WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 13, 2011

ประมวลภาพ วิวาห์หวาน เอม พินทองทา - พงศ์ ณัฐพงศ์

ที่มา Voice TV









งานมงคลสมรส เอม-พงศ์ จัดขึ้นที่ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี่ ด้วยคอนเซ็ปต์สวนสวยสไตล์อิตาลี สถานที่ที่เจ้าบ่าว ขอเจ้าสาวแต่งงาน

แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ทั้งแวดวงการเมือง แวดวงทหาร แวดวงสังคม และวงการบันเทิง ต่างทยอยเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีในงานฉลองมงคลสมรส ระหว่างน.ส.พินทองทา ชินวัตร และ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 12 เดือน 12 ปี 2554 เมื่อค่ำวานนี้กันอย่างคึกคัก ทำเอาโรงแรมพลาซ่าแอทธินี่สถานที่จัดงานนั้นดูแคบไปถนัดตาเลยทีเดียว

ส่วนบรรยกาศภายในห้องจัดเลี้ยงนั้น ก็ถูกเนรมิตให้เป็นสวนสวยๆน่ารัก สไตล์ Vertical Garden ในโทนสีขาว-เขียว ซึ่งเป็นโทนสีโปรดของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว เน้นความเรียบง่าย สดชื่น อบอุ่น และที่สำคัญคือ เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถานที่ที่เจ้าบ่าวขอเจ้าสาวแต่งงาน ที่เมืองฟอร์เรนส์ ประเทศอิตาลีนั่นเอง

อีกทั้งยังมี “ที่กรองชา” เป็นของชำร่วย สื่อความหมายเสมือนความรักของทั้งคู่ที่ผ่านสิ่งดีๆ เติมกำลังใจ ที่ก้าวมาด้วยกัน จนหอมและกลมกล่อมทุกเวลา

ก่อนที่จะถึงเวลาที่คู่บ่าวสาวจะขึ้นเวทีเพื่อกลาวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่ มาร่วมงาน เราก็มีภาพน่ารักๆของเจ้าบ่าวเจ้าสาว และครอบครัวมาให้ชมกันด้วย

จากนั้นก็ได้เวลที่คู่บ่าวสาวต้องขึ้นเวทีให้แขกผู้มีเกียรติได้ชื่นชมกัน แล้วล่ะค่ะ โดยมีนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานในพิธีขึ้นมาคล้องพวงมาลัยและกล่าวอวยพร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือว่า ในวันนี้มาทำ 2 หน้าที่ ทั้งหน้าที่อาของหลานสาว และหน้าที่แทนพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะคุณพ่อของเจ้าสาว

และที่ทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว ครอบครัวชินวัตร รวมถึงแขกที่มาร่วมงาน ถึงกับน้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ นั่นก็คือ ภาพวิดีโออวยพรคู่บ่าวสาวจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นอกจากให้ข้อคิดที่ดีในการครองชีวิตคู่แล้ว ยังกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมแสดงความยินดีในวันนี้ด้วย

ส่วนที่ทำเอาบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างส่งเสียงเชียร์กันดังลั่น นั่นก็คือการโชว์หวานผลัดกันหอมแก้มกันและกันของคู่บ่าวสาวนั่นเอง

จากนั้นทั้งคู่ก็จุดเทียนมงคลและตัดเค้กแต่งงานแสนสวย ก่อนที่จะนำเค้กไปมอบให้กับนายกรัฐมนตรี คุณแม่ และญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรัก

และค่ำคืนแห่งความสุขนี้ ก็จบลงด้วยรอยยิ้ม และความปลื้มปีติของทุกคน ที่มาร่วมแสดงความยินดีในงานฉลองมงคลสมรสอันแสนโรแมนติกนี้ และต่างก็หวังว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ ที่มั่นคง แข็งแรง และเปี่ยมสุขของคนทั้งคู่ รวมไปถึงผลผลิตของความรัก อย่างเจ้าตัวน้อยอีกด้วย

ตรงไปตรงมา 13 12 54

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ












http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=800

ถึงพวกอนุรักษ์นิยมและพรรคแพ้ซ้ำซากที่อยากล้มรัฐบาล

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

มี พรรคพวกเปรยกันมากมาย เกี่ยวกับความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดเผด็จการ ที่เชิดพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทยอยู่ จึงอยากนำเสนอความเห็นถึงโอกาสของคนพวกนี้ที่จะล้มรัฐบาล ในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อการเสวนากันดังนี้

เปลี่ยนแปลงโดยรัฐสภา


ยาก เพราะความพ่ายแพ้ย่อยยับของภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ ทั้งที่มีตัวช่วยมากมาย เป็นผู้กุมอำนาจรัฐ แต้มต่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง การหนุนช่วยอื่น ฯลฯ แต่ปราฏว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลพรรคเดียวก็ได้ ภูมิใจไทยนั้น ประชาชนได้ให้บทเรียนที่เจ็บแสบมาก การลงทุนทุ่มเทในสนามของพรรคนี้ว่ากันว่าเทหน้าตักเล่นกันเลย แต่ก็ได้ สส.ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของเป้าหมาย อาการไข้ “รับเงินหมา กาเบอร์หนึ่ง” นั้นระบาดไปทั่ว จนผู้สมัครบางคน “จน” ไปเลย ดังนั้น โอกาสที่จะเกิด “เนรคุณ 2” จึงยาก สำหรับนักเลือกตั้งที่สังกัดพรรครัฐบาล แต่ลง สส.เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะโอกาสสอบตกและหมดตัวสูง ถ้าทำ “เนรคุณ 2” กันอีก ไม่ว่าจะหาสาเหตุอะไรมาทำก็ตาม

เปลี่ยนแปลงโดยการรัฐประหารของทหารเผด็จการและพวกอนุรักษ์นิยม


ลำบาก มาก ยิ่งถ้าผลักดันข้อเรียกร้องของคณะนิติราษฎร์กันทุกฝ่าย พวกนักรัฐประหารก็จะสยอง เพราะปัดสวะไม่พ้นตัวแน่หลังหมดอำนาจ แล้วยังมีผู้ต่อต้านการรัฐประหารทั้งในองคาพยพของชนชั้นปกครอง กองทัพ ภาคประชาชน แม้แต่พวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมรุ่นใหม่เองก็ไม่สนับสนุน เพราะมีผลประโยชน์ระดับโลกเช่นกัน พวกเขาจึงต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น พวกนี้เจอบทเรียนอันหนักหน่วงหลัง 19 กันยา 49 ว่า ไม่สามารถพิทักษ์อำนาจในการรัฐประหารได้เลย เพราะต้องผจญการต่อต้านในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะภาคประชาชนวันนี้ที่เข้มแข็งกว่าตอนนั้นมาก ถ้าจะเสี่ยงก็ต้องพร้อมที่จะ “ชน”กับ ฝ่ายตรงข้ามทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะประชาชน และจะสู้ได้จริงหรือ เพราะแม่ทัพนายกองเองนั้น ทุกคนมีบทเรียนกันทั้งนั้นที่จะเข้าด้วยเฉพาะกลุ่มที่ชนะ ประสบการณ์การรัฐประหารที่ผ่านมา พวก “บ้าเลือด” นั้นมีไม่มากคนอย่างที่พยายามสร้างภาพกันหรอก

เปลี่ยนแปลงโดยพวกแก๊งค์หน้าเก่า ๆ รวมทั้งองค์กรอิสระและตุลาการวิบัติ

มี โอกาสแต่ลำบากมาก เพราะแม้คนพวกนี้จะสร้างสถานการณ์และส่งสัญญานมาให้เห็นเป็นระลอก ๆ ผ่านขบวนการอยุติธรรม กกต. กลุ่ม สว.ลากตั้ง กลุ่มเฒ่าสารพัดพิษ กลุ่มสื่อชั่ว พวกนักปลุกระดม ฯลฯ เพื่อก่อมติมหาชนต่อต้านรัฐบาล ก็ยังไม่อาจก่อกระแสได้เลย แม้แต่เรื่องที่รัฐบาลน่าจะเพลี่ยงพล้ำมากอย่างเรื่องน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ก็ยังแป้ก แม้จะระดมกันทุกแนวทาง อย่าง TPBS โหมแสดงภาพความลำบากของประชาชน กลุ่ม สว.สวะ ก็ใช้อาจารย์ในเครือข่ายของออกมาจะฟ้องศาลปกครองล้มรัฐบาลก็ไม่มีใครเอาด้วย อภิปรายไม่ไว้วางใจก็หน้าแตกกันทั้งพรรคแพ้ซ้ำซาก แถมยังโดนกระแทกกลับหมดสภาพไปหลายคน ฯลฯ อันที่จริงแล้วถึงแม้จะเล่นงานนายกด้วยกฎหมายและตุลาการวิบัติได้ ก็ตั้งรัฐบาลที่ตัวเองชอบไม่ได้ เพราะนายก ฯ อาจยุบสภาเลือกตั้งใหม่แทนการลาออก หรือไม่ก็มีคนอื่นพร้อมที่จะเป็นนายก ฯ อีกมากมาย เอากันถึงขั้นยุบพรรคไปเลย ก็รู้ดีว่าพรรคสำรองนั้นมีพร้อมอยู่มากมายแล้ว หรือให้นายกมาจากพรรคร่วมก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ฯลฯ

ถึงตอน นี้การที่คนพวกนี้จะทำให้พวกตัวเองมาเป็นรัฐบาลได้นั้นคงมีวิธีเดียว คืออ้างข้อมูลและแหล่งที่มาที่คิดกันเองว่าประชาชนคงปฏิเสธไม่ได้ มาอ้างว่ามีความต้องการให้รัฐบาลนี้ออกไป แต่คำถามก็คือ ข้อมูลนั้นปฏิเสธไม่ได้จริงหรือ และมีพลังเพียงพอหรือ สำหรับวันนี้ในหมู่ประชาชน ด้านนานาชาติก็ยืนยันสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดูกระแสโลกต่อรัฐบาลนี้กันได้ ถ้าจะทำกันจริง ก็เชื่อได้ว่าโลกได้รู้จัก “รัฐบาลไทยพลัดถิ่น”แน่นอนคราวนี้ มีคนพร้อมตั้งขึ้นมาสู้จากหลายแหล่งทั่วโลกแล้ว

ก็ ไม่รู้ว่าจะตื๊อหน้าด้านกันไปทำไม รออีกสี่ปีสิ แค่นี้พวกคุณยัง “ฉิบหาย” กันไม่พอกันอีกหรือ ถ้าต้องการจะไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดไปตลอดกาลนานก็เชิญ เราเตือนคุณแล้ว


Re:

โดย ลูกชาวนาไทย

"ข้อมูลทีปฎิเสธ" ไม่ได้ วันนี้หมดสภาพแล้วครับ
แม้จะยังมีพลังหลงเหลืออยู่ แต่ถามจริงๆ ว่า "เหลืออยู่เท่าใด" เหลือพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร หรือทำให้ใคร "ปฎิเสธไม่ได้" หรือไม่

วันนี้ผมว่า "ประชาชนเขาปฎิเสธ" ข้อมูลนั้นไปเรียบร้อยแล้ว เรียกว่า สภาพการชี้นำนั้นหมดลงไปอย่างสิ้นเชิง

ผมฟันธงเลยว่า "อำนาจนั้น" หมดพลังการชี้นำมวลชน่แล้ว
เพียงแต่เรา ชนชั้นนำของไทย รวมทั้งทักษิณและคนจำนวนมาก ยังไม่ได้สรุป "บทเรียน" ว่าอะไรคืออะไรให้ชัดเจนเท่านั้น

ผมคิดว่า วันนี้คุณทักษิณควรสรุปประเด็นต่างๆ ให้ชัดเจน เช่น อำนาจของ พล.อ.เปรมนั้น "ยังมีอยุ่จริงๆ แค่ไหน"
ลองวิเคราะห์ให้ชัดเจนกันไปเลย

คือ สรุปต้องใช้มาตราการ "ชั่ง ตวง วัด" อำนาจแฝงเหล่านี้ให้ชัดเจน ว่ามีเหลืออยู่เท่าใด แล้วการเคลื่อนไหวจะได้กำหนดยุทธศาสตร์ได้ถูกต้อง

ไม่ ใช่ประเมินด้วยภาพลวงตา หรือประเมินแบบ Halo Effect คือประเมินมากเกินจริง คิดว่าฝ่ายตรงข้ามใหญ่โตเกินความเป็นจริง เหมือนนกยูงรำแพน ที่ดูเหมือนตัวใหญ่มาก แต่จริงๆ แล้ว ตัวแค่เท่ากำปั้น

วันนี้พวกเขาทำรัฐประหารไม่ได้ ตุลาการวิบัติก็ไม่สะเด็ดน้ำ

อิทธิพลต่อ ประชาชนในระดับที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือ "ยับยั้งการเปลี่ยนแปลง" ก็ไม่มีถึงระดับนั้นเหมือนในอดีต

วันนี้ต้องประเมิน สภาพจริงๆ ของฝ่ายตรงข้ามเสียที

ส่วน ตัวผมเอง ฟันธงว่า พวกเขาแพ้หมดรูปแล้ว แนวรบพังทะลายหมดสิ้นแล้ว หากอิทธิพลต่อมหาชนในระดับที่ทำให้เกิดหรือไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหายไป ในสงครามทางการเมืองคือแพ้แล้ว

ปัญหาคือ แนวรบทางอำนาจบารมีของพวกเขาพังทะลายรวดเร็วเกิน จนฝ่ายทักษิณ ประเมินไม่ทัน รุกไม่ทัน ที่จริง ลุยแก้
กฎหมายหรือ รธน. จริงๆ จังๆ อีกอีกยกหนึ่ง แนวรบของฝ่ายตรงข้ามจะ "ล่มสลายทันที"

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/12/54 ต้นไม้พิษมรณะ....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ผลพวงบาป คนระยำ ทำรัฐประหาร
สืบสามานย์ ปี 49 เฝ้าสงสัย
อมนุษย์ สุดแสนชั่ว ตัวจัญไร
จึงโยงใย สิ่งเลวทราม ติดตามมา....

ปปช.กกต.สว.ลาก
ฉุดกระชาก คนดีๆ ให้หนีหน้า
องค์กรเลว อิสระเถื่อน เหมือนมารยา
ตอกย้ำว่า 2 มาตรฐาน..ไร้ยุติธรรม....

ต้นไม้พิษ มรณะ ดูซะก่อน
มันร้าวรอน จากผลิตผล คนใฝ่ต่ำ
สุดท้ายคือ ประชาชน ทนรับกรรม
เหมือนตอกย้ำ ประเทศนี้ อัปรีย์ครอง....

จากรากเหง้า รัฐธรรมนวย ต้องซวยต่อ
สิ่งเกิดก่อ สุดรันทด..สยดสยอง
คนดีๆ ต้องเบือนหน้า ไม่กล้ามอง
ฉีกครรลอง..แล้วฉกฉวย ด้วยกฎโจร....

เห็นทาสแท้ ผลิตผล ต้นไม้พิษ
เติมวิกฤติ แสนชั่ว ด้วยหัวโขน
แม้นพวกชั่ว ดาหน้า มาปลอบโยน
โจรคือโจร..ตั้งหน้าปล้น..จนชาติพัง....

๓ บลา / ๑๔ ธ.ค.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 13/12/54 ต้องคลีนนิ่ง..รอบตัวนายกฯ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



รายรอบตัว ช่างยุ่งยาก มากปัญหา
มันดาหน้า เร่งรัด อัดทับถม
มีแต่พวก จัญไร ใจโสมม
ล้วนอาจม คนชั่ว ตัวทำลาย....

ต้องคลีนนิ่ง เรื่องชั่ว ใกล้ตัวท่าน
พวกสามานย์ ตัวระยำ ทำชิบหาย
ทั้งคนชัง คนชอบ อยู่รอบกาย
จ้องใส่ร้าย ล้มรัฐ เขาจัดมา....

ปปช.กกต.เริ่มก่อเรื่อง
กัดต่อเนื่อง เกินมนุษย์ หวังฉุดคร่า
แล้วพลิกแพลง ฉกฉวย ด้วยมารยา
ขัดแข้งขา รวมหัว มั่วทั้งปี....

องค์กรเถื่อน หลากหลาย ขยายผล
ด้วยฉ้อฉล อัปลักษณ์ ขาดศักดิ์ศรี
หาช่องว่าง จ้องทำลาย หมายราวี
เพื่อเอาใจ พวกอัปรีย์ ให้ดีใจ....

ส่วนพรรคเปรต จิกกัด หวังฟัดแหลก
แม้ไม่แปลก แต่เบื่อหน้า พวกสาไถย
รายรอบตัว ล้วนพวกชั่ว ตัวจัญไร
ต้องคลีนนิ่ง กำจัดไป ให้หมดเลย....

๓ บลา / ๑๓ ธ.ค.๕๔

ฮิลลารี คลินตัน, ฤาเธอจะเป็นนารีขี่ม้าขาว?

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ ผู้เขียนขอใช้คำว่า “เมียนมาร์” แทน “เบอร์มาร์” ในบทความนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคล จะขออธิบายในบทความอีกบทความหนึ่งที่จะเขียนขึ้นในเร็ว ๆ นี้

การเดินทางเยือนเมียนมาร์อย่างเป็นทางการของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ทุกเล่ม และเป็นประเด็นที่ผู้คนทั่วโลกต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

คลินตันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯคนแรกในรอบ 56 ปีที่เยือนเมียนมาร์ ทำให้ชื่อของประเทศยากจนที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างเมียนมาร์กลับ มาปรากฎต่อสายตาผู้เสพสื่ออย่างเราๆ ท่านๆ อีกครั้งหลังจากที่ชื่อของประเทศนี้ถูกทำให้เลือนหายไปในความทรงจำมาเนิ่น นานนับตั้งแต่รัฐบาลทหารเมียนมาร์เริ่มปิดประเทศมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980

บทบาทของฮิลลารี คลินตัน กับท่าทีที่ค่อนข้างผ่อนคลายของรัฐบาลเมียนมาร์ต่อรัฐบาลสหรัฐฯอย่างที่ไม่ เคยมีมาก่อนในครั้งนี้อาจทำให้สาธารณชนประหลาดใจ แต่ “ไม่พลิกโผ” สำหรับนักวิชาการที่ศึกษาการเมืองและประวัติศาสตร์เมียนมาร์ นอกจากการเยือนเมียนมาร์ของหญิงเหล็กอย่างคลินตันจะเป็นประเด็นร้อนในหมู่ ผู้บริโภคสื่อทั่วไป ประเด็นนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ปรมาจารย์ด้านเมียนมาร์ศึกษา (อันหมายรวมถึงทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง สังคมวิทยา ฯลฯ) หลายคนต้องออกโรงวิจารณ์ประเด็นนี้ในสื่อหลายแขนง ทั้งในรูปแบบของบทความในหนังสือพิมพ์ชั้นนำ หรือบทวิจารณ์ในเว็บไซต์ต่าง ๆ อันเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

โรเบิร์ต เอช เทเลอร์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษเชื้อสายอเมริกันที่คลุกคลีในวงการวิชาการ การเมืองเมียนมาร์มาอย่างยาวนานกว่านักวิชาการคนอื่น ๆ ทั้งยังมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับรัฐบาลเมียนมาร์ เขียนบทความที่น่าสนใจชื่อว่า “US commentary misguided” ลงหนังสือพิมพ์ Strait Times ในบทความชิ้นนี้ เทเลอร์วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯที่มีต่อเมียนมาร์ (และกับประเทศขนาดเล็กอื่น ๆ) อย่างหนัก เขาเห็นว่า ท่าทีของสหรัฐฯที่เน้นประเด็นเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยในเมียนมาร์เป็น พิเศษ แทนที่จะให้ความสำคัญกับการกันเมียนมาร์ออกจากใต้ร่มอิทธิพลของจีนนั้นเป็น เรื่องที่ชวนให้ขบคิดอย่างมาก[1]

หากย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์เยือนเมียนมาร์อย่างเป็นทางการในปีเดียว กับที่สงครามเวียดนามปะทุขึ้น เหตุผลหลักและเหตุผลเดียวที่ทำให้ฟอสเตอร์ ดัลเลสจำเป็นต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์กับเมียนมาร์และให้ความสำคัญกับเมีย นมาร์เป็นพิเศษทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีชาวอเมริกันน้อยคนที่รู้จักประเทศนี้คือ สหรัฐฯมีความจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อโน้มน้าวให้เมียนมาร์เข้าร่วม สงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน โดยหวังว่า เมียนมาร์จะเชื่อมั่นการเป็นผู้นำฝ่ายเสรีประชาธิปไตยของสหรัฐฯและยอมเซ็น สนธิสัญญาซีโต (SEATO – Southeast Asia Treaty Organization) ตามไทยและฟิลิปปินส์

เทเลอร์จึงเห็นว่า การเยือนกรุงย่างกุ้งและกรุงเนปยีด่อของคลินตันในครั้งนี้มีวาระซ่อนเร้นที่ แทบจะไม่แตกต่างจากการเยือนเมียนมาร์ของ ดัลเลสในปี 1955 เทเลอร์เชื่อมั่นว่า จุดประสงค์การเยือนเมียนมาร์ในครั้งนี้ของคลินตัน ไม่ได้มีจุดหมายปลายทางอยู่แต่กับเมียนมาร์เท่านั้น แต่สหรัฐฯยังต้องการแสดงให้ทั้งโลกเห็นว่า สหรัฐฯยังเป็น “เพื่อน” และเป็น “ที่พึ่ง” ให้กับเอเซียได้อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

การเยือนเมียนมาร์ของทั้งดัลเลสและคลินตันถูกทำให้กลายเป็น “ความสำเร็จ” ก้าวใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและเมียนมาร์ แต่เทเลอร์ได้เตือนให้เราคิดว่า ในอันที่จริงการที่รัฐบาลสหรัฐฯจะตัดสินใจเป็นมิตรหรือศัตรูกับรัฐบาลเมีย นมาร์แทบไม่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองของเมียนมาร์เลย เมื่อนายพลเนวินเยือนสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ปี 1966 ทั้งเมียนมาร์และสหรัฐฯต่างฝ่ายต่างไม่มีข้อเสนอและข้อเรียกร้องใด ๆ ทำให้นายพลเนวินกลับเมียนมาร์มือเปล่า และด้วยความที่เมียนมาร์รักษาสถานะความเป็นกลางในช่วงสงครามเย็น ทำให้สหรัฐฯเองก็ไม่สามารถเรียกร้องอะไรจากฝ่ายเมียนมาร์ได้อีก

การเยือนเมียนมาร์ของคลินตันในครั้งนี้ ถ้าดูให้ดี ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างจากการเยือนสหรัฐฯของนายพลเนวินเมื่อ 45 ปีก่อนเท่าใดนัก เหตุการณ์ที่ติดตราตรึงใจผู้ติดตามข่าวนี้ ไม่ใช่การพบปะหารือระหว่างคลินตันกับประธานาธิบดีเตงเส่ง ณ กรุงเนปยีด่อ แต่เป็นการพบกันครั้งแรกของสตรี 2 คนที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่า เป็นสตรีที่มีบทบาทโดดเด่นด้านการเมือง ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงสองวันกับอองซานซุจี แสดงให้เห็นว่า ทีมงานของคลินตันทั้งที่วอชิงตันดีซีและในย่างกุ้ง (สถานเอกอัครทูตสหรัฐฯประจำเมียนมาร์ก็แทบจะอยู่ติดกับรั้วบ้านพักของอองซาน ซุจี) ทำงานอย่างหนัก เพราะแม้ว่าคลินตันจะอภิปรายประเด็นการเมืองหนัก ๆ ทั้งกับอองซานซุจีและกับประธานาธิบดีเตงเส่ง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าฝ่ายเมียนมาร์จะรู้สึกอึดอัด แม้แต่กระบอกเสียงที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลเมียนมาร์อย่างหนังสือพิมพ์ New Light of Myanmar (เมียนมาร์อะลิ่ง) ก็พูดถึงการเข้าคารวะอองซานซุจีของนางคลินตัน [2]

ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ในสมัยรัฐบาลทหาร ชื่อของอองซานซุจี ถือเป็นชื่อต้องห้ามที่ไม่มีสื่อใดกล้าพูดถึงเลยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990

สำหรับเทเลอร์ การพบกันของสตรีทั้งสองดูเหมือนจะไม่มีความหมายใด ๆ สำหรับเขา เทเลอร์ลงท้ายบทความของเขาด้วยคำพูดที่อาจจะทำให้นักเรียกร้องประชาธิปไตย หลาย ๆ คนอาจต้องผิดหวัง เขากล่าวไว้ว่า

“นางคลินตันจะมีโอกาสถ่ายรูปร่วมกับอองซานซูจี แต่อองซานซูจีคงจะจำได้ว่า การพบปะสนทนาที่มีใจความเกี่ยวกับเธอและความสำคัญของประชาธิปไตยในประเทศที่ ชาวอเมริกันยังคงยืนกรานจะเรียกว่าเบอร์ม่า (Burma) ทั้งเธอและเบอร์ม่าหรือเมียนมาร์ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของทั้งประธานาธิบดี บิล คลินตัน และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชอีกต่อไปแล้ว

แมเดอลีน อัลไบรท์เป็นข้าราชการชั้นสูงสหรัฐฯคนสุดท้ายที่ได้ถ่ายรูปกับ ‘คุณหญิง’ (‘The Lady’ - เป็นชื่อเรียกที่หลายคนโดยเฉพาะสื่อต่างชาติใช้เรียกเพื่อแสดงความยกย่องออ งซานซุจี – ผู้เขียน) แต่ว่าใครยังจำอัลไบรท์ได้ในทุกวันนี้ล่ะ?”

ความเห็นของเทเลอร์เป็นความเห็นที่ออกจะเอียงไปในทางสนับสนุนรัฐบาลทหาร เมียนมาร์ เพราะเขาเป็นนักวิชาการตะวันตกในสายรัฐศาสตร์หนึ่งในสองคน (เท่าที่ผู้เขียนทราบ) ที่มีสายสัมพันธ์ขั้นดีมากกับรัฐบาลเมียนมาร์ แต่สำหรับนักวิชาการที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลเมียนมาร์โดยสิ้นเชิงอย่าง เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ นักวิชาการ-นักหนังสือพิมพ์ชาวสวีเดน (ลินท์เนอร์อยู่ในบัญชีดำที่ห้ามเข้าประเทศเมียนมาร์) ที่คร่ำหวอดในวงการศึกษา “คนชายขอบ” หลาย ๆ กลุ่มตามตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาร์ก็จะมีความเห็นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้น เชิง ความเห็นของลินท์เนอร์ ปรากฎในเวบไซท์ของนิตยสาร Foreign Policy โดยใช้หัวเรื่องว่า ‘Realpolitik and the Myanmar Spring’[3]

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลายคนเริ่มนำนโยบายปฏิรูปของเมียนมาร์ไปเปรียบเทียบกับนโยบายกลาสนอสต์-เป เรสทรอยกาของโซเวียต และถึงกับเริ่มเรียกประธานาธิบดีเตงเส่งว่า “กอบาชอฟแห่งเมียนมาร์” ด้วยนโยบายการเมืองและการต่างประเทศที่ดู “ซอฟท์” ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับในรัฐบาลนายพลตานฉ่วยก่อนหน้านี้

‘การปฏิรูปทางการเมือง’ ดังกล่าวเห็นได้จากการจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี การปล่อยตัวอองซานซุจี การปล่อยนักโทษการเมืองหลายคน หรือแม้แต่การที่รัฐบาลเมียนมาร์แสดงเจตจำนงที่จะปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เราสามารถเชื่อได้เพียงใดว่า รัฐบาลเมียนมาร์มีความจริงใจอย่างแท้จริง? ลึก ๆ แล้วการเยือนเมียนมาร์ของคลินตันครั้งนี้ก็คงมาจากความสงสัยหรือความหวาดระ แวงเมียนมาร์ตรงจุดนี้มากกว่าเรื่องอื่น

แต่ลินท์เนอร์กลับมองการเยือนเมียนมาร์ของบุคคลสำคัญในรัฐบาล ประธานาธิบดีโอบามาในครั้งนี้ว่า เต็มไปด้วยวาระซ่อนเร้นที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ (ทั้งลับและไม่ลับ) ของเมียนมาร์ กับจีน และเกาหลีเหนือ

สำหรับจีน การคว่ำบาตรที่โลกตะวันตกมีต่อเมียนมาร์ นับตั้งแต่เหตุการณ์การปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ที่ สุดที่รู้จักกันในนาม 8888 ในวันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988 เป็นโอกาสที่ดีของจีนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับโลกเสรีตะวันตกอยู่แล้วในการขยาย แผนการลงทุนในเมียนมาร์ ส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ด้านทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าไม้ ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุนานาชนิดที่ยังมีอยู่เหลือเฟือในเมียนมาร์ อีกส่วนหนึ่ง เพราะจีนเล็งเห็นโอกาสด้านการส่งออกในเมียนมาร์

ลินท์เนอร์อ้างข้อเขียนของนาย Pan Qi อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสื่อสารของจีน ชื่อเรื่องว่า ‘Opening to the Southwest: An Expert Opinion’ ที่เขียนมาตั้งแต่ปี 1985 ลินท์เนอร์อ้างว่า ข้อเขียนชิ้นที่ปรากฎในนิตยสาร Beijjing Review ถือเป็นการเริ่มต้นนโยบายต่างประเทศสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทางการ ค้าและการทหารระหว่างจีนกับเมียนมาร์อย่างเป็นทางการ การลงทุนและมูลค่าการส่งออกมหาศาลไหลจากจีนไปสู่เมียนมาร์ ลินท์เนอร์อ้างว่า ในระหว่างปี 1988 ถึง 1998 มูลค่าการส่งออกอาวุธที่จีนขายให้กับเมียนมาร์มีมูลค่าสูงถึง 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเมียนมาร์เป็นไปในลักษณะ “วิน-วินซิตูเอชั่น” มาตลอดต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้จีนได้สัมปทานการสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ที่จะเชื่อมอ่าวเบงกอล (ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมาร์ ในเขตรัฐยะไข่) กับเมืองคุนหมิงในมณฑลยุนนานของจีน ด้านเมียนมาร์ก็ได้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจำนวนมหาศาลราว 4,000 ล้านดอลลาร์เพื่อนำไปใช้ลงทุนหลัก ๆ เช่น ในโครงการสร้างเขื่อน ซึ่งพลังงานที่ได้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์จะถูกส่งกลับไปยังจีน

นโยบายแลไปข้างหน้าด้วยกันของทั้งจีนกับเมียนมาร์ได้แสดงให้โลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯอเมริกา (ส่วนชาติต่าง ๆ ในยุโรปคงห่วงแต่สถานภาพทางการเงินของตนเองก่อนในขณะนี้) ต้องเริ่มหันกลับมาทบทวนนโยบายต่างประเทศของตน ไม่ใช่แต่เฉพาะกับเมียนมาร์ แต่กับจีนและชาติอื่น ๆ ในอาเซียนที่ต่างได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเมียนมา ร์ทั้งสิ้น

แม้ความความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเมียนมาร์จะดูดี แต่คงจะไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่า ในโลกแห่งผลประโยชน์และการเมืองระหว่างประเทศย่อมไม่มีมิตรรักและศัตรูถาวร เมียนมาร์เองก็มิได้พอใจกับบทบาทและอิทธิพลของจีนที่มีอยู่ล้นเหลือในประเทศ ของตนสักเท่าใดนัก การผลักดันชาวจีนที่ไหลทะลักเข้ามายังทางตอนเหนือของเมียนมาร์กลับประเทศ เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เมียนมาร์เริ่มบาดหมางกับจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่มาเห็นได้ชัดขึ้น เมื่อนายพลขิ่นยุ้น นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่เป็นกระบอกเสียงใหญ่ให้กับรัฐบาลจีนถูกปลดเมื่อปี 2004 และยิ่งมาปะทุหนักเมื่อรัฐบาลของเตงเส่งในปัจจุบัน ตัดสินใจแขวนโครงการสร้างเขื่อนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่มีจีนเป็น สปอนเซอร์รายใหญ่

นโยบายแลไปข้างหน้าและการลงทุนมูลค่ามหาศาลระหว่างจีนกับเมียนมาร์ในสมัย ประธานาธิบดีเตงเส่งจึงถูกพับเอาไว้ คนในรัฐบาลเมียนมาร์หลายคนก็เริ่มทักท้วงให้รัฐบาลเปลี่ยนทีท่าและเริ่ม สถาปนาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯอีกครั้งหนึ่งพร้อม ๆ กับการหันมาแสดงทีที่เป็นมิตรกับอาเซียนมากขึ้น

แต่สิ่งที่ทำให้สหรัฐฯจำเป็น (หรือจำใจ) ต้องคิดใหม่เกี่ยวกับเมียนมาร์ และทำตัวเป็นนักการทูตแทนที่จะเป็นนักสิทธิมนุษยชนคือข่าวความสัมพันธ์ระ หว่างเมียนมาร์กับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะความร่วมมือทางการทหารและพลังงานที่มีข่าวว่าทั้งสองประเทศร่วมกัน พัฒนาระเบิดนิวเคลียร์[4]

ลินท์เนอร์อ้างว่า การเยือนเกาหลีใต้ของคลินตันเพียงไม่กี่วันก่อนการเยือนเมียนมาร์เป็นตัวชี้ วัดได้อย่างดีว่า สหรัฐฯต้องการให้เกาหลีใต้ช่วยตนตะล่อมให้เมียนมาร์เลิกติดต่อกับเกาหลี เหนือ

ด้านโทรทัศน์ช่องข่าวอัลจาซีรา ที่ทำสกู๊ปเจาะลึกประเด็นนี้ได้เด่นกว่าช่องอื่น ๆ ได้สัมภาษณ์นักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีผลงานเกี่ยวกับเมียนมาร์ ไมตรี อ่องทวิน และหม่องซานี อาจเป็นนักวิชาการสองคนที่ไม่เป็นที่รู้จักนักในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ศึกษา ประวัติศาสตร์การเมืองเมียนมาร์โดยตรง แต่สำหรับผู้ที่คลุกคลีกับนักวิชาการด้านเมียนมาร์แล้ว ทั้งไมตรี อ่องทวิน และหม่องซานี เป็นนักวิชาการยังเติร์กที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ประเด็นที่น่าสนใจมากที่ผู้ดำเนินรายการเจมส์ เบส์ ถามหม่องซานีคือประเด็นการบ้านการเมืองชื่อประเทศเมียนมาร์ ที่หลายคนยังคงยึดกับชื่อเก่าคือ “เบอร์ม่า” แทนที่จะเรียกว่า “เมียนมาร์” แต่สำหรับฮิลลารี คลินตัน เมื่อเลือกจะไม่ใช้ทั้งสองชื่อ หมายความว่า เลือกที่จะละชื่อประเทศ สำหรับเรื่องนี้หม่องซานี ให้ความเห็นไว้อย่างน่าฟังว่า สหรัฐฯต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เมียนมาร์น้อยใจหรือตะขิดตะขวงใจ ซานีเชื่อว่า นี่คือสงครามเย็นระลอกใหม่ที่สหรัฐฯจะรบกับจีน จึงทำให้คลินตันต้องเดินสายพบปะพูดคุยกับพันธมิตรในฝ่ายของตนที่มีอยู่แต่ เดิมและก็ต้องสร้างมิตรเพิ่มขึ้นด้วย[5]

ซานียังเสริมด้วยว่า สิ่งที่ทำให้รัฐบาลเมียนมาร์เกรงกลัวเป็นพิเศษ ไม่ใช่การคว่ำบาตรหรือการลดความสัมพันธ์กับจีน แต่เป็นความเกรงกลัวที่เกิดจากการปฏิวัติประชาธิปไตยในอาหรับ (Arab Spring) ที่รัฐบาลที่ผูกขาดอำนาจมาอย่างยาวนานทั้งในอียิปต์ ลิเบีย ซีเรีย ฯลฯ ต่างก็มีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก ความกลัวและความระแวง (ที่ในอดีตส่งผลให้กษัตริย์หลายพระองค์หรือแม้แต่รัฐบาลทหารย้ายเมืองหลวงมา แล้วหลายต่อหลายครั้ง-ผู้เขียน) นี้ เป็นหอกทิ่มแทงใจนายพลในรัฐบาลและกองทัพเมียนมาร์มาหลายยุค รัฐบาลเมียนมาร์จึงชิงปล่อยตัวอองซานซุจี เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนการประท้วงที่ต่อมาจะพัฒนาเป็นการปฏิวัติใน อียิปต์

กล่าวโดยสรุป แม้สื่อหลายแขนงจะให้ความสำคัญกับการเยือนเมียนมาร์ของคลินตันมาก บ้างเรียกว่าเป็น “การเยือนเมียนมาร์ครั้งประวัติศาสตร์” แต่ในวงการผู้ศึกษาประวัติศาสตร์และการเมืองเมียนมาร์แล้ว ไม่มีนักวิชาการแนวหน้าคนใดที่เห็นว่าการปรากฎตัวของคลินตันในประเทศที่ปิด ตายตัวเองมากว่า 2 ทศวรรษ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นหรือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นใน เมียนมาร์ในรอบหลายปี

แต่นักวิชาการเกือบทุกคนเห็นว่า ความพยายามปฏิรูปการเมืองในเมียนมาร์พร้อม ๆ กับการก่อตัวของประชาคมอาเซียนในอีก 4 ปีข้างหน้า ยิ่งเมียนมาร์ได้รับเลือกให้เป็นประธานอาเซียนในปี 2014 และกับบทบาทเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเนปยีด่อในอีก 2 ปีข้างหน้า ไม่แน่ว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอาจจะเป็นยุค “เมียนมาร์ฟีเว่อร์” ก็เป็นได้

ป.ล. อย่าลืมว่าที่ผ่านมา เลขาธิการองค์การสหประชาชาติที่เป็นคนเอเซียมีอยู่เพียง 2 คน คนหนึ่งคือนายบันคีมูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติคนปัจจุบัน และอีกคนหนึ่งคือ อูถั่น และอูถั่น ยังเป็นเลขาธิการองค์การสหประชาชาติที่ดำรงตำแหน่งนี้นานที่สุด ถึง 10 ปีด้วย

[1] บทความนี้เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ Strait Times เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม แต่ไม่สามารถเข้าถึงบทความนี้จากเวบไซท์ของหนังสือพิมพ์ Strait Times ได้ แต่สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ http://file2.uploadfile.biz/i/IMIMMEIIIXENWM

[2] ‘US Secretary of State Mrs Hillary Clinton concludes visit’ ใน New Light of Myanmar ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม 2011 http://www.myanmar.com/newspaper/nlm/index.html

[3] อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ http://www.foreignpolicy.com/articles/2011/11/30/democracy_myanmar_china_clinton

[4] ดูรายงานของอัลจาซีราห์เรื่องความพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเมียนมาร์ (มี 4 ช่วง) ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=oUa_OODAjNQ

[5] ดูได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=7i1ojM2MNl4

เปิดรายงาน คอป. ครั้ง2 : ภาพรวมคดีสลายชุมนุม53 – ม. 112 – ต้นตอปัญหา “คดีซุกหุ้น”

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ คอป. ได้ออกรายงานความคืบหน้า “ฉบับที่ 2” (17 มกราคม- 16 กรกฎาคม 2554) ซึ่งมีเนื้อหาใหญ่ แบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักคือ

Ø ความคืบหน้าเรื่อง ความรุนแรงเดือน เม.ย.-พ.ค.53

Ø ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินคดีจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง และ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

Ø รากเหง้าของปัญหา โดยเฉพาะการละเมิดหลักนิติธรรม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในคดี “ซุกหุ้น”

ทั้งนี้ คอป.แต่งตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน มีกรรมการ 8 คน และมีอนุกรรมการด้านต่าง 5 ชุด

สลายการชุมนุม เกือบ 2 ปี กับข้อเท็จจริงที่ได้

รายงานเน้นการแสดงตัวเลขภาพรวมของคดี ผู้ถูกคุมขัง และกิจกรรมการจัดเวทีรับฟังปัญหาทั่วประเทศของ คอป.

Ø การดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งสิ้น 258 คดี โดยแบ่งประเภทความผิดออกเป็น 4 กลุ่มคดี คือ

กลุ่มที่ 1 การก่อการร้าย (เหตุร้ายต่างๆ) 147 คดี

กลุ่มที่ 2 การขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ 22 คดี

กลุ่มที่ 3 การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 69 คดี

กลุ่มที่ 4 การกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ 20 คดี

จากจำนวนคดีพิเศษที่รับไว้ทำการสอบสวนทั้งสิ้น 258 คดี นั้น สอบสวนแล้วเสร็จ 102 คดี มีผู้ต้องหา 642 คน จับกุมได้ 274 คน หลบหนี 366 คน (เสียชีวิตแล้ว 2 คน)

Ø คดีวางเพลิง มีทั้งหมด 62 คดี แบ่งเป็น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 49 คดี และต่างจังหวัด 13 คดี ทั้ง 62 คดี มีผู้ต้องหาทั้งหมด 457 คน จับกุมได้ 144 คน5 โดยมีอาคารสถานที่ถูกเพลิงไหม้ประมาณ 71 แห่ง แบ่งเป็นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 37 แห่ง และต่างจังหวัด 34 แห่ง

Ø สรุปข้อมูลผู้ต้องขังในคดีความผิดต่อพระกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

ยอดรวมใน 14 เรือนจำและทัณฑสถาน ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2554

- ผู้ต้องขังระหว่างสอบสวน, พิจารณา จำนวน 64 คน

- ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา จำนวน 21 คน

- ผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด จำนวน 20 คน

คงเหลือรวมทั้งสิ้น จำนวน 105 คน

Ø จัดให้มีโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากผู้ เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (Hearing) ในแต่ละประเด็นของทุกเหตุการณ์

Ø การเยียวยา ฟื้นฟูเหยื่อ ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด , ลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกคุมขัง , เยี่ยมเจ้าหน้าที่กองทัพเรือและกองทัพบก, จัดตั้งศูนย์ประสานงานเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ

Ø จัดจ้างที่ปรึกษา (TOR) โครงการปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง: ศึกษาเฉพาะกรณีจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน, การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง, มิติสังคมและวัฒนธรรมของความรุนแรงทางการเมืองไทยและแนวทางแก้ไข, การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติ ของกฎหมาย, รากเหง้าของความขัดแย้งสู่ทางออกเพื่อความปรองดอง

ข้อเสนอแนะ คล้ายรายงานครั้งที่ 1

ข้อเสนอแนะโดยสรุปมีดังนี้

Ø รัฐบาลต้องยึดหลักนิติธรรม , ตรวจสอบว่าเจ้าพนักงานปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด , ให้ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ , ตรวจสอบและผลักดันให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายรวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อได้รับ การพิจารณาวินิจฉัยอย่างเท่าเทียมกัน

Ø เรียกร้องทุกฝ่ายระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการกระทำการใดๆ ซึ่งอาจเป็นการกระทบกระเทือนถึงบรรยากาศในการปรองดอง

Ø ความผิดที่มีมูลฐานเริ่มต้นจากความคิดเห็นในทางการเมือง มีความเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาในคดีความผิด -พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
-คดีที่เกี่ยวเนื่องซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.54
-คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112
-พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ควรดำเนินการดังนี้

1. ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าการแจ้งข้อหาและการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการกระทำหรือไม่

2. ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้มีการปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ ต้องหาและจำเลย เพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รัฐบาลควรจะจัดหาหลักประกันให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยทุกคนที่ไม่สามารถจัดหา หลักประกันได้ อนึ่ง พึงตระหนักว่าการถูกตั้งข้อหาร้ายแรงนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่อนุญาตให้มี การปล่อยชั่วคราว

3. เนื่องจากผู้ต้องหาและจำเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตาม ปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีมูลเหตุทางการเมือง หากไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจำปกติเป็นสถาน ที่ควบคุมผู้ต้องหาและจำเลย ดังเช่นที่เคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต

4. สมควรขอความร่วมมือให้อัยการชะลอการดำเนินคดีอาญาเหล่านี้ไว้ โดยยังไม่พิจารณานำคดีขึ้นสู่ศาล โดยรอให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ในระหว่างศึกษาหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)

5. รัฐบาลต้องดำเนินการในเรื่องการเยียวยาอย่างรวดเร็วและจริงจัง ครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงก่อนและหลังรัฐ ประหาร ทั้งประชาชน และเจ้าหน้าที่ ชุมชนและย่านการค้าที่กระทบ รวมถึงผู้ต้องขัง กรณีที่ศาลยกฟ้องต้องมีการจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสม

ให้น้ำหนักกับปัญหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คอป. แสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ค่อนข้างมากเห็นได้จากรายละเอียดที่นำเสนอ (แต่ไม่เห็นจากการรายงานข่าว) เนื่องจากการฟ้องคดีเพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ อีกทั้งยังเห็นว่าการดำเนินคดีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ขณะที่ต่างชาติก็จับตามองและติดตามสถานการณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงขอให้ดำเนินการดังนี้

1. ทุกฝ่ายยุติการอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง

2. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ มีกลไกที่สามารถ

3. กำหนดนโยบายในทางอาญาที่เหมาะสม สามารถจำแนกลักษณะของคดีโดยพิจารณาจากความหนักเบาของพฤติกรรม เจตนา แรงจูงใจในการกระทำ สถานภาพของบุคคลที่กระทำ และบริบทโดยรวมของสถานการณ์ที่นำไปสู่การกระทำ

4. อัยการควรให้ความสำคัญกับแนวทางการสั่งคดีโดยใช้ดุลพินิจ (OpportunityPrinciple) ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการอันเป็นสากล แม้ว่าคดีมีหลักฐานเพียงพอในการสั่งฟ้อง แต่อัยการต้องให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบผลดีผลเสียในการ ดำเนินคดีด้วย โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์สูงสุดในการปกป้องและถวายพระ เกียรติยศที่เหมาะสมแด่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ อันเป็นแนวทางที่ใช้กันอยู่ในประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

5. รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ รับการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากข้อหาที่ร้ายแรงมิได้เป็นเหตุตามกฎหมายที่ทำให้ไม่ได้รับสิทธิการ ปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ดังที่ศาลได้อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวในคดีที่มีอัตราโทษสูงกว่าอัตราโทษ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

6. รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนการดำเนินคดีที่นำเอาประเด็นเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพมาขยายผลในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง อาทิเช่น การกล่าวหาและโฆษณารณรงค์เรื่องขบวนการ "ล้มเจ้า" ซึ่งอาจมีการตีความกฎหมายที่กว้างขวางจนเกินไปและอาจส่งผลต่อความปรองดองใน ชาติ และไม่เป็นผลดีต่อการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีต่อไปจะต้องมีการพิจารณาโดยมีพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเฉพาะบุคคลที่ชัดเจนที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม

7. รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยได้ เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของทุกสังคมในห้วง เวลาของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

การวิเคราะห์ปัญหาสั่งสมยาวนาน ย้ำเริ่มต้นที่พิษ “ซุกหุ้น”

ส่วนสุดท้ายของรายงาน เป็นส่วนที่ได้รับการหยิบยกไปเป็นข่าวมากที่สุด เนื่องจากมีการให้น้ำหนักและบรรยายถึง “จุดเริ่มต้น” ของการละเมิดหลักนิติธรรมในปี 2547 ในคดี “ซุกหุ้น” ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยในตอนต้นรายงานได้สรุปว่าจากการทำงานที่ผ่านมากว่าปี คอป.เห็นว่าความรุนแรงในปี 53 เป็นผลของเหตุการณ์ต่างๆ สืบเนื่องการ โดยไล่เรียงสถานการณ์สำคัญ อาทิ การปฏิรูปการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ 40 , การคอรัปชั่นเชิงนโยบายสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, การก่อเกิดของพันธมิตรฯ, การไม่ลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์, การประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ, การก่อเกิดของ นปก., การยึดสนามบิน, การรัฐประหาร

จากนั้นจึงขยายความโดยละเอียดถึงการละเมิดหลักนิติธรรมในการตัดสินคดี “ซุกหุ้น” โดยอธิบายว่าตุลาการรัฐธรรมนูญกระทำการผิดหลักกฎหมายอย่างไร และย้ำว่า ตั้งแต่นั้นมารัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมา พากลหรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น คอป. จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่าง จริงจัง

AttachmentSize
TRCT_Interim Report2 _final.pdf754.57 KB

"เฉลิม" ดีเดย์ปราบ "เว็บหมิ่น" 13 ธ.ค.

ที่มา ประชาไท

"เฉลิม อยู่บำรุง" ลั่นเตรียมปิด 200 เว็บในไทยเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน - ชง ครม.ซื้อเครื่องมือตัดสัญญาณเว็บต่างประเทศมูลค่า 400 ล้านบาท

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวก่อนประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำ เสนอ ข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ว่า ในประเด็นนี้หลายรัฐบาลได้ทำมา แต่ไม่สามารถจัดการอะไรได้ เนื่องจากมีการอ้างว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีการเปิดมาจากเมือนอก ซึ่งการดำเนินคดีเป็นไปได้ยาก และมีเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันภายในประเทศไทยบ้าง แต่ไม่สามารถจับกุมได้ ฉะนั้นบุคคลใดพูดอย่างนี้ถือว่าโกหก ส่วนเว็บไซต์ในต่างประเทศนั้นห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้ารู้ว่าไม่เหมาะสมสามารถบล็อกและตัดสัญญาณออกได้ ครั้งนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้ตนและ ผบ.ตร.ดูแลเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเว็บไซต์หมิ่นต่างๆ งานนี้จะไม่มีประชุมแต่เน้นจัดการทันที

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า มี รอง ผบก.ปอท.นายหนึ่ง ซึ่งเก่งด้านนี้ บอกว่า สำหรับเว็บไซต์มาจากภายนอกประเทศ มีเครื่องมือที่สามารถตัดสัญญาณได้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท ฉะนั้นตนได้แจ้งเลขาธิการนายกฯ ในที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ จะให้กระทรวงไอซีทีตั้งงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือดังกล่าวเข้ามาใช้ อย่างไรก็ตามตนและ ผบ.ตร.ไม่ได้มีความต้องการที่จะใช้งบประมาณดังกล่าว และตำรวจไม่เอา แต่ตำรวจพร้อมที่ทำงานให้ จากนี้ต่อไปจะมีมากน้อยเท่าไหร่ไม่แน่ แต่ต้องน้อยกว่าเดิมและมีมาตรการเข้ม ข้อความไม่บังควรเราไม่เผยแพร่ แต่ถ้าได้เครื่องมือที่ตัดสัญญาณได้ก็เรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เครื่องมือดังกล่าวจะสามารถตัดสัญญาณได้ 100% หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นายตำรวจคนดังกล่าวชี้แจงว่าสามารถดำเนินการได้เกือบ 100% เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ทำไม่ได้ เว้นแต่จะทำจริงหรือไม่ โดยมีบางคนไปพูดมาก ถ้าไปทำเรื่องนี้เอ็นจีโอ หรือต่างชาติจะดูไม่ดี แต่ที่นี่เมืองไทย เราไม่ได้ละเมิดสิทธิ เพราะอะไรที่แสดงออกตามพื้นฐานความชอบธรรม ก็ควรทำไป ส่วนจะเริ่มปฏิบัติการวันไหนนั้น เราจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. แต่ภายในวันนี้จะกำหนดว่าใครมีหน้าที่อะไร

เมื่อถามว่ามีกลุ่มเป้าหมายแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า มีกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเกรงใจ ที่ผ่านมาก็กลัวกัน บอกไม่ได้ว่ามีกี่เป้าหมาย แต่ที่ผ่านมาได้มีเจ้าของเว็บไซต์ติดต่อมาว่า ไม่มีการทำอะไรหมิ่นประมาทอย่างนั้น แต่ไม่ได้ดู แต่คุณอ้างอย่างนี้ไม่ได้ เมื่อคุณรับทราบคุณต้องแก้ไข เมื่อถามว่ามีบางกลุ่มที่หมิ่นสถาบัน เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า ไม่ว่าสีเสื้อไหนถ้าทำผิกกฎหมายก็ผิด เสื้อสีไหนก็ต้องจับหมด เรามีการเก็บข้อมูลไว้หมดแล้ว อยากจะฝากบอกไปยังเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาเรียกร้องละเมิดสิทธิ ถ้าอยู่ที่เมืองไทยก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

ทั้งนี้ในที่ประชุมได้รายงานว่า กระทรวงไอซีที มีรายชื่อเว็บไซต์ในไทย 200 แห่งที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันและสามารถสั่งปิดได้ในทันที โดยเตรียมพร้อมประสานงานกับตำรวจเพื่อดำเนินการแล้ว

ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์

รายงาน : “เขาหาว่า ผมยิงอาร์พีจี (ใส่กลาโหม)”

ที่มา ประชาไท

บัณฑิต สิทธิทุม เกิดเมื่อพ.ศ. 2510 บ้านเดิมอยู่ที่ อ.พล จ.ขอนแก่น จบการศึกษาที่ โรงเรียนตำรวจภูธร 2 จังหวัดชลบุรี ออกจากราชการประมาณปี 2545 เนื่องจากกระทำความผิดฐาน พ.ร.บ.ป่าไม้ มีลูก 3 คน ลูกชายคนเล็กอายุ 12 ปี ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บางแสน ชลบุรี

เขาถูกจับกุม เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 18.30 น.ในบ้านพักอาศัยที่บางแสน

เขาเล่าว่า ขณะเจ้าหน้าที่ทำการจับกุมมีเจ้าหน้าที่ร่วมจับประมาณ 20 นาย อาวุธครบมือ หลังจากบุกเข้าจับที่บ้านพัก ตำรวจก็ค้นบ้านประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นก็นำตัวเขาไปขัง โดยเริ่มแรกยังไม่ได้ผูกตาเขา แต่เมื่อคุมตัวมาถึงย่านบางนา เขาถูกเจ้าหน้าที่นำผ้ามาปิดตา

ต่อมาเมื่อเขาถูกเปิดผ้าปิดตาออกเขาจึงรู้ตัวว่าเขาถูกจับนำตัวมาที่ร้าน คาราโอเกะ โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบถามเขาว่า ใครเป็นคนจ้างให้เขายิงระเบิด และถามว่าบิ๊กจิ๋วใช่หรือไม่

เขาเล่าว่าเขาถูกเจ้าหน้าสอบถามมากมาย พร้อมทั้งข่มขู่เขาว่าถ้าไม่ตอบ ไม่บอกความจริง จะเอาไปให้ทหารยิง ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำตัวเขาไปอีกที่หนึ่ง ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นย่านรามอินทรา จากนั้นจึงนำตัวมาที่กองปราบฯ

คุณน้ำฝน ภริยาของบัณฑิต เล่าว่าหลังจากถูกจับกุมแล้ว เธอไม่ได้รับการติดต่อจากบัณฑิตเลยและไม่รู้ว่าจะไปติดต่อที่ไหน หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน เห็นข่าวว่าคนเสื้อแดงถูกจับไปไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เธอจึงโทรศัพท์ไปสอบถามจึงทราบว่าสามีของเธอถูกขังไว้ที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ แล้วจึงได้เดินทางมาเยี่ยมบัณฑิต

ในชั้นจับกุมเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เขาเป็นคนยิงอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหมเมื่อเดือนมีนาคม 2553 และครอบครองอาร์พีจีและอาวุธสงครามอื่นๆ เช่น ปืนกล ระเบิด รวมทั้งปลอมทะเบียนรถ เขากล่าวว่าเขาได้รับสารภาพไปแล้ว และเหตุที่เขารับสารภาพเนื่องจากเจ้าหน้าที่ข่มขู่ว่าจะเอาไปให้ทหารและเอา ไปยิงทิ้ง

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 อัยการได้ยื่นฟ้องโดยระบุว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2553 เขาร่วมกันกับคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ใช้เครื่องยิงอาร์พีจียิงใส่กระทรวงกลาโหมเพื่อข่มขู่ให้รัฐบาลไทยอันมีนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ประกาศยุบสภาตามความประสงค์ของจำเลยกับพวก อันเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการปกครองระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข เพื่อสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอันเป็นการก่อการร้าย

นอกจากข้อหาก่อการร้ายและสนับสนุนก่อการร้ายแล้ว บัณฑิตยังถูกฟ้องด้วยข้อหาอื่นด้วย โดยมีข้อหา ครอบครองเครื่องยิงจรวดอาร์พีจีจำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนอาร์พีจีจำนวน 1 นัด ครอบครองลูกระเบิดเครื่องชนิดสังหาร แบบ 88 เอ็ม 67 จำนวน 3 ลูกไว้ในครอบครอง อันเป็นการสนับสนุนการก่อการร้ายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ ร่วมกันมีอาวุธปืนกลมือขนาด .45 จำนวน 1 กระบอกกับซองกระสุนปืน 1 อัน ไว้ในความครอบครองร่วมกันมีกระสุนปืน ออโตเมติกขนาด .45 จำนวน 48 นัดไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพกพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และระเบิดไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันปลอมทะเบียนป้ายทะเบียนรถและใช้ป้ายทะเบียนรถปลอม

บัณฑิตเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้เขาถูกย้ายเรือนจำไปหลายแห่ง เนื่องจากพยานบุคคลอยู่ต่างจังหวัด โดยเขาถูกย้ายไปที่เรือนจำสงขลา เรือนจำพัทยา เรือนจำชลบุรี แต่ละครั้งที่เขาย้ายไปนั้นประสบความลำบากมาก เนื่องจากไม่มีเงินติดตัวไปเลย ส่วนญาติก็ไม่ได้ตามไปเยี่ยม โดยเฉพาะเมื่อไปเรือนจำทางภาคใต้

ในด้านการสืบพยานโจทก์ที่ศาลอาญานั้น มีพนักงานสอบสวนจากดีเอสไอ พ.ต.ท.สมชาย ขำล้อมเพชร มาเบิกความว่า ขณะทำการสอบสวนรับราชการอยู่ที่ สน.พลับพลาไชย 1 ตำแหน่งพนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการและได้รับคำสั่งให้เป็นพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ

โดยเขาเบิกความว่า ประมาณปลายปี 2552 นปช.ได้ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและมีการ ชุมนุมและได้ก่อวินาศกรรมตามสถานที่ราชการหลายแห่งจนนำไปสู่การประกาศ พื้นที่ห้ามชุมนุมตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 โดยห้ามชุมนุมที่กทม.และปริมณฑล

ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 ภายหลังมีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง มีการชุมนุมโดย นปช.ได้ตั้งเวทีใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้าและปิดถนนตั้งแต่แยกมิกสิกาวันจนถึงแยก ผ่านฟ้าถึงเชิงสะพานปิ่นเกล้าทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางและทำให้ ประชาชนเดือดร้อน มีวัตถุประสงค์เรียกร้องครั้งนี้ให้นายกฯยุบสภา โดย นปช.ได้วางแผนเป็นขั้นตอนในการปลุกระดมมวลชนขับเคลื่อนไปสู่ความขัดแย้ง ปลุกปั่นบิดเบือนความจริง ยุยงส่งเสริมด้วยคำพูดรุนแรงก้าวร้าวเพื่อสร้างความปมขัดแย้ง อาฆาตมาดร้าย ให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล จนนำไปสู่ความรุนแรงซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย ในการชุนนุม นปช.มีการสะสมอาวุธและกำลังพล และมีการก่อวินาศกรรมควบคู่ไปกับการชุมนุมประท้วงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ประเทศชาติซึ่งทำให้ประขาชนหวาดกลัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นายกฯยุบสภา

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2553 มีคนร้ายเป็นชายสองคน ได้ใช้เครื่องยิงอาร์พีจีไปยังที่กระทรวงกลาโหมแต่จรวดยิงไปถูกสายไฟที่ ถ.อัษฎางค์ ฝั่งตรงข้ามกระทรวงกลาโหมทำให้จรวดไม่ตกตามเป้าหมาย การระเบิดทำให้ทรัพย์สินเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีผู้พบเห็นคนร้ายชายสองคนขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ ที่ซอยแพร่งนรา ผ่านมาและจอดรถรถแวะทักทายพูดคุยกับพยานที่ซอยแพร่งนรา หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เกิดเสียงระเบิดขึ้นที่ปากซอยแพร่งภูธร

ต่อมามีผู้พบเห็นคนร้ายทั้งสองขับรถไปทิ้งไว้ที่โรงแรมที่อยู่ข้างศาล เจ้าพ่อเสือและคนร้ายทั้งสองลงจากรถและรีบเดินหนีไป พยานที่พบเห็นคนร้ายที่จอดรถเดินหนีไปเป็นผู้หญิง 2 คน โดยคนทั้งสองได้เห็นหน้าคนร้ายที่นั่งคู่คนขับ พยานทั้งสองคนได้ไปให้ปากคำที่ สน.สำราญราษฎร์พร้อมกับพยานอีก 3 คนที่เห็นคนร้ายทั้งสองก่อนเกิดเหตุ

เมื่อไปดูสถานที่เกิดเหตุพบว่า สภาพรถยนต์กระจกรถด้านซ้ายแตกและกระจกด้านขวา(แคป)แตก ภายในรถพบเครื่องยิงอาร์พีจี ระเบิด 3 ลูก อาวุธปืนกล พบเสื้อผ้าพร้อมกระเป๋าเอกสารต่างๆ หลายรายการ และพบขวดน้ำดื่มภายในรถ จึงได้รวบรวมพยานวัตถุต่างๆ ที่ตรวจพบไปให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจสอบตรวจพิสูจน์ต่อไป

ผลของการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า 1.พบรอยลายนิ้วมือคนร้ายที่ประตูรถ 2.ที่ขวดน้ำพบดีเอ็นเอ

ส่วนพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานนิติวิทยาศาสตร์ เบิกความว่า เธอได้รับพยานวัตถุต่างๆ จากพนักงานสอบสวนโดยมีกระเป๋าสะพายที่พบในรถกระบะ โดยขณะทำการตรวจสอบพยานวัตถุได้เปิดกระเป๋าและดึงเสื้อออกมาเพื่อจะทำการ ตรวจหาดีเอ็นเอ ขณะดึงเสื้อออกมาปรากฏว่าซิมโทรศัพท์ได้หล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตสี ดำ เธอจึงนำส่งซิมนี้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป

ส่วน พ.ต.ท.ธนกฤต คณิตกุล เบิกความว่า เขาเป็นผู้ไปรับมอบซิมการ์ดจากเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์มาตรวจสอบหมายเลข โทรศัพท์ ปรากฏว่ามีการบันทึก 141 หมายเลข รายชื่อส่วนใหญ่เป็นชื่อของนักเรียนพลตำรวจภูธร 2 จ.ชลบุรี จากนั้นมีการตรวจสอบข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ และเปรียบเทียบกับข้อมูลเว็บไซต์ของนักเรียนพลตำรวจโรงเรียนตำรวจภูธร 2 ชลบุรี ปรากฏว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของจำเลย

ทั้งนี้ พยานโจทก์ที่มาเบิกความเป็นพยานว่าเบอร์โทรศัพท์นี้เป็นเบอร์ที่จำเลยใช้ คือ เพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นนักเรียนพลตำรวจด้วยกัน

ส่วนจำเลยได้เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนภริยาของจำเลยเบิกความว่าวันเกิดเหตุวันที่ 20 มีนาคม 2553 ตัวจำเลยไปกินข้าวที่ร้านอาหารอีสานย่านบางแสน

และวันพรุ่งนี้ (13 ธ.ค.54) จะมีการพิพากษาคดีนี้ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา เวลา 9.00 น.

ฟังเสียงชาวนา! ข้อเสนอฟื้นภาคเกษตรหลังน้ำลด

ที่มา ประชาไท

เปิดเวทีความทุกยากของเกษตรกร ชาวบ้านร้องจ่ายค่าชดเชยให้เป็นธรรม ไม่ใช่บนฐานคิดความเมตตากรุณา นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จวกรัฐเลี่ยงความรับผิดชอบ “ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ” กระทบการช่วยเหลือ-ฟื้นฟู ชู “ภาษีน้ำท่วม” ช่วยผู้ได้รับผลกระทบ

000

ขณะที่ภาพมหาอุทกภัยใน หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ เริ่มลบเลือน เหลือเพียงรอยคราบน้ำ แต่ความเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติยังไม่หมดสิ้น โดยเฉพาะในส่วนเศรษฐกิจภาคการเกษตร ซึ่งเมื่อมองจากแผนการฟื้นฟูเยียวยาของรัฐบาลก็ดูจะยังไม่ชัดเจนว่า ได้มีการเตรียมการเพื่อให้ครอบครัวเกษตรกรกลับมาทำการผลิต และฟื้นฟูวิถีชีวิตของหลังน้ำลดอย่างไร
เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.54 ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และสหกรณ์บ้านคลองโยง จ.นครปฐม จัดสัมมนา “การฟื้นฟูภาคเกษตรกรรมและเกษตรกรรายย่อย หลังวิกฤตน้ำท่วม” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสรุปบทเรียน กำหนดแผนการฟื้นฟูชีวิตและอาชีพเกษตรกร และผลักดันเป็นข้อเสนอหลังวิกฤตน้ำท่วมต่อรัฐบาล
เปิดเวทีข้อมูลความทุกยากของเกษตรกรไทย
นางสม ชนะภัย อายุ 61 ปี ชาวบ้านคลองบอน ต.พนมเศรษฐ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ครอบครัวของเธอมีที่ดินราว 90 ไร่ ขณะนี้เริ่มทำนาได้บ้างแล้วหลังถูกน้ำท่วมมานานหลายเดือน ความช่วยเหลือหลักที่เธอต้องการจากรัฐบาลคือเรื่องเงิน เพื่อเกษตรกรจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น
นางสม ให้ข้อมูลด้วยว่า เงินชดเชยนาข้าวไร่ละ 2,222 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของชาวนา เนื่องจากต้นทุนปลูกข้าวไม่รวมค่าแรงอยู่ที่ 4,500 บาทต่อไร่ อีกทั้งหากเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทันช่วงที่มีการประกันราคาข้าว ก็จะถูกโรงสีกดราคา ทั้งนี้เรื่องการควบคุมราคาจำนำข้าวนี้ชาวนาเดือดร้อนมานาน และอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ
ในเวทีดังกล่าว ตัวแทนเกษตรกรจากมูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา นครสวรรค์ ให้ข้อมูลความเดือดร้อนว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จะเริ่มบรรเทาเบาบางลงแล้ว แต่พื้นที่นายังมีน้ำท่วมขังอยู่ เป็นความเสียหายที่หนักกว่าปี 38 และ 49 อีกทั้งยังมีปัญหาการช่วยเหลือเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ตรงตามความต้องการของ แต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงการช่วยเหลือของรัฐบาลควรเป็นในรูปของเงินเพื่อนำไปซื้อเมล็ด พันธุ์เอง
ส่วนชาวสวนบางคนก็ยังไม่แน่ใจในการที่จะลงทุนเพาะปลูกเนื่องจากเกรงว่า ในปีต่อๆ ไป จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำอีก ที่ทำได้ตอนนี้คือการปลูกพืชระยะสั้น และมีเกษตรกรบางส่วนที่ยังต้องการกล้าพันธุ์เพื่อนำไปทำการเพาะปลูก
ขณะที่นายประภาส ปิ่นตกแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะตัวแทนชาวบ้านสมาชิกสหกรณ์ที่ดินคลองโยง จ.นครปฐม ว่า ระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ ต.คลองโยงรวมทั้งตำบลใกล้เคียงไม่สามารถทำกินได้ และมีการประเมินกันว่าไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ก็อาจยังต้องทนอยู่กับสภาพเช่น นี้ต่อไปอีก หากไม่มีการระบายน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลในทิศทางที่ควรจะเป็น
สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่คือน้ำถูกผันมาให้ชาวบ้านต้องแบกรับภาระ ทั้งในส่วนเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ รวมทั้งลูกจ้างโรงงานต่างได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น การฟื้นฟูที่ชาวบ้านในพื้นที่อยากได้คือ 1.ทำอย่างไรที่จะกู้ที่ดินขึ้นมาทำมาหากิน 2.การกู้เรื่องรายได้ที่ต้องสูญเสียไป เพื่อที่ชีวิตจะคืนกลับมาสู่ปกติ
นายประภาส กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันชาวบ้านหลายตำบลซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุ่งพระพิมลราชาบนแนวเขื่อนกั้น น้ำเหนือคลองมหาสวัสดิ์ยังต้องอยู่กับน้ำระดับความสูงเกือบ 2 เมตร โดยระดับน้ำล่าสุดลดไปเพียง 65 เซนติเมตร จากระดับน้ำท่วมสูงสุด เนื่องจากมีปัญหาการระบายน้ำเพราะถูกกั้นด้วยทางรถไฟ และแนวคันกั้นน้ำยาว 26 กิโลเมตรตามแนวคลองมหาสวัสดิ์ โดยการระน้ำผ่านประตูระบายน้ำและการสูบน้ำทำได้เพียงประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม.ต่อวันเท่านั้น ขณะที่ปริมาณน้ำในทุ่งมีสูงถึง 365 ลบ.ม.และถูกเติมจากทุ่งด้านบนตลอดเวลา
“ทุ่งข้างบนสามสี่ทุ่ง น้ำกำลังแขวนอยู่มหาศาล ในขณะที่กรุงเทพฯ ฉลองกันแล้ว อันนี้คือสภาพที่มันเป็นอยู่ตอนนี้” นายประภาสกล่าว






สภาพพื้นที่เกษตรที่ประสบภัยน้ำท่วม ในเขตสหกรณ์คลองโยง จ. นครปฐม ถ่ายเมื่อช่วงเดือน พ.ย.54
ชาวบ้านร้องจ่ายค่าชดเชยให้เป็นธรรม ไม่ใช่บนฐานคิดความเมตตากรุณา
เอกสารข้อเสนอจากตัวแทนชาวบ้าน ต.คลองโยง และ ต.ลายตากฟ้า จ.นครปฐม ระบุข้อเสนอสำคัญต่อ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) คือ 1.ให้เปิดประตูระบายน้ำตามแนวคลองมหาสวัสดิ์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองให้ ศปภ.และกทม.พิจารณาเปิดประตูระบายน้ำเพื่อไม่ให้ชาวนนทบุรีเดือดร้อน และให้มีการสูบน้ำเพื่อระบายน้ำลงไปสู่ด้านใต้ซึ่งมีความพร้อมในการผลักดัน น้ำลงทะเล 2.พัฒนาระบบคูคลองที่เชื่อมกับคลองมหาสวัสดิ์ลงไปสู่ด้านใต้ เพราะจากการสำรวจพบว่าคลองเหล่านี้มีสภาพรกร้างและมีกิจกรรมที่ขวางทางน้ำ หลายช่วง 3.สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเก็บวัชพืชในคลองเพื่อให้น้ำไหลเร็วขึ้น
“ขอให้พิจารณาการจ่ายค่าชดเชยในสภาพความเสียหายที่เป็นจริงและเป็นธรรม และไม่ควรอยู่บนฐานคิดแบบจ่ายเพื่อความกรุณาหรือความเมตตา เพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ที่พวกเราได้รับอยู่ในขณะนี้มาจากปัญหาการบริหารจัดการ เพื่อให้พื้นที่ของพวกเราเป็นเขตรับน้ำแทน กทม.” ข้อเรียกร้องข้อสุดท้ายจากชาวบ้านคลองโยง
แจงความเสียหายของชุมชนเกษตรกรรม ในมุมนักเศรษฐศาสตร์
นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงความเสียหายของชุมชนเกษตรว่า แบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ 1.ความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินและผลผลิตทางการเกษตร อย่างเรือกสวน ไร่ นา และบ้านเรือน 2.ค่าเสียโอกาสของเกษตรกร ที่ไม่สามารถใช้ที่ดินทำการผลิตได้ เช่น ชาวนาไม่สามารถทำนารอบใหม่ได้จนกว่าน้ำจะลด และในปีหน้าอาจทำนาได้เพียงรอบเดียว หรือชาวสวนที่ต้องรอหลายปีกว่าจะปลูกไม้ผลและต้องรอจนกว่าจะให้ผลผลิต และ 3.ความสูญเสียที่ตามมาหากไม่ช่วยเหลือและชดเชยอย่างทันท่วงที คือความสูญเสียที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ทัน ซึ่งจะเกิดเป็นการขายสินทรัพย์เพื่อมาชดเชยกับภาระหนี้สินต่างๆ หรือการที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินที่มากขึ้น
“ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรพยายามพูดอยู่เสมอว่าต้องมาให้ เร็วหน่อย รวมไปถึงน้ำควรจะต้องลดลงให้เร็วหน่อย เพราะส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องค่าเสียโอกาสนี้เขาจะได้มาตั้งหลักให้เร็วขึ้น และหากเขาตั้งหลักได้ความเสียหายส่วนที่ 3 ก็จะได้ไม่เกิดขึ้น มันก็จะได้ไม่ทำให้เขาต้องเสียที่นาเสียอะไรต่างๆ ตามมา สำหรับความเสียหายส่วนแรกไม่ต้องพูดถึงแล้วมันไปกับน้ำแล้ว” นายเดชรัต กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พบอยู่ในขณะนี้คือความเสียหายส่วนที่ 2 ไม่ได้ถูกรวมเข้าไว้ในการให้ความช่วยเหลือของรัฐ ส่วนความเสียหายส่วนแรกก็ให้ความช่วยเหลืออย่างไม่ครบถ้วน เช่น ในส่วนปศุสัตว์ โค กระบือจะให้ความช่วยเหลือไม่เกิน 2 ตัวต่อราย สุกรให้รายละไม่เกิน 10 ตัว ขณะที่ในความเป็นจริงเพื่อความอยู่รอดเกษตรกรต้องเลี้ยงสุกรหลักร้อยตัวขึ้น ไป
จวกรัฐเลี่ยงความรับผิดชอบ “ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ” กระทบการช่วยเหลือ-ฟื้นฟู
ส่วนสาเหตุของการเกิดอุทกภัย นายเดชรัตแบ่งออกเป็น 3 ข้อ คือ 1.ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความจริงตัวเลขที่ทำให้รู้ว่าฝนจะมามากกว่าปี 38 ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ค.แต่ไม่มีใครเอาใจใส่ว่าภัยพิบัติกำลังมาเยือน 2.การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน ตรงนี้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของหลายฝ่าย รวมทั้งรัฐบาลเพราะการดำเนินการทุกอย่างต้องมีการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่ดูแล พื้นที่อยู่ และ 3.การบริหารจัดการน้ำ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเขื่อน และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพื้นที่ในโชนด้านล่างเพื่อป้องกันน้ำท่วม
นายเดชรัต ขยายความว่า ในเรื่องการบริหารเขื่อน ทางหน่วยงานราชการพยายามบอกว่า การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการปล่อยน้ำของแต่ละเขื่อน (Operating Rule Curve) ควบคุมระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำด้วยเส้นระดับน้ำควบคุมที่ผันแปรตามช่วงเวลาใน รอบปี ซึ่งคำนวณจากข้อมูลปริมาณน้ำฝนในอดีต แต่เนื่องจากปริมาณฝนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ดังนั้นการพึ่งหลักเกณฑ์การปฏิบัติเดิมจึงทำให้เกิดปัญหา และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อปี 2549 ก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวต่อมาว่า ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการผัน ชะลอ และระบายน้ำเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้ ดังนั้นจึงต้องยอมรับและพูดให้ชัดว่าส่วนไหนคือการบริหารจัดการที่ผิดพลาดทำ ให้เกิดน้ำท่วม และส่วนไหนเป็นความตั้งใจที่จะให้น้ำท่วมนานกว่าจุดอื่น ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและเกิดการปะทะตามมา ตรงนี้รวมถึงแนวคิดเรื่องการทำฟลัดเวย์ รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภาพความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่บนเส้นทางน้ำหลาก และความรับผิดชอบนี้จะเชื่อมโยงสู่การช่วยเหลือหรือชดเชย ซึ่งการช่วยเหลือจะใช้เมื่อมีสาเหตุที่เกิดเป็นไปตามธรรมชาติ
“สำหรับพื้นที่ซึ่งเป็นการท่วมเนื่องมาจากการจัดการของรัฐบาล ที่รัฐบาลตั้งใจจะให้พื้นที่นี้จำเป็นต้องท่วมนานกว่าพื้นที่อื่น สิ่งที่รัฐบาลควรต้องดำเนินการคือการชดเชย ซึ่งคำนี้ไม่มีการพูดถึงเลย” นายเดชรัต กล่าว
ชู “ภาษีน้ำท่วม” รูปธรรมตัวเงิน ช่วยผู้ได้รับผลกระทบตรงความต้องการที่สุด
นายเดชรัต กล่าวด้วยว่า หน่วยงานของรัฐพยายามอธิบายว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากภัยพิบัติทาง ธรรมชาติเท่านั้น หรืออาจอ้างว่าการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วน รวม ซึ่งตรงนี้ทำให้ยิ่งควรต้องชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหาย เพราะการอ้างว่ามีการตัดสินใจนั้น เท่ากับได้ชั่งน้ำหนักแล้วว่าจะพิทักษ์รักษาพื้นที่หนึ่งไว้เพราะเห็นถึงผล ประโยชน์ที่มากกว่า แต่ทำไมไม่มีกลไกที่จะดึงเอาผลประโยชน์ที่รักษาไว้ได้มาชดเชยและฟื้นฟู พื้นที่ที่ต้องรับชะตากรรมน้ำท่วมนานเป็นพิเศษ
นายเดชรัต แสดงความเห็นว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องเรื่อง “ภาษีน้ำท่วม” ขึ้นมาในรูปภาษีประเมินพิเศษ หรือ ภาษีผลประโยชนพิเศษ ดังเช่นในระบบของต่างประเทศ ซึ่งมีการจัดเก็บในกรณีที่บุคคลบางกลุ่มได้รับประโยชน์เป็นพิเศษอันเนื่องมา จากการตัดสินใจของภาครัฐ โดยนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป้องกัน อุทกภัยเป็นพิเศษ ตรงนี้จะทำให้มีรูปธรรมที่เป็นตัวเงินในการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ได้ตรงตามที่ต้องการมากที่สุด และอาจเป็นฐานหนึ่งในการจัดการพื้นที่ฟลัดเวย์ หรือในพื้นที่อื่นๆ อาจถูกใช้เป็นเบี้ยประกันสำหรับการประกันภัยพืชผลของเกษตรกรได้
แรงงานเดือดร้อนไม่ต่างเกษตรกร ชี้คนตกงานกระทบรายได้ชนบทแน่
นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงผลกระทบจากน้ำท่วมต่อแรงงานในภาคอุตสาหกรรมว่า แรงส่วนหนึ่งต้องตกงาน ส่วนหนึ่งได้รับค่าจ้าง 75 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งก็เดินทางกลับบ้าน ความเดือดร้อนที่มีไม่ต่างจากเกษตรกรในจังหวัดนครปฐม อีกทั้งสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันการตกงานของคนงานมีความสัมพันธ์อย่าง แนบแน่นกับการลดรายได้ของคนชนบท
ตัวเลขในภาคอีสาน รายได้ 100 บาท มาจากการทำงานในไร่นาเพียง 24 บาท มาจากนอกไร่นาถึง 76 บาท ซึ่งตรงนี้โดยหลักคือเงินส่วนที่ลูกที่เข้ามาทำงานในโรงงานส่งไปให้ เพราะฉะนั้นการที่คงตกงานไม่มีรายได้จะส่งผลไปถึงรายได้ของครอบครัวในชนบท ด้วย การชดเชย 5,000 บาทไม่สามารถช่วยเหลือหรือเป็นค่าชดเชยได้ แต่สามารถรับในฐานะเป็นค่าทำขวัญ
ผลตั้งโต๊ะฟ้องรัฐ พบคนเรียกค่าเสียหายถึงหลักร้อยล้าน
นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ที่มีการสื่อสารผ่านสื่อมวลชนว่ารับเรื่องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ต่อหน่วยงานรัฐ พบว่ามียอดค่าเสียหายพุ่งไปถึงหลัก 100-200 ล้านบาท ทำให้ถูกตั้งคำถามว่าจะนำเงินภาษีประชาชนมาใช้ในส่วนนี้ ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะนำเอาเงินคงคลังมาฟื้นฟูเศรษฐกิจถ้ายังมีทาง เลือกอื่น และไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีรีดเลือดเอาจากปู แต่เห็นว่าควรมีการเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ให้เหตุผลประกอบว่า ทุกวันนี้ทั่วโลกมีการเก็บค่าภาคหลวงตรงนี้ 30 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งมีการแบ่งกำไรคืนกลับอีก 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศไทยเก็บเพียงแค่ราว 10 เปอร์เซ็นต์เศษๆ และเมื่อรวมกับการแบ่งกำไรคืนกลับทั้งหมดแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 26-27 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากเก็บค่าภาคหลวงตามมาตรฐานโลก เราจะได้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้าน ซึ่งหากรัฐบาลอยากทำก็สามารถผลักดันในสภาให้มีการออก พ.ร.บ.ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมนี้ใหม่ได้ แต่ถามว่ากล้าทำหรือไม่
“เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติก็ไม่ว่ากัน แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดในการจัดการ ซึ่งส่วนนี้ผู้ที่รับผิดชอบก็คือหน่วยงานราชการ ยืนยันนะครับ พวกเราคือสภาทนายความและผมเราไม่ได้ฟ้องรัฐบาล เราฟ้องหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานไหนที่เกี่ยวข้องก็จะโดนหมด ศาลจะไล่เบี้ยไปเอง และถ้าวันหนึ่งศาลไล่เบี้ยไปถึงนายก มันก็เรื่องของศาลไม่ใช่เรื่องของผมนะครับ” นายณรงค์กล่าว
เผยแนวทางตั้งรับ-ทำข้อมูล สำหรับอนาคตเมื่อน้ำมาเยือน!
นายประเชิญ คนเทศ รองประธานชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม กล่าวว่า ปัญหาของความเสียหายจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ความผิดอยู่ที่การบริหารจัดการข้อมูลและความจริง และมีเวลาเพียงแค่ 3-6 เดือนสำหรับกระบวนการที่จะทำต่อไปเพื่อแก้ปัญหาและตั้งรับ เพราะขณะนี้ทั้งเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนป่าสัก ปริมาณน้ำยังมีอยู่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำค้างทุ่งพระพิมลอยู่อีกว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งจำนวนนี้ไม่รวมน้ำที่จะไหลรินเข้ามาเพิ่มอีก คาดว่าต้องใช้เวลาผันถึงเดือนกุมภาพันธ์อย่างแน่นอน
นายประเชิญ กล่าวถึงแผนการต่อไปเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ว่า 1.ทำการศึกษา โดยนึกถึงอำเภอข้างเคียงด้วย คือ บางใหญ่ ไทรน้อย บางบัวทอง และบางกรวย จ.นนทบุรี จะต้องร่วมพูดคุยกับคนคลองโยง มหาสวัสดิ์ ไปจนถึงสะพานเสาวภา จ.นครปฐม ในฐานะพื้นที่รับน้ำร่วมชะตากรรม และต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ถึงทิศทางของน้ำ 2.จับมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล ในการศึกษาระบบฟลัดเวย์กับคลองเดิมของตะวันออก-เจ้าพระยา กับตะวันตก-ท่าจีนไปจนออกทะเลว่า คลองที่มีอยู่เดิมหายไปไหน และจะต้องเติมทางลัดน้ำอย่างไรเพื่อให้พุทธมณฑลรอจากน้ำท่วม
3.ศึกษาฟลัดเวย์ใหม่ เพื่อช่วยให้น้ำไหลจากสะพานเสาวภาและดึงน้ำจากคลองโยงลงไปได้เป็นหนึ่งโป รเจกต์ และอีก 2 โปรเจกต์คือทางน้ำทางเหนือกับทางตะวันออก นอกจากนั้นยังมีโปรเจกต์ฟื้นฟูอีก 2 โปเจกต์ คือที่ ต.บางระกำ จ.นครปฐม และที่ ต.คลองโยง ซึ่งจะต้องมีการทำวิจัยไปในตัวด้วยเนื่องจากต้องก้าวสู่การเตรียมรับโลกร้อน
นายประเชิญกล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีองค์ความรู้จากคลองจินดาซึ่งทำในระดับสมบูรณ์ และกำลังจะขยายไปในพื้นที่อื่นๆ เพื่อป้องกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ คลองจินดาเคยถูกบอกว่าจะเป็นพื้นที่ที่จมน้ำพร้อมกรุงเทพฯ ใน 30 ปีข้างหน้า แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาคลองจินดารอดมาได้ด้วยระบบการเตือนภัยตามแผนที่
“เรื่องของการมองอนาคตเพื่อเตรียมรองรับ ทำให้การฟื้นฟูไปรอด คือถ้าเราไม่มองอย่างนี้วันหน้าน้ำก็มาอีก” นายประเชิญกล่าว