ที่มา thaifreenews
โดย bozo
กาแฟ
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=779
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, December 11, 2011
ตอบโจทย์ชวนคุย "คดีอากง" ความยุติธรรม... มาตรา 112 และอนาคตสังคมไทย
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
speedhorse
ตอบโจทย์ชวนคุย "คดีอากง" ความยุติธรรม... มาตรา 112 และอนาคตสังคมไทย
ติดตามชมได้ใน
ที่นี่ตอบโจทย์ วันจันทร์ ที่ 12 - วันพุธ ที่ 14 ธันวาคมนี้
เวลา 22.30 น. ทางไทยพีบีเอส
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=778
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล "มาตรา 112 : ผลพวงรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 "
ที่มา ประชาไท
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
"ในการบัญญัติกฎหมายนั้น ผู้บัญญัติกฎหมายย่อมจะบัญญัติขึ้นเพื่อแก้ไขเหตุการณ์อันใดอันหนึ่ง หรือเพื่อสนับสนุนส่งเสริมสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งถ้าเราจะศึกษาจากประวัติศาสตร์แล้ว ก็จะเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายและช่วยเราเข้าใจกฎหมายนั้นดีขึ้น" ดร.หยุด แสงอุทัย [1]
การปลุกกระแส "กำจัดพวกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ผ่านสื่อมวลชน (ไทยโพสต์, ดาวสยาม เป็นต้น) และตามล่า ไล่จับกุม หรือกระทั่งทารุณกรรมอย่างป่าเถื่อน อย่างต่อเนื่องและถึงจุดขีดสุดในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สมัยรัฐบาลเสนีย์ ปราโมช, กองกำลังอนุรักษ์นิยมบุกสังหารหมู่ ผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ อาจจำแนกฝ่ายอนุรักษ์นิยมบ้าคลั่งได้ 2 พวก คือ 1.พวกมีเครื่องแบบ เช่น ลูกเสือชาวบ้าน (สังเกตจาก "ผ้าพันคอพระราชทาน") , 2.พวกไม่มีเครื่องแบบ เช่น กระทิงแดง (สังเกตจากบุุคลิกท่าทาง) โดยกระทำบังอาจลักษณะทารุณกรรมผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ (ประชาชน) เช่น ฆ่าตอกลิ่มทะลุอก เผาทั้งเป็น แขวนคอแล้วประทุษร้ายศพ [2] และตำรวจพลร่ม ตำรวจตระเวนชายแดน ในภายหลัง
ในยุครัฐบาลเสนีย์ ปราโมช มีการจับกุมผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ เบ็ดเสร็จ 3.154 คน ในฐานความผิดต่างๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามคำกล่าวอ้างในภายหลังโดยแถลงการณ์ของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร [3]
เวลา 19.10 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519, สงัด ชลออยู่ และสมุน (ของมัน) ดำเนินการอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ลงตามแผนที่วางสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า [โดยดู "ส่วนที่3" ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง] ได้ก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ พร้อมประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ

เราจะพิจารณา คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 ซึ่งในระยะเวลาสั้นๆ จะหยิบยกเฉพาะข้อ1. ซึ่งโยงไปได้หลายเรื่อง ดังนี้

ในข้อ 1. ตามคำสั่งฯ แบ่งเป็นสองส่วน คือ
1.การกระทำความผิดอาญที่ระบุท้ายบัญชีของคำสั่งฯนี้ ซึ่งปกติอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม คณะรัฐประหารให้โอนคดีมายังเขตอำนาจศาลทหาร
คดีเยอะๆ แบบนี้ พวกเขาทำอย่างไร? เป็นปัญหาทางธุรการ ซึ่งแก้ไขโดยวิธี "เพิ่มหมวกอีกใบ" ให้ศาลและอัยการ ซะ (เป็น ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ด้วย, ศาลทหารด้วย)


2.ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาตามบัญชีท้ายประกาศฯ
หนึ่งในนั้นคือ มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา อยู่ใน ข้อ1

ผลของการโอนคดีให้อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร
ก.ตีความถอยกลับ
กำหนดตัวบุคคลซึ่งอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาทหาร [4] ในมาตรา 5 ทวิ วรรคหนึ่ง "บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมาย..."
มาตรา 5 ทวิ วรรคท้าย "ในกรณีที่มิใช่ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 107 ถึงมาตรา 129 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถ้าได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษผู้นั้นในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีก แต่ถ้าผู้นั้นยังไม่พ้นโทษ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้"
หมายความว่า กรณีกระทำความผิดเกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์ 1.แม้ศาลต่างประเทศพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สามารถนำมาฟ้องซ้ำได้ (?), 2.ตัดดุลยพินิจลงโทษน้อยกว่าหรือไม่ลงโทษเลย
ข.คุ้มครองทั้งพระบรมราชตระกูลไม่ว่ารัชกาลใดๆ ระวางความผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา (ธรรมดา) และ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร โดยไม่ถือเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน
มาตรา 28 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายอาญาทหาร "อนึ่งถ้าธงที่มันสบประมาทนั้น เป็นธงเครื่องหมายสำหรับพระเกียรติยศของสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหสีก็ดี มกุฎราชกุมาร หรือผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระราชโอรสพระราชธิดา ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ว่ารัชกาลใดๆ ก็ดี ท่านไม่ประสงค์จะให้เอาความในมาตรานี้ไปใช้ลบล้างอาญา ที่ท่านได้บัญญัติไว้สำหรับความผิดฐานแสดงความอาฆาตมาดร้ายและหมิ่นประมาท ดังได้กล่าวไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะอาญาสำหรับพระราชอาณาจักรสยามมาตรา 98 หรือมาตรา 100 นั้น"
ค.จำเลยคดี มาตรา 112 ห้ามแต่งทนาย
มาตรา 55 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติ่ม ตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2511 [5]


ง.ห้ามอุทธรณ์ฎีกาในคดีอาญา ในสถานการณ์ไม่ปกติ (เช่น ประกาศกฎอัยการศึก)
มาตรา 61 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 [6]


ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
ในจุดนี้อาจคลายข้อสงสัย ที่ เราเห็นคดีความผิดมาตรา 112 ในยุครัฐประหาร 2519 ถึงยุคเปรม , ทั้งๆที่จำเลยเป็นพลเรือน เช่น คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ คดีหมายเลขดำที่ 35, 36, 37/ 2527 ศาลทหารกรุงเทพ ระหว่าง พนักงานอัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ กับพวก จำเลย ซึ่งคุณสุนัย จุลพงศธร เป็นทนายความจำเลย (ในสถานการณ์ปกติ) [7]
ต่อมา วันที่ 21 ตุลาคม 2519 , คณะรัฐประหาร เพิ่มโทษบทบัญญัติมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ข้อ1 โดยปรับโทษจากเดิม "จำคุกไม่เกินเจ็ดปี" [8] เพิ่มขึ้นเป็น "จำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" [9]

อัตราโทษนี้ดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
กล่าวได้ว่า "มาตรา 112" ประมวลกฎหมายอาญา ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นหนึ่งใน "ผลพวง" ของรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ ภายใต้บริบท "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กันชุกชุม" จากมาตรการ กีดกันหนักขึ้นเรื่อยๆ บีบฝ่ายต่อต้าน ขณะเดียวกัน บงการฝ่ายบ้าเลือดคลั่งเป็นสุนัข ให้ฆ่าห้ำหั่นกันอย่างป่าเถื่อนดั่งที่ปรากฎในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19
รัฐบาลที่ยอมตนมุ่งกำราบประชาชน "จับเข้าคุก มาตรา112" ก็ต้องถูกมอดไหม้ (เสนีย์ ปราโมช, และชุดถัดๆมา , ชุด อภิสิทธิ์ , และรัฐบาลชุดนี้) ไปตามๆ กัน ในสถานะ "แพะ/จำเลย" ของ "ข้าฯ" คนใหม่ เช่น คำแถลงการณ์ของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ดังกล่าวข้างต้น.
เชิงอรรถ
- หยุด แสงอุทัย. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 16. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ประกายพรึก. 2548. หน้า 57.
- สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง. พิมพ์ครั้งที่ 1. สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก. 2544. หน้า 182.
- อ้างแล้วในเชิงอรรถ 2, หน้า 177.
- โดยดู ประมวลกฎหมายอาญาทหาร : http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%bb07/%bb07-20-9999-update.pdf
- โดยดู พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2511 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2511/A/123/1.PDF
- โดยดู พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2498/A/083/1415.PDF
- โดยดู สุนัย จุลพงศธร. บันทึกทนายความ : เบื้องหลังคดี ส.ศิวรักษ์. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สันติภาพ. 2528
- โดยดู พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 : http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%bb06/%bb06-20-2518-a0003u.pdf
- โดยดู ประมวลกฎหมายอาญา : http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%bb06/%bb06-20-9999-update.pdf
กวีประชาไท:ความรักท่ียิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากเสาอากาศทีวี
ที่มา ประชาไท
ซะการีย์ยา อมตยา

เรามีสิทธิ์ที่จะรัก
รักใครก็ได้ที่อยากรัก
รักอย่างสุดจิตสุดใจ
แม้วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์
พยายามเห่กล่อมเราอย่างทุกลักทุเล
กระทั่งหนังสือแบบเรียนก็เกลี้ยกล่อมเรา
สมุดปฏิทินแจกฟรียังไม่เคยปราณีเราเลย
อีกทั้งถนนหนทาง สะพาน หินดินทราย
ล้วนแล้วกอปรกันร่วมกล่อมเกลาเรา
เบื้องหน้าความรู้สึกนึกคิดของเราเอง
เราเปลือยเปล่าล่อนจ้อน
ความรักที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากเสาอากาศทีวี
ซะการีย์ยา อมตยา
[วิดีโอ] Fearlessness walk: ก้าวเดินแรกออกจากความกลัว
ที่มา ประชาไท
วานนี้ (10 ธ.ค.54) เวลา 16.00 น. บริเวณลานอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีการจัดกิจกรรม “อภยยาตรา” หรือ Fearlessness walk โดยมีประชาชนทยอยเข้าร่วมกว่า 100 คน ร่วมกันเดินเท้าจากอนุเสาวรีย์ชัย - แยกราชประสงค์
กิจกรรม ดังกล่าวนำโดยนักวิชาการจากหลายสถาบัน กลุ่ม Article 112 กลุ่ม “เราคืออากง” กลุ่มกวีราษฎร กลุ่มอาสากู้ภัยน้ำตื้น และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) โดยเริ่มต้นประชาสัมพันธ์ในเฟซบุ๊คตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
>> คลิกอ่านเนื้อหา ฉบับเต็มที่นี่ <<
>> คลิกดูประมวลภาพ กิจกรรม อภยยาตรา หรือ Fearlessness walk <<
ลมหนาวมาทัก..เรายัง "รักกัน" เหมือนเดิม
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
น้ำค้างพราว..เกาะยอดหญ้า..พาใจฝัน
ทิ้งคำเหนื่อย..ท้อถอย..น้อยใจกัน
แล้วฝ่าฟัน..ยิ้มสู้..อยู่ต่อไป....
ดวงตาพริ้ม..ยิ้มร่า..เข้ามาทัก
ยังแน่นหนัก..ประจักษ์แท้..แม้หวั่นไหว
ร่วมกอดคอ..ก่อเส้นทาง..ระหว่างใจ
เติมห่วงใย..ให้ด้วยรัก..สามัคคี....
ลมหนาวพัด..โชยมา..บอกว่าหนาว
ผ่านเรื่องยาก..ซมซาน..มานานปี
ร่วมถักทอ..ก่อฝัน..กับวันสวย
ล้านใจช่วย..สืบสาน..ผ่านฟ้าหลัว
ด้วยแน่วแน่..มุ่งมาด..ไม่หวาดกลัว
ให้สุขทั่ว..พื้นดิน..สิ้นทุกข์ภัย....
‘อภยยาตรา’ กรุงเทพฯ/เชียงใหม่ จุดประกายสังคมหันมองปัญหา ม. 112
ที่มา ประชาไท
10 ธ.ค.54 เวลาประมาณ 16.00 น. บริเวณลานอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีการจัดกิจกรรม “อภยยาตรา” หรือ Fearlessness walk โดยมีประชาชนทยอยเข้าร่วมกว่า 100 คน ส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีดำ และมีการเตรียมป้ายที่เขียนข้อความต่างๆ เกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 และข้อเรียกร้องต่างๆ รวมถึงกรณีของนายอำพล หรือ “อากง” ที่เพิ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปีจากกรณีส่ง SMS หมิ่นสถาบัน ทั้งนี้ งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศจำนวนมาก
กิจกรรมดังกล่าวนำโดยนักวิชาการจากหลายสถาบัน กลุ่ม Article 112 กลุ่ม “เราคืออากง” กลุ่มกวีราษฎร กลุ่มอาสากู้ภัยน้ำตื้น และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) โดยเริ่มต้นประชาสัมพันธ์ในเฟซบุ๊คตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มต้นตั้งขบวนได้มีการกล่าวนำจากนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์, นายสุรพศ ทวีศักดิ์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน นักวิชากรรายล่าสุดที่โดนหมายเรียกในคดีหมิ่นสถาบัน, นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ผู้ริเริ่มการรณรงค์ “ฝ่ามืออากง” ทางเฟซบุ๊ค และวันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้
วันรัก สุวรรณวัฒนา กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมครั้งนี้ว่า อภยยาตรา นั้นแรกเริ่มเกิดขึ้นในประเทศพม่าโดยอองซานซูจี โดยคำว่า ภย แปลว่าความกลัว และ อภย แปลว่าไร้ซึ่งความกลัว ส่วนกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความอัดอั้นในสังคมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งได้แรงบันดาลใจจากงานรณรงค์ “ฝ่ามืออากง” ในเฟซบุ๊ค ซึ่งพวกเราทั้งในโลกเสมือนและโลกจริงรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างให้สังคม ได้รับรู้ เป้าหมายหลักคือต้องการสื่อสาร เคาะประตู กับสังคมโดยเฉพาะคนที่คิดต่างออกไป และยังไม่เคยรับรู้ถึงปัญหาของกฎหมายมาตรา 112 โดยสัญลักษณ์สำคัญในวันนี้คือ “อากง” ซึ่งถูกตัดสินพิพากษาจำคุก 20 ปีไปเมื่อเร็วๆ นี้
ส.ศิวรักษ์ กล่าวว่า อยากจะเตือนความจำว่าวันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ใช่กษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้วันนี้ยังเป็นวันปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญสำคัญกับประเทศไทย ส่วนสิทธิมนุษยชนนั้นสำคัญสำหรับคนทั้งโลก แต่เมืองไทยในขณะนี้ไม่มีเคารพทั้งรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร คดีที่เกี่ยวข้องกับตน 3 คดีมีทักษิณอยู่เบื้องหลัง มาจนปัจจุบันยังมีคดี “อากง” ซึ่งไม่มีทางผิดได้ในทางกฎหมาย แล้วยังมีคดีล่าสุดที่มีหมายเรียกอาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ ซึ่งข้อเสนอของอาจารย์ไม่มีข้อไหนโจมตีว่าร้ายสถาบันแต่อย่างใด ถ้ารัฐบาลนี้ฉลาดก็ควรออกมาจัดการระงับคดีต่างๆ ทั้งหมด เพราะแม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังรับสั่งว่าคดีหมิ่นทำร้ายพระองค์ ท่าน
สุรพศ ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ในความรู้สึกของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการคุกคามเสรีภาพ ด้วยมาตรา 112 อีกคนหนึ่งของประเทศนี้ ผมเห็นว่า กฎหมายหมิ่นฯ มาตรา 112 คือ กฎหมายที่ขัดต่อหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นกฎหมายที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นคนของประชาชน และเป็นกฎหมายที่อยุติธรรมต่อประชาชนอย่างยิ่ง อยุติธรรมเนื่องจากว่า มันทำลายเสรีภาพในการตรวจสอบ “บุคคลสาธารณะ” ที่ใช้ภาษีของเรา อยุติธรรมเนื่องจากว่า มันสามารถลงโทษประชาชน เนื่องจากการกระทำความผิดด้วย “คำพูด” เพียงไม่กี่คำ โดยการจำคุกได้ ถึง 20 ปี อยุติธรรมเนื่องจากว่า มันเปิดให้ใครไปแจ้งความก็ได้ ก่อให้เกิดการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ทำลายล้างกันทางการเมือง เป็นเงื่อนไขของการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร เป็นเครื่องมือล่าแม่มด สร้างบรรยากาศของความขัดแย้ง และความหวาดกลัว ในหมู่ประชาชนที่รักเสรีภาพ และความยุติธรรม ในฐานประชาชน เราต้องแสดงเสรีภาพของเราแต่ละคนออกมาเสมอ เพราะเสรีภาพที่แสดงออกมาแล้วเท่านั้น จึงนับได้ว่า มันคือ “เสรีภาพที่แท้จริง” และเสรีภาพที่แท้จริงนั้น ไม่มีอำนาจใดๆ ทำลายได้ เราจะส่ง “เสียงเสรีภาพ” ออกไป และส่งเสียงให้ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า ปล่อยอากง ปล่อยนักโทษการเมือง ประเทศนี้ต้องไม่มี “นักโทษทางความคิด” จงให้เราเป็นมนุษย์ตามที่เรามีสิทธิที่จะเป็น!
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ กล่าวว่า โครงการ The Fearlessness หรือก้าวข้ามความกลัวที่รณรงค์ผ่านทางเฟซบุ๊คนั้นจะมีการรวบรวมจัดพิมพ์เป็น หนังสือ ชื่อ Thailand’s Fearlessness Free Akong โดยจะเปิดตัวในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ขณะที่ตัวแทนจาก สนนท.กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ สนนท.อยากเรียกร้องให้นักศึกษาออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนเริ่มออกเดินเท้าอย่างสงบในเวลาประมาณ 16.40 น. โดยมีนายสุลักษณ์นั่งรถเข็น และนายบัณฑิต อานียา นักเขียนที่มีคดีมาตรา 112 อยู่ในชั้นศาลฎีกา เป็นผู้เข็นรถนายสุลักษณ์ สลับผลัดเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ไปตลอดทางอย่างค่อนข้างทุลักทุเล โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจขับนำขบวน และได้รับความสนใจจากประชาชนตลอดสองข้างทาง จนกระทั่งถึงแยกราชประสงค์ในเวลาประมาณ 17.45 น. ผู้ร่วมขบวนได้ร่วมกันตะโกนคำว่า “ปล่อยอากง” (Free Akong) 5 ครั้ง ก่อนจะยุติกิจกรรมอย่างเป็นทางการ
>> คลิกดูประมวลภาพ กิจกรรม อภยยาตรา Fearlessness walk ทั้งหมด <<
เชียงใหม่ร่วมด้วย Fearlessness Walk
วันเดียวกัน เวลาประมาณ 17.00น. ที่ถนนคนเดินวันเสาร์ วัวลาย จ.เชียงใหม่ ประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยนักเรียน นักศึกษา นักกิจกรรม ราว 50 คน รวมตัวกันจัดกิจกรรมคู่ขนานกับงาน ที่กรุงเทพฯ โดยมีการแต่งกายด้วยเสื้อสีดำ บ้างสวมหน้ากาก "อากง" และถือป้ายข้อความ อาทิ "Fearlessness Walk" "อากง" "เฮาคืออากง" "หยุดคุกคามเสรีภาพทางวิชาการด้วย ม.112" โดยเดินรณรงค์อย่างเงียบๆ และแจกแผ่นพับรณรงค์เกี่ยวกับมาตรา 112 บนถนนคนเดิน และหลังยืนเคารพธงชาติ ทั้งหมดได้นอนลงกับพื้น ซึ่งสามารถเรียกความสนใจจากผู้พบเห็นพอสมควร
รจเรข วัฒนพาณิชย์ หนึ่งในผู้ร่วมจัด บอกว่า ในโอกาสที่วันนี้เป็นวันสิทธิมนุษยชนสากลด้วย การนอนลงก็คล้ายเป็นการประชดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยที่ยังนอน หลับอยู่ ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไร ขณะที่องค์กรสิทธิทั้งของเอเชีย ยุโรป หรือสหรัฐ ต่างก็เรียกร้องให้มีการแก้ไขเรื่องนี้กันแล้ว จึงอยากนอนเพื่อบอกว่าเขาไม่ได้เรื่อง
เมื่อถามถึงกิจกรรมต่อๆ ไป รจเรข กล่าวว่า คงจะไม่หยุดเรื่องนี้ สำหรับวันนี้ ดีใจที่มีคนถามว่าอากงคือใคร ก็คิดว่าน่าสนใจ แม้ ณ ตอนนั้นเขาอาจยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร แต่กลับไปเขาอาจค้นหาในกูเกิลดูได้อยู่แล้ว
นักศึกษาวัย 26 ปีจากแนวร่วมนักเรียนนิสิตนักศึกษาเสรีชนล้านนา ซึ่งมาร่วมกิจกรรมด้วย เล่าว่า ในวันพิพากษา "อากง" นั้น กลุ่มนักศึกษาพยายามจะจัดกิจกรรมขึ้น แต่ก็ล้มเหลวเนื่องจากถูกจับตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงมองว่าอาจไม่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็ได้จัดงานวันนี้คู่ขนานกับที่กรุงเทพฯ ถือเป็นการแสดงพลังจากภูมิภาค โดยตลอดเส้นทางก็มีคนมาถามว่า "อากง" คือใคร ตนเองก็ได้อธิบายและได้รับเสียงสนับสนุนพอสมควร
ด้านนักศึกษาวัย 21 ปีอีกคนจากแนวร่วมนักเรียนนิสิตนักศึกษาเสรีชนล้านนา แสดงความเห็นว่า การเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์นี้เป็นการตั้งคำถามปลายเปิด ที่ก่อให้เกิดการคิดต่อทั้งเห็นด้วยและหักล้าง ซึ่งจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะและเป็นที่สนใจ ทั้งนี้เขาเองจะรู้สึกดีใจหากผู้ที่เห็นต่างจะมาถกเถียงกัน เพราะนั่นแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม มองว่า ปัญหาตอนนี้เกิดจากสังคมไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะรับความเห็นที่แตกต่างได้ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน
ใจ อึ๊งภากรณ์:คำถามต่อรัฐบาลเพื่อไทย เรื่องการนำอภิสิทธิ์และพรรคพวกขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ
ที่มา Thai E-News
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
เสื้อแดงทุกคนคงทราบดีว่าทนาย โรเบิร์ด อัมสเตอร์ดัม ได้ส่งเรื่องการก่ออาชญากรรมฆ่าประชาชนเสื้อแดงของอภิสิทธิ์และพรรคพวกเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ
และเราคงทราบว่าถึงทุกวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบรรณต่อธรรมนูญโรม เพื่อยอมรับศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ตอนนี้มีข้อมูลที่นำไปสู่คำถามที่เสื้อแดงทุกคนต้องถามกับรัฐบาลเพื่อไทย
ประเด็นสำคัญที่ทุกคนไม่ควรลืมคือความสำคัญของการนำคนอย่างอภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ และประยุทธิ์มาขึ้นศาล เพื่อไม่ให้ฆาตกรของรัฐอำมาตย์ลอยนวล และเพื่อไม่ให้วีรชนเสื้อแดงตายเปล่า เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่นกรณี 6 ตุลา หรือพฤษภา 35 เป็นต้น
การนิ่งเฉยไม่ทำอะไรของรัฐบาลเพื่อไทย บวกกับการเดินหน้าปราบคนที่คิดต่างด้วย กฏหมาย 112 หนักขึ้น กำลังทำให้อำมาตย์ ทหาร และคนอย่างอภิสิทธิ์มั่นใจมากขึ้น
ซึ่งเห็นได้จากคำพูดของอภิสิทธิ์กับตำรวจเมื่อวันก่อนว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จัดการกับการประท้วงของเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้วอย่าง “นิ่มนวล”
ในเรื่องการให้สัตยาบรรณต่อธรรมนูญโรม ซึ่งรัฐบาลที่ปกป้องประชาธิปไตยและเสรีภาพทุกรัฐบาลควรลงนาม จะไม่ทำให้เราสามารถนำอภิสิทธิ์และพรรคพวกขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้ เพราะจะเป็นการดำเนินคดีย้อนหลัง แต่มันจะมีประโยชน์มากในการห้ามปรามอาชญากรรมของรัฐไทยในอนาคต
คำถามคือ “ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ลงนาม?” และเมื่อมีเสื้อแดงถามอดีตนายกทักษิณเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้ ทำไมมีคำตอบกลับมาว่า จะไม่สนับสนุนการลงนามเพราะ “มีปัญหาส่วนตัว” คือทำไมพร้อมจะมีการลืมและหักหลังวีรชนเสื้อแดงแบบนี้?
ทั้งๆ ที่การให้สัตยาบรรณต่อธรรมนูญโรมจะไม่เปิดโอกาสให้จับอภิสิทธิ์และพรรคพวกมาขึ้นศาล แต่มีอีกวิธีที่ทำได้ทันที คือให้คณะรัฐมนตรีไทยตกลงที่จะ “ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 12/13 ของธรรมนูญโรม” ซึ่งนำฆาตกรมาขึ้นศาลย้อนหลังได้ เช่นในกรณีอดีตผู้นำประเทศไอวอรรี่โคสต์ ในอัฟริกา
คำถามคือทำไมคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้เลือกที่จะไม่ทำ? แต่เลือกที่จะปราบปรามคนที่คิดต่าง และจำคุกเสื้อแดง?
เมื่อไม่นานมานี้ สส. สุนัย จุลพงศธร ประกาศต่อสื่อมวลชนว่าจะไปกรุงเฮก เพื่อเดินเรื่องอภิสิทธิ์และพรรคพวกกับรองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ ฮันส์ พิเทอร์ โคล แต่คดีนี้ถูกริเริ่มโดย โรเบิรด อัมสเตอร์ดัม และการนัดพบรองประธานฮันส์ พิเทอร์ โคล ริเริ่มโดย “สหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน” ซึ่งเป็นองค์กรเสื้อแดงในยุโรป
และปรากฏว่าเมื่อ สส. สุนัยเข้าพบรองประธานศาลก็มีการเปิดทางให้ทูตไทยที่เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเสื้อเหลือง เข้าไปด้วย และรองประธานศาลก็บอกกลุ่มคนไทยที่เข้าพบว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศทำอะไรไม่ได้ถ้ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลด้วยมติคณะรัฐมนตรี
ตรงนี้คนเสื้อแดงจำนวนมากอาจมีคำถามในใจว่า สส. สุนัย เล่นเกมส์หรือเปล่า? คือสร้างภาพเพื่อกล่อมเสื้อแดงว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเดินเรื่อง แต่ในรูปธรรมไม่ทำอะไร และให้อำมาตย์และทูตต่างประเทศรู้ด้วยว่าไม่ทำอะไร? ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้เพราะไม่รู้ใจ สส. สุนัย
อีกสิ่งหนึ่งที่เสื้อแดงควรรับทราบคือ ถ้ารัฐบาลไทยประกาศนิรโทษกรรมทุกคนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งในวิกฤตไทยหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เพื่อการ “ปรองดอง” ศาลอาญาระหว่างประเทศจะไม่สามารถทำอะไรกับอภิสิทธิ์และพรรคพวกได้
นอกจากการถามคำถามกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยแล้ว เราต้องตั้งคำถามกับแกนนำ นปช. ว่า “ทำไมไม่รณรงค์เคลื่อนไหวเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 12/13 ของธรรมนูญโรม เพื่อนำอภิสิทธิ์และพรรคพวกมาขึ้นศาลทันที?
และเราต้องถามรัฐบาลด้วยว่า ถ้าไม่อยากใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศ ทำไมไม่แจ้งความจับฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชนเมื่อปีที่แล้ว และนำมาขึ้นศาลไทยเอง?
ในเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมเป็นวันสิทธิมนุษยชน เราต้องถามและกดดันรัฐบาลอีกว่าเมื่อไรจะ
ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน และยุติการใช้กฏหมาย 112 ตามคำเรียกร้องของสหประชาชาติ?
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
สุนัยเยือนศาลอาญาระหว่างประเทศยื่นหนังสือร้อง91ศพพฤษภาเลือดในไทย ICCบอกรออยู่พอดี
-ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช :ประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ
-Big Questions for this government (2): When will you bring those responsible for ordering the killing to justice? What is the difficulty in acceding to International Criminal Court (ICC)?
Yingluck: If we have evidence that the soldiers killed the people, they would have to face jail as determined by the judicial process.BBC commented that if Yingluck were to be able to do as said, it would be the first time in Thailand history, but BBC expressed doubt.
ฺิBy Thai E-news
อ่านพากษ์ภาษาไทย คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้(2):เมื่อไรจะเอาคนสั่งฆ่าไปขังคุก มันลำบากตรงไหนกับการให้สัตยาบันICC?
The ‘Big Question’ for this government which came from great sacrifice of many of their supporters who lost their lives, limbs, and still continue to be ‘iron wall’ for the government is--- when will you release those on the side that got killed to freedom, and when will you put those that kill in prison.Question No. 2: When will you bring the killers to justice? When will you accede to the Rome Statute of the ICC?
The cases still pending in DSI, the new government had transferred the 16-death case which including 3-death case in Wat Prathum to the DSI. At Wat Prathum, there was evident that soldiers fired from BTS rail. The DSI also indicated that the deaths resulted from the military, and wanted the police to continue its investigation.
Latest, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson for the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said CRES came into existence through the Executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Tueksuban, deputy prime minister, was CRES Chairman.
It can simply state that the military will not be able to act in dispersing the Red Shirts without having special order from CRES, which in turn got its from Abhisit and Suthep.
Col Sansern, again, stated in the press conference yesterday (22 November 2011) that he witnessed this.
…………
“My testimony did not intend to direct or point finger at anyone. As to how Mr. Abhisit and Mr. Suthep would take this, I am not sure how they feel, but all of us had duties to do. They had theirs; military had its own”.The Big Question is when will the government bring Abhisit, Suthep to justice?………………………
Police Major Gen Anuchai Lekbamrung, deputy metropolitan commissioner, who is head of police investigation unit on the 16-death stated that the investigation was under his control, but filing charge was under DSI control. It is the responsibility of the DSI to bring whomever to justice.
The Big Question following the previous question is how much confidence or trust should we have on the DSI bringing charge to Abhisit, Suthep, and military leaders who ordered the firing to kill?
When the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported conversation with anonymous DSI official that said:
……………….
“(DSI) has policy to blame the Red Shirts in every case as much as possible. If you could not find the perpetrator, blame the Red Shirts. This is the order from the chief of DSI”.………………..
“If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it”.
The Big Question is, will Tharit Pendit, chief of the DSI, continue to have this same policy in the new government?
The Big Question for the government who is boss of DSI is, if he obstructs, why keep him?
Another Big Question is, when Chalerm made comment that Abhisit and Suthep would ‘shaking all over’ and would ‘lost some sleep’ when they learnt about the finding of 92-death case. Is this real or just ‘talk’? Up until now, Mark-Tuek still around. Even ‘ThepTuek’ had admitted at Rachaprasong before July 3 elections that he issued the order firing to kill.
I ordered everything I am responsible , SuthepSo, what is the wait? After one and half year had passed, why justice cannot even touch ‘Mark-Tuek little pinky fingers’?
The problem is in the ‘double standard’ of Thai justice system in the past 5-6 years. Thai people and the international community all lost faith. Should Mr. Tharit had a change of heart, and prosecuted the 92-death case faithfully and straightforwardly; how much trust can we have on the other elements within the judicial process such as attorney- general, judge, prison administration, etc.?
This was why the International community trying to persuade the Thai government to fight against impunity by acceding to the Rome Statute of the International Criminal Court (ICC).
On 3 October 2011, the Coalition for the International Criminal Court – CICC sent a letter to Yingluck government pledging with Thailand to join the ICC. The letter read in part:
---the Coalition—a global network of more than 2,500 civil society organizations in 150 countries advocating for a fair, effective and independent ICC—urged the government of Thailand to move forward with the accession process of the Rome Statute.
Thailand’s accession to the Rome Statute would provide an important example to other ASEAN member states. “Thailand, as a leading country in the ASEAN, has been in the forefront of promoting human rights in the region,” noted Evelyn Balais-Serrano, the Coalition’s regional coordinator for Asia-Pacific. “With a new government, it is time to consider ratification of the Rome treaty in its efforts to forge unity among its people and its neighbouring countries. Its commitment to ending impunity and pursuing justice for victims of past conflicts are in line with the goals and spirit of the Rome Statute and the ICC,” she stated.
The Coalition also recalled Thailand’s participation in the Rome Conference and its subsequent steps toward accession. In recognition of some legal challenges that have surfaced with regards to compatibility between the Rome Statute and Thai domestic legislation, the Coalition called on Thailand to draw examples from states parties that have successfully addressed similar compatibility issues. By addressing these issues, the new government would demonstrate its commitment to the protection and promotion of human rights.
“As it undergoes major reforms, the new administration would benefit from accession to the Rome Statute, as it would show the Thai people’s concern for and solidarity with the sufferings of victims of conflicts in Asia and around the world,” stated Dr. Taejing Siripanich, commissioner of the Thai Human Rights Commission and head of the ICC Working Group in Thailand.
……………
The attempt to have Thailand joined the ICC in October failed, because maybe in part due to massive flooding problem that took all the government attention.
A Big Question for this government is, should the flooding problem subsided, is it time for the government to join Rome Statute as a way to bring heinous criminal to justice through the ICC?
In the Rome Statute Part 2, Article12 Section 3, there is a provision that allows the criminal to be prosecuted by the ICC even though the country is not the signatory to the ICC. It requires only country’s acceptance of the ICC jurisdiction.
So why waits?
It’s obvious, the ‘big question’ for this government which came from great sacrifice of many of their supporters who lost their lives, limbs, and still continue to be ‘iron wall’ for the government is--- when will you release those on the side that got killed to freedom, and when will you put those that kill in prison.
The old formulaic answer that calls for ‘for reconciliation’ that allows Red Shirts to continue to be in jail, killers allowed to be on the loose, the commanders scot-free awaiting amnesty, and ‘real Commander’ receives ‘worship’ as usual as if nothing had happened, then
The ‘Big question’ remains.
The big question is really this: When will there be justice. If there is no justice, there is no stability. If there is no stability, there is no peace.
So, No Justice, No Peace!
**************
Related Topics:
-Series of ‘Big Questions’ for this Government: First question, Do you have any heart? Why you ignoring the Red Shirts still in Prisons
-Bangkok Post:2010 crackdown complaint to ICC
Pheu Thai party list MP Sunai Julapongsathorn
A complaint will be filed with the International Criminal Court (ICC) in the Netherlands asking it consider last year's crackdown on the red-shirt protesters as a special case, Pheu Thai party list MP Sunai Julapongsathorn said on Monday.Mr Sunai, in his capacity as chairman of the House committee on foreign affairs, announced this at a press conference in the presence of Pheu Thai list MPs Charuphan Kuldilok, Khattiyaa Sawasdipol and Pol Col Nitiphum Navarat.
The committe chairman said a complaint filed on behalf of Thailand regarding the deaths of 91 people in the crackdown between April 10 and May 19 last year had made little progress, causing pain for the relatives of the dead, who included Ms Khattiyaa, daughter of Maj-Gen Khattiya Sawasdipol or Seh Daeng.
Those who should be held responsible for the deaths were then-prime minister Abhisit Vejjajiva and then-deputy PM security affairs Suthep Thaugsuban, who was director of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), he said.
To ensure justice for all, Mr Sunai said he would leave for The Hague in the Netherlands on Dec 9 to file a complaint with the ICC, asking that is treat this as a special case.
Ms Charuphan said since the cabinet had ratified the ICC Rome Convention of 2000 in 2009, Thailand is a full member of the ICC and can file a complaint.
Ms Khattiyaa said she had asked the Abhisit government if any progress had been made in the investigation of her father's death but to no avail.
So, the case should instead be in the hands of the ICC to deter criticism which might be made against Prime Minister Yingluck Shinawatra.
Pol Capt Nitiphum said that the decision to send Mr Sunai, as chairman of the House committee on foreign affairs, to The Hague to ask the ICC to accept the case for consideration was intended to ensure justice to all concerned, including Mr Abhisit and Mr Suthep.
*******
10 ‘Smoking Guns’ that Tied Abhisit-Suthep to Crime/10หลักฐานมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือด
บ่ายวันนี้(9ธ.ค.)ระหว่างที่รถของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขับเข้ามาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีกลุ่มผู้ชุมนุมสวมชุดดำมารออยู่ ราว 20 คน นำโดย"เจ๊ดา แดงเดือด"ดารุณี กฤตบุญญาลัย พร้อมตะโกนประณาม"ไอ้ฆาตกร91ศพ" (ภาพ:สีหน้าชัดๆของอภิสิทธิ์ที่บชน.วันนี้)
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่าน่าเอน็จอนาถใจ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดกลุ่มคนเหล่านี้ถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น ทั้งที่พรรคเพื่อไทยที่พวกเขาสนับสนุนได้เป็นรัฐบาลแล้ว ทำไมยังตามรังควานพวกตนอีก
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ให้การกับตำรวจโดยปฏิเสธไม่ได้สั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เขาเพียงแต่ดูภาพรวมนโยบาย การปฏิบัติการเป็นอำนาจของนายสุเทพ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศอฉ. และผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น พร้อมทั้งนำภาพถ่ายชายชุดดำให้ตำรวจว่ามีส่วนสังหารผู้ชุมนุม
From the documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?
Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?
By Thai E-News
December 9 2011
อ่านพากษ์ภาษาไทย 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน
On this December 8-9, former Prime Minister Abhisit Vejjajiva, leader of the Democrat Party, and his then deputy PM Suthep Thaugsuban said they would meet the police investigators on their roles in the death of the 16 Red Shirt protesters during the April-May 2010.
Since both of them were not remorseful, and further accused the current government of ‘Payback politics’
Thaienews would like to present the evidence to our readers’ consideration, that this is NOT ‘about payback politics’, but a crime, a massacre, that both of them have to face the consequences.
They were not witnesses of the crime, but perpetrators of the crime.
1. The following document is the Internal ‘Top Secret’ government document that both Suthep Thaugsuban and Colonel Sansern Kaewkamnerd acknowledged that it was genuine.
The essence of the document is that it showed Abhisit Vejjajiva, the Prime Minister at the time, was the one who issued the order through Suthep Thaugsuban with acknowledgement from the Army Chief, ordering the military to disperse the protesters, which resulted in 92 deaths, over 2,000 injuries, and more than 400 protesters arrested.
2. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the military ‘Information operation’, which really a ‘Misinformation operation’, accusing the Red Shirt demonstrators as ‘terrorists’. This misinformation operation laid groundwork for ‘license to kill’ and created an environment for the people to be more amenable to the military actions.
AW-SP-69-81
The essence of this document is that it showed the effectiveness of the ‘Information operation’. Through coordinated operations of the government and the military, many Thais were brainwashed into supportive of the military actions. With Thai media constantly showing the burning images of Central World department store, Siam Theater amongst others, had created impression that the Red shirts were criminal, arsonists, and deserved to die.
3. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the ‘Tighten the Cordon operation’ used in dispersing the protesters.
Lesson 7
The essence of this document is that it was clear from the start among the military apparatus that the government had plan to use the military force to pressure the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD). They used the military to cordon off the site to pressure the protesters to end the occupation, not to bring back negotiation. On 12 May, then Prime Minister Abhisit, while in the meeting of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), ordered the military to activate the plan.
This ‘Tighten the Cordon operation’ is a military ‘battle’ plan against the protesters which employed heavy military machineries such as tanks, live ammunitions, and snipers to cordon off the protest site preventing people from going in or out.
4. The following document listed the names of the military commanders involved in the operations on 10 April-19 May 2010.






The essence of the document is that it showed place and time of the military personnel who involved in the operations. It also listed the names and places of protesters killed from the operations, which can be used to implicate those involved.
5. The following is the document from the Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT), which Abhisit commissioned. As part of its missions, the TRCT was to investigate and determine the truth about the violence that occurred during April-May 2010. It founded that at least 13 protester deaths were from the military actions.
รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1
The essence of the report is that at least 13 protester deaths were from the government actions. The report did not mention the so-called ‘Men in Black’ were responsible for any protesters’ death during 10 April-19 May 2010. Investigations into these deaths either by the police or the Department of Special Investigation (DSI) were tainted with political interference, no attempts to bring those responsible to justice. The report did not support any amnesty plan.
6. From the Wongsak Sawasdipanich’s Interview on Suthep’s shotguns request
The Matichon-Weekly issued number 1618 dated 19-25 August 2011 had a report on Wongsak’s refusal to order the provincial governors to turnovers the 300 shotguns to Suthep.
Wongsak said that Suthep phoned him and asked him to turnover 300 shotgun rifles to CRES, but he refused because it was beyond his authority.
He expressed disagreement with using force to settle conflicts no matter what ‘color of shirts’ you are. The conflict should be settled through dialog, not under barrel of a gun. This perhaps made him got transferred from director-general of the Provincial Administration. He later got his old job back.
7. TRCT unveiled charges against Red Shirts were ‘Inflated’
Somchai Hom-laor, chairman of the TRCT’s fact finding subcommittee, said many charges filed against Red Shirts had been inflated and now 53 Red Shirts faced accusations of arson and terrorism, carrying a maximum penalty of death.
He also said police investigators and public prosecutors admitted to being pressured by the Abhisit Vejjajiva government’s policy makers to inflate charges and they had ended up filing ‘indiscriminate’ charges against the Red Shirts demonstrators.
“The feeling of the [Red Shirts] demonstrators is that they are victims of a one-sided judicial process while state officers who have committed crimes to a greater or lesser extent are not being put through the judicial process.” Somchai said according to the Nation.
8. DSI had the policy that ‘came from the top’ to blame the Red Shirts as much as possible.
In the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported a conversation with anonymous DSI official who stated that:
“The DSI has policy to blame the Red Shirts as much as possible. If the perpetrators could not be found, blame the Red Shirts. If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it. This order was from the chief of the DSI”.
9. Col Sansern claimed the order to use force came from Mark and Tuek
On 15 November 2011, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said during the police investigations into the bloody crackdown of the protesters during April-May 2010 that CRES came into existence through the executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Thaugsuban as deputy prime minister and CRES chairman.
He stated that the military will not be able to use force in dispersing the Red Shirts without having order from CRES which got its order from Abhisit and Suthep.
10. Suthep admitted at Rachaprasong that he was the one who issued the order.
During the July-3-election rally at Rachaprasong, Suthep Thaugsuban admitted that he ordered everything; “Mark had nothing to do with it”, he was quoted as saying.
I ordered everything I am responsible..
From the above documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?
Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?
กวีศรีประชา:สงสารอากง
ที่มา Thai E-News
อากงกลายเป็นแพะ
ไม่รู้ใครพาแกไปแตะสรวงสวรรค์
อากงกราบฟ้ากราบเทวัญ
เทิดทูนบูชานิรันดร์ตลอดมา
เจตนาภายใน เป็นเช่นนี้
เขายังชี้ผิดไปจากใจข้า
เอสเอ็มเอสสมเพศเวทนา
อนาถจิต อนิจจา โอ้..อากง
กวีศรีประชา
ที่มา เฟซบุ๊ค Visa Khanthap
สุนัยเยือนศาลอาญาระหว่างประเทศยื่นหนังสือร้อง91ศพพฤษภาเลือดในไทย ICCบอกรออยู่พอดี
ที่มา Thai E-News
เฟซบุ๊ค SunaiFanclub DemocratsFreedom Thailand รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ส.ส.สุนัย จุลพงศธร พร้อมด้วย ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์และคณะได้เดินทางไปศาลอาญาระหว่าประเทศ ซึ่งมีบัลลังก์ตั้งอยู่ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในการณ์นี้ ส.ส.สุนัย ในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศได้นำคณะเข้าเยี่ยมศาลอาญาระหว่าง ประเทศ-International Criminal Court (ICC.) เพื่อเยี่ยมคารวะ นายฮันส์-พีเทอร์ โคล (Hans-Peter Kaul) รองประธานคนที่2 รักษาการในตำแหน่งประธานศาลอาญาระหว่าประเทศ
จากนั้นได้เข้าพบกับตัวแทนสำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้ปรึกษาหารือกันถึงข้อกฎหมายตามธรรมนูญกรุงโรมฯ ถึงกระบวนการของการนำคดีสู่ ICC ของแต่ละประเทศ โดยได้สอบถามถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงในการสังหารหมู่ ประชาชนในไทยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งทาง ICC. ก็รับทราบมาก่อนแล้ว กำลังเป็นที่สนใจและอยู่ในกระบวนการการศึกษาของคดีนี้อย่างใกล้ชิดโดยสำนัก งานอัยการ ICC. พร้อม กันนี้ ส.ส.สุนัย ได้ยื่นหนังสือสรุปเหตุการณ์ความรุนแรงจนไปสู่การสังหารหมู่ประชาชนให้แก่ ท่านอัยการสูงสุด คือ นาย ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ (Luis Moreno Ocampo) โดยลงหนังสือวันที่ 9 ธันวาคม 2554 โดยมอบผ่านตัวแทนสำนักงานอัยการ ICC.
มี การสนทนาถึงความเป็นมาของ ICC. และบทบาทในการปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศที่เป็นชาติสมาชิกกับรักษาการ ประธานICC มร.ฮันส์ ได้กว่าได้กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีหลายประเทศได้มีความตื่นตัวที่จะเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก ICC. แล้วกล่าวต่ออีกว่าท่านเคยเดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อเดือน มกราคม 2554 ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่ท่านจะเดินทางมายังไทยนั้น ICC. มีสมาชิก 114 ประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของโลกปัจจุบันเพียง 10 เดือนจนถึงวันนี้ได้มีสมาชกเพิ่มขึ้นเป็น 120 ประเทศ และประเทศที่อยู่ใกล้ๆประเทศไทยที่อยู่ในกลุ่มชาติอาเซียนที่เป็นสมาชิก ICC. แล้วอย่างสมบูรณ์ คือ ประเทศฟิลิปปินส์ กับ กัมพูชา และขณะนี้ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และ สิงคโปร์ กำลังดำเนินการที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกและลงนามในสัตยาบันเข้าร่วมเป็น สมาชิกโดยสมบูรณ์ต่อไป
ท่านยังกล่าวต่ออีกว่าเป็นความเข้าใจผิดในเรื่องของการที่ประเทศที่เป็น สมาชิก ICC. แล้วจะเป็นการลิดรอนอำนาจอธิปไตยทางศาลของแต่ละประเทศเพราะว่า ICC. นั้นจะต้องเคารพอธิปไตยของศาลในประเทศนั้นๆด้วย แล้วเรื่องทั้งหมดนั้นจะต้องเริ่มที่ศาลของประเทศนั้นๆก่อน เว้นเสียแต่ว่าประเทศนั้นๆมีภาวะสงครามหรือเหตุความจำเป็นต่างๆที่ทำให้ไม่ สามารถจะดำเนินการให้ความเป็นธรรมได้ เรื่องต่างๆเหล่านั้นจึงจะเข้าระบบงานของ ICC. และหากเข้ามาอยู่ในระบบของ ICC. แล้วก็จะให้ความช่วยเหลือทางด้านข้อมูลข่าวสารต่างๆที่เกี่ยวกับระบบความ ยุติธรรมของนานาชาติที่เป็นสมาชิกร่วมกัน
ขณะนี้ ICC. มีผู้พิพากษาที่เป็นตัวแทนจากชาติสมาชิกต่างๆ 15 ท่านโดยประมาณ แต่เป็นที่น่าสนใจก็คือใน 15 ท่านนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
ในวันเดียวกันนี้ ส.ส.สุนัย และคณะ ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีใหญ่สำคัญคดีหนึ่งที่โด่งดังและให้ความ สนใจไปทั่วโลกแบบสดๆ คือ คดีอาญากรรมต่อมนุษยชาติและอาญากรรมสงครามของ อดีตประธานาธิบดีประเทศไอวอรีโคสต์ นาย จีน-ปิแอร์ บิมบา กอมโบ (Jean-Pierre Bemba Gombo) ซึ่งเป็นคดีล่าสุดที่ถูกระบุว่ามีประชาชนอย่างน้อย3,000คนเสียชีวิตแต่ยัง ไม่นับบาดเจ็บ พิการ และสูนหาย ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 ที่มีการเลือกตั้งทั่วไป แต่เนื่องจาก นายกอมโบ แพ้การเลือกตั้งดังกล่าวแต่กลับไม่ยอมลงจากอำนาจเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจ และมีการต่อต้านจากประชาชนทำให้เกิดความรุนแรงมีการสั่งปราบปรามประชาชน อย่างหนักโดยกองกำลังของ นายกอมโบ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการจับกุมนักโทษทางการเมืองที่เข้าร่วมในการณ์นี้มากกว่า500คน แต่ในภายหลังโดยการช่วยเหลือจากกองกำลังนานาชาตินำโดย ฝรั่งเศส และ ยูเอ็น ได้ใช้กำลังเข้าแทรกแซงเพื่อฟื้นฟูและช่วยจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นในที่สุด นายกอมโบ ก็ถูกจับกุมตัวได้และถูกกักบริเวณไว้ที่บ้านของตนตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 แล้วในที่สุดก็ถูกนำตัวไปดำเนินคดีที่ ICC. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554
ที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีเป็นกรณีศึกษาเป็นอย่ายิ่งคือ ประเทศไอวอรีโคสต์มิได้เป็นสมาชิกหรือภาคีแต่อย่างไดตามธรรมนูญกรุงโรมว่า ด้วยศาลอาญาระหว่าประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) แต่ยังสามารถนำตัว นายกอมโบ ขึ้นดำเนินคดีต่อ ICC. ได้โดยการที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ได้ประกาศยอมรับเขต อำนาจของ ICC. ทั้งนี้เป็นไปตาม
“มาตรา 12 ของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ระบุถึงเงื่อนไขเบื้องต้นในการใช้เขตอำนาจศาลดังนี้
…
ข้อ 3 ในกรณีที่รัฐใด ๆ ไม่ได้เป็นภาคีต่อธรรมนูญกรุงโรมตามข้อกำหนดในย่อหน้า 2 รัฐดังกล่าวก็อาจยอมรับการปฏิบัติตามเขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศตาม ความผิดที่มีขึ้นได้ ทั้งนี้โดยการแจ้งความจำนงต่อนายทะเบียนของศาล...”
แต่เป็นการประกาศยอมรับเฉพาะคดีนี้เท่านั้นดังนั้น ICC. จึงมีอำนาจในการพิจารณาคดีดังกล่าว
สำหลับประเทศไทยได้เข้าร่วมลงนามเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2543 ในสมัยรัฐบาลของ นายชวน หลีกภัย แต่ยังมิได้ลงนามในสัจยาบันจนถึงขณะนี้ เนื่องจากต้องพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายในประเทศที่กำหนดไว้ก่อน โดยก่อนหน้าการลงนามคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2542 แต่งตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ” ทั้งหมด 16 ท่าน โดยมีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ อาทิ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ, รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ,กระทรวงกลาโหม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานอัยการสูงสุด, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สภาความมั่นคงแห่งชาติ, กองทัพบก, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, องค์การระหว่าประเทศ, เจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศอีก 3 คน เป็นเลขานุการ ผู้ช่วยเลขาฯ
นอกนั้นทั้งหมดเป็นคณะกรรมการโดยมี อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายฯ เป็นประธานฯ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นควรเหมาะสมถูกต้องจึงมีมติเห็นชอบในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัยจึงเข้าร่วมลงนามเข้าเป็นสมาชิกของ ICC. แต่ในทางปฏิบัติจำเป็นจะต้องดำเนินการปรับกระบวนการทางกฎหมายให้สอดคล้องกับ กฎหมายระหว่าประเทศและจะต้องลงนามในสัตยาบันเข้าเป็นภาคีแต่เหตุการณ์ก็ปล่อยทิ้งมากว่า 10 ปีแล้วไม่ได้ดำเนินการให้เป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน
สำหรับประธานศาลอาญาระหว่าประเทศคนปัจจุบันท่านนี้น่าสนใจมากเพราะเป็นชาว เอเชีย ชื่อ นาย ซอง ซาง-ฮยุน (Song Sang-Hyun) ซึ่งเป็นชาวเกาหลีใต้ ในการสนทนาในครั้งนี้ท่านประธานฯ ได้สื่อผ่านทาง มร.ฮันส์ รองประธานคนที่2 ซึ่งเป็นรักษาการประธานฯ ขอให้ ส.ส.สุนัย ในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศได้นำความเข้าใจอันดีและถูต้องนี้ไปเผย แพร่ต่อหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐบาล, สภา, หน่วยงานทหาร, ศาล และประชาชน เพื่อเชิญชวนให้ประเทศไทยได้ลงนามในสัตยาบันเข้าเป็นภาคีโดยสมบูรณ์

























