ที่มา Thai E-News
11 มกราคม 2555
แถลงการณ์ ขอสนับสนุนแก้ไขกม.อาญามาตรา112 - แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยประชาชนเลือกสสร. 3 เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง
ความ เห็นต่างทางความคิด และความขัดแย้งทุกปริมณทลทางการเมืองสังคมวัฒนธรรม ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมประชาธิปไตย ในทางตรงกันข้าม มีแต่ความเห็นเหมือนอย่างถูกกดขี่บังคับและการปิดกั้นความต่างโดยการริดร อนเสรีภาพ ล้วนสะท้อนถึงการปกครองประเทศแบบเผด็จการอำนาจนิยมของผู้ปกครองทั้งสิ้น
ปัจจุบัน การขับเคลื่อนทางสังคมไทย เพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขนำพาสังคมไทยสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้น ได้รวมศูนย์อยู่ในประเด็นการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ 50
“คณะนิติราษฎร์” ได้มีข้อเสนอเพื่อแก้ไขผลพวงของการรัฐประหาร และปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน โดยการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 เพื่อสอดคล้องกับหลักการความยุติธรรมและระบอบประชาธิปไตยดั่งอารยะประเทศ
เพื่อ มิให้เกิดกรณีเช่น “อากง” “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” “สุรชัย แซ่ด่าน” “สุรพศ ทวีศักดิ์” “ก้านธูป” และอีกหลายคน จึงต้องยึดหลักนิติรัฐคู่กับหลักนิติธรรม มิใช่ปล่อยให้บุคคลใดฟ้องร้องกล่าวโทษก็ได้ และควรกำหนดโทษให้เหมาะสมกับสิทธิ์ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยุคโลกาภิวัฒน์มิ ใช่ยุคป่าเถื่อนอีกแล้ว ตลอดทั้งเพื่อมิให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายผู้รักชาติรัก ประชาธิปไตยเหมือนเช่นประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา
ขณะที่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายการปกครองสูงสุดของประเทศ และกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มพลังต่างๆใน สังคมไทย แต่อย่างใดก็ตามรัฐธรรมนูญก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขทางการเมืองอยู่ ตลอดเวลาโดยเฉพาะเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย
ปัญหา รากเหง้าของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาจาก “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” โดย “อำมาตยาธิปไตย” และเพื่อ”อำมาตยาธิปไตย” จึงต้องดำเนิการแก้ไขเพื่อนำพาสังคมไทยสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อย่างแท้จริง
เราในนามองค์กรประชาธิปไตยข้างล่าง มีความคิดเห็น จุดยืน และข้อเสนอดังนี้
1. ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อสอดคล้องกับหลักการความยุติธรรมและระบอบประชาธิปไตยดั่งอารยะประเทศ
2. ขอสนับสนุนข้อเสนอของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) องค์กรคนเสื้อแดง และองค์กรประชาธิปไตยทั้งหลาย ซึ่งดำเนินการเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และต้องใช้กระบวนการมีส่วนของประชาชนเท่านั้น โดยให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 3 โดยตรง ตลอดทั้งเป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ก็เพื่อยุติบทบาทอำนาจนอกระบบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์
3. เราขอเรียกร้องให้ฝ่ายนิยมอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทั้งหลาย จงยอมรับกติกาประชาธิปไตย เคารพหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง “คนเท่ากัน” เสียงส่วนน้อยต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ โดยเสียงส่วนใหญ่ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อยตามหลักอารยะประเทศประชาธิปไตย และหยุดกระทำใดๆ ที่นำสู่สร้าง “ความเกลียดชัง” โดยขอให้ดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างมีหลักเหตุผลและต่อสู้กันทางความคิดความ ต่างอย่างอาระยชนที่พึงมี
ลงชื่อองค์กร
1. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
2. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา (กดม.) จ.กาฬสินธุ์
3. กลุ่มต้นอ้อ จ.ขอนแก่น
4. กลุ่มมิตรภาพ จ.ขอนแก่น
5. กลุ่มภูเวียงเพื่อการพัฒนา จ.ขอนแก่น
6. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น
7. กลุ่มเพื่อนพัฒนาภูกระดึง จ.เลย
8. เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน(คอป.อ.)
9. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.) จ.กาฬสินธุ์
10. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
11. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
12. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จ.อุบลราชธานี
13. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จ.สกลนคร
14. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จ.สกลนคร
15. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จ.ชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จ.ชัยภูมิ
17. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จ.นครพนม
18. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จ.ยโสธร
19. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง (ชสร.)
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จ.พิษณุโลก
22. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย กทม.
23. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
24. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จ.ร้อยเอ็ด
25. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จ.บุรีรัมย์
26. กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
27. กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
28. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน (สนนอ.)
29. สำนักเรียนรู้กระจายอำนาจและปกครองตนเอง(กอ.-ปอ.) จ.เชียงใหม่
30. สถาบันสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม (LSI.)
31. สถาบันพัฒนาเยาวชนแห่งประเทศไทย (สยท.)
32. กลุ่มเถียงนาประชาคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม
33. กลุ่มยอป่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 11, 2012
องค์กรต่างๆ ร่อนจดหมายสนับสนุนนิติราฎร์
Tuesday, January 10, 2012
รายการ ชูธง 09-01-2012
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
RuMi CBR
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ & จตุพร พรหมพันธุ์
รายการ ชูธง ทาง Asia Update
ประจำวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2555
MP3
http://www.mediafire.com/?satznhtbdkv6bh1
http://www.thaivoice.org/board/index.php?
หลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่ออย่างงมงาย
ที่มา thaifreenews
โดย เสรีชน คนใต้

ประเทศที่อ้างว่ามีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ยังสงสัยเหมือนกันว่าแล้วที่สอนให้เราเคารพนับถือกราบใหว้ศัทธาอย่างหลงงมงายใร้เหตุผล มันขัดกับหลักนี้หรือเปล่า
ศาสนาพุทธสอนให้ดูเหตุผลก่อนที่จะเชื่อ ประเทศไทยสอนให้เชื่ออย่างไม่มีเหตผล(และห้ามสงสัยด้วย)
กา ลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่
1อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
2อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
3อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
4อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
5อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
6อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
7อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
8อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
9อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
10อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
ปัจจุบัน แนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ 2500 ปีก่อน ได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับว่าด้วยการสร้างทักษะการคิดหรือที่เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์" (Critical thinking) ไว้ในกระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยของประเทศพัฒนาแล้ว
แล้วประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราละ
"คนเนรคุณ" แผลงฤทธิ์ จัดรถบรรทุก-แท็กซี่ป่วนกรุง
ที่มา thaifreenews
โดย เสรีชน คนใต้
เดือด ร้อนไปทั่วกรุงเมื่อขบวนรถแท็กซี่มากกว่า 300 คันและรถบรรทุก รถเมลล์หลายสิบคันจอดปิดถนนวิภาวดีแต่เช้าตรู่เมื่อวานนี้ ( 9 ม.ค.) หากไม่รู้สึกช้าไปสักนิดจะคล้ายว่าเคยเห็นรูปแบบนี้ “ที่ไหน?”
ม็อบนี้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ อยากมา และไม่ใช่ “พบกันโดยบังเอิญ” ของกลุ่มรถบรรทุก แท็กซี่ในเวลาเดียวกัน วันเดียวกัน คือฤกษ์ดีวันที่ 9 มกราคม
สาย ข่าวบอกแล้วว่าคอยดูมหกรรม “คนเนรคุณ” จะ “เนรมิต” คนๆนี้ เวลาทำอะไรต้องยอมรับว่า เค้าทำแบบ สุดๆ จริงๆ ม็อบรถบรรทุกไม่ใช่ใครอื่นไกล กลุ่มรถบรรทุกและผู้ค้ายางรถยนต์และวัสดุเกี่ยวกับรถบรรทุกย่านวรจักร เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ ไม่สนับสนุนเปล่า พาตัวเองขึ้นเวทีหน้ากระทรวงพลังงานด้วย ( ก็ค้นชื่อแล้วใส่กูเกิ้ลเอาเอง) ไม่น่ากังขา ประวัติท่านคนนี้ เค้าคนนี้ใหญ่โตถึงขนาดว่า เมื่อตอนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ สามารถสั่ง "ซ." ไล่ตะเพิดข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงล้อเกวียนพ้นเก้าอี้ ข้อหา “เบ่งใส่รถบรรทุกของพวกกรู”
มาอีกม็อบที่ดูเหมือนเป็นผู้สนับสนุน รัฐบาล แต่ทำไมทำแบบนี้ ข้อเท็จจริงคือ “ไม่ใช่” กรณีคนขับรถแท็กซี่นั้น ต้องยกไว้ก่อนเพราะเพื่อนฝูงกันหมด แต่คน “จัดมา” มันไม่ใช่...
กลุ่ม แท็กซี่ที่มา แอบเอ่ยชื่อพอได้ว่าชื่อ "ว." กลุ่มนี้เค้าระดมพี่น้องมาปิดลานพระรูป แล้วคุ้นๆ ไหมว่าภาพนี้มันคล้ายๆที่ไหน ถามว่าสองกลุ่มนี้ใช้ “อาวุธ” เดียวกันในการปิดถนนคือ “รถเมล์ รถบรรทุก และ รถแท็กซี่”
กลุ่ม แท็กซี่นี้แอบไปปรึกษาหารือ และเรียกพี่น้องมาคุยกันตั้งแต่หลังน้ำท่วมหมาดๆ ช่วงกลางเดือนธันวาคมแล้ว ความลับไม่มีในโลก หลังสลายวงกันตอนเย็น บังเอิญจริงๆ ที่มีคนสะกดขับตามไปดูขบวนรถแท็กซี่ดังกล่าว ปรากฏว่าแท็กซี่กลุ่มนี้ วิ่งข้ามไปฝั่งธนฯ กลุ่มใหญ่ เลี้ยวขวาลงปิ่นเกล้า-นครชัยศรี เลี้ยวซ้ายเข้ากาญจนาภิเษก
ไปทำไม? ไปเป็นขบวน ปรากฏว่า ทยอยไปรับเงินกันที่ปั้มน้ำมันมืดๆ แห่งหนึ่ง ทยอยไปรับทีละคันจนครบตอนสามทุ่ม!
http://www.bangkok-today.com/node/11731
หนังโป๊ในชีวิตประจำวัน: เพศ+ภาพ ในเสี้ยวประวัติศาสตร์
ที่มา ประชาไท
ชื่อบทความเดิม
หนังโป๊ในชีวิตประจำวัน :
เพศ+ภาพ ในเสี้ยวประวัติศาสตร์ไทย ทศวรรษ 1980-ปัจจุบัน [1]
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
ราษฎรหัวใจซุกซน
แด่เหยื่อความไม่เป็นธรรมของกฎหมาย 112
การดูหนังโป๊ไม่ใช่อาชญากรรม ขบถทางเพศไม่ใช่อาชญากร
ข้อถกเถียงของคนหัวเก่าฝั่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ใช้เป็นคัมภีร์อุดปากเสรี ชนอยู่เสมอก็คือ สื่อลามกอนาจารโป๊เปลือยอุจาดทั้งหลายเป็นภัยสังคม การดำรงอยู่ของสิ่งอุบาทว์เหล่านี้จะกระตุ้นเร้าประสาทสัมผัสก่อให้เกิด อาชญากรรมทางเพศ จะออกบัตรเชิญให้คนออกมาร่วมรักกันอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลศีลธรรมปั่นป่วน โลกจะวุ่นวายและอาจถึงขั้นล่มสลาย ก่อนที่จะฝันเปียกไปมากกว่านี้ ยังถือว่าเราโชคดีที่สามารถจะหยุดครุ่นคริดกันบ้าง ด้วยงานวิจัยที่ออกมาตบหน้าและยันกลับข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าด้วยอาชญากรรมทาง เพศ อยู่อย่างน้อย 2 เปเปอร์ 2 แห่ง นั่นคือ “Porn Up, Rape Down” ฝั่งอเมริกาในปี 2006 โดย D’Amato, A. (1980/2523-2004/2547 รวมเวลากว่า 24 ปี) และญี่ปุ่นในปี 1999 คืองาน “Pornography, Rape and Sex Crimes in Japan” โดย Diamond, M. and A. Uchiyama (ศึกษาปี 1972/2515-1995/2538 รวมเวลากว่า 23 ปี) งานทั้งสองชี้ว่า ปริมาณสื่อลามกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้อาชญากรรมทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย สำคัญ เผลอๆ อาจทำให้คดีต่างๆน้อยลงเสียด้วยซ้ำ [2] ในประเทศไทยที่ยึดมั่นศีลธรรมจรรยาอันดีงามนั้น ไม่ต้องไปไกลถึงหนังโป๊หรอก เพียงแค่การฉายภาพยนตร์บนดินยังถูกตัดสิน “ห้ามฉาย” ไม่ว่าคุณจะมีลูก มีผัว มีเมียมากกว่าหนึ่ง มีประสบการณ์ทางเพศอันโชกโชนเพียงใด คุณก็ไม่ได้รับอนุญาตให้รับชมมัน “อย่างถูกกฎหมาย”
แม้ว่าสมัยนี้เราตระหนักกันบ้างแล้วว่า ความรู้คืออำนาจ แต่ผู้มีอำนาจในสังคมไทย ใช้ความรู้น้อยมากในการตัดสินใจ บทความนี้คงทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าคลี่คลายภาพเชิงสังคมของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่อยู่กับหนังโป๊อย่างเป็นปกติในชีวิตประจำวัน พวกเขาปฏิบัติกับมันดังเพื่อนคลายเหงา การสะสมและการรับชมหนังโป๊ถือเป็นงานอดิเรก ไม่ต่างจากการแสวงหาอาหารเลิศรส การชมภาพศิลปะที่สร้างแรงบันดาลใจ การบำรุงผิวพรรณ การฟังคอนเสิร์ต การเข้าสปาเพื่อขัดผิวและผ่อนคลายอารมณ์ ฯลฯ ผู้เขียนสงสัยว่า การเรียกร้องให้คนรู้จักเพียงพอทางเพศ โดยเอามาตรฐานเฉพาะตัวเองไปบังคับใช้ และตัดสินพิพากษาคนอื่นราวกับว่าตนเป็นเจ้าของชีวิตของพวกเขาเสียเอง มันเป็นมาตรฐานของสังคมแบบไหนกัน
- 1 -
สเต็ปแรกของหนังโป๊ [3]
‘…Fanny Hill is considered "the first original English prose pornography, and the first pornography to use the form of the novel." It is an erotic novel by John Cleland first published in England in 1748. It is one of the most prosecuted and banned books in history. The authors were charged with "corrupting the King's subjects." …’ [4]
วิกิพีเดียพูดถึง นิยายที่ชื่อว่า Memoirs of a Woman of Pleasure หรือ Fanny Hill ที่เขียนขึ้นในปี 1748/2291 ก่อนเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 เป็นเวลา 19 ปี ก่อนปฏิวัติฝรั่งเศสเพียง 41ปี
Memoirs of a Woman of Pleasure หรือ Fanny Hill อันอื้อฉาว ที่เขียนขึ้นในปี 1748/2291
อดีตเจ้าสำนักมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนภาคเว็บไซต์ สมเกียรติ ตั้งนโม(2501-2553) ได้นิยามคำว่า “โป๊” (Pornography) ว่า “การนำเสนอเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นไปในลักษณะกามวิสัย(erotic) ในสื่อประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะในหนังสือ สิ่งพิมพ์ ภาพถ่าย ภาพเขียน รูปปั้น ภาพยนตร์ หรืออื่นๆ. ถ้าจะพูดให้ชัดก็คือ สื่อเหล่านี้เป็นผลงานต่างๆที่ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ต้องการกระตุ้นให้ เกิดความตื่นตัวหรือความเร่าร้อนทางเพศนั่นเอง(cause sexual excitement)” [5]
ในที่นี้เราจะหยิบส่วนน้อยนิดอันมหาศาลมาหนึ่งสื่อ สื่อที่เรียกว่า “หนังโป๊” (Pornographic film) แน่นอน โดยจะมุ่งเน้นไปโฟกัสที่หนังโป๊แบบฮาร์ดคอร์ (Hardcore Porn Movie ) ที่เน้นกิจกรรมทางเพศอันโจ่งแจ้ง เน้นการสอดใส่ เสียดสี ถูไถ เป็นหลักใหญ่ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการร่วมเพศระหว่างทั้งสองเพศตามจารีตประเพณีเท่า นั้น อย่างไรก็ตามต้องขอสารภาพก่อนว่ามุมมองของผู้เขียนนั้นมีอคติของ หนังโป๊ที่ชายเป็นใหญ่และจินตนาการความสัมพันธ์ทางเพศแบบชายหญิง
อาจกล่าวได้ว่า หนังโป๊ เติบโตมาพร้อมกับทุนนิยมร่วมกับความกระหายอยากทางเพศ กว่าที่หนังโป๊จะกลายเป็นสินค้าหมุนเวียนอย่างคึกคักในตลาดก็ต้องรอถึงช่วง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้ หนังโป๊ยังอยู่ในวงจำกัดตามซ่องโสเภณีทั้งหลาย สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือ เทคโนโลยีกล้องถ่ายหนัง 8 มิลลิเมตร ทำให้เกิดนักถ่ายหนังสมัครเล่นจำนวนมาก และพบว่าเริ่มเกิด “ผู้ประกอบการ” หนังโป๊ อย่างเป็นล่ำเป็นสัน อย่างไรก็ตาม 60 กว่าปีที่แล้วหนังโป๊ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ทศวรรษ 1960/2503-2512 ถือว่าเป็นการเปลี่ยนของ “หนังโป๊” ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่มีต่อเซ็กส์ที่เปลี่ยนไป คือ เปิดกว้างมากขึ้น แต่ด้วยความระแวดระวังในช่วงแรกยังเป็น “หนังโป๊” ที่ต้องมีส่วนผสมของความเป็น “หนังสารคดี” เพื่อที่จะเลี่ยงบาลีกฎหมาย เช่นเรื่อง I Am Curious (Yellow) (1967/2510-Sweden) และ Language of Love (1969/2512-Sweden)
ตราบจนปี 1969/2512 เดนมาร์กเป็นประเทศแรกที่ประกาศให้ “หนังโป๊” แบบฮาร์ดคอร์ เป็นเรื่องถูกกฎหมาย เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องกินปี้ขี้นอน ปีเดียวกันเนเธอร์แลนด์ก็เป็นอีกประเทศที่ประกาศเย้ยฟ้าท้าพวกมือถือสากปาก ถือศีลเช่นกัน การทำให้หนังโป๊อยู่ “บนดิน” เปิดทางให้นักลงทุนเข้ามาร่วมวงไพบูลย์อย่างไม่ขาดสายหนังโป๊กลายเป็นสินค้า แมสโปรดักท์ ราคาถูก แถมยังมีคุณภาพเสียอีก ซึ่งอานิสงส์นี้เผื่อแผ่ไปยังวงการแมกกาซีนโป๊อีกด้วย ในทางกลับกันประเทศที่ผิดกฎหมายที่ถูกปิดกั้นกลายเป็นเป้าหมายอย่างดีในการ ลักลอบสินค้าผิดกฎหมายเช่นนี้เข้าไป
ซ้าย I Am Curious (Yellow) (1967-Sweden) และ ขวา Language of Love (1969-Sweden)
ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มเกิดหนังที่เรียกว่า Roman Porno ที่เน้นภาพฝันแฟนตาซีมากกว่า “การสอดใส่” Roman Porno นี้รุ่งเรืองในอีกสิบปีต่อมา [6] (จึงขอเดาว่า โปสเตอร์หนังโป๊ ที่ติดอยู่ร้านขายของชำใน 20th Century Boys น่าจะเป็นหนัง Roman Porno นี่แหละ)
ทศวรรษ 1970/2513-2522 ความเข้มงวดของกฎหมายหัวโบราณเริ่มคลายตัว ได้เปิดฟ้าใหม่ของโรงหนังโป๊ (adult theatres) ขึ้นทั้งในอเมริกาและหลายแห่ง จึงเกิดการขยายตัวของหนังโป๊ในฐานะส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่าง คึกคัก แต่หนังโป๊ก็ยังมีข้อจำกัด หนังโป๊อย่าง Deep Throat (1972/2515) ก็ถูกดึงไปอยู่ในสมรภูมิการเมืองในยุคประธานาธิบดีนิกสันอันอื้อฉาวในคดีวอ เตอร์เกต รัฐได้ทำการจับกุม ยึดฟิล์ม ปิดโรงหนังเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นที่ประธานาธิบดีโจมตีอย่างหนัก แต่นั่นก็ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่สนใจ และนิกสันเองก็หลุดจากตำแหน่งในปี 2514 Deep Throat ยังถูกใช้เป็นชื่อรหัสลับของคนที่เผยข้อมูลอันฉ้อฉลของนิกสัน นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ Marvin Miller หนึ่งในผู้จัดการของบริษัทธุรกิจขนส่งพัสดุไปรษณีย์ ได้ทำการโฆษณาสินค้าโดยทำการติดฉลากบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นวัสดุเย้ายวนทาง เพศซึ่งถือว่าละเมิดกฎหมาย ทำให้เขาถูกฟ้องศาลรัฐแคลิฟอร์เนียในปี 1973/2516 โดยมีผลตัดสินว่า สื่อลามกอนาจารแบบนี้จะไม่ถูกรับรองในฐานะ “ฟรีสปีช” (Free Speech) [7] ตามมาตราแรก ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา แต่ศาลก็ได้เปิดช่องไว้ โดยการตั้งเกณฑ์ 3 ประการของการพิจารณาว่าการแสดงออกแค่ไหนถึงจะเรียกได้ว่า ลามกอนาจาร ที่จะไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะ ฟรีสปีช เกณฑ์นี้เรียกกันว่า Miller test
ทศวรรษ 1980/2523-2532 เมื่อเทคโนโลยีวิดีโอขึ้นมาเป็นใหญ่ และสยายปีกอาณาจักรของมันไปทั่วโลก ข้อดีของมันคือ มันได้ทำให้เกิดโรงหนังโป๊ขนาดย่อมได้ย้ายไปตั้งที่ไหนก็ได้ในโลกที่จะหา เครื่องเล่นและวิดีโอเทปได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือ ทำให้คุณภาพการถ่ายทำตกต่ำลง เนื่องจากเดิมการถ่ายทำหนังโป๊ จะเป็นการถ่ายทำในระบบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งคุณภาพจะแตกต่างอย่างมากจากการถ่ายทำด้วยสื่อวิดีโอเทป อย่างไรก็ตามแม้คุณภาพจะต่ำลง ก็หาได้เป็นอุปสรรคในเมื่อข้อดีดังกล่าวทำให้หนังโป๊ถูกส่งผ่านไปฉายยังที่ ต่างๆได้สะดวก และชัยชนะที่สำคัญก็คือการทำให้หนังโป๊ก้าวเข้าไปสู่ในพื้นที่ครัวเรือนของ คนธรรมดาที่พอจะมีเงินซื้อได้ ขณะที่ดาราหนังโป๊และผู้กำกับแห่งวงการก็ได้ทยอยถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็น กิจจะลักษณะ
การปฏิวัติด้วยวิดีโอเทปยังนำสิ่งที่ผู้เขียนนิยามว่า “ประชาธิปไตยของการทำหนังโป๊” (Democratization of Pornography) ขึ้นในโลกเสรี เนื่องจาก กล้องวิดีโอมือถือ (camcorder) สามารถทำให้การทำหนังโป๊ในครัวเรือนเป็นไปได้ ไม่ว่าจะทำเองดูเองกินเอง หรือจะเป็นการเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ก็ตามที ว่ากันว่าการผงาดขึ้นของวิดีโอเทประบบ VHS ที่มีชัยชนะเหนือระบบ Sony Betamax ก็เพราะว่า อุตสาหกรรมหนังโป๊เลือกที่ใช้ระบบเทปของ VHS และหมุดหมายสำคัญที่ถูกปักตรงหน้าสำคัญอีกแห่งหนึ่งก็คือ คำพิพากษาของศาลแคลิฟอร์เนียในปี 1989/2532 ที่ประชาชนแคลิฟอร์เนียได้ฟ้องร้องต่อ Harold Freeman ในข้อหาว่าจ้างนักแสดงหนังโป๊ แต่ในกาลเวลาที่สังคมได้เปิดกว้างมากขึ้นแล้วได้ทำให้ศาลได้ตัดสินให้การ สร้างหนังโป๊แบบฮาร์ดคอร์เป็นเรื่อง “ถูกกฎหมาย” [8] การเติบโตของหนังโป๊ด้วยฤทธิ์ของวิดีโอโป๊ในสังคมญี่ปุ่นก็ขยายตัวด้วยเช่น กัน ดารา AV ระดับไอดอลเริ่มแจ้งเกิดในยุคนี้ นั่นหมายความว่า ดาราหนังโป๊ไม่ใช่หญิงค้าบริการใน Soap land (คล้ายอาบอบนวด) เหมือนก่อนอีกต่อไป
เครื่องเล่นวิดีโอเทป และ วิดีโอเทประบบ VHS
ทุนนิยมและเทคโนโลยียังเป็นตัวจักรสำคัญที่หมุนฟันเฟืองของอุตสาหกรรมอัน แสนสยิวนี้ ในทศวรรษ 1990/2533-2542 พระเอกทั้ง 2 ที่แท็คทีมกันสร้างอาณาจักรใหม่ก็คือ เครื่องเล่น DVD และอินเตอร์เน็ต DVD ยกระดับคุณภาพจากวิดีโอเทปขึ้นมาใหม่ และยังมีนวัตกรรมที่ “ตอบโต้ได้” (interactive) ที่ยุให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับมุมกล้องที่หลากหลาย แม้แต่ฉากจบที่มีได้มากกว่าหนึ่ง หาก DVD หมายถึง คุณภาพสินค้าชั้นเยี่ยมแล้ว อินเตอร์เน็ตได้ทำหน้าที่เสมือนเป็นยานอวกาศที่ย่นมิติของเวลาให้สั้นลง ผู้ชมไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านหนังสือผู้ใหญ่ ไม่ต้องสั่งซื้อทางพัสดุ พวกเขาสามารถเข้าถึงได้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของพวกเขาเอง สื่อโป๊ที่เป็นภาพนิ่งก็ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็ล่วงถึงฝั่ง การเริ่มต้นของนวัตกรรม World Wide Web ในปี 1991/2534 อย่างที่รู้ๆกัน สำหรับคนที่มีทุนทรัพย์มากพอก็สามารถจ่ายเงินทางอินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึง การโหลดหนังโป๊ได้สบายๆภายในไม่กี่นาที ส่วนใครเบี้ยน้อยหอยไม่มีก็อาศัยของฟรีจากสาธารณะนั่นคือ การแชร์ไฟล์ ไม่ว่าจะโดยการโหลดบิต (BitTorrent), การโหลดจากไฟล์โดยตรง หรือกระทั่งเว็บไซต์ที่มีลักษณะคล้ายยูทูป เช่น Redtube, Xtube ฯลฯ ที่ในปัจจุบันสามารถดูดภาพเคลื่อนไหวเอาไว้ดูอีกรอบได้ และนี่เองทำให้ฮาร์ดดิสก์ลูกใหญ่แค่ไหนก็ไม่พอสักที สำหรับมหาสมุทรของหนังโป๊ที่กว้างขวาง ยังไม่นับคุณูปการของอินเตอร์เนตสำหรับการถ่ายทอดสดการแสดงกิจกรรมทางเพศ สำหรับผู้ชื่นชอบแสดงนิทรรศการส่วนตัวผ่านโปรแกรมประเภท Camfrog ได้อีก
ที่เล่ามาทั้งหมดส่วนใหญ่เก็บความมาจากวิกิพีเดีย เพื่อทำให้เห็นโครงสร้างการพัฒนาทางเทคโนโลยี ระบบทุน และความพร้อมทางสังคมที่เปิดเสรีมากขึ้น
ผู้เขียนในยามไม่ประสีประสาแทบช็อคเมื่อพบกับวิดีโอโป๊ที่เป็นเนื้อหาของ การมีเซ็กซ์ระหว่างผู้หญิง 1 คน กับผู้ชาย 251 คนในเวลา 10 ชั่วโมงกลางโรงยิมแห่งหนึ่งจากเรื่อง The World’s Biggest Gangbang (1994/2537) นำแสดงโดย Anabel Chong หรือ Grace Quake สาวจีนสิงคโปร์ [9] ดารานำที่ไม่รู้จักชื่อในขณะนั้น กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้คำจำกัดความในจิตสำนึกผมมาตั้งแต่นั้น จนกระทั่งผู้เขียนได้ทำความรู้จักกับเสรีภาพในการแสดงออกของมนุษย์
ปกหน้า The World’s Biggest Gangbang (1994/2537) และ ปกหลัง
- 2 -
หนังโป๊ พื้นที่และกาลเวลาในสายตา 1980s BOYS
ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่เติบโตในสังคมไทยอันดีงาม สังคมที่เต็มไปด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่พระพุทธเจ้า เทพโน่นเทพีนี่ พ่อปู่นั่น แม่ย่านี่ สังคมเรานับถือตั้งแต่สิ่งที่ไร้ตัวตนอย่างนิพพานไปจนถึงอวัยวะเพศเทียม อย่างปลัดขิก จะว่าไปของโป๊ๆ เปลือยๆ ถ้าอยู่ได้ถูกกาลเทศะ มันก็อาจจะกลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์”ขึ้นมาก็ได้ ใครจะรู้ว่าหากเราจัดวางกันดีๆ หนังโป๊ และสื่อโป๊ๆทั้งหลายอาจมีพื้นที่ในกาลเวลาที่เหมาะสมสักวันในประเทศไทยที่ ไม่เหมือนใครในโลกนี้
ในเวลาอันจำกัดผู้เขียนของเล่าพัฒนาการของ “กระบวนการแสวงหาและรับชมหนังโป๊” ผ่านประสบการณ์ผู้เขียนที่มีลักษณะของชนชั้นกลางที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง ในต่างจังหวัด โดยเติบโตแบบจำความได้มากับยุค 1980/2523-2532 ซึ่งตรงกับยุคสวรรค์ของวิดีโอโป๊ดังที่กล่าวมา
การเสพสื่อโป๊ๆ นั้น โดยปกติแล้วเรามักเข้าใจว่าจะเป็นการเสพในพื้นที่ส่วนตัว เอาเข้าจริงแล้วสื่อโป๊ๆ ยังปรากฏกายอยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นปฏิทินแม่โขง (ยุติการแจกไปในปี 2539) ปฏิทินน้ำมันเครื่องและหลากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาแจกจ่าย ปกหนังสือพิมพ์สมัยที่มาลัยไทยรัฐยุคแรกยังดังระเบิด มันติดอยู่ด้านหลังเก้าอี้ร้านตัดผม แปะอยู่ในเพิงซ่อมมอเตอร์ไซค์ วางแอบๆอยู่กับแผงหนังสือ สื่อโป๊ๆจึงกลายเป็นวัตถุแห่งจินตนาการของผู้มีเพศสภาพเป็นชายอยู่ไปทั่วถนน รนแคม ในทศวรรษ 1980 จึงเป็นห้วงเวลาที่ผู้เขียนยังมีขอบเขตที่จำกัดทั้งการเข้าถึงสื่อโดยตรง และด้วยช่วงวัยที่ยังไม่เจริญพันธุ์
จินตนาการทางเพศกับแฟนตาซีแบบหญิงยุโรปผิวขาว
วัยเจริญพันธุ์ไทยที่เป็นชนชั้นกลางในเมือง มีชีวิตประจำวันผูกติดอยู่กับโรงเรียนเป็นอย่างมาก กลุ่มทางสังคมที่สำคัญที่สุดและปราศจากอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันมากที่สุดก็ คือ สังคมในกลุ่มเพื่อนดังนั้น การพูดคุยถึงเรื่องเพศ เรื่องความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจึงมีศูนย์กลางอยู่ที่ “เพื่อน” มากกว่าจะเป็นครู หรือพ่อแม่ (แม้ว่า ครู พ่อแม่ก็อาจมีความช่ำชองเรื่องเพศเป็นล้นพ้นก็ตามที) ในทศวรรษ 1990/2533-2542 ถือกันว่าเป็นยุคที่วัฒนธรรมตะวันตกแบบอเมริกันเถลิงชัยชนะไปแทบทั่วโลก การบุกตะลุยตลาดโลกที่สามด้วยอุตสาหกรรมภาคบริการ ที่กระตุ้นการบริโภคอย่าง สื่อบันเทิง Hollywood, MTV, Walt Disney เชนฟาสต์ฟู้ดต่างๆนานา จึงไม่แปลกที่ภาพฝันของความเจริญรุ่งเรืองทันสมัยจึงมีศูนย์กลางจักรวาลวน รอบอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ความเหนือกว่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมนี้ทรงอิทธิพลต่อประเทศไทยด้วย วัฒนธรรมป๊อบแบบอเมริกันนี้ถูกเชื่อมโยงผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างภาพยนตร์ ฮอลลีวู้ด ซึ่งได้สร้างภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่สวยแบบนางเอกภาพยนตร์ นั่นคือ หญิงสาวตะวันตกที่สวยคม รูปร่างสัดส่วนได้รูป มั่นใจในตัวเอง กล้าได้กล้าเสียกับทุกเรื่องโดยเฉพาะในเรื่องเพศ หนังฮอลลีวู้ดอย่างน้อย 3 เรื่องเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากถึงเรื่องโป๊ๆ เปลือยๆ นั่นคือ Ghost (วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก แสดงนำโดย เดมี่ มัวร์ 1990/2533), Pretty Woman (ผู้หญิงบานฉ่ำ แสดงนำโดย จูเลีย โรเบิร์ต 1990/2533), Basic Instinct (เจ็บธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แสดงนำโดย ชารอน สโตน 1992/2535)
ซ้าย โปสเตอร์หนังเรื่อง GHOST และ ขวา โปสเตอร์หนังเรื่อง BASIC INSTINCT
ไม่เพียงเท่านั้นลักษณะพิเศษหนึ่งในสังคมไทยก็คือ การให้ความสำคัญกับดารานักร้องลูกครึ่งนับมาตั้งแต่ทูน หิรัญทรัพย์ (เกิดปี 2497 ลูกครึ่ง ไทย-ฟิลิปปินส์) จารุณี สุขสวัสดิ์ (2505 ลูกครึ่ง ไทย-ฝรั่งเศส) ยุรนันท์ ภมรมนตรี (2506 เชื้อสายเยอรมัน) บิลลี่ โอแกน (2509 ลูกครึ่ง ไทย-ฟิลิปปินส์) คริสติน่า อากิล่า (2509 ลูกครึ่ง ฟิลิปปินส์-ฝรั่งเศส) จอห์น นูโว (2510 ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ) จอนนี่ แอนโฟเน่ (2512 เชื้อสายฟิลิปปินส์-ไทย-เยอรมัน) สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ (2513 ลูกครึ่ง-ไทยอเมริกัน) มาช่า วัฒนพานิช (2513 ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน) พาเมล่า เบาว์เด้น (2515 ลูกครึ่ง-ไทยอเมริกัน) ธัญญาเรศ รามณรงค์ (2519 ลูกครึ่ง ไทย-อเมริกัน) แอน ทองประสม (2519 ลูกครึ่ง ไทย-สวีเดน) แคทรียา อิงลิช (2519 ลูกครึ่ง ไทย-อังกฤษ) ฯลฯ สอดคล้องกับที่ พัฒนา กิตติอาษา ชี้ว่าทศวรรษ 1980เป็นต้นมา มีการค้นพบลูกครึ่งฝรั่งผิวขาวที่เป็นตัวแทนของความทันสมัยบนเวทีโลก ลูกครึ่งฝรั่งผิวขาวนี้ยังเป็นตัวแทนไทยใหม่ในการประกวดนางงาม ธุรกิจการโชว์ตัว วงการโฆษณาและบันเทิง [10]
เมื่อพูดถึงนางงาม การประกวดนางงามจักรวาล Miss Universe ก็ได้ทำหน้าที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ของความงามมาตรฐานหญิงสาวตะวันตกที่เชื่อมโยง กับโลกทัศน์จินตนาการความงามแบบฮอลลีวู้ด ใช่แล้ว พวกเราไม่ลืมเธอ “น้องปุ๋ย” ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก (เกิดปี 2511) นางงามจักรวาลปี 1988/2531 แม้น้องปุ๋ยจะไม่ใช่ลูกครึ่ง แต่ความที่เติบโตมาจากแผ่นดินสหรัฐอเมริกา มีบุคลิกมั่นใจ แม้จะพูดไทยไม่ชัด อุปสรรคที่มีมลายสิ้น เมื่อเธอคว้ามงกุฎในฐานะผู้งดงามที่สุดในจักรวาลในปีนั้น ภาพลักษณ์นางฟ้าใจดีในร่างของนางงามของน้องปุ๋ยทำให้เรานึกถึงนางฟ้าแบบทิง เกอร์เบล ตามเทพนิยายตะวันตกมากกว่านางฟ้าในจิตรกรรมฝาผนัง หรือมักกะลีผล ในแบบฉบับไตรภูมิกถา ไม่เพียงเท่านั้นการคว้ารางวัลชนะเลิศในระดับนานาชาติ สำหรับสังคมฉาบฉวยอย่างสังคมไทยก็ถือว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่งยวดในการ ประกาศศักดาปักธงไตรรงค์บนแผ่นที่โลกให้คนได้รู้จักในฐานะที่มีคนไทยดำรง ตำแหน่ง “นางงามจักรวาล”
น้อง ปุ๋ย ในมาดผู้หญิงที่มั่นใจแบบฝรั่งเมื่อได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลแล้ว, อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ในตำแหน่งนางสาวไทยในปี 2535 และ จิดาภา ณ ลำเลียง รองนางสาวไทยในปี 2535 (ตามลำดับ)
หากใครที่มีอายุมากพออาจจำได้ถึงข้อถกเถียงเรื่อง คำตัดสินค้านสายตาในตำแหน่งนางสาวไทยปี 1992/2535 [11] ปีนั้นอรอนงค์ ปัญญาวงศ์ คว้ามงกุฎนางสาวไทย อนันตริยกรรมของกรรมการที่ถูกรุมประณามก็คือ อรอนงค์มีบุคลิกไม่ถึงขั้นที่จะประกวดนางงามจักรวาล เมื่อเทียบกับ จิดาภา ณ ลำเลียง ที่มีดีกรีมาจากต่างประเทศ รูปร่างได้สัดส่วนจนได้รับ “รางวัลแต่งกายชุดว่ายน้ำงาม” ด้วยใบหน้าที่ออกไปทางฝรั่ง ยิ่งตอกย้ำความงามแบบลูกครึ่งที่ช่วยให้คว้า “รางวัลขวัญใจช่างภาพ” ขณะที่อรอนงค์เป็นสาวเชียงใหม่ที่ถูกเหยียดหยามว่า แม้จะประกวดนางงามเชียงใหม่แต่ก็ตกรอบ 5 คนสุดท้าย แต่ในที่สุดอรอนงค์เข้าวินเพราะหมัดเด็ดจากการ “ฟ้อนสาวไหม” ที่แสดงความอ่อนช้อยความเป็นไทยที่ถอดออกมาจากแบบฉบับความเป็นไทย
ดังนั้นจินตนาการทางเพศของชายหนุ่มส่วนหนึ่งอาจนับว่าถูกครอบงำด้วย ภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุโรปผิวขาว หุ่นดี หลายคนอาจจำได้ถึงภาพโปสเตอร์ขนาดยักษ์ที่เป็นภาพของ Phoebe Cates (เกิด 1963/2506) ที่มักจะติดโชว์อยู่ตามร้านถ่ายเอกสาร, ร้านเสริมสวยสตรี แม้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเธอคือใคร เธอมาจากไหน เธอทำอะไร แต่นั่นคือ ตัวแทนสำคัญของความงามและจินตนาการทางเพศในยุคนั้น อารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นป้อมปราการทางวัฒนธรรมตะวันตกสำคัญที่ได้ เชื่อมโยงมาสู่รสนิยมหนังโป๊ฝรั่งอย่างแนบชิดในเวลาต่อมา
Phoebe Cates (เกิด 1963/2506) ใครก็ไม่รู้ที่ติดอยู่ตามร้านถ่ายเอกสาร และร้านเสริมสวยในทศวรรษ 1980-1990
การเข้าถึงหนังโป๊ และการประกอบสร้างโลกทางเพศที่ชายเป็นใหญ่
การเข้าถึงหนังโป๊ของคนในยุค 1990 นั้นเป็นไปได้หลายทาง ผู้เขียนไม่ทราบข้อมูลว่าจะมีการสั่งซื้อจากต่างประเทศหรือมีระบบเอเย่นต์ ที่สามารถสั่งซื้อทางไปรษณีย์อย่างไรหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ในประสบการณ์ของผู้เขียน หนังโป๊ที่รู้จักส่วนน้อยมาจากของพ่อเพื่อน ส่วนใหญ่มาจากร้านเช่าวิดีโอ
ร้านวิดีโอสมัยนั้นมีสถานะสำคัญมาก เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะสีเทาอันเป็นจุดกระจายของสื่อเสริมการเรียนรู้ทาง เพศ แต่ร้านวิดีโอไม่ทุกร้านที่จะมีหนังโป๊อยู่ใต้เคาน์เตอร์ หรืออยู่หลังร้านอย่างเป็นสัดส่วน เพราะการจะเสนอให้บริการหนังโป๊ได้จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนจากผู้รักษากฎหมาย ไม่น้อย สำหรับคนหน้าบางอย่างผู้เขียนแม้ร้านวิดีโอจะเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่กระบวนการที่ลำบากใจที่สุดก็คือ ห้วงเวลาการรอคอยระหว่างที่พนักงานร้านจดชื่อหนังลงสมุดบันทึก เมื่อหนังโป๊ถูกตราหน้าว่าเป็นสื่อผิดกฎหมายทางโลก ขณะที่วัตถุแห่งความลุ่มหลง ตัณหา ความอยากไม่มีที่สิ้นสุดก็ถือเป็นการนอกรีตนอกรอยศีลธรรมอันดีงาม การรอคอยที่หน้าเคาน์เตอร์ระหว่างที่ลูกค้าคนอื่นๆทยอยเข้าร้านมา จึงเป็นเวลาที่ยาวนานเป็นพิเศษ ด้วยเกรงว่าจะพบคนรู้จักที่ไม่พร้อมจะเข้าใจการกระทำอันกล้าหาญของเรา นี่คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับพื้นที่ซึ่งผู้เขียนถูกครอบงำด้วยบรรทัดฐานแบบพุทธ เถรวาท-ไทย ลูกค้าทั่วไปอาจไม่ได้คิดอะไรกับผู้ยืมหนังโป๊ แต่ผู้เขียนถูกโจมตีและสยบยอมอย่างราบคาบภายใต้โลกทัศน์เช่นนั้น
ยังโชคดีที่พื้นที่หลังร้านที่แยกเป็นสัดส่วนที่มีประตูปิดมิดชิด (บางร้านไม่ได้แยกชัดเจน แค่เพียงย้ายตำแหน่งไปหลังร้านที่สุดมุมอับที่สุด) แถบกระดาษสีขาวที่ปิดสันม้วนวิดีโอ และถูกเขียนด้วยปากกาเมจิค แบ่งประเภทหนังด้วยสัญชาติ ฝรั่ง-ญี่ปุ่น-จีน-ไทย เรียงรายเป็นตับนอนรอผู้เช่าออกไปอย่างเงียบสงบ หากย้อนระลึกถึงรายชื่อหนังโป๊ที่ปรากฏอย่างรางเลือน คำเหล่านี้ก็ผุดออกมาจาก Final Taboo, Coketeer , คู่กำ, ปลายฝนต้นหนาว, ปลาไหลทองคำ ฯลฯ เท่าที่จำได้ หนังฝรั่งจะมีการระบุชื่อหนังที่ชัดเจน บางเรื่องก็ดัดแปลงมาจากหนังใหญ่ฟอร์มยักษ์ เช่น Rocketeer – Cocketeer ส่วน หนังไทยมีชื่อที่จำได้ติดหู แต่ออกแนวตลกโปกฮา โดยเฉพาะระบบเสียงฟังส่วนใหญ่จะเป็นเสียงพากษ์ที่ใช้ปฏิภาณไหวพริบให้ขำขัน มากกว่าจะกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ แต่ที่แทบจะจำไม่ได้เลยก็คือ ญี่ปุ่นและจีน ที่ไม่แน่ใจว่า เพราะไม่มีชื่อ หรือชื่อไม่โดดเด่น ผู้เขียนยังไม่แน่ใจว่า พยาบาลสาวร้อนรัก เป็นชื่อของหนังฝรั่ง หรือหนังญี่ปุ่น แต่เอาเถิด เมื่อเทียบกันทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพม้วนต่อม้วนกับหนังโป๊สัญชาติอื่นๆ แล้ว ในยุคนั้นหนังโป๊ฝรั่งกินขาด แน่นอนว่าด้วยโปรดักชั่นที่ลงทุนอย่างมหาศาลของอุตสาหกรรมหนังโป๊ฝรั่งแล้ว หนังฝรั่งยังตอบสนองแฟนตาซีทางเพศอันความงามมีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้หญิงยุโรป ผิวขาว
นอกจากนั้น หนังโป๊ไม่ได้อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง การพูดคุยเกี่ยวสื่อลามกของชายหนุ่มวัยเจริญพันธุ์เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ได้ มีแค่เรื่องตัณหาความกระหายอยากทางเพศเพื่อปลดปล่อยเท่านั้น แต่มันยังประกอบด้วยเรื่องอื่นๆอีก กล่าวคือ มันเป็นกระบวนการสร้างพื้นที่ของความเป็นชาย การกำหนดโลกทัศน์ของเพศชายที่ “ถูกต้อง” นั้นเป็นอย่างไรด้วย กระบวนการดูหนังโป๊นั้นดูราวกับเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในบุพกาลที่ออกไป ล่าสัตว์มาทำอาหาร ดังนั้นขั้นตอนทั้งหลายจึงแวดล้อมไปด้วยการหาข้อมูล การเสาะแสวงหาหนังโป๊ การถกเถียงเกี่ยวกับหนังโป๊ การคุยโอ่และทับถมความสามารถทางเพศของตนไม่ว่าจะเป็นการแสดงความอึด ความอดทนในการสำเร็จความใคร่ ขนาดอวัยวะเพศที่ใหญ่โต การแสดงออกถึงอาการเดียดฉันท์รสนิยมทางเพศที่ต่างไปจากความคิดที่ชายเป็น ใหญ่ การดูหนังโป๊จึงเป็นการสร้างเถลิงอำนาจบนความรู้ว่า การมีเซ็กซ์ระหว่างผู้ชาย และผู้หญิงเป็นเรื่องปกติ, การมีเซ็กซ์ระหว่างเพศเดียวกันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
กระบวนการเหล่านี้จึงสร้างกรงเหล็กในนามของความจริง ความดีงาม ความถูกต้องทางเพศที่แยกความผิดปกติออกมาอย่างชัดเจน ยังไม่นับถึงหนังโป๊ที่มีจินตนาการแฟนซีอย่างหลุดโลก อย่างเช่น หนังโป๊เอากับสัตว์ หนังโป๊ซาดิสม์ หนังโป๊ที่สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งปฏิกูล ฯลฯ หนังโป๊เหล่านี้แทบจะถูกจัดให้เป็นวรรณะจัณฑาลของสื่อลามกอนาจาร ที่ถูกผลักดันให้ตกไปอยู่ใต้หุบเหวที่ไม่เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศใดๆ
หนังโป๊ทาร์ซานในตำนาน
“ ‘ทาร์ซาน’ เป็นหนังโป๊ที่มีความกลมกล่อมในตัวเองอย่างยิ่ง หมายความว่า มีรายละเอียดหลักๆ ที่ไม่ต่างจากหนังดีๆ สักเรื่อง นั่นก็คือ มันเป็นหนังโป๊ที่มี 'พล็อตเรื่อง' และมีจุดขัดแย้งหรือคอนฟลิกต์ ว่าไปแล้วก็ไม่ต่างจากงานวรรณกรรมอีโรติกเลย แล้วฉากเสพสมที่มีอยู่ในเรื่องทาร์ซานก็ไม่ใช่เซ็กซ์แบบโลว์คลาส แต่เป็นเซ็กซ์ชั้นดีที่ตอบสนองอารมณ์คนดูได้ ...ยิ่งไปกว่านั้น อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทาร์ซานกลายเป็นหนังโป๊คลาสสิกก็คือ พระเอกของเรื่องนี้ แสดงโดย 'ร็อคโค่ ซิฟเฟรดี้' สุดยอดพระเอกหนังโป๊ของโลก” [12]
ข้อความอ้างอิงด้านบนเป็นบทความที่อ้างมาจากสื่อในเครือผู้จัดการที่อ้าง ศีลธรรมนำหน้านั่นแหละ หนังโป๊ทาร์ซาน ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Tarzan X: Shame of Jane หรืออีกชื่อว่า Jungle Heat (1995/2538) คือ หนังโป๊ระดับตำนานที่ “ผู้ชายในยุค 1980s” ระลึกถึงอยู่
ส่วนที่อ้างอิงนี้ตอกย้ำให้เห็นปมด้อยของชาวตะวันออกที่สยบต่อความเหนือ กว่าชาวตะวันตก ผู้เขียนบทความได้ให้ความสำคัญกับพระเอกหนังโป๊ระดับสตาร์อย่าง ร็อคโค่ ซิฟเฟรดี้ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ผู้เขียนบทความกล่าวถึงหนังเรื่องนี้ว่าเป็น “เซ็กซ์ชั้นดีที่ตอบสนองอารมณ์คนดูได้” ไม่ใช่ “เซ็กซ์แบบโลว์คลาส” อะไรคือ “เซ็กซ์แบบโลว์คลาส” คำว่า “ชั้น” หรือ “คลาส” ทำให้เห็นการแบ่งสถานะอย่างชัดเจนของสถานภาพทางเพศ และประกาศให้เราเห็นชัดว่า การเลือกที่เสพเซ็กซ์แบบไหนก็อยู่ที่สังกัดทางชนชั้นและรสนิยมที่คุณเป็น อยู่ อาจเป็นว่า เขาคงไม่แฮปปี้และเสียวซ่านไปกับเพศรสอย่างหนังไทย ปลาไหลทองคำ พล็อตเรื่องทาร์ซานตามปกติอันที่จริงก็เป็นเรื่องที่ชวนจินตนาการอยู่แล้ว ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ในป่าเปลี่ยวอันแสนเอ๊กโซติค เนื้อหาที่เล่าถึง ชายคนป่ามีเซ็กซ์กับสตรีในเมือง(ที่ดูจะสูงศักดิ์ด้วย) ก็เป็นการจินตนาการถึงความสูงส่งของเพศหญิงที่ถูกกระทำโดยความต่ำเถื่อนของ เพศชาย มิใช่ความหฤหรรษ์ หรือความพึงพอใจในเพศรสระหว่างมนุษย์อันเท่าเทียม ดังชื่อรองของเรื่องว่า Shame of Jane สะท้อนให้เห็นถึง ความผิดบาป ความน่าละอายของ เจน จากการร่วมเพศนอกสถาบันครอบครัว ที่มีกลิ่นอายของการควบคุมทางเพศจากศาสนาและรัฐชาติอยู่
ในด้านหนึ่งแล้วบทความนี้จึงเปลือยให้เห็นท่าทีอำนาจของชนชั้น เพศภาวะและชาติพันธุ์ของคนเขียนได้อย่างล่อนจ้อน อย่างไรก็ตามการจดจำหนังเรื่องนี้ในสังคมสาธารณะถือว่า หนังโป๊เรื่องนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้เขียนเห็นว่า จักรวรรดิหนังโป๊ตะวันตกถึงจุดสุดยอด ในความรับรู้อันคับแคบของสังคมไทย
Tarzan X: Shame of Jane หรืออีกชื่อว่า Jungle Heat (1995/2538)
เอดส์กับพฤติกรรมทางเพศ
สถานการณ์โรคเอดส์ที่รุนแรงขึ้น จากสถิติรายงานว่าเริ่มมีการเชื้อจากการเที่ยวหญิงบริการในปี1990/2533 และช่วงปี 1991/2534-1996/2539 เป็นช่วงที่เอดส์แพร่ระบาดรุนแรงที่สุดในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อใหม่ในช่วงนั้นประมาณปีละแสนถึงแสนห้าหมื่นคน และมีคนที่เสียชีวิตจากเอดส์ปีละกว่า 6 หมื่นคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคเหนือตอนบน [13] การรณรงค์ประชาสัมพันธ์แบบสาธารณสุขยุคเก่าด้วยข้อความข่มขู่อย่างรุนแรง ทำนองว่าโรคนี้รักษาไม่หาย เป็นแล้วตายลูกเดียว โดยชี้สาเหตุหลักๆไปอยู่ที่ เซ็กซ์ที่นอกร่องนอกรอย กลุ่มรักร่วมเพศกลายเป็นเหยื่อสำคัญในขณะนั้น พอๆกับหญิงโสเภณี การกระพืออาการหวาดผวากับภาพลักษณ์ของโรคร้ายดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจความรู้ “ข่มขู่” ทำให้ “หวาดกลัว” เพื่อจะจัดการควบคุมสังคมโดยรัฐ
ความสยองขวัญของมหันตภัยร้ายทำลาย(เจ้า)โลก น่าจะมีผลไม่น้อยต่อพฤติกรรมทางเพศที่เริ่มเปลี่ยนแปลง ภาพลักษณ์ของซ่องโสเภณีที่ถูกระบายให้เกิดภาพลบและเต็มไปด้วยอคติ จึงเป็นจำกัดพื้นที่สาธารณะทางเพศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานไปด้วย ดังนั้น ประสบการณ์การ “ขึ้นครู” จากซ่องของหนุ่มวัยเจริญพันธุ์จึงไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่คิดอะไร อีกต่อไป การตอบสนองและบำบัดความกระหายอยากทางเพศด้วยหนังโป๊ในพื้นที่ส่วนตัวจึงกลาย เป็นทางเลือกหนึ่ง
สู่จินตนาการทางเพศในโลกแฟนตาซีแบบญี่ปุ่น
ไม่เพียงป้อมปราการฝั่งตะวันตกเท่านั้น เราพบว่าในทศวรรษ 1980 เป็นยุคที่วัฒนธรรมบริโภคแบบญี่ปุ่นครองตลาดในหมู่เด็กและเยาวชนชนชั้นกลาง ในเมือง สินค้าขายดีได้แก่ หนังสือการ์ตูน การ์ตูนทีวี รวมไปถึงการสถาปนาตัวตนของซูปเปอร์ฮีโร่ต่างๆ เป็นที่นิยมชมชอบ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องอย่างขนมซองแถมการ์ด ของเล่น รูปลอก ขายได้ขายดี แต่สินค้าทางวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นก็เต็มไปด้วยรหัสทางเพศที่น่าสนใจ
การ์ตูนที่ดูไม่มีพิษมีภัยอย่าง โดราเอมอน (โดย ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ 1969/2512-1996/2539) เรามักจะพบเสมอว่า ชิซูกะตกเป็นเป้าสายตาในฉากอาบน้ำในมุมมองของโนบิตะ โดราเอมอนเอง หรือว่าผู้อ่าน ขณะที่โทริยาม่า อากิระ สร้างมหาจักรวรรดิ ดราก้อนบอล (1984/2527-1995/2538) ขึ้นมา เขาปล่อยบูลม่าออกมาเล่นบทเซ็กซี่ยั่วยวน อูลอน ผู้เฒ่าเต่า หยำฉา ในภาคแรกๆ ที่มีกลิ่นอายความทะลึ่งลามกต่อเนื่องจาก ดร.สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ (1980/2523-1984/2527) ดร.เซมเบ้ มีนิสัยลามกจกเปรตชอบอ่านหนังสือโป๊ และจินตนาการถึงสาวเซ็กซี่อยู่บ่อยๆ
ชิซูกะ ผู้ถูกจ้องมองในเวอร์ชั่นมังหงะ (ซ้าย) และอนิเมะ (ขวา)
บูลม่า กับผู้เฒ่าเต่า
คอบร้า (บูอิชิ เทราซาว่า เริ่มเขียน 1978/2521) ซิตี้ฮันเตอร์ (สึคาสะ โฮโจ้ 1985/2528-1991/2534)ก็เป็นการ์ตูนที่มีจุดขายสำคัญอยู่ที่ส่วนเว้าส่วนโค้ง และเนื้อหนังมังสาของสตรีเพศ ด้วยลายเส้นที่งดงาม เสื้อผ้าหน้าผมที่ทะมัดทะแมง เซ็กซี่ มั่นใจ ทั้งนี้เรามิอาจลืมการ์ตูนแนวดราม่าที่สร้างจินตนาการความรักแบบวัยรุ่นที่ เน้นพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างเพศชายและหญิงที่มีมุมมองที่ชายเป็นใหญ่ ครอบงำอยู่ เจ้าพ่อโรแมนติกคอเมดี้อย่างอาดาจิ มิซึรุ มีผลงานอย่าง ทัช (1981/2524-1986/2529) H2 (1992/2535-1999/2542) รวมทั้งการ์ตูนของนักเขียนคนอื่นอย่าง ออเร้นจ์โรด (อิซูมิ มัตสึโมโตะ 1984/2527-1987/2530) วิดีโอเกิร์ล ไอ (มาซาคาสึ คัตสึระ 1989/2532 – 1992/2535)
การ์ตูนเรื่อง ซิตี้ฮันเตอร์ และ การ์ตูนเรื่อง H2
การพัฒนาการ์ตูนที่ขับเน้นความสัมพันธ์ทางเพศอย่างถึงพริกถึงขิงในเวลาต่อมา HEN (ฮิโรยะ โอคุ 1992/2535 – 1997/2540) 15 หยกๆสิบหกไม่หย่อน (ยาสึฮิโร่ นากานิชิ 1996/2539-1998/2541) Golden Boys (ทัตซึยะ เอกาว่า 1992/2535 – 1997/2540) I"s (มาซาคาสึ คัตสึระ 1997/2540 – 1999/2542) แม้แต่การ์ตูนตลกสัปดน ไข่กวน ของคนเขียน เครยอนชินจัง (โยชิตะ โอซึอิ 1990-2010) ที่เป็นมุขตลกเกี่ยวกับเรื่องใต้สะดือที่จะแจ้งตรงไปตรงมา อย่างเช่นมุข “หมาเล่นเนย” “ชายหนุ่มกับตุ๊กตายาง” “หญิงสาวผู้ถูกลวนลามในรถไฟ” “เซ็กส์ระหว่างผู้ชาย” “เซ็กส์ในครัวเรือน” “สาวออฟฟิศ” “ซามูไรกับม้าสาว”ฯลฯ
HEN, I”s และ ไข่กวน (ตามลำดับ)
หนังสือการ์ตูนจึงเป็นหัวหอกอันทรงพลังที่ค่อยๆสร้างรสนิยมทางเพศแบบ ญี่ปุ่นขึ้นมา จินตนาการทางเพศนี้ ในเบื้องแรกยังมีวงจำกัดอยู่ในโลกของลายเส้นและน้ำหมึก ในช่วงปี 1995/2538 เริ่มมีการนำเข้าหนังสืออัลบั้มภาพนางแบบจากญี่ปุ่นอาจเรียกได้ว่าเป็น หนังสือขนาดเอสี่ อาร์ตมันสี่สีทั้งเล่ม ภายในเป็นรูปนางแบบสาวที่หน้าตาสะสวย น่ารัก น่าทะนุถนอม หุ่นดี เซ็กซี่ เย้ายวน ที่น่าสนใจก็คือ มีการติดสติกเกอร์สีขาวเพื่อเซ็นเซอร์ของสงวน แน่นอนว่ามันเป็นสติกเกอร์ที่สามารถลอกออกได้ไม่ยากนัก หัวหนังสือเท่าที่พอจะจำได้ในช่วงนั้นก็คือ Annex (เท่าที่มีการขายในอินเตอร์เน็ตพบว่ามีการตีพิมพ์ถึง Volume 11 [14]), Rexy, Big 4
ยุค นี้ เคียวโกะ ฟุคาดะ ปรากฏตัวอาละวาดไปทั่วตั้งแต่ร้านถ่ายเอกสาร ร้านเสริมสวย, ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ แม้กระทั่งวอลเปเปอร์คอมพิวเตอร์
ในอีกด้านหนึ่งพบว่าพื้นที่สาธารณะไม่ว่าจะเป็นวอลเปเปอร์ร้านถ่ายเอกสาร ร้านเสริมสวย ฯลฯ ต่างถูกยึดครองด้วยภาพของดารานางแบบสาว เคียวโกะ ฟุคุดะ(เกิด 1982/2525) ผู้เขียนอาจนับว่าการขยายตัวของการรับรู้ความงามแบบสาวญี่ปุ่นที่ขาว หน้าตาสะอาดสะอ้าน สวมใส่อาภรณ์ที่หลากหลายอย่างมีสไตล์ และที่สำคัญชุดว่ายน้ำทั้งวันพีซและทูพีซที่ไม่สามารถปฏิเสธกลิ่นหอมอัน ยั่วยวนของสาวญี่ปุ่นในเชิงกามารมณ์ได้เลย ในวงการดนตรี X-JAPAN ก็เป็นวงที่โด่งดังจากรายการวิทยุของโจ มณฑาณี สันติสุขและทางสื่อบันเทิงสากลต่างๆ ในช่วงปี 1995/2538 [15] หลังจากนั้นก็มีศิลปินญี่ปุ่นอีกไม่น้อยที่สามารถแหกด่านวัฒนธรรมตะวันตก มาสร้างพื้นที่วัฒนธรรมเจป๊อบขึ้นในสังคมไทย เช่น L’arc en cial, นามิเอะ อามูโระ นอกจากนั้นการเกิดขึ้นของการ “คอสเพลย์” ในสังคมไทยของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ที่พบว่าเริ่มมีการจัดงานรวมตัวกันตั้งแต่ปี 1998/2541 [16] ก็ยิ่งทำให้เห็นถึงกระแสความร้อนแรงของป้อมปราการตะวันออกแห่งนี้ซึ่งโดยรวม แล้วมันได้สร้างอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดใหม่ เป็นแฟนซีทางกามารมณ์รูปแบบที่ขึ้นมาพิชิตวัฒนธรรมป๊อบตะวันตกที่เริ่มไม่ ถูกลิ้นกับสังคมร่วมสมัยมากขึ้นทุกที
ยุคของคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและหนังแผ่น
ปลายทศวรรษ 1990 เป็นช่วงเวลาที่ก่อนถึงตัวเลขหายนะ Y2K ระบบปฏิบัติการของ Windows ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป นักศึกษาและบุคคลทั่วไปเริ่มเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ ขณะนั้นคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์เอนกประสงค์ที่ใช้สำหรับพิมพ์งาน ฟังเพลง เล่มเกม ทำงานกราฟิกง่ายๆ และแน่นอนเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ดูหนังแผ่น VCD ห้างดังย่านเพชรบุรีเป็นแหล่งซีดีเถื่อนสำคัญ ต้นทุนการผลิตซีดีถือว่าต่ำมากจึงคุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาล ดังนั้นการไปห้างนั้นนอกจากจะไปซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แล้ว มันยังเป็นการเดินทางไปช็อปปิ้งซีดีเถื่อนไม่ว่าจะเป็นแผ่นโปรแกรมอย่าง Microsoft Windows 98, Microsoft Office 97, Adobe Photoshop, Media Player ฯลฯ แผ่นซีดีเพลงตระกูล ประเทือง, Vampire แผ่นเกมต่างๆนานา แผ่นหนังสารพัดรวมหนังโป๊ด้วย วาทกรรมอมตะอย่าง “พี่ๆ โป๊มั้ยพี่” จึงดังขึ้นอย่างเงียบตามมุมของห้างติดแอร์
ในยุคที่อินเตอร์เน็ตเป็นของใหม่มาก นอกจากหนังโป๊แล้ว แผ่นโป๊ที่รวบภาพสาวญี่ปุ่นทั้งแบบซอฟท์คอร์และฮาร์ดคอร์ขายดิบขายดี ในประเทศญี่ปุ่นดาราหนังโป๊ญี่ปุ่นที่เราเรียกว่า เอวีไอดอล (AV Idol) ที่เรารู้จักกันดีเริ่มเปิดตัว Debut (เล่นหนังเรื่องแรก) กันแล้วในช่วงทศวรรษ 1990 เช่น Maiko Yuki (1995/2538) Madoka Ozawa (1996/2539) Bunko Kanazawa (1997/2540) Azumi Kawashima (1998/2541) เอวีไอดอลเหล่านี้ มีรูปลักษณ์ที่ตรงตามแฟนตาซีทางกามารณ์แบบญี่ปุ่น นางแบบสาวเหล่านี้เพียบพร้อมไปด้วย ความขาว ความน่ารักน่าทะนุถนอม ความเซ็กซี่
Maiko Yuki (1995/2538), Madoka Ozawa (1996/2539) และ Bunko Kanazawa (1997/2540) (ตามลำดับ)
การที่จะเข้าถึงเอวีไอดอลเหล่านั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะว่าไม่ปรากฏว่าผู้นำมาก๊อปปี้ขายรู้จักตลาดผู้ดูหนังโป๊มากน้อยแค่ไหน อาจจะมีคนที่โชคดีอยู่บ้างก็คือ ได้หนังที่ดูแล้วว่าเป็นหนังระดับเอวีไอดอลแสดงแน่ๆ แต่ไส้ในเป็นอีกอย่าง ข้อเสียอย่างแรงสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับหนังโป๊ญี่ปุ่นก็คือ การเซ็นเซอร์ไม่ว่าจะด้วยการเบลออวัยเพศ หรือเทคนิคการใช้โมเสกกับของสงวน บางคนเชื่อคำร่ำลือว่ามีเครื่องมือที่จะลบโมเสกนั้นได้
พอโหมดการผลิตเปลี่ยน สื่อจากวิดีโอเทปกลายเป็นซีดี ที่สามารถทำซ้ำอย่างง่ายดายขอให้มีซีดีที่ write ได้ สื่อวิดีโอเทปก็เริ่มหมดความหมาย คอมพิวเตอร์ที่แทบจะมีอยู่ทุกบ้านจึงทำหน้าที่คล้ายเครื่องเล่นวิดีโอเทป การส่งต่อหนังโป๊แผ่น เพื่อนำไปเปิดดูจากคอมพิวเตอร์ส่วนตัวจึงเป็นไปได้ไม่ยาก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่สำหรับการดูหนังโป๊ขึ้นอีก เนื่องจากเดิมในบ้านของชนชั้นกลางทั่วไปที่ไม่ได้มีกำลังทรัพย์มาก เครื่องเล่นวิดีโอเทปจะวางอยู่ร่วมกับโทรทัศน์ในห้องรับแขก อันเป็นพื้นที่กลางของบ้าน (เพื่อนผู้เขียนเคยดูวิดีโอโป๊กลางดึกที่ห้องรับแขกชั้น แล้วมีชะตากรรมอันบัดซบคือ แม่ของมันเดินลงมาจากห้องนอนชั้น 2 เพื่อเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่ม...เรื่องจะเป็นอย่างไรขอสงวนไว้ไม่ต้องเล่าต่อ) การดูหนังแผ่นจากคอมพิวเตอร์จึงเปลี่ยนพื้นที่ดูหนังโป๊อีกครั้งไปสู่สถาน ที่ตั้งของคอมพิวเตอร์ ซึ่งสัมพันธ์กับลักษณะการใช้สอยส่วนตัวมากขึ้น (แม้ว่าบางบ้านอาจจะตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องรับแขกเช่นกันในช่วงแรก แต่ไม่นานคอมพิวเตอร์ก็จะกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ส่วนตัวที่จะไม่ใช้ร่วมกันมาก ขึ้น) ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อสื่อเปลี่ยนเป็นซีดีแล้ว การรับชมจึงเปิดกว้างขึ้นไปสู่ผู้ชมที่ไม่กล้าแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ ในที่สาธารณะด้วย การเปิดกว้างเหล่านี้จึงเป็นพื้นที่ทางเพศให้แก่ หญิงสาวที่ไม่กร้านโลกพอ ชายหนุ่มขี้อาย แม้กระทั่งเด็กหัวเกรียนเห่อเส้นขน
ยุคของ Bittorent กับประชาธิปไตยโจรสลัดในโลกอินเตอร์เน็ต
ใครบางคนบอกไว้ว่า ความเร็วเป็นเรื่องของปิศาจ www กลายเป็นตัวย่อที่เชื่อมต่อโลกของข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมา ก่อนในประวัติศาสตร์ ว่ากันว่าในปี 1999/2542-2001/2544 “ธุรกิจดอทคอม” บูมอย่างสุดๆ สวนทางกับอาการวิตกจริต Y2K ที่ผ่านพ้นมา มีคนเปรียบเปรยไว้ว่า การบูมครั้งนี้เป็นเช่นเดียวกับยุคการขยายตัวของทางรถไฟในทศวรรษ 1840 รถยนต์ต้นศตวรรษที่ 20 วิทยุในทศวรรษ 1920 โทรทัศน์ในปี 1940 [17] อินเตอร์เน็ตที่มีมูลค่าในทางการตลาดมโหฬารทำให้เกิดการพัฒนาดังกล่าวจนทำ ให้อินเตอร์เน็ตเริ่มเป็นระบบ และแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ คุณภาพที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่อินเตอร์เน็ตใช้สำหรับการส่งอีเมล์ง่ายๆ ก็เริ่มแนบไฟล์รูปภาพที่มีขนาดไม่ใหญ่นักพอได้ Fwd Mail ภาพโป๊จึงเริ่มเป็นที่แพร่หลาย จากเดิมที่อ่านเป็น Fwd Mail ซุบซิบนินทาว่าด้วยเรื่องไฮโซ ลามก
การบูมของเว็บบอร์ดและชุมชนทางอินเตอร์เน็ตในไทยอาจมีหมุดหมายจากการก่อตั้งเว็บไซต์พันทิปในปี 2003/2546 [18] กลายเป็นชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่โตและขยายตัวเร็วที่สุดในช่วงเวลานั้น หลังจากนั้นเว็บบอร์ดต่างๆก็เริ่มขยายตัว โดยเฉพาะเว็บบอร์ดใต้ดินที่เป็นชุมชนทางกามในช่วงแรกน่าจะเป็นเพียงการพูด คุยเรื่องใต้สะดือ หรือการแชร์ภาพนิ่ง เช่น hawaiipicpost, Thaisexstory, หลุดโลก ฯลฯ อย่างไรก็ตามในยุคที่การท่องโลกอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องไม่ยากแล้ว ก็อาจมีคนข้ามห้วยเข้าไปสำรวจภูมิประเทศในเว็บไซต์บริษัททำหนังโป๊ญี่ปุ่น ด้วย โดยอาศัยการแกะรอยจากโป๊ที่ติดลิงค์มาด้วย หรือไม่งั้นก็แกะรอยจากชื่อสตูดิโอบนปก สตูดิโอชื่อดังสมัยนั้นก็ยังทำเว็บไซต์ที่เปิดให้โหลดสกรีนช็อต (Screen Shot) ได้ เช่น Moodyz (ก่อตั้งปี 2000/2543) , ค่าย S1 (2004/2547) ฯลฯ
ในเวลาต่อมา Youtube อันเป็นโปรแกรมที่อนุญาตให้คนทั่วไปอัพโหลด Clip ลงไปเพื่อแชร์ต่อสาธารณะได้ ทำการก่อตั้งขึ้นในปี 2005/2548 [19] คลิปต่างๆจำนวนมหาศาลถูกอัพโหลด ในนั้นก็มีการโพสต์คลิปที่ “ลามกอนาจาร” ด้วยจนถูกลบทิ้งไปเสมอๆ อย่างไรก็ตามนวัตกรรมนี้เปิดโลกให้เราได้เห็นว่า เราสามารถดูหนังคุณภาพไม่ดีมากนักผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีการทำเลียนแบบเป็น Xtube, Porntube ฯลฯ
ขณะที่เว็บไซต์สำหรับการแชร์ไฟล์ขนาดใหญ่อย่าง Bittorent ก็เกิดขึ้นในปี 2005/2548 [20] การโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ในความจุระดับ Gigabyte (GB เท่ากับ 1,000 Megabyte -MB) ทำได้ไม่ยากอีกต่อไป และเว็บไซต์โหลดบิทหนังโป๊ญี่ปุ่นที่ใหญ่โตและเป็นที่กล่าวขานในระดับตำนาน นั่นก็คือ JAVtalk เว็บไซต์นี้ยังเป็นเว็บบอร์ดที่มีโครงสร้างใหญ่โต แบ่งเป็นห้องต่างๆ แยกแยะเป็นหนังยุโรป ญี่ปุ่น กระทั่งอะนิเมะ มีทั้งการให้โหลดแบบ Bittorrent และการโหลดแบบอื่นๆ ชุมชนนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการที่สมาชิกของเว็บบอร์ดไม่มีหวงของ บางคนขุดเอาหนังโป๊ที่ตัวเองมีมาปล่อยอย่างสม่ำเสมอ บางคนก็คอยอัพเดทหนังใหม่ๆ สมาชิกในตำนานก็ได้แก่ Banana Boy ฯลฯ จุดเด่นสำคัญของเว็บนี้ก็คือ มีหนังหลากหลายปก หลากหลายประเภท ตั้งแต่ประเภทโชว์เนื้อหนังมังสาเฉยๆ ไม่มีสอดใส่ ประเภทฮาร์ดคอร์แบบเซ็นเซอร์และไม่เซ็นเซอร์ ประเภทซาดิสม์ ประเภทรักคนมีอายุ ฯลฯ ใต้ภาพหน้าปกจะระบุด้วยว่า มีการดาวน์โหลดไปแล้วกี่ครั้ง ซึ่งหากปกไหนมีจำนวนดาวน์โหลดมากก็แสดงว่าเป็นหนังที่ได้รับการการันตีว่า ใช้ได้ นอกจากนั้น ยิ่งมีคนดาวน์โหลดมาก อัตราการโหลดจะรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนั้นเราจะเห็นการแชร์คอมเมนต์ด้านล่างด้วยว่า ดีไม่ดีอย่างไร เว็บนี้จึงเต็มไปด้วยของดี แต่กระนั้นเว็บนี้ก็หายไปในปี 2008/2551 อย่างไร้ร่องรอย การหายไปของเว็บนี้ทำให้เกิดการถามไถ่ขึ้นอย่างกว้าง ทำให้พบว่าไปๆมาเว็บแห่งนี้เป็นชุมนุมออนไลน์ที่มีคนไทยเป็นสมาชิกอยู่มากโข
- 3 -
ไร้เสรีภาพทางเพศ ไร้เสรีภาพทางความคิด ไร้เสรีภาพทางการเมือง
การไล่ลบหัวนมสีชมพูของชิซูกะ ตูดดำๆของไจแอนท์และซูเนโอะ ใน โดราเอมอน ปากที่คาบดุ้นบุหรี่ของซันจิแห่งวันพีซ ฯลฯ ในการ์ตูนที่ฉายทางทีวี รวมถึงการเบลอภาพบุหรี่ เหล้า เบียร์ ฯลฯ ในโฆษณา ละคร รายการทีวีต่างๆ กำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางศีลธรรมสาธารณะให้กับสังคมไทยที่ผู้คิดทำตีนลอย ขึ้นจากพื้นไปเรื่อยๆ
การเซ็นเซอร์หัวนมชิซูกะ เลยเถิดไปจนถึงการเซ็นเซอร์ แม้สรีระในชุดว่ายน้ำทูพีซ
คนจำนวนมากอาจเชื่อว่า ตราบใดที่รัฐยังไม่เซ็นเซอร์แทรกแซงสื่อทางเพศ ความรุนแรง อันเกี่ยวข้องกับความบันเทิงในชีวิตประจำวันแล้ว การเซ็นเซอร์ต่อการแสดงออกทางการเมืองก็ไม่นับว่าเป็นปัญหา แต่อาจหลงลืมไปว่า ภายใต้ประเทศที่ไร้เสรีภาพทางการแสดงออกแล้ว ในบางเวลารัฐอาจควบคุมการแสดงออกทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง และอาจทำเฉย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้สำหรับเสรีภาพในการเสพสื่อโป๊ แต่อย่าลืมว่า การเซ็นเซอร์ในเมืองไทยนั้นมีมิติที่หยั่งลึกไปกับพุทธเถรวาท-ไทยที่คร่ำครึ อนุรักษ์นิยม การปล่อยให้สื่อโป๊ เว็บโป๊ลอยนวลในประเทศนี้จึงเป็นเพียงกลยุทธ์ระยะสั้นเท่านั้น ในระยะยาวสื่อโป๊ เว็บโป๊จะดำรงรอดอยู่ได้ดูแล้วยิ่งไม่มีทาง ทุกวันนี้การเสพสื่อโป๊จึงเป็นไปอย่างลับๆล่อ ๆ การมีพฤติกรรมแบบ “ต่อหน้ามะพลับ หลับหลังตะโก” อย่างนี้ มันทำให้กามวิสัยที่เป็นเรื่องธรรมชาติถูกโบยตีว่าเป็น “เรื่องที่ผิด” มันยังได้โบยตีจิตสำนึกเสรีของเราให้บิดเบี้ยวไปด้วย
การปฏิเสธการมีเสรีภาพในการแสดงออกทางเพศ เท่ากับเป็น การแอบกินแบบลับๆ แม้จะให้รสชาติที่พึงพอใจสำหรับบางคน บางกลุ่ม หรือในบางแห่ง บางเวลามันอาจสร้างความเร้าใจแบบหนึ่ง แต่อย่าลืมว่านั่นเป็นเพียงรสนิยมหนึ่งในการใช้ชีวิต สำหรับคนมหาศาลที่มีความซับซ้อนอยู่ในตัว การตัดสินยัดเยียดให้รสนิยมอยู่สองแบบนั่นคือ ให้ไปบวชแล้วตัดกามารมณ์ออก และการจำนนต่อการบงการเรื่องเซ็กซ์โดยรัฐว่าเมื่อไหร่ควรแสดงออก เมื่อไหร่ไม่ควรแสดงออกนั้นหาใช่เรื่องไม่ เสรีภาพอย่างโลกๆ ต้องเปิดให้คนมีสิทธิเลือกรสนิยมด้วยตนเอง
" นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 รัฐบาลไทยได้บล็อกเว็บไซต์ไปแล้วทั้งหมด 777,286 เว็บเพจ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2554) โดยกระทรวงไอซีทีใช้งบประมาณในการดำเนินการเฉลี่ยวันละ 1.5 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นคิดเป็นราว 950 ล้านบาทในระยะเวลาสองปี อาจกล่าวได้ว่า แต่ละเว็บเพจมีราคา 1,210 บาท " [21]
นั่นคือสถิติของเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกไปแน่นอนว่ามันมีทั้งเว็บที่เป็นภัย ต่อความมั่นคง เว็บ “ลามกอนาจาร” ในสายตาของรัฐ แถมยังใช้เงินภาษีของประชาชนเข้าไปอุดเพื่อความสบายใจที่ได้ปิดช่องทางการ สื่อสารอันเสรี ต้นทุนมหาศาลอีกด้านที่รัฐลงแรงไปนั่นคือ ปลุกผีลูกเสือชาวบ้านขึ้นมาอวตารใหม่เป็นลูกเสือไซเบอร์ [22] แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยที่น่าอยู่อาศัย ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ยังโง่งมและมืดบอด ทะนุถนอมหาเลี้ยงไพร่ฟ้าให้เป็นเด็กไม่ยอมโตด้วยการปฏิเสธความสามารถในการ ใช้ความคิดเหตุผลและเรียนรู้ประวัติศาสตร์แห่งหายนะอันเจ็บปวดรุนแรง ขณะที่ท่องคาถาสงบ สันติ สามัคคีไว้ พวกเขาทำราวกับว่า ไม่เคยเกิดเหตุการณ์สยองขวัญขึ้นเลยในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ลูกเสือไซเบอร์น่าจะมีอยู่แห่งเดียวในโลก
เราจะมีเสรีภาพทางเพศได้อย่างไร เมื่อยังติดแอกทางการเมือง
เราจะมีเสรีภาพทางการเมืองได้อย่างไร เมื่อยังถูกจองจำทางเพศกู ตา ลา ลา ... ซือ ตา ลา ลา
อ้างอิง
- บทความประกอบการเสวนา "อุตสาหกรรมหนังโป๊ หนังโป๊ในอุตสาหกรรม" วันที่ 9 มกราคม 2554 เวลา 18.00 น. ณ ร้านหนังสือ 9 บรรทัด จ.เชียงใหม่
- อิสร์กุล อุณหเกตุ. “โป๊มั้ยพี่? : เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสื่อลามก” ใน October11 : Sex Issue (กรุงเทพฯ : โอเพ่นบุ๊กส์), 2554 : 182-183
- Wikipedia."Pornographic Film". http://en.wikipedia.org/wiki/Pornographic_film (26 ธันวาคม 2554)
- Wikipedia."Pornography". http://en.wikipedia.org/wiki/Pornography (1 มกราคม 2555)
- สมเกียรติ ตั้งนโม. "ประวัติความเป็นมาของเรื่องโป๊-เปลือย-ลามก-อนาจาร ตั้งแต่ยุคกรีก จนกระทั่งถึงปัจจุบัน" ใน เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน. http://61.47.2.69/~midnight/finearts2544/newpage2.html (4 กรกฎาคม 2544)
- ต่อไปในข้อมูลเกี่ยวกับหนังโป๊สายญี่ปุ่นจะนำการ อ้างอิงมาจากบทความนี้ เนตรชนก แดงชาติ . "AV ที่รัก - ตอนที่ 1 เปิดโลก AV โลกแห่งความบันเทิง (แบบผู้ใหญ่ๆ)" ใน ประชาไทออนไลน์. http://prachatai.com/journal/2011/09/37081 (26 กันยายน 2554)
- ดูคำพิพากษาได้จาก Find Law. "U.S. Supreme Court MILLER v. CALIFORNIA, 413 U.S. 15 (1973)" . http://caselaw.lp.findlaw.com/scripts/printer_friendly.pl?page=us/413/15.html (8 มกราคม 2555)
- ดูคำพิพากษาได้จาก Find Law. "U.S. Supreme Court. CALIFORNIA v. FREEMAN, 488 U.S. 1311 (1989)". http://laws.findlaw.com/us/488/1311.html (5 มกราคม 2555)
- คำ ผกา. รักไม่เคยชิน (กรุงเทพฯ : ฟรีฟอร์ม, พิมพ์ครั้งที่2), 2552, น.21-22
- Kitiarsa, Pattana. "Farang as Siamese Occidentalism." Asia Research Institute Working Paper Series 49 (2005) : 35-36
- "จิดาภา ณ ลำเลียง สุดท้ายคือความผิดหวัง" จากคอลัมน์ นางฟ้าจำแลง ใน นิตยสาร ลับเฉพาะสยามดารา ฉบับที่ 5 เดือนเมษายน 2552 อ้างอิงใน "จิดาภา ณ ลำเลียง-สุดท้ายคือความผิดหวัง, จากคอลัมน์ "นางฟ้าจำแลง" โดย อ้วน อรชร". ใน เว็บบอร์ด THAILANDBEAUTIES. http://thailandbeauties.com/board/index.php?showtopic=730 (24 มกราคม 2552)
- "โป๊มั้ยเพ่ ! สุดยอด AV นานาชาติ" ใน ASTVผู้จัดการรายวัน. http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000129731 (29 ตุลาคม 2552 )
- ประพันธ์ ภานุภาค. "สถานการณ์โรคเอดส์ในปัจจุบัน" ใน ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย. http://www.trcarc.org/index.php?option=com_content&view=article&id=53&Itemid=56 (5 มกราคม 2555)
- Aota. "หนังสือภาพวาบหวิว เรต20+ ขายเหมาหนังสือที่เหลืออยู่ 500 บาท ปิดกิจการ26/11/53". http://www.kamoman.com/board/index.php?topic=5733.20 (30 ตุลาคม 2553)
- เนตรชนก แดงชาติ. "บันเทิงประชาไท: X-JAPAN 2011 WORLD TOUR IN BANGKOK (Fan Girl Report)". http://prachatai.com/journal/2011/11/37830 (12 พฤศจิกายน 2554)
- "คอสเพลย์ครั้งแรกในประเทศไทย". http://shunacho.exteen.com/20070118/entry (18 มกราคม 2550)
- "History of the World Wide Web". http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_the_World_Wide_Web (9 ธันวาคม 2554)
- "พันทิป". http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9B (25 พฤศจิกายน 2554)
- YouTube". http://en.wikipedia.org/wiki/YouTube (7 มกราคม 2555)
- "BitTorrent (protocol)" . http://en.wikipedia.org/wiki/BitTorrent_(protocol) (6 มกราคม 2555)
- ประชาไทออนไลน์. "LiveScience เผย 10 อันดับงานวิจัยใต้สะดือแห่งปี 2011". http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38649 (7 มกราคม 2555)
- Cyber Scout. "About US". http://www.cyberscout.in.th/about.php (8 มกราคม 2555)
“ธรรม” คำเดียวสั้นๆ แต่อาจอันตราย!
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
พระพุทธเจ้าเคยเตือนว่า การเรียนรู้ธรรมนั้นต้องระมัดระวังเหมือนการถอนหญ้าคา คนที่ใช้มือกำรวบถอนหญ้าคาขึ้นอย่างไม่ถูกวิธีอาจถูกใบหญ้าคาที่คมกริบบาด มือเลือดสาดได้ง่ายๆ เช่นเดียวกันการเรียนรู้และใช้ธรรมอย่างไม่เข้าใจถ่องแท้ อาจก่ออันตรายอย่างร้ายแรง (แก่ตนเอง และ/หรือแก่สังคม) ได้
คำเตือนนี้พึงสังวรแค่ไหน โปรดนึกถึงวาทกรรม “ธรรมนำหน้า” การอ้างประชาธิปไตยต้องอยู่ภายใต้ “ธรรมาธิปไตย” (ผมก็เคยอ้าง “ธรรมาธิปไตย” อย่างไม่เข้าใจชัดเจนพอ ขอโทษคนที่บังเอิญได้อ่านด้วย) การอ้าง “เผด็จการโดยธรรม” เป็นต้น นี่เป็นวิธีคิดอย่างหนึ่ง (ในหลายๆ อย่าง) ที่เป็นเงื่อนไขนำไปสู่การสนับสนุนรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็เลยมาสู่การเชียร์ให้ล้อมปราบคนเสื้อแดงในปี 2553
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีเรื่องของสุภาพสตรีคนหนึ่งเป็นที่วิจารณ์ในเฟซบุ๊ก ที่บอกว่าตนอยู่ในครอบครัวอบอุ่น มีบุญได้ปฏิบัติธรรมจนละความโกรธได้ แต่ทนไม่ได้แทบจะฆ่าให้ตายเมื่อเห็นคนอื่นไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ในโรงภาพยนตร์
และเร็วๆ นี้เช่นกัน ผมได้อ่านบทความชื่อ “ทำไมคนทั้งประเทศรักผู้นำเผด็จการ” ของพระพยอม กัลยาโณ ใน “โลกวันนี้วันสุข” (ฉบับ 24-30 ธันวาคม 2554) ตอนหนึ่งท่านเขียนว่า
“การเสียชีวิตของ คิม จอง-อิล ผู้นำเกาหลีเหนือทำให้มีเรื่องน่าศึกษาประวัติการทำงานปกครองของบุคคลท่าน นี้ว่า ปกครองประชาชนอย่างไรประชาชนถึงได้รักนักรักหนา แสดงว่า 17 ปีที่เป็นผู้นำท่านทำหน้าที่ให้ประชาชนรู้สึกพึงพอใจ แม้จะถูกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ หรือจะเข้าหลักอย่างที่หลวงพ่อพุทธทาสเคยกล่าวว่า การปกครองแม้จะเป็นเผด็จการ แต่ถ้าเป็นเผด็จการโดยธรรมประชาชนก็อยู่ได้...”
นี่เพียงแค่ “ตัวอย่างบางตอน” ของการอ้าง “ธรรม” ที่อันตราย แม้ผู้อ้างจะอ้างด้วย “เจตนาดี” ก็ตาม หรือแม้จะอ้างด้วยความศรัทธาซาบซึ้งว่า “ธรรม” เป็นที่สูงส่งดีงามก็ตาม จึงน่าสนใจว่าคำว่า “ธรรม” มีที่มา มีความหมาย และมีการใช้กันอย่างไร
จริงๆ แล้วคำว่า “ธรรม” คือคำที่นิยมใช้กันมานานากว่าห้าพันปีในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธู หรือในดินแดนที่เรียกกันว่า “ชมพูทวีป” ที่มีศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธ เชน และอื่นๆ เป็นภูมิปัญญาหลัก ซึ่งอาจสรุปความหมายของ “ธรรม” ตามที่ใช้กันมาเป็นสองความหมายหลักๆ คือ
ความหมายแรก “ธรรม” หมายถึง “ของศักดิ์สิทธิ์” ที่ละเมิดมิได้ เนื่องจากธรรมหมายถึง “หน้าที่” ของคนในชนชั้นต่างๆ ที่พระเจ้าหรือพระพรหมเป็นผู้กำหนด เช่น ธรรมหรือหน้าที่ของวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ก้าวก่ายกันไม่ได้ การก้าวก่ายหรือละเมิดหน้าที่กันถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการละเมิดความศักดิ์สิทธิ์ของธรรม เช่น ถ้าศูทรไปสาธยายพระเวท (ซึ่งเป็นหน้าที่ของพราหมณ์) จะต้องถูกตัดลิ้น หรือถูกเอาน้ำทองแดงร้อนๆ กรอกปาก เป็นต้น
จะเห็นว่า ธรรมในความหมายที่เป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” คือธรรมในความหมายของวัฒนธรรมพราหมณ์ ฮินดู ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งชนชั้นทางสังคม ซึ่งแน่นอนว่า ผู้มีอำนาจ “นิยาม” ความหมายของธรรมดังกล่าวนี้ก็คือชนชั้นสูง หรือชนชั้นที่ได้เปรียบในสังคม
ความหมายที่สอง “ธรรม” หมายถึง “ความจริง” เกี่ยวกับความทุกข์ของชีวิต (ทุกขสัจจะ) เกี่ยวกับสาเหตุของทุกข์ในชีวิต (สมุทัยสัจจะ) เกี่ยวกับความดับทุกข์ (นิโรธสัจจะ) และเกี่ยวกับทางดับทุกข์ (มรรคสัจจะ)
ธรรมในความหมายที่สองนี้ต่างจากธรรมในความหมายแรกตรงที่ว่า ธรรมที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่เรียกร้องการใช้เหตุผลตรวจสอบ หรือใช้เหตุผลตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจากอธิบายด้วยเหตุผลให้เห็น “ความศักดิ์สิทธิ์” ไม่ได้ ความศักดิ์สิทธิ์เรียกร้องศรัทธาหรือความเชื่อที่ปราศจากข้อสงสัย
แต่ธรรมในความหมายที่สองเรียกร้องการตรวจสอบด้วยเหตุผล เนื่องจาก “ความจริง” เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ให้ “เห็น” ไม่ใช่ต้อง “เชื่อ” ดังที่พุทธศาสนาถือว่าคุณสมบัติธรรมธรรมคือ เป็น “สิ่งที่มีเหตุผลสามารถตรองตามให้เห็นจริงได้”
ดูเหมือนว่า “ธรรม” ในวาทกรรม “ธรรมนำหน้า” และธรรมในความหมายของผู้ที่ทนไม่ได้เมื่อเห็นใครไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ นั้น น่าจะเป็นธรรมในความหมายที่เป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” แบบวัฒนธรรมพราหมณ์ไม่ใช่พุทธ เพราะเป็นธรรมที่ผูกโยงอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ หรือเป็นธรรมที่ใช้สนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ ของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งได้แก่ธรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้แบ่งชนชั้นทางสังคมนั่นเอง
ส่วนธรรมในวาทกรรม “เผด็จการโดยธรรม” นั้น หมายถึง “ธรรมคืออำนาจ” แต่เผด็จการโดยธรรมหรือธรรมคืออำนาจนี้ ไม่มีศัพท์บัญญัติในพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม มีแต่คำว่า “ธมฺมาธิปเตยฺย” ที่แปลทับศัพท์ว่า “ธรรมาธิปไตย” ความหมายก็คือ การถือความจริง ถือความถูกต้องเป็นหลักในการตัดสินใจ ซึ่งไม่ใช่ “ระบบการปกครอง” ที่อ้างธรรมหรือความถูกต้องใดๆ โดยเฉพาะที่ต่างจากระบบอื่นๆ เพื่อปกครองด้วยวิธี และ/หรือ “ระบบเผด็จการ”
เมื่อท่านพุทธทาสใช้คำว่า “เผด็จการโดยธรรม” ท่านอธิบายทำนองว่า กฎธรรมชาติมีความเด็ดขาดในตัวมันเอง การกำจัดกิเลสก็ต้องใช้วิธีเฉียบขาด ฉะนั้น ถ้าใช้วิธีเฉียบขาดรวดเร็วเพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุข มีความเจริญได้โดยธรรม ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ (แต่ท่านคงไม่คิดว่าการปกครองของ คิม จอง-อิล เป็น “เผด็จการโดยธรรม” ?)
แต่อย่างไรก็ตาม วิธีเด็ดขาด เฉียบขาด ไม่ใช่เผด็จการในตัวมันเอง เพราะในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องใช้วิธีเฉียบขาดเช่นกัน เช่นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด เด็ดขาด เป็นต้น แต่ “เผด็จการ” ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป หมายถึงการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยบุคคลคนเดียว หรือคณะบุคคลที่ไม่ฟังเสียประชาชน หรือไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครอง
ในสมัยพุทธกาลพระเทวทัตเคยอ้าง “ธรรม” หรือ “ความถูกต้อง” (ตามความเชื่อของตน) เพื่อให้พระพุทธเจ้าบังคับให้พระสงฆ์ต้องปฏิบัติ เช่น ห้ามพระภิกษุฉันเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต เป็นต้น แต่พระพุทธเจ้าไม่ทำตามข้อเสนอนั้น เพราะเห็นว่าการบังคับเช่นนั้นเป็นวิธีเผด็จการ
ส่วนเรื่องบัญญัติวินัยต่างๆ เป็นกติกาในการอยู่ร่วมกันของคณะสงฆ์นั้น เมื่อทราบว่ามีพระทำผิด พระพุทธเจ้าก็เรียกมาสอบถามข้อเท็จจริงท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ และพระองค์ก็บัญญัติกติกาต่างๆ ขึ้นโดยความเห็นชอบของที่ประชุมสงฆ์ ไม่ใช่กำหนด “ธรรม” หรือความถูกต้องล่วงหน้าโดยอัตโนมัติของตนเอง แล้วบังคับให้พระสงฆ์ต้องทำตามด้วยวิธีเผด็จการ
แม้แต่โทษทางวินัยที่แรงที่สุดก็เพียงแค่การให้สละสมณเพศ หรือสละสถานะความเป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์เท่านั้นเอง ไม่มีการลงโทษด้วยวิธีรุนแรงอื่นๆ เช่น การประจานต่อสาธารณะ การปาหินให้ตาย หรือการลงโทษความผิดทางศาสนาโดยการเอาน้ำทองแดงกรอกปาก เป็นต้น อย่างที่บางศาสนาในยุคเดียวกันกระทำ
จะว่าไปแล้วความคิดเรื่อง “ธรรมคืออำนาจ” ก็คือความคิดที่ถือว่า “ธรรมเป็นของศักดิ์สิทธิ์” นั่นเอง ดังที่อ้างธรรมศักดิ์สิทธิ์กำหนดสถานะสูง-ต่ำทางชนชั้น เป็นต้น
แต่ความคิดที่ถือว่าธรรมคือความ จริงเกี่ยวกับทุกข์และความดับทุกข์ ธรรมไม่ใช่อำนาจ แต่ธรรมเป็นเรื่องของ “เหตุผล” และ “เสรีภาพ” เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างความจริงตามหลักอริยสัจสี่ คือความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผล และผลลัพธ์ของการเข้าถึงอริยสัจสี่ก็คือ “เสรีภาพ” จากความทุกข์
พูดอีกอย่างว่า การเรียนรู้ หรือการจะเชื่อถือความจริงนี้หรือไม่ก็ไม่เรียกร้องศรัทธาหรือบังคับศรัทธา หากแต่เป็นเสรีภาพของแต่ละบุคคล และเมื่อใครเข้าถึงความจริงนี้ด้วยปัญญา จิตใจของเขาก็จะมีเสรีภาพจากทุกข์
ฉะนั้น ธรรมในความหมายของพุทธศาสนาที่เป็นเรื่อง “เหตุผล” และ “เสรีภาพ” จึงไปด้วยกันได้กับความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่จะสนับสนุนเผด็จการ
การอ้างธรรมในนามพุทธศาสนาในการต่อสู้ทางการเมือง หรือแสดงทัศนะทางการเมือง แต่ยึดถือธรรมเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ยึดถือธรรมเป็นอำนาจ น่าจะไม่สอดคล้องกับความหมายของ “ธรรม” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และสอนจริงๆ
และน่าจะเป็นการอ้างที่อันตราย อย่างที่เห็นกันมาในประวัติศาสตร์ และเห็นกันอยู่ดาษดื่น!
ส่งท้ายซีรีส์ เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ กับ พันธ์อาจ ชัยรัตน์ มองเมืองไทยจากปี 2600
ที่มา ประชาไท
อนาคตศาสตร์ อาจจะชวนให้คิดไปถึงหมอดู หรือการพยากรณ์ระยะใกล้ แต่อนาคตศาสตร์ต่างจากทั้งสองสิ่งที่กล่าวมา มันต่างกันโดยกระบวนการทำงาน ที่เรียกว่า Action Research โดยดึงการมีส่วนร่วมจากสังคมให้มากที่สุด เพื่อจินตนาการร่วมกันถึงอนาคต ขณะที่ใช้ปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบันเป็นตัวกำกับไม่ให้จินตนาการถึงอนาคตนั้น เตลิดไปไกล
ที่ผ่านมาเมืองไทยมีนักวิชาการที่ทำ Foresight มากที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ที่ทำออกมาเป็นรูปธรรมมากที่สุด เห็นจะเป็นสิงคโปร์
ประชาไทชวนคุยกับ ดร. พันธ์อาจ ชัยรัตน์ นักอนาคตศาสตร์ ผู้บริหารบริษัท โนวิสเคป คอนซัลติ้ง จำกัด ที่เน้นหนักด้านการศึกษาอนาคตศาสตร์ (Scenario Planning) และการพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation Methodology) เขาชวนละวางบริบทที่แวดล้อมสังคมการเมืองไทยในระยะอันใกล้นี้ แล้วมองไปไกลๆ ก่อนจะหันกลับมาที่ปี 2555 ก่อนจะบอกกับเราว่า คำถามที่จะถูกถามมากที่สุดในปีนี้ สำหรับคนไทยคือ “พวกเรากำลังทำอะไรอยู่”
เมืองไทยปี 2600
เราเริ่มทำวิจัยไปบ้างแล้ว โดยศึกษาจาก 5 ทิศทาง คือ 1) Mobility เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าถ้าเรามองคนเรา 24 ชั่วโมง มีการเคลื่อนไหวตลอด ถ้าไม่ใช่คนก็สิ่งของ อนาคตของ Mobility จะเป็นอย่างไร Transportation จะเป็นอย่างไร
2) อัตลักษณ์ และ lifestyle อย่าลืมว่าตอนนี้เรามีไลฟ์สไตล์จำกัด แต่ต่อไปมันจะสำคัญมาก ทำไมอังกฤษและเกาหลีถึงทำเรื่องนี้ เกาหลีทำตามญี่ปุ่นมาหมด คือสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีแต่โปรดักส์ไม่มีคอนเทนท์ ใส่อะไรลงก็ไปใส่ความป็นตัวเองลงไป
ชนชั้นกลางใหม่จะขยายที่ข้างล่าง ซึ่งพวกเขาจะไม่ได้เลียนแบบข้างบน คือเขามีโทรศัพท์มือถือ มีรถ แต่ก็ยังฟังหมอลำซิ่ง พอเก็บเงินสักพักก็เบื่อกรุงเทพฯ ก็กลับบ้าน ไปใช้ชีวิตอีกแบบ
3) Consumption เพราะว่าถ้ามองสองตัวข้างหน้าไปแล้ว อัตลักษณ์ของคนจะหลากหลายขึ้นตั้งแต่ใต้ฐานปิรามิดจนถึงข้างบน เรื่องอัตลักษณ์จะหลากหลายขึ้น และในฐานะที่เป็นรัฐ หน่วยงานการศึกษา หรือคนที่บริหารกฎหมายต่างๆ สิทธิต่างๆ จะเปลี่ยนไหม ตัวอย่างแรก ถ้าเรามองว่าความหลากหลายทางเพศ ยอมรับได้แค่ไหน ความมีตัวตนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เช่น เชียงใหม่ขอให้บรรจุอักขระล้านนามาเป็นภาษาราชการในท้องถิ่นในกลุ่มจังหวัด ล้านนาใช้ ถือเป็นเรื่องใหม่ การหาคำจำกัดความของครอบครัวให้พ่อแม่ลูก ถ้าอนาคต เป็น พ่อ-พ่อ, แม่-แม่ คุณต้องหาขอบเขตของกฎหมาย สิทธิของคนสูงวัย สิทธิของคนที่อยากจะตาย เป็นเรื่องที่คนไม่รู้ว่าในระดับกลุ่มคน ในระดับปัจเจกเป็นอย่างไรมันสำคัญต่อประเด็นกฎหมายและสิทธิของประชาชน
สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงมายังการบริโภค กินอาหาร ทิ้งขยะ หนีไม่พ้น คาร์บอนฟุตปรินท์ (ปริมาณการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สเรือนกระจกอื่นๆ ตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการ) การที่รัฐต้องจัดการเพื่อลดความขัดแย้ง เอกชนอยากได้มาตรฐานใหม่ คนไทยจะกินน้อยลง จะบริโภคอย่างไร จะขายของอย่างไร
4) Urbanization ความเป็นเมือง เมืองกับชนบทไทยน่าจะเป็นอย่างไร เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร อัตลักษณ์เขาแรงกว่าคนในเมืองใหญ่ในปัจจุบัน เพราะคนพวกนี้อยู่ในเมืองใหญ่แต่กลับบ้านไปก็ได้มาตรฐานชีวิตแบบเมือง แต่ไปอยู่ในวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งกว่า คือวัฒนธรรมชุมชนของเขา ถามว่าเขาจะใช้วัฒนธรรมแบบอเมริกา ยุโรปหรือ ก็คงไม่
เมืองใหม่ในอีสาน ในหุบเขาภาคเหนือตอนบนมันคงแปลกๆ อย่างบางหมู่บ้านในอีสานมีชาวสวิสมาอยู่ 40-50 คน ที่สุดเขาก็ต้องมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง การออกแบบเมืองใหญ่ตอนนี้คือทำยังไงไม่ให้น้ำท่วมเมือง แต่ไม่บอกว่าทำอย่างไรไม่ให้น้ำท่วมนา ในที่สุดต่างก็ต้องป้องกันเมืองตัวเองไม่ให้ท่วม
จริงๆ แผนผังเมืองปี 2600 มีการทำแล้ว ซึ่งหลายคนก็น่าจะอยากรู้ Urbanization น่าจะมีแนวโน้มชัดเจนที่สุดเพราะมีการทำแล้ว
นอกจากนี้ เมืองไม่ใช่แค่มีนวัตกรรม แต่ต้องมีนวัตกรด้วย เมืองไหนเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งคนในและคนนอก ให้คนที่อยู่ในเมืองอยู่แล้ว ไม่ไปที่อื่น ตัวอย่างเช่น เชียงใหม่มีมหาวิทยาลัย 8 แห่ง คุณดึงคนที่เป็นครีมได้ไหม ก็ไม่ได้ ในที่สุดก็ไหลมากรุงเทพฯ ไหลไปที่อื่น สุดท้ายเชียงใหม่มีอะไร อาจจะมีมหาวิทยาลัยอยู่ แต่ดึงคนที่จบตรี-โท-เอกแล้วใช้ชีวิตในเมืองไม่ได้ ล้มเหลว มหาวิทยาลัยมีตั้ง 8 แห่งแต่สร้างอะไรไม่ได้
5) Democratization -ความเป็นประชาธิปไตย (หัวเราะ) ที่ผมพูดนี่ไม่มีอะไรแอบแฝง Democratization จะมีการขยายตัวแนวนอนเยอะมาก เพราะเมื่อสองสามปีก่อนเรามีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ในแนวตั้ง พูดเรื่องชนชั้น เรื่อง Double Standard แต่ขณะเดียวกัน ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองอย่างเดียว เช่นเราบอกว่าเรามีสิทธิในแม่น้ำสายนี้ แล้วคุณก็มีสิทธิเช่นกัน ถ้าเช่นนั้น ก็ต้องอยู่แบบ win-win เป็น Horizontal
แต่อีกหลายๆ คำถามเช่นระบบการเมืองการปกครองในอนาคต มีคนพูดเรื่อง Decentralization แต่อีกเรื่อง คือในที่สุดคนเมืองบอกว่าคนชนบททำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีเพราะว่าโกง ต้องคอนโทรลธรรมาภิบาล คุณไม่มองว่า Democratization วิวัฒนาการจากการเรียนรู้ ต้องได้มาตรฐานคุณ ทั้งที่ Democratization เป็นเรื่องกระบวนการเรียนรู้โดยตรง
จริงๆ คือคุณสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันมากกว่า เป็นรูปแบบที่ต้องออกแบบ นี่เป็นเรื่องที่พ้นจากทักษิณ พวกรอยัลลิสต์ ซึ่งให้ตายเถอะ พวกนี้ก็ยังอยู่ เป็นเหมือนรุ้งเพราะถ้าเป็นสีเดียวก็เป็นคิมจองอุน (หัวเราะ)
ทั้งหมดห้าประการนี้จะสร้างภาพเมืองไทยในอนาคต ตอนนี้เราต้องการขยายฐานผู้เข้าร่วมไอเดียให้มากที่สุดจริงๆ คือเราต้องการให้คนที่ suffer กับปัจจุบันเบื่อ ได้มองพ้นระยะเวลา 5-10 ปีไป ภาพที่ออกมาจะเห็นเลยว่า แทนที่จะตั้งคำถามว่าเราจะเดินไปทางไหน แต่เราตั้งคำถามว่าอีก 50 ปีคืออะไร
กระบวนการนี้จะทำให้เราย้อนกลับมามองว่าปัจจุบันเราจะเดินอย่างไร แม้ว่าบางคนจะบอกว่า ปี 2600 เราตายไปแล้ว บางคนอาจจะอยู่ในหลุม บางคนถูกเผาเป็นเถ้าธุลี แต่ถึงตอนนั้นทุกคนมุ่งไปสู่อนาคต
ในด้านสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงมากขึ้นกว่านี้เยอะมาก เพราะว่าสภาพแวดล้อม Climate Change จะมาถึงอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ความเป็อยู่ต้องเปลี่ยนหมด ไม่ใช่เปลี่ยนตอนนี้แต่เราต้องเปลี่ยนดักไว้ เราจะเจอสภาพร้อนจัด แล้งจัด โรคจะกลับมาอุบัติซ้ำ
คนที่เปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ไม่ได้จะยิ่ง suffer ภาพปี 2600 จะไม่ต่างกับเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์ก คือง่ายๆ เอานิวยอร์กกับมุมไบมาผสมกัน การบริโภคจะแย่งกันกินแย่งกันใช้ นี่เป็นซีนาริโอ
ขณะเดียวกัน ต่างจังหวัดจะเป็นเมืองใหญ่ขึ้นมากด้วย ไม่มีทางเลือก เพราะคนจะหาที่ปลอดภัยอยู่ เศรษฐกิจภายในประเทศจะสำคัญมาก นี่เป็นสิ่งที่แปลกเพราะว่าไทย 40 ปีที่ผ่านมาพึ่งพาการส่งออก ตอนนี้ต้องหันพึ่งพาตลาดภายใน เพราะคนที่อยู่ไม่ใช่แค่ไทย มีสิงคโปร์ มีจีน มียุโรป ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว คนเมืองใหญ่จะ suffer แต่คนต่างจังหวัดจะมีศักยภาพสูงมาก ในที่สุดแล้วจะโตกันเอง อีกไม่กี่ปีอาเซียนเกิดราชการจะทำอะไร หลายคนบอกว่าไม่มีอะไรใหม่ แล้วถ้าไม่มีอะไรใหม่ เอกชนก็จะทำเอง อนาคตไม่ได้อยู่ที่รัฐ แต่อยู่ที่ปัจเจก และปัจเจกจะไม่ใช่คนไทย แต่จะมีความเป็นนานาชาติ
อัตลักษณ์จะหลากหลาย คนชั้นกลางขยายตัว คนจนจะกลายเป็นชนชั้นกลางมากขึ้น อัตลักษณ์ข้างล่างจะหลากหลายขึ้น คนสูงวัยเยอะ คนหนุ่มสาวมาจากที่อื่น แล้วจะไปสู่สังคมเปิดมากขึ้น 20 ปีก่อน 2600 จะมีการ Clash ทางวัฒนธรรมรุนแรง เพราะหลังจากนี้ 5-10 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากนั้นจะมีการ Rebound ทางวัฒนธรรม ตีซะว่า 20 ปีคนอีกรุ่นหนึ่งจะถูกล้างความคิดแบบเดิมออกไป ตีซะว่าปี 2575 อีก Generation จะขึ้นมา แต่เจเนอเรชั่นเราจะเป็นเจเนอเรชั่นที่ suffer
เจเนอเรชั่นเราจะโตมาเป็นพ่อแม่ของเด็กกลุ่มนั้นที่ไม่เหมือนกับเราตอนนี้
เรามองได้นะครับว่าภัยพิบัติธรรมชาติมีการทำForesight ไว้แล้ว เรื่องโรคอุบัติใหม่ก็มีการทำศึกษาวิจัยในระดับสากลหมดเลย
ถ้าเราเสิร์ชคำว่า 2050 ขึ้นมา ก็คือ พ.ศ. 2593 อีก 7 ปี จะ พ.ศ.2600 คุณจะเห็นภาพโลกปี 2593 แล้ว แอฟริกาเป็นยังไง ยุโรปเป็นยังไง ซึ่งภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในเชิงสภาพแวดล้อมของโลก คุณไม่ต้องรอรัฐ ถามว่าอีก 20 ปี แอฟริกาจะเป็นแหล่งความเจริญใหม่หรือเปล่า แน่นอน ทรัพยากรธรรมชาติ คนพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ความเปลี่ยนแปลงมุ่งไปที่แอฟริกา เพราะจีนมุ่งไปแล้ว ยุโรปอเมริกาเข้าไปก่อนแล้ว ถ้าเรามีเวลา เราต้องเชื่อมดูว่า ณ เวลานี้มีการมองอนาคตปี 2050 ปี 2600 อยู่ไม่ไกลเลย
อาเซียน 2600
อาเซียนสำคัญอยู่แล้ว เส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกคือมะละกา โจรสลัดก็เยอะแถวนี้ แล้วไปเยอะอีกทีที่โซมาเลีย ในเชิงโลจิสติกส์โลก เราสำคัญมาก ในเชิงการทำอาหารป้อนโลก ในอนาคตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังจะเพิ่มความสำคัญอีกเยอะ
แล้วอัตราการเกิดของประเทศในภูมิภาคจะลดลงๆ โดยปริยาย เพราะมีความเป็นเมืองมากขึ้น Food surplus จะลด เราผลิตอาหารเกินกินอยู่แล้วขนาดตอนนี้เสียไป 12 เปอร์เซ็นต์ก็ยังอยู่ได้
เรามีความสำคัญในโลกอยู่ 2 ข้อคือ แหล่งผลิตอาหาร และฮับของการกระจายสินค้า
การเมืองระดับโลกคงไม่แรง แต่ที่จะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คือความขัดแย้งภายในที่เป็นระเบิดเวลาวางไว้ทั้งไทยและมาเลเซีย ขณะที่ฟิลิปปินส์ต้องมองเรื่องของภัยธรรมขาติ ส่วนอินโดนีเซียน่าจะไม่มีอะไรรุนแรงมาก อนาคตน่าจะนิ่งขึ้น ที่เหลือก็มีเวสท์ปาปัว แต่ยังเป็นเรื่องที่จับตาในระยะสั้น
ที่จะแย่คือสิงคโปร์ อีก 10 ปีอยู่ลำบาก จะเอาคนเกษียณไปไหน หาคนรุ่นใหม่มาทำงานก็ยาก ไทยก็จะเป็นพื้นที่รองรับปัญหาของสิงคโปร์
ประชาชนจะนำอาเซียนเอง
รัฐบาลไทยคงไม่มีบทบาทมากเท่าไหร่ เพราะทัศนคติราชการ อาเซียนจะเป็นเป็ดง่อย แต่คนในกลุ่มประเทศเองจะแอคทีฟเยอะขึ้นจะเป็นตัวแปรทำให้อาเซียนเปลี่ยน คือทุกวันนี้มีเอเปกซึ่งระบบดีกว่า ถ้าอาเซียนไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์ได้ดีพอๆ กับเอเปก มันจะถูกซ้อนทับไป เพราะประเทศสมาชิกก็ซ้อนกันอยู่แล้ว คุณจะฟังจาการ์ตา (อาเซียน) หรือฟังสิงคโปร์ (เอเปก) ในเชิงผลประโยชน์ เอเปกมีรัสเซีย อเมริกา ละติน ขณะที่อาเซียนเป็นเรื่องการสร้างคลับให้ผู้นำมาเจรจากัน แต่เอเปกมีบทบาทอื่น ถ้าอาเซียนบอกว่ามี AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) แล้ว ในที่สุดแล้ว ประชาชนอาจจะนำอาเซียนเอง แต่องค์กรอย่างอาเซียนก็อยู่ไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะแรงกดดันมันอยู่ที่ว่าการบริหารงานเป็นแบบราชการมาก มีการประชุมรายกระทรวง มีรัฐมนตรีไปนั่งประชุมกัน เวียนกันเป็นเลขา ประชุมประจำปีแล้วก็จบ คณะทำงานไม่มีแรงทำ ไม่เหมือนอียู ที่บอกว่าจะเอาสไตล์ของอียูมาใช้ แต่อียูเขามีผู้แทนนะ อาเซียนไม่มี ในที่สุดก็เป็นงานรูทีนประจำปี
กองทัพเปลี่ยนแปลงจากภายใน การยอมรับจากประชาชนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ
กองทัพจะมีแรงกดันให้ต้องเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นทหารมืออาชีพ role model ไม่ต้องไกล ทำอย่างทหารเรือ แรงกดดันต่อกองทัพจะมีอีกประมาณ 5-10 ปี แต่ตอนนี้ไม่มีนะ แรงกดดันให้กองทัพไม่ได้มีมาก ไม่เยอะถึง tipping point ตราบเท่าที่อเมริกายังไม่กดดันขนาดนั้น ก็ต้องดูที่เปลี่ยนแปลงจากสากล เช่น มีคนบอกว่าหลังน้ำลดกองทัพแข็งขึ้นเยอะ ผมว่าไม่เชิงนะ กองทัพหลังน้ำท่วมเป็นกองทัพเดิมไม่ได้แข็งขึ้น เพราะปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่เขาเลย คนไทยต่างหากที่ emotional มากๆ กองทัพจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนจากภายใน แต่ไม่ใช่ตอนนี้ การยอมรับหรือไม่ยอมรับจากประชาชนไม่สำคัญ ถ้าอย่างนั้นมันเปลี่ยนไปนานแล้วสิ คือการเมืองในที่สุดแล้วต้องดึงสมการกองทัพบกมา มันไม่ได้เปลี่ยนมาก เปลี่ยนมากมันต้องเปลี่ยนได้
การเมืองไทยน่าจะเปลี่ยนในปี 2570
การเมืองไทยคงเปลี่ยนช่วงปี 2570 เพราะนักการเมืองสามร้อยกว่าคนยังมีชีวิตอยู่และยังส่งทายาททางการเมืองมา เรื่อยๆ และถ้าจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น แสดงว่า ณ ปีนั้น ปชป. และเพื่อไทยล้มแล้ว คนพร้อมใจกันไม่เลือก ถึงจะเกิดความเปลี่ยนแปลง แต่ ณ เวลานี้ คนเสื้อแดงยังเลือกพรรคเพื่อไทย คนที่เลือก ปชป. ก็ยังเลือก ปชป. สองขั้วไม่เปลี่ยน ถ้าพรรคการเมืองใหม่ๆ จะเกิดขึ้น เราก็ต้องลองวาดเรื่องราวดู ว่าอะไรคือ Tipping point ซึ่งเวลานี้ไม่มี ถ้าตัวละครซึ่งยังเป็นชุดเดิมจะขยับ ข้างบนยอมหรือยัง
คนเสื้อแดงจะลุกขึ้นมาปฏิเสธพรรคเพื่อไทยในเวลาอันใกล้?!
ใกล้...ถ้า ถ้าคุณเฉลิม (อยู่บำรุง) ยังไม่หยุดพูด หรือคุณอนุดิษฐ์ (นาครทรรพ) ยังตอบโจทย์ไม่ได้ อีกสักหกเดือนก็ลำบากแล้วล่ะ คนก็ยังรอบ้านเลขที่ 111 แต่คนบ้านเลขที่ 111 ก็ไม่ใช่ซุปเปอร์แมน
ก่อนปี 2600 มีภาพ Riot ไหม
มีครับ ผมคิดว่าความตายเท่าที่ผ่านมายังไม่มากพอด้วยซ้ำ ความวุ่นวายทางการเมืองอย่างรุนแรงน่าจะเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.2560 และช่วงวุ่นวายน่าจะประมาณ 10 ปี แต่เราผ่านได้อยู่แล้ว แต่ผ่านแบบไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง
Rural Cosmopolitan (คนชั้นกลางในชนบท) โดยเฉพาะในอีสาน คนเหล่านั้นป็นใคร....เป็นอดีตสาวโรงงาน คนขับแท็กซี่ หรือเมียฝรั่ง เรามีร้านสะดวกซื้อทุกจังหวัด ถามว่าคนเหล่านี้หลายๆ คนจะอยู่กรุงเทพฯไหม ก็ไม่อยู่ เขาสามารถใช้ชีวิตในหมู่บ้านได้ คนเหนือไม่อายที่จะพูดคำเหนือในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนคนอีสานอาจจะอายแต่เดี๋ยวนี้ไม่อายแล้ว แสดงว่าเขามีความภูมิใจในอัตลักษณ์ของเขา สภาพแวดล้อมในตัวเมือง ที่อำเภอเมือง คนไม่ต่างกับในกรุงเทพฯ แต่คนกรุงเสียอีกที่ความสามารถในการใช้ชีวิต (Survival Rate)ต่ำ
อัตลักษณ์นี้ มันเอามามัดกันแบบข้าวหลามไม่ได้ แต่ต้องยอมให้มีความหลากหลาย นั่นแสดงว่าคุณเชื่อว่าความหลากหลายทางประชาธิปไตยเกิดขึ้น มันเชื่อมโยงกับความหลากหลายทางประชาธิปไตย คำพูดแบบพลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ที่ไล่คนออกจากประเทศนั้น ใช้ไม่ได้ เพราะว่าประชาธิปไตยมันเป็นการเคลื่อนตัวของการปฏิสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบๆ สังคม บางครั้งมันเลยเถิด แต่ถ้า Very Conservative ก็จะถูกตบๆ เข้ามา มันไม่ได้มีจุดสมดุล แต่มีจุดที่อยู่กันได้ เป็นจุดกระเพื่อม มันจะไม่มีลิมิต มันมีจุดตกต่ำได้ มี Riot (ความวุ่นวาย) ได้
ทำไมมันต้องมี Riot ผมคิดว่ามีคนอยากให้มี และมีคนไม่อยากให้มี มันอาจจะเหมือนปฏิวัติฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 เราเคยหยุดความเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรงได้ในตอนเลิกทาส ตอนนั้นป็นการปกครองอีกแบบ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ แล้วไม่ต้องไปโทษคนชื่อทักษิณ โทษตัวเราเองทุกคน เพราะเราทุกคนเป็นหุ้นส่วน เพียงแต่ทักษิณเขาเสียงดังกว่าเรา ถ้าไม่อยากให้รุนแรง ก็ต้องคุยกัน แต่คุยกันก็ค้องไม่ตัดคนส่วนใหญ่ออกไป ตอนนี้เขากำลังตัดคนส่วนใหญ่ของประเทศออกไปจากโต๊ะเจรจา
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเอาการเมืองตั้งก็อาจจะเห็นภาพแบบนี้ แต่ถ้าเราเอาสภาพแวดล้อมอื่นมาผนวกอาจจะไม่เกิดความรุนแรงก็ได้ เช่นสภาพแวดล้อมธรรมชาติอย่างมโหฬาร การเมืองอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่รอดได้ หรือการเกิดโรคระบาดอย่างรุนแรง ฉะนั้นปัจจัยภายในอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงหรือไม่ นี่คือข้อดีของ foresight เพราะไม่ได้มองด้านเดียว ปัจจัยอื่นๆ เราก็จะไม่ตัดออกไป แต่มองว่า ภัยธรรมชาติจะช่วยได้เยอะ แต่ภัยธรรมชาติแบบน้ำท่วมคราวนี้ไม่ใช่ ต้องเจอแบบพายุ หรือสึนามิ มาเร็วไปเร็ว เสียหายเยอะ แต่คราวนี้กลายเป็นว่านักการเมืองก็ไปพิสูจน์ความอึดของกองเชียร์แทน
เมืองไทยปี 2555...คำถามสำหรับปีนี้คือ “เรากำลังทำอะไรกันอยู่”
สังคมไทยในปี 2555 ยังเป็นสังคมที่มีความแตกแยกและเยอะขึ้นด้วย น้ำท่วมไม่ได้ช่วยให้ลดลง ความขัดแย้งเยอะขึ้นเพราะตัวเลือกในการสมานฉันท์ก็ยิ่งลดลง ด่าพ่อล่อแม่กันเยอะขึ้น แต่ความรุนแรงใหญ่ๆ คงไม่มี ความขัดแย้งคงไม่พ้นตามหน้าสื่อ ตามโซเชียลมีเดีย แต่ความขัดแย้งรุนแรงขนาดที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2553-2554 คงไม่มี แต่จะเป็นความขัดแย้งประปราย การรณรงค์ทางการเมืองก็สร้างสรรค์นวัตกรรมมากขึ้น
จะเกิดกลุ่มใหม่ คือกลุ่มที่อยู่ตรงกลางๆ ของปิรามิด จะเริ่มตีเฉดออกมา เหลือง-แดงบางกลุ่มคุยกันได้ นั่นเป็นตัวชะลอความขัดแย้งทางอ้อม เพราะกลุ่มนี้ต้องสร้างความเชื่อถือเชื่อมั่น แต่สังคมไทยจะเป็นสังคมที่จะมีปัญหาเรื่องการนิยามตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกว่า “ตกลงเรากำลังทำอะไรกันอยู่” สองปีที่ผ่านมา ผมพูดเรื่องอนาคตเยอะนะครับ ปีหน้าคนคงพูดเรื่องเรากำลังทำอะไรกันอยู่มากขึ้น และเราทำไปเพื่ออะไร
ในเรื่องของเทคโนโลยี ที่น่าสนใจคือเรื่องของไอซีที ว่ากสทช. จะเอาอย่างไร แต่เรื่องการวิจัยก็ไปเรื่อยๆ ไม่เปลี่ยนแปลง น่าเสียดาย
เศรษฐกิจไม่ตกต่ำมาก เพราะว่า หนึ่ง มีการบูรณะ สองคือ อุตสาหกรรมบ้านเรามีความหลากหลาย ไม่เหมือนบางประเทศที่มีอุตสาหกรรมไม่กี่แบบ การย้ายฐานอุตสหากรรมจะเกิดจากปัญหาค่าแรงมากกว่า เศรษฐกิจปีหน้าน่าจะเคลื่อนมาที่ภายในประเทศมากกว่าระหว่างประเทศ และกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามามากขึ้น เป็นโอกาสที่จะมาควบรวมกิจการ หรือธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง เช่นอาหาร การท่องเที่ยว การบริการ
ด้านสิ่งแวดล้อม ผมว่าปีนี้เป็น Warning Alarm ปีหน้าน่าจะมีทั้งร้อนหนาวและฝนตกมาก หนึ่งจะเกิดโรคระบาด ปีหน้าไม่ต่างจากปีนี้ เหตุผลที่บอกว่า ปีหน้าไม่ต่างจากปีนี้เพราะว่าจากสถิติมันทับซ้อนกัน เพราะว่า ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา มีกระบวนการคล้ายๆ กันมาก คือสถิติมันเพี้ยนไปหมด ทั้งปริมาณน้ำ หรือสภาพอากาศ มันจะไม่เปลี่ยนเยอะ แต่ถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพของโลกอีกสัก 2-3 ปี อาจจะมีรูปแบบของการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างใหม่ มันก็จะเป็นเหมือนเดิม ปัญหาคือคนจะเริ่มตั้งคำถามว่า ปชป. ทำไม่ได้ เพื่อไทยก็ทำไม่ได้ แล้วเราจะทำอย่างไร ฉะนั้นปีหน้าคนทุกราศีก็จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วเราจะทำอย่างไรดี เราจะอยู่อย่างไร (หัวเราะ)
สื่อต้องปรับตัวมหาศาล สื่อเล็กไม่มี มีแต่สื่อใหญ่กับสื่อพลเมือง
สื่อหลักคงต้องมี แต่การสื่อสารด้วยตัวเองมันเรียลไทม์ มันจะเร็วมากจนสื่อกระแสหลักต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองหน้ามือเป็นหลังมือเลย เพราะตัวคนแต่ละคนเป็นสื่อได้เอง สื่อในอนาคตไม่ต้องรอ พ.ศ. 2600 ใน 10 หรือ 20 ปีข้างหน้านี้ สื่อหลักต้องปฏิวัติมหาศาลอีกรอบ
คนจะแสวงหาสื่อเฉพาะด้านซึ่งจะเป็นปัญหามาก ถ้าไม่แก้ตรงนี้ ถ้ายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้ คนจะไม่อยากเสพสื่อที่แตกต่าง ข่าวหนึ่งมี 100 เวอร์ชั่น แล้วคนยินดีจะตามเฉพาะเวอร์ชั่นที่ตัวเองชอบ
ผมมองว่าเทคโนโลยีมันอนุญาตให้ห้องไม่กี่ตารางเมตรเป็นสถานีได้ สื่อกระแสรองจะไม่มีแล้ว จะมีแค่สองพวกคือ สื่อ กับประชาชน ไม่มีเล็กๆ แบบปลาซิวปลาสร้อย เพราะเนื้อหาทุกวันนี้ก็แทบสำลักตายอยู่แล้ว เทคโนโลยีบีบให้สื่อต้องปฏิวัติ แต่จะปฏิวัติอย่างไร
ถ้าสื่อหลัก เริ่มตันด้วยข่าวการเมือง บิกินี และอาชญากรรม แต่ไปดูสื่ออื่น การเมือง แต่ก็มีเรื่องอื่น วิทยากรความรู้ แล้วย่อยให้เป็นภาษาชาวบ้าน ภาษามนุษย์ นี่สำคัญมาก แต่สื่อไม่ทำ อาจจะโต้ว่าคุณเป็นนักวิชาการคุณก็พูดแบบนี้ แต่มันไม่ใช่ เพราะความรู้นั่นแหละที่ในที่สุดแล้วเอาไปวิเคราะห์การเมือง เศรษฐกิจ สังคมได้ ตัวอย่างข่าวจันทรุปราคาที่ผ่านมา ผมว่าแค่ภาพถ่ายก็สอบตกแล้วทั้งประเทศ ภาพถ่ายดวงจันทร์คุณเอากล้องอะไรไม่รู้มาถ่าย ได้ภาพมัวๆ แล้วคุณไม่โยงกับเรื่องอื่น คุณโยงแต่เรื่องโหราศาสตร์
ด้านเนื้อหาในสื่อ ผมว่าปี 2600 ไม่เหมือนเดิมแล้ว มันเปลี่ยนเพราะรูปแบบการเมืองคงมีเสถียรภาพมากกว่าเยอะ เพราะว่า Global Governance คงไม่ยอมให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ถ้าเราสามารถสร้างสื่อพวกนี้ สื่อต่างๆ เล่นกับข้อมูลได้เยอะ สื่อไทยก็เปลี่ยนไปอีกเยอะ
ทำความรู้จักกับ Foresight Research
1) Foresight คืออะไร
เป็น Action Research เมื่อก่อนใช้คำว่า Future Study (อนาคตศาสตร์) แต่ตอนนี้เราใช้คำว่า Foresight
2) Forecast (พยากรณ์) Vs Foresight ต่างกันอย่างไร
มองคนละช่วงเวลา Forecast มองจากปัจจัยในปัจจุบัน แต่ Foresight มองว่าวันนี้เป็นวันที่ 21 ธ.ค. 2600 คนส่วนใหญ่มองจากภาพอนาคตมองกลับมา แต่ Forecast มีหน้าที่มองอนาคตระยะสั้น เก่งเรื่องมอนิเตอร์กับพรีวิว พูดง่ายๆ ว่าใช้สมองคนละด้าน
Foresight ต้องนอกกรอบมากๆ เพราะความไม่แน่นอนสูง เพราะพ้นระยะคาดการณ์จากห้าปีไปแล้ว
3) ใครบ้างทำ Foresight
บรรษัทเอกชน และอีกหลายประเทศทำ Foresight เพื่อหาแนวทางสำหรับอนาคต เช่น บริษัทเอกชน อุตสาหกรรมพลังงานกับการขนส่ง เขาพยายามเจาะหาแนวโน้มในตลาดจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเทคโนโลยีโรดแมป นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง เป็น Corporate Foresight ซึ่งจะมีเยอะขึ้น เป็นอีกระดับหนึ่ง คือมีระดับชาติและระดับบรรษัท คอร์เปอร์เรท สมมติว่าวิจัยตอนนี้อาจจะใช้เวลา 7 ปีจากนี้
ในระดับรัฐบาล มีหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ฯลฯ ตอนนี้รัฐบาลอังกฤษพยายามค้นหาอัตลักษณ์ของคนอังกฤษในอนาคต คือ เขามองว่าแนวโน้มคนอังกฤษมีสไตล์อย่างไร การใช้พลังงาน อนาคตของประตูหน้าต่างพื้นบ้านคนอังกฤษเป็นยังไง
เป็นกระบวนการระดมความคิดเห็น แต่กระนั้น ก็มีสองพวก ถ้าเราปล่อยให้คนบางกลุ่มทำ เขาก็ทำประชาพิจารณ์แบบเดิม คือเอาร่างไปเสนอแบบนี้เอาไหม แต่ Foresight เราไม่มีกรอบมาก่อน คือให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมคิดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ทำวิจัยแล้วไปขอความเห็น
4) Foresight หาคำตอบอย่างไร
การทำ Foresight คือเราไม่ปฏิเสธใครเลย แต่เราต้องการดึงประเด็นออกมาให้มีความหมาย make sense ไม่ใช่บอกว่าเราทำวิจัยหมดแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม คือต้องให้คนอื่นมีส่วนร่วมในไอเดีย
ตัวอย่างหนึ่งคือ ลำพูน ตอนแรกที่เราไปคุย กับนายกเทศมนตรี อ.เมืองลำพูน โชคดีมากที่เทศบาลเมืองลำพูนรับทุนสหภาพยุโรปในการทำประชาพิจารณ์มาแล้ว ประมาณ 3-4 ครั้ง เทศบาลฯ คุ้นกับการทำกระบวนการการมีส่วนร่วม รัฐท้องถิ่นกับชุมชนคุ้นเคยกัน เมื่อเราชวนมาทำเขาก็เต็มที่ เราก็เทรนคนที่จะเข้าร่วมกระบวนการกับเรา ก่อนทำเราก็หาแบกกราวด์ หาคีย์เวิร์ดของชุมชนลำพูน มีสิบกว่าคำ มีคำว่านิคมอุตสาหกรรม ซึ่งถามใครเขาก็พูดถึง แปลว่ามันสำคัญกับเขา เราก็ทำแบบสอบถามให้เขาไปอ่านก่อน แล้วเข้ากลุ่มคุยกัน หาประเด็นร่วมกัน ทำอยู่สามรอบ การกลับมาร่วมแสดงความเห็นสูงมาก เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็น
แต่ถามว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ก็เป็นไอเดียของนักการเมืองท้องถิ่น แต่ผมไม่ได้มองว่าทุกเมืองจะเวิร์ก บางแห่งที่เป็นเมืองใหญ่อาจจะมีเจ้าของพื้นที่อยู่แล้ว เขาก็จะบอกว่าเขามีแผนสำหรับอนาคตแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่มี
5) มองไกลแต่ไม่ทิ้งปัจจัยระยะสั้น
ถ้าเราติดอยู่กับบริบทปัจจุบันอย่างเดียว เราก็จะไม่เห็นทางออก แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่เอาบริบทปัจจุบันมาเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์คาดการณ์ แต่สิ่งเหล่านี้จะถูกดึงเข้ามาในกระบวนการ เพราะถ้าฝันเฟื่องไปไกลมาก มันจะถูกตบ ขณะที่คนที่ Expert มาก มองภาพความเป็นจริงมา ก็จะถูกดึงมาว่าอย่ามองแบบนี้ ถ้ามองแบบนี้ไปไม่ได้
6) Foresight เป็น Positive Thinking หรือเปล่า
เรามองเชิงบวก และเราก็มองเชิงลบด้วย ภาพอนาคตบวกมากๆ เราก็ต้องทำ ลบมาก เราก็ต้องทำ เฉยๆ ไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ต้องทำ ถามว่าพลังบวกไหม เป็นพลังบวกส่วนหนึ่ง บวกลบคูณหารแล้วก็ยังบวก แต่เป็นพลังบวกเพียวๆ คงไม่ใช่เพราะไม่ได้มองโลกดีขนาดนั้น
7) ปัญหาของ Foresight
บางคนก็ยังไม่ซื้อไอเดีย บางคนก็เริ่มทำบ้างแล้ว ที่ผ่านมาก็พยายามใส่ข้อมูลต่างๆ จากทั่วโลก ลงไปในเฟซบุ๊ก ที่น่าสนใจคือแอฟริกาในปี 2050 ถามว่าเมืองไทยทำไมไม่ทำ เราจะมัวรอเสนอให้นายกยิ่งลักษณ์ทำไหม คุณพันธ์ศักดิ์ (วิญญรัตน์) ทำไหม เราทำแล้วเขาเอาไปอ่าน เขาเอาไปใช้นั่นก็เติมเต็มสิ่งที่เราทำแล้ว
มองในแง่นี้ แต่การเมืองภาพใหญ่ไม่ใช่ปัญหา แต่ถึงเวลาที่เราจะเอามาใช้ล่ะ
มีแนวทางอยู่สามอย่าง หนึ่งคือ ถ้าเราพยายามเจาะในแนวของนโยบาย จะใช้เวลามาก เพราะหน่วยงานไหนจะเป็นคนดำเนินการก็ไม่รู้ สอง ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น รัฐมีหน้าที่เป็นผู้มีส่วนร่วม ประชาสังคมต้องยกประเด็นแล้วทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการ
สามคือ ไม่ต้องไปสนแล้ว เพราะในที่สุดแล้วรัฐจะมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เป็นสุดโต่งอีกทาง แต่ตอนนี้เรามองแต่ภาพแรก คือให้คนที่มีหน้าที่ทำ ไปหาคุณอภิสิทธิ์ทำไหม คุณยิ่งลักษณ์ทำไหม ถีงเวลาก็มีเรื่องฉุกเฉินอื่นๆ ขึ้นมา คือเมื่อก่อนเราทำแบบแรกเยอะแต่มีปัญหามาก
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 10/01/55 ผ่านได้ก็ดีไป....
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
บนเส้นทาง แสนยาก ต้องบากบั่น
หากแน่วแน่ ตั้งมั่น อย่าหวั่นไหว
แม้มีการ ฉกฉวย ด้วยเกมใคร
ถ้าพ้นผ่าน ก็ดีไป ไร้กังวล....
ทำทุกอย่าง โปร่งใส ไม่หลุกหลิก
หรือตุกติก มารยา พาสับสน
ให้ประโยชน์ ถ้วนหน้า ประชาชน
เพื่อทุกคน ยอมรับได้ ไม่วอแว....
ทางข้างหน้า โหดร้าย มากมายนัก
ต้องรู้รัก รู้งาน สมานแผล
อาจมีผู้ ร่วมด้วย ช่วยดูแล
ไม่รอดแน่ หากโอหัง ไม่ฟังใคร....
หลายกลเกม กลลวง เหมือนบ่วงนรก
ล้านหยิบยก ขยายผล คนฟังไหม
พวกดีดัก ชอบอวดโอ้ โง่ต่อไป
แ้ม้ตั้งใจ ก็ผ่านยาก หากเขาเมิน....
ผ่านไปได้ ก็ดี มีแต่ได้
คือผลงาน ประจักษ์ไว้ ให้สรรเสริญ
แต่ขั้นตอน มันยุ่งยาก ลำบากเกิน
ขอให้เดิน ผ่านได้ ในเร็ววัน....
๓ บลา / ๑๐ ม.ค.๕๕








































