ที่มา thaifreenews
โดย bozo
speedhorse
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=896
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, December 28, 2011
ที่นี่ความจริง 27-12-2011
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย (งด) ขอขอบคุณและสวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ครับ
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ท้องฟ้าพราว เช้านี้ ที่สดใส
เอาไออุ่น อิงแอบ มาแนบใจ
ทอสายใย สูพี่น้อง ผองประชา....
กำลังใจ แสนงาม คอยถามถึง
ยังตราตรึง ด้วยใจ ที่ใฝ่หา
ส่งความรัก ต่อเติมสุข ทุกเวลา
หอบข้ามฟ้า ส่งมอบ ตอบไมตรี....
เขียนบรรยาย ใต้การ์ตูน จนคุ้นหน้า
ขอบคุณมา เป็นกลอน อักษรศรี
ขอให้สุข สดใส ในทุกปี
ผ่านปีนี้ สู่ปีใหม่ ให้ชื่นบาน....
ให้มีใจ ต่อสู้ เฉกผู้กล้า
ให้นำพา ความรัก สมัครสมาน
ให้มีสุข ปรีด์เปรม เกษมสำราญ
ให้ทุกบ้าน ปลอดภัย ไร้กังวล....
เข้าสูโหมด รื่นเริง เถลิงศก
เลิกวิตก ชัง-เกลียด เครียด-หมองหม่น
ส่งรอยยิ้ม แทนความสุข ให้ทุกคน
ประชาชน ทั่วถิ่นไทย..ร้องไชโย....
การ์ตูนเซีย ให้พื้นที่สรุปข่าวตลอดปี ในหน้า ๓
ไว้พบกันวันต่อๆ ไป ขอบคุณครับ
๓ บลา / ๒๘ ธ.ค.๕๔
229ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้
ที่มา Thai E-News
ทางราชการได้ถือเอาวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี อันเป็นวันปราบดาภิเษกของพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันรำลึกถึงพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับ 6 เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว จึงได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ธันวาคม 2554
แม้ทหารที่จงรักภักดีกับพระเจ้าตากสิน จะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกประหารชีวิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย
อย่างไรก็ตามทางราชการได้ถือว่าวันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับวันที่ 6เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว ประวัติศาสตร์จึงต้องได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม
ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีก
ระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อกับการเมืองที่เป็นจริงกรณีพระเจ้าตากvsรัชกาลที่1
เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นblack propagandaที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้า ตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลง จากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช
การโหมโฆษณาชวนเชื่อนี้ทำให้คนไทยชั้นหลังๆจำนวนมากเชื่อตามไปเช่นนั้นจริงๆ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยซักเล็กน้อยว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่เคยเกิดเหตุการณ์ เช่นนี้เลย และประการสำคัญก็คือพระเจ้าตากสินนั้นมีรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์อยู่ แล้ว...ด้วยเหตุใดเล่า จึงจะไปยกราชสมบัติให้กับ"ท่านอื่น"
ความจริงนั้นปรากฎเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นว่า พระเจ้าตากสินถูกยึดอำนาจ ถูกประหารชีวิต รัชทายาทและขุนนางใกล้ชิด รวมทั้งพระกุมารเล็กๆก็ถูกสังหารเกือบเรียบ ยกเว้นพระราชโอรสที่บังเอิญเกิดกับสนมที่เป็นลูกของรัชกาลที่1 หรือมีศักดิ์เป็นหลานรัชกาลที่1ของราชวงศ์จักรีที่รอดมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่1สวรรคตเพียง7วัน รัชทายาทคนสุดท้ายเชื้อสายของพระเจ้าตากก็ถูกสังหาร เพื่อขจัดเสี้ยนหนามไม่ให้เหลือซาก
หากมองด้วยสายตาของคนในยุคนั้น การปราบดาภิเษกดังกล่าว นักวิชาการเห็นว่าเป็นธรรมเนียมโบราณราชประเพณีโดยปกติ หาใช่การทรยศหักหลังแต่ประการใด ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เรื่อยมาในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทย
วาระสุดท้ายของมหาราชชาตินักรบ?
ดังที่ทราบกันดีว่า หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่
ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา
แต่นั่นก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์กระซิบ การนั่งทางใน หรือการนิมิต ทว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอก
กรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" หน้า 575 ว่า*
" ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"
"ชำแหละแผนรัฐประหารยึดกรุงธนบุรี"
ในบทความเขียนโดยปรามินทร์ เครือทอง ได้ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหารไว้ว่า:
แผนรัฐประหารเริ่มขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2324 ระหว่างการปราบปรามจลาจลในเขมร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทราบข่าวความไม่ปกติในกรุงธนบุรี จึงให้พระยาสุริยอภัยผู้หลานมาคอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองนครราชสีมา เวลาเดียวกัน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ลอบทำสัญญากับแม่ทัพญวน ฝ่ายแม่ทัพญวนก็ให้กองทัพญวน-เขมรนั้นล้อมกองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้
แรมเดือน 4 พ.ศ. 2325 ขุนแก้ว น้องพระยาสรรค์, นายบุญนาค นายบ้านในเขตกรุงเก่า และขุนสุระ นายทองเลกทองนอก ทั้งสามได้คิดก่อกบฎขึ้น ชักชวนกันซ่องสุมประชาชนจะไปสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ฝ่ายเจ้าเมืองอยุธยา พระอินทรอภัย หนีรอดมาได้ กราบบังคบทูลต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงให้พระยาสรรค์ขึ้นไปปราบ แต่ภายหลังได้กลายเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงธนบุรี
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2325 ทัพพระยาสรรค์ได้เข้าล้อม กำแพงพระนคร รบกับกองทัพซึ่งรักษาเมืองจนถึงเช้า ครั้นรุ่งเช้า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีบัญชาให้หยุดรบ พระยาสรรค์ก็ถวายพระพรให้ทรงผนวช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงออกผนวชเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2325 วันรุ่งขึ้น พระยาสรรค์ก็ออกว่าราชการชั่วคราว
แต่มาภายหลัง พระยาสรรค์ได้ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามมาช่วยกันรบป้องกันพระนครจากกอง ทัพพระยาสุริยอภัย ทั้งสองทัพรบกันเมื่อราว 2-3 เมษายน พ.ศ. 2325 พระยาสรรค์และกรมอนุรักษ์สงครามแตกพ่ายไป
จนเมื่อถึงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ยกทัพมาถึงกรุงธนบุรี
เมื่อมาถึงก็ชำระความถึงการกบฏ และอ้างอิงไปถึงว่าต้นเหตุเกิดจากความวิปลาสของพระเจ้าตากฯ จึงให้ชำระโทษไปเสียทั้งหมดโดยนำตัวไปประหารชีวิต และปราบดาภิเษกตนขึ้นเป็น ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”
ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย
พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324
แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลา นั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว
เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือใน ทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน
ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า
ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที
อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระ เจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก ที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น
พระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม
พระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)
แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3) พวกกบฏมีนายบุนนาค หลวงสุระเป็นต้น เข้าสมทบกับพระยาสุริยอภัย (ทองอิน)
กาลครั้งนั้นพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ 11 วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ เพราะกำลังน้อยกว่า ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวง
เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว 3 วัน พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก(ซึ่งส่วนมากก็ล้วน อยู่ในสายของพระยาจักรีนั่นเอง) ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป
บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถ ของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน หาไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาทของพระองค์แทน เพราะมีรัชทายาทหลายพระองค์ ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากก็ถูกปลงพระชนม์ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ
เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า 150 นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น
ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯถูกปลงพระชนม์แล้ว ก็ฆ่าตัวตายตามเสด็จ เพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น
ยังเหลือไว้แต่กรมขุนกษัตรานุชิต(เจ้าฟ้าเหม็น)ราชโอรสที่เกิดแต่ลูกสาวของ พระยาจักรีที่ไว้ชีวิต(แต่เมื่อรัชกาลที่1สวรรคตลง ก็มีการหาเหตุขจัดเสี้ยนหนามในที่สุด โดยอ้างว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำการกบฎ โดยมีหลักฐานคือกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อกบฎ..)
ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกพวกกบฎไตเซิน) 2 ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน
พงศาวดารจากการบันทึกความทรงจำของคนร่วมสมัยระบุด้วยว่า หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าตากไปไม่นาน มีการขุดพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิง พระพุทธยอดฟ้าและกรมพระราชวังบวรฯเสด็จไปทอดพระเนตร เห็นนางในน้อยใหญ่ร้องไห้รักอาลัยพระเจ้าตากก็ทรงกริ้ว สั่งเฆี่ยนนางในเหล่านั้น
อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขียนถึงพระราชอุตสาหะและน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ใน บทความเรื่อง พระเจ้าตากสินมหาราช กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคกรุงธนบุรี ว่า คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั่นเอง ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้ นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระทัยว่า
“...บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้...”
จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องคิดทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู คิดเรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง
หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว คงยากที่คนไทยเราจะมีวันนี้ได้
ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)
ภายหลังเจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็น รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 คือ กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา) เสด็จลงมาเฝ้าฯ กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า" (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)
อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอ ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล
โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้
มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง

ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่ หม่อมเจ้าชายสุวรรณ หม่อมเจ้าชายหนูเผือก หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์ หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว
ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล
แม้จะสิ้นวงศ์ไปแล้ว และแม้เหตุการณ์ผ่านไปนานถึง 229 ปี แต่กฤษฎาภินิหารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นก็บดบังมิได้..
******เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
“แต้อ๊วง”ในมุมมองลูกหลานจีนVSพระเจ้าตากสินบวชเป็นพระที่เมืองนครตามการโฆษณาชวนเชื่อ
ร่วม "รำลึก 7 ปีสึนามิ ถึงมหาอุทกภัย..บทเรียนที่ควรจดจำ"
ที่มา Thai E-News
27 ธันวาคม 2554
โดย ไมตรี จงไกรจักร
เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ
อ้างต่อจาก ประชาไท

พลันที่เกิดมหาอุทกภัยในภาคกลาง เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิก็เคลื่อนพลเข้าสนับสนุนให้การช่วยเหลือทันที
จุด แรกที่พวกเราเข้าไปคือ ศปภ. ทำให้หวนคิดถึงช่วง 5 วันแรกของสึนามิ เมื่อ 7 ปีก่อน ของบริจาคกองเป็นภูเขา มีคนใจอาสาช่วยเหลือกันมากมาย มีระบบการเบิกจ่ายโดยขั้นตอนการขออนุมัติจากคนๆ เดียว ไม่มีบัตรไม่มีสิทธิได้รับ ไม่มีคนรับรองไม่ได้ของบริจาค ระบบราชการทั้งหมดทุ่มสรรพกำลังไปกับการบริหารจัดการของบริจาค
ภาพ เดิมๆ ที่คอยทิ่มแทงหัวใจผู้ประสบภัยอย่างผมตลอดมา 7 ปีเต็มๆ แล้ว ที่มันคอยทิ่มแทงอยู่ทุกครั้งยามเกิดภัยพิบัติ ระบบนี้เมื่อไหร่รัฐไทยถึงจะทบทวนสรุปบทเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลงเสียที จะตายกันอีกเท่าไหร่ จะเกิดอีกสักกี่หน ถึงจะยอมจำนนต่อธรรมชาติ ยอมกระจายการจัดการ ยอมรับสิทธิชุมชน ยอมรับสิทธิความเป็นมนุษย์ ว่าเขาต้องได้รับการดูแล
“เขาประกาศให้เขตผมอพยพแล้ว เขาบอกหากไม่อพยพ เขาจะตัดความช่วยเหลือทั้งหมด เราจะทำอย่างไรกันดี” ชายคนหนึ่งลุกขึ้นถามในที่ประชุมของชุมชนเคหะบางบัว
“ป้าไม่ไปหรอก เพราะหลานพาป้าไปแล้วที่ศูนย์พักพิง เขาดูแลเราดี ป้าไม่ใช่ผู้ดี บางครั้งป้านึกว่าป้าเป็นผู้ป่วยด้วยซ้ำ เพราะเช้าตื่นมารอข้าวเช้า กลางวันนั่ง นอน รอข้าวเที่ยง บ่ายนอนพักกลางวันรอข้าวเย็น ป้าก็ว่าป้าไม่ได้ป่วยอยู่ได้ 7 วัน กลับบ้านดีกว่า มีมือมีขาทำอะไรได้อีกเยอะ” ป้าแย่งเล่าให้ฟัง แล้วคำถามก็พรั่งพรูออกมามากมาย
“เราไม่ไป เราจะอยู่อย่างไรดี เราจะเตรียมอย่างไร ทำไงดีครับ บทเรียนสึนามิจะแนะนำอะไรเราได้บ้าง” คำถามสุดท้ายที่ออกจากปากแกนนำชุมชน ทำให้ทีมเราชาไปทั้งตัวเหมือนกันว่า ประสบการณ์เราจะช่วยเขาได้แค่ไหน
“สิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างแรกใน สถานการณ์ที่มาถึงขั้นนี้แล้วนะครับ” (น้ำสูง 10 เซนติเมตร) ผมเริ่มกระบวนการเรียนรู้เลย เมื่อพวกเขาสนใจ และยืนยันที่จะอยู่ให้ได้ภายในชุมชน
1.) เราควรรวมกลุ่มกันเพื่อทำข้อมูลชุมชนเรา หากมีแล้วนะครับก็สำรวจเพิ่มเติม เช่น ตรงไหนพอจะเป็นที่พักรวมได้บ้าง อาจมีหลายจุดก็ได้ตามความเหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในชุมชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เด็ก ผู้หญิงเปราะบาง
2.) สำรวจเสบียงว่าหากเราจะอยู่ 1 เดือนโดยตัดขาดจากโลกภายนอก เราต้องเตรียมอะไรบ้าง เท่าไหร่ และเรามีอะไรอยู่บ้างแล้ว
3.) แบ่งบทบาทหน้าที่กันในชุมชน ทีมประสานภายนอก ประสานภายใน ความปลอดภัย เวรยาม แม่ครัว ทีมอสม. (พยาบาล) ยารักษาโรค เครื่องครัว ฝ่ายสุขอนามัย
4.) เราต้องมีทีมวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารและเฝ้าระวังด้วย ต้องหาอุปกรณ์ เครื่องมืออะไรไว้บ้าง เพื่ออำนวยความสะดวก เช่น เรื่องน้ำ เรื่องไฟฟ้า เรื่องส้วม เรื่องเรือ อื่นๆ นี่คือเรื่องเบื้องต้นในการเตรียมรับมือในภาวะฉุกเฉินในขณะนี้ เราต้องลงมือเตรียมทันที รอใครไม่ได้
จากสึนามิถึงมหาอุทกภัย บทเรียนทั้งหมดที่มีพวกเราไปช่วยเหลือเฉพาะหน้า ด้านกู้ชีพ กู้ภัย ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนช่วยให้เขาดูแลตัวเองได้ด้วย อนาคตเมื่อเข้าช่วงฟื้นฟู พวกเรามีความจำเป็นที่จะต้องไปหนุนเสริม เรื่องชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อเขาจะได้ช่วยคนอื่นต่อไป
ครบ รอบรำลึก 7 ปีสึนามิ บทเรียนที่ควรจำกลับไม่มีใครอยากจดจำมัน ไม่มีใครอยากเอาเป็นบทเรียนในการดำรงอยู่ในประเทศนี้ ที่มีภาวะเสี่ยงภัยพิบัติ
เมื่อคราวครบรอบ 6 ปีสึนามิ รัฐบาลมีนโยบายว่าจะจัดงานรำลึกเป็นปีสุดท้าย อ้างว่าไม่อยากให้ผู้ประสบภัยระลึกถึงความสูญเสียอีก ยังมีแนวนโยบายต่อว่า การซ้อมอพยพก็ไม่ควรต้องซ้อมทุกปี เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะเกิด ตลอดปี 2554 ที่ผ่านมา ไม่มีการซ้อมอพยพหลบภัยเกิดขึ้นใน 6 จังหวัดอันดามันเลย
“นักมวยไม่ซ้อมก็ถูกน็อค”
สึ นามิแผ่นดินไหวจนเกิดความสูญเสีย มีเวลาเตรียมตัวรับมือไม่เกิน 1 ชั่วโมง น้ำท่วมมีเวลากว่า 2 เดือนในการเตรียมตัว มีคนตายมากกว่า 600 คน แล้วเราจะกำหนดอนาคตตนเองให้อยู่ในความเสี่ยงของสังคมไทยภายใต้ระบบรัฐไทย อย่างไรดี
7 ปี บทเรียนสึนามิจากภัยพิบัติในประเทศไทย เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิได้ขยายตัวออกไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยอื่นๆ ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเองของเครือข่ายประชาชน จนเกิดพื้นที่รูปธรรมในหลากหลายรูปแบบ
พื้นที่ชุมชนเมืองจังหวัด อุบลราชธานี มีแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และมีอาสาสมัครที่ช่วยเหลือกันกว่า 200 คน ทั้งที่ช่วยกันเอง และช่วยเหลือเพื่อนๆ
เครือข่ายชุมชนกระเบื้องใหญ่ เกิดแผนเตรียมความพร้อม และแผนบริหารจัดการน้ำ แผนฟื้นฟูชุมชนครบวงจร เมื่อภัยเกิดที่ไหนที่นี่จะส่งทรัพยากรไปช่วยเหลือเพื่อนๆ พร้อมส่งกำลังคนไปหนุนช่วยด้วย
เครือข่ายปทุม หลังจากภัยพิบัติที่ผ่านมาบทเรียนได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นเครือข่ายเตรียม พร้อมรับมือภัยพิบัติ ที่มีระบบการจัดการภายใน และช่วยเหลือกันเอง ช่วยเหลือชุมชนเครือข่ายใกล้เคียง ขณะนี้ยกระดับไปสู่แผนฟื้นฟูชุมชน ด้านพันธุ์พืชต่อไป
พื้นที่เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน มีแผนป้องกันภัยพิบัติ ตั้งแต่แผนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แผนรับมือน้ำท่วม แผนพาน้ำลงทะเล แผนช่วยเหลือกูชีพ น้ำท่วมครั้งนี้เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยขนสรรพกำลังและเครื่องมือทั้งหมด มาประจำการในกรุงเทพฯ กว่า 2 เดือน
ที่ภาคใต้ ก็มีเครือข่ายเขาพนม จังหวัดกระบี่ เครือข่ายชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา มีพื้นที่รูปธรรมที่ตำบลท่าหิน ที่ตำบลขอนคลาน จังหวัดสตูล และที่อื่นๆ อีกมากมาย
วันนี้ เครือข่ายประชาชนเดินหน้าไปแล้วในหลากหลายมิติ
7 ปีสึนามิถึงมหาอุทกภัย รัฐควรส่งเสริมให้ชุมชนจัดทำแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระดับชุมชน หมู่บ้าน และแผนระดับตำบล โดยต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนให้เป็นรูปธรรม ทั้งด้านการอบรมอาสาสมัครให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สนับสนุนเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ ระบบสื่อสารภายใน ตามแผนชุมชน ภัยพิบัติจัดการรวมศูนย์ล้มเหลว การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการเอง รัฐส่วนกลางมีหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรทุกด้าน
ใน วาระครบรอบ 7 ปีสึนามิ ซึ่งมีญาติสนิทมิตรสหายเสียชีวิตไปเกือบ 50,000 คน หนึ่งในนั้นคือคุณพ่อของผม เพราะฉะนั้นสึนามิคือบทเรียนที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนในชาติ ควรค่าแก่การรำลึกถึง การจัดงานรำลึกขึ้นของคนในหมู่บ้านเล็กๆ บ้านน้ำเค็มที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทเรียนการต่อสู้ของเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ เกิดขึ้นเมื่อสูญเสีย
“จงเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติก่อนที่จะสาย อย่าคอยให้สูญเสียแล้วค่อยเตรียม”
(บทความในวาระการจัดงานรำลึกครบรอบ 7 ปีสึนามิ ณ บ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา วันที่ 26 ธันวาคม 2554)ครม.เห็นชอบข้อเสนอ กยอ.กู้เงิน 350,000 ล้านบาท ลงทุนเรื่องน้ำระยะยาว
ที่มา Thai E-News
ในขณะที่ชาวบ้าน 8 จังหวัดทำหนังสือถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนไชยบุรีกั้นโขงเพื่อผลิตไฟฟ้าขายไทย
รัฐบาล ไทยก็เดินหน้าโดยไม่ปรึกษาประชาชนเรื่องการจัดการน้ำ พร้อมวางแผนกู้เงิน (ไม่รู้ว่าเพื่อสร้างเขื่อนด้วยหรือไม่) 350,000 ล้านบาท ในนาม "ลงทุนเรื่องน้ำระยะยาว"
ที่มา เดลินิวส์
27 ธันวาคม 2554
เมื่อ วันที่ 27 ธ.ค. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้พิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคต ประเทศ (กยอ.) เพื่อให้เตรียมการด้านการเงินไว้รองรับการหาแหล่งเงินมาใช้บริหารจัดการ เรื่องน้ำ โดยให้พิจารณา 6 ประเด็น โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปยกร่างระเบียบต่าง ๆ ส่วนเรื่องใดที่กระทรวงการคลังได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ก็จะหารือร่วมกันกับนายกิตติรัตน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับทั้ง 6 ประเด็นที่เสนอมาคือ หนี้ของกองทุนเพื่อการพัฒนาและระบบสถาบันการเงินกว่าแสนล้านบาทนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะโอนหนี้ไปให้ธปท.บริหารจัดการ พร้อมทั้งชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งครม.ยังไม่ได้อนุมัติ แต่ให้ไปหารือให้ชัดเจนอีกครั้ง นอกจากนั้นให้ตั้งกองทุนเพื่อสร้างอนาคต โดยจะกู้เงิน 350,000 ล้านบาทในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเป็นพ.ร.บ.หรือพ.ร.ก. กู้เงิน แต่มั่นใจว่าจะระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรในประเทศได้แน่นอน
นอกจาก นี้ แก้กฎหมายเพื่อเปิดทางให้ธปท.ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน)ได้ วงเงิน 300,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นปล่อยกู้ให้เฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประชาชนรายย่อยเป็นหลัก คาดว่าจะเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า
นอกจากนั้น ให้ศึกษาแนวทางขยายการดำเนินงานของกองทุนวายุภักษ์ที่จะครบ กำหนดปีหน้า เพื่อเพิ่มความสามารถให้รัฐวิสาหกิจในการระดมทุนให้ได้มากขึ้น ตั้งกองทุนประกันภัยสำหรับภัยน้ำท่วม วงเงิน 50,000 ล้านบาท ให้คปภ.ไปดำเนินการต่อ สุดท้ายให้มีแนวทางบริหารจัดการระบบน้ำอย่างเป็นเอกภาพ
0 0 0 0 0
เครือข่าย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ยื่นหนังสือนายกฯ ห่วงผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี
ที่มา Thai E-News
พักเรื่องการเมือง มาดูความเคลื่อนไหวของชาวบ้านริมโขงกับความพยายามพิทักษ์ลำน้ำโขงกันบ้างนะพี่น้อง!
ที่มา ประชาไท
27 ธันวาคม 2554
25 ธ.ค.54 ที่จังหวัดศรีสะเกษ เครือข่ายสภาชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.) ได้เข้ายื่นหนังสือกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นประเด็นสืบเนื่องจากการรณรงค์ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประชุมของคณะรัฐมนตรีอาเซียน ที่เสียมเรียบ ประเทศเขมร และมีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไป และให้ประเทศญี่ปุ่นทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งยังไม่ชัดเจนในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในลุ่มน้ำโขง
เนื้อหา ในหนังสือเรียกร้องให้ประชาชนในลุ่มน้ำโขงมีส่วนร่วมในการในการกำหนดกรอบใน การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี
ที่ คสข.พิเศษ/๒๕๕๔ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.)
๒๗๔ หมู่ ๒ ตำบลบุ่งคล้า
อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ
วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔
เรื่อง ขอให้ยุติการสร้างเขื่อนไซยะบุรี
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
ใน นามของเครือข่ายประชาชน ๘ จังหวัดลุ่มน้ำโขง อันประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ได้ทำงานติดตามกรณีเขื่อนไซยะบุรี บนแม่น้ำโขง ในพื้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาว แม้ว่าเขื่อนจะตั้งอยู่ในสปป.ลาว แต่โครงการเขื่อนไซยะบุรีก็เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากมี บริษัท ช การช่าง (มหาชน) จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทย ๔ แห่งในการพัฒนาโครงการ ขณะที่ผู้รับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนดังกล่าว คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะแสดงเจตจำนงต่อพันธกรณีตามกฎหมายตามความตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.๒๕๓๘ ในการแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อระบบ นิเวศของแม่น้ำ และวิถีชีวิตของประชาชนกว่า ๖๐ ล้านคนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้พึ่งพาอาศัยแม่น้ำโขงทั้งโดยตรง และโดยอ้อม
จากข้อค้นพบของ การศึกษาต่างๆ จากนักวิชาการ ยังแสดงให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกโครงการนี้ โดยเฉพาะรายงานการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ของ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง พบว่าเขื่อนไซยะบุรีจะส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตการอพยพของพันธุ์ปลา และอาจเป็นเหตุให้มีการสูญพันธุ์ของพันธุ์สัตว์น้ำกว่า ๔๑ ชนิดในแม่น้ำโขง รวมทั้งปลาบึกด้วย ดังนั้น จึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลได้ตระหนัก และดำเนินการในประเด็น ดังต่อไปนี้
๑. ควรให้ประชาชนในพื้นที่เครือข่ายลุ่มน้ำโขง ๘ จังหวัด ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเขื่อนไซยะ บุรี และมีส่วนร่วมในการศึกษาผลกระทบดังกล่าวนี้ทุกขั้นตอนในกระบวนการศึกษา
๒. ควรมีการจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเขื่อนไซยะบุรีใหม่ ให้สอดคล้องกับความคาดหวังในระดับสากลที่มีต่อเขื่อนขนาดใหญ่ที่สร้างในแม่ น้ำที่ไหลข้ามพรมแดน ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิด ขึ้นเนื่องจากโครงการนี้
๓. เนื่องจากการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีข้อบกพร่อง และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะทราบก่อนกระบวนการรับฟังความเห็นและมี ส่วนร่วมของประชาชน จึงถือได้ว่ากระบวนการเหล่านี้มีข้อบกพร่องอย่างฉกรรจ์ เมื่อจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจนเสร็จแล้ว ก็ควรนำผลการวิเคราะห์นั้นมาเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อจัดให้มีการรับฟังความ เห็นและมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนในสปป.ลาวและประเทศ อื่นๆ อีกสามแห่งในแม่น้ำโขงตอนล่าง
๔. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอมีแนวโน้มทำให้เกิดผล กระทบร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรร่วมของประเทศต่าง ๆ และยังขัดกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สปป.ลาว ตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity)
๕. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอมีแนวโน้มทำให้เกิด อันตรายร้ายแรงต่อรัฐเพื่อนบ้าน ซึ่งขัดกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สปป.ลาว ในการป้องกันอันตรายข้ามพรมแดน
๖. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอขัดกับหลักการป้องกัน ไว้ก่อน เนื่องจากการตัดสินใจดังกล่าวไม่คำนึงความไม่แน่นอนและข้อกังวลเกี่ยวกับผล กระทบของเขื่อน และไม่แสดงให้เห็นว่าจะสามารถนำมาตรการลดผลกระทบเหล่านี้ไปปฏิบัติได้จริง
๗. ประเทศกัมพูชา ไทย และเวียดนามมีสิทธิและหน้าที่ในการป้องกันผลกระทบร้ายแรงจากเขื่อนไซยะบุรี ที่มีต่อแม่น้ำโขง รัฐบาลประเทศเหล่านี้มีสิทธิได้รับการเยียวยาด้านการเงินเนื่องจากผลกระทบ ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของตน
๘. ให้รัฐบาลไทยยกเลิกแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ดัง นั้น เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.) หวังว่ารัฐบาลไทย จะไม่คำนึงถึงผลประโยชน์เชิงธุรกิจของคนส่วนน้อย แต่ทำลายวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงหลายล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ควรเคารพภูมินิเวศวัฒนธรรมชุมชน โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน เพื่อให้สังคมสุวรรณภูมิอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
(................................) (...................................)
(................................) (.....................................)
ตัวแทนจังหวัดบึงกาฬ ........ ตัวแทนจังหวัดนครพนม
(................................) (....................................)
ตัวแทนจังหวัดมุกดาหาร ...... ตัวแทนจังหวัดอำนาจเจริญ
(....................................) (.......................................)
ตัวแทนจังหวัดอุบลราชธานี .........ตัวแทนจังหวัดเชียงราย
0 0 0 0 0
บนแผงหน้า 1 วันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554
ที่มา Voice TV
สรุป ข่าวเด่นหนังสือพิมพ์ หน้า 1 ประจำวันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554
1.หนังสือพิมพ์มติชน
ข่าวเด่น มติชน //ปชป.นำ 'ครรชิต' มอบตัว ปัดฆ่า 'ตุ่น' ตร.ยันกระสุน-วงจรปิดมัด
คุ้มกันเข้มพยานนาทียิง เผยสะสมปืน 4 กระบอก เอกสิทธิ ส.ส.อุ้มถึง เม.ย.
2.หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ข่าวเด่น ไทยรัฐ// ส.ส ครรชิตพบ ตร.-ปฎิเสธ ไม่ได้ลั่นไก ยิงนายกอบจ.คู่กัด
ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองกลับบ้านไม่ถูกคุมตัวทีม กม.ปชป.ประกบรอง ผบ.ตร.ยันมั่นใจ พยานหลักฐานแน่น
3.หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข่าวเด่น เดลินิวส์ // ส.ส. 'ครรชิต'มอบตัว ปัดยิงโหด 'สั่งตาย' นายก'อุดร'!
นั่งรถกันกระสุนพบ ตร.ไม่หวั่นมี 'หลักฐาน' มัด
4.หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ข่าวเด่น ข่าวสด // สส.ปชป.มอบตัว ปฎิเสธฆ่า ขอใช้เอกสิทธิ์คุ้ม
'ครรชิต' โผล่พบตร.คดี 'นายกตุ่น' ให้ 'นิพฏฐ์' เป็น หน.ทีมทนายต่อสู้ รอง ผบ.ตร.สั่งคุ้มครองพยานเข้ม
5.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
ข่าวเด่น โลกวันนี้ // ลงชื่อแก้ ม.112 ไม่ผิด
ผู้ที่จะร่วมเสนอกฎหมายเข้าสภาอย่ากังวล
6.หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ข่าวเด่น กรุงเทพธุรกิจ // ครม.ตีกลับโอนหนี้กองทุน
สั่งหารือแบงก์ชาติ-สศช. หวั่นกระทบความเชื่อมั่น
7.หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ข่าวเด่น โพสต์ทูเดย์ // ค้านกินตับธปท.
รวม.คลังไม่เห็นด้วยแผนโยกหนี้ 1.1 ล้านล้านให้แบงก์ชาติรับภาระ
8.หนังสือพิมพ์สยามกีฬา
ข่าวเด่น สยามกีฬา // จับตาทีมหนีตาย มีกลิ่นของล็อกสกอร์
'วิชิต' เตรียมดูเทปล้มจริงฟันหนัก จ่อลงดาบ 'มิตติ' หมิ่นผู้ตัดสิน
วันสิ้นโลก...เร็วกว่าที่คิด ?
ที่มา Voice TV
รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 27 ธ.ค. 54
สภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่เพิ่งผ่านพ้นมหาวิกฤตอุทกภัย ส่งผลให้มีการวิเคราะห์ คาดการณ์ รวมทั้งทำนายถึงอายุขัยของโลก ว่าจะเกิดแผ่นดินไหว สึนามิ พายุ น้ำท่วมอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการคาดเดา หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
วันนี้ (27ธันวาคม 2554) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยในประเด็นนี้กับดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้บริหารสูงสุดโรงเรียนสัตยาไส จ.ลพบุรี และท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ติดตามชมได้ตั้งแต่เวลา 18.30 น.เป็นต้นไป
Tuesday, December 27, 2011
ถึงเพื่อนนักโทษการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทุกท่าน: "ประเทศที่ยังมีนักโทษการเมือง" ก็ยังได้ชื่อว่า "เป็นประเทศเผด็จการ"
ที่มา Thai E-News
โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
27 ธันวาคม 2554
ย่ำรุ่ง 27 ธันวาคม 2554
การ เขียนจดหมายถึงนักโทษการเมืองเป็นอะไรที่ทำได้ยากมากจริง เราเริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม แต่ก็มาในช่วงเวลาดึกสงัดในเวลาไกล้รุ่งของวันที่ 27 ธันวาคม 2554 จึงสามารถเขียนจบจนได้
ทั้ง นี้ เพราะเราไม่สามารถจะเขียนปลอบใจทุกท่านได้อย่างไรว่า "ให้อดทน หนักแน่น เราให้กำลังใจท่านนะ" ในเม่ือเราไม่ได้อยู่ร่วมชะตากรรมแห่งความโหดร้ายเบื้องหลังกรงขังกับพวก ท่าน . . .
ในเมื่อ (พวก) เรา ยังอาจจะสามารถดื่มกินและสนุกสนานได้บ้างในช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ . . .
โดย เฉพาะอย่างยิ่งในเมือเราตระหนักว่า ท่านทั้งหลาย ร่วมทั้งสหายที่เรารู้จักและทำงานด้วยมาร่วมยี่สิบปี เช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับโยนเข้าคุกโดยไม่ได้ทำอะไรผิด
ในเมื่อเราท่านต่างทราบดีว่า . .
ท่าน ....... ไม่ได้ฆ่าคน
ท่าน ....... ไม่ได้ปล้นจี้ใคร
ท่าน ....... ไม่ได้ขับรถชนคนตายโดยประมาท
ท่าน ....... ไม่ได้ฉ้อโกงเงินใครเป็นแสนเป็นล้าน และ
ท่าน ....... ไม่ได้ทำอะไรอีกมากมาย ที่ถูกกว่าหาได้ว่าเป็นอาชญากร
แต่ท่าน .. ถูกตัดสินโทษราวกับอาชญากรร้ายแรง ให้ต้องถูกจองจำเป็นเวลาตั้งแต่ 3 ปี จนถึงร่วม 40 ปี
เพียงเพราะ . . ท่านได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นประมุขของชาติ เพราะต้องการเห็นผู้นำในประเทศไทยรับฟังเสียงของประชาชนในประเทศบ้าง
หรือเพียงเพราะว่า . . ท่านถูกฟ้องร้องกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากใครก็ไม่รู้ แล้วก็ถูกจับโยนเข้าคุก ไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมกับข่าวการถูกกลั้นแกล้งต่างๆ นาๆ ในคุกของท่านก็ดังออกมาจนพวกเราต่างได้ยินจนแสบแก้วหู
ท่าน “ถูกริดรอนสิทธิแห่งการเป็นผู้ต้องหา” ใน (เกือบจะเรียกได้ว่า) ทุกๆ ด้าน
แม้ แต่ สำนวนคำตัดสินของศาลก็ยังถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ตรงกันระหว่างฉบับที่อ่านจริงในวันตัดสินคดีท่านบางคน กับฉบับที่เผยแพร่ต่อสาธารณะชน
และท่าน รวมทั้งนักโทษอีกมากมายในประเทศไทย “ถูกตัดสินว่าผิดไว้ก่อนแล้ว แม้ว่าในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการตัดสินโทษจากศาล”สิทธิ ผู้ต้องหาของท่านถูกละเมิด - ครั้งแล้วครั้งเล่า - และมันก็ละเมิดกระบวนการยุติธรรมในอารยะประเทศ โดยเฉพาะหลักการพื้นฐานที่ทุกประเทศสมาชิกสหประชาชาติให้สัตยาบัน ที่ระบุไว้ว่า . .
“บุคคล ที่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิ์ที่จะได้รับการสันนิฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะจะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี” คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ข้อ 11)
นอกจากนี้ เราไม่ทราบว่า ผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีการนำเสนอตัวเลขนับรวมกันตั้งแต่ปี 2548 มาถึงปัจจุบันกว่า 1,000 คดี ต่างมีชะตากรรมเช่นไร และมีจำนวนกี่ร้อยคนที่อยู่ในคุก?
ด้วย ประการนี้ จดหมายถึงท่าน ที่เป็น "เหยื่ออธรรม" ฉบับที่สองในครั้งนี้ จึงเป็นจดหมายของ "สหายนอกคุก" ที่ไม่อาจฉลองเทศกาลปีใหม่ได้อย่างสนุกสนาน เพราะนึกถึง "เพื่อนและสหายในคุก" ทั้งหลาย ที่คงจะเศร้าใจและทุกตรม ที่ไม่มีโอกาสได้ฉลองกับครอบครัว
ด้วยประการนี้ จดหมายฉบับนี้ จึงไม่ใช่จดหมายปลอบใจท่าน หรือบอกว่าให้ท่านเข็มแข็งและอดทน เพราะท่านได้ทำเช่นนั้น มามากเกินพอแล้ว
แต่ เป็นจดหมายที่จะบอกกันท่านว่า แม้ว่าท่านจะทุกข์ทรมานในคุก แต่ท่านก็ยังยืนหยัดพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยความกล้าหาญ เราที่อยู่นอกคุก ขอคารวะในความกล้าหาญของทุกท่าน และก็็ปาวารณาตัวว่า
จะร่วมสมานฉันท์กับทุกท่าน จะร่วมทุกข์กับท่าน โดยไม่ฉลองเฉลิม" และ
จะ เดินหน้ารณรงค์เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวท่าน และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 เพื่อที่คนทั้งสังคมไทยจะได้ลิ้มรสคำว่า "เสรีภาพ" อย่างแท้จริง
ถ้าท่านคิดว่าเรานอกคุกต่างพากันลืมท่านในคุก ขอจงให้รับทราบไว้ด้วยเถิดว่า . .
เราไม่เคยลืมทุกท่านเลย และกระหายใครรู้เหลือเกินว่าทุกท่านอยู่กันเช่นไร "เบื้องหลังลูกกรง" เหล่านั้น
เรา "สหายนอกคุก" จะร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสระภาพของทุกท่าน และต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง " อิสรภาพ ภราดรภาพ เสรีภาพ" และประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย
จรรยา ยิ้มประเสริฐ
เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์
ขอมอบ บทกวีจากห้องขังเมื่อกว่า 40 ปี ที่ผ่านมาของ จิตร ภูมิศักดิ์ ให้กับพวกเราและนักโทษการเมืองทุกท่าน เพื่อเตือนความจำว่า แม้ว่าจะผ่านไปกว่าสี่สิบปี แต่พวกเราเราก็ยังคงร่วมสมัยกับบทกวีของจิตร ภุมิศักดิ์ ในการต่อสู้เพื่อความเป็น "ไท"
โดย จิตร ภูมิศักดิ์
(อาจารย์ เกษียร เตชะพีระ เขียนเล่าว่า "จิตรแอบส่งบทกวีนี้ จากคุกมาลงหนังสือพิมพ์ หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เสียชีวิตไม่นาน ภายใต้นามปากกา "กวีการเมือง")
"ฟ้าลวกด้วยเปลวเลือด ......... ระอุเดือดทั้งแผ่นดิน
วอดวายทุกชีวิต ................. แต่คนยังจะหยัดยืน
ถึงยุคทมิฬมาร ................. จะครองเมืองด้วยควันปืน
ขื่อแปจะพังครืน .................. และกลิ่นเลือดจะคลุ้งคาว
แต่คนย่อมเป็นคน ................ ในสายธารอันเหยียดยาว
คงคู่กับเดือนดาว ................. ผงาดเด่นในดินแดน
ถึงปืนก็เถอะปืน ................. เจ้ายิงคนอย่างหมิ่นแคลน
ใจสู้นี้เหลือแสน ................. กว่าปืนสูจะตัดสิน
คาวเลือดที่ไหลอาบ ............... ซึมกำซาบในเนื้อดิน
ปลุกใจอยู่อาจิณ .................. . ให้กวาดล้างพวกกาลี
ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ....................... ก็ฟ้าใหม่ย่อมคงมี
แสงทองเหนือธรณี ................. จะท้าทายอย่างทรนง
เมื่อนั้นแหละคนนี้ .................. จะยืดตัวได้หยัดตรง
ประกาศด้วยอาจอง ................ กูใช่ทาสหากคือไท หากคือไท...ฮา!!
. . . . .
"แต่คนย่อมเป็นคน ................. ถึงยากจนก็รวยใจ
รวยแรงที่แกร่งไกร ................. จะต่อสู้ศัตรูคน
กูไทยต้องเป็นไท ................. จะเป็นทาสบ่ยอมทน
ชื่อไทยที่เรียกตน ................. จะเย้ยตัวจนยามตาย
ถึงแพ้สักสิบแพ้ ................... บ่ท้อแท้จะท้าทาย
สู้ใหม่อย่างไว้ลาย .............. ให้โลกลือกูคือไท"
หมายเหตุ
ขอ ขอบพระคุณอาจารย์เกษียร เตชะพีระ มา ณ ที่นี่เป็นอย่างสูง ในความกรุณา แนะนำบทกวีชิ้นนี้ของ “จิตร ภูมิศักดิ์” ให้กับพวกเราและนักโทษการเมือง เมื่ออาจารย์ทราบว่า เรากำลังเขียนจดหมายถึงนักโทษการเมือง
นิติราษฏร์เปิด "ข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒"
ที่มา Thai E-News
26 December 2011
ที่มา นิติราษฎร์
ตาม ที่ คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้จัดทำข้อเสนอเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔ นั้น
คณะนิติราษฎร์ ได้รับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อข้อเสนอดังกล่าวอย่างรอบด้านแล้ว และได้พิจารณาไตร่ตรองโดยคำนึงถึงหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ
จึงปรับปรุงข้อ เสนอบางประการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการรณรงค์รวบรวมรายชื่อบุคคลเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ต่อไป
หมายเหตุ ข้อเสนอนี้นอกจากจะเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ แล้ว
คณะ นิติราษฎร์ยังมุ่งหวังให้เป็นมาตรฐานในการปฏิรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความผิดฐาน หมิ่นประมาทและดูหมิ่นกรณีอื่น ๆในประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่
- ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายประมุข หรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ (มาตรา ๑๓๓ และมาตรา ๑๓๔)
- ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา ๑๓๖)
- ความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา (มาตรา ๑๙๘)
- และความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา (มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘)
ข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คลิ๊ก
ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คลิ๊ก















