ที่มา thaifreenews
โดย bozo
speedhorse
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=964
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, January 12, 2012
สภาประชาชนเพื่อไขรัฐธรรมนูญ มาตรา๒๙๑ 11-1-2012
สุรพศ ทวีศักดิ์ เสรีภาพเป็นแค่ความฝัน?
ที่มา thaifreenews
โดย เสรีชน คนใต้
บางทีความเชื่อที่ว่า มนุษย์มี free will มีเสรีภาพเป็น essence มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความสามารถที่จะปกครองตัวเอง รับผิดชอบตัวเองได้ หรือมีอิสระที่จะให้ความหมายแก่โลกและชีวิต เลือกทางชีวิตตามที่ตนเองพึงพอใจได้อย่างแท้จริง...มันก็ดูสวยงาม น่าปรารถนา
แต่เมื่อพิจารณา “ความเป็นจริง” กลับพบว่า มนุษย์ถูกควบคุม/บงการด้วยสารพัดกฎ ไม่ว่าจะเป็นกฎธรรมชาติทางชีวภาพที่กำหนดให้ชีวิตด้านกายภาพ อารมณ์ความรู้สึกต่างๆของเราเป็นไปอย่างกลไก เราไม่มีอิสระที่จะจัดการกับโรคบางอย่างทางร่างกาย อารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง นิสัยบางอย่างของตนเองได้ด้วยซ้ำ
และเรา ยังอยู่ภายใต้กฎทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา วัฒนธรรม ความผันผวนเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเหตุการณ์โลก เช่นวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจ การเกิดโรคระบาด สงครามก่อการร้าย สงครามศาสนา สงครามนิวเคลียร์ และความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ และ/หรือความผันผวนเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติในระดับของระบบสุริยะ และระดับจักรวาล
ดูๆ ไป มนุษย์ก็แค่ “ละอองธุลี” เล็กกระจิริดที่แล้วแต่กระแสพายุของกฎเกณฑ์ ความผันผวนไม่แน่นอน และเหตุปัจจัยร้อยแปดพันเก้าจะพัดพาไป มนุษย์ไม่ได้มีเสรีภาพ หรือเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงเลย
ฉะนั้น บางทีผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เวลาเราพูดถึง เรียกร้อง หรือใฝ่ฝันถึงเสรีภาพอย่างที่ความคิดทางปรัชญาและศาสนาต่างๆ พยายามอธิบายหรือ “วาดภาพ” ให้เราเห็น “ความสวยงาม” ของมันนั้น มันเป็นแค่ความฝันถึงสิ่งที่เรา “ขาด” หรือสิ่งที่เราไม่สามารถจะมีมันได้อย่างแท้จริงหรือเปล่า?
ปล.ถามตัวเองแบบปลงๆ ในวันที่นั่งนึกถึง “มรณานุสติ”
จากเฟสบุ้ค อ.สุรพศ ทวีศักดิ์
อำนาจทางการเมืองของพระราชดำรัส และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของกษัตริย์
ที่มา ประชาไท
วาด รวี
“ประเพณีการปกครองที่ไม่ดี” และขัดกับหลักการประชาธิปไตย
ประเพณีทางการเมืองหนึ่งของไทยซึ่งปฏิบัติมาหลายสิบปีทั้งที่ ขัดกับหลักการ The King can do no wrong ก็คือ การที่ยินยอมให้พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสได้โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะ รัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหา หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย
“อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย”
อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2499
หลักการของระบอบประชาธิปไตยคือ จะต้องไม่ให้ใครมีอำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์นั้น ตำแหน่งประมุขของรัฐซึ่งก็คือกษัตริย์ ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจทางการเมือง การกระทำการต่าง ๆ จึงต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง และผู้รับสนองฯ นั้นจะเป็นผู้ “รับผิดชอบ” กล่าวง่าย ๆ ว่า กษัตริย์เพียงแต่กระทำและใช้อำนาจทางการเมืองไป “ในนาม” เท่านั้น ไม่สามารถจะกระทำไปโดยเจตนารมย์ของตนเอง รัฐธรรมนูญมาตรา 8 ก็ได้ระบุไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ซึ่งย่อมหมายความไปในตัวว่า ไม่สามารถกระทำการใด ๆ โดยขาดคนรับผิดชอบแทนได้ เพราะอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถจะรับผิดชอบโดยพระองค์เอง
แม้ว่าการพูดนั้นจะดูไม่เหมือนว่าจะเป็นการใช้อำนาจ แต่ด้วยฐานะของกษัตริย์ที่ระบุไว้ในมาตรา 8 ดังกล่าว ก็ทำให้ต้องตีความไปโดยปริยายตามหลักประชาธิปไตย และหลัก The King can do no wrong ว่า การมีพระราชดำรัสในทางสาธารณะนั้นไม่พึงกระทำ เพราะเป็นสิ่งที่ผิดหลักการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยตรัสเอาไว้ด้วยพระองค์เองในพิธีพระราช ทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2502 เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2503 ในเอกสารตามภาพนี้:



“โอวาท นี้นับว่าเป็นประเพณีเหมือนกัน แต่วันนี้ ขอยกตัวอย่างประเพณีที่ดีและไม่ดีตามประเพณีการปกครองประเทศ โอวาทของพระมหากษัตริย์หรือพระราชดำรัสต้องเขียนเพื่อให้รัฐมนตรีรับสนอง แต่เดี๋ยวนี้ก็กำลังพูดไม่ใช่อ่าน เพราะว่าได้ทำตามประเพณีอันหนึ่งของคนไทยไม่สู้ดี คือ ทำเกินประเพณีฝรั่ง โอวาทนี้เพิ่งเตรียมเมื่อบ่าย ๒ โมงนี้เท่านั้น”
อำนาจทางการเมืองของพระราชดำรัส
การพูดของผู้มีอำนาจนั้น ย่อมถือเป็นการกระทำทางการเมือง และอาจเป็นการกระทำทางการเมืองที่ส่งผลอย่างใหญ่หลวงได้ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์โดยทั่วไป เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองผู้สื่อข่าวก็จะไปสอบถาม ไปสัมภาษณ์ ไปขอความเห็นของผู้มีอำนาจหน้าที่ ปรากฏการณ์ที่เห็นกันเป็นประจำก็เช่น การสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการทหารบก หรือ ผู้นำฝ่ายค้าน และคำพูดของบุคคลเหล่านี้ก็มักจะปรากฏเป็นข่าวพาดหัวกันจนชินตา เมื่อบุคคลผู้มีตำแหน่งเหล่านี้กล่าวอะไรก็มักจะเป็นข่าวได้โดยง่าย ยิ่งเป็นการกล่าวท่ามกลางความขัดแย้งที่แหลมคม คำพูดดังกล่าวก็ยิ่งอ่อนไหว และง่ายต่อการส่งผลสะเทือนทางการเมือง
การพูดจึงแยกไม่ออกจากการกระทำทางการเมือง ดังนั้นการพูดของบุคคลสำคัญอย่างเช่นประมุขของประเทศที่เป็นกษัตริย์นี้ จึงเป็นการกระทำทางการเมืองที่มีความสำคัญอย่างสูง และอาจส่งผลกระทบอย่างมาก ไม่สามารถกระทำไปโดยขาดจากหลักของการรับผิดชอบได้ ดังที่กล่าวไปแล้วว่า กษัตริย์อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถจะรับผิดชอบได้ เนื่องจาก “ล่วงมะเมิดมิได้ และฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้” ดังนั้น ทุกคำพูดของกษัตริย์จึงจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบ หรือผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งจะต้องเป็นรัฐมนตรี หรือรัฐสภา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประชาชน และอยู่ในระบบตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมือง หากคำพูดใดส่งผลเสียหาย ผู้รับสนองย่อมจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์
โดยหลักการแล้ว ผู้ที่ไม่สามารถรับผิดชอบจะต้องไม่สามารถมีอำนาจ (พูด) โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตการณ์ที่แหลมคม ซึ่งการพูดใด ๆ ของผู้มีอำนาจก็อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ก็ยิ่งต้องให้คนที่มีความรับผิดชอบเท่านั้นจึงจะพูดได้ แต่ประเพณีการปกครองไทยกลับประพฤติปฏิบัติตรงกันข้าม ยินยอมให้พระมหากษัตริย์แสดงพระราชดำรัสโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มาจนกลายเป็นสิ่งธรรมดา และที่น่าประหลาดยิ่งคือ ในสถานการณ์ที่แหลมคม อ่อนไหว และเป็นวิกฤต ก็กลับยิ่งคาดหวังต่อพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์สูงขึ้นกว่าปรกติ ซึ่งโดยสถานภาพตามตำแหน่งแล้ว ไม่ทรงสามารถจะรับผิดชอบโดยพระองค์เองได้เลย
ตัวอย่างของพระราชดำรัสซึ่งส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างสูงในช่วงวิกฤตที่ ผ่านมาก็คือ พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ในวโรกาสที่นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุดเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ, พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ในวโรกาสที่นายอักราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมคณะตุลาการศาลปกครองและข้าราชการฝ่ายปกครอง จำนวน 20 คน เข้าเฝ้าฯ พระราชดำรัสทั้งสองครั้ง ล้วนเป็นพระราชดำรัสที่มีใจความสำคัญทั้งสิ้น และเกิดขึ้นในช่วงที่เหตุการณ์ทางการเมืองมีความแหลมคมอย่างสูง ใจความของพระราชดำรัส เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ตามลำดับเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ หรือคดียุบพรรคการเมือง ก็ล้วนมีความแหลมคมอย่างสูง
มีความจำเป็นที่จะต้องมองสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับ หลักการของระบอบประชาธิปไตย และหลัก The King can do no wrong และประเพณีการปกครองที่ผิดหลักการก็ควรพิจารณายกเลิก หรือมิเช่นนั้น หากยังคงสมัครใจยินยอมให้พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสได้โดยไม่มีผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ ก็มีความจำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 8 เสีย เพราะในเมื่อต้องการให้มีพระราชอำนาจในการแสดงพระราชดำรัสโดยไม่มีผู้รับ สนองพระบรมราชโองการ ก็จำเป็นต้องที่จะต้องยกเลิกสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ และฟ้องร้องกล่าวโทษในทางใด ๆ มิได้เสีย เพื่อให้เกิดความสมดุลตามหลักความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย
พระมหากษัตริย์ กับ ประชาชน เป็นพร้อมกันไม่ได้
หรืออย่างที่ นายคมสัน โพธิ์คง อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ให้ความเห็นกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ออกมาเคลื่อนไหวว่า ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะแก้มาตรา 112 เพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายหลักของคนกลุ่มนี้คือ เพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลิดรอนอำนาจมากกว่า ตนอยากบอกว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกก็จริง แต่จากการแถลงการณ์ของกลุ่มนิติราษฎร์ จะพูดถึงแต่คำว่าทำเพื่อระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่เคยเอ่ยคำว่าระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นก็คือการแสดงออกชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ทุกวันนี้ต้องการล้มล้างกษัตริย์ แต่ไม่กล้าเปิดตัวพูดออกมาตรงๆ
“นายปิยบุตรพูดแบบนี้เหมือนเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักสังคมไทยหรือ เปล่า เพราะแม้ประเทศไทยจะมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่พระองค์ท่านก็ไม่เคยประพฤติอะไรที่นายปิยบุตร กล่าวมา แล้วที่ชี้นำในหัวข้อว่าไม่ควรอนุญาตให้กษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะ นั้น ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของกษัตริย์ให้ยิ่งกว่านักโทษซะอีก เรียกว่านิติราษฎร์เผด็จการแล้ว ถ้ามีคนออกมาบอกให้นิติราษฎร์หุบปากมั่งล่ะ นายปิยบุตรพูดอย่างนี้พูดจาล่องลอยไม่มีกฎหมายรับรอง กล่าวเท็จ”
บางส่วนจากข่าวผู้จัดการออนไลน์วันที่ 7 มกราคม
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000002298
ความเห็นข้างต้นของนายคมสัน โพธิ์คงที่ผมขีดเส้นใต้ไว้ เป็นความเห็นของนักการเมืองที่เคยชินกับประเพณีการปกครองที่ “ไม่สู้ดี” เกี่ยวกับพระราชดำรัส นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความรู้ความเข้าใจทั้งในหลักกฎหมาย หลักปรัชญาการเมือง และประวัติศาสตร์การเมือง มากไปกว่านั้นยังกล่าวคำโป้ปดมดเท็จ ใส่ความโดยขาดดุลยพินิจ สะท้อนให้เห็นมาตรฐานความเป็นนักการเมืองที่ด้อยคุณภาพอย่างน่าอเนจอนาถใจ
เมื่อกล่าวถึงระบอบการปกครองของประเทศไทย คณะนิติราษฎร์จะกล่าวคำว่า “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เสมอ ดังนั้นข้อกล่าวหาของนายคมสันที่กล่าวหาคณะนิติราษฎร์ว่า “ต้องการล้มล้างกษัตริย์” โดยอ้างว่า “นิติราษฎร์ไม่เคยเอ่ยคำว่าระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข” นอกจากเป็นการพูดเท็จ และใส่ความเลื่อนลอยแล้ว ยังเป็นการใช้เหตุผลที่บกพร่องวิปริตไปจากหลักเหตุและผลโดยทั่วไป คำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เป็นคำที่ใช้กันทั่ว ไม่เพียงแต่ในวงวิชาการ แต่คนทั่วไปก็ใช้ การเอ่ยคำว่าระบอบประชาธิปไตยโดยไม่มีคำว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็เป็นเรื่องปรกติทั่วไป ไม่มีเหตุอะไรให้เชื่อมโยงไปว่าต้องเป็นการล้มล้างกษัตริย์แต่อย่างใด หากนำบันทึกเทปโทรทัศน์ของรายการต่าง ๆ หรือหนังสือวิชาการหรือแม้แต่บทความหนังสือพิมพ์มาสำรวจดู ก็จะเห็นว่าการพูดคำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เป็นเรื่องปรกติโดยแท้
ด้วยความรู้ความเข้าใจและวุฒิภาวะที่นายคมสันแสดงในประโยคก่อนหน้า จึงไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใดที่นายคมสันจะแสดงการด้อยความรู้ความเข้าใจใน ประโยคต่อมา
โดยหลักการแล้ว พระมหากษัตริย์นั้นเป็น “ประมุข” ของรัฐ ส่วนประชาชนนั้นเป็น “พลเมือง” ของรัฐ ประมุขไม่สามารถเป็นพลเมืองได้ และพลเมืองก็ไม่สามารถเป็นประมุขได้ ต้องเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจากการเป็นพระมหากษัตริย์นั้นเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่สามารถที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ไป 10 ชั่วโมง ออกจากการเป็นพระมหากษัตริย์มาเป็นประชาชนเสีย 4 ชั่วโมง แล้วกลับเป็นพระมหากษัตริย์ต่ออีก 10 ชั่วโมง การทำเช่นนี้ทำไม่ได้ เพราะมาตรา 8 ระบุไว้ชัดเจนว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ดังนั้น ความเป็นพระมหากษัตริย์จึงต้องเป็นสถานะที่สืบเนื่อง ไม่สามารถขาดช่วงได้ เพราะมิเช่นนั้น หากช่วงใดพระมหากษัตริย์ออกจากความเป็นกษัตริย์ชั่วคราวมาเป็นประชาชนและ เกิดมีผู้ไปล่วงละเมิดในขณะที่เป็นประชาชน ก็ต้องไม่ถือว่าเป็นความผิดต่อกษัตริย์ รัฐธรรมนูญมาตรา 8 ก็จะต้องเป็นโมฆะทันที
การเป็นกษัตริย์และเป็นพลเมืองนั้นเป็นสิ่งที่เป็นพร้อม ๆ กันไม่ได้ในระบบกฎหมาย เพราะในสายตาของกฎหมายจะต้องมองไปที่สถานะใดสถานะหนึ่ง เพียงสถานะเดียวเท่านั้น ไม่สามารถที่จะมองให้เป็นกษัตริย์ไปพร้อม ๆ กับเป็นประชาชนได้ ในรัฐธรรมนูญก็ได้ระบุคุณลักษณะของสิทธิและเสรีภาพของกษัตริย์อยู่แล้วใน หมวดกษัตริย์ และประมวลกฎหมายอาญาก็ระบุการคุ้มครองกษัตริย์อยู่แล้วในหมวดความผิดต่อองค์ พระมหากษัตริย์ ก็ต้องดูที่สถานะกษัตริย์เป็นหลัก ไม่ใช่สถานะประชาชน ดังนั้น การที่นายคมสันยก สิทธิ เสรีภาพ ของกษัตริย์ มาอ้าง จึงใช้ไม่ได้ เพราะสิทธิ เสรีภาพเป็นเรื่องของพลเมือง เป็นเรื่องของประชาชน ส่วนประมุขก็มีบทบัญญัติในส่วนของประมุข เพราะหากนำมาปะปนกันเช่นที่นายคมสันทำนี้ กฎหมายก็ไม่จะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าบุคคลใดอยู่ในสถานะใด ก็ปนกันมั่วไปเสียหมด
ดังนั้น กษัตริย์ หรือ ประมุข จึงไม่มีสิทธิ เสรีภาพ ไม่สามารถอ้างสิทธิ เสรีภาพในฐานะประชาชนได้ หนทางเดียวที่จะได้สิทธิ เสรีภาพของประชาชนคือ สละฐานะประมุขเท่านั้น พระมหากษัตริย์จะได้สถานะสามัญชน ประชาชน ก็โดยการสละราชบัลลังก์เท่านั้น เพราะการเป็นกษัตริย์นั้นเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีอายุราชการ
อำนาจทางการเมืองของพระราชดำรัส และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของกษัตริย์
ที่มา ประชาไท
วาด รวี
“ประเพณีการปกครองที่ไม่ดี” และขัดกับหลักการประชาธิปไตย
ประเพณีทางการเมืองหนึ่งของไทยซึ่งปฏิบัติมาหลายสิบปีทั้งที่ ขัดกับหลักการ The King can do no wrong ก็คือ การที่ยินยอมให้พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสได้โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะ รัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
องค์พระมหากษัตริย์ไม่พึงตรัสสิ่งใดอันเป็นปัญหา หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือทางสังคมของประเทศ โดยไม่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย
“อำนาจและความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย”
อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2499
หลักการของระบอบประชาธิปไตยคือ จะต้องไม่ให้ใครมีอำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์นั้น ตำแหน่งประมุขของรัฐซึ่งก็คือกษัตริย์ ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจทางการเมือง การกระทำการต่าง ๆ จึงต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง และผู้รับสนองฯ นั้นจะเป็นผู้ “รับผิดชอบ” กล่าวง่าย ๆ ว่า กษัตริย์เพียงแต่กระทำและใช้อำนาจทางการเมืองไป “ในนาม” เท่านั้น ไม่สามารถจะกระทำไปโดยเจตนารมย์ของตนเอง รัฐธรรมนูญมาตรา 8 ก็ได้ระบุไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ซึ่งย่อมหมายความไปในตัวว่า ไม่สามารถกระทำการใด ๆ โดยขาดคนรับผิดชอบแทนได้ เพราะอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถจะรับผิดชอบโดยพระองค์เอง
แม้ว่าการพูดนั้นจะดูไม่เหมือนว่าจะเป็นการใช้อำนาจ แต่ด้วยฐานะของกษัตริย์ที่ระบุไว้ในมาตรา 8 ดังกล่าว ก็ทำให้ต้องตีความไปโดยปริยายตามหลักประชาธิปไตย และหลัก The King can do no wrong ว่า การมีพระราชดำรัสในทางสาธารณะนั้นไม่พึงกระทำ เพราะเป็นสิ่งที่ผิดหลักการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยตรัสเอาไว้ด้วยพระองค์เองในพิธีพระราช ทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2502 เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2503 ในเอกสารตามภาพนี้:



“โอวาท นี้นับว่าเป็นประเพณีเหมือนกัน แต่วันนี้ ขอยกตัวอย่างประเพณีที่ดีและไม่ดีตามประเพณีการปกครองประเทศ โอวาทของพระมหากษัตริย์หรือพระราชดำรัสต้องเขียนเพื่อให้รัฐมนตรีรับสนอง แต่เดี๋ยวนี้ก็กำลังพูดไม่ใช่อ่าน เพราะว่าได้ทำตามประเพณีอันหนึ่งของคนไทยไม่สู้ดี คือ ทำเกินประเพณีฝรั่ง โอวาทนี้เพิ่งเตรียมเมื่อบ่าย ๒ โมงนี้เท่านั้น”
อำนาจทางการเมืองของพระราชดำรัส
การพูดของผู้มีอำนาจนั้น ย่อมถือเป็นการกระทำทางการเมือง และอาจเป็นการกระทำทางการเมืองที่ส่งผลอย่างใหญ่หลวงได้ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์โดยทั่วไป เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองผู้สื่อข่าวก็จะไปสอบถาม ไปสัมภาษณ์ ไปขอความเห็นของผู้มีอำนาจหน้าที่ ปรากฏการณ์ที่เห็นกันเป็นประจำก็เช่น การสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการทหารบก หรือ ผู้นำฝ่ายค้าน และคำพูดของบุคคลเหล่านี้ก็มักจะปรากฏเป็นข่าวพาดหัวกันจนชินตา เมื่อบุคคลผู้มีตำแหน่งเหล่านี้กล่าวอะไรก็มักจะเป็นข่าวได้โดยง่าย ยิ่งเป็นการกล่าวท่ามกลางความขัดแย้งที่แหลมคม คำพูดดังกล่าวก็ยิ่งอ่อนไหว และง่ายต่อการส่งผลสะเทือนทางการเมือง
การพูดจึงแยกไม่ออกจากการกระทำทางการเมือง ดังนั้นการพูดของบุคคลสำคัญอย่างเช่นประมุขของประเทศที่เป็นกษัตริย์นี้ จึงเป็นการกระทำทางการเมืองที่มีความสำคัญอย่างสูง และอาจส่งผลกระทบอย่างมาก ไม่สามารถกระทำไปโดยขาดจากหลักของการรับผิดชอบได้ ดังที่กล่าวไปแล้วว่า กษัตริย์อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถจะรับผิดชอบได้ เนื่องจาก “ล่วงมะเมิดมิได้ และฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้” ดังนั้น ทุกคำพูดของกษัตริย์จึงจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบ หรือผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งจะต้องเป็นรัฐมนตรี หรือรัฐสภา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประชาชน และอยู่ในระบบตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมือง หากคำพูดใดส่งผลเสียหาย ผู้รับสนองย่อมจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์
โดยหลักการแล้ว ผู้ที่ไม่สามารถรับผิดชอบจะต้องไม่สามารถมีอำนาจ (พูด) โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตการณ์ที่แหลมคม ซึ่งการพูดใด ๆ ของผู้มีอำนาจก็อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ก็ยิ่งต้องให้คนที่มีความรับผิดชอบเท่านั้นจึงจะพูดได้ แต่ประเพณีการปกครองไทยกลับประพฤติปฏิบัติตรงกันข้าม ยินยอมให้พระมหากษัตริย์แสดงพระราชดำรัสโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มาจนกลายเป็นสิ่งธรรมดา และที่น่าประหลาดยิ่งคือ ในสถานการณ์ที่แหลมคม อ่อนไหว และเป็นวิกฤต ก็กลับยิ่งคาดหวังต่อพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์สูงขึ้นกว่าปรกติ ซึ่งโดยสถานภาพตามตำแหน่งแล้ว ไม่ทรงสามารถจะรับผิดชอบโดยพระองค์เองได้เลย
ตัวอย่างของพระราชดำรัสซึ่งส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างสูงในช่วงวิกฤตที่ ผ่านมาก็คือ พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ในวโรกาสที่นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุดเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ, พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ในวโรกาสที่นายอักราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมคณะตุลาการศาลปกครองและข้าราชการฝ่ายปกครอง จำนวน 20 คน เข้าเฝ้าฯ พระราชดำรัสทั้งสองครั้ง ล้วนเป็นพระราชดำรัสที่มีใจความสำคัญทั้งสิ้น และเกิดขึ้นในช่วงที่เหตุการณ์ทางการเมืองมีความแหลมคมอย่างสูง ใจความของพระราชดำรัส เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ตามลำดับเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ หรือคดียุบพรรคการเมือง ก็ล้วนมีความแหลมคมอย่างสูง
มีความจำเป็นที่จะต้องมองสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับ หลักการของระบอบประชาธิปไตย และหลัก The King can do no wrong และประเพณีการปกครองที่ผิดหลักการก็ควรพิจารณายกเลิก หรือมิเช่นนั้น หากยังคงสมัครใจยินยอมให้พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสได้โดยไม่มีผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ ก็มีความจำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 8 เสีย เพราะในเมื่อต้องการให้มีพระราชอำนาจในการแสดงพระราชดำรัสโดยไม่มีผู้รับ สนองพระบรมราชโองการ ก็จำเป็นต้องที่จะต้องยกเลิกสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ และฟ้องร้องกล่าวโทษในทางใด ๆ มิได้เสีย เพื่อให้เกิดความสมดุลตามหลักความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย
พระมหากษัตริย์ กับ ประชาชน เป็นพร้อมกันไม่ได้
หรืออย่างที่ นายคมสัน โพธิ์คง อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ให้ความเห็นกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ออกมาเคลื่อนไหวว่า ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะแก้มาตรา 112 เพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายหลักของคนกลุ่มนี้คือ เพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลิดรอนอำนาจมากกว่า ตนอยากบอกว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกก็จริง แต่จากการแถลงการณ์ของกลุ่มนิติราษฎร์ จะพูดถึงแต่คำว่าทำเพื่อระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่เคยเอ่ยคำว่าระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นก็คือการแสดงออกชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ทุกวันนี้ต้องการล้มล้างกษัตริย์ แต่ไม่กล้าเปิดตัวพูดออกมาตรงๆ
“นายปิยบุตรพูดแบบนี้เหมือนเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักสังคมไทยหรือ เปล่า เพราะแม้ประเทศไทยจะมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่พระองค์ท่านก็ไม่เคยประพฤติอะไรที่นายปิยบุตร กล่าวมา แล้วที่ชี้นำในหัวข้อว่าไม่ควรอนุญาตให้กษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะ นั้น ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของกษัตริย์ให้ยิ่งกว่านักโทษซะอีก เรียกว่านิติราษฎร์เผด็จการแล้ว ถ้ามีคนออกมาบอกให้นิติราษฎร์หุบปากมั่งล่ะ นายปิยบุตรพูดอย่างนี้พูดจาล่องลอยไม่มีกฎหมายรับรอง กล่าวเท็จ”
บางส่วนจากข่าวผู้จัดการออนไลน์วันที่ 7 มกราคม
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000002298
ความเห็นข้างต้นของนายคมสัน โพธิ์คงที่ผมขีดเส้นใต้ไว้ เป็นความเห็นของนักการเมืองที่เคยชินกับประเพณีการปกครองที่ “ไม่สู้ดี” เกี่ยวกับพระราชดำรัส นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความรู้ความเข้าใจทั้งในหลักกฎหมาย หลักปรัชญาการเมือง และประวัติศาสตร์การเมือง มากไปกว่านั้นยังกล่าวคำโป้ปดมดเท็จ ใส่ความโดยขาดดุลยพินิจ สะท้อนให้เห็นมาตรฐานความเป็นนักการเมืองที่ด้อยคุณภาพอย่างน่าอเนจอนาถใจ
เมื่อกล่าวถึงระบอบการปกครองของประเทศไทย คณะนิติราษฎร์จะกล่าวคำว่า “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เสมอ ดังนั้นข้อกล่าวหาของนายคมสันที่กล่าวหาคณะนิติราษฎร์ว่า “ต้องการล้มล้างกษัตริย์” โดยอ้างว่า “นิติราษฎร์ไม่เคยเอ่ยคำว่าระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข” นอกจากเป็นการพูดเท็จ และใส่ความเลื่อนลอยแล้ว ยังเป็นการใช้เหตุผลที่บกพร่องวิปริตไปจากหลักเหตุและผลโดยทั่วไป คำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เป็นคำที่ใช้กันทั่ว ไม่เพียงแต่ในวงวิชาการ แต่คนทั่วไปก็ใช้ การเอ่ยคำว่าระบอบประชาธิปไตยโดยไม่มีคำว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็เป็นเรื่องปรกติทั่วไป ไม่มีเหตุอะไรให้เชื่อมโยงไปว่าต้องเป็นการล้มล้างกษัตริย์แต่อย่างใด หากนำบันทึกเทปโทรทัศน์ของรายการต่าง ๆ หรือหนังสือวิชาการหรือแม้แต่บทความหนังสือพิมพ์มาสำรวจดู ก็จะเห็นว่าการพูดคำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เป็นเรื่องปรกติโดยแท้
ด้วยความรู้ความเข้าใจและวุฒิภาวะที่นายคมสันแสดงในประโยคก่อนหน้า จึงไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใดที่นายคมสันจะแสดงการด้อยความรู้ความเข้าใจใน ประโยคต่อมา
โดยหลักการแล้ว พระมหากษัตริย์นั้นเป็น “ประมุข” ของรัฐ ส่วนประชาชนนั้นเป็น “พลเมือง” ของรัฐ ประมุขไม่สามารถเป็นพลเมืองได้ และพลเมืองก็ไม่สามารถเป็นประมุขได้ ต้องเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจากการเป็นพระมหากษัตริย์นั้นเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่สามารถที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ไป 10 ชั่วโมง ออกจากการเป็นพระมหากษัตริย์มาเป็นประชาชนเสีย 4 ชั่วโมง แล้วกลับเป็นพระมหากษัตริย์ต่ออีก 10 ชั่วโมง การทำเช่นนี้ทำไม่ได้ เพราะมาตรา 8 ระบุไว้ชัดเจนว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ดังนั้น ความเป็นพระมหากษัตริย์จึงต้องเป็นสถานะที่สืบเนื่อง ไม่สามารถขาดช่วงได้ เพราะมิเช่นนั้น หากช่วงใดพระมหากษัตริย์ออกจากความเป็นกษัตริย์ชั่วคราวมาเป็นประชาชนและ เกิดมีผู้ไปล่วงละเมิดในขณะที่เป็นประชาชน ก็ต้องไม่ถือว่าเป็นความผิดต่อกษัตริย์ รัฐธรรมนูญมาตรา 8 ก็จะต้องเป็นโมฆะทันที
การเป็นกษัตริย์และเป็นพลเมืองนั้นเป็นสิ่งที่เป็นพร้อม ๆ กันไม่ได้ในระบบกฎหมาย เพราะในสายตาของกฎหมายจะต้องมองไปที่สถานะใดสถานะหนึ่ง เพียงสถานะเดียวเท่านั้น ไม่สามารถที่จะมองให้เป็นกษัตริย์ไปพร้อม ๆ กับเป็นประชาชนได้ ในรัฐธรรมนูญก็ได้ระบุคุณลักษณะของสิทธิและเสรีภาพของกษัตริย์อยู่แล้วใน หมวดกษัตริย์ และประมวลกฎหมายอาญาก็ระบุการคุ้มครองกษัตริย์อยู่แล้วในหมวดความผิดต่อองค์ พระมหากษัตริย์ ก็ต้องดูที่สถานะกษัตริย์เป็นหลัก ไม่ใช่สถานะประชาชน ดังนั้น การที่นายคมสันยก สิทธิ เสรีภาพ ของกษัตริย์ มาอ้าง จึงใช้ไม่ได้ เพราะสิทธิ เสรีภาพเป็นเรื่องของพลเมือง เป็นเรื่องของประชาชน ส่วนประมุขก็มีบทบัญญัติในส่วนของประมุข เพราะหากนำมาปะปนกันเช่นที่นายคมสันทำนี้ กฎหมายก็ไม่จะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าบุคคลใดอยู่ในสถานะใด ก็ปนกันมั่วไปเสียหมด
ดังนั้น กษัตริย์ หรือ ประมุข จึงไม่มีสิทธิ เสรีภาพ ไม่สามารถอ้างสิทธิ เสรีภาพในฐานะประชาชนได้ หนทางเดียวที่จะได้สิทธิ เสรีภาพของประชาชนคือ สละฐานะประมุขเท่านั้น พระมหากษัตริย์จะได้สถานะสามัญชน ประชาชน ก็โดยการสละราชบัลลังก์เท่านั้น เพราะการเป็นกษัตริย์นั้นเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีอายุราชการ
15 มกรา 'ครก.112' ระดมชื่อแก้ไขมาตรา 112
ที่มา ประชาไท
คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) เรียนเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมงาน “แก้ไขมาตรา 112” กิจกรรมวิชาการและศิลปวัฒนธรรม ในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555 เวลา 13.00 – 17.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กิจกรรมในงานประกอบด้วย การเปิดตัว “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)” การระดมชื่อประชาชนอย่างน้อยหนึ่งหมื่นชื่อเพื่อเสนอกฎหมายเข้าสู่รัฐสภา การเปิดรายชื่อ 112 รายชื่อแรกที่ร่วมผลักดันให้แก้ไขกฎหมายตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ เวทีวิชาการว่าด้วยกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฯลฯ
กิจกรรมนี้ถือเป็นการเปิดตัวคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 อันมาจากการรวมตัวกันของเครือข่ายนักวิชาการและกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มกวีราษฎร์ กลุ่มแดงสยามกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนิติม่อน กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน กลุ่มประชาคมศิลปากรเพื่อประชาชน กลุ่มเพื่อนนักโทษการเมืองไทย กลุ่มมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มสันติประชาธรรม กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ กลุ่มอาร์ติเคิล112 คณะนักเขียนแสงสำนึก คณะนิติราษฎร์ แนวร่วมนักเรียนนิสิตนักศึกษาเสรีชนล้านนา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ในงานจะเปิดให้ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อผลักดันกฎหมายภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของครก.112 โดยเปิดให้ประชาชนผู้สนใจเตรียมเอกสารอันได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน มาเข้าร่วมเพื่อแนบเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในงานนี้ด้วย
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่: เว็บไซต์คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 http://www.ccaa112.org
เวทีวิชาการ - ศิลปวัฒนธรรม
“แก้ไขมาตรา 112”
จัดโดย คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)
วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555 เวลา 13.00 – 17.30 น.
ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
กำหนดการ
13.00 – 13.15 น. เปิดตัวคณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 หรือ ครก.112
อ่านแถลงการณ์โดย รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ตัวแทนครก.112 และนักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
13.15 - 13.30 น. ปาฐกถา “ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112” (บันทึกเทป) โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์
13.30 – 13.50 น. นำเสนอวิดีทัศน์ “เส้นทางกฎหมายหมิ่น”
13.50 – 14.10 น. กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมช่วงที่หนึ่ง
วิดีโอ “เงียบจนแสบแก้วหู” โดย กลุ่มศิลปินนิติม่อน
ละครเวที หายนะ (Catastrophe) โดย ซามูเอล เบคเกตต์ (Samuel Beckett) โดยกลุ่มละครอิสระ
14.10 – 15.10 น. กิจกรรมวิชาการช่วงที่หนึ่ง
ข้อเสนอเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ และกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดย คณะนิติราษฎร์
15.10 – 15.50 น. กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมช่วงที่สอง
อ่านบทกวีและแถลงการณ์ โดยกลุ่มกวีราษฎร์
15.50 -17.00 น. กิจกรรมวิชาการช่วงที่สอง
ตอบคำถามคาใจ: ทำไมต้องแก้ 112 โดย
ผศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ กลุ่มสันติประชาธรรม และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร กลุ่มสันติประชาธรรม และอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วาด รวี คณะนักเขียนแสงสำนึก
อ.สาวตรี สุขศรี คณะนิติราษฎร์
ดำเนินรายการโดย ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ กลุ่มสันติประชาธรรม และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
17.00 – 17.30 น. ผู้เข้าร่วมร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ นำเอกสารเข้าชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา112 หย่อนลงในกล่องรับรายชื่อ
*** ดำเนินรายการตลอดงาน โดย อ.วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร้ายสไตล์บายรุ้งรวี: เชือด (พ่อ) ปลาบู่ ให้ลิงดู
ที่มา ประชาไท
รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์
ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าจะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ดิฉันกำลังเต้นอย่างเอาเป็นเอาตายกับเพลง ‘We Found Love’ ของริฮันน่า ที่ฟังกี้ (Funky) อยู่เลย โดยถัดไปไม่ไกลเป็นน้องแอ๊ฟ ทักษอรคนสวยหน้าหวาน ที่สลัดมาดนางเอกมาร่วมเคาน์ดาวน์ด้วยกัน (แต่ไม่ได้มาด้วยกัน) ไม่ใช่เพราะว่าดิฉันไม่เชื่อคำทำนายของเด็กชายปลาบู่อะไรนั่นหรอก แต่เป็นเพราะว่าไม่ได้สนใจดู/ฟัง เลยต่างหาก
จวบจนเกือบเช้าวันใหม่ ที่ทุกอย่างปรกติ ไม่มีแผ่นดินไหว ไม่มีเขื่อนแตก รอบกายมีแต่คนเมา ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสแซ่บไม่ไกลจากกันนั้น เพื่อนในกลุ่มจึงออกโรงแถลงให้ฟังว่า เด็กชายปลาบู่เป็นใคร อะไรยังไง ทำไมเรื่องนี้ถึงดัง จนแล้วจนรอดดิฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า เอ่อ...ทำไมเรื่องนี้มันถึงดัง
ที่จริง...เรื่องเล่าประเภทนี้ เราล้วนได้ยินกันมานักต่อนัก ตามหน้าหนังสือพิมพ์หัวสี ในรายการทอล์กโชว์ จากปากหมอดู โหรชื่อดัง ต่างๆ นานาๆ และทุกปีก็ว่าได้ เราก็ล้วนฟังผ่านๆ ไม่ได้จดจ่อ เตรียมตัวรอดูว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เราจะมารู้ตัวอีกที หลังจากที่หมอดูชื่อดังคนนั้นออกมาอ้างความแม่นยำในสิ่งที่ตัวเองเคยทำนายไป (ส่วนอันที่ไม่ถูกก็ลืมๆ มันไป ถือว่าไม่ได้ทาย) เพื่อ...อะไรก็แล้วแต่
แต่ปรากฏการณ์ ‘เด็กชายปลาบู่’ นั้นมาแปลก แม้จะอ้าง ‘ความแม่นยำ’ กับคำทำนายในเหตุการณืที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีอะไรพอจะมาเป็นหลักฐานว่าได้ทำนายไว้จริง (เหมือนพวกหมอดูทั้งหลายที่มีหลักฐานว่าเคยเขียนในนิตยสารเล่มนั้น หรือเคยสให้สัมภาษณ์ไว้ที่ไหน) มีเพียงแค่คำบอกเล่าจาก ‘พ่อเด็กชายปลาบู่’ เพียงเท่านั้น แต่กลับได้รับความสนอกสนใจอย่างท่วมท้นจากสังคม (ผ่านการนำเสนอของสื่อมวลชน รายการโทรทัศน์) และเกิดการตื่นตระหนกอย่างไม่สมเหตุสมผลมาก่อน
ทำไมสังคมไทยถึงได้อ่อนไหว (ง่ายดาย และไม่สมเหตุสมผล) ถึงเพียงนี้....
ดิฉันคิด (เอาเอง) ว่า อาจเป็นเพราะเราเพิ่งผ่านพ้น (?) ภัยธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่อย่างน้ำท่วมมาหมาดๆ และคำทำนายของเด็กชายปลาบู่ก็เป็นคำทำนายเกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น ความเกี่ยวเนื่องของสองเหตุการณ์นี้อยู่ที่ ความเสียหายอันใหญ่หลวงของภัยน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้คนในสังคมเห็นว่าไม่มีชุดความรู้ทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ไหนที่เชื่อถือได้ และสัมฤทธิ์ผลในการนำมาปฏิบัติและป้องกันภัยธรรมชาติได้เลย (ซึ่งนี่คืออีกชุดหนึ่งของความคิดที่เราคิดว่าความเป็นวิทยาศาสตร์มันต้อง แม่นเป๊ะๆ นำมาใช้แบบ 1+1 แล้วต้องเป็นสอง) ไม่เพียงแค่ในช่วงระยะเวลาที่น้ำท่วม แต่แม้แต่การคาดการณ์ ป้องกัน แจ้งเตือน ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติครั้งไหนๆ (สึนามิ ?) สังคมไทยก็ไม่เคยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี วิวัฒนาการ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่กระเดียดไปในทางวิทยาศาสตร์ได้เลย
นั่นทำให้ความคิดของเราไม่สมาทานไปกับเรื่องวิชาการ วิทยาศาสตร์เลยแม้แต่น้อย
จึงทำให้คนในสังคม ไม่ Rational กับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าในยุคนี้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากถึงเพียงใด แต่ด้วยความที่เราไม่เห็นถึงสัมฤทธิ์ผลของวิทยาศาสตร์ในการจัดการกับปัญหา ภัยธรรมชาติได้เลยสักครั้ง (ซึ่งนี่ก็คืออีกหนึ่งชุดความคิดที่อาจไม่ถูกต้องนัก) เราจึงไม่หวังผล ไม่ศรัทธา ไม่เชื่อมั่น ไม่สมาทานตัวเองเข้ากับความเป็นเหตุเป็นผลแบบวิทยาศาสตร์ ส่วนการที่เราหันมาสมาทานตัวเองกับ ‘เรื่องที่ออกแนวไสยศาสตร์’ (หรือเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้) มากกว่านั้น อาจเป็นเพราะไม่ว่าสังคมใดๆ ก็เกิดและเติบโตมาจากสังคมแบบสังคมบุพกาลทั้งสิ้น นับถือฟ้าเพราะฟ้าร้อง..น่ากลัว นับถือผี บูชาสิ่ง (ที่ถูกยกระดับให้เป็น) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นความเชื่อรากเหง้าดั้งเดิมของสังคม เช่นเดียวกันกับสังคมไทย และสตอรี่แบบนี้ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในบทสนทนาของคนส่วนใหญ่ ในหน้าหนังสือพิมพ์ (ขอหวย ? ต้นกล้วยออกลูกมาคล้ายมังก ร ?) แม้วิทยาศาสตร์จก้าวไกลไปมากแค่ไหน แต่เมื่อเรายังไม่โผล่พ้นจากการเป็นสังคมบุพพกาล และยังผิดหวังด้วยเพราเทคโนโลยีไม่แคยสำแดงฤทธิ์เดชให้เห็นว่าสามารถจัดการ กับภัยธรรมชาติได้ จึงไม่แปลกใจที่เรื่องของเด็กชายปลาบู่จะกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ และมีคนเชื่อย่างจริงจังเช่นนี้
ในปรากฏการณ์นี้มันทำให้เห็นถึงทัศนคติ ความเชื่อ ของคนในสังคมไทยที่มีต่อวิทยาศาสตร์ (ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่เลือกเชื่อเป็นเรื่องๆ ตามเหตุที่วิทยาศาสตร์สามารถสำแดงฤธิ์เดชให้เห็นได้จริง) ทำให้เห็นถึงความอ่อนไหว และอ่อนด้อยของคนในสังคมต่อชุดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เหมือนดังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ที่เราต้องการผู้เชี่ยวชาญแล้วเชี่ยวชาญอีกมาคอยย่อยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ต่างๆ ให้ง่าย...ง่ายเข้าไปอีก (นัยถึงเราอาจจะบอกได้ว่าก็ข้อมูลเหล่านั้นนำเสนอไมได้เรื่องเอง ถึงทำให้เข้าใจยาก แต่อีกนัยหนึ่งก็คือเราเป็นสังคมที่อ่อนด้อยในเรื่องวิทยาศาสตร์จริงๆ)
ความผิดหวัง (ด้วยชุดความรู้ที่เราทึกทักเอาเองว่าวิทยาศาสตร์มันต้องเป็นแบบนี้) จากอำนาจของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อภัยธรรมชาติ ก็ไม่ต่างจากข่าวเรื่อง ‘ชาวบ้าน’ (หนังสือพิมพ์มักจะใช้คำนี้) แห่ไปขอหวยจากต้นกล้วยออกลูกมาคล้ายมังกร หรือวัวออกลูกสองหัว ฯลฯ ในความคล้ายคลึงกันของมันคือ ไม่ใช่ว่าประชาชน คนในสังคมไทย (หรือตามแบบที่หนังสือพิมพ์ชอบใช้คำว่า ‘ชาวบ้าน’) นั้น ‘ด้อยการศึกษา’ แต่เป็นเพราะด้วยโครงสร้างของสังคม ไม่เปิดโอกาสให้คนได้ ‘ร่ำรวย’ ได้อย่างเท่าเทียม (ไม่ต้องถึงกับร่ำรวยหรอก แค่ไม่จนก็พอแล้วมั้ง) คงยากที่ชาวนา ชาวสวน ที่นอกจากจะต้องลุ้นว่าน้ำจะท่วมไหม หรือบางปีก็จะมีน้ำทำนาไหม จะสามารถค่อยๆ เก้บเงินจนเป็นเศรษฐีเงินล้านได้จากการทำงาน เช่นเดียวกันกับผู้ใช้แรงงาน ที่จะสามารถไต่เต้าจากเงินค่าแรงวันละสองร้อยกว่าบาท (เอ๊ะ ได้สามร้อยกันหรือยัง ?) อดทนทำงานไปหลายๆ จนได้วันละพัน การจะรวย (ทางลัด หรือในทางที่พอมีเปอร์เซ็นต์จะเป็นไปได้) สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือการเล่นหวยรวยเบอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาอาจจะไม่ชอบหรอก แต่มันสามารสมาทานตัวเองเข้าไปได้ มันทำให้เกิดการใฝ่ฝันได้ ในสังคมที่ไม่เท่าเทียม
เรื่องความงมงายในทางโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่เขา (เรา?) สามารถสมาทานตัวเองเข้าไปได้อย่างง่ายดาย เพื่อปกป้องตัวเองจากความหวาดกลัว จากความเสียหาย จากอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต ทรัพย์สิน เพราะวิทยาศาสตร์ในสังคมนี้ บ้านเมืองนี้ ไม่เคยพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าสามารถปกป้องพวกเขา (เรา?) จากความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากภัยธรรมชาติได้เลย...เท่าที่ผ่านมา
มันไม่ใช่เรื่องของการโง่ หรือไร้การศึกษา
ทีนี้เรามาดู ‘คนมีการศึกษา’ เขาทำกัน
ศาลสั่งจำคุก "พ่อปลาบู่" 15 วัน-ปรับ 500 ให้รอลงอาญา
“ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ สภ.เมืองตาก จ.ตาก นายทองใบ คำศรี อายุ 73 ปี บิดาของ ด.ช.ปลาบู่ พร้อมด้วย ดร.ปชา ภาณุบุญ ผู้ติดตาม เข้าพบ ร.ต.ท.ชัยวัฒน์ พริ้งสกุล พนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำตามหมายเรียกหลังนายสงคราม มนัสสา สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี ในข้อหากล่าวเท็จทำให้ประชาชนตื่นตกใจว่าเขื่อนภูมิพลจะแตกในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไปไม่เป็นไปตามกล่าวอ้าง จึงถูกดำเนินคดีดังกล่าว
การเดินทางเข้าให้ปากคำ นายสงครามพร้อมชาวบ้านกว่า 100 คน มาคอยพบนายทองใบแต่ไม่ได้พบจึงเดินทางกลับ พร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจนายสงครามที่ทำหน้าที่แทนประชาชน จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง ต่อมาในเวลาประมาณ 15.00 น. พนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนและนำตัวนายทองใบส่งฟ้องศาลจังหวัดตาก ขณะที่ศาลได้สั่งลงโทษจำคุกนายทองใบเป็นเวลา 15 วัน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี และสั่งนายทองใบห้ามพูดจาเลื่อนลอยแบบเดิม หลังศาลตัดสินนายทองใบยังได้ยกมือขอโทษชาวเมืองตากที่ทำให้ตื่นตกใจพร้อม บอกว่าไม่ได้ตั้งใจ
นายสงคราม กล่าวว่า การแจ้งความดำเนินคดีกับนายทองใบครั้งนี้เพื่อจะทำให้หลาบจำไม่นำความเท็จไป สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอีก เพราะที่ผ่านมาก็เกิดความวุ่นวายให้กับชาวเมืองตากโดยทั่วหน้าซึ่งเหตุการณ์ ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างคำกล่าวอ้าง ก็ขอให้นายทองใบจดจำไว้เป็นบทเรียนต่อไปก็อย่าพูดอะไรที่จะทำให้ผู้คนแตก ตื่นตกใจอีก”
ที่มา : เว็บไซต์ประชาไท
จากข่าวนี้เชื่อว่าทุกคนคงมีคำถามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
- มีกฎหมายเอาผิดกรณีแบบนี้จริงๆ หรือ (กฎหมายอาจมี แต่กรณีแบบนี้เข้าข่ายความผิดทางกฎหมายจริงๆ หรือ)
- กรณีต่างอะไรกันกับกรณีหมอดูทั้งหลายที่ชอบออกมาทำนายว่าปีหน้าจะเกิด อะไรขึ้นบ้าง (แล้วไม่เป็นจริง) ถือเป็นความผิดโทษเดียวกันหรือไม่ ทำไมจึงไม่การกล่าวโทษฟ้องร้อง ทำไมประชาชนถึงไม่ตื่นตกใจ นี่คือสองมาตรฐานในสังคมไทยอีกอย่างหรือเปล่า
- ศาลใช้เหตุผลกลใดในการตัดสินความผิดในกรณีนี้
- เหตุใดตัวกลางอย่าง ‘สื่อมวลชน’ ซึ่งเป็น ‘ตัวการ’ ในการไขข่าว เผยแพร่ข้อความนี้ไม่โดนดำเนินคดีด้วย ในฐานะ ‘ตัวการ’ (agent) ที่ทำให้ประชาชนตื่นตกใจ
- ตามข่าว พบว่าในคืนวันที่ 31 ธันวาคมนั้น มีประชาชนจำนวนมากไปเคาน์ดาวน์ในสถานที่เด็กชายปลาบู่ทำนายไว้ว่าจะเกิดภัย พิบัติ จากข้อเท็จจริงนี้สามารถนำมาหักล้างคำว่า ‘ประชาชนตื่นตกใจ’ และศาลจะรับฟังหรือไม่ ในเมื่อมีประชาชนอีกกลุ่มที่ไม่ตื่นตกใจ
- เรื่องแบบนี้มันควรจะเป็นเรื่องเหรอ...!!!
ความเศร้าใจในสังคมไทยของดิฉันไม่ได้อยู่ที่ปรากฏการณ์แบบเรื่องของเด็กชายปลาบู่ ที่มีคนตื่นตระหนก เชื่อถือ
หรือคิดจริงจังว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ทั้งๆ ที่ไม่มีปัจจัยที่แสดงถึงเหตุแห่งภัยพิบัตินั้นเลย (ในหนังฮอลลีวูดพล็อตเรื่องแบบนี้มีมากมาย แต่มันก็จะมีตัวแปรที่ตัวเอก ซึ่งอาจเป็นนักวิทยาศาสตร์หนุ่มหล่อ จะเห็นอยู่คนเดียว เสมอๆ ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลยแบบนี้) หรือการเป็นสังคมบุพพกาลของสังคมไทย หรือชุดความเชื่อต่างๆ ที่ผิดๆ ที่ฝังแน่นอยู่ในสังคมไทย จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่หลายๆ หลายคนบอกว่าถ้าเรื่องนี้ไปเกิดที่อื่น...(เติมคำในช่องว่าเอาเอง) เพราะตราบเท่าที่มันไม่ไปทำร้ายใคร
แต่การจัดการปัญหา ความขัดแย้ง ของคนที่ได้ชื่อว่า ‘มีการศึกษา’ (และมีอำนาจ ?) นี่สิ คือความเสื่อมถอยของสังคมไทยโดยแท้ หรือนี่เป็นการเชือด (พ่อ) ปลาบู่ให้ลิงดู ว่าใครที่ ‘เป็นใครไม่รู้’ ไม่มีความรู้ในศาสตร์อันเก่าแก่ ไม่มีตำราโหราศาสตร์ถือโก้ๆ โชว์ในโทรทัศน์ ไม่มีฐานะทางสังคม คำนำหน้า นามสกุล หรืออะไรก็แล้วแต่ ออกมาพูดอะไรที่ไม่เข้าท่าในสังคมที่ประชาชน (กลุ่มหนึ่ง) ไร้ซึ่งสติปัญญา เหตุผลในการแยกแยะ คัดกรอง ว่าอะไรที่ควรเชื่อไม่ควรเชื่อ อะไรจริงไม่จริง ด้วยวิจารณญาณของตัวเองได้นั้น (ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นได้ว่าผู้ใช้กฎหมายก็ไม่ต่างอะไรกับประชาชน (กลุ่มนั้น) ของตัวเอง) ต้องถูก ‘เชือด’ เพื่อที่จะได้ไม่มีใคร (ที่เป็นใครไม่รู้) หาญกล้าทำซ้ำอีก (ซึ่งตอนนี้ก็เห็นๆ กันอยู่ว่ามีหลายเรื่องทีเดียว)
คนมีการศึกษาในบ้านนี้เมืองนี้ (ที่พิจารณาดีๆ แล้ว ระดับสติปัญญาในการใช้ตรรกะ เหตุผล วิจารณญาณ นั้นไม่แตกต่างกันกับคนไร้การศึกษา) น่ากลัวกว่าคนไร้การศึกษา ที่ถูกเรียกว่าชาวบ้าน งมงาย เชื่อเรื่องโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์เสียอีก
อธิบดีราชทัณฑ์คาดสัปดาห์หน้าย้าย ‘นักโทษการเมือง’ มาเรือนจำใหม่
ที่มา ประชาไท
อธิบดีคาดสัปดาห์หน้าได้ย้าย นปช.เผยได้ข่าวผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดและคดีหมิ่นฯ อาจจะยังไม่ได้ย้าย พยายาทำความเข้าใจภาครัฐ ด้านญาติผู้ต้องขังจังหวัดเชียงใหม่แห้วไม่ได้พบผู้ต้องขัง ย้ายด่วนลงกทม. มึนไม่รู้จะเดินทางไปเยี่ยมอย่างไร
11 ม.ค.55 พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการย้ายผู้ต้องขังมายังเรือน จำชั่วคราวหลักสี่ (เรือนจำโรงเรียนพลตำรวจบางเขน) ว่า ขณะนี้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งมี นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นประธานได้กำหนดหลักเกณฑ์และส่งให้เรือนจำทั่ว ประเทศแล้ว เพื่อให้ส่งรายชื่อกลับมาให้คณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะดำเนินการย้ายผู้ต้องขังได้ภายในสัปดาห์หน้า
สำหรับการประชุมคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และคัดเลือกผู้ต้องขังที่เข้า ข่ายเป็นนักโทษการเมืองเพื่อส่งไปแยกขังที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่นั้น มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. เป็นผู้ต้องขังกระทำความผิดในคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการ เมือง ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง การพิจารณา หรืออยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ที่ได้กระทำความผิดตั้งแต่ก่อนและหลังการก่อรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย.49 เช่น ช่วงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศสงคราม ครั้งสุดท้ายต่อเนื่องถึงการบุกยึดสนามบินคดีความผิดระหว่างวันที่ 25 พ.ค.51 ถึงวันที่ 2 ธ.ค.51 เหตุการณ์กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ต่อเนื่องถึงกลุ่มคนรักเชียงใหม่ก่อความวุ่นวายคดีความผิดระหว่างวันที่ 26 มี.ค.52 ถึงวันที่ 22 ธ.ค.52 เหตุการณ์ นปช.ชุมนุมทางการเมือง ต่อเนื่องถึงปิดแยกราชประสงค์และวางเพลิงสถานที่ราชการ คดีความผิดระหว่างวันที่ 21 ม.ค.53 ถึงวันที่ 21 พ.ค.53
2. เป็นการกระทำความผิดในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายที่มีโทษทางอาญา อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับข้อ 1. ได้แก่ ความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ความผิดเกี่ยวกับการวางเพลิงเผาทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ในส่วนของผู้ต้องขังที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนั้น กรมราชทัณฑ์จะต้องพิจารณาโดยมีหลักฐานจากฝ่ายต่าง ๆ อย่างรอบคอบ
ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้พยายามรวบรวมตัวเลขผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมดไปให้คณะกรมการฯ แล้ว จากข้อมูลกรมคุ้มครองสิทธิ ซึ่งได้งบประมาณ 43 ล้านเพื่อประกันตัวผู้ต้องขังพบว่า มีผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ 57 ราย นอกเหนือจากนั้นส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขังครบเวลา หรือไม่ก็เป็นส่วนที่ได้รับการประกันตัว อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่าผู้ที่จะได้รับคัดเลือกให้ย้ายไปสถานที่คุมขังแห่งใหม่นั้นมีไม่ ถึงจำนวนดังกล่าว เนื่องจากผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จะยังไม่ได้โยกย้าย ซึ่งทาง นปช.พยายามอธิบายและผลักดันต่อไปว่าพวกเขาล้วนเป็นนักโทษทางการเมืองตามแนว ทางของ คอป.ทั้งสิ้น
ธิดากล่าวอีกว่า ส่วนผู้ต้องขังที่อยู่ในต่างจังหวัดเท่าที่สอบถามมายังไม่มีใครที่ไม่สมัคร ใจในการย้ายที่คุมขัง ส่วนปัญหาที่ญาติอาจเดินทางมาเยี่ยมลำบากนั้น ทางเครือข่าย นปช.ในต่างประเทศได้รับปากจะช่วยเหลือค่าเดินทางสำหรับญาติในต่างจังหวัด เดือนละครั้งเพื่อเดินทางมาเยี่ยมผู้ต้องขังที่กรุงเทพฯ
ญาติผู้ต้องขังเชียงใหม่งง ย้ายลง กทม.ด่วน
ด้านกลุ่มครอบครัวผู้ต้องขังเสื้อแดง จังหวัดเชี

"นางเล็กมาเยี่ยมสามีที่ถูกคุมขังโดยไม่รู้ว่าถูกย้ายไปกรุงเทพแล้วตั้งแต่เช้ามืด"
รายงานข่าวแจ้งว่า ญาติบางส่วนรู้สึกสับสนเนื่
เกศรา ไชยมโน บุตรสาวของนายบุญรัตน์ ไชยมโน ผู้ต้องขังอีกคนหนึ่งได้เตรียมอาหารสำหรับเข้าเยี่
ส่วนนายแดง ปวนมูล ผู้ต้องขังที่ไม่ได้ถูกย้ายเผยว่า ก่อนหน้านี้มีการแจ้งเรื่องนี้
เสียงสะท้อนจากญาติ 'นักโทษการเมือง' เชียงใหม่
ที่มา ประชาไท
ธีระพล คุ้มทรัพย์
ศูนย์ข้อมูลประชาชนจากการสลายการชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)
11 ม.ค.55 ที่เรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ ญาติผู้ต้องขังเสื้อแดงจากคดีความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2551 หลายคนเดินทางเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังตามปกติ แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อทราบว่าผู้ต้องขังเกือบทั้งหมด (ยกเว้น 1 ราย) ถูกส่งตัวไปยังเรือนจำในกรุงเทพฯ แล้วตั้งแต่เช้ามืด โดยคาดว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายผู้ต้องขังในคดีการเมืองไปยัง เรือนจำชั่วคราวแห่งใหม่ย่านหลักสี่ ตามข้อเสนอกระบวนการปรองดองของ คอป. หรือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและคนหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ
ญาติผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีฐานะยากจน บางคนไม่มีลูกหลานดูแลและป่วยเป็นโรคประจำตัว บางส่วนแสดงความเป็นห่วงไม่อยากให้ไปกรุงเทพฯ บางส่วนยังไม่แน่ใจว่าผู้ต้องขังจะได้รับการดูแลเพียงใด และจะเดินทางไปเยี่ยมที่กรุงเทพฯ ได้อย่างไร
ทั้งนี้ ผู้ต้องขัง 5 คนที่ถูกย้ายมากรุงเทพฯ คือ นายนพรัตน์ แสงเพชร, นายประยุทธ บุญวิจิตร, นายบุญรัตน์ ไชยมโน, นายสมศักดิ์ อ่อนไสว และนายพยอม ดวงแก้ว
อุดม เมฆขุนทด ภรรยาสมศักดิ์ อ่อนไสว ผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงเชียงใหม่
สุจิต อินทชัย อดีตผู้ต้องขังคดีเสื้อแดง
เกศรา ไชยมโน บุตรสาวบุญรัตน์ ไชยมโน ผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงเชียงใหม่
เล็ก เอื้องคำ ภรรยาประยุทธ บุญวิจิตร ผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงเชียงใหม่
น้องหมีพู บุตรชายพยอม ดวงแก้ว ผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงเชียงใหม่
‘พีมูฟ’ จวกรัฐฯ ไร้น้ำยา แก้ปัญหาไม่คืบ จ่อรวมพลไปทวงถามถึง ‘ครม.สัญจร’ เชียงใหม่
ที่มา ประชาไท
ขบวนคนจนกว่า 1,000 คน นัดรวมตัวยื่นหนังสือ ‘ยิ่งลักษณ์’ ถึงที่ประชุม ครม.สัญจร เชียงใหม่ ร้องแก้ปัญหาที่ดิน ปัญหาคนจน และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร แถลงการณ์จวกรัฐฯ ไร้น้ำยาเจรจา 5 เดือน แก้ปัญหาไม่คืบ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 12/01/55 ติดกับพลังงาน.....
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ม๊อบยุบยับ จัดให้ สมใจหวัง
นโยบาย คลุมเครือ น่าเบื่อจัง
ต้องคอยนั่ง แก้ตัว มั่วๆ ไป....
ต้องรีบทำ ให้เห็น อย่างเด่นชัด
ใช่ผูกมัด จนร้าวรอน เพราะอ่อนไหว
การวัดกึ๋น คือทุกสิ่ง ต้องจริงใจ
หนักแค่ไหน รีบสะสาง อย่างเป็นธรรม....
ประชาชน มองอยู่ รู้จะแจ้ง
พร้อมเสียดแทง ยำใหญ่ ไล่ขย้ำ
อย่าปล่อยให้ ความว้าวุ่น ต้องหนุนนำ
คนชอกช้ำ มากมาย คือฝ่ายรัฐ....
นโยบาย สับสน จนติดกับ
พวกไล่งับ หลุกหลิก พร้อมจิกกัด
ทำทุกอย่าง โปร่งใส ให้เด่นชัด
อย่าผูกมัด ตัวเอง เก่งขี้คุย....
กำลังใจ ส่งมา อย่าท้อถอย
นับวันคอย ทุกผลงาน ผ่านฉลุย
สิ่งดีงาม ตามประสงค์ จงเริ่มลุย
เรื่องไหนชุ่ย ควรพินิจ คิดตรึกตรอง....
๓ บลา / ๑๒ ม.ค.๕๕



