WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 31, 2011

ส่งท้ายปี Quotes of the Year (2): “ดีแต่พูด” และ “เอาอยู่”

ที่มา ประชาไท

ส่งท้ายปี ทีมประชาไท รวบรวมคมคำเด็ดๆประจำปีที่กลายเป็นวลีและประโยคฮิตทั้งในสังคมออฟไลน์และออ นไลน์ ย้อนความทรงจำที่มาที่ไป และแรงกระเพื่อมจากถ้อยคำ ซึ่งหลายคำกลายเป็นผลสะเทือนต่อคนพูดเอง ขณะที่อีกหลายถ้อยคำ ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ล้วนถูกพูดขึ้นมาในจังหวะร้อนและสะท้อนความสนใจของสังคมไทยในสถานการณ์ที่ ช่วยก่อกำเนิดถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา

0 0 0

สำหรับ Quotes of The year ประจำปีนี้ ประชาไทขอยกให้กับวลี/ประโยคเหล่านี้

  • เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า
  • ดีแต่พูด
  • ขอแชร์นะ
  • เอาอยู่ค่ะ
  • ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต
  • คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ
  • เราคืออากง
  • Forgive and Forget และ ไม่แก้แค้นแต่แก้ไข
  • นี่เราพูดอะไรโง่ๆ มากเกินไปหรือเปล่า

"ดีแต่พูด" จากแผ่นกระดาษสู่ป้ายประท้วง

ดีแต่พูด
ที่มา http://thaienews.blogspot.com/2011/03/blog-post_5542.html

วลีนี้ถูกใช้โดยจิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ เพื่อส่งสารถึงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เมื่อครั้งยังเป็นนายกฯ) ซึ่งถูกเชิญไปพูดบนเวทีงานวันสตรีสากล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 มี.ค. โดยจิตราเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เธอมองว่าอภิสิทธิ์ไม่สามารถทำตามนโยบายด้านต่างๆ ที่เคยให้ไว้ ที่สำคัญคือไม่สามารถให้คำตอบกรณีสลายการชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 ได้ จึงยกแผ่นกระดาษเอสี่มีข้อความ "ดีแต่พูด" ให้อภิสิทธิ์

หลังจากนั้น ชื่อของ "จิตรา" เป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง ส.ส.ประชาธิปัตย์ถึงขนาดออกมาเรียกร้องให้ขบวนการแรงงานตัดชื่อจิตราออกจาก ผู้ร่วมเคลื่อนไหวกับขบวนการแรงงาน โดยระบุว่าเธอเคลื่อนไหวทางการเมืองอิงแอบกับพรรคการเมืองหนึ่ง ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ต้องเจอป้ายประท้วง "ดีแต่พูด" อีกหลายระลอก ในบทหนึ่งของบันทึกบนเฟซบุ๊ก อภิสิทธิ์เองเขียนโต้ "วาทกรรม" นี้ด้วยเพื่อชี้แจงว่าในฐานะรัฐบาล เขาได้เคยลงมือดำเนินนโยบายอะไรบ้าง

ทุกวันนี้ วลี "ดีแต่พูด" ยังคงถูกใช้เมื่อต้องการสื่อว่าอีกฝ่าย "พูดเก่ง" กว่า "ทำ" และสติ๊กเกอร์ "ดีแต่พูด" ก็ยังมีให้เห็นได้ตามท้องถนน

สำหรับ จิตรา คชเดช เป็นอดีตคนงานบริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งผลิตชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำยี่ห้อไทรอัมพ์ ก่อนจะถูกบริษัทขออำนาจศาลแรงงานเลิกจ้าง ด้วยเหตุผลว่าใส่เสื้อยืดรณรงค์ "ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม" ออกรายการทีวี ทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง ต่อมา จิตราร่วมกับอดีตคนงานไทรอัมพ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่ ถูกบริษัทเลิกจ้าง ผลิตชุดชั้นในยี่ห้อ "Try Arm" เพื่อสื่อถึงการต่อสู้ของแขนของกรรมาชีพผู้มีความพยายามอย่างไม่ลดละ นอกจากนี้ เธอยังร่วมเคลื่อนไหวกับขบวนการคนเสื้อแดงด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

0 0 0

“เอาอยู่ค่ะ"

เอาอยู่
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะให้สัมภาษณ์สื่อปฏิเสธไม่ได้ร้องไห้
และไม่ท้อกับปัญหาน้ำท่วม เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2554

เป็นวลีที่นายกยิ่งลักษณ์ พูดเพื่อให้ความมั่นใจว่า สามารถรับมือกับการจัดการน้ำท่วมจนกลายเป็นวลีคุ้นหู แต่ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเอาไม่อยู่ นี่เป็นส่วนหนึ่งของการถูกวิพากษ์การทำงานของรัฐบาล และศปภ. ว่าควรบอกความจริง เพื่อประกอบการตัดสินใจเพื่อให้ประชาชนเพื่อให้รับมือได้ ไม่ใช่การให้ความหวังบนพื้นฐานที่ไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

น้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย เป็นสิ่งทีช่วยเผยให้เห็นศักยภาพและข้อจำกัดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลบภาพ “นารีขี่ม้าขาว” เป็นดาวดวงเด่นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ปัญหาการจัดการน้ำไม่เพียงสะท้อนความล้มเหลวของราชการไทยที่ขาดประสิทธิภาพ มีหน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกันในเรื่องการจัดการน้ำถึงสิบกว่าหน่วยงาน แต่ก็ขาดการประสานงานและข้อมูล น้ำท่วมครั้งนี้ก็ยังสะท้อนการทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล และไม่สามารถดึงศักยภาพของคนที่ทำงานได้ออกมาใช้ และคนที่อยู่ในตำแหน่งก็ไม่ได้พิสูจน์ตัวเองว่าทำงานได้ ทำงานเป็นแต่อย่างใด

“เอาอยู่” กลายเป็นคำที่ถูกนำไปล้อเลียน ประชดประชัน รวมไปถึงการแต่งเพลงเสียดสีหลายเวอร์ชั่น ไม่นับการวิพากษ์วิจารณ์ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ วลี “เอาอยู่” ยังได้รับการเลือกให้เป็นวลีประจำนี้จากโพลล์ของชุมนุมรัฐศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ด้วย


เพลง “เอาอยู่” หนึ่งในหลายๆเวอร์ชั่นที่เผยแพร่ผ่านยูทูปว์

หลังน้ำลด ก็เป็นโอกาสอีกครั้งสำหรับนายกหญิงคนแรกของไทยว่า เธอจะสามารถเป็นผู้นำในการฟื้นฟูประเทศได้มีประสิทธิภาพเพียงใด ขณะที่คะแนนนิยมกำลังตกต่ำลงและความขัดแย้งในการเมืองไทยรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้ยุติลง และฝ่ายตรงข้ามของพรรคเพื่อไทยก็เตรียมมาตรการไว้หลายแนวทางในการเขย่า รัฐบาลในปีหน้า ก็ต้องพิสูจน์กันอีกทีว่า ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้นำประเทศที่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชนจะ “เอาอยู่” หรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

6 กลุ่มนักศึกษาประณามเครือผู้จัดการกรณีข่าวก้านธูป

ที่มา ประชาไท

นักศึกษา 6 กลุ่มนำโดย สนนท. ออกแถลงการณ์ประณามเครือผู้จัดการกรณีเสนอข่าวละเมิดสิทธิ "ก้านธูป" พร้อมเรียกร้องให้สมาคมนักข่าว-กรรมการสิทธิออกมาทำงาน

หมายเหตุ: เมื่อวานนี้ (30 ธ.ค.) องค์กรนักศึกษา 6 กลุ่ม ได้แก่ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน กลุ่มประชาคมศิลปากรเพื่อประชาชน กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ได้เผยแพร่แถลงการณ์กรณีเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ นำเสนอข่าว “ธรรมศาสตร์ในวันที่อ้าแขนรับ “ก้านธูป”” มีรายละเอียดดังนี้

00000

จดหมายเปิดผนึกถึง ผู้จัดการออนไลน์, สมาคมนักข่าวฯ, กรรมการสิทธิ์, และอมธ.

จากกรณีที่เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์หรือ ASTV ได้นำเสนอข่าวในวันที่ 26ธันวาคม 2554 เวลา 16:46 น. โดยใช้หัวเรื่องว่า “ธรรมศาสตร์ในวันที่อ้าแขนรับ “ก้านธูป”” ซึ่งเนื้อหามีการเขียนถ้อยคำโจมตีตัวบุคคลอย่างรุนแรง นำเสนอข้อความอย่างเป็นเท็จ และยังเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผู้อื่นอย่างร้ายแรง โดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสาธารณะ และยังเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ตามรัฐธรรมนูญในมาตราที่ 35 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณ ชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูล ส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

เราเห็นว่าบทบาทของผู้จัดการออนไลน์ในฐานะสื่อมวลชนควรนำเสนอข้อมูลอย่าง ตรงไปตรงมาไม่บิดเบือนและสร้างข้อมูลที่เป็นเท็จอันนำไปสู่ความแตกแยกของ ประชาชน การนำข้อมูลมาบิดเบือนแต่งเติม เพื่อโจมตีตัวบุคคลนั้น เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและกล่าวได้ว่าไร้จรรยาบรรณของสื่อมวลชนอย่างยิ่ง แม้ว่าสิ่งที่ทางผู้จัดการออนไลน์กล่าวหาจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม หรือบุคคลที่ถูกกล่าวหาจะกระทำการดังเช่นว่าจริงหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญ เราขอแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยที่ เจ้าตัวไม่ยินยอมของผู้ถูกกล่าวหา และจะไม่ยอมให้ผู้จัดการออนไลน์ในฐานะสื่อมวลชนกระทำการที่เห็นแก่ความสะใจ เพียงอย่างเดียว เหยียบย่ำความเป็นมนุษย์และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาประชาชนอย่างเป็น อันขาด

เราขอประณามการกระทำเหล่านี้และเรียกร้องให้ผู้จัดการออนไลน์ในฐานะสื่อ มวลชนแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนี้ด้วยการนำข่าว ดังกล่าวออก และหยุดการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดและนำไปใช้ในการเผยแพร่หรืออันจะก่อให้เกิดความ เสียหายต่อบุคคลต่อไป และยังเป็นการส่งเสริมการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย

ทั้งนี้เราขอเรียกร้องไปยังสามองค์กรหลักต่อไปนี้ที่มีความเกี่ยวข้องกับ ประเด็นดังกล่าว ไม่ให้นิ่งเฉยต่อการกระทำที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นนี้ ได้แก่

1. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ต้องออกมาตรวจสอบจรรยาบรรณของสื่อที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยการนำข้อมูล ส่วนบุคคลมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังนำเสนอข้อมูลอันไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นความจริง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลในข่าว

2. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ต้องออกมาปกป้องสิทธิส่วนบุคคลที่มนุษย์ทุกคนพึงมี และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนว่าด้วยการหมิ่นประมาทและเผยแพร่ข้อมูลส่วน บุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

3. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องออกมาแสดงจุดยืนในการปกป้องนักศึกษาของตนที่ถูกคุกคาม

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้จัดการออนไลน์ในฐานะสื่อมวลชน จะมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากพอที่จะทำตามข้อเรียกร้องของเรา และเราหวังอย่างยิ่งว่าองค์กรหลักที่เกี่ยวข้องดังที่กล่าวมาข้างต้นจะไม่ นิ่งเฉยกับปัญหาเหล่านี้ มิฉะนั้นแล้ว องค์กรเหล่านี้จะมีไว้เพื่ออะไร

ด้วยจิตคารวะ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน
กรุมประชาคมศิลปากรเพื่อประชาชน
กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย
กลุ่มประชาคมมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย
กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์

ไอซีที' ย้ำอีก นักท่องเว็บอย่า 'ไลค์-แชร์-เม้นต์' เว็บหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

เผยพบการนำพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ ดัดแปลง ตัดต่อ แสดงข้อความ ความคิดเห็นไม่เหมาะสม หมิ่นสถาบันฯ ตามเว็บไซต์ เฟสบุก หรือ ทวิตเตอร์ ชี้อย่ากด “ถูกใจ” (like) “แบ่งปัน” (shared) หรือ “แสดงความคิดเห็น” (comment) อาจจะผิด กม.

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 54 ที่ผ่านมา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (หรือ ICT) แจ้ง ข่าวว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันในเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้มีการนำพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ มาดัดแปลง ตัดต่อ รวมถึงแสดงข้อความ หรือความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม มีลักษณะหมิ่นสถาบันฯ ตามเว็บไซต์ เฟสบุก หรือ ทวิตเตอร์ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อจิตใจของประชาชนชาวไทย และสร้างความแตกแยกในสังคม โดยการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ได้

ดังนั้น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จึงขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นสื่อออนไลน์ เว็บไซต์ หรือเฟสบุก ที่มีภาพหรือมีการแสดงข้อความอันมีลักษณะดูหมิ่น หรือไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โปรดอย่ากด “ถูกใจ” (like) “แบ่งปัน” (shared) หรือ “แสดงความคิดเห็น” (comment) ไม่ว่าจะเป็นการตำหนิ ตอบโต้ในรูปแบบใดก็ตาม เพราะการกระทำดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นโดยความตั้งใจ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เหล่านั้น ล้วนแต่เป็นการสร้างความแตกแยกในสังคมให้มากขึ้น และยังเป็นการบ่อนทำลายความสามัคคีของคนในชาติ นอกจากนั้นยังเป็นการทำให้ภาพหรือข้อความอันไม่เหมาะสม แพร่กระจายเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน หากมีการพบเห็นเว็บไซต์ เฟสบุค ทวิตเตอร์ หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ เผยแพร่ภาพ หรือมีข้อความหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้ผู้พบเห็น หรือรู้สึกว่าไม่ถูกต้องตามจารีตประเพณีอันดีงาม ก็อย่าได้ด่วนแสดงความคิดเห็นตำหนิติเตียน ตอบโต้ เนื่องจากเว็บไซต์ เฟสบุค ทวิตเตอร์ สื่อออนไลน์อื่นๆ นั้น อาจเกิดจากการที่กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีแอบอ้างใช้ภาพ รวมทั้งข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นมาปลอมแปลงในลักษณะที่เรียกว่า Impersonation ซึ่งเป็นภัยออนไลน์ที่เกิดจากการที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสร้างเครือข่ายสังคมออ นไลน์ปลอมเพื่อหลอกลวงให้ผู้อื่นเชื่อว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังกล่าวเป็น ของบุคคลผู้นั้น การแสดงความคิดเห็นตอบโต้หรือตำหนิ จึงอาจเป็นการให้ร้ายตำหนิผู้บริสุทธิ์และสร้างความไม่เป็นธรรมให้แก่ผู้ถูก แอบอ้าง รวมถึงอาจทำให้ความเป็นธรรมในสังคมเสื่อมลง ดังนั้น ผู้พบเห็นจึงควรพิจารณาและต้องตระหนักอย่างรอบคอบ

หากประชาชนผู้ใดพบเจอเว็บไซต์ หรือสื่อออนไลน์ที่มีลักษณะดังกล่าวโปรดแจ้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ 1212 หรือ อีเมล์ 1212@mict.mail.go.th เพื่อดำเนินคดีหรือยุติการเผยแพร่ตามกฎหมาย ส่วนผู้ที่ถูกกระทำ Impersonation ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ควรดำเนินการเก็บรวบรวมหลักฐานเมื่อทราบว่ามีผู้กระทำ Impersonation โดยแอบอ้างชื่อเรา และควรจะแจ้งให้ผู้ใช้อื่นที่ติดตามเราในเครือข่ายทราบว่าเครือข่ายสังคมออ นไลน์ดังกล่าวไม่ใช่ตัวตนของเราพร้อมแจ้งให้ทราบว่าการสนทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการสนทนาของเราด้วย

จากนั้นดำเนินการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เช่น สำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และให้หน่วยงานดังกล่าวดำเนินการออกหนังสือในการยื่นคำร้องขอ IP Address จากทางบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อเป็นหนึ่งในหลักฐานในการสืบหาตัวผู้กระทำผิดและเป็นหลักฐานในการดำเนิน การทางกฎหมายต่อไป

สวัสดีวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๕

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

แสงแดดส่อง ต้องกาย จนคลายหนาว
ท้องฟ้าสวย ผ่องสกาว พราวสดใส
ส่งรอยยิ้ม สื่อสาร สราญใจ
รับงูใหญ่ สวัสดี ปีมะโรง....

ส่งคำรัก สลักวลี รับปีสวย
ให้ร่ำรวย สมหวัง ดั่งประสงค์
ให้แคล้วคลาด ไร้เหตุ เจตจำนงค์
ใครมึนงง จงเริงร่า ถ้วนหน้ากัน....

คนที่โสด ให้มีคู่ อยู่เคียงข้าง
ส่องนำทาง ชีวิต ตามสิทธิ์ฝัน
คนเคยรัก ให้รักเพิ่ม เติมผูกพัน
คนเกลียดกัน ให้คืนรัก สลักใจ....

หากเดินทาง ใกล้ไกล ปลอดภัยด้วย
บุญหนุนช่วย นำทาง สว่างไสว
แม้นเหน็ดเหนื่อย จงหายพลัน ในทันใด
สวัสดี มีชัย ปีใหม่เทอญ....


จากใจ ๓ บลา / ๓๑ ธ.ค.๕๔

blognone: ความเห็นเชิงเทคนิคต่อคดีนายอำพล (อากง SMS)

ที่มา Thai E-News

ที่มา เว็บไซต์ blognone
30 ธันวาคม 2554

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมงานเสวนา "สิทธิพลเมืองกับหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์" ที่จัดโดย Thai Netizen การพูดครั้งนั้นมีผลมากกว่าที่ผมคิด คือหนังสือพิมพ์และสื่อหลายฉบับนำข้อมูลไปอ้างอิง เช่น กรุงเทพธุรกิจ, The Nation, และเจาะข่าวตื้น ข้อมูลในงานนั้นเป็นข้อมูลที่ได้ผ่านทาง iLaw ที่นัดแนะให้ผมเข้าไปดูเอกสารสำนวนคดีที่ทางฝั่งจำเลยได้รับมา เนื่องจากเวลาในงานนั้นมีจำกัด และกลุ่มผู้ฟังไม่ใช่คนในสายวิชาการนัก ผมจึงตัดสินใจมาเขียนบทความอีกครั้งใน Blognone

บทความนี้เป็นการชี้ว่าด้วยหลักฐานเท่าที่มี มันมีความเป็นไปได้อื่นๆ อีกจำนวนมาก และหากยึดมาตรฐานว่าหลักฐานเท่านี้เพียงพอต่อการดำเนินคดีและลงโทษ อาจจะทำให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีหรือการสวมรอยบุคคลอื่นๆ ทำความผิดตามมาได้อีกมากมาย

ข้อเท็จจริงในคดี

หลายคนอ่านจากหลายที่แล้วอาจจะเจอข้อเท็จจริงไปแบบต่างๆ อย่างใน Blognone เองที่คุยกันก็มีความสับสนมาก จึงข้อไล่ข้อเท็จจริงกันก่อน

  1. หลักฐานข้อความคือภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์จำนวน 4 ภาพ เป็นภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์
  2. การส่งมีขึ้นในวันที่ 9, 11, 12, 22 พฤษภาคม 2553 จากหมายเลข "-3615" ในเครือข่าย DTAC เป็นหมายเลขไม่ลงทะเบียนชื่อผู้ใช้ ภายหลังตรวจพบว่ามีข้อความที่หมายเลขนี้ส่งข้อความไปมากกว่านั้น แต่ไม่มีข้อมูลว่าเป็นข้อความอะไร
  3. หมายเลข IMEI ที่ใช้งานกับหมายเลข -3615 นั้นคือ 358906000230110
  4. เจ้าหน้าที่ค้นหาว่าหมายเลข 358906000230110 มีการใช้งานกับหมายเลขใดอีกบ้าง จึงพบว่ามีการใช้งานกับหมายเลข "-4627" ในเครือข่าย True แบบไม่ลงทะเบียนผู้ใช้อีกครั้ง
  5. แต่จากการตรวจสอบการใช้งานของหมายเลข "-4627" พบว่ามีการติดต่อกับอีกหมายเลขหนึ่ง เป็นหมายเลขลงทะเบียน ภายหลังจึงทราบว่าเป็นหมายเลขของลูกสาวคุณอำพล
  6. Cell ID ของ DTAC ที่ใช้ส่ง SMS คือ Cell ID หมายเลข 23672 กินพื้นที่ซอยวัดด่านสำโรง ซอย 14 ถึง 36 โดยบ้านนายอำพลอยู่ที่ซอย 32 และ Cell ที่หมายเลข -4627 ใช้งานนั้นอยู่บริเวณเดียวกัน
  7. หมายเลข -3615 และ -4627 ใช้งานในเวลาใกล้เคียงกัน และไม่เคยใช้งานในเวลาเดียวกัน
  8. log เป็น log การใช้งานบันทึกช่วงเวลาที่มีการรับส่งต่างๆ โดยตลอดทั้งวันมี SMS เข้าหมายเลข -4627 เป็นช่วงๆ ในเรื่องนี้คำพิพากษาฉบับเต็ม (PDF) ได้ระบุไว้ว่าหมายเลข -4627 นั้นมีการส่ง SMS จำนวนมาก ผมไม่แน่ใจว่าเอกสารที่ผมเห็นครบถ้วนหรือไม่ แต่เท่าที่เห็นคือมีแต่การรับเท่านั้น
  9. ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวเครื่องไปเพื่อหาว่ามีการแก้หมายเลข IMEI หรือไม่ และหาข้อความที่อาจจะเหลือหลักฐานในเครื่อง แต่เครื่องเสียหายจนไม่สามารถตรวจสอบหมายเลข IMEI จากเครื่องได้ (ตรวจได้จากสติกเกอร์หลังเครื่องเท่านั้น) ทำให้ไม่สามารถตรวจหน่วยความจำในเครื่องได้อีกเช่นกัน ที่เหลือคือข้อมูลในการ์ด micro SD ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าได้ดัมพ์ลง CD ให้แล้ว (ไม่พบเอกสารว่ามีข้อมูลอะไรภายใน)

หมายเลข IMEI


ประเด็นว่าหมายเลข IMEI ว่าปลอมได้หรือไม่นั้นคงเป็นประเด็นที่มีการพูดกันมากแล้วว่าปลอมได้ ในบางรุ่นแทบไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใดๆ มากไปกว่าสาย USB และซอฟต์แวร์ เท่านั้น


ประเด็นที่ควรกังวลอีกประเด็นหนึ่งคือแม้เราจะไม่รู้หมายเลข IMEI ของคนทั่วไปเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน แต่ในทางปฎิบัติแล้วหมายเลข IMEI ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด เครื่องส่วนมากสามารถดูหมายเลข IMEI ได้ด้วยการกด *#06# ในส่วนสติกเกอร์นั้นมักติดอยู่ใต้แบตเตอรี่ ตัวกล่องโทรศัพท์เองมักมีหมายเลข IMEI บอกไว้ภายนอกกล่อง หมายเลขนี้จะผ่านตาคนจำนวนมาก เช่น พนักงานขาย โทรศัพท์มือถือ หรือคนซ่อมโทรศัพท์ ฯลฯ ต่างจากหมายเลขที่เป็นความลับเช่นรหัสบัตรเอทีเอ็ม ที่จะส่งมาในซองดำที่คอมพิวเตอร์ถูกออกแบบให้พิมพ์ตรงออกมายังซองปกปิด ไม่มีใครเห็นรหัส แม้แต่ตัวพนักงานผู้สั่งพิมพ์เอง

ภาพหน้าจอ

ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งว่าภาพหน้าจอไม่ใช่หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งเซฟหน้าจอโดยตรง หรือเอากล้องมาถ่ายภาพหน้าจอก็ตามที ในความเป็นจริงคือเราสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในได้จนไม่เหลือพิรุธใดๆ และการกระทำเช่นนี้ใช้เวลาไม่นาน

การเปลี่ยนแปลงข้อความใน SMS ที่ได้รับมาเป็นหัวข้อที่ทำได้ไม่ยากในโทรศัพท์หลายรุ่น (Nokia, Android, iPhone) เมื่อผ่านการแก้ไขด้วยกระบวนการเหล่านี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อความว่าเป็นข้อความจริงด้วยภาพหน้าจอ

ความถูกต้องของ Log การใช้งาน

ในคำพิพากษามีส่วนหนึ่งระบุถึงความถูกต้องของ log ว่ามีผลสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ แต่หากใครทันยุคโทรศัพท์อนาล็อก (ระบบ AMPS) อาจจะจำได้ว่ายุคหนึ่งฝันร้ายของคนใช้โทรศัพท์มือถือคือการถูกจูนโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายจำนวนมากจากเหยื่อที่ไม่ได้ใช้งาน ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการอยู่ต่อเนื่อง แม้แต่ในปัจจุบันนี้เอง ปัญหาการคิดค่าบริการผิด (ซึ่งก็คิดมาจาก log การใช้งานเหล่านี้) ก็ยังเป็นปัญหาสำคัญที่สบท. และกสทช. ต้องรับเรื่องแก้ไขกันเรื่อยมาจนเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของวงการโทรคมนาคมไทย ในยุโรปเองเริ่มมีรายงานผู้ใช้ถูกจูนโทรศัพท์ในระบบ GSM กันบ้างแล้ว ปัญหาความไม่น่าเชื่อถือก็ยังอยู่กับวงการโทรคมนาคมต่อไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

ในด้านความปลอดภัยนั้น การโจมตีผู้ให้บริการเพื่อให้เกิด log ที่ผิดพลาดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เช่น การจูนโทรศัพท์ในระบบ GSM ที่เพิ่งมีรายงานไม่กี่วันมานี้, การโจมตีด้วย De-Registration Spoof ที่มีรายงานมาตั้งแต่กว่าสิบปีก่อน ทำให้ผู้ให้บริการเข้าใจว่าเครื่องปลายทางมีการปิดเครื่องไป

ช่องโหว่ของระบบ GSM นั้นมีจำนวนมาก และความผิดพลาดในการออกแบบจำนวนหนึ่งได้รับการแก้ไขไปในระบบ 3G รายงานช่องโหว่ส่วนมากปรากฏอยู่ในรายงานเชิงเทคนิคของ 3GPP (PDF) ซึ่ง 3GPP เป็นหน่วยงานออกมาตรฐานในระบบ 3G เอง

การใช้งานสลับกัน

การใช้งานสลับกันเป็นหัวข้อที่คงพูดถึงกันมากที่สุดต่อจากการปลอม IMEI ในคดีนี้คือการใช้งานสลับกัน อย่างที่ได้กล่าวในหัวข้อที่แล้วว่าการ "หลอก" ผู้ให้บริการว่าเครื่องออกจากระบบนั้นทำได้ แต่หากต้องการกระทำเช่นนั้นจริง มีวิธีที่ง่ายกว่ามากคือการรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ



เครื่องรบกวนสัญญาณมือถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งในระบบการควบคุมการนำเข้า อุปกรณ์วิทยุในประเทศไทย ขณะที่การปล่อยคลื่นที่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากกสทช. เช่นนี้ทำไม่ได้ตามกฏหมาย แต่อุปกรณ์เหล่านี้กลับมีวางขายอยู่ทั่วไปในหลายขนาดหลายราคา ตั้งแต่ 10-100 เมตร และมีการใช้งานทั่วไปตามห้องประชุม หรือสถานที่ต่างๆ

การที่ log ไม่แสดงว่ามีการใช้งานทับช่วงเวลากัน แล้วถือว่า log เช่นนั้นเป็นการยืนยันว่าข้อความถูกส่งออกมาจากเครื่องเดียวกันจริง ทั้งที่ไม่สามารถตรวจสอบจากตัวเครื่องได้ จะสร้างคำถาม และเปิดช่องให้มีการโจมตีกันได้อีกมาก เช่น หากมีคนมีความตั้งใจจะโจมตีใส่ร้ายผู้อื่นว่าเป็นผู้กระทำความผิด เขาต้องการเพียงรู้หมายเลข IMEI แล้วจัดหาเครื่องตัดสัญญาณที่แรงพอ เดินออกไปนอกเขตทำการของเครื่องตัดสัญญาณแล้วใช้เครื่องที่ปลอมแปลงมาส่งข้อ ความออกไป ทั้งหมดไม่ต้องแตะต้องเครื่องที่ถูกโจมตีหรือใช้ความรู้พิเศษไปกว่าความรู้ ทั่วไปที่ช่างซ่อมโทรศัพท์ทั่วไปสามารถทำได้

การพิสูจน์ตัวตน

ด้วยข้อสงสัยทั้งหมด ผมยังคงตั้งคำถามว่าหากเราสามารถหาหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเครื่อง ที่ใช้กระทำความผิดนั้นเป็นเครื่องที่จับกุมได้จริง เจ้าหน้าที่ควรต้องหาหลักฐานยืนยันตัวผู้กระทำเพิ่มเติมหรือไม่ ก่อนหน้านี้คดีทางคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่เคยระมัดPublish Postระวังในเรื่องพิสูจน์ตัวบุคคลถึงกับซุ่มจับขณะที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หน้าเครื่อง แม้จะมีประเด็นคำถามอื่นๆ ต่อความถูกต้องในการจับกุมว่าผู้ต้องหาได้รับสิทธิต่างๆ อย่างครบถ้วนหรือไม่ แต่คำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับมาตรฐานการพิสูจน์ตัวตนผู้กระทำความผิดที่คดีนี้ ใช้เพียง log ที่ชี้ไปยังโทรศัพท์เครื่องหนึ่งเท่านั้น

คำถามสำคัญต่อเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้คือมาตรฐานของหลักฐานว่าเพียงพอต่อการ ดำเนินคดีหรือไม่นั้นอยู่ตรงไหน และคำถามสำคัญต่อสังคมคือเราจะเอามาตรฐานนี้จริงๆ หรือเปล่า?

Friday, December 30, 2011

ไม่ดีแต่พูดอีกแล้ว

ที่มา การ์ตูนมะนาว



อานนท์ นำภา: บุคคลแห่งปีสำหรับผม นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ พี่หนุ่ม เรดนนท์

ที่มา Thai E-News


30 ธันวาคม 2554

โดย อานนท์ นำภา
ที่มา เฟสบุค อานนท์ นำภา


บุคคลแห่งปีสำหรับผม นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ พี่หนุ่ม เรดนนท์

พี่หนุ่มเป็นคนเสื้อแดงขนานแท้ที่ร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงมาตลอด

พี่ หนุ่มถูกจับกุมในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ ที่ห้องพักและถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกล่าวหาว่าโพสข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเป้นแอดมินของเว็ป นปชยูเอสเอ. ศาลพิพากษาจำคุกเขา ๑๓ ปี โดยลงโทษข้อหมิ่นโพสข้อความหมิ่นฯ ๒ กรรม กรรมละ ๕ ปี และฐานเป็นแอดมินของเว็ปไซต์ ๓ ปี

กระดาษ ที่ถูกปริ้นออกมาจากหน้าเว็ปไซต์ที่มีข้อความที่แสดงความคาดหวังว่าในหลวงจะ ออกมากอบกู้สถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงเหมือนเหตุกาณ์เดือนพฤษภา ๓๕ และบทความที่ อ.ใจ ได้โพสในเว็ปไซต์ รวม ๓ แผ่น คือการกระทำที่ทำให้เขาติดคุกถึง ๑๓ ปี

อะไรที่ทำให้ผมคิดและเลือกให้พี่เขาเป็นบุคคลแห่งปีนะหรือ...

พี่ หนุ่ม นอกจากจะมีความเข้มแข็งมากๆ แล้ว พี่หนุ่มยังคงคอยแบ่งปันความเข็มแข็งและหัวใจนักสู้ไปยังเพื่อนๆผู้ต้องขัง ด้วยกันด้วย ก็นั่นแหละ ด้วยความมีน้ำใจของแกที่รับอาสาไปทั่ว หลายครั้งที่แกโดนซ้อมจากผู้คุมที่หัวขวาจัดที่ชื่อเสวียน หรือหัวหน้าเหวียน แดน ๘ แต่แกก็ยังยืนหยัด และเป็นความหวังของเพื่อนๆในเรือนจำ

พี่ หนุ่มจะคอยดูแลเพื่อนๆเสื้อแดงและเพื่อนๆคดีหมิ่น อากง , พี่หมี , สุรภัคดิ์ ,ณัฐ และอีกหลายๆคน คือครอบครัวของพี่หนุ่ม รวมทั้งยังคอยส่งข้อมูลผู้ต้องขังเสื้อแดงในเรือนจำออกมาเพื่อให้คนข้างนอก ได้รับรู้ข่าวคราวของคนข้างใน รายชื่อผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมดมาจากเขา

จดหมายนับร้อยถูกส่งออกมาบอกเล่าเรื่องราวร้อยพัน เขาทำไปทำไม...

" คุณอานนท์ หากผมพอจะช่วยพี่น้องเราได้ขอให้บอกผม ผมจะทำเต็มที่และทำด้วยชีวิตของผม และหากผมเป็นอะไรไป ช่วยบอกพี่นกให้ดูแลน้องเว็ปแทนผมด้วย ผมสู้มามาก เหนื่อยมามาก หากผมขอได้ ผมขอออกไปอยู่ดูแลลูกผม ผมอยากออกไปดูลูกชายวัยที่ลำลังเติบโต ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด และหากคนข้างนอกสู้กันต่อไปไม่ไหว ให้บอกผม... อย่าปิดผมเลย"

พี่หนุ่มคือคน ที่คิดโครงการ "ของขวัญสีแดง" ที่ให้มีกิจกรรมเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทุกวันที่ ๑๙ บัญชีเงินฝากเขาจะถูกใช้อย่างน่าตกใจเพราะเขาคือที่พึ่งเดียวของเพื่อนๆใน เรือนจำ...เขาไม่เคยบ่น

แน่นอนว่าทั้งหลายทั้งปวงล้วนถูกแลก มาด้วยอิสระภาพ และคราบน้ำตาของเขา ผมยังเสียใจจนถึงทุกวันนี้ที่ทำให้เขาติดคุก ผมนึกถึงประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง ชอล์แชงค์

"ทนายผมมันห่วย"

แทน ที่ผมจะเป็นคนที่ไปให้กำลังพี่หนุ่ม พี่หนุ่มกลับเป็นผู้ที่คอยให้กำลังใจผม และน่าจะรวมถึงเพื่อนร่วมงานของผมอีกหลายคนที่คอยเข้าไปแวะเวียนเยี่ยมเยือน พี่หนุ่มในเรือนจำ... เขาทำได้ไง...

เรื่องราวของคดีหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพที่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ความซับซ้อนและความกลัวที่ถูกทำลายลง ผมขอคารวะหัวใจ และน้ำใจอันงดงามของพี่หนุ่ม เรดนนท์

จนกว่าเราจะพบกันอีก....

อานนท์ นำภา
๒๙ ธ.ค.๕๔
สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ตามมติชน ไปเยือน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่ "นาบัว"... ชุมชนแห่งนี้เข้มแข็งไม่ใช่น้อย

ที่มา Thai E-News

ส่ง ท้ายปีเก่า ทีมข่าวไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอข่าวรูปธรรมวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่เข้มแข็ง มีส่วนร่วม และมีการเชื่อมประสานกันระหว่างชุมชน อ่านแล้วอิ่มเอมใจ ด้วยเห็นประกายแห่งความหวัง

เพราะแม้เมืองกรุงจะ วุ่นวายกันเรื่อง ไล่จับคนเข้าคุกด้วยมาตรา 112 แต่ชนบทไกลปืนเที่ยง เขาขยับก้าวหน้า ในการดำรงรักษาวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และสร้างทางเลือกการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างเข็มแข็ง ที่สอดประสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ในวิถีชีวิตเกษตรผสมผสานและปลอดสารพิษ เสริมรายได้ด้วยอาชีพจากฝีมือช่างพื้นบ้าน ตามปรัชญาชาวบ้านที่บอกว่า "ชีวิตผมต้องทำ ไม่ทำก็ไม่สำเร็จ"

ขอบคุณมติชน ที่นำเสนอข่าวดีๆ จุดประกายแห่งความหวัง และทำให้ชาวไทยอีนิวส์ มีเรื่องราวนำมาเผยแพร่ต่อ

30 ธันวาคม 2554
ที่มา มติชน
เรื่อง/ภาพ : ทิพาภรณ์ สุคติพันธ์


คริสต์มาสที่ผ่านมา คุณผู้อ่านไปทำอะไรมาบ้าง?
ไปถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาส หรือว่าไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ?

แต่สำหรับชาวตำบลนาบัว จังหวัดพิษณุโลกนั้น พวกเขามีงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" กันละ

อยากรู้ใช่ไหมว่า "เวทีวิชาการชาวบ้าน" เป็นอย่างไร
วันนี้ มติชนออนไลน์จะพาไปรู้จักกัน

แต่ก่อนอื่นๆเรามารู้จักกับ "ตำบลนาบัว" อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก กันก่อนดีกว่า

ตำบล นาบัวมีหมู่บ้านทั้งหมด 15 หมู่บ้าน โดยหมู่ที่ 15 บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือ "บ้านภูขัด" นั้นมีชาวม้งอาศัยอยู่ "ภูขัด" ยังเป็นชุมชนชาวม้งที่ใหญ่โตใช่เล่น เพราะมีประชากรอาศัยอยู่ถึงพันกว่าคน

ชุมชนเขาใหญ่ไหมล่ะ ?

คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไม ตำบลนี้ถึงต้องชื่อ "นาบัว"

ที่มาก็คือ นาข้าวของตำบลนี้ เวลาปลูกข้าวจะมีดอกบัวดอกเล็กๆผุดขึ้นมาเต็มท้องนา แทรกไปกับต้นข้าวมากมาย

ทำให้ใครต่อใครพากันเรียกที่แห่งนี้ว่า "นาบัว"

แต่พอไปถามชาวบ้านว่า "นาบัว" ที่ว่านี้ อยู่ที่ไหน อยากจะเห็นสักครั้ง

ก็ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้นาที่มีบัวผุดแทบจะไม่มีเหลือแล้ว เพราะชาวนาใช้รถไถทำนา "ไถที่นาแต่ละทีก็ไปทำลายรากบัวในดินตายหมด"

นอกจากที่มาของชื่อซึ่งน่าสนใจแล้ว ตำบลนี้ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ

พื้นที่ บางส่วนของตำบลนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สู้รบกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เนื่องจากแถบนี้เป็นภูเขาสลับซับซ้อน แถมยังอยู่ติดกับภูหินร่องกล้าอีกด้วย

เห็นไหมว่า ตำบลนี้มีแต่เรื่องน่าสนใจ

- - -

เมื่อ วันที่ 25 - 26 ธันวาคมที่ผ่านมา มติชนออนไลน์ได้มีโอกาสติดตามคณะสสส.ที่มีนายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนางสาวดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) เป็นผู้นำคณะเพื่อไปร่วมงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน"

ชาวนาบัว


เวทีวิชาการชาวบ้าน คืออะไร?

เรามาทำความรู้จักกับ "เวที" ที่ว่ากันดีกว่า

เวทีวิชาการชาวบ้าน ณ ตำบลนาบัว เป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในตำบลได้มาแสดงความคิดเห็น นำเสนอปัญหา และนำเสนอผลงานของแต่ละหมู่บ้าน

ให้ คนในหมู่บ้านอื่นได้รับรู้ และยังได้เสนอปัญหาไปยังเจ้าหน้าที่ปกครองในตำบล อำเภอ จังหวัด ให้รับรู้ปัญหาและเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่อไปให้อีกด้วย

เวทีวิชาการชาวบ้านจะจัดขึ้นในวันที่ 8 มกราคมของทุกปี ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ 15 แล้ว

โดยเจ้าภาพที่จัดจะเวียนกันไป ปีละ 1 หมู่บ้าน

หมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพจะต้องรับหน้าที่จัดการงานทุกอย่างให้เรียบร้อย

มีเวลาเตรียมตัว-เตรียมความพร้อม 1 ปี

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้านเจ้าภาพเป็นอย่างมาก

- - -


ในปีนี้หมู่บ้านที่ได้รับเป็นเจ้าภาพจัดงานคือ หมู่ที่ 15 บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือบ้านภูขัดนั่นเอง

แต่ปีนี้มีความพิเศษกว่าปีก่อนๆก็คือ ชาวภูขัดได้ขอจัดงานในวันที่ 26 ธันวาคม

เนื่องจากในวันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันปีใหม่ม้ง ซึ่งต้องมีการจัดงานเลี้ยงฉลองกัน

หากจะจัดงานวันเวทีวิชาการชาวบ้าน ในวันที่ 8 มกราคม เหมือนเช่นทุกปีนั้น
ทางผู้ใหญ่บ้านภูขัด บอกว่า ทางชาวภูขัดไม่สะดวก

เพราะ การเดินทาง จัดหาของจำเป็นขึ้นไปจัดงานที่ภูขัดนั้น ทำได้ลำบาก เนื่องจากทางขึ้นไปยังยอดภูยังเป็นทางดิน ที่ไม่ง่ายต่อการเดินทาง

หากจะจัดนั้น ก็ขอจัดให้ติดกับวันปีใหม่ม้งเลย
จะได้จัดให้เสร็จเรียบร้อยไปภายในระยะเวลาใกล้ๆ กัน

ซึ่งชาวนาบัว ก็ไม่ขัดข้อง

- - -


ก่อนที่เราจะไปพบกับบรรยากาศของงานเวทีวิชาการชาวบ้านในวันที่ 26 ธันวาคม

ทางชาวนาบัวได้พา มติชนออนไลน์และคณะไปพบกับศูนย์การเรียนรู้ของชาวนาบัว ซึ่งมีอยู่ 3 ศูนย์ด้วยกัน

ศูนย์การเรียนรู้แรกที่เราได้ไปคือ "ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน"

ศูนย์นี้จะมีการสาธิตและแสดงผลงานอยู่หลายอย่าง ได้แก่


การแทงหยวก

การแทงหยวกมีวิทยากรคือลุงมงคล สีดารักษ์ คุณลุงได้สาธิตการแทงหยวกประดับบน "แลแห่นาค" ที่มีไว้ให้นาคได้ขึ้นไปนั่งแห่ไปที่วัด

หยวกที่ใช้สำหรับแลแห่นาคนั้น จะต้องแทงเป็นรูปพญานาค (แต่หากประกอบงานอื่นๆก็เป็นรูปอื่นๆแล้วแต่กันไป)

ลุงมงคล


แล 1 แล ใช้ได้แค่ครั้งเดียว เพราะระหว่างที่แห่แลไป คนแบกแลก็จะเขย่าแลไปตลอดทาง
นาคก็ต้องระวังไม่ให้ตัวเองตกแล และพอใช้เสร็จส่วนมากแลก็จะพัง เพราะโดนเขย่านี่แหละ

แต่ลุงบอกว่า ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครทำแลกันแล้ว
เพราะการจะแห่ด้วยแลนั้น ต้องมีการจัดงานฉลอง 3 วัน 3 คืนคู่กันไป
ทำให้สิ้นเปลืองมาก คนจึงไม่นิยมแห่ด้วยแล

แต่ถ้าจะให้ลุงทำ ลุงก็คิดค่าทำแค่ถูกๆนะ ลุงมงคลว่า

และเมื่อมีคนถามว่า แลนี้นั่งได้กี่คน ลุงแกตอบกลับมาว่า นั่งได้คนเดียว แฟนนาคห้ามนั่ง!

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับแลอีกอย่างหนึ่งก็คือ
แลแห่นาคนั้นห้ามผู้หญิงจับ ห้ามคนที่ไม่ได้รับอนุญาตจับ
ไม่งั้นหัวจะล้าน! ลุงเคยเห็นมาแล้ว


อีกผลงานหนึ่งที่มีการนำมาโชว์ คือ การทำเครื่องดนตรีไทย เช่น ซออู้ ซอด้วง

ลุงสำราญ หมื่นพันธ์ ได้เล่าถึงวิธีการทำซออย่างน่าสนุก พร้อมกับเล่าว่า สายซอนั้น ลุงเอาสายเบรกจักรยานที่ทิ้งแล้วมาทำ

เมื่อถามว่า แล้วถ้าเค้าไม่ทิ้งล่ะ ลุงจะทำอย่างไร?

ลุงแกตอบว่า ถ้าเขาไม่ทิ้ง เราก็ไม่ได้ทำ
เป็นซอที่ขึ้นอยู่กับชะตาชีวิตจักรยานจริงๆ

เมื่อถามต่อว่า ทำไมลุงถึงทำซอ?
ลุงตอบอย่างยิ้มแย้มว่า ก็เพราะใจรัก ตนเล่นซอมาตั้งแต่เด็ก เลยหัดทำ

การได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักนี่มันช่างดีจริงๆ ว่าไหม ?


- - -


จากฐานการเรียนรู้นี้ เรายังได้รู้จักพิธีการเลี้ยงผีปู่ของชาวนาบัว

ชาวนาบัวจะเลี้ยงผีปู่ประมาณ เดือน 4 - เดือน 7 ในช่วงฤดูทำนา แต่ละหมู่บ้านจะเลี้ยงผีปู่ไม่พร้อมกัน

ในการเลี้ยงผีปู่นั้น จะมีการแก้บนของชาวนาบัวในงานอีกด้วย
ชาวนาบัวจะแก้่บนในพิธีเลี้ยงผีปู่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น (ไม่ว่าจะบนไว้กี่ครั้งก็ตาม)

นอกจากนี้ ยังมีพิธีปักธงของแต่ละหมู่บ้าน

จากการสอบถามนายประเจตน์ หมื่นพันธ์ นายกอบต.นาบัว ว่าประเพณีนี้เป็นอย่างไร

นายประเจตน์ บอกว่า ในช่วงวันสงกรานต์ ชาวนาบัวจะนำธงไปปักไว้ที่วัด

เมื่อ สิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ แต่ละหมูบ้านจะเลือกธงจากที่ปักไว้มาเพียงหมู่บ้านละ 1 ธง เพื่อนำไปปักไว้ที่เนินเขาของแต่ละหมู่บ้าน โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีเนินที่สูงที่สุดประจำหมู่บ้าน 1 เนิน

เป็นการแสดงให้เห็นว่า ใครจะไปตัดไม้ทำลายป่าบริเวณนั้นไม่ได้

เพราะป่าคือซูเปอร์มาร์เก็ตของชาวบ้าน
เป็นแหล่งอาหารที่ชาวบ้านหวงแหน

หากปีใด หมู่บ้านไหน ไม่นำธงไปปัก ปีนั้น หมู่บ้านนั้นจะได้รับภัยพิบัติ ฝนฟ้าจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล

เป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ป่าไม้ที่ดีจริงๆ


- - -


ศูนย์การเรียนรู้ที่ 2 คือ "ศูนย์การเรียนรู้เกษตรผสมผสาน" ของลุงทวี สีดารักษ์ หรือลุงแปว

สวนของลุงเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานอย่างแท้จริง

เช่น เมื่อหมดหน้านา ลุงก็ปลูกข้าวโพดบนที่นาแทน

บ่อเลี้ยงปลาของลุง มีเล้าไก่อยู่ข้างบน

มีการเพาะพันธุ์กบ เพาะพันธุ์ปลาจำนวนมาก

มีวิธีเพาะเห็ด โดยไม่ต้องทำโรงเพาะ

วิธีการไล่แมลงศัตรูพืชก็ใช้วิธีการรมควัน ไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น

บ่อกบ

บ่อกบ (2)

บ่อเพาะพันธุ์ปลา

ลุงได้เริ่มทำการเกษตรผสมผสานมาตั้งแต่ปี 2539

พอทำสำเร็จก็มีคนเข้ามาศึกษา เริ่มมีคนมาขอพันธุ์ปลา พันธุ์กบ
ลุงแกก็ให้ไปฟรีๆ

ลุงแปวบอกว่า สวนของลุงเป็นสวนปลอดสารเคมี
ลุงมีพอกินพอใช้ ไม่ต้องไปซื้อหา อยู่อย่างพอเพียง

ลุงยังบอกปรัชญาดำเนินชีวิตของแกอีกด้วยว่า
"ชีวิตผมต้องทำ ไม่ทำก็ไม่สำเร็จ"

แน่ะ .. คำคมลุงเท่มาก

อ้อ ที่สวนของลุงแปว ยังมีกระท่อมเล็กๆเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพักด้วยนะ
น่าจะได้บรรยากาศดีไม่ใช่น้อย

เพาะเห็ด

ทุ่งข้าวโพดบนนาข้าว

ลุงแปว

- - -


ศูนย์การเรียนรู้ที่ 3 "กลุ่มดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน" ของนางเตือนใจ ขุมขำ

ศูนย์นี้เป็นศูนย์แนะนำสมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

มีทั้งใบหนาด ที่นอกจากจะใช้ไล่ผีได้แล้ว (?) ยังใช้ขับลม แก้ปวดท้อง แก้โรคทางเดินหายใจต่างๆ
ต้มให้ผู้หญิงคลอดลูกใหม่ๆใช้ดื่มขับเลือดเสียได้ด้วย

อีกทั้งใบพลับพลึงที่สามารถใช้แก้บวม แก้ฟกช้ำ และใบต่างๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำสมุนไพรให้ทดลองชิม

นอกจากสมุนไพรแล้ว ยังมีบริการนวดแผนไทย
ใครเมื่อยก็ลองไปนวดดูได้

ศูนย์สมุนไพร


ศูนย์การเรียนรู้นี้ ไม่ได้เป็นศูนย์ที่ให้บริการโดยตรงเหมือนกับโรงพยาบาล

ถ้าเจ็บป่วยเป็นอะไรมาก็จะดูแลให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วแต่ศรัทธาของผู้มาใช้บริการ ศรัทธาให้เท่าไรกัน


- - -


เมื่อชาวนาบัวพามติชนออนไลน์และคณะเที่ยวชมศูนย์การเรียนรู้ของตำบลจนจบแล้ว

ก็ถึงเวลาที่จะเดินทางขึ้นไปพักยัง "ภูขัด" หรือ "บ้านบน" ในคำเรียกของชาวนาบัว (ชาวนาบัวจะเรียกชาวม้งที่อาศัยอยู่บนภูขัดว่า บ้านบน เพราะการเรียกบ้านบน-บ้านล่าง จะให้ความรู้สึกสนิทสนมและไม่เป็นการดูถูกเชื้อชาติกัน)

รถที่จัดมารับขึ้นยอดภูขัดครั้งนี้
นายกอบต.ประเจตน์บอกว่า ได้จัด "รถเปิดประทุน" มาให้

เป็นรถเปิดประทุนหลายที่นั่ง ให้เลือกนั่งตามอัธยาศัย
ใช่แล้ว... "รถกระบะ" นั่นเอง

เหตุเพราะทางขึ้น ภูขัด นั้นลาดชัน (เกือบ) มาก
รถตู้ รถเก๋ง และรถที่ไม่ใช่โฟร์วีล ขึ้นไปไม่ได้

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ทางขึ้นภูขัด กว่าครึ่งเป็นถนนดิน
มั่นใจได้ว่า หากใครได้นั่งกระบะเปิดประทุนไป รับรอง "ผมแดง ตัวแดง" กันทุกราย

นั่งรถออกจากศูนย์การเรียนรู้

ระหว่างทางขึ้น ไปบนยอดภูนั้น นายกประเจตน์ ได้เล่าให้ฟังว่า
ทางขึ้นยอดภูนี้ แต่เดิม เป็นถนนดินตลอดทั้งสาย เดินทางลำบากมาก
ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชั่วโมง จากบ้านล่างไปบ้านบน

แต่พอทางชาวภูขัดรู้ว่ากำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเวทีวิชาการชาวบ้านครั้งที่ 15 นี้
ผู้ใหญ่บ้านภูขัดก็ได้พยายามของบมาทำถนนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ จากเดิมถนนนี้เป็นทางดินล้วน
ตอนนี้มีทางลาดยางเพิ่มขึ้นมาหลายกม.
เหลือทางดินเพียง 8 กม. เท่านั้น

ถึงยอดภูขัด ก็ตกค่ำพอดี อากาศที่นี่ก็เย็นไม่ใช่น้อย
ลมก็แรงไม่ใช่เล่น ฝุ่นบนนี้ก็เยอะไม่แพ้ถนนที่เดินทางมา

ทุกคนที่อยู่ที่นี่เลยได้ผมแดง ตัวแดง กันถ้วนหน้า (นึกว่าจะรอดแล้วเชียว!)

อ๊ะ พื้นที่หมดแล้ว... โปรดติดตามงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่บ้านภูขัด ต่อได้ในตอนหน้า

แล้วพบกันใหม่


0 0 0 0 0

เฉย

ที่มา Thai E-News



เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากสุรชัยไปเข้าคุก
ฉันนั่งเล่นเน็ตต่อไป
เพราะฉันไม่ใช่คอมมิวนิสต์เก่าแบบสุรชัย

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากสมยศไปเข้าคุก
ฉันก็ยังนั่งเล่นเน็ตต่อไป
เพราะฉันไม่ใช่นัีกสหภาพแรงงานที่ซ่าล่าชื่อเลิกกฎหมายหมิ่นแบบสมยศ

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากอากงไปยัดคุก20ปี
ฉันก็ไม่เกี่ยว ฉันเล่นเน็ตอย่างเดียว
เพราะฉันไม่เคยส่งSMSแบบอากง

เมื่อพวกคลั่งเจ้ามาลากฉันไป..
มันไม่ควรเลย ฉันก็แค่กดlike facebookเฉยๆ
มันไม่ถูกเลย ทำไมใครต่อใครยังนั่งเล่นเน็ตกันเฉย


ปีกซ้าย

ของขวัญปีใหม่ จากใจนายกฯ

ที่มา Voice TV



นายกฯ เผยหลังปีใหม่อาจปรับครม. เน้นถ้าปรับต้องดีขึ้นยันไม่มองข้ามแก้รัฐธรรมนูญ และม.112 แต่ต้องให้ผู้รู้ถกรายละเอียด และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ Hot Topic โดยระบุถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรัฐบาลได้บรรจุวาระการแก้ไขไว้แล้ว แต่ต้องเรียนว่าการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน และปัญหาเรื่องน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญ โดยแก้รัฐธรรมนูญคงต้องดูจังหวะตนยืนยันว่าเป็นกฎหมายบังคับใช้กับประชาชน ทุกคน การแก้ต้องได้ประโยชน์จากทุกคน ส่วนการแก้ไขจะเป็นอย่างไร คงต้องมีหลายขั้นตอน วันนี้ยังอยู่ในการหารือในรายละเอียด แต่ตนมองว่า ต้องตั้งหลักก่อนว่าการแก้ไขต้องฟังประชาชนทุกส่วน ต้องรวบรวมความคิดเห็น และต้องดูว่ามีกระบวนการจะไปจัดการอย่างไร และตนเห็นด้วยว่าคงต้องมีส.ส.ร.ขึ้นมาก่อน แล้วมานำเสนอว่าควรต้องแก้อะไรบ้าง และขั้นตอนจะเป็นอย่างไร ส่วนความเห็นต่อรัฐธรรมนูญปี 50 ตนเห็นว่า ถือว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียเมื่อเทียบกับปี 2540 แต่ ควรพิจารณาเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม และตนเห็นว่าควรเป็นเรื่งของประชาชน ฝ่ายการเมืองไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนข้อเสนอการทำประชามติ จะแก้หรือไม่แก้ก่อนดำเนินการนั้น เมื่อแก้เสร็จแล้วค่อยมาประชามติเพื่อสอบถามอีกครั้งนั้น นายกฯ กล่าวว่า ตนเห็นว่าการทำประชามติครั้งสุดท้ายน่าจะมีความสำคัญกว่า แต่คงเป็นการพิจารณาของส.ส.ร.ว่าจะตัดสินใจอย่างไร หรือวางแนวทางอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าหากต้องถาม 2 รอบ ไม่แน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์มากน้อยเพียงไร

ขณะที่ การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นายกฯ มองว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องที่ผู้รู้ ต้องหารือในรายละเอียด เพราะอาจมีการมองคนละมุม แต่ตนมองว่าเรื่องหลักคือการไม่นำสถาบันไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม และเรื่องความจงรักภักดีเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องยึดถือในเรื่องนี้

ส่วนเรื่องกลุ่มคนเสื้อเดงอาจ ไม่พอใจ โดยเฉพาะการเพิกเฉย เรื่องการแก้ไขพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นายกฯระบุว่า ต้องมองที่ปลายทางเป็นสำคัญ ส่วนวิธีการคงต้องกลับมาคุยกัน และต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดู อย่างไรก็ดี ด้วยภารกิจที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ จึงต้องใช้เวลาในส่วนนี้เป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ตนมองว่าเรื่องสำคัญคงต้องดูหลักการกฎหมายสากล และให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละฝ่ายเข้ามาดู

ส่วนความพร้อมการก้าวเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน นายกฯ มองว่า ด้วยพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดี เราต้องเตรียมตัวเอาไว้ให้ดี ดูเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำให้ได้มากที่สุด กระจายความเจริญไปให้ทั่ว และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มาก รวมทั้งเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่เราต้องวางโครงสร้างให้เร็วที่สุด

ขณะที่ เรื่องการปรับครม.ในปี 2555 นายกฯ กล่าวว่า เรามีการติดตามผลงานคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายต่างๆที่ได้สัญญาเอาไว้กับประชาชน ถูกนำไปปฏิบัติและเป็นไปตามที่คาดหวัง ส่วนระหว่างทางผลงานจะเป็นอย่างไร ให้ว่ากันตามรายกระทรวง และคงให้เวลาแต่ละกระทรวง ซึ่งคงต้องให้ผ่านปีใหม่ไปก่อนน่าจะมีความเหมาะสม แล้วค่อยมาพิจารณาผลงาน ส่วนระยะเวลาจะปรับเมื่อไรยังไม่ระบุ เพียงแต่เป็นไปตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ตั้งเป้าเรื่องการปรับครม. คงเน้นเรื่องการทำงานเป็นหลัก แต่ย้ำว่าหากปรับครม.จะต้องปรับเพื่อให้ทำงานได้เป็นอย่างดีมากยิ่งขึ้น

สำหรับเรื่องนโยบายของรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า นโยบายการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมเป็นเรื่องที่กำลังถูกคาดหวัง คงเป็นเรื่องที่ตอบโจทก์ได้ตรง โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือต่างๆ และเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เป็นนโยบายที่ร่วมผลักดันวงจรเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องการจ้างงาน การผลิต รวมทั้งการเก็บภาษีกลับมาเพื่อให้ได้มากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องแท็บเล็ตพีซีนั้น ตนขอเรียนว่า ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การเตรียมพร้อมในเรื่องการพัฒนาการศึกษา สร้างการเรียนรู้ให้เพิ่มขึ้น ขอย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย เน้นเรื่องการต่อรองระหว่างรัฐต่อรัฐ ทางจีนเองก็สนใจที่จะเข้ามาสนับสนุนก็กำลังเจรจากันอยู่ ส่วนเรื่องค่าแรง 300 บาท ต้องเรียนว่าเข้าใจในทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการด้วย จึงต้องทยอยดำเนินการ

นายกฯ ยังกล่าวถึงความหวังหลังปีใหม่ว่า ตนเชื่อว่า กยอ. และกนอ. เรื่องการบริหารจัดการน้ำ คงเป็นเรื่องของขวัญที่คนไทยอยากเห็น และเป็นเรื่องที่อยากจะทำให้เห็นความมั่นใจ คงมีแผนรูปธรรมออกมาให้เห็นในช่วงมกราคม 2555 พร้อม ทั้งการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นควบคู่กันไป รวมทั้งเรื่องของการปรองดองตนเชื่อมั่นว่า ทุกฝ่ายจะร่วมกันสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้น และอยากเห็นรอยยิ้มความสุขกลับมา

ปี ใหม่นี้ อยากให้พี่น้องคนไทยพบแต่สิ่งที่ดี อย่างน้อยจะได้มีกำลังใจในการฟันฝ่า และเชื่อว่าความสามัคคีของคนไทย จะฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ และให้คนไทยทุกคนมีความสุข ที่สำคัญอย่าลืมเรื่องการให้เวลาในสุขภาพต่อตนเองและครอบครัว เพราะความสุขของครอบครัวเป็นพื้นฐานเรื่องสำคัญ ในการพัฒนาประเทศต่อไป