ที่มา thaifreenews
โดย สายปิง
เสื้อแดงขู่ ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เคลื่อนไหวแน่
โฆษก นปช. แถลง คนเสื้อแดงหนุนรัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดกรอบให้ชัดเจน หากไม่ทำ เสื้อแดงจะออกมาเคลื่อนไหวแน่
(14 ธ.ค.) นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงว่า คนเสื้อแดงสนับสนุนให้รัฐบาลชุดนี้ แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตย และยังเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดกรอบระยะเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน มิเช่นนั้นคนเสื้อแดงจะดำเนินการเองทั้งหมด
ด้าน น.พ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำ นปช. กล่าวว่า ในการเปิดสมัยประชุมสภานิติบัญญัติ ในวันที่ 21 ธ.ค. นี้ ตนจะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่างเร็วที่สุด แม้ว่ามติพรรคจะให้ชะลอเรื่องดังกล่าวก็ตาม พร้อมกันนี้จะเสนอให้นายกรัฐมนตรี ยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ ที่ไม่มีความรุนแรงในขณะนี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, December 16, 2011
เสื้อแดงขู่ ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เคลื่อนไหวแน่
"เหวง”ยื่นสอบปิดสนามบิน-คดีปรส.
ที่มา thaifreenews
โดย สายปิง
"เหวง”ยื่นสอบปิดสนามบิน-คดีปรส.
เมื่อ เวลา 15.30 น.วันที่ 15 ธ.ค. ที่รัฐสภา น.พ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตนได้ยื่นหนังถึง พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ติดตามความคืบหน้าของคดีปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงระหว่างวันที่ 25 พ.ย.-2 ธ.ค.51 เนื่องจากขณะนี้เหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 3 ปี แต่ความคืบหน้าของคดีเป็นไปอย่างเชื่องช้า เมื่อเปรียบเทียบกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ที่แตกต่างกัน เพราะคดีของนปช.ได้มีการส่งฟ้องศาล จนมีคำพิพากษาให้จำคุกไปแล้วในหลายคดี ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯที่ปิดสนามบินได้มีการขึ้นไปที่หอบังคับการบิน จนไม่สามารถทำให้เครื่องบินขึ้น-ลงได้ ตรงนี้น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพา กฎหมายว่าด้วยการบินพลเรือน ที่มีโทษความผิดค่อนข้างรุนแรง จึงถือว่าวันนี้คดีปิดสนามบืนยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
น.พ.เหวงกล่าว ด้วยว่า ตนได้ยื่นหนังสือถึงพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้พิจารณาสอบสวนและศึกษาความคืบหน้าในเรื่องที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการสอบสวนในเรื่องของการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฎิรูประบบ สถาบันการเงิน (ปรส.) มาตั้งแต่ปี 2541 ในสมัยรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันผ่านไปกว่า 10 ปีแล้ว และคดีใกล้จะหมดอายุ ความ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ทั้งๆที่สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติกว่า 8 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงอยากให้ กมธ.ป.ป.ช. ได้พิจารณาสอบสวนและศึกษาเรื่องนี้โดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน ตลอดจนนำคนผิดมาลงโฌทษตามกฎหมายต่อไป
สถานทูตสหรัฐแถลงย้ำ ไม่เข้าข้างฝ่ายใด หนุนเสรีภาพในการแสดงออก
ที่มา ประชาไท
เฟซบุ๊กของสถานทูตสหรัฐเผยแพร่คำแถลงจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศ ไทย ยืนยัน เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์และวัฒนธรรมของประเทศไทยอย่างสูงสุด ย้ำสนับสนุนให้มีเสรีภาพในการแสดงออกทุกประเทศทั่วโลก ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
เมื่อเวลา 11.00 น. เฟซบุ๊กของสถานทูตสหรัฐ เผยแพร่คำแถลงจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยืนยัน เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์และวัฒนธรรมของประเทศไทยอย่างสูงสุด ย้ำสนับสนุนให้มีเสรีภาพในการแสดงออกทุกประเทศทั่วโลก ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
“ดังที่เอกอัครราชทูตเคนนีย์ได้กล่าวแล้ว รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์และวัฒนธรรมของประเทศไทยอย่างสูงสุด เมื่อเร็วๆ นี้ ท่านประธานาบดีโอบามา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคลินตัน และสถานเอกอัครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบ 84 พรรษา
ประเทศไทยเป็นมิตรเก่าแก่ที่สุดในเอเซียของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ จะยังคงยืนเคียงข้างประชาชนไทยตลอดไป เราเคารพกฎหมายไทย และสำหรับเรื่องกิจการภายในของประเทศไทยนั้น สหรัฐฯ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดทั้งสิ้น สหรัฐฯ สนับสนุนให้มีเสรีภาพในการแสดงออกในทุกประเทศทั่วโลก และถือว่าเสรีภาพฯ นี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์”

2 วันก่อนหน้านี้ (14 ธ.ค.) หน้าเพจสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยถูกผู้ใช้ชาวไทยจำนวนหนึ่งเข้าไป แสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีที่สหรัฐอเมริกาวิจารณ์การใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยบางส่วนชี้ถึงความแตกต่างของระบอบการปกครองของไทยและสหรัฐฯ และไม่พอใจที่สหรัฐฯ เข้ามาก้าวก่ายเรื่องในประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อ 6 ธ.ค. 54 ที่ผ่านมา โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฝ่ายเอเชียตะวันออก เดอรราจ์ พาราดิโซ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า สหรัฐรู้สึก “หนักใจ” กับการตัดสินของศาลในคดีของนายอำพล หรือ ‘อากง’ ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและละเมิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พร้อมระบุด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐมีความเคารพยำเกรงต่อสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างที่สุด อย่างไรก็ตามเธอกล่าวว่า สหรัฐอเมริการู้สึก “หนักใจ” (troubled) กับการตัดสินคดีของศาลไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ในคดีของนายอำพล ซึ่งไม่สอดคล้อง (inconsistent) กับหลักสิทธิมนุษยชนสากลด้านเสรีภาพในการแสดงออก
ขณะที่ คริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ (9 ธ.ค.) ว่า สหรัฐอเมริกากังวลใจต่อการตัดสินคดีของ 'โจ กอร์ดอน' ชายไทย-อเมริกันที่ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน ในคดีหมิ่นฯ โดยทางการสหรัฐให้ความเคารพต่อสถาบันกษัตริย์ของไทยอย่างสูงสุด แต่รู้สึกเป็นกังวลต่อการตัดสินที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในด้านเสรีภาพ ในการแสดงออก
มือปราบไซเบอร์เตือนอย่่าคลิกอ่าน-อย่ากดไลค์-อย่าค้นเว็บไม่เหมาะสม
ที่มา ประชาไท
นายกสภาทนายความเข้าพบ "เฉลิม" ขอให้ปราบเว็บหมิ่น - หมอตุลย์เตือนทูตสหรัฐกำลังละเมิดอธิปไตยด้านกฎหมายของไทย "สยามสามัคคี" นัดชุมนุมหน้ายูเอ็น-สถานทูตสหรัฐ
หมอตุลย์โพสต์เตือนทูตสหรัฐกำลังละเมิดอธิปไตยด้านกฎหมายของไทย
เมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่าย พลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ได้โพสต์ข้อความในกระดานข่าวในเฟซบุคของสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ข้อความดังนี้ "กราบเรียนท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ตามที่ท่านได้วิพากษ์วิจารณ์การลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยลงโทษคนไทยสัญชาติอเมริกัน อ้างว่าเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน กระผมขอกราบเรียนว่า ท่านกำลังละเมิดอธิปไตยด้านกฎหมายของประเทศไทยอยู่ แต่ที่สำคัญกว่าคือท่านคงไม่ทราบไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงความสำคัญและความผูกพัน ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับปวงชนชาวไทย จึงได้มีความเห็นให้ทบทวนกฎหมายมาตรา 112 อันก่อให้เกิดปฏิกิริยาในทางลบต่อประเทศสหรัฐอเมริกา อันเนีื่องมาจากข้อวิพากษ์ของท่าน กระผมขอกราบเรียนให้ท่านเอกอัครราชทูตได้ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความ สำคัญของสถาบันกษัตริย์ของไทยให้ถ่องแท้ก่อนจะวิพากษ์ใดๆ ท่านจะได้สามารถทำหน้าที่ในฐานะเอกอัครราชทูตประเทศสหรัฐอเมริกาประจำประเทศ ไทย ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจระหว่างประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดีกับประเทศ สหรัฐอเมริกาของท่าน ขอแสดงความนับถืออย่างสูง ผศ.นพ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน"
นอกจากนี้ นพ.ตุลย์ได้โพสต์ข้อความตอบคำถามผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นท้ายโพสต์ด้วย ว่า "กรณีอากงติดคุก 20 ปี อากงได้สู้คดี มีทนายตามกระบวนการยุติธรรมที่ ถูกต้อง ไอ้ที่วิจารณ์ว่า 20 ปีน่ะ 4 คดี คดีละ 5 ปี เลยกลายเป็น 20 ปี ไม่ใช่ส่ง SMS ครั้งเดียวติดคุกหัวโต 20 ปี อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด ว่าแต่ว่า อากงเอาเบอร์เลขาอภิสิทธฺ์มาจาก...ไหน มีเหตุผลอะไรเฉพาะ ที่เจาะจงส่งไปยังเลขาอภิสิทธิ์ด้วย ทั้ง 2 ข้อสังเกตบวกกับการเอากรณีอากงมาเป็นเครื่องมือในการรณรงค์ ผมสงสัยว่ามีขบวนการสร้างกรณีหมิ่นฯ ด้วย SMS โดยคนถูกจำคุกเป็นคนแก่ เรียกร้องความสงสารใจากคนไทยจำนวนมาก ให้ร่วมเห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112"
"... ทวีตของท่านทูตใช้คำว่า สหรัฐมีความกังวลใจเนื่องจากการตัดสินไม่สอดคล้องกับมาตรฐานเสรีภาพพื้นฐาน สากลว่าด้วยสิทธิในการแสดงออก ซึ่งน่าจะทำให้ประเทศไทยเสื่อมเสีย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยให้ความคุ้มครองสิทธิของพลเมือง เท่าที่กฎหมายไทยกำหนด ในกติการสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองข้อ 19 ยังยอมรับว่าต้องมีการจำกัดบางอย่าง เพืื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย เลย แต่ต้องตรากฎหมายไว้ก่อน ซึ่งประเทศไทยก็มี มีมานานแล้วด้วย แต่ช่วงหลังนี้เตรียมตัวมาหมิ่น กันเป็นขบวนการ เลยมาเป็นฝูง คดีเลยเยอะ กฎหมายไม่ได้ผิด คนที่เจตนาหมิ่นสิผิด แล้วมาทำอ้างสิทธิเสรีภาพ ไอ้พวกไม่มีความรับผิดชอบและไม่รู้หน้าที่ คำก็เสรีภาพ คำก็สิทธิ ไอ้พวกไม่มีอารยะ ไม่เคารพกฎหมาย"
สยามสามัคคีประท้วงหน้ายูเอ็น-สถานทูตสหรัฐวันนี้
ขณะเดียวกันในวันนี้ (16 ธ.ค.) ภาคีเครือข่ายสยามสามัคคี นำโดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม จะไปยื่นหนังสือที่องค์การสหประชาชาติ และสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ชี้แจงเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และจะจัดเสวนาช่วงเย็นที่สวนลุมพินี เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องนี้ โดยนัดชุมนุมในเวลา 12.30 น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อนไปยังสหประชาติในเวลา 13.00 น. พร้อมยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อผู้แทนสหประชาชาติ จากนั้นในเวลา 14.00 น. จะไปสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือเช่นกัน และในเวลา 17.00 - 20.30 น. จะจัดการเสวนาทางวิชาการเรื่อง "รู้และเข้าใจ กฏหมายอาญาม.112" โดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานกลุ่มภาคีเครือข่ายสยามสามัคคี และตัวแทนภาคีเครือข่ายฯ ร่วมกัน กล่าวเปิดงาน การเสวนาเชิงวิชาการ " รู้และเข้าใจ กฏหมาย ม.112 " พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์, ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ, พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร , นายแก้วสรร อติโพธิ, นายสมชาย แสวงการ ดนตรีโฟลค์ซอง โดย นายประทีป ขจัดพาล
มือปราบไซเบอร์เตือนพบเว็บไม่เหมาะสมอย่าเข้าไปดู อย่ากดไลค์ อย่าค้นคำ
ขณะมี่วานนี้ (15 ธ.ค.) ในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ในฐานะคณะทำงาน ในคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำ เสนอข้อมูลข่าวสาร ที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า ในวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ไอซีทีได้ร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งปิดกั้นเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อความที่กระทบ ต่อความมั่นคงทั้งหมด 126 URL และศาลได้ออกหมายค้น 5 เป้าหมาย ซึ่งทางคณะทำงานได้เข้าตรวจค้นและรวบรวมข้อมูล 2 เป้าหมายแต่ไม่ได้มีการจับกุม
พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้กำกับกลุ่มงานตรวจสอบศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทาง เทคโนโลยี กล่าวว่า จำเป็นต้องมีเครื่องมือในการทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากไอซีทีประกาศหลักเกณฑ์การจัดเก็บข้อมูล ตามมาตรา 26 ปัจจุบันข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะระบุตัวเป้าหมายและเก็บหลักฐานไว้ พิสูจน์ จึงจำเป็นต้องจัดหาเครื่องมือมาช่วย ซึ่งระบบดังกล่าวต้องทำภายใต้กรอบกฎหมายและไม่กระทบเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่อยากย้ำเตือนประชาชน หากพบเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมก็ไม่ควรไปเผยแพร่หรือเขาไปดูหลายๆ ครั้ง สำหรับเฟซบุ๊ก (www.facebook.com) ก็ไม่ควรไปกดไลค์ (LIKE) หรือหากเป็นทวิตเตอร์ (www.twitter.com) ก็ไม่ควรไปฟอลโล่ต่อ และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปค้นหาคำที่ไม่เหมาะสม เพราะจะเป็นการเพิ่มเรตติ้งให้เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมโดยไม่รู้ตัว
นายกสภาทนายความจี้เฉลิมเร่งปราบเว็บไซต์
นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ กล่าวว่า ได้เข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม พร้อมเรียกร้องให้เร่งดำเนินการจัดการเว็บหมิ่นสถาบัน โดยสภาทนายความจึงขอเรียกร้องให้ ผบ.ตร.และ รมว.เทคโนโลยีฯจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเพื่อติดตาม ตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดดังกล่าว
เชียงใหม่ปล่อยโคม 112 ดวง เรียกร้องปล่อยอากง และเหยื่อ กม.หมิ่น
ที่มา ประชาไท
14 ธันวาคม 2554 เวลา 19.00 น. บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ กลุ่มทนายความราษฎรประสงค์ กลุ่มญาติผู้ต้องขังคดีการเมืองจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่ม นปช.แดงเชียงใหม่ กลุ่มนักศึกษา และเครือข่าย ‘เราคืออากง’ ราว 100 คนได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “ปล่อยโคม ปล่อยอากง” ทำการปล่อยโคม 112 ดวง เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว “อากง” และนักโทษในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งหมด
บริเวณกิจกรรมมีการจัดวางบอร์ดนิทรรศการ 8 อัปลักษณะของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ บอร์ดนิทรรศการเราคืออากง การแจกแผ่นพับให้ความรู้เรื่องมาตรา 112 แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม การเขียนฝ่ามืออากง และการขายที่ระลึกเพื่อช่วยเหลือกลุ่มญาติผู้ต้องขังในจังหวัดเชียงใหม่
กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการอ่านบทกวีของเพ็ญ ภัคตะ และกิจกรรมเสวนาเกี่ยวกับ “กฎหมายหมิ่นฯ และนักโทษการเมือง” โดยมีอานนท์ นำภา ทนายความสำนักราษฎรประสงค์, มิตร ใจอินทร์ ศิลปินอิสระ, พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ, ภัควดี ไม่มีนามสกุล นักเขียนอิสระ เป็นผู้ร่วมเสวนา และมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินรายการ



อานนท์ นำภา ได้เล่าถึงคดีจากมาตรา 112 ที่มีโอกาสได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งคดีของอากง คดีหนุ่ม เรดนนท์ หรือคดีสุวิชา ท่าค้อ อานนท์เสนอว่า คดีหมิ่นฯตอนนี้มันมีลักษณะเหมือนคำสาป ไม่ใช่กฎหมายเพียงอย่างเดียว ต่อให้คุณจะพูดความจริงทั้งหมด แต่มันมีคนไปแจ้งความจับ ศาลก็อาจตัดสินว่าหมิ่นฯได้ หรือคดีทางสัญลักษณ์ บุคลาธิษฐาน อุปมาอุปมัย อย่างการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ก็ยังโดนว่าหมิ่นฯ มันเหมือนกลายเป็นคำสาปอย่างหนึ่ง ต่อให้พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ถูกทำให้พูดไม่ได้ ศาลฏีกาวินิจฉัยเลย ต่อให้เป็นเรื่องจริงก็พูดไม่ได้ มันกลายเป็นคำสาปไป
อานนท์กล่าวต่อว่าประเทศเราควรจะเลิกตอแหลกัน อะไรที่สมควรอยู่ก็อยู่ต่อไป แต่อะไรที่ไม่สมควรดำรงอยู่ มันก็ควรจะยกเลิกเพิกถอน ความตอแหลนี้ไม่ได้มีเฉพาะตัวสังคมโดยรวม แม้แต่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมก็มีความตอแหล อย่างอัยการ ในคำบรรยายฟ้องคดีหนึ่งที่ตนทำคดี อัยการก็ยังแถและตอแหล เพื่อที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงในเนื้อหา เช่น บรรยายว่า บุคคลที่หน้าเหมือนกับพระบรมวงศานุวงศ์ คือจริงไม่จริงไม่รู้ แต่พอบอกว่าหน้าเหมือนนี่จะพิสูจน์ได้อย่างไร หรือในบางคดีก็ยังบรรยายว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นคดีที่ร้ายแรง จำเลยไม่สมควรที่จะได้รับโทษสถานเบา ต้องได้รับโทษสถานหนัก คือเราควรจะเลิกตอแหลกับเรื่องพวกนี้ แล้วลองมองในความเป็นจริงของมัน ยกขึ้นมาพูดในสิ่งที่เป็นจริง แล้วคุณไม่สามารถมาหยุดคนที่เป็นเสรีชนได้ด้วยกฎหมายตัวนี้
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ กล่าวว่าในแง่ของต่างประเทศ กฎหมายหมิ่นฯ เป็นข้อกังวลมาก หลังจากที่มีการตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่งในคดีของโจ กอร์ดอน ในข้อหามีการแปลและเผยแพร่หนังสือ ทั้งที่ในคำตัดสินของศาลเท่าที่ตนเข้าใจ ไม่มีการพิสูจน์ว่าข้อความไหน ตรงส่วนไหนของหนังสือเล่มนี้เข้าข่ายการหมิ่นฯ สิ่งที่ต่างชาติกังวลคือ เสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) ที่เป็นสิทธิพื้นฐานอย่างหนึ่งตามกฎบัตรระหว่างประเทศ อย่างใน ICCPR (ภาคีพิธีสารเลือกรับ) กำหนดไว้ชัดเจนว่า ถึงแม้แต่ในสภาพที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ไม่สามารถยกเว้นเสรีภาพในการแสดงออกได้ ทั้งที่เขาไม่ได้พูดสิ่งที่ผิดกฎหมาย ทำไม่ได้ ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็มีการแถลงข่าวระบุว่า ไทยควรมีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ คือเขากังวลว่าการใช้กฎหมายแบบนี้ มันไปกระทบกับเสรีภาพในการแสดงออก
พิภพยังได้เล่าถึงกฎหมายคุ้มครองการหมิ่นพระมหากษัตริย์ในต่างประเทศ ที่บางประเทศในยุโรปแม้จะมีอยู่ แต่ก็แทบจะไม่มีการใช้กันแล้ว หรืออย่างมากก็ถูกปรับเงินจากการกระทำผิด ขณะเดียวกันในระดับโลกก็มีแนวโน้มที่สถาบันกษัตริย์จะถอยออกจากการเมืองมาก ขึ้นเรื่อยๆ การที่ประเทศเรายังคงมาตรา 112 ในข้อหาความมั่นคงของรัฐ ใกล้กับมาตรา 116 ที่เป็นข้อหากบฏ ก็สร้างปัญหาการตีความว่าอันไหนผิดหรือไม่ผิด อันไหนจะดำเนินคดีได้หรือไม่ รวมทั้งอัตราโทษก็สูงมาก การฆ่าคนตายโดยไม่เจตนามีโทษ 3-15 ปี คดีหมิ่นก็ 3-15 ปีเหมือนกัน แต่จะถูกคูณจากหลายกรรม เข้าไปอีกเยอะ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล กล่าวว่าเรามักบอกว่าสังคมไทยรักกัน สามัคคีกันมาตลอด ซึ่งมันไม่จริง ถ้ามองย้อนกลับไป เพียงแค่มองย้อนกลับไป อย่างในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็จะมีคนที่คิดไม่เหมือนคนอื่น คนอย่างนายนรินทร์ ภาษิต, กศร.กุหลาบ ก็วิจารณ์สถาบันกษัตริย์เยอะ วิจารณ์ราชการ เขาก็มีติดคุก ถูกจับ คือสมัยก่อน ถ้าไปทำผิดโดยการหมิ่นต่อสถาบันฯ มันจะมีโทษปรับอยู่ แปลว่าความผิดนี้ในสมัยนั้น แม้แต่สถาบันกษัตริย์เอง ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นความผิดอะไรมาก อาจจะแค่ปากเสีย ก็ปรับหรือเอาเข้าคุกก็ไม่กี่เดือน คือถ้าเกิดในสมัยสมบูรณญาสิทธิราชย์ โทษนี้มันยังไม่ได้หนักขนาดนี้ แล้วสมัยนี้ ระบอบนี้ที่เราอยู่จะให้เรียกว่าระบอบอะไร ต้องคิดชื่อขึ้นมาใหม่หรือเปล่า เพราะไม่มีในประเทศไหน
กฎหมายหมิ่นฯ แม้จะมีมาแต่ไหนแต่ไร แต่มันมาถูกแก้ทำให้หนักขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 คือมันมีความสัมพันธ์กันมากกับสงครามเย็นในช่วงนั้น คือใช้กำจัดกวาดล้างคอมมิวนิสต์ หรือคนที่คิดเห็นตรงกันข้าม ผ่านมา 35 ปี โลกไปถึงไหนต่อไหน แต่ชนชั้นนำในไทยก็ยังฝังหัวอยู่กับสงครามเย็น คือประเทศคอมมิวนิสต์สมัยนี้มันแทบนับมือได้ ถ้าจะกลัวคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีแล้ว ไม่ทราบว่ายังกลัวอะไร วิธีคิดคือยังติดอยู่ในสงครามเย็น มองประชาชนเป็นศัตรู คนที่มีบทบาทในช่วงสงครามเย็น ก็ยังมีบทบาท มีอำนาจอยู่ แต่แทนที่จะเข้าใจโลก ปรับตัวกับโลกเลย แล้วพูดว่าเราไม่เหมือนใครในโลก เป็นแบบไทยๆ จะเป็น Ulta-royalist ราชานิยมยิ่งกว่าราชา ยิ่งกว่าสมัยสมบูรณญาสิทธิราชย์หรือเปล่า คือถ้าเราจะดำเนินตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เราก็ควรจะรักให้พอเพียง รักอย่างมีสติ และรักอย่างไม่ล้นเกินด้วย
มิตร ใจอินทร์ กล่าวว่า ตนเห็นว่าคดีอากง ตัดสินนามธรรมมาก จากเจตนาภายใน โดยไม่มองรูปการภายนอก หรือว่าวัตถุพยานภายนอก เขาวัดจากสำนึกด้วย อากงถูกตัดสินว่าไม่มีสำนึกจงรักภักดี ความรู้สึกหรือสำนึกต่างๆ นี้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งวินิจฉัยหรือตัดสินคุณค่ากันไม่ได้ กลายเป็นว่าตั้งแต่ศาล องค์กรต่างๆ และกลไกของอำนาจใช้ฐานความรู้สึกล้วนๆ ในการพิจารณาและลงโทษคน
จากนั้นเวลาประมาณ 21.00 น. ได้มีการเรียงโคมลอยเป็นข้อความคำว่า “อากง 112” และการเขียนข้อความเรียกร้องให้ปล่อยอากงและให้มีการแก้ไขปัญหาจากมาตรา 112 บนโคมลอยที่จะปล่อย ก่อนที่ผู้ร่วมกิจกรรมจะทำการปล่อยโคมจำนวน 112 ดวงขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมมีการเปล่งเสียงตะโกน “ปล่อยอากง” เป็นระยะๆ ระหว่างกิจกรรมการปล่อยโคมลอย




ขอบคุณภาพถ่ายจาก แม่อุ๊ ดีดี และ Pipob Udomittipong
เปิดตัวหนังสือ ก้าวข้ามความกลัว” (Thailand’s Fearlessness: Free Akong)
ที่มา ประชาไท
นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม และประชาชนทั่วไปร่วมกันเปิดตัวหนังสือ “ก้าวข้ามความกลัว” (Thailand’s Fearlessness: Free Akong) และนิทรรศการภาพถ่าย ณ ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
15 ธ.ค. 54 - เวลา 17:30 น. นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม และประชาชนทั่วไปร่วมกันเปิดตัวหนังสือ “ก้าวข้ามความกลัว” (Thailand’s Fearlessness: Free Akong) และนิทรรศการภาพถ่าย ณ ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการรณรงค์ทางเฟซบุ๊ก Thailand’s Fearlessness: Free Akong กล่าวถึงที่มาของการจัดพิมพ์หนังสือและการจัดนิทรรศการดังกล่าวว่า การณรงค์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ "ความไม่กลัว" ของพม่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนางอองซาน ซูจี เพื่อสนับสนุนความกล้าหาญให้แก่นักโทษทางการเมืองจำนวนมากในพม่า นี่เป็นการรณรงค์อย่างสงบสันติ เราต้องการส่งสาร โดยการเขียนชื่อ "อากง" บนฝ่ามือ เพื่อสนับสนุนและรณรงค์เพื่ออิสรภาพของเขา
ปวินได้เริ่มการรณรงค์ Thailand’s Fearlessness: Free Akong ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเขาเองในวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยเชิญชวนผู้ที่เห็นปัญหาของมาตรา 112 ร่วมรณรงค์โดยการ ขอให้เขียนชื่ออากงบนฝ่ามือ และถ่ายรูปเต็มตัวให้เห็นหน้า เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "อากง" ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อเดือน พฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ส่งเอสเอ็มเอส 4 ข้อความ ซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ไปยังโทรศัพท์มือถือของเลขาฯ ส่วนตัวของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในขณะนั้น
“เรามาจนถึงปลายทางแล้วเมื่อพูดถึงความยุติธรรมในประเทศไทย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝั่ง ตรงข้ามมากขึ้น น่าเศร้าที่ตุลาการไม่อยู่ข้างประชาชน แคมเปญนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ "ความไม่กลัว" ของพม่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนางอองซาน ซูจี เพื่อสนับสนุนความกล้าหาญให้แก่นักโทษทางการเมืองจำนวนมากในพม่า นี่เป็นการรณรงค์อย่างสงบสันติ เราต้องการส่งสาร โดยการเขียนชื่อ "อากง" บนฝ่ามือ เพื่อสนับสนุนและรณรงค์เพื่ออิสรภาพของเขา”
จากนั้น เมื่อมีผู้สนใจร่วมรณรงค์มากขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดการจัดพิมพ์หนังสือและจัดนิทรรศการดังกล่าว โดยมีผู้ร่วมรณรงค์จนถึงปัจจุบันกว่าพันคน
นอกเหนือจากการเปิดตัวหนังสือ “ก้าวข้ามความกลัว” (Thailand’s Fearlessness: Free Akong) และนิทรรศการภาพถ่าย แล้ว ยังมีการเสวนาว่าด้วยการก้าวข้ามความกลัว โดยมี สาวตรี สุขศรี กลุ่มนิติราษฎร์, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักเขียนอิสระและวันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมสนทนา พร้อมทั้งฉายวีดีทัศน์ “อภยยาตรา” รวมไปถึงการร้องเพลง “แดนตาราง” นิธินันธ์ ยอแสงรัตน์ บรรเลงไวโอลีนโดย ฌส นิยมทรัพย์
หนังสือ "ก้าวข้ามความกลัว" (Thailand’s Fearlessness: Free Akong) นั้น เป็นหนังสือที่รวบรวมภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรม Thailand’s Fearlessness: Free Akong ในระหว่างวันที่ 30 พ.ย.- 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา จำนวนเกือบ 500 ภาพ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาการใช้ การตีความ และตัวบทกฎหมาบของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เขียนโดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และเดวิว สเตรคฟัสส และคำนิยมโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ ธงชัย วินิจจะกูล
หนังสือ "ก้าวข้ามความกลัว" (Thailand’s Fearlessness: Free Akong) จำพิมพ์จำนวน 1,500 เล่ม จำหน่วยในราคาเล่มละ 112 บาท โดยรายได้จากการจำหน่วยหนังสือเล่มนี้ รายได้จากการขายหนังสือทั้งหมด (หลังหักค่าจัดพิมพ์) มอบให้ครอบครัว “อากง”

หนังสือ “ก้าวข้ามความกลัว” โดยปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
คำนิยมโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ธงชัย วินิจจะกูล, David Streckfuss
ราคาเล่มละ 112 บาทนิตยสาร ‘ไทม์’ ยก “ผู้ประท้วง” เป็นบุคคลแห่งปี 2011
ที่มา ประชาไท
นิตยสาร ‘ไทม์’ ของสหรัฐยก “ผู้ประท้วง” ในการลุกฮือในหลายทวีปเป็นบุคคลแห่งปี 2011 ตั้งแต่ตูนีเซีย เสปน สหรัฐ จนถึงรัสเซีย พวกเขาต่างเป็น “คนสำคัญ” ของการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา นิตยสารระดับโลก ‘ไทม์’ เปิดเผยการจัดลำดับบุคคลสำคัญแห่งปี 2011 โดยยกให้ “ผู้ประท้วง” (The Protester) ทั่วโลกอยู่ในอันดับหนึ่ง โดย ‘ไทม์’ ให้เหตุผลว่าปีนี้การลุกฮือของประชาชนกลับมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ หลังจากที่การประท้วงทั่วโลกเงียบหายไปช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
เคิร์ท แอนเดอร์สัน ผู้เขียนบทความขบวนการประท้วงทั่วโลกของปี 2011 ใน ’ไทม์’ ชี้ว่า ขบวนการประท้วงที่เกิดเป็นลูกโซ่ในหลายทวีป เริ่มต้นจากการชุมนุมในตูนีเซียที่มีโมฮัมเหม็ด บูอาซีซีที่จุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงเผด็จการเบน อาลีในช่วงปลายปีที่แล้ว หลังจากนั้นมาการชุมนุมของประชาชนก็ได้ลามไปยังที่อื่นๆ ในโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งในอียิปต์ ซีเรีย ลิเบีย ไปจนถึงกรีซ เสปน อังกฤษ สหรัฐ
‘ไทม์’ ชี้ว่าการประท้วงในปี 2011 มีความคล้ายคลึงกับการประท้วงปี 1989 ซึ่งเป็นปีแห่งการล่มสลายของโซเวียตและสงครามเย็น แต่ต่างตรงที่มีความเป็นสากลและเป็นประชาธิปไตยมากกว่า และคล้ายปี 1968 ซึ่งเป็นปีที่มีการต่อต้านสงครามเวียดนามและเป็นยุคสมัยของ “ฮิปปี้” หากต่างกันที่ผู้ประท้วงมิได้จำกัดขบวนการอยู่เพียงการประชันทางวัฒนธรมเท่า นั้น หากแต่ส่งพลังและสามารถโค่นล้มระบอบ ซึ่งสามารถเปลี่ยนทางเดินของประวัติศาสตร์ได้
การลุกฮือในทศวรรษนี้ ยังคล้ายคลึงกับปี 1848 ซึ่งเป็นปีแห่งการปฏิวัติในยุโรป เมื่อฝรั่งเศสได้เปลี่ยนจากระบอบกษัตริย์เป็นสาธารณรัฐ ได้ส่งคลื่อนการปฏิวัติไปยังมิวนิค เบอร์ลิน เวียนนา มิลาน และหัวเมืองอื่นๆ ในยุโรปได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น โทรเลข รถไฟ แท่นพิมพ์ เช่นเดียวกับขบวนการยึดครองวอลล์สตรีทที่เริ่มต้นในสวนสาธารณะซุคคอตติใน กรุงนิวยอร์กก่อนจะขยายไปยังเมืองและประเทศอื่นๆ
‘ไทม์’ ได้ยกให้เทคโนโลยีการสื่อสารและโลกภิวัฒน์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน โดยชี้ว่าก่อนหน้านี้ การคุมอำนาจทางการเมืองตกอยู่ในผู้มีอำนาจไม่กี่กลุ่มเท่านั้น แต่โลกาภิวัฒน์และเทคโนโลยี ได้ช่วยให้ความคิดด้านประชาธิปไตยกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว และทำให้การระดมในหมู่ประชาชนเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
‘ไทม์’ ยังระบุถึงการประท้วงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ในรัสเซีย ซึ่งเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของโซเวียตว่า เป็นอีกปรากฎการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นหนุ่มสาวและประชาชนยังคงต้อง การเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยที่ยังขาดหายไป ไม่ต่างจากที่อื่นๆ ในโลก ทั้งนี้ ในวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่าประชาชนหลายหมื่นคนได้ออกมาประท้วงตามท้องถนนในหลายหัวเมือง เพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรีวลาดิเมียร์ ปูติน อดีตประธานาธิบดี และผลการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส
ผู้ที่ติดอันดับบุคคลสำคัญแห่งปี 2011 รองลงมา รวมถึง อ้าย เหว่ยเหว่ย ศิลปินจีนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ และเคท มิดเดิลตัน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทั้งนี้ ‘ไทม์’ ได้ยกให้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กเป็นบุคคลแห่งปี 2010, เบน เบอร์นานเก้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐในปี 2009 และบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นบุคคลแห่งปี 2008ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/12/54 ดอกไม้ กับ เหล็ก....
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ยุคนารี ขี่ม้าขาว ผู้พราวใส
เกริกเกรียงไกร เลื่องลือนาม ตามที่ฝัน
แม้นเหนื่อยล้า ทุกปัญหา มาโรมรัน
ยังกัดฟัน ยิ้มร่า อย่างท้าทาย....
พิษน้ำท่วม อ่วมทั่ว หมองมัวหม่น
ทุกข์มากล้น จนย่ำแย่ แผ่ขยาย
โอบไออุ่น ที่เคียงข้าง ไม่ห่างกาย
คนมากมาย ยิ่งเปี่ยมรัก ประจักษ์ทวี...
ดอกไม้สวย ยามเบ่งบาน สะท้านหวาม
แผ่ความงาม ยามยิ้มแย้ม แต่งแต้มสี
กี่ล้านคำ ย้ำเหตุผล ของคนดี
รู้หน้าที่ รู้แบ่งแยก จำแนกงาน....
อยากรู้ "เหล็ก" คิดมากไหม ดอกไม้ถาม
หรือวางแผน พยายาม ตามหักหาญ
ไม่อยากเหมือน..พี่ชายฉัน เมื่อวันวาน
ถูกรุกราน จาก"เหล็ก" ระยำ ที่ย่ำยี....
อยากเห็น"เหล็ก" รู้หน้าที่ มีความคิด
รู้ถูกผิด รู้รัก ในศักดิ์ศรี
ขอเพียง"เหล็ก" หยุดคุกคาม ตามราวี
เมืองไทยนี้ จะผ่องผุด ดุจแสงทอง....
๓ บลา / ๑๖ ธ.ค.๕๔
ส.ส.สุนัยสอนมวยรุ่นหลาน “ศิริโชค-ชวนนท์” อย่าได้อาจเอื้อมเอา 112 มาเล่นการเมืองสกปรกในสถานการณ์สหประชาชาติกำลังจับตามอง
ที่มา Thai E-News
ที่มา SunaiFanclub DemocratsFreedom Thailand
16 ธันวาคม 2554
กรณี คุณศิริโชค โสภา และ คุณชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษก ปชป.ทำหนังสือกล่าวร้ายผมว่ากระทำผิด มาตรา 112 ในสถานการณ์ขณะนี้โดยพยายามแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการตีข่าวนี้ให้ดังเพื่อ ให้ร้ายพรรคเพื่อไทยจึงทำท่าจัดฉากโดยขอยืมภาพทำเนียบรัฐบาลเป็นฉากและใช้ รองนายกรัฐมนตรี เฉลิม อยู่บำรุง เป็นลำโพงกำลังส่งสูงเป็นตัวกระจายข่าว ผมขอให้พี่น้องประชาชนรู้ถึงพฤติกรรมอันเลวร้ายของคนในพรรคการเมืองพรรคนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ขณะที่องค์กรต่างประเทศที่สำคัญอย่างเช่น สำนักข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติ และรัฐบาลสหภาพยุโรป รวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนสำคัญๆอีกหลายองค์กรเช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) เป็นต้น กำลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรา 112 ในทางลบซึ่งกำลังเป็นภาระหนักของประเทศและสถาบันฯที่เราควรต้องช่วยกันคิดหา ทางออก จากสถานการณ์ที่องค์กรนานาชาติกำลังปิดล้อมเช่นนี้ ผมคิดว่าประชาชนผู้จงรักภักดีต่อในหลวงย่อมจะเกิดกระทบกระเทือนใจไม่มากก็ น้อย ผมและคุณศิริโชค ในฐานะของนักการเมืองควรจะรู้ถึงสถานการณ์ที่อ่อนไหวในสายตาชาวโลก ซึ่งโดยเหตุและผลแล้วพวกเรานักการเมืองไม่ควรจะหยิบยกเอาเรื่องราวของมาตรา 112 มาเป็นประเด็นใส่ร้ายและตีข่าวทิ่มแทงใครต่อใครในขณะนี้เลยเพราะเท่ากับเป็น การเสริมกระแสความเห็นของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติ และองค์กรนานาชาติให้มีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การระคายเคืองเบื้องยุคลบาทมากขึ้น ในสถานการณ์ขณะนี้ผมว่าถ้าคุณศิริโชคและเพื่อนประชาธิปัตย์ยังไม่รู้จะทำ อะไร ผมขอแนะนำให้อยู่เฉยๆยังจะเป็นการปกป้องสถาบันมากกว่า
พี่น้อง ผู้จงรักภักดีครับขอให้ทบทวนเหตุการณ์ทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์เคย ปฏิบัติการทางการเมืองในรอบ 2 ปีเศษที่ครองอำนาจได้กระทำการกระทบกระทบกระเทือนต่อพระบารมีขององค์พระมหา กษัตริย์เจ้าด้วยคำว่า "ขบวนการล้มเจ้า" ซึ่งคำๆนี้ไม่มีบัญญัติไว้เป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในขณะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีกลับได้เสริมแต่งถ้อยคำอันมิบังควรดังกล่าวโดย นำคำๆนี้มากล่าวหลายๆรอบในที่สาธารณะซึ่งผมได้เคยอภิปรายไว้ในสภาโดยขอร้อง ว่าคำๆนี้อย่าพูดอีกเลย เพราะเพียงแค่กล่าวออกมาจากปากก็ไม่เป็นมงคลต่อแผ่นดินแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมเถิดครับว่าจากคำกล่าวของพวกพรรค ประชาธิปัตย์ที่เพียงหวังจะให้ร้ายป้ายสีทางการเมืองแก่นักการเมืองฝ่ายตรง ข้ามโดยไม่สนใจว่าจะกระทบต่อพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์เจ้าอย่างใดเลย นั้น เป็นอย่างไรบ้างเล่าครับวันนี้ คำๆนี้ได้กลายเป็นพิษร้ายแพร่ไปทั้งโลก ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าทำถูกต้อง ก็ขอถามว่าทำไมองค์กรนานาชาติจึงเกิดแนวต้านกฎหมายมาตรา 112อย่างมากมายเช่นนี้ เล่า ? พรรคประชาธิปัตย์จะต้องทบทวนตัวเองได้แล้วว่า ท่านทำดี หรือ ทำร้ายสถาบันกันแน่
เรื่องที่ท่าน โจมตีผมโดยยื่นหนังสือต่อรองนายกเฉลิม ผมขออนุญาตชี้แจงโดยไม่ขออาจเอื้อมพาดพิงต่อสถาบันฯว่าผมมิได้กระทำการดัง ที่ท่านให้ร้ายผมดังนี้
1. การเดินทางมายุโรปของผมครั้งนี้ด้านหลักเป็นไปตามแนวนโยบาย "จากใจถึงไจเพื่อคนไทยในยุโรป" โดยผมในฐานะกรรมาธิการต่างประเทศทำหน้าที่มาดูแลทุกข์สุขของคนไทยในต่าง ประเทศ ที่บากหน้าออกมาหางานทำทั้งที่มีใบอนุญาตเข้าเมืองโดยชอบ และที่หลบหนีเข้าเมืองไปทำงานโดยไม่ชอบ แต่เงินที่เขาได้เขาส่งกลับประเทศไทย ซึ่งในยุโรป คนไทยมาขุดทองกันมากโดยพวกเราไม่รู้กันมาก่อน ผมถือว่าการมาฟังปัญหาของเขาเป็นหน้าที่ของ สส.อย่างเราที่กินเงินเดือนจากภาษีของพวกเขาที่เขาส่งเงินกลับบ้านอีกทั้ง ผมไปในหลายประเทศเช่น ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และนอรเวย์ ล้วนแต่อยู่ในสายตาของเอกอัครราชทูตไทยทั้งนั้นเพราะผมเชิญท่านทูตมาร่วมรับ ฟังปัญหาด้วย ถ้าผมกระทำผิดอย่างที่ประชาธิปัตย์กล่าวหา ท่านทูตในประเทศต่างๆซึ่งเป็นตัวแทนพระองค์ต่างพระเนตรพระกรรณในต่างประเทศ ก็ต้องรายงานเข้ามายังประเทศไทยแล้ว ไม่ต้องรอคุณศิริโชคมาตีข่าวที่หน้าทำเนียบหรอก
2. คุณศิริโชค ในฐานะที่สื่อมวลชนขนานนามว่าเป็น วอลเปเปอร์ของคุณอภิสิทธฺ์ บอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมาไม่ดีกว่าหรือครับว่าท่านกำลังเบี่ยงเบนประเด็น ที่คุณอภิสิทธิ์ และคุณสุเทพเจ้านายของคุณ กำลังตกที่นั่งลำบากในข้อหาที่อาจจะมีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ประชาชนจากการ สอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมตลอดทั้งมีโอกาสที่จะตกเป็นจำเลยในคดีศาลอาญาระหว่างประเทศคล้ายกับนาย บักโบ อดีตประธานาธิบดีประเทศ ไอโวรีโคส ที่กำลังถูกพิจารณาคดีในขณะนี้ในศาล ICC. ถ้าหากรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เห็นว่าการนำเฉพาะคดีนี้ให้ขึ้นสู่ศาลICC.จะเป็น การนำไฟออกจากบ้านไปเสียจะเป็นการดีต่อประเทศชาติที่สุด ก็ควรจะตอบโต้กันเสียตรงๆในเรื่องนี้ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำมาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ มาตรา 112 กำลังตกเป็นจำเลยของโลก
เพื่อน ประชาธิปัตย์คิดดีๆเถิดครับ คิดผิดก็คิดใหม่ได้ครับ ผมยังไม่คิดที่จะฟ้องท่านในข้อหาหมิ่นประมาทหรอกครับ เพราะผมไม่ใช่คนขี้ฟ้องและไม่ชอบรบกวนเวลาอันมีค่าของศาล รวมทั้งไม่ได้คิดว่าเพื่อน ส.ส.ต่างพรรคเป็นศัตรู
ส.ส.สุนัย จุลพงศธร
15 ธ.ค.54 ณ ประเทศเดนมาร์ก
กูเกิลประกาศผลคำค้นหายอดฮิตประจำปี 2011 – Rebecca Black พุ่งแรงที่สุด
ที่มา Thai E-News
ที่มา Siam Intelligence Unit
16 ธันวาคม 2554
กู เกิลประกาศคำค้นยอดนิยมประจำปี 2011 โดยวัดผลเป็นคำค้นที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นสูงสุดจากปีก่อน ผลคือ “Rebecca Black” สาวอเมริกันวัย 14 ปี เจ้าของคลิปร้องเพลงยอดฮิตใน YouTube กลายเป็นคำค้นยอดฮิตประจำปีนี้
สิบอันดับแรกของผู้ใช้ทั่วโลก ได้แก่
1. Rebecca Black
2. Google+ เครือข่ายสังคมของกูเกิลที่เปิดตัวในปีนี้
3. Ryan Dunn นักแสดงในเรียลลิตี้โชว์ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเมื่อเดือนมิถุนายน
4. Casey Anthony จำเลยในคดีอาชญากรรมสังหารลูกวัย 2 ขวบของตัวเอง เป็นข่าวใหญ่ช่วงกลางปีในสหรัฐ
5. Battlefield 3 เกมสงครามยอดฮิตที่วางขายในช่วงปลายปี เอาชนะคู่แข่ง Modern Warfare 3 ได้ในแง่จำนวนการค้นหา
6. iPhone 5 โต 1,658% โดยการค้นหาเพิ่มสูงสุดสัปดาห์ก่อนแอปเปิลแถลงข่าว
7. Adele นักร้องสาวเสียงดีที่เพิ่งออกอัลบั้มใหม่ “21″
8. 東京 電力 หรือ TEPCO ในภาษาญี่ปุ่น บริษัทไฟฟ้าเจ้าของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิม่า
9. Steve Jobs จำนวนคำค้นโต 982% พุ่งสูงสุดในสัปดาห์ที่เขาเสียชีวิต
10. iPad 2
1. Facebook
2. Friv - เกมออนไลน์
3. คนอวดผี – รายการโทรทัศน์
4. คันหู - เพลงของวงเทอร์โบ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมแต่ก็สร้างกระแสไปพร้อมกัน
5. หน่วง – ชื่อเพลงของวง Room 39 ที่สร้างชื่อจาก YouTube
6. Boomz – เกมออนไลน์
7. น้ำท่วม
8. กินตับ
9. มาช่า
10. iPhone5
นอกจากนี้กูเกิลยังจัดทำวิดีโอรวบรวมความเคลื่อนไหวในรอบปี 2011 ด้วย



