ที่มา thaifreenews
โดย แหลม
สวัสดีปีใหม่ภาษาต่างๆ
ภาษาอื่นๆ
"Happy New Year" in Different Languages
Afgani Saale Nao Mubbarak
Afrikaans Gelukkige nuwe jaar
Albanian Gezuar Vitin e Ri
Armenian Snorhavor Nor Tari
Arabic Antum salimoun
Assyrian Sheta Brikhta
Azeri Yeni Iliniz Mubarek!
Bengali Shuvo Nabo Barsho
Bulgarian ×åñòèòà Íîâà Ãîäèíà(pronounced "Chestita Nova
Godina")
Cambodian Soursdey Chhnam Tmei
Catalan FELIÇ ANY NOU
ที่มา
http://forum.cmsayhi.com/index.php?topic=1618.0
สวัสดีปีใหม่ ภาษาสเปน
http://variety.siam55.com/data/1/0172-1.html
สวัสดีปีใหม่ ภาษาสวีดิช
http://variety.siam55.com/data/1/0171-1.html
สวัสดีปีใหม่ ภาษาจีน
http://variety.siam55.com/data/1/0170-1.html
สวัสดีปีใหม่ ภาษาเยอรมัน
http://variety.siam55.com/data/1/0169-1.html
สวัสดีปีใหม่ ภาษาฝรั่งเศส
http://variety.siam55.com/data/1/0168-1.html
สวัสดีปีใหม่ ภาษาโปรตุเกส
http://variety.siam55.com/data/1/0167-1.html
สวัสดีปีใหม่ ภาษาญี่ปุ่น
http://variety.siam55.com/data/1/0166-1.html
สวัสดีปีใหม่ ภาษาเกาหลี
http://variety.siam55.com/data/1/0165-1.html
สวัสดีปีใหม่ ภาษาอังกฤษ
http://variety.siam55.com/data/1/0164-1.html
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 26, 2011
สวัสดีปีใหม่ภาษาต่างๆ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 26/12/54 ทิ้งไว้นานๆ จะกลายเป็นระเบิดฆ่าตัวเอง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
รัฐธรรมนวย อัปลักษณ์ ประจักษ์ย้ำ
คนหน้าแหลม ฟันดำ ชี้นำไว้
ผลพวงจาก คนมันชั่ว ตัวจัญไร
ก่อเกิดให้ อับปาง เข้าทางโจร....
ปล่อยไว้นาน พาลย่ำแย่ เกินแก้ไข
เอาแรงใจ ไหลรวม สวมหัวโขน
ความชอบธรรม ย้ำฝาก ถอนรากโคน
พวกเห็บโลน เอนเอียง ไม่เที่ยงตรง....
ระเบิดจ่อ รอเวลา จะฆ่าเข่น
มันเลือดเย็น วิปริต ด้วยพิษสง
หากฟังเสียง นกกา ว่าต้องปลง
อาจจบลง ด้วยน้ำมือ คือความตาย....
มันไม่สน ดอกหนา ว่าผิดถูก
ปมมันผูก จดจ้อง ต้องฉิบฉาย
อันแผนชั่ว นั้นหรือ คือวอดวาย
หากดูดาย มันเอาแน่ แก้..ไม่ทัน....
โปรดจงใช้ สสร.3 ตามงัดแซะ
หวังชี้แนะ แนวทาง ที่สร้างสรรค์
แก้วันนี้ ต้องสดใส ในเร็ววัน
หากกลัวมัน ต้องฉิบหาย ตายลูกเดียว....
๓ บลา / ๒๖ ธ.ค.๕๔
ลือชื่อย่อ "ค" สส.ปชป. คนยิง อบจ.สมุทรสาครตายคาปั้มฯ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
26 ธ.ค.54 พล.ต.ท.หาญพล นิจวิบูลย์ ผบช.ภ.7 ,
พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร รองผบช.ภ.7 ,
พล.ต.ต. โสภณ พิสุทธิวงศ์ รอง ผบช.ภ.7 ร่วมกับ,
พล.ต.ต.สมเกียรติ แสงสินสร ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร,
พ.ต.อ.จำแลง สุขใจ ผกก.เมืองสมุทรสาคร,
พ.ต.ท.ปรีดา อิ่มเจริญ รองผกก.สส.ภ.7 ,
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกองกำกับการตำรวจภูธรภาค7
และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนภูธรจังหวัดสมุทรสาคร
ได้เข้าประชุมหารือเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและรายงานผล
ความคืบหน้าของการสืบสวนติดตามมือยิงนายกอบจ.
พร้อมทั้งสืบสวนหาประเด็นการสังหารโหดครั้งนี้
ก่อนที่จะเดินทางไปยังที่ปั้มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุ
เพื่อตรวจสอบหาร่องรอย
และวิธีการเข้าหาเหยื่อก่อนสังหารโหดและเส้นทางในการหลบหนี
พล.ต.ท.หาญพล กล่าวว่า การออกหมายจับในครั้งนี้
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานพร้อม จึงไม่มีความน่าเป็นห่วง
ถึงแม้ว่ามือยิงจะเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองก็ตาม
โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติหมายจับแล้ว
คาดว่าเย็นนี้ก็คงจะเรียบร้อย
ส่วนมือยิงนั้นขณะนี้ทราบว่าไเป็นนักการเมืองใหญ่ของจังหวัดสมุทรสาคร
หลังเกิดเหตุได้ออกจากพื้นที่ไปแล้ว
แต่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนนั้นทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนกำลังติดตามอยู่
ถ้าสามารถรู้แหล่งที่กบดานก็จะเข้าทำการจับกุมทันที
โดยไม่คำนึงว่าเขาจะเป็นใครใหญ่โตแค่ไหน
เพราะคดีนี้เราต้องทำอย่างรอบคอบและมีพยานหลักฐานมัดตัวอย่างแน่นหนาแล้ว
ถึงได้ขออนุมัติออกหมายจับ จึงไม่เป็นการหนักใจแต่อย่างใดในการทำคดีนี้
ผบช.ภ.7 ยังกล่าวต่ออีกว่า
ประเด็นการสังหารในครั้งนี้ เป็นเรื่องส่วนตัวที่ผู้ตาย
และมือยิง เป็นนักการเมืองที่อยู่กันคนละขั้ว
โดยผู้ตายจะอยู่ในสังกัดพรรคเพื่อไทย
ส่วนมือยิงสังกัดอยู่พรรคประชาธิปัตย์
เมื่อเจอหน้ากันก็จะมีการพูดจากระทบกระทั่งกันเรื่อยมา
จนกลายเป็นการชนวนเหตุของความแค้นเคืองที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ
กระทั่งมาพบจุดจบดังกล่าว
สำหรับการจับกุมมือปืนรายนี้
หลังจากที่หมายจับออกมาแล้วก็คงต้องนำเสนอต่อประธานสภาฯ
เพื่อพิจารณา เนื่องจากมือปืนเป็นนักการเมืองระดับประเทศ
มีเอกสิทธิ์ในการคุ้มครอง จึงต้องมีพิธีการหลายขั้นตอน
http://www.go6tv.com/2011/12/blog-post_8216.html
สรุปสถานการณ์แรงงานในระหว่างและหลังเกิดอุทกภัยและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
ที่มา ประชาไท
พัชณีย์ คำหนัก
รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาฯ
เจ้าหน้าที่โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
ในการประชุมของเครือข่ายกู๊ดอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย [1] เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ณ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กรุงเทพฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนถกเถียงเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาแรงงานในระหว่างและหลัง เกิดอุทกภัย โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์แรงงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ 2) เพื่อหาทางออกที่ตอบสนองความต้องการแก่ผู้ใช้แรงงานที่ได้รับความเดือดร้อน อย่างแท้จริง โดยจะนำเสนอต่อหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และ 3) เพื่อรณรงค์สิทธิของผู้ใช้แรงงานที่พึงได้รับตามหลักการสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานแรงงานสากล
การเจาะจงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟนั้น เนื่องจากเกิดปัญหาเลิกจ้างคนงานอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก จึงนำไปสู่การให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมดังกล่าวเพราะอุตสาหกรรมนี้เติบโต เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ได้รับสิทธิพิเศษและการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องของไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2529 โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟที่ไทยกลายเป็นฐานการผลิตอันดับหนึ่งของโลก มีการสร้างงานประมาณ 100,000 กว่าอัตรา โดยมีการจ้างแรงงานหญิงมากกว่าแรงงานชาย ทั้งนี้มาจากการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติที่มีชื่อเสียง เช่น เวสเทิร์นดิจิตอล ซีเกท ฮิตาชิ โซนี่ อาซาฮี ร่วมกับนักลงทุนไทย และมีเจ้าของคอมพิวเตอร์แบรนด์เนม ได้แก่ ฮิวเล็ต แพ็คการ์ด เดลล์ เข้ามาจ้างผลิต
เมื่อได้รับฟังเรื่องราวปัญหาของผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในเขตพื้นที่ที่เกิดและไม่เกิดอุทกภัย ทำให้เกิดข้อกังวลใจเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงข้อกังวลใจเกี่ยวกับมาตรการของรัฐบาลในการช่วยเหลือเยียวยาแรงงาน และพฤติกรรมของผู้ประกอบการ เพราะเกิดการละเมิดสิทธิของผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากช่วงระหว่างและหลังเกิดอุทกภัย ผู้ประกอบการสั่งเลิกจ้างพนักงาน โดยที่ไม่จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย สวัสดิการที่เป็นตัวเงิน ค่าชดเชย และเลือกปฏิบัติ ลดเงินเดือนเหลือ 75%, 50%, 25% ในขณะที่มีการหยุดกิจการชั่วคราว ไปจนถึงช่วงฟื้นฟูสถานประกอบการ สั่งโยกย้ายพนักงานไปยังฐานการผลิตอีกแห่ง โดยจะไม่จ่ายค่าจ้างหากไม่ยินยอม รวมไปจนถึงการล้มสหภาพแรงงานด้วยการเลิกจ้างสมาชิกสหภาพจำนวนมากทั้งๆ ที่บริษัทมีกำไร
ปัญหาการละเมิดสิทธิอย่างกว้างขวางดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญคือ นายจ้างเอกชน นักลงทุนได้แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วหรือยัง เมื่อเกิดปัญหาการตกงาน การสูญเสียรายได้ที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตของผู้ใช้แรงงานและครอบ ครัว ซึ่งจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และรัฐสามารถตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายของนายจ้างได้เพียงใด รวมทั้งปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานในยามวิกฤตได้มากน้อยแค่ไหน
หัวข้อนำเสนอในรายงาน มีดังนี้
1. สถานการณ์ปัญหาแรงงานและตัวอย่างกรณีปัญหา
2. ความไม่เพียงพอของมาตรการเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
3. ข้อเรียกร้องต่อกระทรวงแรงงาน และรัฐบาล
1.สถานการณ์ปัญหาแรงงานและตัวอย่างกรณีปัญหา
การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงกันยายนถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมากินวงกว้าง หลายจังหวัดในเขตภาคกลางของประเทศไทย ทั้งที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยในเมืองและชนบท มีผู้เสียชีวิตถึง 700 คน มีคนเจ็บป่วยจำนวนมาก ที่อยู่อาศัย ไร่นา โรงงานพังเสียหายตีเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท และรัฐบาลได้นำงบประมาณมาใช้ในการช่วยเหลือฟื้นฟูความเสียหายประมาณ 5 แสนล้านบาทแบ่งใช้ตามกลุ่มเป้าหมาย 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ประชาชนทั่วไป 2) เกษตรกร 3) แรงงาน 4) ผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย 5) ผู้ประกอบการรายใหญ่ 6) อื่นๆ
สำหรับในกลุ่มผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการ นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า จากปัญหาอุทกภัยช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับสถานประกอบการทั่วประเทศ รวม 31 จังหวัด จำนวนกว่า 28,000 แห่ง ผู้ใช้แรงงานจำนวนกว่า 9.9 ล้านคน ล่าสุดหลายพื้นที่ปัญหาเริ่มคลี่คลายแล้ว โดยพบว่า มีสถานประกอบการจำนวน 15,474 แห่ง ลูกจ้าง 35,1640 คน กลับมาเปิดกิจการแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือสถานประกอบการ จำนวน 13,205 แห่ง ลูกจ้าง 642,304 คน ยังคงไม่สามารถเปิดกิจการได้ โดยในจำนวนนี้ คาดว่าลูกจ้างประมาณ 130,000 คน อาจต้องถูกเลิกจ้าง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานประเภทจ้างเหมาค่าแรง หรือ เอาท์ซอร์ส ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี [2]
กรณีปัญหาจาก 5 พื้นที่
กรณีปัญหาจาก 5 พื้นที่ ที่จะช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหานั้น ได้แก่ พื้นที่จังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ลำพูน และนครปฐม โดยมีตัวแทนจากสหภาพแรงงาน ตัวแทนพนักงานที่ไม่มีสหภาพแรงงาน นักพัฒนาเอกชนเป็นผู้สะท้อนปัญหา
1. พื้นที่จังหวัดปทุมธานี
1.1 การเลิกจ้างพนักงานบริษัท MMI Precision ประเทศไทย จำกัด บริษัทตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม นวนคร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผลิตชิ้นอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ มีพนักงานประมาณ 250 คน ประกอบด้วยพนักงานประจำ 200 กว่าคน พนักงานเหมาค่าแรง 50 กว่าคน
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2554 น้ำทะลักท่วมนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และบริษัท MMI ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ นายจ้างสั่งหยุดงานทันที
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 บริษัท MMI ได้เลิกจ้างพนักงานทางโทรศัพท์โดยให้ฝ่ายบุคคลโทรแจ้งว่า พนักงานถูกเลิกจ้างและให้มารับเช็คในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. ส่วนสถานที่จะโทรแจ้งให้ทราบอีกครั้ง และฝ่ายบุคคลก็ไม่ได้ให้รายละเอียดแต่อย่างใด นอกจากนี้ มีพนักงานส่วนหนึ่งในแผนกตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานถูกสั่งให้ย้ายไปทำงานที่ จังหวัดชลบุรี เป็นบริษัทฯในเครือของ MMI ทว่ามีสมาชิกสหภาพแรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์บางรายไม่พร้อมที่ จะไปทำงานที่จังหวัดชลบุรีเนื่องจากไม่สะดวกในการเดินทางและมีภาระต้องดูแล ครอบครัว จึงรู้สึกหวั่นเกรงว่าถ้าไม่ไปจะไม่ได้รับค่าจ้างและค่าชดเชย
สหภาพแรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ขอเจรจากับทางบริษัทฯเป็น การด่วนเพราะอยู่ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้อง แต่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้แจ้งว่าจะมีการเลิกจ้างพนักงานประมาณ 90% ส่วนพนักงานที่เหลือเป็นช่างเท่านั้น และยังปฏิเสธที่จะเจรจาพูดคุยกับทางสหภาพแรงงาน อีกทั้งกำลังดำเนินการขออำนาจศาลเลิกจ้างกรรมการสหภาพฯ ด้วย อันเป็นการลดอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงาน
อย่างไรก็ตาม พนักงานเกือบทั้งหมดยอมรับการเลิกจ้าง ด้วยความรู้สึกไม่มีความสุขที่จะทำงานร่วมกับนายจ้างอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ตามมาคือ พนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุมาก และมีการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการหางานใหม่ เพราะเมื่อไปตรวจสอบตำแหน่งงานว่างตามที่รัฐบาลประกาศนั้น ปรากฏว่าแทบไม่มีตำแหน่งสำหรับพนักงานหญิงอายุมากและมีการศึกษาเพียงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6
1.2 การหลีกเลี่ยงจ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายแก่พนักงาน ISCM เทคโนโลยี ประเทศไทย
บริษัทไอเอสซีเอ็ม เทคโนโลยี ประเทศไทย ตั้งอยู่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร เปิดกิจการเมื่อปี 2547 และขยายกิจการที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยาในปี 2551 ทำการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นายจ้างเป็นชาวสิงคโปร์ มีจำนวนพนักงานทั้งหมดประมาณ 500 กว่าคน มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ลูกค้าเป็นชาวญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
ปัญหาคือ ช่วงวิกฤตน้ำท่วม พนักงานได้รับผลกระทบเนื่องจากบริษัทฯได้มีมาตรการให้พนักงานย้ายไปทำงานยัง ประเทศมาเลเซีย แต่พนักงานไม่ได้รับความชัดเจนใดๆจากทางบริษัท ซ้ำกลับมีเงื่อนไขว่า ถ้าใครไม่ย้ายไปทำงานที่มาเลเซียจะไม่จ่ายค่าจ้างให้ ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติ เป็นการหลีกเลี่ยงไม่จ่ายค่าจ้างตามกฎหมาย และเป็นการกดดันให้พนักงานต้องตัดสินใจย้ายไปทำงาน เพราะกลัวตกงานและไม่ได้รับค่าจ้างค้างจ่ายจากบริษัท
ดังนั้น พนักงาน ISCM ต้องการให้นายจ้างมาชี้แจงให้ชัดเจนเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างให้พนักงาน และการย้ายพนักงานไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย
ตัวแทนพนักงานได้ยื่นหนังสือขอให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เชิญนายจ้างมาชี้แจงเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 ที่สำนักงานสวัสดิการฯ ปทุมธานี และได้เจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้บริหาร (General Manager) ชาวสิงคโปร์และฝ่ายบริหารคนไทย ในวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ที่สำนักงานสวัสดิการฯจ.ปทุมธานี โดยมีตัวแทนพนักงานและเจ้าหน้าที่ของโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทยเข้าร่วม การไกล่เกลี่ย และมีพนักงานให้กำลังใจด้านนอกห้องประชุมร่วมร้อยคน
ผลการเจรจา ปรากฏว่า นายจ้างที่มีอำนาจตัดสินใจเข้ามาชี้แจงแก่ตัวแทนพนักงานถึงการไม่จ่ายค่า จ้างตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน การข่มขู่พนักงานว่าไม่จ่ายหากไม่ย้ายไปทำงานที่มาเลเซีย และการโยกย้ายการผลิตไปที่มาเลเซีย
1. นายจ้างกล่าวขอโทษที่ปล่อยให้มีการข่มขู่พนักงาน และไม่จ่ายค่าจ้างตามวันเวลาที่กำหนด และอ้างว่าไม่มีเจตนาฉ้อโกงใดๆ เพราะบริษัทที่มีสาขาทั้งสองแห่งคือนิคมอุตสาหกรรมโรจนะและ นวนคร ถูกน้ำท่วมเสียหายจริง จึงต้องหาฐานใหม่เพื่อเปิดทำการผลิตให้ทันต่อคำสั่งซื้อ จึงขอจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 75% ของฐานเงินเดือนแก่พนักงานทุกคน แต่คนท้องได้ 100% รวมถึงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท ภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2554
2. นายจ้างจะยังคงดำเนินกิจการในประเทศไทย โดยจะฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิม แต่จะต้องย้ายไปทำการผลิตชั่วคราวที่ปีนัง ประเทศมาเลเซียเป็นเวลา 6 เดือนก่อนเพื่อรักษาลูกค้าและคำสั่งซื้อไว้ จึงจะขอรับพนักงานไปทำงานและฝึกงานโดยสมัครใจ ส่วนพนักงานที่ไม่ต้องการไป นายจ้างจะไม่มีการเลิกจ้าง แต่จะจ่าย 75% ไปจนกว่าจะเรียกพนักงานกลับเข้ามาทำงาน ณ ฐานการผลิตที่เมืองไทยในต้นปีหน้า อีกทั้งบริษัทได้ทำ MOU เข้าโครงการ 2,000 บาทของรัฐบาลเพื่อชะลอการเลิกจ้างด้วย
3. วิธีการไปทำงานต่างประเทศจะต้องมีการแจ้งอย่างถูกต้องแก่สำนักงานจัดหางาน จังหวัด ว่าไปในลักษณะใด ระหว่างฝึกงานและทำงานเพราะสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มคนงานจำนวน 48 คนไม่ประสงค์จะทำงานกับนายจ้างต่อไป เพราะหมดความเชื่อมั่นความไว้วางใจบริษัทอย่างสิ้นเชิง
2.พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2.1 สถานการณ์ปัญหาในพื้นที่อยุธยาเกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงาน 2 กลุ่มคือ 1) ลูกจ้างประจำ 2) ลูกจ้างชั่วคราวและเหมาค่าแรง (Sub-contract)
ในกลุ่มลูกจ้างประจำจะถูกบังคับด้วยกฎหมายให้นายจ้างอ้างวิกฤตน้ำท่วม จ่ายเงินเดือน 75%, 50%, 25% ส่วนในกลุ่มลูกจ้างเหมาค่าแรงนั้นมีจำนวนมากที่ถูกบอกเลิกสัญญาโดยไม่จ่าย ค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม และค่าชดเชยใดๆ
สำหรับสมาชิกของกลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยาและใกล้เคียง มีจำนวนประมาณ 20 สหภาพแรงงาน/บริษัทที่ได้รับผลกระทบ ในรูปแบบต่างๆ คือ 1) ได้รับเงินเดือน 75% เช่น ที่บริษัท IPE, นากาชิมา 2) เลิกจ้างเกือบหมดแต่ไม่ปิดกิจการ เหลือพนักงานบางส่วน เป็นเหตุให้มีการเลิกล้มสหภาพแรงงาน เช่น สหภาพแรงงานซันแฟล็ค 3) เลือกเลิกจ้างผู้นำสหภาพแรงงาน โดยอ้างวิกฤตน้ำท่วม
สำหรับสาเหตุปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มี 2 กรณีคือ 1) นายจ้างอ้างวิกฤตน้ำท่วม แต่ไม่ท่วมจริงเพื่อหลีกเลี่ยงปฏิบัติตามกฎหมาย 2) นายจ้างได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมจริง แต่พยายามหลีกเลี่ยงปฏิบัติตามกฎหมายเช่นเดียวกับกรณีแรก อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกรณีคือ โรงงานได้รับผลกระทบและปิดกิจการ ได้แก่ บริษัทซันโย
2.2 กรณีปัญหาเลิกจ้างพนักงานอินทรี-เพล็กซ์
บริษัทอินทรี-เพล็กซ์ ประเทศไทย จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จ.พระนครศรีอยุธยา มีจำนวนพนักงานประมาณ 800 คน ดำเนินกิจการมาเป็นเวลา 4 ปี ผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟให้แก่บริษัทเวสเทิร์น ดิจิตอล บริษัทได้เลิกจ้างพนักงานประจำและเหมาค่าแรง 50% ของพนักงานทั้งหมด โดยจ่ายให้แก่พนักงานรายเดือน รายวัน และเหมาค่าแรงตามเงินเดือนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิดน้ำท่วมที่จังหวัดอยุธยาเป็นเวลา 2 เดือน บริษัทได้ทำคันกั้นน้ำ และประกาศนโยบายว่าจะไม่เลิกจ้าง อีกทั้งจะจ่ายเงินเดือนครบ 100%
เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม บริษัทสั่งหยุดงานและดำเนินการผลิตที่บริษัท MMI จ.นครราชสีมา จนเมื่อถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 พนักงานทยอยถูกเลิกจ้าง โดยบริษัทจ่ายเงินเดือนให้พนักงานรายวัน 75% นับจากวันที่ 21 ตุลาคมถึง 12 พฤศจิกายน ค่าตกใจรวมค่าชดเชยจำนวน 2 เดือน แต่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม บริษัทโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีพนักงานเพิ่มอีก 2,000 บาท แต่สำหรับพนักงานที่ไม่ถูกเลิกจ้าง กลับได้รับโบนัสครึ่งเดือนเมื่อเร็วๆ นี้
พนักงานที่ถูกเลิกจ้างรายหนึ่งเล่าว่า รู้สึกไม่พอใจเนื่องจากมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นการเลิกจ้างไม่เป็น ธรรม เพราะนายจ้างจ่ายโบนัสให้พนักงานที่ยังอยู่ ในขณะที่ตนถูกเลิกจ้าง และต้องแบกภาระครอบครัว และยังไม่มีงานทำมาจนถึงปัจจุบัน แต่ได้เข้าไปเดินเรื่องขอรับค่าชดเชยบ้านถูกน้ำท่วม 5,000 บาท กับผู้ใหญ่บ้าน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งของตำบลบางกระแท่น อ.บางปะอิน ไปลงทะเบียนขอฝึกทักษะฝีมือแรงงาน ศึกษาการขอกู้ยืมเงินจากประกันสังคมจังหวัด ซึ่งผลปรากฏว่า
1. เงื่อนไขในการขอรับค่าชดเชยอาจไม่ครอบคลุมบ้านที่มีน้ำท่วมขังหน้าบ้านเพียง เล็กน้อย และมีขั้นตอนการยื่นเรื่องหลายขั้นตอนและใช้เวลาเกือบเดือนแล้วยังไม่ได้รับ การพิจารณา
2. เงื่อนไขในการขอกู้ยืมเงินจากประกันสังคมไม่ครอบคลุมคนงานที่มีรายได้ต่ำเกณฑ์
3. ยื่นขอฝึกอบรมวิชาชีพ เช่น เย็บผ้า วันละ 120 บาท เป็นเวลา 10 วัน ที่ศาลากลางจังหวัด แต่ศูนย์ฝึกอบรมอยู่กลางทุ่งนา แถวบางปะหัน
4. ไปสมัครฟื้นฟูสอนทักษะพัฒนะฝีมือแรงงานของแรงงานจังหวัด จำเป็นต้องรอเรียกตัวจนกว่าจะมีคนมาลงทะเบียนมากขึ้น จึงจะเปิดฝึกอบรมนั้นๆ ซึ่งรอคอยมาเป็นเวลา 1 สัปดาห์
2.3 การลดเงินเดือนพนักงานเอจีซี เทคโนโลยี ประเทศไทย
บริษัทเอจีซี เทคโนโลยี ประเทศไทย ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่ไม่มีนโยบายเลิกจ้างพนักงาน มีเพียงการลดเงินเดือนพนักงานลงเหลือ 75% จนกว่าจะเปิดกิจการในวันที่ 21 มกราคม 2555
ทว่า บริษัทใช้มาตรา 75 ทั้งในยามวิกฤตและก่อนวิกฤตน้ำท่วม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 นายจ้างประกาศลดเงินเดือนพนักงานให้เหลือ 75% โดยอ้างปัญหาความผิดพลาดในกระบวนการผลิต ทำให้พนักงานรู้สึกคับข้องใจอย่างมากจนเกิดการชุมนุมของพนักงานจำนวนกว่า 500 คนที่โรงอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเอจีซีสัมพันธ์แห่งประเทศไทยเพื่อให้นาย จ้างชี้แจงเหตุผล และเรียกร้องไม่ให้นายจ้างลดเงินเดือน เพราะที่เป็นอยู่ก็มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกปี เหตุการณ์การชุมนุมเรียกร้องนำไปสู่การเลิกจ้างแกนนำสหภาพและสมาชิกสหภาพ จำนวน 61 คน และขณะนี้เรื่องยังคงอยู่ในกระบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการแรง งานสัมพันธ์ ซึ่งเลื่อนกำหนดการไต่สวนไปอีก เพราะติดน้ำท่วม
2.4 การเลิกจ้างพนักงานเหมาค่าแรงและการโยกย้ายพนักงานประจำของบริษัทโซนี่ เทคโนโลยี
บริษัทโซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค หยุดงาน 12 ต.ค.จนถึงปัจจุบัน แต่เรียกบางแผนกมาทำงาน พนักงานได้เงินเดือน 75% ในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตามบริษัทบอกเลิกสัญญากับบริษัทจัดหาพนักงานเหมาค่าแรงทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้พนักงานเหมาค่าแรงไม่ได้รับค่าจ้างค่าจ่าย และค่าชดเชย เพราะไม่ทราบสิทธิของตนเอง
นอกจากนี้ยังได้มีนโยบายย้ายพนักงานประจำทั้งรายวันและรายเดือนไปทำงาน ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งพนักงานสงสัยว่าถ้าไม่โยกย้าย บริษัทจะทำอย่างไร เพราะบริษัทไม่มีความชัดเจนในเรื่องการโยกย้ายพนักงานทั้งสิ้น 4,000 คนไปยังจังหวัดชลบุรี บริษัทแจ้งเพียงว่าจะติดต่อเช่าหอพักเอกชนให้ 2 เดือนเท่านั้น และจะให้เงินช่วยเหลือ 2,000 บาท สวัสดิการอีก 3,000 บาทด้วย พนักงานจึงต้องรอบริษัทประกาศอีกครั้งในวันที่ 19 มกราคม 2555 อย่างไรก็ตามได้มีการย้ายบางส่วนมาที่จังหวัดชลบุรีเพื่อมาทดแทนเด็กฝึกงาน ที่ถูกบอกเลิกสัญญาไป
ในช่วงระหว่างนี้ บริษัทจ่ายเงินเดือนแก่พนักงาน 75% แต่ไม่จ่ายสวัสดิการอื่นๆ พนักงานที่มีครอบครัวที่ไม่ประสงค์จะโยกย้าย จึงต้องการทราบถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะขอบอกเลิกสัญญาได้ โดยไม่ต้องรอถึงปีหน้า
อีกทั้งพนักงานโซนี่ อยุธยากังวลในเรื่องที่อยู่ที่ชลบุรี เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย การเดินทางไม่สะดวก สวัสดิการไม่เท่าเทียมกับพนักงานโซนี่ ชลบุรี และเงินเดือนที่ได้รับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกทั้งกังวลว่าถ้าไม่ย้าย นายจ้างจะประกาศตัดสิทธิถูกคัดออกหรือไม่ พร้อมกับไม่จ่ายค่าชดเชย
3. พื้นที่จังหวัดชลบุรี
3.1 การลดเงินเดือนพนักงานโซนี่
บริษัทโซนี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร บริษัทสั่งหยุดงานตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม ถึง 12 ธันวาคม 2554 ได้รับเงินเดือน 75% รวมสวัสดิการ โดยบริษัทอ้างว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม อีกทั้งบริษัทมีแผนการโยกย้ายพนักงานไปยังโกดังบางพลี สมุทรปราการ
ในช่วง 2 สัปดาห์ที่หยุดงานเกิดปัญหาพนักงานรอไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายสูง จึงไปหางานทำใหม่ ทำให้จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานลดลง
3.2 การลดเงินเดือนพนักงานไดดอง
นายจ้างบริษัทไดดอง ชาวเกาหลีได้ประกาศใช้มาตรา 75 แก่พนักงาน โดยอ้างวิกฤตน้ำท่วม สหภาพแรงงานไดดองจึงทำหนังสือคัดค้านไปยังแรงงานจังหวัด บริษัทจึงยินยอมจ่ายครบ 100%
4. พื้นที่จังหวัดลำพูน
บริษัทโฮยา กลาสดิสก์ ประเทศไทย จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูนได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบ 2,000 คน ในโรง 2 จากจำนวนพนักงานทั้งสิ้นกว่า 5,000 คนให้เป็นผลในวันที่ 21 ม.ค. 55 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน โดยนายจ้างอ้างเหตุผลว่า ลูกค้าเลิกสั่งซื้อแล้ว และขาดทุน จึงจำเป็นต้องปิดการผลิตโรง 2 ก่อนหน้านี้บริษัทจ่ายเงินเดือนพนักงาน 75% ช่วงพ.ย.-ธ.ค. 54 โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม และในระหว่างนี้ได้มีการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรใหม่เข้ามา
พนักงานกังวลว่านายจ้างจะใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีมาทดแทนคนงานและเลิก จ้างในช่วงวิกฤตน้ำท่วม ทั้งเป็นการฉวยโอกาสทำลายสหภาพแรงงาน และหนีนโยบายขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศด้วย เพราะจะนำไปสู่การเพิ่มค่าจ้างตามสัดส่วนและตามอายุงานของพนักงาน ดังนั้นพนักงานจึงเรียกร้องไม่ให้มีการเลิกจ้าง
5. พื้นที่อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ จังหวัดนครปฐม
สมาชิกสหภาพแรงงานสิ่งทอนครหลวงเล่าว่า บริษัทไม่ได้ถูกน้ำท่วม แต่อ้างน้ำท่วม เพื่อที่จะจ่ายเงินเดือนพนักงาน 75% จ่ายโบนัส 2 งวด ทำให้พนักงานไม่พอใจเพราะต้องการให้จ่ายงวดเดียวเช่นเคย ส่วนปัญหาหลักของคนงานย่านอ้อมน้อยอ้อมใหญ่ที่เข้ามาร้องเรียน ณ ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานของกลุ่มผู้ใช้แรงงานย่านอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ คือการที่คนงานไม่สามารถมาทำงานได้ เพราะบ้านถูกน้ำท่วมในขณะที่โรงงานไม่ถูกน้ำท่วม บางคนถึงกับต้องลาออกไป อีกทั้งโรงงานหลายแห่งมีพฤติกรรมจ่ายค่าจ้าง 75% จนถึงไม่จ่ายเลยทำให้คนงานเดือดร้อนมาก เพราะกำลังถูกลอยแพ
สำหรับกรณีพนักงานบริษัทไดนามิค นายจ้างได้สั่งให้หยุดงานตั้งแต่น้ำยังไม่ท่วมและไม่ทำการป้องกันน้ำท่วมแต่ อย่างใด ทั้งก่อนหน้านี้นายจ้างไม่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมจนถูกประกัน สังคมยึดเครื่องจักรไป ในช่วงระหว่างน้ำท่วม บริษัทไม่ได้ติดต่อพนักงานว่าจะจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายหรือไม่ ซึ่งทำให้สมาชิกสหภาพแรงงานสงสัยและกังวลใจเป็นอย่างมากเป็นเหตุให้กรรมการ สหภาพแรงงานคนหนึ่งเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตก นอนอยู่โรงพยาบาล ล่าสุด นายจ้างได้เจรจากับสหภาพแรงงานไดนามิคแล้ว ตกลงว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้คนงานทุกคนๆ ละ 2,000 บาท จนกว่าโรงงานจะเปิดทำการผลิต แต่จะไม่จ่ายค่าจ้างเต็ม ซึ่งเงินจำนวนนี้น้อยมาก ไม่เพียงพอในการดำเนินชีวิต อีกทั้งพนักงานจำนวนมากประสบภัยน้ำท่วม พวกเขาจึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
สรุปประเด็นปัญหาแรงงานในช่วงระหว่างและหลังเกิดอุทกภัย
ไม่ใช่เพียงแต่นายจ้างเท่านั้นที่ได้รับความเดือดร้อน ลูกจ้างก็เช่นเดียวกัน แต่ลูกจ้างยังประสบปัญหาการขาดรายได้ในขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น สูญเสียสถานภาพของการเป็นลูกจ้าง ขาดความมั่นคงในการทำงาน ไร้อำนาจการต่อรองกับนายจ้าง โดยสามารถสรุปได้ดังนี้
1.การเลิกจ้างพนักงาน มี 5 รูปแบบ ได้แก่
1.1 เลิกจ้างลูกจ้างเหมาค่าแรง (sub-contract) โดยไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย อันเป็นการลอยแพผู้ใช้แรงงานที่ถูกจ้างงานอย่างยืดหยุ่น พวกเขาไม่ได้รับการปกป้องสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างทัน ท่วงที
1.2 เลิกจ้างพนักงาน แต่ยังไม่ปิดกิจการ โดยที่นายจ้างพยายามหลีกเลี่ยงกฎหมาย ไม่จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยต่างๆ ทำให้พนักงานไม่พอใจเป็นอย่างมากและรู้สึกถูกซ้ำเติมจากนายจ้าง
1.3 เลิกจ้างพนักงาน โดยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย แต่ไม่จ่ายสวัสดิการบางส่วน เช่น โบนัส เบี้ยขยัน
1.4 เลิกจ้างแบบเลือกปฏิบัติ แม้จะมีการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่นายจ้างกลับเลือกจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างที่ไม่ถูกเลิกจ้าง ทำให้ผู้ที่ถูกเลิกจ้างรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม
1.5 เลิกจ้างเพื่อมุ่งทำลายสหภาพแรงงาน เลือกเลิกจ้างผู้นำสหภาพแรงงาน เลิกจ้างพนักงานเกือบทั้งหมดที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เพื่อไม่ให้สหภาพแรงงานดำเนินกิจการได้ และหมดอำนาจการต่อรองในที่สุด
แรงงานประเภทที่ถูกกระทำมากที่สุด โดยเข้าไม่ถึงสิทธิตามกฎหมาย คือ คนงานเหมาค่าแรง คนงานชั่วคราว คนงานรายวัน ตามลำดับ
2. การจ่ายเงินเดือนไม่ครบ 100%
2.1 รัฐช่วยเหลือนายจ้างให้สามารถจ่ายเงินเดือน 75% แก่พนักงาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้างที่สถานประกอบการถูกน้ำท่วม แต่นายจ้างบางคนไม่จ่ายสวัสดิการอื่นๆ ทำให้ลูกจ้างสูญเสียรายได้จำนวนมาก เพราะฐานเงินเดือนต่ำอยู่แล้ว ในขณะที่มีค่าใช้จ่ายประจำ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอันเนื่องจากบ้านและทรัพย์สินเสียหายจากอุทกภัย ลูกจ้างส่วนหนึ่งจึงออกจากงานไป เพื่อไปหางานทำใหม่
2.2 การใช้มาตรา 75 ครอบคลุมไปจนถึงสถานประกอบการที่ไม่ถูกน้ำท่วม ทำให้มีบางแห่งมักอ้างว่าถูกน้ำท่วม หรืออ้างว่าได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย การใช้มาตรา 75 แบบเหมาเข่งนี้ขาดการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างละเอียด ทำให้คนงานเสียสิทธิประโยชน์มากมาย
2. ความไม่เพียงพอของมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
จากกรณีปัญหาแรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือ และฟื้นฟูสถานะของความเป็นลูกจ้าง แต่กลับเผชิญปัญหาการละเมิดสิทธิ และความไม่มั่นคงในการทำงาน อันเนื่องมาจากระบบการจ้างงานแบบยืดหยุ่น จึงต้องออกมาต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามกฎหมาย
ยังมีข้อสงสัยจากพนักงานถึงเงินช่วยเหลือเยียวยา 2,000 บาท ว่า นายจ้างที่ตกลงทำ MOU กับรัฐบาลเพื่อชะลอการเลิกจ้างนั้น ละเมิดข้อตกลงหรือไม่ และเมื่อเลยระยะเวลา 3 เดือนแล้ว จะมีอะไรประกันว่าพวกเขาจะไม่ถูกเลิกจ้าง เมื่อแรงงานไม่สามารถคงสถานะความเป็นลูกจ้างได้ คำถามคือ มาตรการอื่นๆ นั้นมีประสิทธิภาพเพียงใดในการฟื้นฟูจิตใจ งาน และชีวิตให้กลับมาเหมือนเดิมโดยเร็วที่สุด เช่น
-เงื่อนไขการกู้เงินที่เป็นอุปสรรคต่อแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์
-ความไม่สะดวกในการเดินทางไปทำงานต่างถิ่น เพราะไม่มีเงินรองก้นกระเป๋าเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการย้ายที่อยู่ใหม่
- ความกังวลต่อการกลับเข้ามาทำงานเดิม เนื่องจากยังไม่เห็นว่ามีบริษัทใดประกาศออกมาชัดเจนต่อกรณีที่พนักงานของตน ไปทำงานที่อื่นในช่วงเวลาที่โรงงานยังไม่เปิดกิจการ
ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้แรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนจึงมีข้อเรียกร้องต่อกระทรวงแรงงานและ รัฐบาลให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของแรงงานและสอดรับกับ สภาพความเป็นจริง ดังต่อไปนี้
3. ข้อเรียกร้องต่อกระทรวงแรงงานและรัฐบาล
มี 5 ข้อดังนี้
1. รัฐต้องปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ใช้แรงงานให้สามารถสนองความต้องการได้อย่างแท้จริง ในประเด็นต่อไปนี้
1.1 ประกาศขยายการใช้มาตรการให้เงินช่วยเหลือแรงงาน 2,000 บาทที่จ่ายผ่านนายจ้างต่อไปอีก เนื่องจากเมื่อชะลอการเลิกจ้างออกไปครบ 3 เดือนแล้ว อาจมีความเป็นไปได้ที่พนักงานจะถูกลอยแพมากขึ้นในช่วงต้นปี 2555 และบังคับให้นายจ้างทำข้อตกลงนี้ทุกคน
1.2 เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อยประมาณเดือนละ 5,000 บาท สามารถกู้เงินกองทุนประกันสังคมได้ โดยลดเงื่อนไขบางประการ ให้จ่ายดอกเบี้ยอัตราต่ำ และผ่อนชำระเป็นรายเดือน เมื่อหางานทำใหม่ได้แล้ว
2. หากสถานประกอบการใดไม่สามารถดำเนินกิจการได้ภายในปี 2555 ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย
3. รัฐควรให้เงินช่วยเหลือพิเศษแก่ผู้ใช้แรงงานที่ถูกลอยแพ ได้แก่ กลุ่มคนงานเหมาช่วง คนงานหญิงตั้งครรภ์ที่กำลังว่างงาน คนงานสูงอายุ เนื่องจากหางานทำยากและอาจใช้เวลานาน เพราะนายจ้างส่วนใหญ่ไม่รับเข้าทำงาน
4. ขยายเวลาประกันการว่างงาน เป็น 10 เดือน เพื่อให้โอกาสแก่แรงงานหญิงตั้งครรภ์ แรงงานสูงวัย แรงงานที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง
5. รัฐบาลจะต้องตรวจสอบการกระทำไม่เป็นธรรมของสถานประกอบการที่พยายามหลีก เลี่ยงกฎหมาย ลอยแพพนักงาน จงใจทำลายสหภาพแรงงานและอำนาจการต่อรอง เพื่อลงโทษตามกฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาของแรงงานที่กำลังเกิดขึ้น ดังกรณีปัญหาที่นำเสนอไปแล้วข้างต้น
ทั้งนี้แรงงานที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด คือคนส่วนใหญ่ที่ได้ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงควรได้รับสวัสดิการที่ดีอย่างถ้วนหน้า และมีความมั่นคงในการทำงาน อันเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน และช่วยสร้างมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิแรงงานให้ดีขึ้นด้วย
..........
[1] การผลิตของอุตสาหกรรม ดังกล่าว สมาชิกประกอบด้วย กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก (มีสมาชิก 40 สหภาพแรงงาน) โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สภาองค์การสิทธิแรงงาน นักพัฒนาเอกชนจากมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน สหภาพแรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ สหภาพแรงงานฟูจิตสึ (บ.โตชิบา) การรวมตัวกันและการทำกิจกรรม ศึกษาวิจัยต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายกู๊ดอิเล็กทรอนิกส์สากล (ตั้งที่ประเทศเนเธอร์แลนด์)
[2] เว็บไซด์โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย. แหล่งที่มา: http://www.thailabour.org/autopagev4/show_page.php?topic_id=1563&auto_id=7&TopicPk=สุรพศ ทวีศักดิ์:“ความยุติธรรม” ตามทัศนะของพุทธศาสนา
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
ดูเหมือนพุทธเถรวาทไทยพยายามเสนอคำตอบของพุทธศาสนาแก่ปัญหาชีวิตและสังคม แทบทุกเรื่อง แต่เริ่มจะถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่า เป็นการเสนอมั่วๆ หรือสับสนหรือไม่? โดยเฉพาะข้อเสนอทางแก้ปัญหาสังคมการเมืองที่อยู่บนพื้นฐาน “ศีลธรรมเชิงปัจเจก” (individual morality) ที่ว่า “ถ้าแต่ละคนเป็นคนดีแล้วสังคมก็จะดีเอง”
หลักการ “ถ้าแต่ละคนเป็นคนดีแล้วสังคมก็จะดีเอง” ถูกขยายความว่า “คนดี” หมายถึง คนที่คิดดี พูดดี ทำดี หรือที่พูดภาษาพระว่า “คนที่ทำดีด้วยกาย วาจา ใจ” นั่นเอง ฉะนั้น ข้อเรียกร้องในทางสังคมการเมืองที่ออกมาจากพระสงฆ์ หรือฝ่ายที่อ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนาในการต่อสู้ทางการเมืองในช่วง 5 ปี มานี้ จึงไม่ใช่ข้อเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง กติกาของสังคมให้เป็นประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพและความเสมอภาคมากขึ้น แต่เป็นการเรียกร้องไปที่ “ตัวบุคคล” ว่า นักการเมืองต้องเป็นคนดีมีคุณธรรม ประชาชนต้องเลือกคนดี คนไทยต้องไม่โกรธ ไม่เกลียดกัน ต้องรักกัน สามัคคี สมานฉันท์ ปรองดองกัน กระทั่งให้ปล่อยวางอคติ ปล่อยวางความยึดมั่นในตัวกู ของกู ฯลฯ
ขอเรียกร้องทำนองนี้กลายเป็น “กระแส” ในสื่อหลักตลอดมา แต่ก็มีปัญหาที่น่าพิจารณา คือ 1) ข้อเรียกร้องทำนองนี้ จะบรรลุผลได้อย่างไรภายใต้โครงสร้างสังคมการเมืองที่ให้อำนาจนอกระบบอยู่ เหนือการตรวจสอบ และเครือข่ายของอำนาจนอกระบบนั้นยังแทรกแซงอำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ (เป็นต้น) ได้ 2) ที่สำคัญข้อเรียกร้องทำนองนี้มันเหมือนจะมีสมมติฐานล่วงหน้าว่า นักการเมืองและประชาชนเป็น “คนไม่ดี” (มีกิเลส โกง โกรธ เกลียด ไม่สามัคคี ไม่รักกัน ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฯลฯ) จึงทำให้ละเลยปัญหาเชิงระบบ หรือปัญหาเกี่ยวกับกติกา โครงสร้างของ “อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”
ฉะนั้น การที่พระสงฆ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อ้างพุทธศาสนา อ้างธรรมะนำการต่อสู้ ได้เสนอข้อเรียกร้องทำนองนี้ให้เป็นทางออกของปัญหาสังคมการเมือง มันจึงเท่ากับเป็นการเสนอข้อเรียกร้องที่ไปขับเน้น “ปัญหาปลอม” ขึ้นมากลบเกลื่อน “ปัญหาจริง” แล้วก็เสนอ “ทางออกเทียม” ทำให้สังคมละเลยที่จะถกเถียงเกี่ยวกับ "ปัญหาที่แท้จริง" เพื่อให้เกิดการทุ่มเทพลังทางสังคมไปสู่การแสวงหา “ทางออกที่แท้จริง” ร่วมกัน
ยิ่งกว่านั้น การที่พระสงฆ์และชาวพุทธนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเสนอข้อเรียกร้องเทียมๆ ขับเน้นปัญหาเทียมๆ หรือทางออกเทียมๆ แก่สังคมเช่นนั้น กลับทำให้คุณค่าของพุทธศาสนาต่อสังคมลดความหมายลงอย่างที่ไม่น่าจะเป็น ซ้ำร้ายข้อเสนอเทียมๆ การขับเน้นปัญหาเทียมๆ และทางออกเทียมๆ ดังกล่าวนั้น ยังกลายเป็นการเอื้อประโยชน์แก่การดำรงรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างเผด็จการ หรือ “โครงสร้างอันอยุติธรรมและรุนแรง” ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเรียกร้องเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนตลอดมาอีก ด้วย
เราจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังได้แล้วว่า ทำไมการอ้างธรรมะและพุทธศาสนามาขับเคลื่อนสังคมการเมือง พระสงฆ์และชาวพุทธจึงไม่ขับเคลื่อนบนจุดยืนของ “ศีลธรรมทางสังคม” (social morality) ของพุทธศาสนาเองที่สอดคล้องกับหลักเสรีภาพ ความเสมอภาคในสังคมประชาธิปไตยมากกว่า
ผมหมายความว่า ถ้าจะอ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนาในทางที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมการเมือง ทำไมจึงไม่นำทัศนะทางสังคมการเมืองของพุทธศาสนามาอ้างถึง หรือเป็นจุดยืนในการต่อสู้!
ทัศนะทางสังคมการเมืองของพุทธศาสนาที่สำคัญเรื่องหนึ่ง คือทัศนะเรื่อง “ความยุติธรรม” หรือทัศนะที่ว่า สังคมการเมืองที่มีความเป็นธรรมควรกำหนดโครงสร้างอำนาจ กติกาการอยู่ร่วมกันบน “หลักความยุติธรรม” (the principle of justice) อะไร
ทัศนะดังกล่าวนี้ เราสามารถเห็นได้จากข้อโต้แย้งของพระพุทธเจ้าต่อแนวคิดเรื่องความยุติธรรม ของศาสนาพราหมณ์ ที่ถือว่าสังคมที่ยุติธรรมคือสังคมที่จัดระบบความสัมพันธ์ของสมาชิกแห่ง สังคมแบบ “อินทรียภาพ” (organism) เช่น ระบบวรรณะ 4 คือ การกำหนดชนชั้นสูง-ต่ำทางสังคมตามโครงสร้างของร่างกายว่า คนในวรรณะพราหมณ์เกิดจากปากของพรหม กษัตริย์เกิดจากแขน (หรือไหล่) ของพรหม จึงเป็นชนชั้นสูง มีอภิสิทธิ์ต่างๆ เหนือคนทั่วไป แพศย์เกิดจากสะดือเป็นสามัญชน ขณะที่ศูทรเกิดจากเท้าของพรหมจึงเป็นคนชั้นต่ำ
คนในแต่ละชนชั้นต่างมีหน้าที่ที่แน่นอนของตนเอง เช่น กษัตริย์เป็นนักรบ พราหมณ์สอนศาสนาและจัดการศึกษา แพศย์ค้าขาย สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ ศูทรเป็นคนรับใช้ หรือผู้ใช้แรงงาน ในทัศนะของศาสนาพราหมณ์การที่คนแต่ละชนชั้นไม่เสมอภาคกันไม่ใช่ความไม่ ยุติธรรม เพราะความยุติธรรม หมายถึง การที่คนในแต่ละชนชั้นต่างทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน เหมือนนิ้วมือแต่ละนิ้วแม้ไม่เท่ากัน แต่ต่างทำหน้าที่ของตนไม่ก้าวก่ายกัน
พระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าว จึงเสนอข้อโต้แย้งว่า 1) ไม่มีมนุษย์คนไหนเกิดจากพรหม ทุกคนล้วนเกิดจากโยนีของมารดา 2) ระบบวรรณะ 4 ไม่ได้ถูกำหนดไว้โดยพระพรหม แต่เป็นผลของวิวัฒนาการทางสังคม 3) คุณค่าของคนไม่ได้ขึ้นกับชาติกำเนิดแต่อยู่ที่ “กรรม” หรือการกระทำ ฉะนั้น ทุกคนเสมอภาคกันโดยกรรม หรือการกระทำ
การที่พระพุทธเจ้าถือว่า ทุกคนเสมอภาคกันโดยกรรมหรือการกระทำมีความหมายสำคัญว่า “บุคคลเสมอภาคกันภายใต้กฎศีลธรรม” คือ ภายใต้กฎศีลธรรมเดียวกันทุกคนทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว เสมอเหมือนกัน ไม่สามารถอ้างสถานะสูง-ต่ำทางชนชั้นมาเป็นข้อยกเว้น หรือเป็นข้อซ้ำเติมได้
และในเรื่อง “กรรม” หรือการกระทำนั้น พุทธศาสนาถือว่า การกระทำเกิดจาก “เจตนา” หรือเสรีภาพในการเลือกกระทำของแต่ละบุคคล เมื่อเราเลือกทำสิ่งที่ดี หรือชั่วอย่างอิสระด้วยตนเอง เราจึงต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำที่ตามมา การที่เรามีเสรีภาพเลือกการกระทำเท่ากับเรามีเสรีภาพเลือกปกครองตนเองได้ ด้วย อย่างที่เรียกว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ซึ่งหมายถึง เราสามารถเลือกกระทำสิ่งที่ดีทางศีลธรรมได้ด้วยเสรีภาพของตนเอง การเลือกทำสิ่งที่ดีด้วยตนเองได้ เท่ากับเลือกปกครองตนเองให้เดินตามครรลองที่ถูกต้องได้
แน่นอนว่า พุทธศาสนาสอนว่ามนุษย์มีกิเลส แต่พุทธศาสนาก็สอนด้วยว่า มนุษย์สามารถมีเสรีภาพจากกิเลส (วิมุติ) ได้ ซึ่งเสรีภาพจากกิเลส ก็คือผลขั้นสุดท้ายของการใช้เสรีภาพในการเลือกทำความดีนั่นเอง
ฉะนั้น ความคิดที่ว่ามนุษย์เสมอภาคกันโดยการกระทำ หรือเสมอภาคกันภายใต้กฎศีลธรรม และมนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกกระทำ หรือมีเสรีภาพปกครองตนเอง (พึ่งตนเอง) ได้ สะท้อนว่า “หลักความยุติธรรม” ตามทัศนะของพุทธศาสนา คือหลักความเสมอภาคและเสรีภาพ รูปธรรมของชุมชนทางพุทธศาสนาที่ยึดหลักความยุติธรรมดังกล่าวนี้คือ “สังฆะ” หรือชุมชนสงฆ์ในสมัยพุทธกาล
แต่ชุมชนสงฆ์เถรวาทไทยปัจจุบันกลับมีระบบชนชั้นเข้มข้นมาก คือ “ระบบสมณศักดิ์” ที่เป็นเช่นนี้เพราะพุทธศาสนาเกิดขึ้นในยุคราชาธิปไตยและมีวิวัฒนาการมาภาย ใต้ระบบราชาธิปไตยและสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พุทธศาสนาเองนอกจากไม่มีพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองให้มีความ เสมอภาคและมีเสรีภาพตามหลักคำสอนครั้งพุทธกาลแล้ว คำสอนของพุทธในระยะต่อมายังถูกตีความ ถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนระบบชนชั้นตามวัฒนธรรมทางสังคมการเมืองแบบราชา ธิปไตย และสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกด้วย
พุทธศาสนาเถรวาทไทยในปัจจุบันนี้ก็คือ “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ที่ยังถูกใช้สนับสนุนอุดมการณ์สมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่อย่างเข้มข้น ฉะนั้น พระสงฆ์และชาวพุทธที่อ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนา ในการต่อสู้ทางการเมืองในระยะ 5 ปี มานี้ จึงเป็นการอ้างธรรมะและพุทธศาสนาเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ให้อยู่เหนือประชาธิปไตยทั้งโดยตรง และโดยปริยาย
ฉะนั้น การอ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนาในทางการเมืองอย่างที่ทำๆ กันมานี้ จึงควรถูกตั้งคำถามว่า ในเมื่อหลักความยุติธรรมซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของศีลธรรมทางสังคมของพุทธ ศาสนานั้น คือ “หลักเสรีภาพ” และ “ความเสมอภาค” ซึ่งเป็นหลักที่พุทธศาสนาใช้ปฏิเสธระบบวรรณะ 4 มาก่อน แต่ทำไมหลักการดังกล่าวนี้จึงไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นจุดยืนในการต่อสู้ทาง การเมืองเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ประชาธิปไตย ทว่าการอ้างธรรมะและพุทธศาสนากลับเป็นไปในทางสนับสนุนอุดมการณ์ทางชนชั้น มากกว่า
ผมคิดว่านี่เป็นคำถามที่พระสงฆ์ และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชอบอ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนาต้องตอบ และเป็นปัญหาที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ และ/หรือระบบการศึกษาสงฆ์ควรทบทวนให้ชัดเจนว่า การประยุกต์พุทธศาสนากับปัญหาสังคมการเมืองนั้น ทำอย่างไรจะไม่เป็นการนำศีลธรรมเชิงปัจเจกมาเสนอ “ทางออกเทียมๆ” แก่สังคม และทำอย่างไรจึงจะอ้างอิงหลักศีลธรรมทางสังคม หรือ “หลักสังคมที่มีความยุติธรรม” ตามทัศนะของพุทธศาสนามาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสังคมให้เป็นประชาธิปไตยมาก ขึ้น
ความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมชายแดนใต้
ที่มา ประชาไท
มูฮาหมัดอัณวัร อิสมาอีล (หะยีเต๊ะ)
ร่างผลการศึกษาของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่ได้ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาข้อมูลสถิติคดีและข้อค้นพบในคดีความมั่นคง ด้านความชอบด้วยกฎหมายของคดีความมั่นคงในภาคใต้จำนวน 100 คดี ที่ผ่านการพิพากษาของศาลชั้นต้นระหว่างปี 2553 ถึงต้นปี 2554 สามารถสรุปได้ว่าในจำนวนคดี 100 คดีนั้น คดีที่ศาลยกฟ้องมีถึง 72 คดี มีเพียง 28 คดีที่ศาลพิพากษาลงโทษ
การบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เป็นที่รับรู้ว่าเกิดการปฏิบัติด้วยความไม่ เป็นธรรมต่อชาวมลายูมุสลิมชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ หลายองค์กรหลายสถาบันวิจัยที่ออกมาเผยแพร่ถึงผลที่เกิดจากการบังคับใช้ กฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ (พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และกฎหมายธรรมดา(ป.วิ.อาญา) แต่กลับไม่ได้กระเพื่อมไปถึงผู้ปกครองส่วนกลางเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาอย่างจริง จังแต่อย่างใด 72 คดีที่ยกฟ้องนักกฎหมายมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ให้เหตุผลที่มีส่วนทำ ให้มีคดียกฟ้องเกินกว่าครึ่งนั้นเนื่องจากการขาดน้ำหนักของพยานหลักฐานที่ เจ้าหน้าที่นำเสนอในชั้นศาล หรือนับได้ว่าจำนวนคดีที่ยกฟ้องมาจากเหตุผลนี้ร้อยละร้อย
ผลของการศึกษาคดีความมั่นคงเพียงช่วงเวลา 1 ปี จำนวน 100 คดี ได้สะท้อนให้เห็นถึงความพร่องของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ขั้นของการเชิญตัว การกักตัว และซักถามตัวผู้ต้องสงสัย ด้วยกฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับ และกฎหมายธรรมดา การปฏิบัติต่อบุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยและเป็นผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ความ มั่นคง มีการข่มขู่ และทำร้ายร่างกาย ด้วยการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพและขู่เข็ญตั้งแต่ในขั้นตอนการจับกุม การกักหรือคุมตัวไปจนถึงการซักถามหรือสอบสวนตามกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ
ข้อมูลระบุว่าในการเชิญตัวภายใต้การบังคับใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตามกฎ อัยการศึก ใน 100 คดีมีผู้ถูกทำร้ายร่างกาย 33 คดี มีการใช้วาจาที่ไม่สุภาพ 35 คดี ถูกข่มขู่ 25 คดี เทียบกันกับการบังคับใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในขั้นการเชิญตัวหรือจับกุมปรากฏว่ามีผู้ถูกทำร้าย และใช้ถ้อยคำไม่สุภาพด้วยเช่นกันในจำนวนพอๆกันคือกรณีละ 16 คดี ถูกขู่เข็ญ 12 คดี และในการจับกุมในชั้นของการใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ปรากฏว่ามี บุคคลถูกทำร้ายร่างกายถึง 23 คดี มีการใช้วาจาไม่สุภาพด้วย 12 คดีและ ถูกขู่เข็ญ 13 คดี
ขั้นการซักถาม ภายใต้กฎหมายพิเศษ และการสอบสวนชั้น ป.วิ.อาญา เป็นขั้นของการได้มาซึ่งคำรับสารภาพแต่ขั้นตอนนี้กลับเป็นขั้นตอนที่มีการ กระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายมีการทำร้ายร่างกาย และขู่เข็ญ เช่นเดียวกัน พฤติกรรมเหล่านี้ผู้เชียวชาญด้านกฎหมายเป็นกังวลอย่างมาก การทำร้ายร่างกายในระหว่างการซักถามภายใต้กฎอัยการศึก พบว่ามีถึง 39 คดี การขู่เข็ญ 27 คดี และการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ 25 คดี ยังมีการทำร้ายร่างกายและใช้ถ้อยคำไม่สุภาพระหว่างการซักถามภายใต้พ.ร.ก.ฉุก เฉินกรณีละ 25 คดี และการขู่เข็ญ 37 คดี และเหตุที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการถูกทำร้ายในระหว่างการสอบปากคำภายใต้ขั้น ตอนตาม ป.วิ.อาญา ซึ่งสถิติระบุว่า มีผู้ถูกควบคุมตัวถูกข่มขู่ถึง 24 คดี ถูกทำร้ายร่างกาย 18 คดี และการใช้วาจาไม่สุภาพต่อผู้ถูกสอบปากคำจำนวน 17 คดี แต่ข้อมูลที่ได้มาในขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำสำนวนคดีส่งฟ้องต่อศาลและศาลก็รับสำนวนฟ้องด้วยการประเมิน ว่าเจ้าหน้าที่และอัยการมีการสอบสวนและซักถามข้อมูลก่อนส่งมาแล้ว ส่งผลให้เกิดคดีที่ยกฟ้องชั้นไต่ส่วนมูลฟ้องเป็นจำนวนมาก
ข้อหาหรือฐานความผิดในคดีความมั่นคงที่พบมากที่สุดในจำนวนคดีที่หยิบยกมา 100 คดี เป็นข้อหาก่อการร้ายมีทั้งสิ้น 76 คดี ในคดีนี้มีการยกฟ้องถึง 57 คดี และกลุ่มคดีก่อการร้ายก็มีการถูกตัดสินลงโทษจำนวน 19 คดี ข้อหารองลงมาคืออั้งยี่ซ่องโจรจำนวน 62 คดี ยกฟ้อง 45 คดี ตัดสินลงโทษ 17 คดี และข้อหาความผิดต่อชีวิต 54 คดี มีการยกฟ้อง 42 คดี ตัดสินลงโทษในคดีความผิดต่อชีวิต 12 คดี ข้อที่น่าสังเกตในส่วนของข้อหากบฏที่มีจำนวนการฟ้องเพียง 2 คดี ซึ่งถูกตัดสินลงโทษว่ามีความผิด ที่น่าสนใจคือสถิติของการตั้งข้อหาในคดีกบฏลดลงจากเดิม เมื่อเทียบกับอดีตที่องค์กรที่เคลื่อนไหวในพื้นที่มีการแสดงตัวตนและจุด ประสงค์การออกมาเคลื่อนอย่างชัดเจนเพื่อแบ่งแยกดินแดน แต่ขบวนการที่ออกมาเคลื่อนไหวในปัจจุบันไม่เห็นตัวตน และไม่ได้ระบุจุดหมายทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน แม้ว่าในทางการสอบสวนทางลับจะมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าเพื่อเป้าประสงค์ใด และการเป็นสมาชิกของขบวนการในอดีตมีบัตรสมาชิกและทราบตัวผู้นำที่แน่นอน ซึ่งต่างจากสมาชิกที่เข้าร่วมขบวนการในปัจจุบันไม่มีบัตรสมาชิกและไม่ทราบ ถึงตัวผู้นำขององค์กรแต่อย่างใด และการเคลื่อนไหวอย่างลับๆ นับว่าเป็นกระบวนขั้นตอนที่ถูกวางไว้ของขบวนการที่มองถึงอนาคต และส่งผลให้หลักฐานการเอาผิดฐานกบฏไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
เมื่อข้อมูลออกมาเป็นเช่นนี้การให้ปากคำ หรือคำรับสารภาพของผู้ต้องสงสัย และผู้ต้องหาในขั้นตอนไม่ว่าขั้นซักถามภายใต้กฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับ หรือการสอบสวนชั้น ป.วิ.อาญา เจ้าหน้าที่สอบสวนไม่ได้ระบุถึงวิธีการได้มาซึ่งคำให้การหรือคำรับสารภาพ ระบุเพียงว่าผู้ต้องสงสัย หรือผู้ต้องหารับสารภาพเท่านั้น ส่งผลให้ศาลมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาตามข้อมูลที่อัยการส่งสำนวนคดี และคดียกฟ้องตามมาเป็นจำนวนมาก
การให้การของผู้ต้องหาหรือจำเลยในชั้นสอบสวนตามกระบวนการ ป.วิ.อาญา มีผลต่อการไต่ส่วนในชั้นศาล การให้การรับสารภาพและปฏิเสธของจำเลยพบปรากฏว่าในจำนวน 100 คดี มีการรับสารภาพจำนวน 26 คดี ปฏิเสธ 72 คดี และภาคเสธหรือสารภาพบางส่วน 2 คดี เมื่อแบ่งสถิติของการรับสารภาพมีคดีที่ถูกยกฟ้องจำนวน 14 คดี จำเลยให้การปฏิเสธคดีตัดสินยกฟ้อง 57 คดี จำเลยสารภาพบางส่วนและคดียกฟ้อง 1 คดี ส่วนคดีที่ถูกลงโทษในส่วนของการรับสารภาพ 12 คดี ปฏิเสธ 15 คดี สารภาพบางส่วน 1 คดี
สังเกตได้ว่าการให้การรับสารภาพที่ได้มาจากในชั้นการซักถามภายใต้กฎหมาย พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นกฎอัยการศึกหรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นพยานหลักฐานที่ศาลไม่รับฟัง แต่ปรากฏมากในสำนวนฟ้องของเจ้าหน้าที่มักจะเป็นเรื่องของการอาศัยคำรับ สารภาพที่ได้จากชั้นซักถาม นักกฎหมายระบุว่า ที่ศาลไม่รับฟังนั้นส่วนหนึ่งเพราะถือว่า การได้มาซึ่งคำสารภาพหรือหลักฐานเช่นนี้อยู่นอกเหนือวิธีการได้มาซึ่งพยาน หลักฐานที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้ในการพิจารณาคดี นั่นคือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และนักกฎหมายระบุด้วยว่า ยังมีเหตุผลอื่นๆอีกหลายประการที่มีส่วนทำให้พยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่นำ เสนอในชั้นศาลขาดน้ำหนัก ส่งผลให้ตัวเลขการยกฟ้องอันเนื่องมาจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอมีสัดส่วนสูง หากเทียบแล้วถือได้ว่าอัตราส่วนของคดีที่ยกฟ้องด้วยเหตุผลเพราะพยานหลักฐาน ไม่เพียงพอเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
ผลการศึกษายังพบด้วยว่า ในการปฏิบัติต่อบุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยและเป็นผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ ด้านความมั่นคง แม้ในหลายกรณีเจ้าหน้าที่จะให้ความเคารพในเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา แต่กลับพบว่ามีการข่มขู่ทำร้ายทั้งทางร่างกายและวาจา ด้วยการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพและขู่เข็ญตั้งแต่ในขั้นตอนการจับกุม การกักหรือคุมตัวไปจนถึงการซักถามหรือสอบสวนไม่ว่าตามกฎหมายพิเศษหรือภายใต้ กฎหมายธรรมดาก็ตาม
ประเด็นควรจะขับเคลื่อนกันต่อไปคือ ภายใต้กฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับ ปัญหาที่ทำให้เกิดพฤติกรรมอันมิชอบด้วยกฎหมายที่มาจากผู้มีอำนาจละเมิดสิทธิ ของความเป็นมนุษย์ มาจากตัวคนหรือตัวบทกฎหมายที่มีความผิดพลาด ที่ผ่านมาการถกเถียงกันในประเด็นนี้ ความผิดได้ถูกโยนไปยังตัวคนที่บังคับใช้กฎหมาย แต่ไม่ได้ลงลึกไปดูที่ตัวกฎหมายที่บังคับใช้ ว่าควรแก้ไข ยกเลิก หรือปฏิรูปหรือไม่
กวีประชาไท: ของขวัญยามฉันเติบโต
ที่มา ประชาไท
ฉันโตแล้ว
ฉันจึงไม่ใฝ่ฝันถึงของขวัญวันคริสต์มาส
จากซานตาครอสเคราขาว
ผู้ขี่มาในเลื่อนพร้อมกวางเรนเดียร์
ฉันโตแล้ว
ฉันจึงไม่คิดว่าจะได้พบ
ซานตาครอสเคราขาวผู้ลงมาตาม
ปล่องไฟโบราณ
เพื่อบอกฉันว่าฉันเป็นเด็กดีเพียงใด
ฉันโตแล้ว
ฉันจึงหวังจะได้ของขวัญ
จากกรรมการสิทธิมนุษยชนในประเทศของฉันมากกว่า
กรรมการสิทธิผมสีขาวผู้มาพร้อมกับ
รถเบนซ์และน้ำมันฟรีเต็มถัง
ฉันโตแล้ว
ฉันจึงหวังจะได้ของขวัญจากกรรมการสิทธิ
ผู้ลงมาจากบันไดหอคอยงาช้าง
เพื่อบอกฉันว่า
พวกเขาได้แลเห็นและรับรู้
ถึงเหล่าผู้ถูกกระทำในประเทศ
มากเพียงใด
และเมื่อฉันคิดเช่นนั้น
ฉันจึงพบว่าฉันเป็นเด็กทารกมากเพียงใด
เด็กทารกที่ไม่กล้าจะเติบโต
เพื่อยอมรับความจริง
ในประเทศนี้
.........................................
หมายเหตุผู้เขียน: บทกวีวันคริสต์มาส ในวันที่ไม่มีอยู่ทั้งซานตาครอสและกรรมการสิทธิมนุษยชนในประเทศนี้
(แรงบันดาลใจจากบทความของ มุกหอม วงษ์เทศ)



