช้โจมตีฝ่ายนิยมทักษิณและฝ่ายขบวนการประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า

คำถามที่ว่า “คุณเอาเจ้าหรือไม่” จึงเป็นโจทย์ที่ไม่มีความหมายที่สร้างสรรค์ที่จะต้องตอบในประเทศไทยปัจจุบัน ถามแล้วไร้สาระในบริบทของการเมืองไทยปัจจุบัน ถามแล้วไม่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงที่จะเป็นทางเลือกอะไรในสังคมการเมืองไทย ปัจจุบัน เป็นคำสบประมาทในรูปคำถามมากกว่า

ประการที่สาม
ประโยค "คุณเอาเจ้าหรือเปล่า" ไม่เพียงเป็น "คำสบประมาท" แต่มันยังเป็นประโยค "คำสั่ง" มีอำนาจกำหนดความนึกคิดของผู้ตอบ จำกัดคำตอบให้ตายตัว และตอกย้ำวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยมในสังคมการเมืองไทย

ที่จริงเราคุ้นเคยกันดีกับประโยคคำถามที่เป็นคำสั่งหรืออย่่างละมุน ละม่อมคือเป็นคำขอร้อง เช่น ครูถามนักเรียนว่า "เธอจะช่วยครูทำความสะอาดห้องได้หรือไม่" หรือเมื่อพ่อแม่ถามลูกๆว่า "รักพ่อรักแม่หรือเปล่า" จะตอบอย่่างไรได้หากไม่ตอบว่า "ค่ะ" หรือ "ครับ"

ในทำนองเดียวกัน หากจะต่อบทสนทนาจากประโยคเสมือนคำถามที่ว่า “เอาหรือไม่เอาเจ้า” คนตอบในบริบทสาธารณะ ในสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน จะถูกบังคับให้ต้องตอบคำตอบเดียว ประโยคนี้จึงไม่ก่อให้เกิดบทสนทนาทางการเมืองอะไรขึ้นมา อย่าว่าแต่จะให้ผู้ตอบโจทย์นี้แสดงจุดยืนทางการเมืองต่อคำถามนี้เองเลย จะชวนให้เขาคุยต่อ "เรื่องเจ้า" ยังไปต่อไม่ได้เลย เพราะหากตอบเป็นอย่่งอื่น ปัญหาตามมาคือ คนตอบจะถูกคำพิพากษาจากทั้งสังคมและจาก “ผู้พิพากษา” ว่าเป็นพวกล้มล้างสถาบัน เป็นพวกหมิ่นฯ พวกล้มเจ้า

ประโยคนี้จึงไม่ใช่ประโยค “คำถาม” แต่เป็น “คำสั่ง” ในรูปคำถาม เป็น “คำบัญชา” ให้ต้องจำนนกับคำตอบ เป็นคำถามที่ในหลักภาษาแล้ว ไม่ได้มีความหมาย “ตาม" ถ้อยคำระบุ เท่านั้น แต่มันยังมีความหมาย “เกินกว่า" ที่ถ้อยคำระบุ ความหมายที่ว่าคือ คุณภิญโญกำลังถามผู้ร่วมรายการว่า "คุณเป็นพวกล้มเจ้าหรือเปล่า" พร้อมๆกับสั่งคนตอบว่า "จงแสดงความจงรักภักดีต่อหน้าสาธารณชนเดี๋ยวนี้" การถามคำถามนี้บ่อยๆ จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความคับแคบของสังคมไทยที่ไม่มีคำตอบที่แท้จริงให้กับคำ ถามนี้ไปเปล่าๆปลี้ๆ

ประการที่สี่
แถมซ้ำร้ายกว่านั้น การถามคำถามนี้บ่อยๆยังตอกลิ่มความเกลียดชังต่อขบวนการประชาธิปไตยฝ่ายก้าว หน้าในสังคมไทย ผมสงสัยว่าคำถาม "คุณเอาเจ้าหรือเปล่า" นอกจากจะไม่ได้เปิดโอกาสให้คนถูกถามแสดงจุดยืนทางการเมืองอะไรอย่างแท้จริง ได้แล้ว คำถามนี้ของคุณภิญโญยังมีส่วนทำลายขบวนการประชาธิปไตยฝ่ายก้าวหน้า ที่เป็นอย่างนั้นเพราะ

หนึ่ง คุณภิญโญไม่ได้ถามคำถามนี้กับคนทุกคน คุณภิญโญถามเฉพาะคนที่วิจารณ์บทบาทของสถาบันหลักในสังคมและยึดมั่นในหลักการ ประชาธิปไตยอย่างก้าวหน้า (เช่น คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ที่ถูกถามคำถามนี้ในรายการตอบโจทย์) ผลก็คือทำให้คำถามนี้มีนัยแฝงของความหมายอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือการที่คุณภิญโญกำลังพูดแทนสังคมฝ่ายอนุรักษ์นิยมว่่า "คนพวกนี้ไม่เอาเจ้า คนพวกนี้จะล้มเจ้า" จึงต้องถามคำถามนี้ ซึ่งก็คือบัญชาแทนสังคมฝ่ายอนุรักษ์นิยมว่า "จึงต้องแสดงความจงรักภักดีเดี๋ยวนี้"

และดังนั้น สอง คุณภิญโญทำให้คนที่เป็นองค์ประธานหลักของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องกลับกลายเป็นพวกจ้องล้มเจ้า และพวกเขาเท่านั้นที่จะต้องมาลุยไฟพิสูจน์ความจงรักภักดี พวกอยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยหรือพวกแอบอำมาตย์ ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ เพราะพวกเขาดูบริสุทธิ์ใจกับเจ้ามากกว่า แทนที่หรือพร้อมๆกับที่คุณภิญโญจะจ้องตรวจสอบความจงรักภักดีต่อสถาบัน กษัตริย์ของผู้ร่วมรายการที่เป็นนักประชาธิปไตย คุณภิญโญน่าจะมุ่งตรวจสอบความจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย ของผู้ร่วมรายการที่เป็นนักนิยมกษัตริย์บ้าง

โดยสรุป ที่กล่าวมาทั้งหมดเพื่อชี้ให้เห็นว่าม ประโยคคำถาม "คุณเอาเจ้าหรือเปล่า" เป็นคำสบประมาททางการเมืองและเป็นคำแสดงจุดยืนที่ขัดขวางขบวนการประชาธิปไตย มากกว่าที่จะเปิดโอกาสให้คนตอบได้แสดงความเห็นทางการเมืองเพื่อสร้างสรรค์ สังคมประชาธิปไตย

คำถามนี้ปิดกั้นความคิดทางการเมืองอีกมากมาย หากสังคมยังถามคำถามแบบที่คุณภิญโญถาม กับคนกลุ่มที่คุณภิญโญถาม คำถามใหญ่ๆ อีกมากมายจะยังไม่ถูกถาม เพราะเรายังจ้องจับผิดกันอยู่ว่า "คุณเป็นพวกล้มเจ้าหรือเปล่า" คำถามที่สังคมไทยทั่วไปพร้อมแล้ว คำถามสอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองไทยปัจจุบันได้แก่ "ในสังคมไทยที่เป็นประชาธิปไตย คุณอยากให้เจ้าเป็นอย่างไร" "บทบาทสถาบันกษัตริย์ในสังคมประชาธิปไตยไทยต่อไปนี้ควรเป็นอย่างไร" หรือพูดในสำนวนแบบคุณภิญโญ แทนที่จะถามว่า "คุณเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า" คำถามที่น่าถามกว่าคือ "คุณเอาเจ้าแบบไหนในสังคมประชาธิปไตย" มากกว่า แต่ปัญหาคือ ผู้ปฏิบัติงานทางวัฒนธรรมการเมืองในสื่อกระแสหลัก (ทั้งที่ "ไม่แอบทำเป็นก้าวหน้า" และที่แอ๊บแบ๊วว่าตนเป็นสื่อทางเลือกอย่าง Thai PBS) และกลุ่มนักวิพากษ์สังคมการเมืองที่มีบทบาทกำหนดประเด็นสาธารณะ พร้อมที่จะถามและตอบคำถามนี้หรือยัง

กรอบของกฎหมายและผู้ทำหน้าที่ดูแลกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม ยึดหลักนิติธรรมเพียงพอที่จะให้สังคมถามคำถามนี้หรือยัง

หรือหากจะยังไม่สามารถถามคำถามชุดใหม่นี้ได้ ก็ขออย่าให้ถามคำถาม "คุณเอาเจ้าหรือเปล่า" ให้ระคายเคืองความก้าวหน้าของขบวนการประชาธิปไตยในประเทศนี้อีกต่อไปเลย

ปีใหม่ : เทศกาลแห่งการลืม

ที่มา ประชาไท

ปีใหม่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หลายคนคงถือโอกาสนี้ลืมเรื่องเลวร้ายที่ผ่านมา มีการจัดงานเฉลิมฉลอง จุดพลุ นับถอยหลัง ตามด้วยเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ของขวัญนับไม่ถ้วนถูกส่งต่อเปลี่ยนมือ การ์ดอวยพร รวมถึงการส่งข้อความทั้งทางมือถือ และบนอินเตอร์เน็ต ประกาศให้โลกรู้ว่าเรากำลังก้าวผ่านเข้าสู่ปีใหม่ เพื่อเริ่มต้นชีวีตใหม่ในปีหน้าที่กำลังจะมาถึง

เรื่องบางเรื่อง ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น มีชีวิตชีวา สนุกสนาน และอยากมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆเหล่านั้น จนอาจทำให้หลงลืมไปว่า เราได้สูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับการมีความสุขแบบชั่วครั้งชั่วคราว เราปล่อยให้ตัวเองถูกปิดหู ปิดตา ปิดปาก ต้องอยู่อย่างเงียบๆ ทำได้เพียงแค่ยิ้ม หัวเราะและร้องไห้


กี่ปีมาแล้วที่เราทุกคนพยายามลืมอดีต การทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กลายเป็นทางออกที่ดูจะเรียบง่าย และสามารถใช้ได้กับเรื่องแทบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณี 91 ศพ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงคดีจำคุก “อากง” ที่ในวันนี้ดูเหมือนว่าจะค่อยๆเลือนหายออกไปจากความทรงจำของทุกคนอย่างง่าย ดาย


คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะสามารถลืมเรื่องไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อน ร่วมชาติ ตราบใดที่เพื่อนคนนั้นไม่ได้เป็นคนใกล้ตัว หรือเป็นคนในครอบครัว มันก็ไม่ต่างจากการอ่านข่าวอาชญากรรมอื่นๆที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ ทุกเช้า การที่จะออกมาเรียกร้อง หรือทวงความยุติธรรมให้กับคนแปลกหน้านั้น ดูจะเป็นเรื่องที่ไกลเกินตัวไปหน่อย เพราะแม้แต่การจะหยิบยกเรื่องแบบนี้มาคุยกันในโต๊ะอาหาร ก็ยังทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย


วันที่มีการรัฐประหาร 19 กันยายนนั้น มีคนหลายกลุ่มออกมาต่อต้าน เพราะถือเป็นการทำลายประชาธิปไตย ยึดอำนาจประชาชน ในขณะที่คนอีกกลุ่มกลับออกไปมอบดอกไม้ให้กับเหล่าทหาร พร้อมกับถ่ายรูปคู่กับรถถังเป็นที่ระลึกด้วยความภาคภูมิใจ ไม่น่าแปลกใจเท่าไรที่คนกลุ่มนี้ไม่รู้สึกรู้สากับการทำรัฐประหาร นักศึกษาในยุคนี้น้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงคำว่าประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ และยิ่งน้อยลงไปอีกที่จะรู้สึกซาบซึ้งถึงเสรีภาพและอิสรภาพของการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตย


จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หากชายแก่อายุ 61 ปี จะถูกจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ด้วยข้อหาที่ยังไม่แน่ชัดว่าเขาเป็นผู้ก่อขึ้นหรือไม่ เพราะในขณะที่ อากง ต้องสูญเสียอิสรภาพอย่างไม่เป็นธรรม เราก็ยังคงสามารถแชร์รูปอาหารในหน้าเฟสบุค หรือเดินเที่ยวช๊อปปิ้งในพารากอนได้อย่างไม่เดือดร้อน เราอาจรู้สึกอะไรอยู่บ้างในช่วงแรก แต่มันก็เป็นความสงสารเพียงชั่ววูบเท่านั้น แล้วหลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีก ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ในขณะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเราถูกกระชับวงล้อมเข้ามาเรื่อยๆไม่ ต่างจากตอนที่มวลน้ำก้อนใหญ่กำลังปิดล้อมเมืองหลวง ชนชั้นกลางซึ่งอาศัยอยู่กรุงเทพชั้นในกลับยังสามารถนิ่งนอนใจอยู่ได้ นั่นเป็นเพราะพวกเรามั่นใจว่า พื้นที่ของตนเองนั้นเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจซึ่งจะต้องได้รับการปกป้องคุ้ม ครองให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง โดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นในปริมณฑลรอบข้าง เราไม่แคร์ว่าเขาจะต้องจมอยู่ในน้ำนานแค่ไหน เราก้มหน้าก้มตาแพคถุงยังชีพ โดยหวังว่ามันอาจจะช่วยทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลง


ไม่ต่างอะไรกับความคิดของชนชั้นกลางส่วนใหญ่ ที่วนเวียนอยู่กับเรื่องความรักชาติและสามัคคี ความคิดที่คับแคบทำให้เราไม่เคยรู้สึกว่าถูกปิดกั้น ความเข้าใจในความหมายของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ผิวเผินทำให้เราไม่ เคยรู้ซึ้งถึงการมีเสรีภาพทางความคิด ระบบการศึกษาที่สอนให้ท่องจำแต่ความหมายของอำนาจอธิปไตย ไม่ได้ทำให้เข้าใจในความสำคัญของการมีอยู่หรือการสูญเสียอำนาจนั้นไป เราจึงหันไปเสียน้ำตาให้กับซากปรักหักพังของห้างสรรพสินค้า มากกว่าจะรู้สึกหดหู่กับการตายของคน 91 ศพ


ขณะที่ประชาธิปไตยในพม่ากำลังคืบหน้าไปเรื่อยๆ รัฐบาลกลับออกแถลงการอย่างภาคภูมิใจในการปิดเวบไซต์กว่าหกหมื่นยูอาร์แอล (http://prachatai.com/journal/2011/12/38121) แข่งขันกันทำผลงานคู่กับรองโฆษกพรรคเก่า(แก่) ที่เสนอให้ปิดเฟสบุคและยูทูป ช่วยกันส่งประเทศไทยให้ถูกลดอันดับลงมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่เสรีในช่วง เวลาอันรวดเร็ว (http://prachatai3.info/journal/2011/05/34348)


อากง จะไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่ทำให้เกิดคำถามขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตยในประเทศไทย และจนกว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว เราก็คงจะยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเราจะยังภาคภูมิใจในความเป็นประชาธิปไตยในแบบของเรา


เชื่อว่าทุกคนได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ และเชื่อว่าหลายคนเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจ และลืมๆมันไป เพียงเพราะคิดว่า สิ่งเลวร้ายต่างๆจะผ่านพ้นไปเมื่อปีใหม่มาถึง

จดหมายจากคน (คุก) รักทักษิณ : สภาพที่ต้อง ‘รับสารภาพ’ (2)

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ กอง บรรณาธิการได้รับจดหมายชุดนี้มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 เผยแพร่โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้ต้องขังได้สื่อสารกับสังคม โดยได้คงตัวหนังสือไว้ตามต้นฉบับจริง แต่จัดย่อหน้าใหม่เพื่อความสะดวกในการอ่าน ทั้งนี้ ขอขอบคุณผู้ต้องขังผู้รวบรวมจดหมายซึ่งไม่อาจเปิดเผยชื่อได้ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

นคร สังสุวรรณ์ ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 และศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9(2) (4), 10, 11, 18 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปชุมนุมหรือมั่วสุมหรือการกระทำการใด อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ที่ประกาศกำหนด จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันใช้เส้นทางคมนาคมหรือยานพาหนะใดๆ เข้าหรือออกในเส้นทางที่กำหนดในพื้นที่ที่มีการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 2 ปี ฐานมียุทธภัณฑ์ไว้ในความครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานรับของโจร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบวิทยุคมนาคมของกลางเพื่อให้ไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กรมไปรษณีย์โทรเลข

0000000

เรื่อง ขอความเมตตาในการช่วยเหลือเยียวยาดูแลผู้ถูกจับในเหตุการณ์สลายการชุมนุม เรียน พณฯ ท่านนายก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทราบ

ผมนคร สังสุวรรณ์ (เนย) xxxxxxxxxxxxxxxxxx จ.ราชบุรี โดนจับวันที่ 19 พ.ค.53 คดี พรก.ฉุกเฉิน วิทยุสื่อสาร รับของโจร หมายเลขประจำตัวผู้ต้องขัง xxxx/53 แดน 8 อายุ 33 ปี เริ่มแรกผมอยู่ที่ผ่านฟ้าแยกคอกวัว เป็นการ์ด น.ปช. ของ ส.จ.สุทัศน์ แฟนชื่อเปิ้ล เป็นแกนนำ น.ป.น ภาพตะวันตก

ตอนสลายการชุมนุมผ่านฟ้า ผมก็อยู่ในเหตุการ แล้วก็ย้ายมาราชประสงค์ ผมก็มาตั้งเต็นท์ที่หน้าสยามพารากอน ผมก็เป็นการ์ดเฝ้าเต็นท์ ทำครัวเลี้ยงคนที่ผ่านไปมา จนวันที่ 19 พ.ค.53 เวลา 12.00 น. มีการสละ การชุมนุม ผมกับ ส.จ.สุทัศน์หนีไปอยู่ในวัดปทุม แล้วก็ไม่เจอกันเลย ผมอยู่ในวัดปทุมมีบุกคนไม่ทราบนามเข้ามาทำร้ายร่างกายพวกเสื้อแดงที่ใส่ชุด การ์ด หรือมีบัตร น.ป.ช. ผมก็โดนทำร้าย ก็หนีออกมาจากพวกที่ทำร้าย บ้างคนโดนมีดฟัน พวกที่ทำร้ายส่วนมากเป็นคนงานก่อสร้างหลังวัดปทุม คอยทำร้ายร่างกายหรือใช้มีดดาบฟัน ไม่ให้ออกไปทางนั้น หลังวัด บ้างคนโดนทำร้ายและถูกจับตัวส่งให้ทหาร ผมจึงหนีออกทางหน้าวัด เพราะผมโดนพวกไม่ทราบนามทำร้ายร่างกายใช้มีดดาบไล่ฟัน ขืนอยู่ในวัดคงตาย หนีออกจากวัดปทุม เวลา 12.00 น. ผมก็แอบเผาบัตร น.ป.ช. และชุดการ์ด

ช่วงที่หนีออกมาเป็นเวลาที่มีพนักงานดับไฟมา ผมจึงเดินไปถาม เขาบอกว่าออกได้ปลอดภัย ผมก็เดินออกไปผ่านสยามพารากอนเกือบถึงแยกมาบุญครอง ทหารที่แอบซุ้มออกมาประ 20 นาย บนสะพาน ผมจึงวิ่งไปแอบในเต็นท์ที่มีสิ่งของวางกระจุยกระจาย ทหารเห็นก็ตรงเข้ามาเอาปืนจี้และทำร้ายร่างกายผม และให้ผมถือถุงสีดำที่ไม่ทราบว่ามีอะไรไปด้วย พอให้ผมถือถุงไปก็ให้ผมเดินนำหน้า ทหารเดินตามหลัง เอาปืนจี้ตามหลังไปจนถึงที่มีทหารตั้งด่านบนสะพาน และส่งตัวผมให้พวกทหารด้วยกันและให้เปิดถุง จึงรู้ว่ามี ระเบิด 2 ลูก วอร์ดำปิดเครื่องไว 1 เครื่อง มือถือ 40 เครื่อง และเลยจากด่านทหารประมาณ 50 เมตร มีเป็นด่านตำรวจ ส.น.ปทุมวัน ทหารนำตัวผมไปส่งตำรวจ พร้อมของกลางและถ่ายรูปไว้

พอไปถึงโรงพักเย็นวันที่ 19 พ.ค.53 เวลา 14.00 น. ทางเพื่อไทย ส่งทนายคุณลดาวัลย์มาบอกให้ประติ ปฏิเสธ ทุกข้อกล่าวหา ผมก็ทำตามจนเข้ามาเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ผมก็รอและสู้คดีอยู่ประมาณ 6 เดือน ทางเพื่อไทยก็ไม่เคยส่งทนายความมาแนะนำหรือให้คำปลึกศา จนผมขอทนายศาล ช่วงมีเวลานั้นผมป่วยโรคเก่ากับมาเป็นอีก ผมขาดยากิน ยาทีบีที่เคยกินอยู่ข้างนอกก็ไม่ได้กิน อาการจึงทรุดโทรม ผมมีไข้ทุกวัน ไอเป็นเลือด ไปศาลก็ไม่ค่อยไหว เป็นนักเข้าจนที่สุดผมใกล้จะตายจึงยอมรับสรภาพคดีว่าผมแค่ตกงาน ไปอยู่แค่ 2 วัน และของกลางทั้งหมดผมรับว่าไม่ไวครอบคลอง ไม่ใช้ของผมแต่ศาลก็ให้สู้คดีได้ทุกขอกล่าวหา ผมไม่รู่กฎหมาย ไหนจะป่วยหนัก ไหนจะอยู่ในเรือนจำต้องทำงาน มียอดทุกวัน คนป่วยจะตายก็ต้องทำงาน ผมตัดสินทั้งหมด 7 ปี รับสารภาพเหลือ 3 ปี 6 เดือน ตอนนี้ก็ติดมา 1 ปีแล้ว มีผู้ต้องขังที่โดนจับมาประมาณ 60 คน 20 คนโดนทำร้ายร่างกาย หรือโดนยิงด้วยลูกปืนยาง ไม้ตี ดาบฟัน เจ็บร่างกาย ส่วนตัวผมโดนทหารซ่อมก็จุกพอสมควร บ้างคนในนี้หาว่าพวกเสื้อแดงสร้างปันหา ทำให้ไม่ได้อภัยโทษพวกผมโดนทั้งร่างกายและจิตใจ

1 ปีแล้วอยากให้พวกผมที่เหลืออยู่ได้รับการเยียวยาจากทางพรรเพื่อไทย ผม น.ป.ช. ทุกคนรู้สึกน้อยใจ ที่มีแต่ข่าวว่าเยี่ยวยาคนเจ็บ คนตาย แต่ข้างนอกออกข่าวช่วยที่คนข้างทุกทุกอาทิตย์ คนที่เจ็บโดนทำลาย โดนยัดข้อกล่าวหา ไม่มีญาติ ไม่รู้จักคนใหญ่คนโต ไม่สนิดกับ ส.ส. หรือแกนนำ นี้หรือที่ว่าเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน แต่พวกผมทุกคนก็มีญาติกันทุกคน กระจายก็ทั่วทุก 72 จังหวัด ญาติพี่น้องรู้สึกว่าทางเพื่อไทย แกนนำ ท่านทักษิณ ชินวัตร ควรหันหลังมาดูแลพวกผมบ้าง ผมรอมา 1 ปีแล้วจึงเขียนจดหมายไปขอความเมตตาและความเป็นทำจากไพร่อย่างพวกผม ญาติก็รู้สึกว่าทางแกนนำ พ.ท ท่านทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยให้ความสำคัญและความหวังกับพวกผมเลย

สิ่งที่พวกผมต้องการ 1 เรื่องงาน 2 สิทธิทางคดี นักโทษการเมืองการเป็นอยู่ของพวกผม 3 การกินอยู่อดๆ ยากๆ หิวโหย ต้องเข้าแถวกินหลวงบ้างวันกินข้าวเปล่า ถ้าไปไม่ทัน เหตุผลยอดงาน ไม่มีเวลาพักเที่ยง ส่วนตัวผมตั้งแต่ตัดสินแล้วก็ไปนอนโรงพยบาล 3 เดือน ขีดยา 60 เข็ม ตอนนี้กินยาอีก 6 เดือนคงจะหาย อยากให้ดูแลทางบ้านผมบ้าง จน 1 ปี พ่อแม่ไม่เคยมาเยี่ยม ไม่มีเงิน อายุมากแล้ว ตอนนี้ผมต้องกินยารักษาตัว อยากให้ช่วยเรื่องงาน เรื่องการกินอยู่ และเรื่องนิรโทษกรรมคดี น.ป.ช ทุกคน

ขอให้ท่านดูแลพวกผมบ้าง ไม่ใช้ดูแลแต่คนเจ็บกับคนตายข้างนอก แล้วคนในคุกที่ทั้งเจ็บตัว ติดคุก โดนยัดข้อกล่าวหา ไม่มีทนาย ไม่ได้รับการดูแล พวกผมทุกคนโทษไม่เท่ากัน บางคน 6 เดือน บ้างคน 1 ปี บ้างคน 3 ปี พวกผมรู้สึกน้อยใจที่ขาดการดูแลต้องเพิ่งตัวเอง

รักและเคารพอย่างสูง

ขอแสดงความนับถือ

จาก น.ป.ช. พี่น้องหัวใจแดง ขอความเมตตาช่วยเหลือจากท่าน รอมา 1 ปี แล้ว

นคร สังสุวรรณ์ (เนย) แดน 8

‘โจ กอร์ดอน’ เชิญ คอป.-กรรมการสิทธิฯ ฟังพิพากษา 8 ธ.ค.

ที่มา ประชาไท

6 ธ.ค.54 นายอานนท์ นำภา ทนายของโจ กอร์ดอน หรือ เลอพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เนื่องจากแปลและเผยแพร่ หนังสือ " The King never smiles"(TKNS) แจ้งว่า ได้ทำจดหมายถึง นายสมชาย หอมลออ ในฐานะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และกรรมการปฏิรูปกฎหมาย รวมถึงส่งสำเนาถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตามความประสงค์ของลูกความ เพื่อเชิญให้เข้าร่วมฟังคำพิพากษาที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา หลังจำเลยตัดสินใจรับสารภาพไปก่อนหน้านี้

โดยในจดหมายระบุว่า “จำเลยประสงค์ขอให้ผม ในฐานะทนายความส่งหนังสือเชิญตัวแทนจาก คอป. , คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และคณะกรรมการสิทธิฯ ร่วมรับฟังการอ่านคำพิพากษา ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา และรับรู้ถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย”

รายละเอียดย่อ โดย iLaw

ชื่อบุคคล / ชื่อสื่อ : Joe G.

เพศ
: ชาย

อายุ
: 54

สถานะของผู้ต้องหา
: อยู่ในเรือนจำ

จำนวนหน้าเว็บที่ถูกบล็อค
: ไม่มีข้อมูล

รูปแบบการละเมิด
: ดำเนินคดีด้วยกฎหมายอาญา

ประเภทสื่อ
: บล็อกส่วนตัว และเว็บบอร์ด

ข้อกล่าวหาตามกฎหมาย
: มาตรา 112, มาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 ...ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์

วันที่
: 5/24/2011

จังหวัด
: นครราชสีมา

ข้อกล่าวหาต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือสื่อ :

โจ จี หรือ เลอพงษ์ ว. (ชื่อไทย) ชายสัญชาติไทย-อเมริกัน อายุ 54 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ที่บ้านพักในจังหวัดนครราชสีมา โดยตำรวจจากกรมสืบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ตามหมายจับเลขที่ 318/2554 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 โจถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และกระทำให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ฯ และกระทำผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ข้อมูลทางคดี

ข้อหา : มาตรา 14 ...คอมพิวเตอร์ , มาตรา112, 116 ประมวลกฎหมายอาญา

เลขคดีและวันที่

  • หมายจับ : 318/2554 เมื่อ 25/02/2011

  • หมายฝากขัง : พ. 1413/2554 เมื่อ 26/05/2011

  • เลขคดีดำ : อ. 3328/2554 เมื่อ 17/08/2011

  • เลขคดีแดง : -

สถานะคดี : ศาลชั้นต้น

รายละเอียดคดี

พื้นเพผู้ต้องหา :

โจ จี สัญชาติไทยโดยกำเนิด อาศัยอยู่ที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี และได้รับสถานะเป็นพลเมืองอเมริกัน โจเดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อราวสองปีก่อนหน้านี้เพื่อเข้ารับบริการทางการ แพทย์

ผู้กล่าวหา / โจทก์:

คดี นี้ มีผู้กล่าวหาคือ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยพันเอกวิจารณ์ จดแตง เป็นผู้กล่าวหาที่ 1 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยนายเกริกไชย ศรีศุกร์เจริญ เป็นผู้กล่าวหาที่ 2 โดยร้องทุกข์กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีมติการประชุมเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 ว่า ให้คดีที่มีกลุ่มบุคคลกระทำการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ เป็นคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ โดยคดีโจถือเป็นคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย โดยสำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือให้พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ตามหนังสือลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2553

Allegation regarding the alleged perpetrators :

โจ ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของบล็อกที่ชื่อว่า บาทเดียว และเป็นผู้ใช้นามแฝงว่า สิน แซ่จิ้ว โดยในบล็อกของเขาซึ่งใส่ลิงก์ให้ดาวน์โหลดหนังสือThe King Never Smiles และยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการแปลหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นภาษาไทยด้วย

หนัง สื่อเรื่อง The King Never Smiles เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย เขียนโดย Paul Handley นักข่าวอิสระซึ่งทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย Yale เผยแพร่เมื่อปี 2549 ปัจจุบันเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย

ในหมายขอฝากขังผู้ต้องหาระบุว่า "เมื่อระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน นายเลอพงษ์ ว. ได้ใช้นามแฝงว่า นายสิน แซ่จิ้ว เข้าไปประกาศข้อความ (Post) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2552 บนเว็บบอร์ด sameskyboard.com โดยจัดทำความเชื่อมโยง (link) ระบุข้อความว่า "TKNS อยู่ในนี้ ลิงค์ด้านซ้ายของรูปเปรม" ซึ่ง TKNS เป็นคำย่อหมายถึงหนังสือต้องห้ามนำเข้าสู่ราชอาณาจักรไทยชื่อ เดอะคิงส์เนฟเวอร์สไมล์ (The King Never Smiles) เผยแพร่เพื่อให้ผู้อื่นเข้าไปดูและอ่านหนังสือต้องห้าม The king never smiles ที่ได้แปลเป็นฉบับภาษาไทย เมื่อมีผู้อื่นที่พบและเข้าไปที่ความเชื่อมโยง (link) ตรงข้อความดังกล่าว พบมีความเชื่อมโยงไปยังเว็บบล็อกบาทเดียว[ดอท]บล็อกสปอต[ดอท]คอม ของนายเลอพงษ์ ซึ่งใช้นามแฝงว่า นายสิน แซ่จิ้ว และใช้คำนิยามเกี่ยวกับตัวเองสั้นๆ และอ้างตัวเป็นผู้แปลหนังสือต้องห้ามดังกล่าว..."

Arresting :

โจ เคยให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า ในวันที่พนักงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมาจับกุมที่บ้านพักในจังหวัดนครราชสีมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจราว 20 นายมาที่บ้าน ตอนนั้นเขาเพิ่งออกจากห้องน้ำด้วยผ้าขาวม้าเพียงผืนเดียวเขาบอกเจ้าหน้าที่ ว่าจะขอใส่เสื้อผ้าก่อนได้ไหม แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธและบอกให้เขานั่งลง จากนั้นก็ยึดเอาเงิน คอมพิวเตอร์ ฮาร์โดรฟ์ และโทรศัพท์ไป

Chronology of case :

นับแต่ถูกจับกุมเมื่อ 24 พฤษภาคม 2554 โจปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยทันที ปัจจุบันเขาถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร

ทนายของเขายื่นหลักทรัพย์เพื่อขอประกันตัวมูลค่า 1.7 ล้านบาท โดยอ้างสิทธิพื้นฐาน และยังระบุว่าโจมีโรคความดันเลือดและโรคเกาต์ที่ต้องการการรักษา ศาลปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อหาที่กระทบต่อความมั่นคงและกระทบต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ซึ่งมีโทษสูง และเขาอาจทำลายพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้

หลังจากพยายามขอประกันตัวต่อเนื่องเป็นจำนวน 8 ครั้ง ในวันที่ 10 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันแรกของการนัดพิจารณาคดี โจตัดสินใจประกาศว่าเขาไม่ขอต่อสู้คดี ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพฤติการณ์ของจำเลยแล้วรายงานต่อ ศาลภายใน 20 วัน และกำหนดวันพิพากษาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 แต่ด้วยเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ทำให้วันพิพากษาถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 8 ธันวาคม 2554 นับแต่วันจับกุมจนถึงวันพิพากษา โจถูกควบคุมตัวต่อเนื่องมาเป็นเวลา 199 วัน หรือ 6 เดือนกับ 15 วัน

Additional information:

โจ เปิดเผยว่าเขาต้องการความช่วยเหลือจากสถานทูตสหรัฐในการเรียกร้องสิทธิการ ประกันตัวด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ อย่างไรก็ดี คดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้มักไม่ได้รับสิทธิในการ ประกันตัว และเป็นเรื่องปกติที่ผู้ต้องหาคดีหมิ่นจะถูกคุมตัวไว้เป็นเดือนหรือเป็นปี ก่อนจะถึงเวลาพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น

โจถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

มาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

มาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน

(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

(4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

รัฐบาลสหรัฐ “หนักใจ” กับการตัดสินคดี ‘อากง’

ที่มา ประชาไท

Darragh Paradiso โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฝ่ายเอเชียตะวันออก เผย รัฐบาลสหรัฐรู้สึก “หนักใจ” ต่อการตัดสินคดีของ ‘อำพล’ ที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ในขณะที่องค์กรสิทธิ ‘ฮิวแมนไรท์ วอทช์’ เสนอให้ไทยแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 พร้อมเปิดเผยบุคคลที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นฯ- พ.ร.บ. คอมพ์อย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ

วันนี้ (6 ธ.ค. 54) โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฝ่ายเอเชียตะวันออก Darragh Paradiso ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า สหรัฐรู้สึก “หนักใจ” กับการตัดสินของศาลในคดีของนายอำพล หรือ ‘อากง’ ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและละเมิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

พาราดิโซให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า รัฐบาลสหรัฐมีความเคารพยำเกรงต่อสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างที่สุด อย่างไรก็ตามเธอกล่าวว่า สหรัฐอเมริการู้สึก “หนักใจ” (troubled) กับการตัดสินคดีของศาลไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ในคดีของนายอำพล ซึ่งไม่สอดคล้อง (inconsistent) กับหลักสิทธิมนุษยชนสากลด้านเสรีภาพในการแสดงออก

ทั้งนี้ อำพล ชายไทย-จีน อายุ 61 ปี ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากศาลตัดสินให้มีความผิดจริงจากการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือจำนวน 4 ข้อความซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูง ไปยังสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขาฯ ของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในเดือนพฤษภาคม ปี 2553

ในขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ‘ฮิวแมนไรท์ วอทช์’ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อคดีของนายอำพล โดยเรียกร้องรัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายหมายอาญามาตรา 112 ให้สอดคล้องกับพันธะผูกพันของรัฐบาลไทยด้านสิทธิมนุษยชนที่มีต่อสหประชาชาติ และจำกัดการยื่นฟ้องไม่ให้ใครก็ได้สามารถกล่าวหาได้ เนื่องจากฮิวแมนไรท์ วอทช์มองว่ากฎหมายหมิ่นฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างแพร่หลาย อีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตำรวจ ศาล และเจ้าหน้าที่เองก็ไม่กล้าปฏิเสธการรับฟ้อง เพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี

นอกจากนี้ ฮิวแมนไรท์ วอทช์ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ถูกดำเนินคดีและจับกุมด้วย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ทั้งหมด รวมถึงเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการยื่นฟ้องในคดีหมิ่นฯ ทั้งที่ยื่นฟ้องโดยปัจเจกบุคคลและเจ้าหน้ารัฐ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนต่อสาธารณะเกี่ยวกับคดี ดังกล่าว

แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์ วอทช์ ฝ่ายเอเชียกล่าวว่า การมัดคอประชาชนด้านเสรีภาพในการแสดงออก ถูกกระทำในนามของการพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์

“การบังคับใช้ที่รุนแรงของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่งผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทย” อดัมส์กล่าว “รัฐบาลต้องเปิดการพูดคุยเรื่องนี้อย่างกว้างขวางเพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าว และทำให้แน่ใจว่ากฎหมายหมิ่นฯ จะสอดคล้องกับพันธะผูกพันของไทยที่มีต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล”

แท็บเล็ตนี้เพื่อเธอ: หนุ่มจีนประกอบเครื่องโคลน ‘ไอแพด’ ให้แฟนสาว

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์ designyoutrust.com รายงานข่าวของเหว่ย ซินหลง นักศึกษาจีนคนหนึ่งที่ต้องการซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ‘ไอแพด’ ให้แฟนสาว แต่เขาไม่มีเงินมากพอถึง 499$ (ราว 15,000) บาทที่จะสามารถซื้อไอแพดได้ เขาจึงตัดสินใจประกอบเครื่องโคลนไอแพด โดยสั่งซื้ออุปกรณ์แยกชิ้นจากร้านค้าปลีกออนไลน์มาลงมือประกอบด้วยตนเอง และเพื่อเป็นการแสดงความรักที่มีต่อแฟนของเขา ซินหลงยังได้ประดับกรอบของแท็บเล็ตด้วยเพชรเทียมหลากชิ้น แท็บเล็ตโฮมเมดชิ้นนี้มีระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7 และทัชสกรีน ซึ่งสนนราคาค่าอุปกรณ์รวม 800 หยวน หรือราว 3,750 บาทเท่านั้น

แท็บเล็ตนี้เพื่อเธอ: หนุ่มจีนประกอบเครื่องโคลน ‘ไอแพด’ ให้แฟนสาว

แท็บเล็ตนี้เพื่อเธอ: หนุ่มจีนประกอบเครื่องโคลน ‘ไอแพด’ ให้แฟนสาว

ที่มา แปลจาก Jack Mayhoffer. Building a tablet from scratch for love. Design You Trust. 1/12/54. เข้าถึงจาก http://designyoutrust.com/2011/12/01/building-a-tablet-from-scratch-for-love/

อริสมันต์เปิดเส้นทางหนียิ่งกว่าในหนัง เปิดใจถึงแม่ยกอภิสิทธิ์หากหมายหัวเอาชีวิตกล้าขอก็กล้าให้

ที่มา Thai E-News




โรยตัวมาแล้ว-นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย และคดีอื่นๆรวม 5 คดีได้เข้ามอบตัวกับDSI เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ในเวลา 10.00 น.วันนี้ โดยได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา(ภาพและคลิปจากแฟ้ม ขณะที่อริสมันต์โรยตัวหนีตำรวจที่โรงแรมSC PARK หลังเหตุการณ์ 10 เมษา 53)

ส่วนรายงานต่อไปนี้ไทยอีนิวส์เคยนำเสนอไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2553


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบไซต์คนไทยยูเค

หมายเหตุไทยอีนิวส์ในการเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 4 ตุลาคม 2553:นายอริ สมันต์ พงษ์เรืองรอง 1 ในแกนนำเสื้อแดงนปช. และถูกเพ่งเล็งเป็นแกนนำสายฮาร์ดคอร์ ซึ่งหลบหนีไปนับแต่การปราบปรามสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวลือว่าเขาตายไปแล้ว ได้ปรากฎตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เมื่อค่ำวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยโทรศัพท์มาให้ เว็บไซต์คนไทยยูเค โดย DJ.Shanamy & DJ.Pitt สัมภาษณ์เปิดใจ ในรายการวิทยุผ่านอินเตอร์เน็ต"คุยข้ามฟ้ากับShanamy"

การโทรศัพท์มาให้สัมภาษณ์จากสถานที่ที่ไม่ได้เปิดเผยครั้งนี้ นายอริสมันต์ได้เล่าถึงการตัดสินใจไม่เข้ามอบตัวพร้อมกับแกนนำคนอื่นในวัน ที่ 19 พฤษภาคม,ฉากการหลบหนีที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าฉากในภาพยนตร์,ข้อกล่าวหาเรื่องเขา เป็นฮาร์ดคอร์และจัดตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาล,แนวทางการปรองดองของรัฐบาล และเสธ.หนั่น,ข่าวเรื่องมี"แม่ยก"ของรัฐบาลต้องการหมายหัวเอาชีวิตเขา และข้อเสนอทางออกของประเทศในมุมมองของเขา ซึ่งได้ระบุว่าได้จัดทำธรรมนูญคนเสื้อแดงไว้ 10 ข้อ พร้อมแผนการเร่งด่วน 6 เดือนเพื่อนำไปสู่การปรองดองที่แท้จริง

รายละเอียดการเปิดใจท่านสามารถรับฟังได้ด้วยตนเองที่ player ด้านล่างนี้ (บางช่วงเสียงขาดหายไป เนื่องจากปัญหาการติดต่อ ท่านต้องรอซักครู่ จะฟังต่อได้)



เปิดใจนาทีณัฐวุฒิหลั่งน้ำตาลา ก่อนเปิดเส้นทางหนียิ่งกว่าในหนัง

นายอริสมันต์ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์หลบหนีออกจากที่ชุมนุมราชประสงค์เมื่อ วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ผมคิดไม่เหมือนเพื่อน เพื่อนยอม แต่ผมไม่ยอม คุณจับผมขึ้นฮ.ผมก็สู้ คุณยิงผมที่เอสซีปาร์คผมก็สู้ คุณมาจัดการผมที่ราชประสงค์ ผมก็บอกณัฐวุฒิ ใสยเกื้อว่าผมขอกำลัง2,000คนออกไปจากราชประสงค์ หลายคนก็บอกว่าไม่ได้จะเกิดการสูญเสียมาก แต่ผมว่าไม่สู้ก็สูญเสียเพราะตอนนั้นเช้าวันที่19ก็เสียชีวิตไป10กว่าศพ เราน่าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่จตุพรกับณัฐวุฒิว่าเราคงต้องใช้กฎหมายใช้เวทีโลกจัดการกับรัฐบาล ส่วนณัฐวุฒิก็กังวลว่าจะมีคนเสียชีวิตมาก แต่ผมเชื่อว่าเขาจะฆ่าผมแน่ ผมก็เลยตัดสินใจว่า ณัฐวุฒิ-จตุพรก็สู้ในแนวทางของคุณ ผมก็ในแนวทางผม

ทั้งคู่ก็ขึ้นไปเวทีพูดสลายนการชุมนุม ผมก็ออกจากที่ชุมนุมมาท่ามกลางเสียงกระสุนปืน จนเกิดข่าวลือว่าผมถูกจับถูกฆ่าที่นั่นที่นี่ แล้วคนก็มาบอกว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์ ที่ผมรอดชีวิตจากการยิงขนาดนั้นไม่ใช่ผมเก่ง แต่ผมมีคนช่วยเหลือ

ความจริงผมไม่น่ารอด ณัฐวุฒิพูดกับผมก่อนจากกันว่า"พี่ผมเสียพี่ไม่ได้นะ ผมกลัวว่าพี่เดินออกไปหากพี่ไม่รอดผมจะเสียใจ" เขาพูดไปน้ำตาไหล ให้มอบตัวด้วยกัน ผมก็บอกผมยอมไม่ได้ ผมไม่ยอมจำนน ผมก็ใส่เสื้อใหม่ ใส่แว่นตา ใส่วิกผม ผมเดินไปแถวหน้าพระพรหมฯบอกท่านว่าหากผมทำผิดให้ทหารฆ่าผมให้ตาย หากผมไม่ผิดให้ผมรอดไปได้ แล้วเดินออกไปบอกคนขายเสื้อแถวนั้นให้เขาพาไป เพราะเขารู้จักพื้นที่ดี หากผมตายก็จะมีพยาน

ผมเลือกจุดหนีที่อันตรายที่สุด เพราะที่อันตรายที่สุดย่อมเป็นที่ปบอดภัยที่สุด เพราะทหารจะได้ไม่สงสัยว่าผมจะไปตรงนั้น ตอนหลังมีข่าวว่าจับผมได้ในรถYARISสีขาวบ้าง ศาลาแดงบ้าง บนBTSบ้าง ซึ่งนั่นเป็นอริสมันต์ตัวปลอม

แต่ผมหลบออกมามีเสียงปืนดังมาก คนขายเสื้อที่มากับผมบอกผมก้าวขาไม่ออกเพราะมีการยิงปืนเสียงดังมาก ผมเลยเดินไปต่อให้เขากลับไปขายเสื้อ แต่เขาขอไปด้วยบอกว่า อย่างน้อยประวัติศาสตร์หน้านี้มีเขาอยู่ด้วย เขาชื่อสมภพจะไปส่งอัศวินของเขาให้ปลอดภัย พาไปถนนเพชรบุรีและประตูน้ำคอมเพล็กซ์ ลูกน้องผมขับมอเตอร์ไซค์มาเรียกผม"นายๆ"ผมบอกเอ็งไปก่อน เสียแผนหมด

ผมก็ไปกับคนขายเสื้อที่ประตูน้ำคอมเพล็กซ์ นอนลงไปมองขึ้นไปเจอสไนเปอร์เป็นร้อย พอเขาหมอบลงผมก็เดินไปเจอศาลเจ้า มีทหารตำรวจมาก ลูกน้องก็เอามอเตอร์ไซค์มารับแล้วออกไป ก็ไปเจอ 2 ด่านที่มักกะสันกับรัชดาฯ แต่เหมือนมีสิ่วงศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ รถคันอื่นโดนเรียก คันผมผ่านได้ ไปถึงรัชดามีรถYARISตามมา แต่ผมนั่งนิ่งไม่เป็นพิรุธ ก็หลบไปได้

จากนั้นมีเสธ.ทหารนำรถเบ๊นซ์มารับ แล้วมีรถตู้มารับต่อ

ตอนนี้เหมือนในหนังมาก เคว้งคว้างก็หลบๆใช้วิธีการ ใช้สามัญสำนึกออกนอกประเทศได้ เดินทางรอบๆประเทศไทย และล่องเรือไปประเทศอื่นๆอีก ใช้เวลาเป็นเดือน แล้วก็มีคนไทยโครงข่ายของเราช่วย ก็ไปอยู่ในที่ปลอดภัย และจากนั้นก็ติดต่อกลับมายังมวลชนว่าผมปลอดภัย และยังยืนหยัดต่อสู้ จะปรับเปลี่ยนการต่อสู้อย่างไร มีธรรมนูญของคนเสื้อแดงอย่างไร

เผยได้พระดีช่วยคุ้มครอง

ที่ผมหลบมาได้นั้นผมอยากกราบขอบพระคุณหลายท่าน เรื่องหนึ่งที่อยากเล่าคือ มีคนนำพระมาให้ ตอนหนึ่งผมรอดจากเอสซีปาร์คมีคนนำพระ3องค์ให้พร้อมสายสร้อยสแตนเลส แต่ผมไม่ค่อยเชื่อถือ วางพระไว้เกะกะ ก็มีวันหนึ่งก่อนเสธ.แดงโดนสังหาร พระท่านมาเข้าฝันว่าทำไมมึงไม่แขวนกูไว้ ตั้งแต่วันนั้นก็แขวนพระองค์นี้ ก็ปลอดภัยมาถึงวันนี้ ก็เลยแขวนมาตลอด

เผยทหารฝ่ายประชาธิปไตยช่วยพาออกนอกประเทศ

ทหารก็ไม่ได้เลวหมดนะครับ อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยก็มี วันนั้นมีทหารมารอรับผม 20 คนวันที่ผมหนีออกมาได้ ผมบอกจะกลับไปสู้ ทหารห้ามผมไว้ เขาบอกว่าอย่าเลย กลับไปสู้แล้วตายเป็นแสนก็ไม่มีทาง เพราะตายเขาก็ใส่ร้ายเป็นผู้ก่อการร้าย ให้ท่านหนีเถอะ วันหน้ายังมีโอกาสกลับมาอธิบายว่าความจริงเกิดอะไรขึ้น

ทหารตำรวจที่เคียงข้างเราก็บอกว่าหากท่านตายไปอีกคน จะสูญเสียกำลังใจมาก วันที่ท่านกลับมาเรายังร่วมต่อสู้กับประชาชนได้ เขาก็จับผมขึ้นรถ ส่งผมออกไป ก็ขอบคุณในน้ำใจที่เวลานาทีนั้นเขายังเลือกที่จะอยู่ข้างเรา แทนที่เขาจะกลับลำพาผมไปส่งรัฐบาลก็จะเป็นผลงานโบว์แดงของเขา

เผยแรมโบ้อีสานปลอดภัย แต่ยังหลบหนีถูกไล่ล่า

แรมโบ้ยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัย แต่คนอื่นๆผมก็ไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นไงบ้าง แต่ผมก็แจ้งไปว่าผมสบายดี และพยายามติดต่อทุกคน และผมยังยึดมั่นอุดมการณ์ เพราะเราไม่ได้ผิด แต่จะไปสู้ตอนนี้ก็คงไม่ไปขึ้นศาล เพราะเขาคุมไว้หมดแล้ว ให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เราจะกลับไปต่อสู้ เราไม่ใช่คนผิด หรือคิดล้มสถาบัน เราเพียงต้องการประชาธิปไตย

ที่มีการสร้างภาพว่า รัฐบาลถูกกดดันลงมาให้สั่งฆ่าประชาชน แต่ผมว่าปัญหาอยู่ที่คุณเอง หากคุณยุบสภามันก็ไม่เกิดปัญหาตามมา ไม่มีการเข่นฆ่าประชาชน

ท้ายที่สุดคุณแรมโบ้ก็ฝากมาว่า เราคงต้องรักษาตัวให้รอด ให้หลบเลี่ยงการพบปะกัน เพราะเขายังไม่ปลอดภัยนัก เพราะเข้าไปประเทศหนึ่ง รัฐบาลประเทศนั้นก็บอกว่าไม่ปลอดภัย ให้หลบไปประเทศอื่นก่อน สรุปว่าเรายังเดินสายหนีการไบ่ล่าอยู่

รัฐบาลต้องหยุดการไล่ล่า ปล่อยคนที่ติดคุกออกมา

เผยการต่อสู้กับรัฐบาลฆาตกรต้องทำทุกวิธี แต่ปฏิเสธข่าวจัดตั้งกองกำลัง เผยทหารจะจัดการกันเองเมื่อถึงเวลาสุกงอม

การต่อสู้กับรัฐบาลฆาตกรนั้นทุกแนวทางเหมาะสม ไม่ว่าเป็นแนวทางสันติอหิงสา แนวทางการต่อสู้คดีระหว่างประเทศ หรือแนวทางอื่นๆ เพราะประชาชนรู้แล้วว่าคุณเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน และประชาชนจำเป็นต้องตอบโต้รัฐบาล เพราะตอนนี้มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว ยกเว้นว่าเขาจะยอมรับธรรมนูญ 10 ข้อของคนเสื้อแดง

ก็เป็นสัญชาตญาณปกติที่เมื่อถูกไล่ล่าไล่ฆ่า ก็ต้องใกล้เวลาที่ต้องตอบโต้ ผมว่าหากรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชนก็ต้องใช้ทุกแนวทางในการต่อสู้ จะนุ่มนวลต่อไปผก็ไม่ได้แล้วหละ

ในการเคลื่อนไหวของเรานั้น เราจะทำให้เห็นว่าเสื้อแดงเรายังเคลื่อนไหวได้อยู่ แม้คุณจะมีคณะกรรมการระเบิดแห่งชาติ ห้ามไม่ให้คนไปเขียนอะไรในห้องน้ำตามปั๊มน้ำมัน มันก็คงทำอะไรไปห้ามกันไม่ได้ เพราะมันแนวทางการต่อสู้แนวทางหนึ่ง เรายังต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าเราต้องไปต่อสู้เพื่อเอาชีวิตใคร แต่จะให้ผมไปรบทัพจับศึก ผมคงทำไม่ได้ เราไม่มีทุนรอนจะทำอย่างนั้น

แต่ผมขอบอกถึงทหารว่าคุณต้องเข้าใจประชาธิปไตย ไม่ใช่เขาสั่งให้ฆ่าประชาชนก็ทำ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ภาวะสงคราม เป็นสภาวะประชาธิปไตย เขาตะโกนเรียกร้องยุบสภา คุณไปฆ่าเขา คุณยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า

ผมจะพามวลชนสู้ในแบบของเรา อาจมีตำรวจทหารที่มีอยู่ในปัจจุบันนี่แหละเป็นกองกำลังคุ้มกัน และเมื่อถึงเวลาสุกงอมเราอาจได้เห็นทหารประชาธิปไตยจับปืนสู้กับทหารอำมาตย์ หากทหารฝ่ายประชาธิปไตยเพลี่ยงพล้ำ พี่น้องประชาชนก็มีสิทธิชอบธรรมที่จะหนุนช่วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่หากเกิดขึ้นก็คงจะรุนแรง

ไม่เชื่อกระแสข่าวว่าแม่ยกของรัฐบาลจะหมายหัวเอาชีวิต แต่หากอยากเอาขีวิตให้ขอมา

เราก็อย่าไปปักใจเชื่ออย่างนั้น รัฐบาลอาจสร้างเรื่องให้คนเชื่อไปทางนั้นเพื่อหาเหตุปราบปรามประชาชน ผมไม่เชื่อ เพราะทำไปแบบนั้นจะได้อะไร มีการกล่าวหากระทั่งว่า ผมจัดตั้งกองกำลัง ทั้งที่ผมกำลังจัดตั้งDD CLUBหรือDemocracy Development Club เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารรณรงค์ประชาธิปไตย ซึ่งผมมีแฟนคลับตรงนี้600,000คน ก็มาหาว่าผมจะไปตั้งกองกำลัง

ผมจะไปตั้งทำไม ไม่ได้อะไร ได้แค่ความมัน และหากฆ่าผมตายก็ไม่ได้อะไร พี่น้องเสื้อแดงเขาก็สู้เขาต่อไป เพราะเขาไม่ได้ผูกติดกับผม หรือกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อซักหน่อย

แต่ถ้าแม่ยกคนนั้นต้องการชีวิตผมจริงๆ ขอให้กล้าพูดออกมา ขอชีวิตผมมา ผมจะตายให้เขา แต่เขาต้องพูดต่อพี่น้องประชาชน แต่ตราบที่ไม่กล้า ก็อย่าหวังจะได้เห็นศพผม ผมอาจจะได้เห็นศพแม่ยกก่อน

พูดเป็นนัยเวลานี้อยู่ในไทยเข้าๆออกๆตำรวจไม่จับเอง

วันนี้ผมก็ไม่ได้อยู่ไหน อยู่ในประเทศไทยนี่เอง ใกล้กรุงเทพฯด้วย บางทีก็เข้ากรุงเทพฯ ตำรวจก็เห็นแต่เขาไม่จับ บอกว่าให้ออกไปก่อน ยังไม่สงบ ผมไปเชียงใหม่เขาก็บอกว่าให้หลบไปทางอื่นก่อน ผมก็เดินทางเข้าออกประเทศสบายๆ


แจงเรื่องถูกกล่าวหาเป็นฮาร์ดคอร์ขู่เผากรุง

ต้องมาดูความจริงว่าผมโดนอะไรบ้าง

1.เหตุการณ์แรกผมโดนไปจับตัวที่บ้าน ในช่วงการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน 2552 จับผมแล้วเปลี่ยนรถ3คัน พาไปขึ้นฮ.จะพาไปไหนไม่รู้ พอฮ.ขึ้นไป คุณคิดจะเอาผมไปถีบที่ไหนก็ได้ ผมก็เลยบอกว่าหากตายก็ต้องตายกันทั้งหมด เขาถึงเอาฮ.ลงมา แล้วมาบอกว่ามีหมายจับอะไร จะพาไปที่ไหน แล้วทำไมไม่ยอมบอกสิทธิผมตั้งแต่ต้น ให้ทนายความรับรู้ ให้ครอบครัวผมทราบ

2.เหตุการณ์ที่พัทยา ตอนเมษายน 2552 ผมไปยื่นหนังสือที่ประชุมAPECตามปกติ แต่ส.ส.ประชาธิปัตย์พาคนมาทำร้ายพวกเรา ผมก็เลยจะไปยื่นหนังสือฟ้องผู้นำโลก ก็มีชายฉกรรจ์ใส่เสื้อสีน้ำเงินยิงคนของเราบาดเจ็บสาหัส ต้องปั๊มหัวใจ เกือบเสียชีวิต คนก็บุกเข้าไปในโรงแรม ผมผู้นำก็ตามไปด้วยเพื่อห้ามการทำร้าย ห้ามการเผา แถลงข่าวว่าไม่มีประสงค์จะทำลายการประชุม เพราะทราบว่าเลิกไปแล้ว รัฐบาลเสียหน้าจึงสั่งคนมาทำร้ายเสื้อแดงที่ไปชุมนุม

3.เหตุการณ์ที่3 แล้วก็มีสำนักข่าวกรองขึ้นรถไล่ผมกลางวัน แสกๆที่ถนนรัชดา ผมเลยหลบเข้าเส้นทางลัด มีมอเตอร์ไซค์ตามมาคันเดียว ผมเลยลงมาล็อกคอคนนั้นแล้วจับไว้ เขาสารภาพว่านายสุเทพให้มาล็อกตัวผมไป ผมก็มีบอดี้การ์ดเขาก็เลยเอาปืนจ่อค้นตัว คนๆนี้ก็สารภาพหมดเลยว่าสุเทพสั่งมา

4.เหตุการณ์เขาส่งคนไปชาร์จตัวผมที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เอา ระเบิดไปโยนใส่ห้องพักผม ทีนี้ที่ผมรอดตอนนั้นเพราะตำรวจที่มาเป็นการ์ดให้ผมเขาสอนผมว่า เขาต้องการหมายชีวิตผม หากมันบุกเข้ามาให้จับตาดูตรงประตู ก็จริงๆเลยมันถีบประตูเข้ามาแล้วโยนระเบิดเข้ามา ลูกน้องผมบอกว่าหากเขาโยนระเบิดมาให้ไปที่ประตูก่อน อย่าไปสนใจระเบิด เพราะเป็นระเบิดเสียง ผมก็ไปล็อกประตู ก็ทำให้ผมรอดเพราะเขายิงปืนตามมา30กว่านัด ประตูพรุน ผมก็หลบออกทางหน้าต่างแล้ววิ่งหนี แล้วโรยตัวลงมา

ผมไม่ได้เป็นฮาร์ดคอร์เพราะผมอยากเป็น แต่ผมถูกไล่ล่า ผมไม่ยอมแพ้กับความไม่ถูกต้อง ผมไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมถูกจับ ผมไม่มีทางยอมจำนนกับคนเหล่านี้ เรายังต้องมีเสรีภาพต่อไป เพราะเราเป็นคนดีไม่ช่คนเลว เราควรได้รับการชื่นชม ไม่ใช่ป้ายสี ผมก็น้อยใจเหมือนกันที่สื่อว่าผมฮาร์ดคอร์

ที่บอกว่าผมพูดปราศรัยเรื่องเผากรุงเทพฯ มันก็เป็นเพียงเรื่องของวาทะที่ผมบอกว่า ให้เอาน้ำมันมาคนละ1ลิตร กรุงเทพฯจะเป็นทะเลเพลิงหากมี การปฏิวัติยึดอำนาจ มันเป็นเงื่อนไข แต่ความจริงทหารเป็นคนทำเป็นคนวางแผนหมด ความจริงเรามาเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ไม่ได้มีใครเตรียมมาเผาอย่างที่ให้ร้ายกล่าวหาผม

ประณามวาทะรัฐบาลฆาตกร ไม่มีหนทางปรองดองได้

รัฐบาลได้ประดิดประดอยถ้อยคำวาทะฆาตกรขึ้นมา เป็นวาทะน่ารังเกียจ อย่างการสลายฝูงชน เขาก็บอกว่าขอพื้นที่คืน แต่ที่เขาไม่ใช้คำว่าสลายฝูงชนก็เพราะเขาไม่ได้ทำตามหลักสากล เช่น แยกคนชราสตรีออก จากเบาไปหาหนัก เขาเลยใช้คำว่าขอพื้นที่คืน เพื่ออ้างว่าเป็นการยึดพื้นที่ถนนสาธารณะคืนมา

พื้นที่ถนนใช่ของคนกรุงเทพฯก็ใช่ แต่ไม่ใช่เฉพาะของคนกรุง ชาวไร่ชาวนาจ่ายภาษีก็มาทำถนนกรุงเทพฯ เขาก็มาใช้สิทธิใช้พื้นที่ แต่กลับให้ทหารใช้กองกำลัง ใช้อาวุธร้ายแรงสังหาร แล้วโยนมาว่าคนเสื้อแดงสังหารเข่นฆ่ากันเอง ซึ่งไม่ใช่วิธีการสุภาพบุรุษ

ผมไปปราศรัยทั่วประเทศมาหลายร้อยครั้ง ทุกที่ทั่วประเทศไม่เคยเกิดเหตุ เพราะเราไม่มีอาวุธ แต่ที่มีเหตุเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลให้ทหารออกมา มีอาวุธหนัก

เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมีทหารถูกสังหารในวันที่ 10 เมษายนด้วย

ส่วนเรื่องการปรองดอง เราไม่คิดปรองดองกับฆาตกร คุณไม่อายหรือฆ่าคนแล้วมาบอกว่าเรามาปรองดองกัน ความจริงแล้วคนเสื้อแดงต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องการสันติภาพ แต่หากปรองดองกับฆาตกรแล้ว ประชาธิปไตยก็ไม่ได้ เสรีภาพก็ไม่ได้ สันติภาพก็ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ แต่หากคุณยอมให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีสันติภาพ มีเสรีภาพ และยอมรับ10ทันสมัยของธรรมนูญคนเสื้อแดงก็ปรองดองกันได้

ผมเชื่อมั่นว่าวีรชนที่เขาเสียชีวิตไป แล้วได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามธรรมนูญทั้ง10ข้อนี้ วีรชนคงนอนตายตาหลับที่บรรลุสมเจตนารมณ์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยใต้อุ้งมือทหาร นายทุน คุณต้องเห็นคุณค่าของสิทธิเสรีภาพประชาชน

เตือนอภิสิทธิ์หนีไม่พ้น ยกเว้นไปเจอยมบาล

คุณอภิสิทธิ์คุณเป็นนายกฯได้ไง เป็นคนได้อย่างไร ตอนนี้ไปที่ไหนก็ถูกขับไล่ ออกมากินข้าวปากซอยก็ไม่ได้ คุณได้สร้างรอยแค้นให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน หากคุณไม่ได้เป็นนายกฯในวันหน้า คุณจะอยู่ได้ไง ในเมื่อคุณไม่ได้เป็นนายกฯไปตลอดกาล วันนั้นคุณอภิสิทธิ์และศอฉ.จะอยู่ยังไง เพราะถูกคนเขาจองกฐินอยู่ คนเสื้อแดงทั่วประเทศทั่วโลกเวลานี้ไม่ต้องมีผู้นำ เขาสามารถต่อต้านได้ทุกที่ทัวโลก ทุกที่และบ่อยขึ้น รวมทั้งการเดินทางไปอเมริกา หรือไปยุโรปก็จะเจอกับการต่อต้านไปทุกที่

อภิสิทธิ์จึงต้องรอการพิพากษาทั้งทางคดี และการพิพากษาจากประชาชน หนีไปไหนก็หนีไม่พ้น ยกเว้นต้องไปพบยมบาล ถึงคุณจะใหญ่เท่าไหร่ แต่ยังไงก็เล็กกว่าโลง

วิพากษ์การเดินสายปรองดองของเสธ.หนั่น

คุณก็มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเข่นฆ่าประชาชน แล้วคุณมาเรียกร้องปรองดอง มันก็คงยากที่จะปรองดองกันได้ เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมก็ไม่ได้ส่อเจตนาว่าจะแก้ไขปัญหา เช่น ให้นิรโทษกรรมกับผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ไม่ได้ขึ้นเวที หรืออยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่นิรโทษกรรมให้คนที่โดนข้อหาก่อการร้าย และล้มเจ้า

คุณกล่าวหาเราโดยไม่มีหลักฐาน จับแกนนำเราไปขังไว้80กว่าวัน ไล่ล่าผม แล้วแบบนี้จะปรองดองกันยังไง แต่หากจะเอาอย่างนั้นแล้วสามารถกลับสู่สภาวะปกติผมก็ยอมได้ แต่มันไม่เกิดการปรองดองจริง ไม่มีอะไรดีขึ้น

ปรองดองแล้วรัฐบาลจะคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนไหม คนที่เสียชีวิต ที่บาดเจ็บคุณจะเยียวยาอย่างไร คนที่บริสุทธิ์แต่ถูกจับกุมคุมขัง คนที่ถูกไล่ล่า เสียโอกาสในชีวิต ใครรับผิดชอบ

การปรองดองไม่ใช่แค่คำพูด แต่อยู่ที่การกระทำ หากจะปรองดองต้อง

1.หยุดไล่ล่า
2.หยุดองค์กรอิสระ ทหาร ตำรวจ คุกคามประชาชน
3.จากนั้นกำหนดว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และกลับไปเรื่องธรรมนูญ 10 ข้อที่ผมว่าไปแล้ว
4.ส่วนการสังหารประชาชน ต้องไปถามญาติวีรชนว่าเขารู้สึกอย่างไร เขาอยากให้เป็นแบบไหน หากเขาเห็นว่าคุณปรองดองจริงๆ เขาอาจมีความเมตตาคุณก็ได้ เสธ.หนั่นคงต้องไปถามเจ้าทุกข์ตัวจริงเหล่านั้น ไม่ใช่ถามแค่นักการเมือง


เปิดข้อเสนอปรองดองให้ยอมรับธรรมนูญ10ข้อของเสื้อแดง

จะปรองดองได้จริง ทำไม่ยากหรอก

1.อภิสิทธิ์ยุบสภา 2.นำธรรมนูญเสื้อแดง10ข้อไปปฏิบัติ

รูปธรรมก็เช่น สอบสวนการกระทำของเสื้อแดงกับรัฐบาลคนละชุด ให้เวลา 6 เดือน หากสรุปว่าคนเสื้อแดงไม่มีความผิดก็ต้องปลดปล่อยนักโทษ เยียวยา หากผิดก็ขึ้นศาลยุติธรรม และหากสอบสวนว่ารัฐบาลผิดไม่ผิดก็นำขึ้นศาลว่ากันไปเต็มที่

คณะกรรมการนี้ต้องเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง มีการเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน

หากคณะกรรมการชี้ไปทางไหนก็ว่าไปตามนั้น ให้คณะกรรมการ 2 ชุดสอบสวนชี้มูล ไม่ใช่พูดปรองดองแต่พวกผมยังถูกขังคุก ถูกตามไล่ล่าอย่างตอนนี้ มันจะปรองดองได้อย่างไร

ที่สำคัญสถาบันกษัตริย์ของเราตอนนี้มีคนนำมาเป็นเครื่องมือการเมือง ทำร้ายคนอื่นๆหาว่าคนนั้นคนนี้หมิ่น จะล้มล้าง ผมถามว่ามันเพียงพอหรือยัง น่าจะเหนื่อยกันมากพอแล้ว เราก็รู้ตื้นลึกหนาบางมาก แต่ตอนนี้ออกอากาศผมก็ขอพูดแค่นี้

ตอนนี้ต้องมีธรรมนูญของคนเสื้อแดง ประเทศเราต้องยุติปัญหาทั้งหมด รัฐบาลต้องหยุดการใส่ร้ายป้ายสี หยุดการกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลต้องหาคนสั่งการฆ่าประชาชนตั้งแต่10เมษายนมาถึง19พฤษภาคม พวกเราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แม้ในประเทศทำไม่ได้ แต่ระดับนานาชาติคงช่วยได้

ธรรมนูญ 10 ข้อ ก็เช่น

1.อธิปไตยอำนาจต้องเป็นของประชาชน ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจให้ชัดเจน

2.ขบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต้องเป็นธรรมและทันสมัย ต้องแฟร์ องค์กรอิสระต้องมีมาตรฐาน ไม่ซ้ายไม่ขวา

3.การพัฒนาคนพัฒนาชาติ เยาวชนต้องมีการศึกษาสูง เพื่อพัฒนาประเทศได้ดี รวมทั้งการส่งคนไปเรียนต่างประเทศ เรียนรู้วัฒนธรรมมาพัฒนาประเทศ

4.การพัฒนาด้านการเกษตรให้ทันสม้ย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการตลาด เทคโนโลยี การเก็บรักษาพืชผลที่ไม่มช่วิธีโบราณแบบเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ทำอยู่

5.การพัฒนาอุตสาหกรรม และการเศรษฐกิจการค้า การเงินการคลังต้องทันสมัย

6.ในด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ หมดสมัยที่จะใช้กำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้รัฐบาลมีปัญหาหมดกับเพื่อนบ้านรอบด้าน พม่า ลาว กัมพูชา

7.ในเรื่องการจัดการทรัพยากร ที่มีนายทุนหนุนหลังให้เกษตรกรบุกรุกป่า ต้องจัดการให้ถูกต้อง

8.เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องให้มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ไม่ใช่อย่างที่เป็นมา เรามาเรียกร้องประชาธิปไตยกลับเข่นฆ่า ตายไปที่รวบรวมได้ 96 ศพ ไม่นับรวมที่สูญหาย บาดเจ็บ

นี่เป็นประเด็นหลักๆที่เราต่อสู้อยู่ เพื่อจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า


คนเสื้อแดงพร้อมให้อภัย หากมีการสำนึกผิดและขอโทษ

คนเสื้อแดงมีหัวใจที่ดีงาม ไม่ประสงค์ร้ายกับใครอยู่แล้ว อาวุธเขาคือการให้อภัย หากความสุข โอกาส สิทธิเสรีภาพกลับคืนมา พวกเขาพร้อมให้อภัย ส่วนโลกแห่งความยุติธรรมจะให้อภัยหรือเปล่า ผมไม่ทราบ

ที่เขายัดเยียดให้ผมเป็นฮาร์ดคอร์ ผมเองไม่เคยจะทำอะไรใครเลย มีแต่โดนไล่ล่าไล่ฆ่า แต่มีคนช่วยเหลือ กับอาศัยความสามารถของตัวเอง และพระคุ้มครองหนีมาได้ เราไม่จำนนกับคนชั่ว คนที่เข่นฆ่าประชาชน

วิถีคนพลัดบ้านพลัดครอบครัว

ก็เป็นปัญหาใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่ของผม ผมมีเพลงหนึ่งคือเพลง"ปาป้า" ผมเป็นพ่อที่ปกติกลับบ้านก็หอมแก้มลูก3คน ตอนนี้ผมไม่ได้ทำหน้าที่นั้น ไม่กล้าติดต่อไป เพราะกลัวเจอดักฟัง 2เดือนแรกเขายังไม่รู้ผมไปไหนก็ไปแจ้งความว่าผมหายตัวไป แต่ต่อมาก็รู้

ผมอยู่กับครอบครัวมา10กว่าปีไม่เคยห่างกัน ก็กังวลเป็นห่วงลูกๆ แต่ภรรยาผมเป็นคนเข้มแข็งก็คงจัดการปัญหาต่างๆได้ดี แต่ผมก็ยังไม่บอกว่าผมอยู่ไหน เพราะก็อยู่ไม่เป็นที่อยู่แล้ว

ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะเจอแบบนี้ ไม่คิดว่าเขาจะเข่นฆ่าประชาชน แล้วเขาก็กล้าก้าวข้ามกองเลือดประชาชนเป็นนายกฯได้ ทั้งที่ควรรู้ว่าถึงมีตำแหน่งแต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

ตอนนี้เป็นยุคมืดมนของประเทศ และไม่รู้เมื่อไหร่จะสว่าง แต่เมื่อสว่างก็จะเห็นปฏิกูลที่คนเหล่านี้ทำไว้ และวันนั้นก็ใกล้จะมาถึงแล้ว

ตอนนี้หากถามว่าสบายดีไหม ก็ต้องพูดว่า ไม่ค่อยมีความสุข เพราะมีชีวิตอยู่อย่างได้รับการคุกคามตลอดเวลา ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ก็มีคนของทางการตามมาคุกคามตลอด แต่ผมก็มีคนไทยคอยดูแลผมตลอด เพราะเขารู้ว่ารัฐบาลกำลังคุกคามผม

เพลงตะโกนบอกฟ้า ที่ไปที่มา



'ตะโกนบอกฟ้า'เพลงใหม่ล่าสุดโดยพี่กี้ร์-อริสมันต์

วันที่เสธ.แดงเสียชีวิต ผมอยากตะโกนบอกฟ้าว่าทำไมมันไร้ความปรานี ยิงไล่ฆ่าทำไม เขาก็คน เขาก็ไทยที่ความคิดเห็นต่างกัน ถ้าหากฟ้าออกมาพูดมันจะจบ ผมเลยตะโกนบอกฟ้าว่าเห็นไหมมันไร้ความเมตตาปรานี และมีอีกหลายเพลงที่แต่งไว้ช่วงนี้

เสธ.แดงโดนสังหาร เป็นเรื่องสะเทือนใจที่สุด

การเสียชีวิตของเสธ.แดง และพี่น้องเสื้อแดงทุกคน แล้วเขาวาทกรรมฆาตกรว่า"กระชับวงล้อม,กระชับพื้นที่,ขอพื้นที่คืน"ทั้งที่ เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิ แต่กลับใช้วาทกรรมฆาตกรมาบอกว่าปิดวงล้อมเพื่อสังหารแกนนำ สังหารประชาชน คุณต้องไปแก้ตัวกับศาลว่าการขอพื้นที่คืน คุณต้องฆ่าคนเลยเหรอ

ที่สะเทือนใจที่สุดคือคุณยิงคนในเขตอภัยทาน ในเขตวัด พยาบาลคนหนึ่งที่ผมรู้จักดีคือน้องเกด ให้คุณไปฟังเพลงตะโกนบอกฟ้าที่ผมร้องไว้"ออกจากบ้านมาแค่เพียงมือเปล่า ..."ศพที่ตายนั้นตายด้วยอาวุธสงคราม ตายเพราะทหารที่ถูกสั่งมา คนที่เสียชีวิตในวัดคุณทำได้อย่างไร

สถานการณ์ที่ยังมีเหตุระเบิดในกรุงเทพฯเวลานี้

อภิสิทธิ์ก็ไปโยนผิดให้เสธ.แดงว่าทำ แล้วทำไมวันนี้ไม่มีเสธ.แดง ทำไมยังเกิดระเบิด มันเป็นเรื่องคนไม่พอใจในกองทัพ ความขัดแย้งในกองทัพ หรือรัฐบาลอาจสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองก็ได้

เขาใช้หลักการ 8 M คือ

*M-manใช้คนมาจัดการกับเรา กับแกนนำ
*M-material ใช้อาวุธใช้ระเบิด
*M-moneyไปซื้อข้อมูลข่าวสาร ให้มืออาชีพมาป้ายสี
*M-marketing ใช้การตลาดว่าเราเป็นคนเลวเป็นผู้ก่อการร้าย
*M-methodology จัดการกับเราอย่างมีแบบแผน
*M-monitor คอยเฝ้าสังเกตติดตาม
*M-mature ใช้องค์กรอิสระ องค์กรรัฐ องค์กรข่าวกรอง หน่วยรบพิเศษ
*M-management คอยจัดการทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นต้น


แต่มันสมศักดิ์ศรีที่ไหนหละ เอามาจัดการกับนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ผมจะเอาอะไรไปสู้ได้ เพราะที่ผมสู้คือความไม่เป็นประชาธิปไตย สู้กับนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์ แต่ตอนนี้ทหาร ตำรวจ องค์กรอิสระต่างๆเป็นเครื่องมือทรราชย์เข่นฆ่าประชาชน ซักวันหนึ่งเรื่องนี้ต้องไปขึ้นศาลโลก

อนาคตพร้อมจะลงเลือกตั้งกับพรรคที่มีแนวนโยบายเพื่อคนเสื้อแดง

อนาคตก็จะไปเลือกตั้งครับ หากบ้านเมืองไม่ปลอดภัยก็จะหาเสียงจากต่างประเทศ และเมื่อเราได้เป็นรัฐบาล เราจะไม่ลืมวีรชน ไม่ลืมญาติวีรชน ไม่ลืมคนที่สูญหาย คนที่บาดเจ็บ ต้องเยียวยา จะ5ล้าน10ล้านบาทก็ต้องหาให้ เรื่องนี้ต้องกำหนดเป็นนโยบาย รวมไปถึงธรรมนูญ 10 ข้อของคนเสื้อแดง

รวมทั้งต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ทุกวันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยหลายอย่าง รวมทั้งการให้อิสระส.ส.ไปเลือกคนที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคของตนเองเป็นนายกฯ ถือว่าผิดหลักการ ทำให้ฟอนเฟะ ไม่มีระบบพรรค ทรยศประชาชนที่เลือกมา เพราะประชาชนเลือกมาในนามพรรคของคุณ

เราจะนำนโยบายนี้ไปเสนอพรรคการเมือง หากพรรคใดยอมรับ คนเสื้อแดงก็พร้อมให้การสนับสนุน หากเกิดการรัฐประหารขึ้นมา คนเสื้อแดงมีความชอบธรรมจะนำอาวุธออกมาต่อสู้ และถ้าวันนั้นประชาชนชนะ สถาบันทหารจะเสียหายมาก และเราจะสอนวิชาการเมือง วิชาประชาธิปไตย วิชามนุษยธรรมเมาตตาธรรมให้ทหาร เพราะทหารไม่ใช่สัตว์ ต้องมีเมตตาธรรม คิดถึงใจคนอื่นว่าเป็นคนเหมือนกัน

ผมอยากฝากว่า ครั้งนี้เราน้อยใจในความเป็นคนไทยน้อยที่สุด เราจะภูมิใจได้อย่างไรในเมื่อรัฐบาลไล่ฆ่าเรา รัฐบาลต้องคิดให้ได้

ท้ายนี้ทุกกำลังใจ ทุกความปรารถนาดี ผมพูดจากหัวใจว่าผมอบอุ่น แม้ผมต้องสูญเสียเงินทองทรัพย์สินที่ผมมีมา ต้องพลัดลูกพลัดเมีย แต่ผมมีเสิ่งชดเชย ผมจะมีความสุข มีความภาคภูมิใจ หากสามารถร่วมมือกับพี่น้องนำประชาธิปไตยมาสู่แผ่นดินไทยได้ตลอดกาล

(ปิดท้าย คุณอริสมันต์ได้ร้องเพลง ตะโกนบอกฟ้า ปิดท้ายรายการ)

**********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-อริสมันต์โชว์รูปถ่ายล่าสุดเผื่อให้ธาริตไว้ดูต่างหน้า ตัวเป็นๆค่อยมาปลายปีอธิบดีDSIคงเป็นคนใหม่แล้ว


-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง:ในโอกาสรำลึก6เดือน19พฤษภา กับฟางเส้นสุดท้ายของคนเสื้อแดง


-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง:สู้ทุกวิถีทาง

-ปูขอบคุณแฟนคลับแพร่ความจริงโต้เวบลิ้มเล่นสกปรก-กี้ร์เผยที่มาภาพ ตุลย์ขู่ตบยิ่งลักษณ์คว่ำ

ความรับผิดชอบทางการเมือง ทางแพ่ง และทางอาญาต้องปรากฎ อย่าปล่อยเลือนหายกับสายน้ำ

ที่มา Thai E-News

ไทยอีนิวส์โพลล์-ผล สำรวจผู้อ่านไมทยอีนิวส์โพลล์พบว่า หลังจบอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.ต.อ.ประชา มีความต้องการให้ผู้ว่ากทม.ลาออก 52%ของผู้ตอบแบบสำรวจ รองลงมาต้องการให้ปรับนายธีระ วงศ์สมุทร ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเ้กษตรฯและต้องการให้ปรับพรรคชาติไทยพัฒนาออก รวมกัน 21%

เรื่องแรกคงยากจะหาสปิริตจากผู้ว่ากทม.ได้ แต่เรื่องหลังนั้นรัฐบาลสมควรต้องดำเนินการให้เกิด"ความรับผิดชอบทางการ เมือง"เป็นอันดับแรก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 ธันวาคม 2554
บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ กับธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีเกษตรฯ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเก่าหรือรัฐบาลใหม่ต้องรับผิดชอบ เพราะนายธีระร่างเงาของนายบรรหารเป็นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบต่อเนื่องมาจาก รัฐบาลเก่าถึงรัฐบาลใหม่ และกล่าวยอมรับผิดแล้ว คำถามตัวโตๆมีต่อไปว่า การรับผิดนั้นต้องมีทั้งทางการเมือง ทางอาญา และทางแพร่ง อย่าปล่อยให้มันเลือนหายไปกับสายน้ำ..


จบศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และสายน้ำกำลังจะเลือนหายไป หรือคนไทยลืมง่ายเหมือนที่เคยๆ

แต่มหาพิบัติภัยน้ำท่วม 2554 นี้ที่คนกังขากันมากคือ มันไม่ใช่น้ำท่วมธรรมชาติ ทว่ามนุษย์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง มีเสียงเรียกร้องให้เกิดกระบวนการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง เพื่อสาวหาตัวคนผิดมาลงโทษ และเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เพราะเวลานี้ไม่มีใครมั่นใจอีกแล้วว่า

ปีหน้ายังจะท่วมอีกหรือไม่?

ในระยะแรกของการควานหาตัวผู้รับผิดชอบและทำให้เกิดน้ำท่วมนั้น ก็ขึ้นกับจุดยืนทางการเมืองและอคติของคน

ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลนี้บอกว่า น้ำท่วมเพราะ

-ทักษิณเจ้าเก่าขาประจำ โดยปล่อยข่าวทางฟอร์เวิร์ดเมล์และเฟซบุ๊คสลิ่มว่า เพราะทักษิณพาแขกซา่อุฯมาทำนาที่สุพรรณฯ ทักษิณเลยไม่อยากให้น้ำไปท่วมนาแขกก็เลยปล่อยไปท่วมที่อื่น แต่เรื่องนี้บรรหาร ศิลปอาชา ปฏิเสธอย่างแข็งขัน หรือแม้แต่สื่อASTVผู้จัดการ ที่ต่อต้านทักษิณทุกท่า ก็มารายงานเมื่อวานนี้ในหัวข้อข่าว แม้วฉุนขาด “เสี่ยเติ้ง” !? โดยบอกว่าการที่กระทรวงเกษตรซึ่งมีเงาร่างบรรหารรับผิดชอบอยู่บริหารจัดการน้ำห่วยแตก ทำให้เสียชื่อมาถึงรัฐบาลน้องสาวของเขา


-รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ข้อกล่าวหานี้มาจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโยนความรับผิดชอบว่า ยุครัฐบาลก่อนของปชป.จัดการบริหารดีเลยไม่ท่วม แต่พอยิ่งลักษณ์เข้ามาแย่ก็เลยท่วมหนัก พร้อมกับนำชาร์ตปริมาณน้ำในเขื่อนมาอธิบายประักอบขึงขัง แต่หมัดเด็ดที่ว่าย้อนศรมาน็อกลูกพี่มาร์คเสียเอง เพราะเรื่องวันเวลาที่อ้างว่าทำผิดพลาดจนน้ำท่วม ดันเป็นเวลาที่รัฐบาลรักษาการของนายอภิสิทธิ์คงยังรับผิดชอบบริหารประเทศ อยู่ (ดูข่าว:หมัดเด็ดลูกพรรคปชป.ย้อนศรน็อกมาร์คซะเอง )

ส่วนฝ่ายที่โปรรัฐบาลนี้บอกว่าคนทำน้ำท่วมคือ

-รัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะหลักฐานที่ลูกพรรคงัดหมัดเด็ด (หมัดเด็ดลูกพรรคปชป.ย้อนศรน็อกมาร์คซะเอง )เป็นหลักฐานโต้งๆ
-อำมาตย์เจ้าเก่าขาประจำ ฝ่ายที่โปรรัฐบาลนี้พากันชี้ไปทางอำมาตย์ว่าเป็นคนทำ ปล่อยน้ำจากเขื่อนท่วมบ้านท่วมเมือง เพื่อหวังใช้น้ำท่วมเป็นอุทกรัฐประหารคว่ำล้มรัฐบาล ซึ่งไทยอีนิวส์ได้พยายามสืบค้นข่าวนี้และนำเสนออย่างต่อเนื่องในทำนองว่า หลักฐานแวดล้อมยังคลุมเครือไม่ชัดเจนตามข้อกล่าวหา ยังต้องพิสูจน์หักล้างอีกมาก

(ดูข่าวสืบสวนในทิศทางนี้ในหัวข้อ -พิสูจน์ด้วยตาคุณเองข่าวปล่อยน้ำทำลายรัฐบาล?)

ถึงแม้การสืบสวนไปในทิศทางนี้ จะเจอตัวผู้รับผิดชอบลางๆว่าเป็นอธิบดีกรมชลประทาน ผู้รับผิดชอบการปล่อยน้ำจากเขื่อน แต่ข้อมูลจากกฟผ.ได้ชี้แจงโดยอ้างว่า น้ำที่ลงมาท่วมกรุงเทพฯนี้มาจากขื่อนแค่ 16% ที่้เหลือราว84%เป็นน้ำธรรมชาติ

ดังนั้นท้ายที่สุดหากจบลงที่มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิด มารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ตามแนวทางสืบทิศทางนี้ ไทยอีนิวส์จึงสรุปแบบเสียดเย้ยว่า
"เชื่อได้ว่า"เราก็น่าจะได้ผู้ร้ายเจ้าประจำสังคมไทย คือหากไม่เป็น"ไอ้ปื๊ด" ก็คงไปหวยออกที่"ชายชุดดำ"

(ดูรายละเอียดในรายงานข่าว:สุดท้ายชายชุดดำผิดภัยพิบัติน้ำถล่มกรุง)

อย่างไรก็ดีจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเข้าใกล้ข้อสรุปมากขึ้นในรายงานข่าวเรื่อง นักการเมืองคนไหนทำน้ำท่วม กฟผ.ขว้างงูไม่พ้นคอแจงเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ไม่เกี่ยวกลายเป็นหลักฐานมัด

โดยสรุปก็คือว่า การตั้งธงของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายหนุนกับฝ่ายต้านรัฐบาลนั้นอาจผิดทางตั้งแต่ต้น เพราะมีจุดยืนมาแต่ต้นแล้ว เลยไปหลงทางกัน เนื่องจากมักวิจารณ์กันว่าใครต้องรับผิดชอบกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนมาท่วม บ้านเมือง รัฐบาลเก่าหรือรัฐบาลใหม่? เพื่อโยนผิดให้กัน

แต่ความจริงแล้วรับฟังได้ว่า ทั้ง 2 รัฐบาลต่างก็มีนายธีระ วงศ์สมุทร รมว. เกษตรฯคนเดียวกัน ซึ่งน่ากังขาว่าอาจมีวาระซ่อนเร้นเรื่องหาผลประโยชน์เข้าพรรคจากภัยพิบัติน้ำท่วม และยังอาจหวังผลทางการเมืองด้วย

อย่าลืมว่าปีกลายก็ท่วม จนกังขากันว่าวัตถุประสงค์ของการก่ออุทกภัยเพื่อจะประกาศเขตภัยพิบัติ ซึ่งมีผลต่อการปรับระเบียบการเบิกจ่ายงบกลาง และงบเงินสะสม มีการหักเปอร์เซ็นต์เงินช่วยเหลือ เพื่อระดมทุนก่อนการหาเสียงเลือกตั้งใหญ่หรือไม่?

และการสร้างผลงานว่า เห็นไหมจังหวัดอื่นท่วม ไม่ท่วมเฉพาะจังหวัดเรา เป็นการแสดงอาณาบารมีขนาดไหนของคนๆนี้(คนที่ชูวิทย์บอกว่า อย่าเพิ่งตาย)

ส่วนคำชี้แจงจากกฟผ.ที่บอกว่าเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ไม่เกี่ยวข้อง นั้น ผู้รู้ย่อมจะเห็นชัดเจนว่า ได้กลายเป็นหลักฐานมัดคอซะเอง นี่เป็นการ "จงใจ" ให้เกิดอุทกภัยอย่างแน่นอน ตรงไหน ให้อ่านในรายงานข่าวนักการเมืองคนไหนทำน้ำท่วม กฟผ.ขว้างงูไม่พ้นคอแจงเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ไม่เกี่ยวกลายเป็นหลักฐานมัด ชัดๆ..

บทสรุปของรายงานข่าวเชิงสืบสวนนี้มาจบลงเมื่อวัีนที่ 11 พฤศจิกายนในหัวข้อ แฉหลักฐานอัปยศป้องบรรหารบุรีปล่อยท่วมประเทศ

โดยรายละเอียดของรายงานข่าวมีดังต่อไปนี้

จากรายงานข่าวชิ้นนี้จะตอบคำถามที่คาใจคนเรื่องที่ว่า ทำไมน้ำไม่ท่วมสุพรรณบุรี หรือที่เรียกขานกันว่า"บรรหารบุรี"แล้วให้ไปท่วมจังหวัดอื่นแทน นั่นก็เพราะกรมชลประทาน ซึ่งอยู่ใต้สังกัดกระทรวงการเกษตรฯที่มีนายธีระ วงศ์สมุทร คนของพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ อาจจะ"รายงานเท็จ"ต่อหน่วยงานและสถาบัีนต่างๆ ว่ามีการระบายน้ำไปที่สุพรรณบุรีแล้ว ความจริงคือไม่

แต่จากหลักฐานคลิปข่าว และรายงานตัวเลขจากกรมชลประทานเองพบว่า ไม่มีการระบายน้ำไปทางบรรหารบุรีแต่อย่างใด จนคนของนายบรรหาร ศิลปอาชา ต้องมาบอกว่า นายบรรหารให้ระบายไปสุพรรณได้แล้วเพื่อคลี่คลายปัญหา แต่ตามตัวเลขในรายงานข่าวนี้พบว่า ไม่มีการระบายไปแต่อย่างใด

การที่แม่น้ำท่าจีน สุพรรณบุรี หรือบรรหารบุรี ไม่ได้ช่วยระบายน้ำนั้น ส่งผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาต้องระบายน้ำเพียงสายเดียว จึงเกิดการอั้นของน้ำ ทำให้ จังหวัดอื่นคือ อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ท่วมและน้ำกักขัง และเมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาระบายเพ­ียงสายเดียว ทำให้ต้องรับภาระมาก และส่งผลให้น้ำท่วมจังหวัด สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี จังหวัดที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระ­ยา รวมทั้งกรุงเทพ ฯ ด้วย

ที่เว็บบอร์ดของกรมชลประทาน ได้มีประชาชนไปตั้งกระทู้ถามหาความรับผิดชอบในหัวข้อเรื่อง สาเหตุที่แท้จริงของน้ำท่วมมาจากไหน และใครควรมีสำนึกรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ได้มีผู้ใช้นาม"สาวกรมชล"มาตอบว่า ถ้าบอกความจริงไปแล้ว จะไม่เชื่อตัวเองว่าเป็นไปได้ "เพราะมันเป็นความผิดมหันต์ ที่เกิดมาอีก สิบชาติ ก็ยังชดใช้ความเสียหายของประเทศนี้ไม่หมด" เป็นเพราะประมาท เหิมเกริม ดูถูกข้าราชการด้วยกัน ว่า ไม่มีใครกล้าคิด กล้าพูด ลองดูที่ youtube นี้ก่อนเถอะ แต่ขอให้ดูสัก 2 เที่ยว แล้วจดไว้ว่า ผอ.ชลประทานได้รับว่า ปิดประตูน้ำพลเทพไปกี่วัน และ ชาวบ้านผู้เลี้ยงปลากระชัง บอกว่า ประตูพลเทพ ปิดน้ำจนปลากระชังตาย ปิดกี่วัน

ปลากระชังน้ำนิ่งจนปลาตายนั้น น้ำต้องนิ่งอย่างน้อย 3 วัน คือปิดประตู น้ำไม่ไหล 3 วัน





นคลิปนี้ผอ.ชลประทาน บอกว่า เหตุที่ไม่ได้ปล่อยน้ำไปทางแม่น้ำท่าจีนไปสุพรรณบุรีมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนถึงกันยายน เพราะว่า ทุ่งสุพรรณบุรียังไม่ได้เกี่ยวข้าว ต้องรอให้ทางสุพรรณบุรีเกี่ยวข้าวก่อนจึงจะระบายไป และยอมรับว่าไม่ได้เปิดประตูระบายน้ำไปหลายวัน จนปลาตาย /เพราะน้ำขัง ขณะที่ชาวชัยนาทบอกว่าไำม่จริง คนสุพรรณฯเกี่ยวข้าวหมดแล้ว ขอว่าให้ปล่อยไปทางสุพรรณฯบ้่าง ไม่ใช่ปล่อยจังหวัดอื่น 12 จังหวัดจม แต่ผอ.ชลประทานก็บ่ายเบี่ยงว่าต้องรอชาวนาสุพรรณเก็บเกี่ยวข้าวก่อน

แต่แล้วนายประภัตร โพธสุธน คนสนิทของนายบรรหาร ก็โผล่มาพูดตอนท้ายคลิปข่าวที่ 2 ว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา สั่งมาให้ปล่อยระบายน้ำไปได้ ให้ปล่อยวันนี้เลย ปลาอยมากกว่าที่ชาวบ้านขอ ฯพณฯบรรหารสั่งมาแล้ว คนสุพรรณฯพร้อมเสียสละ

คลิปนี้ตอนท้ายๆคือคำตอบว่าใครมีอำนาจสั่งการเปิดปิดประตูน้ำให้ขังท่วม หรือระบายไปทางไหนชัดเจนที่สุด



จดกันไว้ได้ กี่วัน กี่ครั้ง ที่เขาปิดประตูระบาย พลเทพ.. ดิฉันจดได้ 6-8 วัน

แต่จากรายงานปริมาณน้ำไหลผ่าน ประตูระบายพลเทพ(ท่าจีน) ในเดือนกันยายน 2554 จาก เว็บไซต์แล้ว คลิ้กดู 6.สถานการณ์น้ำ/รายงาน คลิ้กต่อที่ สถานการณ์น้ำ ลุ่มเจ้าพระยา (สชป.12) และคลิ้กดูที่ แม่น้ำท่าจีน (ปตร.พลเทพ) - Thajeen River เดือนกันยายน 2554

ข้อมูลสถานการณ์น้ำ แม่น้ำท่าจีน (ปตร.พลเทพ)
ประจำเดือน กันยายน 2554


วันที่ ระดับน้ำเหนือ (ม.รทก.) ระดับน้ำท้าย (ม.รทก.) ปริมาณน้ำ(ม.3/วิ)
1 16.77 14.58 120.17
2 16.81 14.65 120.52
3 16.77 14.80 180.77
4 16.87 15.19 200.76
5 17.17 15.40 200.15
6 17.47 15.51 200.16
7 17.51 16.05 250.66
8 17.53 16.47 280.52
9 17.53 16.71 280.00
10 16.75 16.80 280.94
11 17.61 16.89 280.08
12 17.73 16.95 280.24
13 17.91 16.45 280.32
14 18.19 16.60 280.47
15 18.53 16.65 280.76
16 18.79 15.69 150.31
17 19.06 15.59 100.15
18 19.26 15.08 100.67
19 19.31 15.79 150.47
20 19.49 16.03 170.50
21 19.56 16.18 170.11
22 19.56 16.13 170.82
23 19.58 16.15 170.85
24 19.62 16.15 170.18
25 19.59 16.34 197.49
26 19.56 16.34 210.28
27 19.51 16.22 210.57
28 19.46 16.37 225.73
29 19.44 16.36 225.64
30 19.41 16.33 225.94

ดูกันซิว่า มีวันไหนในเดือนกันยายน 2554 ที่เขาปิดประตูระบายน้ำมั่ง คำตอบคือ ไม่ได้ปิดประตูเลย

แต่เขารายงานกรมชลฯ รายงานจังหวัด องค์การต่างๆ สถาบันหลักที่สำคัญต่างๆ และ ครม.ว่าเปิดประตูตลอด แต่ ผอ.ชป.บอก ว่าปิดประตูน้ำหลายๆครั้ง

ใครรับผิดชอบ.การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

"ไม่มีวันใดปิดประตูระบาย ประตูน้ำพลเทพ"
แสดงว่า รายงานการระบายน้ำที่รายงานว่า ระบายไปจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวันนี้ เป็นรายงานที่ไม่เป็นความจริง(เป็นเท็จ)


นี่หรือเปล่า ที่เป็นต้นเหตุให้แผนป้องกันน้ำท่วมประเทศขณะนี้ล้มเหลว เกิดความเสียหายหลายแสนล้าน
"เป็น เพราะว่า รายงานการระบายน้ำไปทางตะวันตก เป็นรายงานที่เป็นเท็จ รายงานไม่จริงไปให้คณะรัฐมนตรี ไปให้หน่วยงานต่างๆ ไปให้สถาบันสำคัญๆ หลักของชาตินั้นเป็นรายงานที่เป็นเท็จ"

ความเสียหายที่รายงานที่ไม่เป็นความจริงนี้ ก่อความเสียหายมหาศาล เนื่องจาก ช่วงปิดประตูระบาย ก็ยังรายงานว่าเป็นระบายไปทางแม่น้ำท่าจีน

แล้วประตูระบายตัวอื่นรายงานไม่จริงด้วยหรือไม่ ??

ผู้ใช้ชื่อ"คนกรมนี้"แสดงความเห็นว่า ตัวเลขเปิดปิดประตูจะต้องออนไลน์ ไปที่หน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงทรัพยฯ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรฯ ครม.ฯลฯ ส่วนราชการอื่นๆ ถ้าตัวเลขเป็นเท็จ หน่วยงานอื่นก็จะได้ตัวเลขเท็จไป สำหรับเจ้าหน้าที่ อาจมีความผิด ข้อหากรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ แถมอาจโดนฟ้องแพ่งด้วยนะ

ขณะที่มีผู้ใช้ชื่อว่า "ชาวบ้านเฝ้ามอง"ตอบว่า อยากรู้จริงๆใช่ไหมครับ ว่าเป็นเพราะอะไร และกรมชลประทานต้องรับผิดชอบด้วยไหม??
ก็ลองไล่ดูดังนี้ครับ

ปลายเดือนมิถุนายน 2554 พายุไหหม่า ก่อตัวเป็นดีเปรสชั่นทำให้ฝนตกทั่วไปทางภาคเหนือ น้ำเริ่มท่วมจังหวัดน่าน อุดรดิตถ์

ปลายเดือนมิถุนายน 2554 เป็นช่วงฉลองวันเกิดกรมชลประทาน

ต้นเดือนกรกฎาคม 2554 ชาวบ้านนครสวรรค์และชุมแสงพยุหคีรี เดินขบวนปิดเขื่อนเจ้าพระยา เรียกร้องใหเขื่อนเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนเพื่อเร่งระบายน้ำที่ขังบริเวณ จังหวัดนครสวรรค์

กลางเดือนกรกฎาคม 2554 กรมชลประทานได้ประชุมการบริหารน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา โดยให้เร่งรัดระบายนำออกทางด้านตะวันตกและตกวันออก

30 กรกฎาคม 2554 พายุนกเต็นเข้าไทย ทำให้น้ำท่วมไปทั่วภาคเหนือและลามและสะสมมาที่จังหวัดนครสวรรค์ พยุหคีรีและชัยนาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2554-กรกฎาคม 2554 ไม่มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์

สิงหาคม 2554 ข้าราชการระดับปฏิบัติงานควบคุมการส่งน้ำในพื้นที่ เดือนท่างไปท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกา หลายชุดหลายระลอก กรมชลประทานอนุมัติให้ ผอ.สำนัก ผอ.โครงการไปเที่ยวเมืองนอกยกสำนักฯ

กันยายน 2554 น้ำเริ่มท่วมชัยนาท สรรพยา สิงห์บุรี อ่างทอง ราษฎรวัดสิงห์ขอให้เปิดน้ำไปทางตะวันตกมากขึ้น แต่ได้รับการปฏิเสธ

13-14 กันยายน 2554 ประตูระบายบางโฉมศรีพังเสียหาย

13-15 กันยายน 2554 ข้าราชการกรมชลประทานเลี้ยงส่งเกษียณอายุ

ชูวิทย์อภิปรายสับ"คนตัวสั้นๆ"ทำน้ำท่วมเว้นวรรค บอกอย่าเพิ่งตาย



นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ส.ส.พรรครักประเทศไทย กล่าวอภิปรายในสภาว่า อุทกภัยไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ เกิดจาก"มนุษย์คนๆหนึ่ง ต้องโทษคนสั้นๆ เพราะความเห็นแก่ตัว เพราะความโหดเหี้ยมหรือเปล่า น้ำทำไมมันท่วมเว้นวรรคบางจังหวัดได้ คนสั้นๆนี้อย่าเพิ่งตาย เพราะน้ำท่วมคราวนี้มีคนตาย500คน"

รัฐมนตรีเกษตรฯยอมรับกลางสภากักน้ำให้ชาวนาเกี่ยวข้าว

สุดท้ายความจริงก็ปรากฏออกมาเมื่อ "ธีระ วงศ์สมุทร " รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ยอมรับกลางสภาหลังจากถูกไล่บี้จากฝ่ายค้านว่า

"ผมยอมรับว่าพูดจริงที่สั่งชะลอน้ำเพื่อให้พี่น้องชาวนาได้เกี่ยวข้าว ก่อนปล่อยน้ำเข้าทุ่ง"

นายธีระกล่าว ส่วนที่ฝ่ายค้านบอกว่า ผมให้สัมภาษณ์สั่งให้ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลนั้นจริง เพราะตอนนั้นเราชะลอการโหลดน้ำลงเจ้าพระยา เพราะไม่ว่าที่ไหนหรือทุ่งไหนจะเกี่ยวข้าว เราก็ต้องทำแบบนี้ อยู่รัฐบาลที่แล้วผมก็ทำ เพราะประชาชนกำลังจะเกี่ยวข้าว(ที่มา:มติชนออนไลน์)

บรรหาร ตอบโจทย์น้ำก็ท่วมสุพรรณฯ



เพื่อความเป็นธรรมและรอบด้าน ลองฟังนายบรรหารตอบโจทย์เรื่องนี้ด้วย

........
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นายสหรัฐ กุลศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ชาว อ.เดิมบางนางบวช และหลายอำเภอใน จ.สุพรรณบุรี ไม่มีน้ำทำนา และมีพรรคการเมืองบางพรรคใส่ร้ายว่าพรรคเพื่อไทยไม่ยอมเปิดประตูน้ำให้คน สุพรรณบุรีทำนา ซึ่งไม่เป็นความจริง

นายพรม บุญมาช่วย ประธานสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี แฉว่า ขณะนี้ ชาวนา ในพื้นที่ อ.เดิมบางนางบวช, อ.สามชุก, อ.ดอนเจดีย์, อ.อู่ทอง และ อ.สองพี่น้อง ที่ใช้น้ำจาก คลองมะขามเฒ่า ในการทำนา กำลังได้รับความเดือดร้อน เนื่องจาก ชลประทาน ไม่ยอมปล่อยน้ำเข้าคลอง

ชาวนาต่างตั้งข้อสงสัยกันว่า ที่ผ่านมา และ ในขณะนี้น้ำยังมีปริมาณอยู่จำนวนมาก เหตุใด ชลประทาน จะต้องจัดเวรการปล่อยน้ำด้วย ที่ผ่านมา การทำหน้าที่ของ ชลประทาน มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย มีส่วนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แล้วนี่ จู่ๆ น้ำยังมีอยู่มาก กลับไม่ปล่อยมาให้ ชาวนา ได้ทำนา น่าแปลกจริงๆ

นี่เป็นการตอกย้ำหลักฐานมัดแน่นขึ้นไปอีกว่า การป้องกันบรรหารบุรีให้เว้นวรรคไม่โดนน้ำท่วมจังหวัดเดียว จนแห้งขอดไม่พอทำนา แล้วปล่อยไปท่วมจังหวัดอื่น รวมทั้ง 12 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพฯนั้น ใคร?ต้องรับผิดชอบ

กระบวนการสืบสวนสอบสวนโดยคณะกรรมการที่เชื่อถือได้และเป็นอิสระต้องเกิดขึ้น โดยไว ในเมื่อพรรคฝ่ายค้านไม่ยอมตรวจสอบ เพราะยังยั้งดาบไว้ไมตรี เลือกไปตีที่พล.ต.อ.ประชาอย่างชนิดที่ไม่รู้สี่รู้แปดอะไรเลย

และกล่าวสำหรับรัฐบาลนี้

คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้และฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีอยู่ว่า

ไหนหละความรับผิดชอบทางการเมือง พรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ยังสมควรได้รัีบความวางใจให้คุมกระทรวงเ้กษตรฯและการชลประทานต่อไปอีกหรือ?

ไหนหละความรับผิดชอบทางอาญา ในเมื่อหลักฐานโยงไปถึง นายธีระก็สารภาพกลา่งสภาแล้ว งานนี้ไม่ต้องมีใครติดคุกหรือ?

ไหนหละความรับผิดชอบทางแพ่ง เกิดความเสียหา่ยนับล้านล้านบาท GDPของประเทศหดวูบจากที่คาดว่าจะโต4%เหลือ1.5%ในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่รู้จะลงทุนในไทยต่อไปหรือไม่หรือจะเผ่นหนี แล้วไม่ต้องมีใครจ่ายชดใช้ชดเชยความเสียหายมหาศาลนับล้านล้านบาทเหล่านี้ หรือ?

คำตอบต้องปรากฎโดยไว ก่อนจะเลือนหายไปกับสายน้ำ
*********