WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 15, 2011

กิตติรัตน์ดอดคุยเอฟทีเอกับอียู ดองผลฟังคิดเห็นประชาชนตามรอย ปชป.

ที่มา ประชาไท

14 ธ.ค.54 เอฟทีเอ ว็อทช์ เตือนรัฐบาลเพื่อไทยอย่าเดินรอยตามรัฐบาลประชาธิปัตย์ดองผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชน

จากการที่นายคาเรล เดอ กุช (Karel De Gucht) คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (EU Trade Commissioner) ได้แถลง ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยมว่า จะหารือประเด็นการเจรจาเอฟทีเอระหว่างสหภาพ ยุโรปกับประเทศไทย กับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในโอกาสการประชุมองค์การการค้าโลกที่จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ (15 ธ.ค.)

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ในปัจจุบัน รัฐบาลไทยเองยังประสบปัญหาในการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และกระบวนการต่างๆ ตามมาตรา 190 โดยที่ผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนที่ดำเนินการตามมติ ครม เมื่อปี พ.ศ. 2553ยังไม่ได้มีการรายงานกลับไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประกอบการยกร่างกรอบการเจรจา ซึ่งที่ผ่านมา ผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวยังค้างอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ในสมัยของนางพรทิวา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการ ขณะเดียวกัน นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยในขณะนั้น กลับนำร่างกรอบเจรจาเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการเอฟทีเอโดยยังไม่เคยนำออกไปรับฟังความคิดเห็นประชาชน

“ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า ร่างกรอบการเจรจาที่ดำเนินการจัดทำไปเองแล้วโดยกระทรวงพานิชย์มิได้มีการให้ความสำคัญต่อสินค้าที่เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลซึ่งมีความละเอียดอ่อนและจะส่งผลกระทบด้านสุขภาพและสังคมอย่างกว้างขวางแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นที่ทราบดีว่าสินค้าประเภทนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลให้กับสหภาพยุโรปหากสามารถขยายการบริโภคในประเทศไทยได้ แต่ผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนจากทุกภูมิภาคกลับระบุชัดว่าจะต้องไม่นำสินค้าประเภทเหล้า สุรา มาเจรจาเปิดเสรี

นอกจากนี้ ทราบมาว่า ในร่างกรอบฯยังเปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะ ซึ่งตรงกันข้ามกับผลการรับฟังความคิดเห็น” นายจักรชัย โฉมทองดี ตัวแทนกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์กล่าว

กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ซึ่งติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องเรียกร้องให้รัฐบาลนำผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนมาพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการยกร่างกรอบการเจรจาอย่างเร่งด่วนที่สุด และเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 รัฐบาลจะต้องนำร่างกรอบการเจรจามาจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อนการเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

สำหรับข้อห่วงใยในเบื้องต้นต่อการเจรจากับสหภาพยุโรปนั้น อาทิ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และสิ่งมีชีวิต การเปิดเสรีการบริการ การเปิดเสรีสินค้าภาคเกษตร การลดภาษีเหล้า และการคุ้มครองการลงทุนที่จะมีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะในอนาคต

ปฏิบัติการ 13ธันวา ชูป้ายค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

เคลื่อนต่อเนื่อง! เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีกิจกรรมรณรงค์ออกมาตลอดเพื่อสร้างกระแสกดดันไปยังนายกรัฐมนตรีหญิงคน แรกของประเทศไทยเพื่อขอให้ไตร่ตรองการต่ออายุกฎหมายพิเศษ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ครั้งที่ 26 ในเดือนธันวาคมนี้ ล่าสุดคือ ปฏิบัติการ13 ธันวา Mission 13 December ชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั่วทุกมุมโลก

ปฏิบัติการ 13ธันวา ชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

13 ธ.ค. 54 ปฏิบัติการชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ออกมาโพสต์ในโลกสังคมออนไลน์ เช่นใน Facebook อย่างต่อเนื่อง โดยการรณรงค์ครั้งนี้ ได้มีการประสานไปยังเครือข่ายนักกิจกรรม นักศึกษาต่างประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ความมั่นคง ได้ออกมาเคลื่อนร่วมรณรงค์พร้อมกันในวันที่ 13 ธ.ค. อีกด้วยภายใต้ชื่อ “Mission13 December”

การออกมาชูป้าย พร้อมทั้งยกนิ้วหัวแม่มือคว่ำ แสดงถึงความไม่ชอบ หรือไม่ต้องการ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เองก็ได้รับความสนใจจากเหล่านักกิจกรรม เพื่อสังคมในพื้นที่ โดยข้อความในป้ายมีข้อความเดียวกันหมดคือ “ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ณ ชายแดนใต้ SAY NO EMERGENCY DECREE @ PATANI SOUTHERN THAILAND”

ทางตัวแทนเครือข่ายเปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ธ.ค.54 ทางเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเดินทางไปพบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อทำการยื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อขอให้ ศอ.บต. พิจารณาเพื่อเสนอคัดค้านการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

2555 สมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ เดินสายจัด 200 เวทีกระจายอำนาจ

ที่มา ประชาไท

ต้นปี 2555 ตรงกับวันที่ 4 มกราคม สมัชชาปฏิรูปเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ จะจัดงาน “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา เชิญวิทยากรมาให้ความรู้เรื่องการกระจายอำนาจและกระบวนการยุติธรรม

หลังจากเวทีนี้สิ้นสุดลงแล้ว ก็จะเป็นหน้าที่ของคณะทำงานที่จะต้องจัดเวทีสาธารณะ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนต่อไป

นายมันโซร์ สาและ หนึ่งในคณะทำงานสมัชชาปฏิรูปเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า เป็นการให้ความรู้เรื่องการกระจายอำนาจ เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจถึงบริบทการกระจายอำนาจ และโครงสร้างการเมืองการปกครองของประเทศว่าเป็นอย่างไร เพราะประชาชนจำนวนมากไม่เข้าใจเรื่องนี้

ประเด็นต่อมาที่ต้องให้ความรู้คือ เจตนารมย์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยสิทธิและอำนาจของประชาชน ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการขับเคลื่อนเวทีสาธารณะ

สำหรับรูปแบบการปกครอง โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจตั้งแต่ตอนแรกๆ

ส่วนกลุ่มเป้าหมาย เน้นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา ทั้งเยาวชนและปัญญาชน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ เป็นอนาคตของพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งต้องเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เฉพาะประชาชนคนมีการศึกษา แต่หมายรวมถึงข้าราชการระดับ 10 ลงมา เรื่องของสัดส่วนอาชีพนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้

สำหรับวิทยากรผู้ให้ความรู้ใน 200 เวที ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการ ซึ่งในความเป็นจริง คนที่ขับเคลื่อนที่เข้าใจ อาจจะเริ่มต้นจากไม่กี่คน เพราะองค์ความรู้อาจจะอยู่กับเครือข่ายก็จริง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจ การแสวงหาความรู้ และศึกษาข้อมูลของคนแต่ละส่วนด้วย

นอกจากนี้ ความชัดเจนในการนำเสนอ และการใช้เครื่องมือในการนำเสนอก็สำคัญ

นายมันโซร์ สาและ สรุปจากการจัดเวทีให้ความรู้เกี่ยวกับปัตตานีมหานครกว่า 60 เวทีที่ผ่านมา พบว่าไม่ง่ายที่จะจัดหาวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถให้ได้พร้อมกันจำนวน มาก เพื่อรองรับการจัดเวทีถึง 200 เวทีภายในหนึ่งปี

อีกประเด็นสำคัญคือ เรื่องของภาษา เนื่องจากภาษาไทยอาจจะพูดได้ในกลุ่มคนที่มีการศึกษาเท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้ภาษาไทยสื่อสารกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้นวิทยากรจะต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย การใช้ภาษามลายูท้องถิ่นอย่างภาษายาวี ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่นี้

ทั้งหมดเป็นประเด็นที่คณะทำงานขับเคลื่อนต้องคิดให้มาก เพราะการทำ 200 เวที แสดงให้เห็นทั้งปริมาณของเวที และจำนวนคน ซึ่งผู้จัดต้องการทำให้คลอบคลุมที่สุด และลึกที่สุด

หากพิจารณาจากจำนวน 200 เวที ถ้าแต่ละเวทีมีคนเข้าร่วม 30 คน ทั้งหมดก็เท่ากับได้พบปะทำความเข้าใจเรื่องการกระจายอำนาจได้ 6,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนคนที่มากแล้ว ยิ่งจำนวนคนมากเท่าไหร่ หมายถึงความรู้ที่จะลงไปถึงชนชั้นรากหญ้าก็มากขึ้นเท่านั้น

นั่นหมายถึงว่า การจัดเวทีทั้ง 200 เวที นับเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการกระจายอำนาจ และรูปแบบการปกครองปัตตานีมหานคร จะมีมากขึ้น

ถึงแม้จะจัดเวทีทั้ง 200 เวที เฉพาะในสามจังหวัดและสี่อำเภอชายแดนภาคใต้ แต่นายมันโซร์ สาและ บกว่า คณะผู้จัดก็คาดหวังไปถึงนักศึกษาที่ออกไปเรียนนอกพื้นที่ ซึ่งมีส่วนได้เสียจากการกระจายอำนาจ หรือไม่ยอมให้มีการกระจายอำนาจ

เนื่องเพราะคนรุ่นใหม่เหล่านี้คือผู้สืบทอดดูแลผืนแผ่นดินแห่งนี้ จึงต้องทำให้คนกลุ่มนี้ มองอนาคตของพื้นที่นี้ให้ออก

ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นภารกิจของคณะทำงาน ซึ่งเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการกระตุ้นและขับเคลื่อน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อทำไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้สิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นคำกล่าวปิดท้ายของนายมันโซร์ สาและ

กองกำลังเมืองลา-ปปส.จีน ผนึกกำลังยึดสารผลิตยาเสพติด 12 ตัน

ที่มา ประชาไท

กองกำลังเมืองลา NDAA ร่วมหน่วยปปส.จีน ตรวจยึดสารผลิตยาเสพติดล็อตใหญ่น้ำหนักกว่า 12 ตัน บนเรือขนสินค้าจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ

แหล่งข่าวชายแดนจีน-พม่า(รัฐฉาน) รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กองกำลังเมืองลา (NDAA) ภายใต้การนำของเจ้าจายลืน มีพื้นที่ครอบครองในรัฐฉานภาคตะวันออก ติดชายแดนจีน ร่วมกับตำรวจปราบปรามยาเสพติดจีน สกัดจับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ท่าเรือสบหลวย (แม่น้ำหลวยไหลลงสู่แม่น้ำโขง) สามารถตรวจยึดสารตั้งต้นสำหรับใช้ผลิตยาเสพติดหลายรายการรวมน้ำหนักกว่า 12 ตัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ตำรวจปราบปรามยาเสพติดจีนและกองกำลังพม่าในพื้นที่ (กองกำลังเมืองลา NDAA) ได้ร่วมกันเข้าตรวจเรือลำเลียงสินค้าลำหนึ่งชื่อ "แก้วปะเสิด" ที่ท่าเรือสบหลวย เขตพื้นที่ครอบครองกองกำลังเมืองลา (NDAA) สามารถตรวจยึดยาเสพติดได้จำนวน มากแบ่งเป็นยาบ้า 30 ล้านเม็ด และมีเฮโรอีน ยาไอซ์และอื่นๆ โดยของกลางที่ยึดได้มีประมาณ 2 คันรถกระบะ เตรียมลำเลียงส่งเข้าประเทศเพื่อนบ้าน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แหล่งข่าวใกล้ชิดเจ้าหน้าที่กองกำลังเมืองลาคนหนึ่งเปิดเผยว่า เหตุการณ์ตรวจยึดสารผลิตยาเสพติดล็อตใหญ่ภายใต้การร่วมมือกองกำลังเมืองลา (NDAA) และตำรวจปราบปรามยาเสพติดจีนครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา เป็นการตรวจยึดสารผลิตยาเสพติดซึ่งไม่ใช่ยาเสพติดที่ผลิตแล้ว โดยก่อนนั้นปปส.จีน สืบทราบว่าจะมีขบวนการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองขึ้นไป ยังท่าเรือสบหลวย จึงได้ประสานขอความร่วมมือกองกำลังเมืองลา (NDAA) ร่วมกันสกัดจับ ระหว่างนั้นมีเรือลำเลียงสินค้าลำหนึ่งซึ่งเชื่อว่าออกจากท่าเรือฝั่งไทย แถบสามเหลี่ยมทองคำเข้าเทียบท่า ทางเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายจึงได้เข้าทำการตรวจค้น

จากการตรวจค้นภายในเรือพบสิ่งผิดกฎหมายเป็นสารตั้งต้นสำหรับใช้ในการผลิตยาบ้าและยาเสพติดประเภทอื่นๆ เป็นจำนวนมาก รวมน้ำหนักของกลางกว่า 12 ตัน นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้อยู่บนเรือซึ่งคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับของกลางได้ 5 คน จากการสอบสวนทั้งหมดทราบว่ามีภูมิลำเนาอยู่ท่าขี้เหล็ก ป่าแลว เชียงลาบ ฝั่งพม่า (รัฐฉาน) ส่วนของกลางรวมถึงผู้ต้องหาทั้งหมดถูกนำไปยังประเทศจีนแล้ว

สำหรับเหตุการณ์ตรวจยึดสารผลิตยาเสพติดล็อตใหญ่จากลำน้ำโขงครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุกองกำลังไม่ทราบฝ่ายสังหารหมู่ลูกเรือจีน 13 ศพ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยที่เข้าตรวจค้นบนเรือพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ 920,000 เม็ด และเกิดขึ้นก่อนที่ทางการจีนมีกำหนดปล่อยเรือลำเลียงสินค้าจากมณฑลยูนนาน มายังท่าเรือเชียงแสน เชียงของ จังหวัดเชียงราย เพียงไม่กี่วัน


ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/


"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

ปธน.ใหม่ ตูนีเซียกล่าวปฏิญาณ บอกไม่ลืมผู้เสียชีวิตจากการปฏิวัติ

ที่มา ประชาไท

มอนเซฟ มาร์ซูวคี ประธานาธิบดีคนใหม่ของตูนีเซียอดีตนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะรักษาผลประโยชน์ของชาติ ปกป้องเป้าหมายการปฏิวัติ พร้อมทั้งแสดงการคารวะต่อเหล่าผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ลุกฮือเพื่อโค่นล้ม อดีตปธน. เผด็จการ และบอกว่าจะช่วยเหลือพี่น้องผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเยเมนและซีเรีย

ประธานาธิบดีคนใหม่ของตูนีเซีย มอนเซฟ มาร์ซูวคี ได้กล่าวให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าสภารัฐธรรมนูญ ในขณะที่ประเทศตูนีเซียมาถึงช่วงเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่หลังจากที่ สามารถลุกฮือโค่นล้มอดีตประธานาธิบดี ซีเน เอล อบีดีน เบน อาลี ได้สำเร็จ จากการปฏิวัติ "อาหรับสปริง"

"ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ค้ำประกันผลประโยชน์ของประเทศชาติ ตามหลักกฏหมายและสถาบัน ข้าพเจ้าจะซื่อสัตย์ต่อผู้พลีชีพ และต่อเป้าหมายของการปฏิวัติ" มาร์ซูวคีกล่าวให้สัตย์ปฏิญาณในช่วงเช้าของวันที่ 13 ธ.ค. โดยถือคัมภัร์อัลกุรอานไว้ในมือ

มาร์ซูวคีสวมผ้าคลุมยาวตามประเพณีของชาวอาหรับ ในขณะที่กล่าวให้สัตย์ว่าจะเป็นประธานาธิบดีของชาวตูนีเซียทุกคนและจะทำ ทุกอย่างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเหล่าเพื่อนร่วมชาติ

นอกจากนี้เขายังได้ให้การคารวะเหล่าผู้ที่เสียชีวิตจากการลุกฮือเพื่อโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีเบน อาลี เมื่อปีที่ผ่านมาด้วย

"หากไม่มีการเสียสละจากพวกเขาแล้ว ข้าพเจ้าก็คงไม่มาอยู่ในที่นี้" มาร์ซูวคี ผู้เป้นอดีตนักกิจกรรมกล่าวโดยมีน้ำตาคลอเบ้า

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ารายงานจากเมืองหลวงกรุงตูนิสว่า คำปฏิญาณของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

"มันเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ที่ชาวตูนีเซียจะจดจำไปอีกหลายรุ่น" เขากล่าว

ผุ้สื่อข่าวรายงานอีกว่า มาร์ซูวคีได้กล่าวถึงแผนโครงสร้างของรัฐบาลและสถาบันทางการเมือง โดยบอกอีกว่า "พวกเราต่างก็มีพันธกิจในทางประชาธิปไตย และพวกเราก็จะให้การช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องของเราในซีเรียและเยเมนด้วย"

มาร์ซูวคีได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 153 จากทั้งหมด 217 ที่นั่งในสภา โดยมีผู้แทน 3 รายจาก 202 รายให้คะแนนเสียงโหวตคัดค้าน 2 รายงดเว้นไม่ลงคะแนนเสียง และ 44 รายซึ่งเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านส่งบัตรลงคะแนนเปล่า

รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของตูนีเซียซึ่งมาจากรัฐบาลผสมจะได้รับการแต่ง ตั้งโดยพรรคฝ่ายซ้าย ขณะที่พรรคเอนนาห์ดาซึ่งเป็นพรรคอิสลามจะทำหน้าที่ดูแลการต่างประเทศและ ตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย พวกเขาบอกว่าพรรคเอนนาห์ดาและพรรคร่วมขนาดเล็กอีกสองพรรคตกลงกันว่าหน้าที่ รัฐมนตรีการคลังควรเป็นของพรรคเอตตาคาตอล ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้าย โดยพวกเขายังไม่ได้ระบุตัวผู้ท้าชิงตำแหน่งนี้

แหล่งข่าวระบุว่า อาลี ลาราเยดห์ เจ้าหน้าที่พรรคเอนนาห์ดาและอดีตนักโทษการเมืองอาจจะได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ขณะที่ราฟีค อับเดสเลม นักวิเคราะห์จากอัลจาซีร่าและสมาชิกพรรคเอนนาห์ดาอาจจะได้เป็นรัฐมนตรี กระทรวงต่างประเทศ โดยอับเดสเลมยังมีความสัมพันธ์โดยแต่งงานกับลูกสาวคนหนึ่งของราชิด กานนูวชี หัวหน้าพรรคเอนนาห์ดาด้วย

นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน

ปธน. มาร์ซูวคี จบแพทย์จากฝรั่งเศส เป็นผู้นำสหพันธ์ปกป้องสิทธิมนุษยชนของตูนีเซีย (LTDH) ตั้งแต่ปี 1989 จนกระทั่งเขาถูกบังคับให้ออกจากประเทศในปี 1994 เขามีวีรบุรุษในดวงใจคือมหาตมะ คานธี ผู้เรียกร้องเอกราชของอินเดีย เขาเคยเดินทางไปอินเดียรวมถึงประเทศแอฟริกาใต้หลังช่วงที่เปลี่ยนผ่านไปเป้ นประชาธิปไตยแล้ว

มาร์ซูวคี ยังได้เขียนหลังสือออกมาหลายเล่ม ทั้งในภาษาฝรั่งเศสและภาษาอาหรับ รวมถึงเล่มที่ชื่อว่า "จับตามองเผด็จการ : เส้นทางสู่ประชาธิปไตยของโลกอาหรับ" (Dictators on Watch: A Democratic Path for the Arab World)

ภารกิจแรกของประธานาธิบดีใหม่คือการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีตัวเก็งคืออามาดี เจบาลี เบอร์สองของพรรคอิสลามสายกลางเอนนาห์ดา

อย่างไรก็ตาม มีนักวิจารณ์กล่าวหาว่ามาร์ซูวคี เป็นแค่เบี้ยหมากของพรรคเอนนาห์ดา ที่มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งจากการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยได้ไป 89 ที่นั่ง ขณะที่มาร์ซูวคีนั้นมาจากพรรคสภาเพื่อสาธารณรัฐ (Congress Party for the Republic) ซึ่งได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง พรรคนี้มีสัญลักษณ์เป็นแว่นตาสีแดงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแว่นสายตาของเขา เอง

มาร์ซูวคีได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสองวันหลังจากที่สภาได้มีมติ รับรองรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวทำให้ประเทศสามารถเลือกรัฐบาลใหม่ได้ การลงมติเกิดขึ้น 5 วันหลังจากที่มีการโต้เถียงกันอย่างโกลาหลโดยมีประชาชนหลายร้อยคนมาชุมนุม กันหน้าอาคารสภาตะโกนคำขวัญว่า "เสรีภาพและศักดิ์ศรี"

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 15/12/54 อนาคต..ในมือ..คุณ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


อนาคต ฝากไว้ ในมือท่าน
จะร้าวราน หรือสุขสม อารมณ์หวัง
กี่เรื่องราว ที่หักเห ประเดประดัง
จะพลาดพลั้ง หรือแตกแยก หรือแหลกราน....

ทั้งมือดี มือชั่ว มั่วหลากหลาย
มือฉิบหาย มือเสียสัตย์ มือรัฐประหาร
ทั้งมือสั่น มือวิปริต จิตสามานย์
มืออันธพาล คิดระยำ ทำอัปรีย์....

มืออาชญากร ไซเบอร์ เกร่อไปทั่ว
โุพสต์ข่าวมั่ว ใส่ร้าย จ้องป้ายสี
ทั้งมือมืด คิดชั่ว ตัวกาลี
มือย่ำยี นิติรัฐ ขัดยุติธรรม....

SMS จากมือถือ หวังสื่อสาร
อาจซมซาน เสียน้ำตา ไม่กล้าขำำ
จากน้ำมือ คนจัญไร พวกใจดำ
จึงชอกช้ำ ดั่งที่เห็น เช่น "อากง"....

คิดปรองดอง อย่างไร ก็ไร้ผล
ในเมื่อคน ยังวิปริต ด้วยพิษสง
อนาคต จากเงื้อมมือ คือต้องปลง
อาจจบลง ด้วยบ้านแตก แยกกันไป....

๓ บลา / ๑๕ ธ.ค.๕๔

ชำนาญ จันทร์เรือง: สิ่งที่เป็นความผิดในตัวเองกับสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด

ที่มา Thai E-News

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๔

สิ่งที่ถกเถียงกันจนเป็นชนวนของความแตกแยกในสังคมไทยในปัจจุบันนี้ก็คือ ประเด็นของการนิรโทษกรรมกับประเด็นการใช้มาตรการทางกฎหมายไปกลั่นแกล้งกัน ด้วยการแจ้งความดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ในข้อหาที่เรียกกันสั้นๆว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(ซึ่งไม่มีในศัพท์ทางกฎหมาย อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด)

ตามทฤษฎีกฎหมายแล้ว ความผิดทางอาญามี ๒ ประเภทคือ

๑)สิ่งที่เป็นความผิดในตัวเอง (mala in se) คือความผิดที่คนทั่วไปเห็นชัดเจนว่าเป็นความผิดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยปรากฏออกมาในรูปแบบของขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ที่ประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลานาน และสิ่งที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอนั้นได้รับการยอมรับกันในสังคมว่าเป็นสิ่ง ที่ถูกต้อง (opunio juris) ถ้าไม่ปฏิบัติเช่นนั้นก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ผิดหรือนัยหนึ่งรู้สึกว่าจำ เป็นต้องปฏิบัติเช่นนั้น (opinion necessitates) เช่น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การทำร้ายผู้อื่น การลักทรัพย์หรือฉ้อโกงผู้อื่น ฯลฯ ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในสังคมใดใดจะถือว่าเป็นความผิดในตัวเองแทบทั้งสิ้น เว้นเสียว่าจะเอาเหตุผลความจำเป็นอื่นมาอ้างเพื่อเป็นข้อยกเว้น เช่น การป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ การสู้รบในสงครามซึ่งผมเห็นว่าน่าจะไม่ใช่เหตุผลที่สมควรแต่อย่างใดที่จะเอา ชีวิตผู้อื่นโดยเหตุผลทางการเมืองหรือการแสวงหาอำนาจของผู้นำที่คลั่งอำนาจ รวมถึงการสู้รับเพื่อแย่งชิงเขตดินแดนที่สมมุติขึ้นในแผนที่

๒)สิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด (mala prohibita) คือความผิดที่เกิดจากการที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด โดยอาจมิได้เกี่ยวกับศีลธรรมเลย เพราะเมื่อสังคมเจริญขึ้น การติดต่อระหว่างคนในสังคมมีมากขึ้นและใกล้ชิดยิ่งขึ้น ซับซ้อนยิ่งขึ้น เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตก็มีมากขึ้น ทำให้มีข้อขัดแย้งในสังคมมากขึ้น กฎเกณฑ์ที่เป็นแต่ขนบธรรมเนียมประเพณีไม่เพียงพอ จึงจำต้องมีกฎเกณฑ์ที่บัญญัติขึ้นมาทันทีเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวอย่าง เช่น กฎจราจร หรือ ความผิดตาม พรบ.การพนันฯ ซึ่งการเล่นการพนันบางอย่างในบางแห่งอาจถือเป็นความผิดเพราะสังคมนั้นเชื่อ ว่าการพนันเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม แต่บางแห่งถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะถือว่าคนเราโตแล้วย่อมมีความรับผิดชอบใน ชีวิตตัวเอง และในทำนองเดียวกันก็คือ กฎหมายว่าด้วยการค้าประเวณี ซึ่งบางสังคมก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและบางแห่งถือว่าไม่ผิดกฎหมาย ฯลฯ

กฎเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุ ประสงค์เฉพาะเจาะจง ไม่เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาหรือขนบธรรมเนียมประเพณี แต่เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาทันทีทันใดเพื่อแก้ปัญหา เฉพาะหน้าบางอย่าง ไม่ใช่ว่าขับรถทางซ้ายเป็นคนดี ขับรถทางขวาเป็นคนไม่ดี ไม่ใช่เรื่องดีชั่วในตัวเอง แต่เป็นเรื่องผิดถูกเพราะกฎหมายกำหนดไว้ หากไม่ทำก็ถือว่าผิด

จากที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อเราพิจารณาถึงประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมไทยในปัจจุบัน คือ

๑)ประเด็นการนิรโทษกรรม สามารถแยกเป็นได้ ๒ กรณี คือ

๑.๑ กรณีคุณทักษิณ ในความเห็นของผมแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่เป็นความผิดเพราะเป็นสิ่งที่กฎหมาย บัญญัติให้เป็นความผิด (mala prohibita) เช่น คดีผิดตามกฎหมาย ปปช.ที่กำหนดขึ้นมาเป็นการเฉพาะและอยู่ในระหว่างการหลบหนีคดี รวมทั้งคดีอื่นๆอีกหลายคดี ซึ่งการนิรโทษกรรมย่อมขึ้นกับผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ในที่นี้ย่อมหมายถึงสภานิติบัญญัติหรือรัฐสภาที่อาศัยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ เป็นผู้พิจารณา ส่วนว่าใครจะชอบใจไม่ชอบใจและผลตามมาจะเลวร้ายเกินกว่าสังคมจะรับได้หรือไม่ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
๑.๒)กรณี ๙๑ ศพ ในความเห็นของผมแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่เป็นความผิด เพราะเป็นสิ่งที่เป็นความผิดในตัวเอง (mala in se) เพราะเป็นการฆ่าคนอย่างชัดเจน ส่วนจะอ้างว่าเป็นการกระทำสมควรแก่เหตุหรือไม่นั้นย่อมต้องให้ศาลเป็นผู้ พิจารณาพิพากษา และถึงแม้ว่าจะมีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมออกมางดโทษก็ตามก็ไม่อาจล่วงพ้นความ รับผิดไปได้หากศาลอาญาระหว่างประเทศ(International Criminal Court-ICJ)รับไว้พิจารณา ส่วนว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับหรือไม่รับไว้พิจารณาเนื่องด้วยประเด็นปัญหาเขตอำนาจศาลนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

๒)ประเด็นประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ในความเห็นของผมแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่เป็นความผิดเพราะเป็นสิ่งที่กฎหมาย บัญญัติให้เป็นความผิด (mala prohibita)อีกเช่นกัน เพราะบางประเทศก็มีสถาบันกษัตริย์และบางประเทศก็ไม่มีสถาบันกษัตริย์ ถึงแม้ว่าในแต่ละประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์ก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ซึ่งของไทยเรานั้นเปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ จึงเป็นเหตุให้มีการกลั่นแกล้งกัน ทำให้ผู้ที่แสดงความเห็นโดยสุจริตใจได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งผมเห็นว่าสมควรแก้ไขกฎหมายให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองคล้ายกับคณะกรรมการ คดีพิเศษ โดยประกอบไปด้วยผู้แทนจากหลายฝ่าย เช่น สำนักราชเลขาธิการ ,คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สำนักงานอัยการสูงสุด, นักวิชาการ ฯลฯ ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่เชื่อว่าตน ถูกกลั่นแกล้ง ควรที่จะได้ดำเนินการแจ้งความกลับผู้กล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ นี้เช่นกัน เพราะได้ทำการให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาท ย่อมเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย
กฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์บัญญัติขึ้น ฉะนั้น มนุษย์ย่อมเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ สิ่งใดที่ล้าสมัย ใช้ไปแล้วถูกตำหนิติเตียนหรือผู้คนเดือดร้อนเกินกว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ที่ให้มีการบัญญัติขึ้นมา ย่อมสมควรที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ความยุติธรรมและสันติสุขเกิดขึ้น ในสังคม หากสังคมใดยังฝืนทวนกระแสโลกก็ย่อมหาความสันติสุขได้ยากและรังแต่จะเป็นที่ รังเกียจเดียดฉันท์ต่อเพื่อนร่วมสังคมโลกว่ายังใช้กฎของป่า(Rule of Jungles)อยู่ แทนที่จะใช้ หลักนิติธรรม(Rule of Laws)ดังเช่นนานาอารยประเทศทั้งหลาย

Wednesday, December 14, 2011

ดวงจำปา: สยบข่าวลือ "ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย"

ที่มา Thai E-News

โดย ดวงจำปา
ที่มาเฟสบุ๊ค Doungchampa Spencer
14 ธันวาคม 2554


ช่วงนี้ มีข่าวลือเยอะมากว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย

ในเวลานี้ มีข้อมูลออกมาตามเวปไซค์ต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างความสับสนด้วยข่าวเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ ด้วยข้อความดังนี้คือ:

"อัยการ ศาลอาญาระหว่งประเทศ แจ้งรัฐบาลไทย ขอเข้ามาสอบสวน "อภิสิทธิ์ และพวก" ข้อหาเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ วันที่ 23 ม.ค.-5 ก.พ.นี้ "


ดิฉัน ไม่เข้าใจว่า ทำไมมีผู้ประสงค์ร้ายจริงๆ ในการ ปล่อยข่าว ซึ่งสร้างความสับสนให้กับพี่น้องเสื้อแดง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องหลอกลวงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ข่าว เรื่องนี้ ได้ออกมาหลังจากที่มีการพบปะระหว่าง ท่าน สส สุนัย กับ ท่านฮันส์ ซึ่งรักษาการในฐานะประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อท่าน สส สุนัย ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทางศาลอาญาระหว่างประเทศช่วยพิจารณาคดีเกี่ยวกับ การเสียชีวิตของประชาชนไทยจำนวน 91 ท่าน เมื่อการยื่นเสร็จเรียบร้อย ทุกๆ อย่างก็อยู่ในการตัดสินใจของ ICC เมื่อวันศุกร์นั่นเอง

เพียงวันรุ่ง ขึ้น มีข่าวเรื่องนี้ก็กระจายออกมาบางเวปเพจ และมีคนเข้าไปขอแชร์กัน เหมือนกับการปลุกระดมมวลชนว่า จะมีการนำเอานายอภิสิทธิ์ เข้ามาสอบสวน กระทำการโดยอัยการจากศาลอาญาระหว่างประเทศ

แต่ความจริงมัน ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะ ทางศาล ICC เขาจะต้องมีการประชุมกันก่อนว่า คดีเหล่านี้จะสามารถนำเข้ามาพิจารณาในกระบวนการได้หรือไม่ รวมทั้งระเบียบและกฎต่างๆ ในรัฐที่ลงนามและรัฐที่เป็นรัฐภาคี

มันเข้าข่ายในเรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติด้วยหรือไม่

จาก นั้น ก็ต้องมีการนำเรื่องแบบนี้ เข้าไปที่ประชุมเกี่ยวกับ Pre-trial Chamber คือมีคณะองค์กรตุลาการก่อนการพิจารณาคดีเบื้องต้นด้วยว่ามันเป็นอย่างไร เรื่องเหล่านี้ มันใช้เวลานานมากๆ ไม่ใช่สองวันเสร็จ

และเรื่องที่สำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่ได้ยินยอมรับอำนาจศาลจาก ICC เพราะไม่มีมติใดๆ จากคณะรัฐมนตรีออกมาในเรื่องนี้

ดัง นั้น อยู่ๆ จะให้อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามากระทำการสอบสวนนั้น เป็นการแสดงถึงการรุกรานเขตอำนาจศาลของประเทศไทย ซึ่งทาง ICC เขาประกาศอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ต้องการแทรกแทรงอำนาจอธิปไตยของประเทศใดๆ

ดิฉัน จึงขอสรุปว่า ข่าวกระพือเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาสอบสวน "อภิสิทธิ์และพวก" นั้น เป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และไม่ทราบว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวซึ่งสร้างความสับสนในเรื่องนี้

ต่อมาก็เลยตัดสินใจทำการสืบค้นว่า มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ เพราะเราต้องการความจริง เลยเห็นเด่นชัดดังรูปที่ลงนี้

อ้างอิง: อัยการศาลICCสอบ"อภิสิทธิ์"อาชญากรระหว่างประเทศ23ม.ค.นี้


Asian Thai News Network

อ้างอิง: อัยการศาลอาญาระหว่งประเทศ แจ้งรัฐบาลไทย ขอเข้ามาสอบสวน"อภิสิทธิ์ และพวก" ข้อหาเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ วันที่ 23 ม.ค.-5 ก.พ.นี้


Facebook linked to the news from ATNN

ท่านผู้อ่านจะเห็นแล้วว่า มันเป็นข่าวเมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 ไม่ใช่ข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้น ตามที่ดิฉันได้ highlight ไว้ในรูปประกอบ

---------------------------------------------

ความ จริงในเรื่องนี้คือ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 ท่านรองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ คือ ท่าน ดร ฮันส์ ได้เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ไม่ใช่มาพบกับ นายอภิสิทธิ์

เป็น เพราะว่า ท่านเข้ามาประชุมเกี่ยวกับกระบวนการของ ICC รวมทั้งการให้ปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันเวลาดังกล่าวด้วย ในเรื่องของ ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. คาอูล ซึ่งดิฉันได้แปลไว้ ณ ที่นี้

ข่าวนี้ เป็นข่าวออกมาจาก Asian Thai News Network ซึ่งท่านก็คงรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเวปนี้ การเขียนเพื่อชักชวนให้เกิดความตื่นเต้น และปราศจากความจริง ดิฉันไปเช็คต้นตอของข่าว ก็มาจากที่นี่เป็นแห่งแรก เพราะเวปที่มีข่าวนี้ เขาลิ้งค์จาก Asian Thai News Network ทั้งสิ้น

นี่คือจรรยาบรรณ ของสื่อตามที่เราเห็นๆ กันว่า เขียนข่าวกันโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะแตกคอกันกับพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้น ก็เลยพยายามส่งเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการ bluff ให้อีกฝ่ายหนึ่งเขาอ่อนข้อให้

ขณะนี้ ดิฉันมีความรู้สึกว่า กำลังมีการกระทำของบุคคลบางกลุ่ม เริ่มทำการ "ป้ายสี" หรือ "discredit" อย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยการนำเอาเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาแปะ เพราะคนที่เขาทราบกระบวนการดี จะตั้งคำถามทันทีว่า ประเทศไทยไปยอมรับอำนาจศาล ICC ตั้งแต่เมื่อไร (เนื่องจากว่ากลุ่มเหล่านี้ เขาไม่ติดตามข่าวว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเปล่าอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้ามีอะไรสะกิดว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำอะไรผิดนิดหน่อย ก็จะกุลีกุจอกระโจนเข้ามาถล่มทันที)

เป็นการสร้างการลดลำดับความเชื่อมั่นที่มีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศว่า เข้ามายุ่งย่ามในกิจการภายในของประเทศไทย

การ ปล่อยข่าวเรื่องนี้ นับว่าฉลาดมากเพราะเวลาในปัจจุบัน (timing) ใกล้เคียงกับเดือนมกราคม เนื้อข่าวก็กระทบกับ "ศัตรูตัวฉกาจ" คือ นายอภิสิทธิ์ และพรรคพวก

ดิฉันไม่อยาก "เดา" นะคะ แต่สื่อของฝ่ายสลิ่ม เขาไม่ได้มีเรื่องแบบนี้มาประโคม หรือลงในเวปเขา

แสดงว่า ข่าวนี้ "อาจจะ" มาจากฝ่ายเสื้อแดง (ฝ่ายอวย) เอง เพื่อกระทำการ "ลดความกดดันในเรื่องการลงสัตยาบันให้กับ ศาล ICC หรือไม่ก็ ลดความกดดันต่อการยอมรับอำนาจกับศาล ICC ไปอีกสองเดือนหรือเปล่าคะ? " ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริง ทำไมถึงทำกันอย่างนี้คะ? ต้องการประวิงไปอีกสองเดือน เพื่อให้ผู้คนเขารอข่าวแบบเก้อนั้นหรือ?
การ ลงสัตยาบันให้กับศาล ICC เป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทย เพื่อป้องกันอำนาจชั่วๆ เข้ามากระทำการกับพี่น้องของเราอีกในอนาคต แต่เนื่องจากไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้ (จะสมบูรณ์ก็อีก 60 วันหลังจากการลงนามเป็นรัฐภาคีโดยสมบูรณ์แล้วเสียด้วยซ้ำ) ส่วนเรื่องการยอมรับอำนาจศาล ICC ในกรณ๊ของ 91 ศพนั้น ก็สามารถกระทำได้ (แต่อาจจะถูกแทรกแทรงมากมายหลายอย่าง ทั้งอิทธิพลและเทคนิค)

การไม่ยอมเซ็นหรือลงนามอะไรเลยนั้น ดิฉันถือว่า เป็นการทรยศกับประชาชนที่เขาเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา

ตอนนี้ ตัวดิฉันเองมีความคิดว่า ข่าวนี้ กระพือออกมาจากฝ่ายเสื้อแดง (เอออวย) เอง

ถ้าเป็นจริงเนื่องจากด้วยเหตุผลอะไรนั้น กรุณาอย่าทำดีกว่า

เพราะ ตอนนี้ ประชาชนเสื้อแดงเขาฉลาดมาก และก้าวข้ามวิถีทางที่นักการเมืองบางท่านต้องการฉุดพวกเขาไว้เพื่อไม่ให้มวล ชนก้าวไกลไปกว่า เนื่องจากกลัวว่าจะสูญเสียมวลชน

เผลอๆ ถ้ามีเลือกตั้งในคราวหน้า คุณอาจจะอยู่ในกลุ่ม "สอบตก" ก็ได้ เพราะท่านกลายเป็นพรรค เพื่อ (อำมาตย์) ไทย ไปเสียแล้ว

เอาความจริงมากล่าวกันจะเป็นผลดีมากกว่านะคะ

แดงขนานแท้: ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นลำดับแรก การเมืองทีหลัง

ที่มา Thai E-News

นิธิวัต วรรณศิริเคยเป็น “คนเสื้อเหลือง”มาก่อน แต่ขณะนี้เขาได้เปลี่ยนสีเสื้อแล้วเป็น “แดง” และจะเป็นแดงตลอดไปถ้า “คนเสื้อแดง” สู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมยิ่งๆขึ้นไป

ที่มา บางกอกโพสต์

พากษ์ไทยโดย Thai E-news

14 ธันวาคม 2554

ภาพ บางกอกโพสต์


รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำให้นิธิวัต วรรณศิริเปลี่ยนเป็นคนเสื้อแดง แต่รัฐบาลเพื่อไทยอาจจะทำให้เขาต้องถอดเสื้อแดงทิ้ง

นิธิวัต วรรณศิริไปเยี่ยมให้กำลังใจทนายความของสำนักงานทนายความราษฏรประสงค์ ผู้ว่าความของนายอำพล หรือ “อากง sms” ทุกวัน

0 0 0

ใน ปี ๒๕๔๘ นิธิวัตเริ่มร่วมเดินขบวนประท้วงกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพราะเขาไม่ชอบความเป็นเผด็จการของทักษิณ ชินวัตร

เขา ต้องการการความยุติธรรมแก่ผู้ถูกสังหารหมู่ที่ตากใบและกรือเซะ ที่เขาเข้าร่วมกับ พธม.ก็เพราะเหตุนี้ เรื่องทักษิณคอรัปชั่นหรือข้อกล่าวหาว่า “หมิ่น”เขาให้ความสนใจน้อยมาก

ใน ปี ๒๕๕๓ เขาก็เข้าร่วมประท้วงอีก คราวนี้บนเวทีของคนเสื้อแดง แม้แต่ในวันที่ ๑๙ พค. วันที่ทหารเข้าปราบประชาชน เขาก็อยู่ในเหตุการณ์

“เสื้อแดง ไม่ใช่ทุกคนสนับสนุน นปช. เสื้อแดงมีทั้งแดงนปช. และแดงอิสระ”

วันนี้ถ้าใครอยากรู้เรื่องกฏหมายหมิ่นฯหรือพรบ.คอมฯที่ใช้กับคดีนายอำพล “อากง sms” หรือ โจ กอร์ดอน ต้องถามนิธิวัต

เขาบอกว่า “ผมตามเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรก”

เมื่อ วันอาทิตย์ (๑๑ ธค.) ที่ผ่านมา บางกอกโพสต์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณนิธิวัตที่สำนักงานทนายความที่ว่าความให้ แก่นายอำพล ซึ่งเขาเข้าไปช่วยงานทุกวันโดยเขียนข่าวรายงานความคืบหน้า ให้ข้อมูลข่าวสาร ใน

เฟสบุ๊ค ที่จริงแล้วคุณนิธิวัตเป็นผู้ที่รอบรู้เรื่องนี้ดีกว่าคนทั้งหมด รวมทั้งนักข่าวทั้งหลายที่จับเรื่องนี้ หลายคนเอาข้อมูลของเขาไปใช้ในการตีพิมพ์

จะเรียกว่าเขาเป็นคนที่ทำให้คนสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษดังกับเป็น Poster Child ของอินเตอร์เนทก็ไม่ผิดนัก

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้จบมหาวิทยาลัย เพราะไม่ชอบเรียนหนังสือ และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีงานเป็นเรื่องเป็นราว

หรือการที่ไว้ผมยาวมีหนวด ทำให้เขาดูเหมือน “ขบถ” หน่อยๆ

หรือ “ผมไม่ค่อยสนใจการเมืองเท่าไหร่” เขาบอก

แต่เขาจริงจังกับการหา “เป้าหมายชีวิต” มาก

เขาเริ่มค้นหาชีวิตจากการเข้าร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แต่ก็พบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการหาอย่างแท้จริง

วันนี้เขาพบแล้ว นั่นคือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ได้รับความเป็นธรรมสมบูรณ์

ข้าง ล่างนี้ เป็นเรื่องราวชีวิตของคนผู้หนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตมาเป็นคนเสื้อแดงเพราะ รัฐบาลชุดหนึ่ง และอาจจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลที่คนเสื้อแดงเลือกเข้ามา

มาเป็นเสื้อแดงได้อย่างไร?

ตอน วันที่ ๑๐ เมย. (วันที่ทหารปะทะกับคนเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัว คนเสื้อแดงเสียชีวิต ๒๕คน บาดเจ็บ ๘๐๐ กว่าคน) ผมบอกกับตัวเองว่าต้องเป็นคนเสื้อแดงแล้ว ตอนนั้นผมไม่แอกทีฟเลย แต่หนึ่งเดือนให้หลัง วันที่ ๑๐ พค.ผมก็เข้าร่วมกิจกรรมรำลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัว ทหารฆ่าประชาชนนั้นไม่ถูกต้อง ผมต้องการความยุติธรรม

คุณอยู่ที่ใหนเมื่อวันที่ ๑๙ พค. วันที่ทหารปราบประชาชน?

ผมอยู่ที่บ่อนไก่ ดินแดง ผู้นำบนเวทีบอกให้เราสลายเพราะผู้นำที่ราชประสงค์มอบตัวหมดแล้ว ทุกคนโกรธมาก ต้องการแก้แค้น ต้องการสู้แม้เราจะถูกล้อมอยู่ก็ตาม วันนั้นผมร้องให้ ผมพยายามขอร้องให้คนอยู่อย่างสงบ แต่ทุกคนก็ยังโกรธอยู่ดี

ความโกรธแค้นเป็นเหตุให้มีการวางเพลิงในกรุงเทพฯหรือเปล่า?

เปล่าเลย ผมสามารถบอกคุณได้ว่าพวกเขานี่แหละเป็นคนวางเพลิง ไม่ใช่พวกเรา มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเราไม่มีความคิดนี้

การวางเพลิงบางแห่งเหมือนกับเตรียมไว้แล้ว บางแห่งก็ไม่?

ก็จริง แต่เท่าที่ผมทราบ พวกเราไม่ได้ทำ

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?

ผมตัดสินใจหนี ทุกคนต้องหนี เจ้าหน้าที่ไล่ล่าพวกเรา ผมไปอยู่กับเพื่อนเดือนนึงคิดแต่เรื่องแก้แค้น ผมไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน

เห็นคุณทักษิณกับขบวนการเสื้อแดงอย่างไร?

พวก เราหลายคนไม่แคร์กับคุณทักษิณ สำหรับเราเขาเป็น “เหยื่อ”การปฎิวัติ การที่เราปกป้องสิทธิให้กับเขาไม่ได้หมายความว่าเราต้องชอบเขาเสมอไป

แล้วคำกล่าวหาที่ว่าคนในนปช.ถูกทักษิณใช้?

ผมไม่ใช่สมาชิกของนปช. ผมคนเสื้อแดงแต่ไม่ใช่นปช. เสื้อแดงมีหลายกลุ่ม ผม”คิดแบบแดง” แต่ไม่ใช่ “แดง”

หมายความว่ายังไง “คิดแบบแดง”?

คือความคิดที่ต้องการความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน

แต่หลายคนก็ยังว่าสุดท้ายแล้วพวกคุณก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคของคุณทักษิณ?

ทุกขบวน การของการเคลื่อนไหวไม่ว่า เหลืองหรือแดง เริ่มจากผู้มีสตังค์ แต่ขบวนการก็มีการเติบโตได้ มีชีวิตของมันเองได้เมื่อผู้เข้าร่วมมีอุดมการณ์เดียวกัน อุดมการณ์ของเราไม่ใช่ต่อสู้เพื่อคุณทักษิณคนเดียว แต่เพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อความเสมอภาค ความยุติธรรม และประชาธิปไตย

แล้ว การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ยอมให้มีการเลือกตั้งในเดือน พย.เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเสนอให้กับนปช.แต่ได้รับการปฎิเสธ นี่ไม่ใช่ข้อเสนอให้ประชาธิปไตยเหรอ?

ก่อน วันที่ ๑๐ เมย. มีการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่จริง แต่หลังวันที่ ๑๐ ที่พี่น้องของเราถูกฆ่าที่สี่แยกคอกวัว เราไม่สามารถคงข้อเรียกร้องเดิมได้ เราต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตด้วย

อภิ สิทธ์และสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งคุ่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษเรียกตัวให้ปากคำ กรณีบทบาทของตัวเองเมื่อปีที่แล้ว จะเรียกว่าความยุติธรรมได้เกิดขึ้นแล้วได้หรือไม่?

ไม่ได้ เป็นการแสดงอย่างหนึ่ง รัฐบาลเพื่อไทยรู้แต่รับ ไม่รู้การรุก

เพราะฉะนั้นที่คุณตั้งความหวังไว้ก็ไม่ได้ดังหวังจากการเลือกตั้งวันที่ ๓ กค.?

ไม่ ได้ทั้งหมด ผมขอบอกตามตรงว่าคนที่ผมลงคะแนนให้ ผมไม่รู้จักหน้าค่าตาเลย ผมก็ไม่เคยดูชื่อในปาตี้ลิส แต่ผมรู้ว่าต้องเลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยหวังว่าเขาจะยืนหยัดต่อสู้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่สัญญาไว้

แล้วเป็นอย่างที่หวังหรือเปล่า?

ตรงกันข้ามครับ เขาพร้อมที่จะลืมคำมั่นสัญญาเพื่อการประนีประนอมสมานฉันท์

ไม่ชอบการสมานฉันท์หรือ?

ชอบ ครับ แต่การสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความจริงปรากฏ คุณไม่สามารถโกหกได้ต่อไป คุณไม่สามารถซ่อนความจริงแล้วบอกให้มีการสมานฉันท์ ผมผิดหวังที่คุณทักษิณบอกให้คนเสื้อแดง”รู้ที่จะให้อภัยและลืม”

สนใจใหมถ้าคุณทักษิณได้กลับเพราะการสมานฉันท์?

ไม่ครับเพราะความเป็นธรรมไม่ได้เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ นี่คือเหตุผลที่มีแดงนปช. และแดงอิสระ เราต้องการความเสมอภาค ความยุติธรรมแก่ทุกคน

เหตุนี้หรือเปล่าที่คุณติดตามคดีคุณอำพล และโจ กอร์ดอน?

ใช่ ครับ แต่ไม่เฉพาะสองคดีนี้เท่านั้น สองคดีนี้อาจได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปมาก แต่มีอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมที่ผมติดตาม

มีความเห็นอย่างไรกับพรรคเพื่อไทย?

พวก เขาไม่ใช่เสื้อแดง สส.ส่วนใหญ่ของพรรคก็ไม่ใช่คนเสื้อแดง เขามีสิ่งที่เขาอยากทำของเขาเอง เขาตั้งเพดานให้เราคิด เขาอยากให้เราคิดเหมือนเขา

ด้วยเหตุนี้ใช่ใหมที่คุณวิพากษ์วิจารณ์พวกสส. รวมทั้งสส.เสื้อแดงด้วยในเฟสบุ๊ค?

เป้าหมายหลักของพรรคเพื่อไทยก็คือต้องทำให้พรรคพวกเขาก่อน คนอื่นทีหลัง อันนี้ผมเข้าใจได้

ในอนาคตคุณอาจจะไม่ใส่เสื้อแดง?

เรื่อง สีของเสื้อที่ผมจะใส่มันไม่สำคัญหรอก ในอนาคตอาจจะไม่ใช่สีแดงก็ได้ ที่สำคัญคือเราต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้องเพื่อความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน

0 0 0

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม: คำแถลงการณ์เรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



ในทุกวัน มีประชาชนชาวไทยหลายคนตระหนักถึง
โศกนาถกรรมของการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ในยุคใหม่
ทั้งนี้เป็นเพราะมีการการจับกุม การดำเนินคดี และการลงโทษอย่างทารุณ
ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
ความกังวลเพิ่มระดับสูงขึ้น
เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนนี้ไม่ได้ทำลายเหยื่อเพียงอย่างเดียว
แต่ยังทำลายประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์อีกด้วย
ประชาชนไืทยได้หมดความอดทนต่อกฎหมายที่ล้าหลัง
และการบังคับใช้กฎหมายบทนี้อย่างไร้สติ


ข้อเท็จจริงคือประชาชนมองว่าประเทศไทยกำลังจะก้าวไปข้างหน้า


ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งต้องตระหนักด้วยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกฎหมาย
การปฏิรูปไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว
แต่ยังช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนจากประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการปฏิรูปนี้ยังไม่เกิดขึ้น
เพราะแทนที่จะปกป้องประเทศชาติและสถาบันด้วยการยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง
แต่ผู้แทนประชาชนอันทรงเกียรติกลับมุ่งเอาชนะคะคานกันว่าใครจะสุดโต่งและบ้าคลั่งมากกว่ากัน


ไม่น่าแปลกใจ
หากพรรคที่มีอุดมการณ์ไม่ตรงกับชื่ออย่างพรรคประชาธิปัตย์
จะใช้กฎหมายมาตรา 112 ทำลายความเข้มแข็งของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่าประชาชนจะรู้สึกไม่สบายใจกับการกระทำดังกล่าวมากขึ้นทุกวันก็ตาม
พรรคประชาธิปัตย์ไม่สนใจที่เจะอาชนะในการเลือกตั้ง
สำหรับพวกเขาแล้ว การทำให้รัฐบาลอ่อนแอคือการสร้างเชื้อเพลิงความเกลียดชัง
ในกลุ่มคนบ้าคลั่งกลุ่มเล็กๆ
ซึ่งเป็นพวกเดียวที่ช่วยปูทางให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ.2551
รองโฆษกหัวรุนแรงหน้าใหม่ของพรรค นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูลทำงานอย่างเป็นอิสระ
เพราะการสมรู้ร่วมคิดโดยการเงียบเฉยของหัวหน้าพรรค
นางสาวมัลลิกาทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตัวตลก
เพราะข้อเสนอให้ปิดประเทศของเธอ
เนื่องจากของความมั่นคงประเทศกำลังถูกคุกคามโดยเวปไซต์ยูทูปและเฟคบุ๊ค


พรรคเพื่อไทยรู้ดีกว่านี้ แกนนำพรรคและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคต้องทนทุกข์
จากความอัปยศทีู่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน
เพราะเหตุผลทางการเมือง พวกเขาหลายคนเข้าใจดีว่า
กฎหมายมาตรา 112 ทำลายประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์อย่างไร
และยังรู้ด้วยว่าประชาชนที่ถูกสังหารในปี 2553 เสียสละชีวิตของพวกเขา
เพื่อสิ่ิงที่ยิ่งใหญ่กว่าการเปลี่ยนรัฐบาล
เพราะเหตุนี้ มันจึงเป็นเรื่องน่าโมโหและผิดหวังมากกว่าที่ได้ยินสมาชิก
ในคณะรัฐมนตรีประกาศว่ารัฐบาลจะเพิ่มการสอดส่องพฤติกรรมของประชาชน
ปิดกั้นข่าวสาร และจับกุมประชาชนมากขึ้น


เป็นไปได้ว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะรู้สึกกดดันให้ใช้คำพูดในลักษณะแบบนี้
และยึดแนวนโยบายของทหารและพรรคประชาธิปัตย์
เพื่อจะทำให้กลุ่มอำมาตย์รู้สึกมั่นใจและป้องกันการเกิดรัฐประหารอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะต้องไม่อ่อนข้อให้กับกองทัพหรือพรรคทหาร
โดยให้คนกลุ่มนี้มาควบคุมนโยบายเสรีภาพทางการแสดงออก
ความกลัวว่าจะเกิดรัฐประหารไม่สามารถกลายเป็นอาวุธ
ที่กลุ่มอำมาตย์ใช้ปราบปรามพรรคเพื่อไทยได้
แต่กลุ่มอำมาตย์จะทำให้เพื่อไทยแพ้ภัยตนเอง
โดยการทำให้เพื่อไทยทอดทิ้งอุดมการณ์ของตน
และทำให้กับประชาชนที่สนับสนุนพรรคสงสัยว่าพวกเขาต่อสู่เพื่ออะไรกันแน่


รัฐบาลนี้ขึ้นสู่อำนาจมาตามแนวทางประชาธิปไตย
และประชามติของประชาชนเพื่อจะนำพาประเทศ
ก้าวข้ามผ่านหลุมกับดักของการไม่ยอมรับความแตกต่างและความกลัว
ความสำเร็จและความชอบธรรมของรัฐบาล
จะแสดงให้เห็นผ่านทางความสามารถของรัฐบาลที่จะรวมรวมความเข้มแข็ง
ที่จะปฏิรูปตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ถ่วงความเจริญของประเทศ
การปฏิรูปนี้ไม่เพียงแต่จำเป็นสำหรับประเทศไทย
ในแง่ของการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
ตามที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแนะนำ
ในวันศุกร์ที่ผ่านมาเท่านั้น
แม้แต่บุคคลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมอย่าง นายอนันต์ ปัญยารชุน
และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ
ซึ่งจัดตั้งโดยรัฐบาลที่แล้วยังสนุบสนุนการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 อย่างครอบคลุม
เนื่องจากจำนวนของประชาชนที่ถูกจับกุมมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
ซึ่งมีจำนวนมากกว่าในอดีต ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะหันหน้ามาพูดคุยกัน
เรื่องอนาคตดประเทศอย่างเป็นมีวุฒิภาวะ


มันเป็นเรื่องชัดเจนว่าสมาชิกบางคนในพรรรคเพื่อไทยเชื่อว่า
การปรองดองสามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากนิติรัฐ
ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
การดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรา 112 ละเมิดกฎขั้นพื้นฐานที่สุดขอ


หลักนิติรัฐ นั้นคือ
“หลักที่ว่าประชนต้องได้รับการบอกกล่าวถึงรายละเอียดของข้อกฎหมาย”
เนื่องจากไม่สามารถเข้าใจอย่างชัดเจนได้ว่าข้อความใดบ้าง
ถือเป็นองค์ประกอบความผิด
ไม่มีประชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายคนไหนสามารถเข้าใจได้อย่างครอบคลุมและชาญฉลาด
และสามารถใช้สิทธิตามประชาธิปไตยได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ การข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี ลดตำแหน่ง
และจัดการกับเจ้าหน้าที่
ที่ไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายมาตราอาญา112
ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาจึงไม่สามารถใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ
ที่อาจช่วยให้มีการใช้กฎหมายมาตราอาญา112 อย่างสมเหตุสมผลและยุติธรรมได้


เมื่อพิจารณาการลงโทษจำคุกในคดีละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112
ล่าสุด ซึ่งร้ายแรงกว่าผู้กระทำผิดฐานฆาตกรรม
คนที่ถูกกล่าวหาจึงมีสถานะเป็นนักโทษทางการเมืองในทันที
แม้แต่องค์กรนิรโทษกรรมสากลในประเทศไทย
ยังอดไม่ได้ที่จะให้ความเห็นกับสถานการณ์นี้
ข้อเท็จจริงที่ว่าองค์กรนิรโทษกรรมสากลถูกกระตุ้นให้ทำ
ในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
นั้นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าว่าการดำเนินคดีประเภทนี้ได้เดินทางมาถึงจุดที่บ้าคลั่งอย่างแท้จริง


http://www.go6tv.com/2011/12/112_419.html