WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 17, 2012

สงครามกลางเมือง ภูเขา คนหนุ่ม: สงครามเกิดเพราะมันมีโอกาส

ที่มา ประชาไท

สงครามกลางเมือง ภูเขา คนหนุ่ม: สงครามเกิดเพราะมันมีโอกาส[1] [2]

แบ๊งค์ งามอรุณโชติ
นักเศรษฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ธนบุรี)

การก่อกบฏ (rebellion) และสงครามกลางเมือง (civil war) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก แต่มักได้รับความสนใจศึกษาอย่างจำกัด คือเป็นงานที่มีลักษณะเชิงคุณภาพ, งานระดับจุลภาค และผู้ที่ศึกษามักอยู่ในสาขารัฐศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ กระทั่งเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมาจึงเริ่มมีการบุกเบิกศึกษาด้วยวิธีการเชิง ปริมาณโดยนักรัฐศาสตร์ปริมาณและนักเศรษฐศาสตร์ นักคิดที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการพัฒนาแนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับ สงครามกลางเมือง (economic theory of civil war) ได้แก่ Paul Collier และ Anke Hoeffler ซึ่งเขียนงานเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1998

พัฒนาการทางทฤษฎีในระยะเริ่มต้นนั้นมักมองว่า การเกิดสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องของความคับข้องใจทางประวัติศาสตร์ (historical grievance) อาทิ การถูกกดขี่ทางชาติพันธุ์วรรณนา เป็นต้น ทว่าเมื่อนักเศรษฐศาสตร์ได้เข้ามาร่วมพิจารณาและพัฒนาทฤษฎีที่จะอธิบายถึง การก่อตัวของสงครามกลางเมือง ก็ได้เกิดแนวคิดในระยะที่สองได้แก่ แนวคิดเรื่องแรงจูงใจ (motivation) แนวคิดนี้เชื่อว่า การจะเกิดสงครามกลางเมืองได้นั้น จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ก่อการมากกว่าโทษ แนวคิดนี้แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ขัดแย้งกับแนวคิดแรก (เรื่องความคับข้อใจ) แต่กว้างขวางครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น เพื่อการปล้นสะดมและซาดิสม์ (predation and sadism) หรือ ผลประโยชน์ทางการเงิน

ดังนั้น ภายใต้แนวคิดเรื่อง “แรงจูงใจ” การก่อสงครามกลางเมืองอาจเป็นการจัดตั้งแบบแสวงหาผลกำไรหรือไม่แสวงหาผลกำไร ก็ได้ ทว่า, ปัญหาสำคัญของการตีความสงครามกลางเมืองว่าเป็นเรื่องของแรงจูงใจนั้นยังมี ข้อจำกัดสำคัญบางอย่างอยู่ อาทิ เราอธิบายไม่ได้ว่าทำไม การก่อกบฏ (rebellion) จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองจึงยังเกิดขึ้น ทั้งๆที่จริงแล้วหลังการต่อสู้อันยาวนานฝ่ายกบฏมีต้นทุนที่สูงมากและมักเป็น ฝ่ายพ่ายแพ้โดยส่วนใหญ่ [3] เว้นเสียแต่ว่าฝ่ายกบฏจะได้รับประโยชน์ระหว่างการต่อสู้อันยาวนานเหล่านั้น

ตัวอย่างเช่น กรณีการต่อสู้ของกลุ่มพยัคทมิฬ (Tamil Tigers) ในศรีลังกา ซึ่งใช้งบประมาณในการจัดตั้งต่อสู้กับรัฐราว 200-350 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นับเป็นมูลค่ากว่าร้อยละ 20-34 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทางอีสานของศรีลังกา เทียบกับรายจ่ายของพรรคฝ่ายค้านในอังกฤษแล้วยังมากกว่าหลายเท่าตัว (พรรคฝ่ายค้านอังกฤษใช้จ่ายราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้ทางการเมืองในระบบ ใช้ต้นทุนถูกกว่าการต่อสู้ด้วยการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ทว่าฝ่ายกบฏก็ไม่สนใจที่จะใช้ทางเลือกดังกล่าว

การศึกษาเพื่อยืนยันถึงทฤษฎีแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์กับสงครามมกลางเมือง นำมาสู่การพิสูจน์ความสัมพันธ์ของตัวแปรสำคัญๆ อาทิ มูลค่ารายได้ประชาชาติต่อหัว (Per capita income), อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic growth) และโครงสร้างรายได้ (income structure)

เฉพาะสองปัจจัยแรก, งานศึกษาจำนวนมากยืนยันว่า ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ มีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามกลางเมืองมากกว่าประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูง ผลการศึกษายังชี้อีกว่า หลังสงครามกลางเมืองสงบลงรายได้ต่อหัวมักลดลงมากด้วย ซึ่งจะทำให้โอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองซ้ำซ้อนเกิดขึ้นได้อีก (conflict trap)

ในส่วนของโครงสร้างรายได้ ประเด็นหลักถูกเน้นไปที่เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวคือ ประเทศใดมีทรัพยากรธรรมชาติมากโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิง ทรัพยากรเหล่านั้นก็มีมาก และเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นแล้วทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เหล่า นั้นก็จะเป็นแหล่งการเงินที่จะทำให้ฝ่ายกบฏ (ในความหมายของกำลังติดอาวุธที่อยู่ตรงข้ามรัฐ) สามารถต่อสู้ได้ยืดเยื้อยาวนานยิ่งขึ้น เช่น ปล้นน้ำมันจากท่อส่งน้ำมัน ขนเพชรไปขาย เป็นต้น ซึ่งหมายความว่า การกระจายตัวของทรัพยากรธรรมชาติก็ยังมีผลต่อความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยหากรัฐบาลเป็นผู้ครอบครองทรัพยากร/แหล่งรายได้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ความขัดแย้งจะรุนแรงน้อยกว่าการที่กลุ่มกบฏมีแหล่งทรัพยากรเป็นของตนเอง

ทั้งนี้ประเด็นทรัพยากร “อาจ” มีความสัมพันธ์กับจำนวนประชากรอย่างมาก เพราะยิ่งประชากรมีน้อยเท่าไหร่การแบ่งสรรทรัพยากรให้เกิดความพึงพอใจต่อทุก ฝ่ายยิ่งทำได้ง่าย และจะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาสงครามกลางเมืองจากปัจจัยความขัดแย้งทาง ทรัพยากรไปได้มาก จึงเป็นเหตุให้งานศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า ประเทศใหญ่ๆ อย่างอาฟริกามีโอกาสเกิดสงครามกลางเมืองได้ง่ายกว่าประเทศเล็กๆ อย่างบรูไน แม้ว่าจะมีมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติใกล้เคียงกันก็ตาม (โดยให้ตัวแปรอื่นคงที่ – status quo)

การค้นพบข้างต้นที่ได้กล่าวมานี้ทั้งหมด เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง (อย่างน้อยก็สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ค่อยได้ประสีประสาทางการเมืองอย่าง ผู้เขียน) ทว่า ล่าสุด Collier Hoeffler and Rohner (2006) ได้เสนอแนวคิดล่าสุดเกี่ยวกับการเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมา คือแนวคิดที่เรียกว่า “feasibility hypothesis” ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าจะแปลแนวคิดนี้ออกมาเป็นคำสวยๆ อย่างไรดี จึงขอเรียกง่ายๆ ว่าทฤษฎี “สงครามเกิดเพราะมันมีโอกาส” หมายความว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ต้องพิจารณานอกเหนือไปจากเรื่องแรงจูงใจตามทฤษฎี ระยะที่สองแล้ว Collier Hoeffler and Rohner ยังชี้ชวนให้เราพิจารณาด้วยว่า “เงื่อนไข” ของการก่อกบฏและสงครามกลางเมืองมีความพร้อมไหม... ถ้ามี มันจะเกิดขึ้น!

ในการพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสงครามกลางเมืองระยะที่สามนี้ นักวิจัย ได้นำข้อมูลสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 – 2004 มากกว่า 1,000 ครั้งทั่วโลกโดยใช้ข้อมูลของ Correlates of War (COW) project ของ Kristian Gleditsch (2004) มาทำการทดสอบตัวแปรสำคัญ 3 ตัวอันได้แก่ การคุ้มครองทางทหารของฝรั่งเศส (French security umbrella), สัดส่วนของคนหนุ่มในประชากรทั้งหมด และ สัดส่วนทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขา

ทั้งสามปัจจัยนี้ถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่การก่อกบฏจะเกิดขึ้นได้ เพราะการที่มีกองกำลังทหารของประเทศมหาอำนาจ (ในกรณีนี้คือฝรั่งเศส) ช่วยค้ำประกันความมั่นคงของรัฐบาลอยู่ ทำให้โอกาสเกิดสงครามกลางเมืองมีน้อยลง ในขณะที่สิ่งสำคัญของการต่อสู้ยืดเยื้อแบบสงครามกลางเมืองนั้นก็คือ กำลังทหาร (สัดส่วนประชากรที่เป็นคนหนุ่ม ระหว่าง 15-29 ปี) เพราะหากคนหนุ่มมีน้อย การหากำลังรบที่จะต่อสู้กับรัฐบาลก็จะมีไม่เพียงพอ-ไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้, ที่หลบภัย (ในที่นี้คือภูเขา) มีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะกลุ่มกบฏมักไม่ได้ถูกฝึกฝนมาให้รบเต็มรูปแบบ ดังนั้นจึงต้องการที่กำบังตนเองจากการโจมตีทางทหาร และภูเขาก็เป็นที่กำบังธรรมชาติที่ดี ซึ่งยืนยันโดยผลการศึกษาที่ชี้ว่า พื้นที่ซึ่งมีภูเขามากมีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามกลางเมืองมากกว่าพื้นที่ ราบโล่ง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการศึกษาทางด้าน เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสงครามกลางเมือง / ความขัดแย้งเท่านั้น หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งไม่ใช่เพราะว่ามันมีความสดใหม่ หรือน่าท้าทายทางวิชาการ หากเพราะความเข้าใจประเด็นเรื่องความรุนแรงจากแง่มุมต่างๆ (ไม่จำกัดเฉพาะด้านเศรษฐศาสตร์เท่านั้น) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงทาง สังคม-สงครามกลางเมืองกับคนในชาติเดียวกันได้, ขอบพระคุณอาจารย์ ธานี ชัยวัฒน์ ที่จุดประกายให้ผู้เขียนได้รู้จักกับ Economics of civil war อีกครั้งครับ

[1] บท ความนี้เขียนขึ้นเนื่องในโอกาสวันครู เพื่อคารวะแด่อาจารย์ธานี ชัยวัฒน์ ผู้ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสเศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นครั้งแรก และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เขียนเสมอมา สาเหตุที่เลือกบทความเกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมืองก็เพราะ สงครามกลางเมืองในอาฟริกาเป็นหัวข้อ วิจัยระดับปริญญาเอกของอาจารย์ ธานี ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีการคารวะครูใดใดจะดีไปกว่าการเจริญรอยตามครูและแบ่งปันความรู้ที่ครู สอนมาให้แก่บุคคลอื่นต่อไป

[2] งานชิ้นนี้เป็นการสรุปจาก Collier and Hoeffler and Rohner. Beyond Greed and Grievance: Feasibility and Civil War. 2006

[3] หมายเหตุ: Collier and Hoeffler and Rohner (2006) เขียนงานนี้ก่อนเกิดปรากฏการณ์ต่อต้านรัฐบาลในตะวันออกกลาง (Arab Spring)

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ ม.112 ของ “สยาม” vs “ไทย” ถอยหลัง หรือเดินหน้าเข้าคลอง

ที่มา ประชาไท

ปัจจุบันนี้ ถ้ากล่าวตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรแล้ว ราชอาณาจักรไทยไม่มี “กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา (ปัจจุบัน) กำหนดไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี”

ดังนั้น “ราชอาณาจักรไทย” จึงมีแต่ “กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย”

ส่วนที่เรียกกันว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” (สมัยโบราณ) นั้น

ก็มีแต่เพียงในสมัย “ระบอบราชาธิปไตย” หรือ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

และได้ยกเลิกไปเมื่อเกิด “การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475” ให้เป็น “ระบอบประชาธิปไตย” (สมัยใหม่)

สรุป ดังนั้น แต่เดิม “ราชอาณาจักรสยาม” (สมัยโบราณ) จึงเคยมี “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ” ที่มีโทษจำคุกระหว่าง 3 ถึง 7 ปี

ส่วน “ราชอาณาจักรไทย” (สมัยใหม่) ต่อมา มี “กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” ขึ้นมาแทน และก็มีโทษจำคุกสูงกว่า คือ ระหว่าง 3 ถึง 15 ปี (นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก และ “ราชอาณาจักรไทย” สมัยใหม่ของเรา ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)

หมายเหตุ
หนึ่ง) หนังสือเล่มใหม่สุด King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work, หนา 383 หน้า ราคา 1, 235 บาท 40 US$ พิมพ์ 10,000 เล่ม มี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานที่ปรึกษา มีนักเขียนดัง 9 ท่าน เช่น คริส เบเกอร์ พอพันธุ์ อุยยานนท์ เดวิด สเตร็กฟุส ฯลฯ สอง) ในบทว่าด้วย กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หน้า 303-313 The Law of Lese Majeste มีข้อความ ถอดเป็นภาษาไทย (ไม่เป็นทางการ) ดังนี้ (ดูภาษาอังกฤษ ด้านล่างสุด)

สาม) จากปี 2536/1993 ถึงปี 2547/2004 โดยเฉลี่ยแล้ว จำนวนคดีหมิ่นฯ ใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง ไม่มีคดีหมิ่นฯ เลยในปี 2545/2002.......

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ จำนวนคดีหมิ่นฯ ที่ผ่านเข้ามาในระบบศาลของไทยนั้น เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต ในปี 2552/2009 มีคดีฟ้องร้องที่ส่งไปยังศาลชั้นต้น สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 165 คดี ขณะนี้ ประเทศไทย มีกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีโทษรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี เทียบได้ก็แต่ระบบกฏหมายของญี่ปุ่นในยามสงคราม (โลก) เท่านั้น

โทษขั้นต่ำสุด (ของไทย) เท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน และเป็นสามเท่าของโทษในประเทศระบอบกษัตริย์โดยรัฐธรรมนูญในยุโรป....

สี่) ข้อความภาษาอังกฤษ จากต้นฉบับ

From 1993 to 2004 the average number of new cases of lese majeste dropped by half, with no cases at all in 2002. In recent years, however, the number of lese majeste cases passing through the Thai judicial system has increased markedly. And all-time high of 165 charge of lese majeste were sent to the Court of First Instance in 2009.

Thailand currently has the most severe lese majeste law seen anywhere in more than a century, comparable only to Japanese wartime legislation.

The minimum sentense equals the maximum sentense in Jordan, and the maximum sentence is three times that found in most European constitutional monarchies.

หมอตุลย์เจอนอนประท้วง-พร้อมคำถาม "ยุให้ "ฆ่า" กันทำไม?"

ที่มา ประชาไท

เสื้อหลากสียื่นหนังสือทำเนียบ ค้านจ่ายชดเชยผู้เสียชีวิตเหตุสลายชุมนุม ลั่นจ่ายทำไมเพราะไม่ใช่การชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมให้อภิสิทธิ์ยุบสภา-แล้วพรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจเท่านั้น ก่อนเจอฝ่ายหนุนเสื้อแดงชุมนุมต้านด้วยการ "กราบ-นอน" ประท้วง พร้อมชูป้ายถาม นพ.ตุลย์ "ไม่อยากให้จ่ายเยียวยา? แล้วยุให้ "ฆ่า" กันทำไม?"

วันนี้ (17 ม.ค.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินหรือกลุ่มเสื้อหลากสี พร้อมผู้สนับสนุน เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมภาส นิลพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อคัดค้านการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการชุมนุมทางการ เมือง ในช่วงปี 2548-2553 โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินกว่า 7 ล้านบาท รวมต้องใช้งบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ นพ.ตุลย์ ซึ่งกล่าวว่า ทางเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการนำภาษีของประชาชนไปจ่ายให้กลับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มาเรียกร้องชุมนุมให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรียุบสภาฯ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่การชุมนุมทางประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีการเผาบ้านเผาเมือง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้คดีก่อการร้ายก็ยังอยู่ในชั้นอัยการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องรอกระบวนการพิจารณาตามกระบวนการขั้นต้อนของศาลว่าการ ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ และการเบิกจ่ายเงินชดเชยนั้น จำเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลไม่ยุติมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ทางเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลต่อไป

อนึ่ง นพ.ตุลย์ ได้โพสต์ลงในเฟซบุคเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ด้วยว่า "รวมพลังกดดันครม.ให้ยกเลิกมติอัปยศ จ่ายเงินให้เสื้อแดงอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีกฤฎหมายรองรับ ใครร่วมกดดันรัฐบาลช่วยกันเผยแพร่ด้วยการกด like กด share ด้วยครับ"

ที่มาของภาพ: Nithiwat Wannasiri

อย่างไรก็ตาม มีผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงเดินทางมาคัดค้านการยื่นหนังสือของ นพ.ตุลย์ด้วย โดยในช่วงที่กลุ่มของ นพ.ตุลย์ ใกล้เลิกชุมนุม ผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงได้ประท้วงเชิงสัญลักษณ์บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล มีการเดินสลับการหมอบกราบกลุ่มของ นพ.ตุลย์ เป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร พร้อมชูป้าย "ไม่อยากให้จ่ายเยียวยา? แล้วยุให้ "ฆ่า" กันทำไม?" "ไม่มีใครสมควรตายเพราะคิดต่างทางการเมือง" จากนั้นมีการล้มตัวลงนอนราบไปกับพื้นเพื่อแสดงการคัดค้านการยื่นหนังสือของ กลุ่ม นพ.ตุลย์ ดังกล่าว

ทั้งนี้ไม่มีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น มีเพียงการตะโกนด่าจากกลุ่มผู้สนับสนุน นพ.ตุลย์ เช่น "น่าอนาถ" "น่าสมเพช" "พวกเผาบ้านเผาเมือง" โดยใช้เวลาไม่นานทั้งสองฝ่ายก็ได้ยุติการชุมนุม

“สมยศ” ตระเวนทั่วไทยสืบพยานถึง “นครสวรรค์”

ที่มา ประชาไท

สืบพยานโจทก์คดีกล่าวหา “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ผิด ม.112 ที่ “นครสวรรค์” หลังเดินทางสืบพยานที่สระแก้ว-เพชรบูรณ์ นัดหน้าสืบพยานที่สงขลา ด้านทนายเล็งค้านเหตุพยานโจทก์แม้จะมีภูมิลำเนาสงขลา แต่อาศัยอยู่ กทม.

ผู้สนับสนุนนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขหน้าศาลจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อ 16 ม.ค. 55

นายจอห์น เมย์นาร์ด เพื่อนเก่าแก่ของนายสมยศ เข้าเยี่ยมให้กำลังใจขณะการพิจารณาคดี (ภาพจาก “กลุ่มเพื่อนสมยศ”)

บทกวีที่นายสมยศ แต่งให้กำลังใจสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

16 ม.ค. 55 ที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์ มีการสืบพยานในคดีที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin, เรด พาวเวอร์ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

โดยในวันนี้มีทั้งนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย กลุ่มนักกิจกรรมจากกรุงเทพฯ และกลุ่มคนเสื้อแดงจากนครสวรรค์เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ที่ศาล รวมทั้งมีแกนนำสหภาพแรงงานจากนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่ของนายสมยศเดินทางมาให้กำลังนายสมยศด้วยเช่นกัน

ในเวลา 9.00 น. ก่อนเริ่มการสืบพยาน กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และ Thailand Mirror ซึ่งจัดกิจกรรมแรลลี่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ราว 40 คน ได้ร่วมกันทำกิจกรรมหน้าศาล โดยการชูรูปนายสมยศ และชูป้ายที่มีข้อความเช่น “ผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับสิทธิประกันตัว” “คุกตารางฤๅจะหยุดยั้งความตั้งใจ “ปล่อยตัวนักโทษการเมือง” พร้อมทั้งตะโกนข้อความ “Free Somyot” หลายครั้งร่วมกัน เป็นที่สนใจแก่ผู้ที่ผ่านไปมา รวมทั้งร่วมกันร้องเพลง “เก็บตะวัน” ในตอนท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโดยก่อนหน้านี้มีการสืบพยานโจทก์ปากแรกเรือนจำ จังหวัดสระแก้ว ต่อมาเป็นการสืบพยานที่ จ.เพชรบูรณ์ และวันนี้เป็นการสืบพยานที่ จ.นครสวรรค์ และเตรียมไปสืบพยานที่สงขลา สำหรับพยานปากที่สามที่จังหวัดนครสวรรค์ คือนางปนิดดา หอมหวาน อดีตเสมียนสำนักงานสุนัยทนายความ และเป็นพี่สาวของพยานโจทก์ปากที่สอง คือนางสาวเบญจา หอมหวาน อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการของนิตยสาร Voice of Taksin

การสืบพยานใช้เวลาราว 20 นาที โดยพยานโจทก์เบิกความว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับนิตยสารฉบับนี้ และน้องสาวก็ไม่เคยเล่าถึงเรื่องงาน มีแต่เคยบ่นว่าเหนื่อยจากงาน แต่ก็ไม่ทราบรายละเอียดใดๆ และตนเคยได้อ่านบทความสองชิ้นในนิตยสารที่เขียนโดยนายจิตร พลจันทร์ ในตอนที่ไปให้การกับดีเอสไอ แต่ตนก็ไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจความหมายของบทความดังกล่าว อีกทั้งไม่มีเนื้อหาตอนใดของบทความที่เอ่ยถึงพระมหากษัตริย์

เมื่อเสร็จสิ้นการสืบพยาน ทนายจำเลยได้แถลงต่อศาล ขอให้ส่งตัวจำเลยกลับไปที่เรือนจำกรุงเทพฯ ก่อน และคัดค้านการสืบพยานปากต่อไปที่จังหวัดสงขลา ด้วยเหตุทั้งเรื่องความปลอดภัยของจำเลย และสภาพเรือนจำที่แออัด อีกทั้งทางทนายจำเลยยินดีที่จะออกค่าใช้จ่ายให้กับ พยานปากต่อไป ให้สามารถเดินทางมาเบิกความที่ศาลในกรุงเทพฯ ได้โดยจำเลยเดินทางไปสงขลา แต่ศาลเห็นว่าศาลจังหวัดไม่มีอำนาจหน้าที่ใน เรื่องนี้ การส่งผู้ต้องขังไปพักไว้ที่ไหน ขึ้นอยู่กับอำนาจของราชทัณฑ์ ไม่อยู่ในอำนาจศาล และศาลต้องทำตามสำนวนและรายงานที่ศาลอาญากรุงเทพฯส่งเรื่องมา จึงแนะนำทนายจำเลยให้ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเองโดยตรง จากนั้นนายสมยศได้แถลงต่อศาลเพิ่มเติมว่า ทางราชทัณฑ์เองก็บอกตนว่าไม่เคยเกิดคำสั่งศาลลักษณะนี้ที่ไม่ระบุวันเวลาส่ง ตัวจำเลย อีกทั้งยังให้ตระเวนไปมาในจังหวัดต่างๆ กว่าสามเดือนแล้วที่ตนไม่ได้กลับไปกรุงเทพฯ เท่ากับจะทรมานจำเลยในการพิจารณาคดี แต่ศาลก็ยังยืนยันให้ทนายจำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาโดยตรง

นายสุวิทย์ ทองนวล ทนายจำเลยกล่าวว่าศาลอ้างว่าไม่มีบันทึกเรื่องคำร้องขอให้ส่งตัวจำเลยกลับ กรุงเทพฯ และคัดค้านการไปสอบพยานที่สงขลา ทั้งที่ทนายก็ได้ยื่นขอศาลแต่ละจังหวัดทุกครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกของการนัดพร้อมที่ศาลอาญากรุงเทพฯ แล้ว แต่ศาลกลับไม่มีการบันทึกคำร้องไว้ นอกจากนั้นการลงไปสืบพยานที่สงขลาเหมือนเป็นการกลั่นแกล้ง เพราะพยานความเห็นที่ทางดีเอสไอเรียกไปสอบสวน ในฐานะผู้ที่ให้ความเห็นและบอกความรู้สึกจากการอ่านบทความ ซึ่งมีจำนวน 10 คน โดย 9 ใน 10 คนล้วนมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ แต่อัยการที่กรุงเทพฯกลับเลือกพยานที่มีภูมิลำเนาอยู่สงขลามาเป็นพยานโจทก์ อีกทั้งในความเป็นจริงพยานคนนี้ก็อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯด้วย ถ้าไม่เรียกว่ากลั่นแกล้งก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

ส่วนกรณีถ้าต้องลงไปสืบพยานโจทก์ปากต่อไปที่สงขลา ซึ่งตามกำหนดนัดจะมีขึ้นในวันที่ 13 ก.พ. นายสุวิทย์เห็นว่าอาจจะขอกำลังคุ้มครองจำเลยไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย และตนเตรียมจะกลับไปยื่นคำร้องให้ส่งตัวจำเลยกลับกรุงเทพฯ และคัดค้านการไปสอบพยานที่สงขลาต่อศาลอาญาอีกครั้งในวันที่ 17 ม.ค.นี้

ด้านสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ซึ่งมีโอกาสเยี่ยมนายสมยศให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ถึงปัญหาเรื่องระเบียบในเรือนจำ ซึ่งได้สร้างปัญหาให้กับตัวผู้ต้องขัง ได้แก่ โซ่ตรวนของเรือนจำนครสวรรค์ที่หนักกว่าที่อื่น การไม่มีเชือกสำหรับดึงตรวนขึ้นมาเพื่อใช้ผ่อนน้ำหนักเวลาผู้ต้องขังเดิน ทำให้เกิดเสียงโซ่กระทบกับพื้นดังอยู่ตลอดเวลา หรือเรื่องที่ไม่สามารถส่งหนังสือต่างๆ เข้าไปให้ผู้ต้องขังอ่านได้ รวมทั้งการเปลี่ยนเรือนจำไปมายังทำให้นายสมยศมีอาการป่วยทุกครั้งหลังจาก ย้ายพื้นที่ และสภาพเรือนจำเกือบทุกที่ที่มีความแออัด นักโทษล้น

นายจอห์น เมย์นาร์ด ประธานสหภาพแรงงานไปรษณีย์แห่ง Aotearoa (PWUA) จากประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่าเขาเป็นเพื่อนกับสมยศมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน สมยศเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง โดยเรียกได้ว่าสมยศเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่ตนได้รู้จัก เป็นผู้ช่วยแนะนำตนให้รู้จักเพื่อนหลายคน พาไปรู้จักคนงานไทย และช่วยให้รู้จักสังคมไทย การเดินทางมาครั้งนี้ต้องการมาให้กำลังใจสมยศ เพราะไม่ได้เจอกันมานาน และต้องการสนับสนุนเพื่อน ตนดีใจที่สมยศยังได้รับการดูแลจากทั้งครอบครัวและนักกิจกรรมที่เดินทางมาให้ กำลังใจหลายคน และ สำหรับข้อกล่าวหาที่สมยศโดน ตนเห็นว่าในประเทศนิวซีแลนด์ หรือออสเตรเลีย ซึ่งก็มีพระราชินีแห่งอังกฤษเป็นกษัตริย์ ก็ยังไม่มีข้อหาแบบมาตรา 112 ทุกคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเปิดเผย

วรเจตน์ ภาคีรัตน์: หลักการและเหตุผลในการแก้ไข ม.112

ที่มา ประชาไท

การอภิปรายทางวิชาการ "ข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112" โดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาครัตน์ จากคณะนิติราษฎร์ ในเวทีวิชาการ-ศิลปวัฒนธรรม "แก้ไขมาตรา 112" รณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จัดโดย คณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม.112 หรือ "ครก.112" ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2555



นิธิ เอียวศรีวงศ์: ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112?

ที่มา ประชาไท

เมื่อ 15 ม.ค. 55 - ในเวทีวิชาการ-ศิลปวัฒนธรรม "แก้ไขมาตรา 112" ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ "ครก.112" นำเทปบันทึกปาฐกถาหัวข้อ "ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112" โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มาเปิดในงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้



ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/01/55 พ่อปลาบู่ 2...อเมริกาสไตล์

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


จะตื่นตูม ตักเตือน เหมือนใส่ไคล้
ตามสไตล์ คนระยำ คำป้ายสี
กุเป็นเรื่อง สำราก ปากอัปรีย์
บอกจะมี เหตุร้าย หมายก่อการ....



ทำตัวเป็น บิ้กเบิ้ม เหิมเกริมหนัก
ที่แท้แอบ ซ่อนชนัก ไว้หักหาญ
เผยทาสแท้ วิปริต คิดสามานย์
ดั่งอันธพาล ชี้เป็น-ตาย ทำลายล้าง....



ไม่ปรึกษา หารือ ถือ..กูแน่
ใครจะแย่ เพียงใด ใครหม่นหมาง
ใช้วาจา สับปลับ ลับ ลวง พราง
เป็นไอ้บ่าง ช่างยุ กุเรื่องราว....

โปรดดูมัน เถิดหนา ประชาโลก
ความวิปโยค สับสน จนอื้อฉาว
ต่างมองดู รู้กำพืด มายืดยาว
เล่ห์แพรวพราว บ้าอำนาจ อุบาทว์นัก....

กฎ กติกา ของบ้านเมือง เรื่องละเอียด
โกรธ ชัง เกลียด ใช่รุกราน เข้าหาญหัก
ประชาชน บ้านของใคร ใครก็รัก
อย่าทึกทัก แค่หวังผล อย่างคนพาล....

๓ บลา / ๑๗ ม.ค.๕๕

จดหมายถึงนายกฯ "ขอให้สนับสนุนเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดการตนเอง"

ที่มา Thai E-News

เครือข่ายขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง

225/112 หมู่บ้านสินธนา ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50210 โทรศัพท์/โทรสาร 053-380566 www. จังหวัดจัดการตนเอง.net หรือ www.p-power.com Email : cmcitizen@gmail.com


ที่ ชม.จต. 001/ 2555

9 มกราคม 2555


เรื่อง ขอให้สนับสนุนเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดการตนเอง

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สิ่งที่ส่งมาด้วย

1. เอกสาร สื่อรณรงค์ จำนวน 6 ชิ้น

2. ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ.... จำนวน 1 ฉบับ


จาก การที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และได้ประกาศให้นโยบายการปฏิรูปประเทศไทยโดยการกระจายอำนาจ เป็นนโยบายสำคัญที่จะนำประเทศไทยออกจากวิกฤตินั้น ทางเครือข่ายประชาชนจังหวัดเชียงใหม่หลายกลุ่มหลายเครือข่าย ทั้งเครือข่ายพลังทางสังคม เครือข่ายองค์กรท้องถิ่น เครือข่ายธุรกิจ เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายประชาสังคมร่วมทั้งกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของนโยบายนี้ จึงได้ร่วมกันจัดตั้งเป็น “ภาคีขับเคลื่อน เชียงใหม่จัดการตนเอง” โดยเห็นพ้องร่วมกันว่าจังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมที่จะจัดการตนเอง และได้ศึกษาความเป็นไปได้ ร่วมทั้งจัดเวทีแลกเปลี่ยนกับประชาชนกลุ่มต่างๆ ทุกอำเภอ เพื่อค้นหาแนวทาง รูปแบบการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมทั้งได้ยกร่าง และเตรียมเสนอ “(ร่าง) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ......” ซึ่งมีหลักการให้จังหวัดเชียงใหม่สามารถบริหารจัดการตนเองได้ โดยยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ให้คงเหลือเฉพาะการบริหารราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่

เพื่อ ให้เกิดรูปธรรมการแก้ไขวิกฤติของประเทศที่สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปประเทศ ไทยและการกระจายอำนาจของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง ทางเครือข่ายฯ จึงใคร่ขอให้รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่อง “จังหวัดจัดการตนเอง” เพื่อเป็นรูปธรรม การปฏิรูปประเทศไทยและการกระจายอำนาจ ดังที่รัฐบาลได้ประกาศไว้

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป


ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง


(นายชำนาญ จันทร์เรือง)
ประธานเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น


ติดต่อประสานงาน

นายชำนาญ จันทร์เรือง โทร. 081- 5957999

นายพรหมศักดิ์ แสงโพธิ์ โทร. 081- 6817986

นายสวิง ตันอุด โทร. 089 -7597779


ปีมหามงคลบรรพชนปฏิวัติ80ปี2475-100ปีร.ศ.130

ที่มา Thai E-News



2555 ปีมหามงคลประชาชนไทย-ปีนี้เป็นวาระมหามงคลของประชาชนชาวไทย เป็นโอกาสครบรอบ 80 ปีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และวาระครบ 100 ปีกบฎร.ศ.130( 27 กุมภาพันธ์ 2455) แม้เหตุการณ์สำคัญยิ่งนี้จะถูกทำให้พร่าเลือนลืมหลง ประชาชนไทยพึงรู้่เถิดว่า"ประวัติศาสตร์ยังตื่นอยู่เสมอสำหรับชนชั้น หลัง"(ภาพ:ประชาทอล์ก)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 มกราคม 2555


รศ.130บรรพชนปฏิวัติ:คณะราษฎรเรียนรู้ความล้มเหลวก่อนปฏิวัติ24มิถุนายน2475สำเร็จ(แต่ไม่เบ็ดเสร็จ)

1 ศตวรรษบรรพชนปฏิวัติ 2455--คณะกบฎ รศ.130( พ.ศ.2455 หรือ 100 ปีที่แล้ว) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนายทหารหนุ่ม ได้แรงบัลดาลใจจากการปฏิวัติซินไห่ ของหมอซุนยัดเซ็น โดยต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบ สาธารณรัฐแบบเดียวกับจีน

แต่ต่อมามีสมาชิกอาวุโสเพิ่มเติมเข้ามาในคณะก่อการมากขึ้น เสนอให้เปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญก็พอ

นิตยศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นำเสนอบทความเรื่อง จาก "คณะ ร.ศ.130" ถึง "คณะราษฎร": ความเป็นมาของความคิด "ประชาธิปไตย" ในประเทศไทย ของ ณัฐพล ใจจริง ที่นำเสนอหลักฐานใหม่ว่า แกนนำผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติรศ.130(พ.ศ.2455 หรือ 99 ปีที่แล้ว)ต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบ สาธารณรัฐ อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดได้ลงมติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบลิมิเต็ดมอร์นา กี้

โดย ณัฐพล ตั้งคำถามว่า ระบอบ "ประชาธิปไตย" ตามความคิดของ "กบฏ ร.ศ.130" ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างสูงไปยัง "คณะราษฎร" ในปี 2475 นั้น คือ ประชาธิปไตยแบบใด ก่อนที่ณัฐพลจะให้คำตอบว่า แกนนำของคณะ ร.ศ.130 มีความคิดโน้มเอียงไปในทาง "รีปัปลิ๊ก"(สาธารณรัฐ) อย่างไรก็ดีในท้ายที่สุดคณะราษฎรได้ลงเอยด้วยการเลือกระบอบลิมิเต็ด มอร์นากี้(กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ) แบบเดียวกับที่คณะรศ.130ได้ลงมติในตอนท้ายสุด
*******

เป็นที่ทราบกันดีว่าการปฏิวัติครั้งรศ.130 ไม่สำเร็จ เพราะความแตกกลายเป็นกบฎ ถูกรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 กวาดล้างจับกุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2455 หรือวันนี้เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ทว่าได้กลายเป็นแรงบันดาลใจ และบทเรียนสำคัญให้นักปฏิวัติรุ่นน้องคือคณะราษฎร ก่อการได้เป็นผลสำเร็จในอีก 20 ปีต่อมา

ร.ต.เนตร 1ในผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติหนนั้นเปิดเผยถึงฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองดัง กล่าวว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ คณะนายทหารหนุ่มไม่พึงพอใจระบบปกครองรัฐบาลกษัตริย์ของพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่๖ จึงได้เตรียมการจะยึดอำนาจแบบเดียวกับนายแพทย์ซุนยัดเซ็นยึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์ราชวงศ์ชิงในจีน

โดยวางแผนจะทำการในวันที่ 1 เมษายน 2555 ในวัดพระแก้ว แล้วให้กษัตริย์มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ยอมก็จะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตามแผนการรั่วไหล และคณะนายทหารหนุ่มถูกกวาดล้างกลายเป็นกบฎเสียก่อน

ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวันถือน้ำพระพิพัฒน์ สัตยาในเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ

จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป..

ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน


ขณะที่บทความของณัฐพล ใจจริง ในศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 อ้างข้อมูลใหม่ว่า คณะก่อการมุ่งหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไป เป็นประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ หรือ"รีปัปลิ๊ก" โดยโจมตีระบอบกษัตริย์หลายอย่าง รวมทั้งกล่าวหาว่า เป็นระบอบการปกครองที่พวกกษัตริย์ได้รับความสุขสนุกสบายมากเกินไป จนไม่มีเงินจะบำรุงประเทศ ราษฎรทุกประเทศจึงอยากเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปเป็นแบบรีปัปลิ๊กทั้งหมด เวลานี้ประเทศใหญ่น้อยต่างๆเป็นรีปั๊บลิ๊กกันเกือบทั่วโลกแล้ว เช่น ประเทศในยุโรป อเมริกา และจีน

อย่างไรก็ตามต่อมาเมื่อคณะพรรครศ.130ขยายกลุ่มหาสมาชิกเพิ่มขึ้น ทำให้มีสมาชิกสายกลางมากขึ้น รวมทั้งสมาชิกที่อาวุโสอายุมากเสนอให้เปลี่ยนแปลงไปเป็น"ลิมิเต็ดมอนา กี้"หรือให้กษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมายแบบเดียวกับอังฤษ และญี่ปุ่น ซึ่งระบบนี้"พวกเต้นเขนและเทกระโถนตามวังเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นขุนนางเลย"

ร.ต.เนตร ผู้ริเริ่มการก่อการ และเป็นเลขาธิการคณะปฏิวัติ ประเมินแนวทางนโยบายของกลุ่มสายกลางว่า"ไม่ได้ความเลย"

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการลงเสียงในคณะสมาชิกทั้งหมด ฝ่ายสายกลางชนะไปด้วยคะแนนเพียงเล็กน้อย จึงได้ยอมรับมติจะเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็น"ลิมิเต็กมอนากี้" แต่ก็ยังสงวนไว้ว่า

จะใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยละมุน ละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป.


ฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ร.ต.เนตรบันทึกจุดริเริ่มของการเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า

ความเป็นไปในราชสำนักเป็นอย่างไร ความหมดเปลืองเงินแผ่นดินไปในทางมิชอบด้วยเหตุผลมีอย่างไร การแบ่งชั้นวรรณะในระหว่างบุคคลมีขึ้นอย่างไร..วัตถุประสงค์ของเราก็คือ จะเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (แอ๊บสะลูตมอนากี้) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น (ลิมิเต็ดมอนากี้) หรือแบบฝรั่งเศส (รีปับลิก)


กรณี *เอาเรื่อง* ที่จะเกิดขึ้นก็โดยที่คืนวันหนึ่ง ในราวปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ (ร.ศ. ๑๓๐) คืนวันนั้นข้าพเจ้าเข้านอนแต่หัวค่ำ พอนอนเต็มตื่นราวเวลาตี ๑ เศษ ก็ลืมตาขึ้น พบ ๒ สหาย [นายร้อยตรีเหรียญ ศรีจันทร์ และนายร้อยตรีจรูญ ษตะเมษ-บ.ก.] นั่งชนหัวสนทนากันด้วยเสียงแผ่วเบา พร้อมด้วยขวดสุราวางอยู่กลางโต๊ะ ส่วนเตียงข้างเคียง นายทหารเวรประจำการกำลังนอนหลับอยู่

นายทหารในกองปืนกลเวลานั้น มีคนที่ชอบนอนประจำไม่กลับบ้าน ก็คือคุณจรูญกับข้าพเจ้าเสียโดยมาก นอกนั้นพอเลิกงานแล้วก็กลับกันหมด ต่อรุ่งเช้าจึงมาทำงาน เพราะต่างก็มีบุตรภรรยาเข้าวัยครองเรือนด้วยกันแล้ว เว้นแต่ผู้ที่เป็นเวรจึงต้องนอนค้าง ฉะนั้นเตียงหนึ่งจึงต้องจัดเป็นของเวรประจำการ และคุณจรูญกับข้าพเจ้าบางคืนก็ต้องนอนด้วยกันหากมิใช่เวร

คืนวัน *เอาเรื่อง* นั้น คุณจรูญมิใช่เวร ข้าพเจ้าจึงคิดว่าเขาคงต้องการฆ่าเวลาให้เกิดความง่วงเสียก่อนจึงจะเข้านอน เมื่อข้าพเจ้าเห็นเขาคุยทนเช่นนั้นแล้ว ก็ลุกไปชำระกาย โดยตั้งใจจะมาร่วมวงด้วย แต่ก่อนจะเข้าร่วมวง ข้าพเจ้าโดยอัธยาศัยมักจะขออนุญาตเสียก่อน พลางเล่นปนจริง จึงได้กล่าวขึ้นเป็นใจความว่า *มีเรื่องอะไรกันหรือ คุยอยู่จนดึกจนดื่น เข้าร่วมด้วยคนซิ*

เขาทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมองข้าพเจ้า พร้อมกับกล่าวรับรองต้อนรับตามเคยแต่ครั้งนี้แทนที่จะคุยสนุกโปกฮา ดูสีหน้าตึงเครียดอย่างเอาจริงเอาจัง คนหนึ่งได้เริ่มคำพูดขึ้นว่า เรื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมืองอยากจะร่วมด้วยก็เอา ข้าพเจ้าซึ่งมีหัวคนหนุ่มอยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าอย่างอารยประเทศ ทั้งหลายอยู่แล้ว ทั้งประเทศเพื่อนบ้านคือจีนก็กำลังเกิดเก๊กเหม็งเกรียวกราว เป็นเหตุกระตุ้นเตือนหัวใจคนหนุ่มให้เร่งเร้าอยู่ซึ่งเป็น *เรื่องของการเมืองหรือของโลก* มาอย่างนี้ทุกสมัยตามประวัติการณ์

ข้าพเจ้าจึงเข้าร่วมวง ขอทราบเหตุผลและวัตถุประสงค์ของเพื่อนต่อไปเขาทั้งสองก็ผลัดกันสาธยาย เขากล่าวย้อนขึ้นไปถึงเรื่องเดิมตั้งแต่เราอยู่ ร.๑๑ ในวังหลวงมาด้วยกัน เคยนำทหารไปตั้งแถวเกียรติยศหน้าพระที่นั่งจักรีอยู่เสมอ ได้เห็นเหตุการณ์อันทหารถูกเหยียดหยามมาแล้วอย่างไรบ้าง ความเป็นไปในราชสำนักเป็นอย่างไร ความหมดเปลืองเงินแผ่นดินไปในทางมิชอบด้วยเหตุผลมีอย่างไร การแบ่งชั้นวรรณะในระหว่างบุคคลมีขึ้นอย่างไร ความเคารพนับถือบุคคลที่ทรงวัยวุฒิเสื่อมทรามอย่างเหลวแหลกอย่างไร ข้าราชการกำลังทำงานเอาแต่ตัวรอดไปวันหนึ่งๆ โดยมิได้คิดถึงประเทศชาติที่รักของเขาด้วยเหตุไร ราษฎรพลเมืองกำลังขาดแคลนความบำรุงในเรื่องการอาชีพและความสุขใจสบายกายสถาน ใดบ้าง

เฉพาะชาวไร่ชาวนาหากธรรมชาติไม่ช่วยในปีใดก็หมดมือหมดเท้า บางคราวก็ถึงอดอยากยากแค้นทั่วๆ ไป แต่ส่วนภาษีอากรสิมีแต่เพิ่มทวีขึ้นทุกๆ ปี ไม่เคยปรากฏว่าได้ลดราวาศอกอะไรลงเลย มิหนำซ้ำบางครั้งยังถูกผู้รักษากฎหมายใช้อำนาจเกินกว่าขอบเขตของกฎหมายเสีย อีก ย่อมเป็นความเดือดร้อนใจชนิดพูดไม่ออกฯลฯ

ลักษณาการเหล่านี้ก็เนื่องจากการปกครองเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง มักกดการศึกษาของพลเมืองอยู่เสมอ เพื่อมิให้มีสติปัญญาฉลาดเทียมทันพวกเขา การปกครองประเทศ ถ้าใช้แบบหัวเดียวทำงานทั้งแผ่นดินมันจะสู้หลายหัวช่วยกันทำได้อย่างไร และทุกคนก็เป็นเจ้าของแผ่นดินโดยธรรมชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์ ย่อมมีความรักประเทศชาติอันเป็นที่เกิดที่อยู่ของเขามาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด เขาย่อมรักอย่างสุดชีวิต และคิดอยากจะให้เจริญรุ่งเรืองที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

ดูแต่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเราสิ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งได้เปิดท่าคบค้ากับฝรั่งสมัยใกล้ๆ กับเรา แต่ความเจริญรุ่งโรจน์ได้ก้าวหน้าไปไกลลิบ แทบจะเปรียบกันไม่ได้เลย นี่เมืองจีนก็เอาอีกแล้ว ท่านหมอซุนได้กอบกู้ชาติพร้อมด้วยคณะอย่างไม่เกรงต่อความทุกข์ทรมานใดๆ และที่ตายไปแล้วก็ไม่น้อย ถ้าเทียบการกระทำของคณะเก๊กเหม็ง กับหากเราจะกอบกู้ชาติไทยของเราบ้างในขณะนี้ เราอาจจะทำได้ง่ายกว่ามาก เพราะพวกยโสกำลังลืมตัวสนิท ขอแต่ให้เราเป็นต้นคิด คิดแล้วอย่าท้อถอย ก็ต้องสำเร็จแน่ๆ

ถ้าและเวลานี้พวกเราทหารไม่ทำ ใครเล่าจะกล้าลงมือทำ ค่าที่ไม่มีอาวุธและสมัครพรรคพวกเป็นกำลังเลย การ ทำที่เป็นวัตถุประสงค์ของเราก็คือ จะเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (แอ๊บสะลูตมอนากี้) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น (ลิมิเต็ดมอนากี้) หรือแบบฝรั่งเศส (รีปับลิก) เพื่อให้ราษฎรได้ใช้เสียงในการปกครองประเทศของเราเองด้วย

แม้ราษฎรจะยังไม่เข้าใจในเรื่องการปกครอง เราก็พอจะให้การศึกษาอบรมเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไปได้ ดูพลทหารที่ปกครองอยู่ในขณะนี้ เมื่อเข้ามารับราชการใหม่ๆ ก็เกือบไม่รู้อะไรเลย ชั้นแต่ ก ข ก็อ่านไม่ค่อยออก กระทั่งหันซ้ายหันขวาก็ไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันถึง ๖ เดือน ก็ฉลาดปราดเปรื่องขึ้นทุกคน

เมื่อข้าพเจ้าได้รับทราบเหตุผลและความประสงค์อันเป็นจุดหมายปลายทางจนเป็น ที่พอใจ และเห็นด้วยว่าจะต้องร่วมใจกันกระทำแน่นอนแล้ว เราก็แลกความเห็นกันต่อไปอีกพักหนึ่ง แล้วก็ตกลงกันว่าให้ต่างคนต่างสอนทหารในเรื่องการปกครองระบอบต่างๆ แทรกเข้าไปในเวลาสั่งสอนระเบียบข้อบังคับด้วยคราวละเล็กละน้อยอย่าให้ โจ่งครึ่ม ทั้งให้ต่างคนต่างทาบทามเกลี้ยกล่อมนายทหารในกรมกองที่ตนสังกัดโดยวิธี *ตัวต่อตัว* ไม่เปิดเผยไปพลางๆ ก่อน เพื่อฟังผล

แล้วเราทั้งสามพยายามหาเวลาแจ้งผลซึ่งกันและกันเป็นคราวๆ ไป ยึดเอากองปืนกลเป็นสถานีกลางนัดพบตามเวลาอันสมควร หรือจะโทรศัพท์เรียกตัวกันมาก็ได้ เช่น เชิญรับประทานอาหาร เป็นต้น คืนนั้นมันให้เกิดความปลื้มปรีดีด้วยกันทุกคนอย่างไรชอบกลพูดไม่ถูก ด้วยความปลาบปลื้มอย่างแปลกประหลาดนี้เอง เราได้สนทนากันอยู่จนถึงเวลาฝึก จึงได้แยกย้ายกันไปต่อมาเราได้นัดพบกันเป็นคราวๆ เพื่อแจ้งผลที่ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง

"หมอเหล็ง"เวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่ แล้ว


แต่จิตใจของเรามันต้องการจะทำให้เร็วยิ่งขึ้นทุกที จึงหารือกันถึงเรื่องที่ว่าควรจะมีผู้ใหญ่มาเป็นกำลังความคิดและดำเนินงาน สักผู้หนึ่ง ซึ่งควรจะได้ผู้ที่มีหัวไปในทางเดียวกับเรา ทั้งกว้างขวางและเป็นที่เชื่อถือของนายทหารทุกชั้นด้วย คุณเหรียญก็เสนอชื่อพี่ชายของเขาขึ้นมา คือร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ว่าเป็นหมอที่ทหารโดยมากนับถือ มีความละมุนละม่อมอ่อนโยน อาจติดต่อกับนายทหารได้ทุกชั้น แต่น้ำใจเข้มแข็งจริงจัง ไม่เหลาะแหละ

ทั้งเวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่ แล้ว ทั้งหมอเหล็งได้เคยเรียนวิชาทหารฝ่ายนักรบมาแล้วด้วย จึงนับว่าเป็นการเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

เราจึงนัดวันไปพบกับหมอเหล็งเพื่อขอร้องให้เป็นหัวหน้าดำเนินการต่อไปบ้าน หมอเหล็งเวลานั้นอยู่ในถนนสาทร พร้อมด้วยบุตรภรรยาเป็นหลักแหล่ง พอถึงวันกำหนดนัด เราทั้งสามก็ไปพบในเวลาเย็นต้นๆ เดือนมกราคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) คุณหมอเหล็งและภรรยาชื่ออบ เราเรียกว่าคุณพี่อบ ได้ต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยไมตรีอย่างดียิ่งและเต็มใจที่สุด

เมื่อคุณเหรียญได้แนะนำให้หมอเหล็งและคุณพี่อบรู้จักเราทั้งสองเรียบร้อย แล้ว เราก็เริ่มลงมือสนทนาหารือกันถึงเรื่องการเมืองทีเดียว ซึ่งหมอเหล็งได้ทราบล่วงหน้าอยู่ดีแล้ว พร้อมนั้นหมอเหล็งได้นำเอาพงศาวดารทางการเมืองของต่างประเทศมาชี้แจงให้เรา ฟังถึงเรื่องที่เขาได้เปลี่ยนแปลงการปกครองกันมาอย่างไร เพื่อประกอบเป็นตัวอย่างที่เราควรจะยึดเป็นหลักดำเนินการต่อไป เรารู้สึกเลื่อมใสในความตั้งใจจริงของหมอเหล็งยิ่งนัก หมอเหล็งเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของเรา พร้อมด้วยเห็นความเป็นลูกผู้ชายของเราตลอดแล้ว ก็ยินดีรับเป็นหัวหน้า จึงสั่งให้คุณพี่อบจัดอาหารค่ำเลี้ยงเรา

รวมผู้ที่รับประทานอาหารในวันนั้น ๕ คนด้วยกัน คุณพี่อบเป็นกุลสตรีที่ใจคอกล้าแข็งเช่นเดียวกับสามี ได้กล่าวส่งเสริมกำลังน้ำใจของพวกเราตลอดเวลา เราได้หารือเรื่องการเมืองถึงทางได้ทางเสียที่จะนำมาสู่ประเทศชาติอย่างใด บ้างเมื่อเราทำลงไป ตลอดเวลาที่รับประทานอาหาร ส่วนตัวเราทุกคนยอมอุทิศเป็นชาติพลีด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในที่สุดหมอเหล็งให้เรานัดผู้ที่เราได้เกลี้ยกล่อมไว้แล้วมาประชุมสักครั้ง หนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เดือนนั้น เพื่อฟังเสียงและทำความเข้าใจกันบางประการ พวกเรารับตกลง เพราะเวลานั้นเราได้เกลี้ยกล่อมนายทหารกองปืนกล กรม ร. ๑๑ และกองนักเรียนนายสิบบางคนไว้แล้ว รวมประมาณ ๑๐ คน แล้วเราก็ลากลับด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม

การประชุมคณะก่อการเปลี่ยนการปกครองประเทศสยาม ได้อุบัติขึ้นเป็นรูปทรง ณ ศาลาพักร้อนหลังเล็ก ภายในบริเวณบ้านหมอเหล็ง ถนนสาทร อำเภอสาทร จังหวัดพระนคร เมื่อเวลาประมาณ ๑๔ นาฬิกา วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มกราคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) องค์ประชุมครั้งแรกนี้มีเพียง ๗ คน เท่าที่ข้าพเจ้ายังพอจะนึกได้คือ หมอเหล็ง เป็นหัวหน้า ร.ต. ปลั่ง ปูรณโชติ ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร ร.ต. เขียน อุทัยกุล ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ และข้าพเจ้า หัวหน้าเป็นประธานการประชุม ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกและนายทะเบียน นอกนั้นก็ถือเสมือนกรรมการผู้ริเริ่มมาปรึกษาหารือกิจการเบื้องต้นเพื่อ ดำเนินการต่อไป

ประธานได้กล่าวเปิดประชุม โดยแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกับนายทหารผู้รักชาติอันแท้ ซึ่งประธานไม่เคยคาดคิดเลย ว่าจะมามีขึ้นเป็นคณะเช่นนี้ แล้วก็เล่าให้ที่ประชุมฟังถึงความคิดเดิมที่พวกเรา ๓ คน ได้ไปหารือและขอร้อง ในที่สุดก็แสดงความหวังในความสำเร็จเผล็ดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นแน่นอน ขอให้เราดำเนินการประชุมแลกความคิดเห็นต่อไป

ผู้ที่มาประชุมต่างได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นอันเกี่ยวกับความเสื่อมของชาติ และวิถีทางที่จะแก้ไขให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไรบ้าง ผลหรือมติของการประชุมก็สรุปได้ว่า จะต้องเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย ในรูปใดรูปหนึ่ง ผู้ที่มีความเห็นรุนแรงก็ขอให้เปลี่ยนเป็นรีปับลิกทีเดียว ผู้ที่มีความเห็นไม่รุนแรงก็เห็นว่าควรเป็นเพียงลิมิเต็ดมอนากี้ไปก่อน

แต่ปัญหานี้จะได้สงวนไว้ให้ที่ประชุมใหญ่ในวันข้างหน้าเป็นผู้วินิจฉัยกัน โดยรอบคอบต่อไป ในชั้นนี้ที่ประชุมลงมติขอร้องให้สมาชิกทุกคนต่างเกลี้ยกล่อมนายทหารที่มี หัวไปในทางเดียวกันเข้าเป็นสมาชิกโดยวิธี *ตัวต่อตัว* ให้ได้มากที่สุดที่จะสามารถกระทำได้ แล้วส่งรายชื่อไว้ที่นายทะเบียน ณ กองปืนกล กับให้แทรกซึมการสอนทหารถึงลัทธิการปกครองไว้ด้วยทุกคน เพื่อปลุกให้ตื่นเสียแต่เบื้องต้น

แล้วมอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนคำเกลี้ยกล่อมส่งให้สมาชิกทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการไปในทางเดียวกันโดยถูกต้อง และขอให้รักษาไว้เป็นความลับเท่ากับชีวิตของตน ลงท้ายหัวหน้าก็เลี้ยงอาหารเย็นพร้อมด้วยเครื่องดื่ม นับว่ากิจการเบื้องต้นได้เป็นไปด้วยความสามัคคีเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนการประชุมต่อไป มอบให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าซึ่งจะได้ติดต่อกับข้าพเจ้าเป็นผู้นัด แล้วพวกเราก็จากกันด้วยความภาคภูมิใจทุกคนอีก ๗ วันต่อมา เมื่อข้าพเจ้าได้ติดต่อกับหัวหน้าถึงเรื่องจำนวนสมาชิกและความเป็นไปด้วยดี ระหว่างนั้นแล้ว หัวหน้าก็มอบให้ข้าพเจ้านัดประชุมครั้งที่ ๒ ณ สถานที่เดิม ในวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เดือนเดียวกัน การประชุมครั้งนี้มีจำนวนสมาชิกประมาณ ๒๐ คน คือนอกจาก ๗ คนครั้งแรกแล้ว ได้เพิ่มขึ้นใหม่อีก ๑๓ คน มีผู้ที่ควรกล่าวนามและจำได้แม่นยำก็คือ พันตรี หลวงวิฆเนศร์ประสิทธิวิทย์ (หมออัทย์ หสิตะเวช), ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง, ร.ท. จือ ควกุล, ร.ท. ทองดำ คล้ายโอภาส, คุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ล่ามภาษาอังกฤษกระทรวงยุติธรรม กับนายทหารกองนักเรียนนายสิบทั้งหมด (เว้นผู้บังคับกอง) นอกนั้นก็เป็นนายทหารกองปืนกล (เว้นผู้บังคับกอง) และกรมทหารเหล่าอื่นในพระนครอีกกรมละคน ๒ คน

ในการประชุมครั้งนี้ มีข้อแปลกกว่าคราวก่อนก็คือ เมื่อหัวหน้ากล่าวเปิดประชุมเช่นแสดงความยินดี และปลุกความกล้าหาญเสร็จแล้ว หลวงวิฆเนศร์ฯ ซึ่งเวลานั้นยังเคร่งต่อคริสต์ศาสนาอยู่ ได้ขอให้ทำพิธีสาบานปฏิญาณตนพร้อมกันทุกคน โดยเอาลูกปืนเบรานิงแช่ลงไปในแก้วสุรา คุณหลวงเป็นผู้นำกล่าว มีใจความว่าจะซื่อสัตย์สุจริตต่อกันจริงๆ ทุกเมื่อ และยอมสละชีวิตเพื่อความเจริญก้าวหน้าของชาติไทย มิหวังผลอันมิชอบแก่ส่วนตัวด้วยประการทั้งปวง แล้วก็รินสุราแช่ลูกปืนแจกกันดื่มทั่วหน้า เสร็จแล้วคุณหลวงกล่าวคำปลุกใจ โดยถอนเอาตะไคร้ที่ปลูกอยู่ข้างศาลานั้นมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ความสามัคคีกลมเกลียว คือหักตะไคร้ตั้งแต่ ๑ ต้นจนถึงทั้งกำ หมายความว่าถ้าเราทำงานใหญ่เพียงคนเดียว มันก็จะไม่สำเร็จเหมือนตะไคร้ต้นเดียว ซึ่งหักให้ขาดออกจากกันได้โดยง่าย แต่ถ้าทำรวมกันเป็นก้อนหนึ่งเหมือนตะไคร้ทั้งกำแล้ว จะหักเท่าไรๆ ก็ไม่ขาดออกจากกัน

ที่ประชุมแสดงความพอใจเป็นอันมาก แล้วที่ประชุมก็ลงมือปรึกษาหารือกันในเรื่องการเมืองต่อไปผลของการประชุมวัน นั้นคือ นอกจากรับรองผลของการประชุมครั้งที่ ๑ แล้ว พอจะสรุปได้ดังนี้คือ ๑. จะต้องรีบลงมือกระทำการให้เร็วที่สุดที่จะกระทำได้ เพราะอย่างไรๆ ก็ปิดเป็นความลับได้ยาก (ร.ท. จือ นายทหารเสนาธิการประจำกองพลที่ ๑ เป็นผู้เสนอญัตตินี้อย่างเสียงแข็ง)๒. เรื่องระบอบปกครองจะใช้ระบอบใดให้รอฟังผลจากที่ประชุมครั้งต่อๆ ไป (ร.ท. จือ เห็นอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นลิมิเต็ดมอนากี้ เพื่อเหมาะสมแก่ประเทศชาติในขณะนั้น)๓. ให้สมาชิกทุกท่านต่างเร่งรีบเกลี้ยกล่อมสมาชิกตามหลักเดิมให้ได้มากที่สุด ทั้งในพระนครและต่างจังหวัด ๔. ให้แบ่งมอบหน้าที่กันไปทำตามวุฒิสามารถและการงาน เช่น หมอเหล็ง เป็นหัวหน้าดำเนินงานและประสานกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่

หลวงวิฆเนศร์ฯ ผู้เคยไปต่างประเทศมาแล้วให้ประสานกับชาวต่างประเทศ เพราะคุ้นเคยกับอัครราชทูตอเมริกัน และชาวต่างประเทศมากกว่าผู้อื่น ร.ท. จรูญ กับคุณอุทัย รับงานทางด้านกฎหมาย เพราะประจำกรมพระธรรมนูญทหารบกและกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว ร.ท. จือ และ ร.ท. ทองดำ รับงานด้านเสนาธิการในเรื่องวางแผนการ (ร.ท. ทองดำขณะนั้นก็เป็นนายทหารเสนาธิการเหมือนกัน) ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รับด้านคุมกำลังและออกแบบเครื่องหมายและอาณัติสัญญาณ สมาชิกนอกนั้นเป็นฝ่ายคุมกำลังเข้าทำการและออกไปเกลี้ยกล่อมสมาชิกในต่าง จังหวัด สุดแต่ผู้ใดจะถนัดในจังหวัดไหน

๕. ให้ช่วยกำลังเงินในการต้อนรับเลี้ยงดูและเป็นค่าพาหนะส่งคนไปเกลี้ยกล่อมใน ต่างจังหวัด คนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ให้ส่งไว้ที่นายทะเบียน (เงินตามมตินี้ยังมิทันได้รับ ก็พ่ายแพ้รัฐบาลเสียก่อน เว้นแต่บางคนที่มีศรัทธาแก่กล้าได้มีแก่ใจส่งไว้บ้าง ซึ่งได้มอบให้หัวหน้าเป็นค่าต้อนรับ นับเป็นจำนวนเล็กน้อยที่สุด แต่คุณอุทัยเป็นผู้มีอัครฐานดี ได้สละให้ ๑,๐๐๐ บาท ครั้งเดียว)ในที่สุดเมื่อหัวหน้าเลี้ยงอาหารเรียบร้อยแล้วก็ปิดการประชุม แล้วพวกเราก็ได้รับเชิญจากคุณหลวงวิฆเนศร์ฯ ให้ไปเยี่ยมบ้านซึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ใกล้กับบ้านหมอเหล็ง

โอกาสนั้นเองคุณหลวงได้นำแฟ้มเรื่องและภาพในการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ ประเทศจีนมาให้ชม กับได้ชี้แจงความสำคัญต่างๆ ในการที่ต่างประเทศได้กระทำกันมาอย่างไร เพื่อเตือนใจพวกเราให้หนักแน่นยิ่งขึ้น สมาชิกก็ลาแยกย้ายกันกลับด้วยน้ำใจอันเบิกบาน

การประชุมครั้งที่ ๓ ได้เปิดขึ้น ณ สถานที่เดิมอีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนเดียวกัน เพื่อเร่งงานให้เร็วขึ้น มีสมาชิกไปประชุม ๒๐ กว่าคน ล้วนแต่เป็นนายทหารหน้าใหม่โดยมาก เมื่อหัวหน้ากล่าวเปิดประชุม และสมาชิกรับรองผลของการประชุมครั้งที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว ก็เริ่มปรึกษางานต่อไป ผู้ที่รับหน้าที่ไปดำเนินการครั้งก่อนๆ ต่างได้แจ้งผลที่ตนกระทำไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง เช่น จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกกี่มากน้อย เครื่องหมายธง เครื่องหมายประจำตัวสมาชิกเพื่อให้รู้จักกัน อักษรสัญญาณเหล่านี้เป็นต้น

การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบ แน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล


ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือน เมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (เวลานั้นใช้คำว่าพระธรรมนูญ) โดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ

ฝ่ายกฎหมายก็เสนอว่ากำลังจะหาหลักเกณฑ์ร่างพระธรรมนูญอยู่ ซึ่งจะได้เอาพวกนักกฎหมายฝ่ายพลเรือนจากกระทรวงยุติธรรมมาเป็นกำลังช่วยอีก และจะพยายามมาประชุมด้วยในคราวหน้า ที่ประชุมเห็นพ้องด้วยทุกข้อ สมาชิกใหม่ทุกคนรับว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ได้สมาชิกมากที่สุดและเร็วที่สุด ก่อนปิดประชุมได้มีการรับประทานอาหารกันตามเคย และเลยนัดประชุมครั้งที่ ๔ ในวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ศกเดียวกัน ณ โบสถ์ร้างวัดช่องลม ตำบลช่องนนทรี โดยมาพร้อมกันที่บ้านหมอเหล็งก่อน พร้อมด้วยปืนยิงนกเท่าที่จะหาได้ เพื่อพรางเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมือง เพราะได้ประชุมที่เดิมหลายคราวแล้ว เกรงว่าจะเกิดสงสัยขึ้น ส่วนสมาชิกใหม่ที่หาได้ให้ชวนมาได้มากเท่าใดเป็นดีที่สุด แล้วจึงจะออกเดินทางลัดทุ่งไปยังตำบลที่กล่าวนั้น

วันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ มาถึง สมาชิกประมาณ ๓๐ กว่าคน ก็ได้ไปพร้อมกันที่บ้านหมอเหล็ง มีทั้งทหารและพลเรือน ล้วนเป็นสมาชิกใหม่โดยมาก คุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ล่ามกระทรวงยุติธรรมได้ไปร่วมอีก พวกเราได้มีปืนแฝดยิงนกติดไปราว ๓-๔ กระบอก กระสุนพร้อม พอได้เวลาราวก่อนเที่ยง พวกเราก็เริ่มออกเดินจากบ้านหัวหน้า คุยสนุกโปกฮากัน ไปยิงนกในทุ่งนากันไปอย่างแบบปิคนิค ไม่มีใครสงสัยเป็นอย่างอื่นเลย จนกระทั่งถึงโบสถ์ร้างวัดช่องลม ก็เริ่มรับประทานอาหารกลางวันที่ในโบสถ์ร้างนั้น ไม่มีพระพุทธรูปและคนเฝ้า มีแต่พื้นเป็นดินขรุขระ หลังคาและฝาผนังยังดี มิดชิดอยู่ คุยกันพลาง ยังไม่ได้เข้าระเบียบวาระประชุม ต่อเมื่อเสร็จอาหารแล้ว จึงได้เริ่มล้อมวงเปิดการประชุมเหมือนเช่นเคย

แต่การประชุมครั้งนี้เราได้จัดสมาชิกเก่าๆ เป็นยามคอยเหตุไว้ภายนอกโบสถ์ด้วย ทำทีเป็นนักยิงนกเดินเที่ยวเตร่อยู่แถวนั้น เพื่อป้องกันมิให้ผู้สัญจรไปมาเกิดความสงสัยแคลงใจได้ผลของการประชุมครั้ง นั้นที่นับว่าเป็นมติของที่ประชุมก็คือ การกำหนดตัวผู้ที่จะไปเกลี้ยกล่อมสมาชิกต่างจังหวัด เช่น จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครสวรรค์ และอยุธยา ดูเหมือนจำได้ว่า ร.ต. จันทร์ ปานสีดำ จะออกไปจังหวัดนครสวรรค์ เพราะเคยประจำการอยู่ในกรมทหารราบที่ ๖ ร.ต. บุญ แตงวิเชียร เห็นจะเป็นจังหวัดราชบุรี ส่วนจังหวัดอยุธยาคือ ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร ทั้งนี้ก็เพื่อเร่งรัดความพรักพร้อมให้ทันเวลา ซึ่งมีอยู่อีก ๒ เดือนเศษเท่านั้น ทางกรุงเทพฯ ก็ให้ต่างคนต่างชักชวนให้ทั่วถึงโดยเร็ว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่คนใดที่รับทำอะไรไป ก็ให้ลงมือจัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ

สมาชิกฝ่ายพลเรือนมีคุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ก็จะได้หาสมัครพรรคพวกทางกระทรวงยุติธรรมมาช่วยอีก การร่างธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดจะต้องทำให้รอบคอบ ไม่ให้บกพร่อง ฝ่ายทหารเรือ ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง ขอรับไปชักชวน เพราะพระรามสิทธิ์ (พื้น) กรมพระธรรมนูญทหารเรือ ได้เป็นเครือญาติกันอยู่และน้ำใสใจคอก็เข้มแข็งแน่วแน่เหมือนพวกเรา คงจะไม่ปฏิเสธ ทั้งจะโยงพวกพ้องได้อีกมากด้วย เป็นอันว่าต่างคนต่างเร่งรีบ ค่าที่รู้จุดประสงค์กันดีอยู่แล้วเรื่องที่ยังต้องขบกันอยู่มากในขณะนั้นคือ ปัญหาเรื่องการปกครองจะเอาระบบไหนกันแน่ อันเป็นเรื่องโต้เถียงกันมาแทบทุกคราวประชุม เหตุที่ลงมติให้เด็ดขาดยังไม่ได้ ก็เพราะเคารพต่อสมาชิกที่จะเข้ามาใหม่อีกมากมายไม่รู้จำนวน ครั้นจะเรียกประชุมใหญ่ทั้งหมดก็ย่อมทำไม่ได้อยู่เอง ได้แต่ฟังเหตุและผลกันไว้พลางก่อน

พอได้เวลาอันสมควรแล้วเราก็เดินทางมายังบ้านหมอเหล็งเหมือนเมื่อขาไป การร่ำลากลับก็เริ่มแต่ ณ ที่นั้น การประชุมครั้งที่ ๕ คุณอุทัยขอนัดที่บ้านคุณอุทัย ตำบลศาลาแดง แต่ข้าพเจ้าติดธุระอย่างอื่นที่จำเป็น จึงมิได้ไปร่วมการประชุมด้วย ได้รับแต่ผลของการประชุม และจำนวนรายชื่อสมาชิกที่เข้าใหม่ มีทั้งทหารเรือ ทหารบกอีกมากมาย ทางฝ่ายพลเรือนก็มีคุณน่วม (ต่อมาเป็นพระพินิจพจนาตรถ์) หลวงนัยวิจารณ์ และคุณปลอด ณ สงขลา (พระยามานวราชเสวีได้ออกไปเรียนต่างประเทศเสียก่อนเข้าประชุมและเกิดเรื่อง) คุณบุญเอกทำงานสถานทูตฝรั่งเศส ฯลฯ

ผลที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้คือเรื่องการเงิน คุณอุทัยได้สละเงินช่วยมาด้วย ก็ยังยินดีที่จะช่วยอยู่ร่ำไป ทั้งยังกำลังจะติดต่อกับธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อให้เป็นกำลังสำคัญของคณะ ข้าพเจ้าได้ทราบเลาๆ ว่า ดูเหมือนจะได้ไปทาบทามธนาคารยู่เส็งเฮงไว้แล้ว ซึ่งคุณฉลองนัยนาถ (ยู่เส็ง ธนโกเศศ) เป็นผู้จัดการ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำความตกลงกันก็เกิดเรื่องเสียก่อน (ต่อมาธนาคารนั้นแบงก์รัพท์ลง พวกเรายังได้พลอยแสดงความเสียใจด้วย)

ส่วนผลการประชุมเรื่องระบอบการปกครองก็คงยังเป็นปัญหาโต้เถียงกันอยู่ตาม เดิมนั้นเองวันกำหนดลงมือทำการยิ่งใกล้เข้า ข้าพเจ้าก็ยิ่งมีงานมากขึ้น เพราะเป็นแหล่งกลางของคณะ จะต้องติดต่อกับสมาชิกทุกฝ่ายและเฉพาะหัวหน้าแทบมิได้ขาดแต่ละวัน ส่วนการประชุมใหญ่ๆ ไม่ได้นัดกันแล้ว เพราะต่างแจ่มแจ้งในจุดหมายปลายทางกันอย่างดี เป็นแต่คุณจรูญ ณ บางช้าง ซึ่งตั้งสำนักงานทนายความอยู่ที่ตึกแถวข้างวังบูรพาภิรมย์ ตอนใกล้ถนนเจริญกรุง ที่เป็นตึกแถวห้างศรีจันทร์อยู่ในขณะนั้น ได้เรียกประชุมพบปะเพื่อนฝูงเป็นเชิงว่าเลี้ยงดูกันฐานมิตรสหายอีกราว ๖-๗ ครั้ง แต่ทุกคราวได้เจรจากันถึงเรื่องการเมืองด้วยเมื่อมีโอกาส พร้อมกันนั้นก็มีการรับสมาชิกใหม่ไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อกระชับความสามัคคีกลมเกลียวให้แน่นสนิทยิ่งขึ้นทุกที ข้าพเจ้ามิเคยไปร่วมด้วยเพราะเวลาจำกัด เป็นแต่คอยรับผลการประชุมที่เป็นมติใหม่ กับจำนวนรายชื่อสมาชิกที่เข้าใหม่เท่านั้น

การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบ แน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล เป็นการอะลุ้มอล่วยพอจะเข้ากันได้ระหว่างทาง ซึ่งบางทีจะมิต้องเสียเลือดเนื้อของคนชาติเดียวกัน (ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นความเห็นของพวกเราสมัยนั้น ถ้าจะนำเอามาคิดสมัยนี้แล้วไม่ได้ความเลย)

ในที่สุด สมควรรวบรัดตัดความได้แล้วว่า สมาชิกทุกคนต่างรอคอยเวลาและแผนการที่จะเปิดฉากขึ้นในต้นเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕)ไม่มีอะไรที่จะทำไปมากกว่านั้น แม้แต่พลทหารในกรุงเทพฯ ก็คอยคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่ด้วยกันทุกกรมกอง ส่วนรัฐบาลสิยังหลับสนิท เพราะกำลังเพลินและอิ่มอยู่ในสิ่งชวนลืมอะไรสิ้น ถ้าจะพูดว่าท่านลืมความฉลาดของคนที่แม้ธรรมชาติก็อาจสอนได้ ประวัติศาสตร์หลายสมัยก็ยังสอนท่านอยู่ ทั้งตัวของท่านเองก็มาจากคนที่ไม่รู้อะไรมาก่อน ย่อมจะได้นึกบ้างในเมื่อเวลาที่ท่านเคี้ยวอาหารและขบเอากระดูกสัตว์เข้าจน กลืนไม่ลง

หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ



หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอสาเหตุที่คณะ ร.ศ. ๑๓๐ จะต้องพ่ายแพ้ ย่อมเป็นเรื่องรู้ๆ กันอยู่ และเคยเตือนกันเสมอว่า จำพวกนกหลายหัวซึ่งมีอยู่ในกองทัพบกไม่กี่ตัวนักนั้น อย่าพึงชักนำมาเข้าคณะเป็นอันขาด

กาลวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้รับรายงานว่าร.อ. หลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ คงอยู่ เดิมเป็นนักเรียนเบญจมบพิตร สมัยข้าพเจ้าอยู่มีชื่อว่าแต้ม เป็นลูกศิษย์วัดเบญจมฯ เหมือนกัน เพื่อนนักเรียนและศิษย์วัดย่อมซาบซึ้งนิสัยใจจิตของเขาดีว่าเป็นอย่างไร) ได้มาเข้าเป็นสมาชิกรับการปฏิญาณสาบานตัว ณ ที่ประชุมในสำนักงาน ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง จวนๆ จะใกล้ถึง วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ อยู่แล้ว ข้าพเจ้าและพวกหลายคนก็เอะใจ ถึงกับข้าพเจ้าเองต้องออกสืบสาวราวเรื่องโดยทันควัน ว่ามันเป็นมาอย่างไรกัน

ได้ความว่า ว่าที่ ร.ต. ทวน เธียรพิทักษ์ กองนักเรียนนายสิบเป็นผู้ชักชวน และนำเข้ามาร่วมคณะเพราะเคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน และให้เหตุผลต่อไปว่า คณะเรายังมิได้ส่งผู้ใดไปเกลี้ยกล่อมทหารจังหวัดพิษณุโลกเลย จวบเหมาะกับ ร.อ. หลวงสินาดฯ ได้รับคำสั่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ในจังหวัดนั้น กำหนดจะเดินทางออกไปรับหน้าที่อยู่แล้วอีกไม่กี่วัน ถ้าได้เข้ามาร่วมคณะก่อการเสียก่อนเดินทาง ก็จะเป็นกำลังของคณะหาน้อยไม่ โดยจะได้กำลังทหารในจังหวัดนั้นทั้งหมดหรือเกือบหมด ในที่สุดเพื่อนทวนยังย้ำว่า ขอรับรองในความซื่อสัตย์ของเขาต่อคณะของเราอีกด้วย

หากเป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไร ความหลวมตัวเป็นเรื่องแล้วไปแล้ว ทางที่ประชุมก็เอะใจไหวทันเหมือนกัน ถึงกับได้เปิดการสาบานตนขึ้นเป็นพิเศษ ก่อนที่จะปรึกษาหารือกันถึงจุดประสงค์ต่อไป เรื่องการตีหน้าของเขาผู้นั้นเพื่อให้เข้าได้กับคณะของเราอย่างสนิท ไม่จำเป็นต้องขุดมาเล่าถึง พอถึงเวลาเลิกประชุม เขาก็อำลาเยี่ยงเพื่อนทั้งหลายโดยดุษณีภาพเช่นกันหลังจากนั้น ถึงหากคณะอยากจะเร่งรีบกระทำการก็สิ้นท่า เพราะแผนการได้กำหนดตายตัวเสียแล้ว เรามิได้เดินหมากรุกชนิดเอาทหารเป็นหุ่น นึกอยากจะชักสายใยให้ลุกขึ้นโลดเต้นเมื่อไรก็อาจทำได้ทุกขณะ

ก็พอดีถึงวันอันเป็นวาระพ่ายแพ้ของเรา เพราะเขาผู้นั้นหลังจากอำลาพวกเราด้วยพรายยิ้มแห่งความเห็นแก่ตัวอย่าง แรงกล้าแล้ว ก็นำความไปบอกหรือฟ้องร้องนั่นเอง ต่อคนนั้นถึงคนนี้ จากคนนี้แล้วก็คนโน้น จนถึงทูลหม่อมจักรพงษ์ เสนาธิการทหารบก และทำการแทนเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้เสด็จไปรักษาองค์ในต่างประเทศ เสียแต่เดือนธันวาคมดังกล่าวไว้แล้ว ทูลหม่อมจักรพงษ์ อย่างไรๆ เสียก็ต้องจัดการไปตามกบิลเมือง จะนิ่งนอนใจไม่ได้เป็นอันขาด

ส่วนข้าพเจ้าเองขอกล่าวไว้สักนิด ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กทูลหม่อมไม่กี่เดือนมานี้เอง โดยคุณป้านาก (สตรีผู้หนึ่ง ข้าหลวงในราชสำนักพระพันปีหลวง ร่างกายสมบูรณ์ใหญ่โต ผู้ใดพบเห็นเพียงครั้งเดียวก็จำได้ติดตา) ผู้ที่แม่ข้าพเจ้าเคารพนับถืออย่างญาติ ได้นำข้าพเจ้าพร้อมกับแม่เข้าเฝ้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กเรือนนอก พร้อมด้วยพานดอกไม้ธูปเทียนตามขนบประเพณี ณ วังปารุสก์ ท่านทรงรับด้วยความเต็มพระทัย พร้อมด้วยหม่อมคัทธารีน พระชายา และทรงเมตตาทักถามถึงเรื่องการเรียนของข้าพเจ้า จนได้มาอยู่เหล่าทหารปืนกลรักษาพระองค์ที่เพิ่งตั้งใหม่ ข้าพเจ้าก็ทูลทุกระยะ และสังเกตได้ว่าทรงพอพระทัยเป็นพิเศษ ถึงกับรับสั่งในที่สุดว่า นายทหารปืนกลน่าจะได้ไปเรียนต่างประเทศสักคนหนึ่ง แล้วก็ทรงหันไปปราศรัยกับคุณป้านากและแม่อยู่ครู่หนึ่ง จึงเสด็จเข้าข้างใน

พวกเราก็ทูลลากลับ ต่อมาใกล้จะเกิดเรื่องร.ศ. ๑๓๐ คุณป้านากไปบอกแม่ว่า ทูลหม่อมจะประทานเหรียญจักรกะบองในไม่ช้า ให้เตรียมตัวไปรับ และน่ากลัวว่าจะได้มีโอกาสดีต่อไปอีก (อันนี้มาทราบภายหลังว่า บางทีจะได้ไปศึกษาวิชาปืนกลในต่างประเทศด้วย) เรื่องพรรค์นี้ใครๆ ก็ย่อมพอใจ ถึงจะไม่เต็มใจก็ต้องรับอยู่ในอาการดุษณีภาพ แล้วก็ต้องรีบปรับตัวให้เกิดสมรรถภาพ เพื่อให้รับกัน มิฉะนั้นองค์ความดีของผู้ใหญ่อาจพลอยเสื่อมไปด้วย

สมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน


ทูลหม่อมจักรพงษ์เป็นน้องของในหลวงรัชกาลที่ ๖ แท้ๆ พระบิดาพระมารดาเดียวกัน พอทรงทราบเรื่องราวตลอด และได้ส่งคนออกสืบสวนทวนพยานจนแน่แท้แล้วไม่ผิดพลาด คือทรงทราบจนกระทั่งว่า ตัวท่านเองก็มีชื่อเข้าไปอยู่ในข้ออภิปรายของฝ่ายทหารบกด้วย โดยมีสมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ถ้าถึงคราวจำเป็นจะต้องเลือกท่าน ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น

ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน ทั้งนี้นับว่าเป็นแต่เรื่องอภิปรายถึงบุคคลที่ ๓ กันเท่านั้น

แล้วก็ต้องมีฝ่ายค้านลุกขึ้นโต้ทานด้วยประการต่างๆ อย่างแข็งแรง ส่วนผู้ที่เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย ก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เรื่องมันก็เลยสนุกแกมจริงกันไป หากสมาชิกใหม่คนใดบังเอิญเข้าประชุมในคราวที่โต้เถียงกันถึงเรื่องนั้นก็มัก ยึดเอาเป็นความจริง เพราะการเปลี่ยนการปกครองมันยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ทราบแน่ว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร ถ้าผู้ใดได้ฟังเผินๆ จากสมาชิกเพียงคนสองคนเล่าให้ฟัง โดยไม่ไตร่ตรองให้ถ่องแท้แน่นอนกันจริงๆ แล้ว ก็พอโอนเอนความเชื่อไปทางนั้นได้ ดังจะได้เห็นอุทาหรณ์ต่อไป

สำหรับข้าพเจ้าในเรื่องตัวบุคคลดังกล่าวนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เคยเสนอชื่อใคร หรือเห็นด้วยกับฝ่ายใดเลย เพราะมันเป็นเรื่องจะต้องจับตัวจริงๆ กัน ในเมื่อทำการสำเร็จ และจะควรหวังได้อย่างไร ในเรื่องพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้ของเขา ทั้งทรงไว้แล้วซึ่งความรู้สูงส่งจากต่างประเทศ พอเอะอะขึ้นอาจมีคนในต่างประเทศมาแบมือช่วยรับไปก็ได้ เจ้าธนาคารต่างประเทศนั้นเป็นพระมาลัยมาโปรดอย่างยอดเยี่ยมที่สุด สำหรับนักการเมืองตาขาว น่าอนาถเหลือ!(ขอโทษที่นำเอาพระมาลัยมากล่าวทั้งๆ ที่รู้ว่านอนเซนส์ แต่อาศัยที่พอกล่าวแล้ว คนรุ่นหนึ่งเข้าใจความหมายได้ดีเท่านั้นเอง)

พอทูลหม่อมแน่พระทัย ก็จับรถไฟไปเฝ้าพี่ชายคือรัชกาลที่ ๖ ณ สนามจันทร์ นครปฐม ซึ่งกำลังเล่นเสือป่าอยู่อย่างพระสำราญ เขาว่า (ถ้าผิดขออภัย) พี่น้องสองพระองค์เท่านั้นที่เข้าพบกัน แจ้งเรื่องแต่ต้น จนอีกฝ่ายหนึ่งตกอกตกใจ ถึงกับหน้าเสียและน้ำตาไหล (ข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นคนใจอ่อน กระทบเรื่องบางเรื่องอดตาแดงน้ำตาไหลไม่ค่อยได้เหมือนกัน)

ครั้นแล้วการปราบคณะ ร.ศ. ๑๓๐ ก็เริ่มตั้งแต่วันทูลหม่อมเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ คือวันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) โดยวิธีแยบคายและละม่อม

คณะผู้มาก่อนกาลถูกรัฐบาลสมเด็จพระมงกุฎเกล้าจับขังคุก 12 ปีจากพ.ศ.2455ไปถึงพ.ศ.2467 แต่มีสมาชิกบางคนที่รอดการถูกจับกุมคือร.ต.เจือ ศิลาอาสน์ ลักลอบส่งจดหมายเข้าไปหาสหายที่ติดคุกอยู่ว่าเขาจะเป็นผู้"ถือธงรีปัป ลิ๊ก"นำขบวนการปฏิวัติปลดปล่อยเพื่อนออกจากการลงฑัณฑ์ของรัฐบาลระบอบสมบุณณา ญาสิทธิราชย์ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยึดจดหมายได้ทำให้ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

สมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาศ วาสนา กล่าวกับสหายในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า
"เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น"
ร.ต.วาศ วาสนา (คนที่ 2 จากขวาแถวนั่งหน้าสุด)กับสหายคณะรศ.130ขณะถูกฝ่ายรัฐบาลพระมงกุฎเกล้าฯจับกุม


.............
หมายเหตุ:ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อยฯ เมื่อเข้าร่วมเป็นผู้ก่อการ ร.ศ.๑๓๐ นั้นมีอายุ ๒๑ ปี สังกัดกองปืนกลที่ ๑ ภายหลังจากพ้นโทษจำคุก เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ศรีกรุง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าแผนกกลางเทศบาลนครกรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๘๒

*ท่านที่สนใจอ่านรายละเอียดกรณีร.ศ.130 คลิ้กที่นี่ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์ชุด 80 ปี 24 มิถุนายน 2475 วันชาติราษฎร

--ค้นพบเอกสารเก่าต้นฉบับ "ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1"

24มิถุนามหาศรีสวัสดิ์นี้ขอเชิญร่วมงานวันชาติราษฎร

24 มิถุนายน 2475 และคดียึดพระราชทรัพย์ร.7

-ก่อนปฏิวัติ24มิถุนาจะสำเร็จมีบรรพชนล้มลงเบิกทาง:เพื่อนเอ๋ยขอฝากไชโยถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น

-บนถนน 2475 : ก่อนวันนั้นจะมาถึง

-24 มิถุนาฯ เส้นทางวิบากของประวัติศาสตร์อาภัพ และ (ถูกทำให้) พร่าเลือน

-ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์ก่อน-หลังเหตุการณ์19พฤษภา53:ประชาธิปไตยแบบใดที่ท่านปรารถนา?

มาตรา 112: การต่อสู้ระหว่างตรรกะกับอตรรกะ

ที่มา Thai E-News


16 มกราคม 2555
โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สิงคโปร์
ที่มา Voice TV

ผม ขอเรียกวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมาเป็นวัน “นิติราษฎร์” ก็แล้วกัน แม้ผมจะไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงาน แต่ก็ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ได้ทั้งอ่านและฟังคำอธิบายของกลุ่มนิติราษฎร์ที่มีเหตุผลและมีวุฒิภาวะ เรียกได้ว่า ผมรู้สึก “ตาสว่าง” อีกรอบ กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 สมควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ด้วยเหตุที่กฏหมาย ฉบับนี้ มีลักษณะที่เป็น“อประชาธิปไตย” อยู่มาก มิหนำซ้ำ ตัวบทกฏหมายเองยังเปิดโอกาสให้มีการนำไปใช้อย่างผิดๆ ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคลั่งเจ้า ประเด็นนี้ผมได้กล่าวถึงหลายครั้ง และจะไม่ขอนำกลับมาพูดอีก เพราะถ้าพูดอีด กลุ่มต่อต้านการเคลื่อนไหวที่ให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ก็คงไม่ฟังเหมือนเคย พูดไปก็เปลืองน้ำลาย ถ่มลงพื้นอาจจะยังมีประโยชน์มากกว่า

สิ่งที่นิ ติราษฏร์ได้ริเริ่มขึ้น ผมถือว่าเป็นการก้าวข้ามความกลัวที่ยิ่งใหญ่ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น a grand step จากนี้ไป ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ มาตรา 112 จะยังคงหลอกหลอนเราอยู่หรือไม่ และจะเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยอีกเพียงใด ผมเห็นว่า นิติราษฏร์ได้บรรลุภารกิจไปแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เห็นว่าเป็นความสำเร็จชัดๆ คือการเคลื่อนให้ประเด็นแก้ไขมาตรา 112กลายมาเป็นญัตติแห่งชาติ นิติราษฏร์ได้พังกำแพงแห่งประเด็นต้องห้าม (taboo) และเบิกทางให้มีการถกเถียงและอภิปรายกรณีกฏหมายมาตรา 112 อย่างกว้างขวางและมีเหตุผล ความสำเร็จในการแก้ไขมาตรานี้เป็นครึ่งที่เหลือที่รอเราอยู่ และผมเชื่อว่า ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย

จาก นี้ไป กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็จะออกมาใช้มาตรการข่มขู่ให้เกิดความกลัวมากขึ้น มีการไล่คนออกนอกประเทศมากขึ้น ผมขอทำนายว่า กรณีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดมาตรา 112 ก็จะเพิ่มมากขึ้นนำไปสู่การจับกุมผู้ไม่เห็นด้วยมากขึ้นเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้ Genie ได้ออกมาจากขวดแล้ว คงเรียกกลับลำบาก

บทความนี้ไม่ต้องการที่จะย้ำในประเด็น เดิมๆ กล่าวคือ ความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความเชื่อของคนสองกลุ่มในประเด็น 112 นำไปสู่การเผชิญหน้ากันที่มี “อิสรภาพ” เป็นเครื่องเดิมพัน แต่ที่ผมขอย้ำในบทความนี้ก็คือ ผมเห็นว่า การต่อสู้ในเรื่องมาตรา 112 เอาเข้าจริงๆ แล้ว เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างเหตุผลกับความไร้เหตุผล หรือ ตรรกะกับความอตรรกะ ผมบอกได้เลย (และปราศจากอคติ) ว่า ผมสนับสนุนกลุ่มนิติราษฏร์เพราะอุดมการณ์และข้อเสนอที่ตั้งอยู่บนหลักของ เหตุผล (ที่ต้องการเห็นสังคมไทยก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่แบบที่กลุ่มคลั่งเจ้าหลอกตัวเองไปวันๆ ดัดจริต define ประเทศตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อในก็เป็นเผด็จการดีๆ นี่เอง) การต่อสู้ด้วยวิธีนี้ของนิติราษฏร์ (ด้วยหลักของเหตุผล) จึงไม่มีวันแพ้ แม้ชัยชนะอาจจะไม่เกิดขึ้นภายในวันพรุ่งนี้ แต่ความหวังของการต่อสู้ยังมีอยู่มาก

นับตั้งแต่ที่มีการรณรงค์เพื่อ ให้มีการแก้ไขมาตรา 112รวมถึงในช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสจัดการรณรงค์ที่ให้มีการปล่อยตัว “อากง” ผู้ตกเป็นเหยื่อของมาตรา 112นี้เช่นกันนั้น ฝ่ายตรงข้ามไม่เคยได้ใช้ตรรกะในการลบล้างข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์และของ โครงการอากงของผมเองได้ ความเคลื่อนไหวจากฝ่ายตรงข้ามมีมากครับ มีเกือบทุกวัน อ่านกันในหนังสือพิมพ์และใน Facebook กับจนตาลาย แต่อ่านแล้ว ผมยังไม่พบแสงสว่างที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการชี้นำสังคมในประเด็นเรื่อง 112 สิ่งที่ผมพบคือความโง่เขลา (บางรายแกล้งโง่) ความไร้เดียงสา (แกล้งไร้เดียงสา) ความขมขื่น (bitterness) ความละเลยเพิกเฉย และความกระเหี้ยนกระหือรือในการปกป้องความคิดแบบเก่า อุดมการณ์แบบเก่า โดยไม่คำนึงว่าสังคมไทยเคลื่อนตัวไปข้างหน้ารวดเร็วมากเพียงใดแล้ว

กลุ่ม อนุรักษ์นิยมและกลุ่มคลั่งเจ้า เรียงหน้ากับออกมาแสดงความ “อตรรกะ” ของตนเองต่อสาธารณชนเพื่อปกป้องมาตรา 112 ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ได้ออกมาเหน็บแนมกลุ่มนิติราษฏร์ว่าเป็นนักวิชาการสมองเปิด (ต่างกับท่านที่มีสมองแบบ “ตีบ” หรือ?) พร้อมทั้งขู่เข็นไล่ให้นิติราษฏร์และผู้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 อพยพไปอยู่ต่างประเทศ

ผมได้ตอบโต้ท่าน ผบ.ทบ.ไปแล้วในหลายโอกาส แต่ไม่ทราบว่าท่านจะได้ยินหรือไม่ อาจจะไม่ เพราะการที่มีอาการสมองตีบอาจส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของแก้วหู ถึงกระนั้น จุดที่ผมขอเน้นก็คือ ท่าน ผบ.ทบ.ไม่เคยให้เหตุผลว่าทำไมไม่สมควรให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ผมขอให้ท่านเลิกพูดเสียทีว่า ท่านต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์แบบลอยๆ เพราะนิติราษฏร์ได้ระบุไว้อย่างขัดเจนว่า การแก้ไขมาตรา 112 นั่นเองที่จะเป็นหัวใจนำไปสู่การปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง และในความเป็นจริง พลเอกประยุทธ์ ไม่สมควรแสดงความเห็นทางการเมืองด้วยซ้ำ หากมองไปในหลายๆ ประเทศ ผู้นำกองทัพมีความเป็นมืออาชีพสูงและหลีกเลี่ยงการเข้าแทรกแซงทางการเมือง แต่ในประเทศไทยนี้ ผบ.ทบ.กลับทำตัวเสมือนนายกรัฐมนตรี

หรือ กรณีที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้วาจาค่อนแคะกลุ่มนิติราษฏร์ว่าไม่มีงานทำ มัวแต่มาจ้องแก้ไขมาตรา 112 แต่ก็เช่นเดียวกัน ไม่ให้เหตุผลของการคัดค้านกลุ่มนิติราษฏร์ จริงๆ ผมก็ทราบเหตุผลของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บ้างเหมือนกัน คุณเฉลิมก็น่าจะออกมายอมรับตรงๆ ว่า ได้เกี๊ยะเซี๊ยะกับ “ท่านผู้ใหญ่” ไว้แล้วว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่แตะกฏหมาย 112

ส่วนที่เหลือ ก็พยายามใช้วาทกรรมเดิมๆ ในการลดความน่าเชื่อถือกลุ่มนิติราษฏร์และความพยายามแก้ไขมาตรา 112 มีตั้งแต่การด่าทอว่านิติราษฏร์ไม่ใช่คนไทย ไม่รักพ่อ ไม่มีความเป็นไทย (ก็คงจะไม่มีจริงๆ แหละครับ เพราะความเป็นไทยคือความดัดจริตนั่นเอง) เป็นทาสรับใช้คุณทักษิณ ถูกจ้างโดยคุณทักษิณ (ถ้ามีการจ้างกันจริงๆ ผมและนิติราษฏร์คงรวยกันไปแล้ว) เป็นทาสฝรั่ง โดยเฉพาะสหรัฐฯ และองค์การสหประชาชาติ ไม่สำนึกบุญคุณแผ่นดิน ไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตที่ทรงรักษาเอกราชของ ไทยเพื่อให้ลูกหลานได้มีเสรีภาพเยี่ยงทุกวันนี้ (อิสรเสรีภาพ?) ไปจนถึงถูกกล่าวหาว่าต้องการทำลายสถาบันและล้มเจ้า ในบรรดาคำกล่าวหาเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถหาเหตุผลมาให้การสนับสนุนได้อย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน แต่นี่เป็นยุทธวิธีหนึ่งของฝ่ายตรงข้ามครับ ที่แสดงว่า การชี้หน้าว่าใครเป็นศัตรูต่อประเทศ ต่อสถาบัน ทำกันอย่างง่ายๆ ชัดๆ ไม่อ้อมค้อม แต่การหาเหตุผลมาสนับสนุนการชี้หน้านี้กลับเป็นวิธีที่อึมครึม ขาดความโปร่งใส และมีความคดเคี้ยวอย่างยิ่ง

การต่อสู้กับกลุ่มที่ขาด ความเคารพต่อเหตุผลเป็นเหมือนการต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อการร้าย เพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายมักไม่ใช้เหตุผลในการกระทำการณ์หนึ่งๆ นอกไปจากความต้องการเห็นฝ่ายตรงข้ามต้องเจ็บปวดและพ่ายแพ้ นอกจากนี้ เราไม่อาจคาดหวัง หรือเดาใจกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ฉันใด ฉันนั้นเราก็ไม่สามารถคาดหวังกลุ่มที่ออกมาต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112ะ ว่าจะยินยอมรับฟังในเหตุผล การใช้มาตรา 112ลงโทษผู้คิดต่างทางการเมือง เช่นในกรณีคุณ Joe Gordon และอีกหลายๆ ท่านที่ยังถูกจองจำอยู่นั้น ก็เปรียบเสมือนการที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ใช้ความรุนแรงในการสังหารผู้ บริสุทธิ์จำนวนมาก สำหรับผม การถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ก็ไม่ต่างจากการต้องเสียชีวิตในเหตุการณ์การก่อการร้าย อิสรภาพคือชีวิต ไร้ซึ่งอิสรภาพก็เปรียบเช่นเดียวกับการไร้ชีวิตนั่นเอง

และ ในความเป็นจริง การเรียกกลุ่มคลั่งเจ้าที่ไร้เหตุผลว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายก็ไม่น่าจะผิด นัก เพราะสิ่งที่กลุ่มคลั่งเจ้ากำลังทำอยู่ (ใช้มาตรา 112เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง) ก็เท่ากับได้ก่อการร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิ่งใช้สถาบันเป็น “ตัวประกัน” ทางการเมืองมากเท่าไร พวกคุณก็ทำร้ายสถาบันมากเท่านั้น

การ ต่อสู้ของนิติราษฏร์กับ “อตรรกะ” คงไม่ยุติโดยเร็ว การเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นทั้งทางการเมืองและในส่วนของสถาบันกษัตริย์เอง นั้น อาจจะส่งผลให้ “อตรรกะ” กลายมาเป็นแม่แบบแห่งอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใหม่ และถูกนำไปใช้การฟาดฟันกับตรรกะ อิสระ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์ เราจะข้ามพ้นการต่อสู้นี้ไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตื่นตัวของสังคมไทยโดย รวม และความพร้อมที่จะเปิดใจรับกับเหตุผลในการอธิบายสถานการณ์ทางการเมืองของเรา อย่างตรงไปตรงมา

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์