ที่มา thaifreenews
โดย bozo








คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา thaifreenews
โดย คนเมืองกาญ

ที่มา ประชาไท
ภาคภูมิ แสงกนกกุล [1]
บทความนี้จะไม่จำเป็นต้องเขียนเลย ถ้าทุกคนในสังคมเข้าใจถึงจุดประสงค์หลักของการเยียวยาและจริยธรรมของการ เยียวยาที่เป็นต้นกำเนิดให้เกิดการกระทำนี้ขึ้น
หลังจาก ครม. มีมติอนุมัติให้การเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ครอบครัวละ 7.75 ล้านบาท ก็มีข้อโต้แย้งไปมากันทั้งสองฝ่าย สิ่งที่น่าเสียดายคือข้อโต้แย้งทั้งสองฝ่ายมักตกวนอยู่ในหลุมของ เงินจำนวนเจ็ดล้านกว่าบาทนี้ มันคุ้มชีวิตคนหรือไม่ ชีวิตของคนที่ตายไปไม่มีค่าพอกับเงินก้อนนี้บ้างละ บทความนี้จะไม่จำเป็นต้องเขียนเลย ถ้าทุกคนในสังคมเข้าใจถึงจุดประสงค์หลักของการเยียวยาและจริยธรรมของการ เยียวยาที่เป็นต้นกำเนิดให้เกิดการกระทำนี้ขึ้น คำถามที่ขึ้นอยู่ในหัวผมตอนนี้คือ ทำไมๆ ประเทศฝรั่งเศสเวลามีการเยียวยาจากรัฐให้แก่เหยื่อที่ได้รับอันตรายไม่ว่า จากไหนก็แล้วแต่ ทำไมถึงไม่มีใครส่งข้อความโต้ไปมาทางเฟซบุ๊ก ออกมาเรียกร้อง ออกมาฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกการเยียวยาเฉกเช่นที่เป็นอยู่ในเมืองไทย
การเยียวยามีขึ้นมาเพื่อ ชดเชย (compensation) ต่อความเสียหายที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ยกตัวอย่างเช่น สมมติมีคนไข้ไปหาหมอแล้วเกิดอุบัติเหตุแทรกซ้อนขึ้น จนคนไข้ต้องทำการตัดแขนนั้นทิ้ง การสูญเสียแขนจึงเป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ เพราะเราไม่สามารทำการผลิตแขนของผู้ป่วยให้เหมือนเดิม แล้วนำไปต่อใช้การได้อีกเช่นเคย เราไม่สามารถกดปุ่มไทม์แมชชีนย้อนกลับไปจุดก่อนเกิดเหตุได้ แต่ว่าปัจจุบันนี้เรามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง และตามกฎหมายแพ่งแล้ว ผู้ใดทำการละเมิดบุคคลอื่นย่อมต้องทำการชดเชยความเสียหายนั้น ความเสียหายนั้นถ้าปกติชดเชยด้วยสิ่งที่สูญเสียไปได้หรือสิ่งที่เสียไป สามารถตีราคาตามท้องตลาดได้อย่างแน่นอนย่อมไม่มีปัญหา เช่นถ้าสมมตินาย ก ทำแจกัน นาย ข แตก นาย ก ต้องชดใช้ด้วย แจกันที่มีคุณลักษณะเดียวกันทุกประการ หรือถ้านาย ก ไม่สามารถหาได้ เช่นแจกันที่แตกมีใบเดียวในโลก นาย ก ก็ต้องชดใช้ด้วยเงินตามราคา แต่ในกรณีที่การเสียหายเป็นการเสียหายที่ไม่ใช่สิ่งของแต่เป็นชีวิตคนมันจึง เป็นการที่ซับซ้อนกว่ามาก เพราะคนไม่สามารถถูกสร้างใหม่ให้เหมือนเดิมได้ เราไม่สามารถชดเชยชีวิตคนที่ตายไปด้วยการผสมพันธุ์ผลิตมนุษย์ขึ้นมาใหม่ เพราะมนุษย์เป็นของหนึ่งเดียว (unique) ต่อให้สเปิร์มกับไข่เดียวกันผสมกัน ก็ได้มนุษย์ที่แตกต่างกัน
ในเมื่อชดเชยด้วยสิ่งของไม่ได้แล้วจึงเหลือแค่ช่องทางเดียวคือ การใช้ตัวเงินชดเชยความเสียหาย ปัญหาที่ตามมาคือ มนุษย์ควรมีราคาเท่าไร ควรมีการตีราคามนุษย์หรือไม่ การตีราคามนุษย์นั้นผิดจริยธรรมหรือไม่ ในเมื่อการตีราคาของมนุษย์เป็นของร้อนที่ไม่ควรแตะแล้ว เราควรละเลยไม่เยียวยาผู้เสียหายเลยหรือ? คำตอบคือไม่ใช่ การเยียวยายังต้องมีอยู่ ตามปกติแล้วการเยียวยาจะเกิดได้ต้องมีองค์ประกอบสามประการคือ 1) ความผิด 2) ความเสียหาย 3)ความสัมพันธ์ระหว่างความผิดกับความเสียหาย
ความผิด
เราเริ่มต้นสโคปไปที่ความผิดก่อน ความผิดแบ่งได้เป็นสองกรณีคือ ความผิดที่เกิดจากเอกชน กับ ความผิดที่เกิดจากรัฐ ในกรณีที่ความผิดเกิดจากเอกชนการตัดสินการเยียวยาย่อมเข้าสู่กระบวนการแพ่ง ผู้ก่อความผิดที่เป็นแกชนย่อมต้องชดเชยผู้เสียหายทีเป็นเอกชนเอง เช่น กรณีที่แพทย์ในคลีนิคเอกชนเอง ทำการรักษาผิดจากมาตรฐานแล้วเกิดความเสียหายแก่ผ้ป่วย แพทย์คนนี้ก็ต้องเป็นผู้ชดเชยเอง ซึ่งถ้าหาข้อสรุปไม่ได้สองฝ่าย ก็ต้องไปสู้ต่อกันในชั้นศาล
กรณีที่สองคือ ความเสียหายที่เกิดจากรัฐ เนื่องจากรัฐหรือบุคลากรของรัฐทำความเสียหายแก่เอกชนในขณะปฏิบัติหน้าที่จาก คำสั่งของฝ่ายปกครองแล้ว ถ้าเกิดความเสียหายกับเอกชน รัฐในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องทำการชดเชยความเสียหาย เช่นกรณีถ้ามีความเสียหายจากการล้อมปราบซึ่งเป็นคำสั่งของ ครม. แล้วเกิดความเสียหายนั้น รัฐจึงต้องชดเชยความเสียหายขึ้น ย้ำอีกทีนะครับต้องในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่นอกเวลาปฏิบัติหน้าที่มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นการผิดระหว่างเอกชนกับ เอกชนเอง
กรณีที่สามเป็นกรณีพิเศษ ที่เรียกว่าการรับผิดโดยปราศจากความผิด เป็นการเยียวยาให้กับเหยื่อโดยที่ไม่มีฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิดเลย เพียงแต่ว่ากรณีนี้เป็นการสูญเสียร้ายแรงเอากลับมาไม่ได้ และเพื่อความเป็นมนุษยธรรมและความปรองดองในสังคมแล้ว รัฐจึงต้องมีหน้าที่ในการเยียวยาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายนั้น เช่นในกรณีที่มีฝ่ายหนึ่งชอบอ้างว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากชายชุดดำซึ่งยัง พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นใคร ในกรณีนี้จับมือใครดมหาความผิดไม่ได้แต่ว่ามีผู้เสียหายจริงและต้องการความ เยียวยา รัฐจึงต้องเข้ามาช่วยโอบอุ้มเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายให้สามารถใช้ชีวิตในสังคม ได้ปกติ คราวนี้คงจะตอบคำถามได้นะครับว่าทำไมรัฐถึงต้องช่วยเยียวยา ทำไมถึงต้องใช้ภาษีในการเยียวยา
ความเสียหาย
จากที่กล่าวข้างต้นว่า ต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นและเป็นความเสียหายที่ชดเชยไม่ได้จึงเกิดการเยียว ยาขึ้น และเมื่อความเสียหายเป็นชีวิตมนุษย์ที่ตีราคาไม่ได้แล้ว ควรเสนอจำนวนเงินเท่าไรและใครควรเป็นคนเสนอ? สมมติให้ไปสอบถามคนร้อยคน ผมก็เชื่อว่าจะได้คำตอบราคาที่จะเยียวยาต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้ได้คำตอบที่เป็นที่ยอมรับและอิงมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสังคม มูลค่าการเยียวยาจึงมาจาก 1)การตัดสินของผู้พิพากษา 2) หรือ จากคณะกรรมการหนึ่งซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายหรือตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากคณะ บริหาร ทั้งสองสถาบันนี้เป็นสถาบันทางสังคมที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเคารพการตัดสินใจของคนส่วนมาก
อย่างไรก็ตามเพื่อถ่วงดุลอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาค่าชดเชยแล้ว รัฐต้องมอบอำนาจให้ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์สามรถปฏิเสธจำนวนเงินก้อนนี้ได้ และทำการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาเงินก้อนนี้ใหม่ แต่รัฐไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาฟ้องร้องต่อศาลเพื่อ ระงับการเยียวยา เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะรัฐกับผู้ได้รับประโยชน์นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องทางปกครองหรือ เอกชนบุคคลอื่น
เงินเยียวยาจากรัฐที่ให้กับผู้เสียชีวิตจึงไม่ได้ และไม่ควรสะท้อนว่า ผู้เสียชีวิตมีมูลค่าเท่าไร แต่ควรหมายถึงการแสดงสัญลักษณ์ระหว่างรัฐกับผู้เสียหายว่า รัฐไม่ได้ทอดทิ้งผู้เสียหายและทำการเยียวยาด้วยตัวเงิน ถึงแม้ว่าบางทีอาจจะชดเชยไม่ได้กับชีวิตผู้ที่ตายไป เงินก้อนนี้มีไว้เพื่อช่วยให้ครอบครัวผู้สูญเสียนำมาเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ใน การมีชิวตอยู่ในสังคม ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าหลังจากรัฐให้เงินก้อนนี้แล้ว ภาระหน้าที่ที่รัฐมีต่อผู้สูญเสียเป็นอันจบกัน รัฐควรจะติดตามว่าครอบครัวผู้เสียหายสามารถปรับตัวกับความสูญเสียแล้วมี ชีวิตอยู่ต่อในสังคมอย่างปกติสุขหรือไม่ผู้เสียหายยังขาดสิ่งใดหรือต้องการ ความช่วยเหลืออื่นๆหรือไม่
ความสัมพันธ์ระหว่างความผิดและความเสียหาย
ความเสียหายและความผิดต้องมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ถึงเกิดการเยียวยาได้ ในกรณีที่เป็นความผิดของรัฐ ก็ต้องเป็นความผิดในขณะปฏิบัติหน้าที่และไม่ไกลเกินกว่าเหตุ ถึงจะทำการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้รัฐจ่ายเงินชดเชยได้ กรณีที่เห็นชัดเช่นการเวนคืนที่ดิน รัฐทำการยึดที่ดินเอกชนเป็นของสาธารณะแล้ว รัฐจึงต้องชดเชยให้ ไม่ใช่กรณีไกลกว่าเหตุว่า การเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นผลจากการกระทำของรัฐ เพราะรัฐไม่ได้เป็นผู้ผลิตฝนออกมาเพื่อท่วมชาวบ้านเป็นต้น
ในกรณี ความเสียหาย 91 ศพ ผู้ตายเสียชีวิตจากกระสุนปืน โดยคำสั่งของรัฐ รัฐย่อมมีหน้าที่ในการเยียวยา (หรือถ้ายังมีคนแย้งว่าเป็นฝีมือชายชุดดำ ช่วยกรุณาย้อนอ่านการรับผิดโดยปราศจากความผิดอีกครั้ง)
บทส่งท้าย
คำถามในสังคมไทย ว่ามูลค่าการเยียวยา 7.75 ล้านบาท มากไปน้อยไปหรือไม่? ทำไมถึงต้องใช้ภาษีรัฐ ทำไมไม่ใช้เงินตัวเองจ่าย? จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้า 1) ทุกคนในสังคมเข้าใจว่า การช่วยคนที่ลำบากเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อให้เกิดความปรองดองกันในสังคม น่าแปลกใจอย่างที่สุดที่สังคมบ้าศีลธรรมและชอบทำบุญอย่างสังคมไทยนั้นกลับ ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา 2) ถ้าสังคมไทยยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่เคารพการตัดสินใจของเสียงข้างมาก นโยบายบริหารจากเสียงข้างมาก เราไม่ต้องมาดีเบทกันในเฟซบุ๊กเรื่องมูลค่าการเยียวยาเลย เพราะเรามอบหน้าที่ให้ฝ่ายบริหารเป็นคนประเมินค่าเยียวยาแล้ว และหน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยแล้วคือ การเคารพการตัดสินใจของสถาบันสาธารณะที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
[1] นักศึกษาปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข มหาวิทยาลัย Paris Descartes
ที่มา ประชาไท

"ธุรกิจประเภทใหม่ รายได้ดี...ธุรกิจการเรียกร้องประชาธิปไตย"
"ใครไม่ตายหรือบาดเจ็บ ยังเหลือวิธีสุดท้ายคือ แกล้งบ้า ให้ญาติไปขอรับเงินได้นะคะ"
"ถ้ารู้สึกผิดที่เหยียบศพเขาขึ้นมา ก็ใช้เงินตัวเองจ่ายสิคะ"
"เคยได้ยินแต่ปล้นแล้วเผา แต่เผาแล้วปล้นต่อ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ"
ภาพและคำพูดข้างต้นใน facebook ของวรกร จาติกวณิช ได้รับการกดไลค์นับพันครั้ง เป็นปฏิกิริยาฉับพลันต่อมติ ครม.ที่อนุมัติการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ วันที่ 19 กันยายน 2549-พฤษภาคม 2553 เป็นสิ่งที่ชี้ว่า ผู้คนจำนวนมากในสังคมนี้ ยังมองความตายของคนเสื้อแดงอย่างหยามเหยียด เป็นเสมือนยาพิษที่สาดซัดไปยังบาดแผลสด ๆ ของครอบครัวของผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมากจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553
และวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ตัวแทนพรรค ปชป.ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอน มติ ครม. เรื่องการเยียวยา และสั่งให้รัฐบาลมีมติกำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาความเสียหายให้ผู้ที่ได้รับผล กระทบในเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งต่างๆ อย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน
ช่างเป็นตลกที่ขำไม่ออก เพราะมติ ครม.ดังกล่าว เป็นข้อแนะนำของ คอป.ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั่นเอง คอป.ระบุชัดว่า การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติ ที่จริง ปชป. น่าจะยื่นต่อศาลปกครอง ให้สั่งยุบ คอป. ไปเสียด้วยเลย
คนตายคนเจ็บถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่จนบัดนี้ เราก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานว่า คนที่ตายมีอาวุธร้ายแรงอยู่ข้างกาย ถ้ามีหลักฐานรูปถ่ายใดๆ รัฐบาล ปชป.ในขณะนั้น คงเอามาป่าวประกาศเป็นล้าน ๆ ครั้งแล้ว ในทางตรงกันข้าม คลิปวีดีโอและรูปถ่ายจำนวนมาก ชี้ว่าพวกเขาถูกยิงตายเหมือนหมาข้างถนน โดยไม่มีอาวุธอยู่ข้างกาย
หลายคนตายเพราะถูกลูกหลง เพราะทหารกราดกระสุนใส่ประชาชน หลายคนตายขณะกำลังเดินข้ามถนน การตายในลักษณะนี้เป็นผลจากการใช้กำลังอย่างเกินขอบเขตของฝ่ายรัฐนั่นเอง
ถ้าใครแน่ใจว่าคนตาย คนเจ็บคนไหนเป็นผู้ก่อการร้าย ก็ชี้ตัวออกมาเลย อย่ามาปูพรมข้อหามั่วๆ กับคนที่เขาเจ็บปวดมามากแล้ว
พวกคุณก็มีลูกไม่ใช่หรือ เงิน 7.5 ล้านแลกกับชีวิตลูกของคุณจะเอาไหม หรือคุณคิดว่าความเป็นคนชั้นสูงของคุณทำให้คุณรักลูกมากกว่าเงิน แต่คนจนเห็นแก่เงินมากกว่าลูก จึงปล่อยลูกไปตาย
กล้าไปถามพ่อแม่น้องเฌอ แม่น้องเกด และอีกหลายๆ พ่อแม่ไหมว่า ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับลูกของเขา อะไรสำคัญกว่ากัน
เคยใช้จินตนาการบ้างไหมว่า สำหรับพวกเขาวันพ่อวันแม่จะมีความหมายอะไร เมื่อไม่มีลูกให้ชื่นชมความเป็นพ่อเป็นแม่ของพวกเขาอีกต่อไป
กล้าไปถามเมียและลูก 2 คนในวัยเรียนของครอบครัวอัศวศิริมั่นคงไหมว่า ชีวิตพวกเขาลำบากแค่ไหน เมื่อหัวหน้าครอบครัวต้องกลายมาเป็นคนพิการ ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับพ่อที่ไม่พิการ พวกเขาอยากได้อะไร
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
เคยคิดจะเปิดสมอง เปิดใจ รับฟังความทุกข์ของพวกเขาบ้างไหม
บอกว่าเป็นเงินภาษีของประชาชน..ก็ในเมื่อชนชั้นกลางในเมืองทั้งหลาย ช่วยกันเชียร์ให้รัฐบาล ปชป.ใช้กำลังปราบปรามเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด นี่ก็คือความรับผิดชอบทางสังคมที่พวกคุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสุขความสบาย ใจที่ได้รับยังไงล่ะ แล้วขอโทษที ไม่ได้มีแต่พวกคุณที่จ่ายภาษี คนเสื้อแดงเขาก็จ่ายภาษีเช่นกัน
เวลารัฐบาลเอาเงินเป็นแสนล้านไปสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เห็นมีคนจนออกมาค้านเลย แต่ถ้ารัฐบาลทำอะไรเพื่อคนจนหรือคนเสื้อแดง พวกนี้ต้องอ้างเรื่องภาษีของกูทุกที
เงิน 7.5 ล้านนี่มันเกินค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขากระนั้นหรือ? ถ้าฉันมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงิน ฉันจะจ่ายให้พวกเขามากกว่านี้แน่นอน
เงินชดเชย 4.5 ล้านบาท คำนวนจากการใช้รายได้ประชาชาติ GDP) ของปี 2553 หรือ 150,177 บาท/ปี คูณ 30 ปี แต่อันที่จริง รัฐบาลควรคำนวณจากรายได้ที่พวกเขาเคยได้รับจริงก่อนที่จะเสียชิวิตหรือ ทุพพลภาพ คูณจำนวนปีจนถึงอายุ 65 ปี จึงจะนับว่าเป็นความเหมาะสมขั้นต่ำ เพราะ เมื่อใช้ GDP ปี 2553 เป็นฐานในการคำนวณ เท่ากับว่าแต่ละคนมีรายได้แค่เดือนละ 12,514 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำที่เขาพึงได้หากยังมีชีวิตอยู่เสียอีก หลายคนมีรายได้มากกว่านี้แน่นอน
หรือแม้แต่เยาวชนที่เสียชีวิต ก็ต้องคิดด้วยว่า หากเขามีชีวิตอยู่ เขาจะทำรายได้อย่างน้อยเท่าไร พ่อแม่เขาจะพึ่งพาเขาในยามแก่เฒ่าได้ต่อไป นี่เป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้
ส่วนเงินค่าเยียวยาทางจิตใจอีก 3 ล้านบาท สำหรับความสูญเสียตลอดชีวิต มากเกินไปอย่างนั้นหรือ กรุณาถามตัวเองว่า มันมีค่าสูงกว่าคนที่คุณรักจริงๆ หรือ?
ขอเตือนความจำอีกครั้งว่า คนเสื้อแดงมาเรียกร้องการยุบสภา มาขอแสดงสิทธิทางการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล มายืนยันว่าเขาไม่ต้องการรัฐบาลที่เกิดจากค่ายทหาร พวกเขาไม่ได้มาเพื่อใช้ชีวิตแลกเงิน 7.5 ล้าน โปรดเลิกใช้เหตุผลวิปลาสกันเสียที
ปชป.บอกว่าต้องรวมคนที่ตายในตากใบ-กรือเซะ ใน 3 จว.ภาคใต้ ใน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 แล้วทำไมตอนตัวเองเป็นรัฐบาลไม่คิดจะทำอะไรให้กับพวกเขาบ้าง จะได้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป ทำไมตอนนั้นไม่เคยคิดทำอะไรที่สร้างสรรค์บ้าง แต่พอคนอื่นทำ กลับหาว่ามุ่งหาคะแนนเสียงกับคนเสื้อแดง อ้าว! ก็นี่เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองไม่ใช่หรือ แล้วที่ปชป.ทำมาตลอด และทำอยู่นี่ ไม่ได้สนใจฐานเสียงชนชั้นกลางของพรรคเลยอย่างนั้นหรือ?
ในทางกลับกัน การชดเชยเยียวยาจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา หากทำได้จริง ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป และจะช่วยให้การเรียกร้องให้มีการเยียวยาแก่คนกลุ่มอื่นๆ กระทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
ขอแต่เพียงว่า เมื่อถึงคราวที่คนในจังหวัดภาคใต้ได้รับการเยียวยาบ้าง คนกลุ่มเดียวกันนี้จะไม่ออกมาตะโกนว่า “กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุน 'โจรใต้' แยกดินแดน”
ทั้งนี้ทั้งนั้น โปรดเข้าใจด้วยว่า การเยียวยาด้วยตัวเงิน เป็นแค่การผ่อนความทุกข์ของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบให้เบาบางลงเท่านั้น การเยียวยาไม่ได้เป็นทั้งหมดของความยุติธรรม สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ การนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย-บาดเจ็บเมื่อ เม.ย.-พ.ค.53 มาลงโทษ ประชาธิปัตย์ยินดีคืนความยุติธรรมให้เขาหรือไม่?ที่มา blablabla

( ยังคงมีข้อถกเถียงกันในวันที “คณะ ร.ศ. 130” ถูกจับกุม จากบันทึกความทรงจำของร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ใน คน 60 ปี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฏกษัตริยาราม 21
ธันวาคม 2523(กรุงเทพฯ : หจก.เซ็นทรัลเอ็กเพรสศึกษาการพิมพ์, 2523), หน้า 111 และ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต.
เนตร พูนวิวัฒน์ , หมอเหล็งรำลึก: ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.130(พ.ศ.2454) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานศพ
ของร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์(นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 19 เมษายน 2503 , (กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์กิมหลีหงวน), หน้า 83 ระบุว่า วันที ถูกจับกุมคือ 27 กุมภาพันธ์ 2454 (นับอย่างใหม่ คือ 2455)
แต่การศึกษาของแถมสุข นุ่มนนท์ , ยังเติร์กรุ่นแรก กบฎ ร.ศ. 130 (กรุงเทพฯ : เรืองศิลป์, 2522),หน้า196 และอัจฉราพร
กมุทพิสมัย, กบฏ ร.ศ. 130 กบฏเพื อประชาธิปไตย : แนวคิดทหารใหม่ (กรุงเทพฯ : อมรินทร์วิชาการ, 2540), หน้า
188 ระบุว่า วันที ถูกจับกุม คือ 1 มีนาคม 2454 (นับอย่างใหม่ คือ 2455) )
(หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2484 สมจิตร เทียนศิริ ผู้เรียบเรียงได้บันทึกว่า เขาได้เรียบเรียงเร ืองราวจากบันทึกของร.ต.เนตร และหนังสือเล่มดังกล่าวได้รับการตรวจ “ทุกตัวอักษร” จากร.อ.เหล็ง ภูมิหลังของการเกิดหนังสือเล่มนี้เกิดจากความต้องการของนายปรีดี ดังนี้
“ท่านรัฐมนตรี(นายปรีดี)ได้เป็นผู้หนึ่งซึ่งร่วมมือในการปฏิวัติ เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งที่สองที่สำเร็จลง ท่านรัฐมนตรีได้คิดทีจะเรียบเรียงประวัติของคณะราษฎรนี้ไว้ แต่เมื่อท่านเห็นว่าประวัติศาสตร์ชิ้นน้จะสมบูรณ์ก็โดยที่ควรจะมีใครคนหนึ่ง ทำเหตุการณ์ในสมัย ร.ศ.๑๓๐ ขึ้นก่อน และท่านก็ได้เรียกนายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ซึ่งเป็นผู้ก่อการที่เข้มแข็งผู้หนึ่งในสมัย ร.ศ.๑๓๐ ไปพบ
และแจ้งความคิดในการเรียบเรียงที่จะกระทำของท่านขึ้น กับขอให้นายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ เล่าเหตุการณ์ของคณะร.ศ.๑๓๐ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบลง แล้วจึงขอให้นายร้อยตรีเนตร ถ้ามีเวลาให้สละเพื่อทำการบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ แต่เนื่องจาก ด้วยบุคคลทั้งสองยังหาเวลาที่จะปลีกตนมากระทำให้เป็นผลสำเร็จไม่ได้ ทั้งท่านรัฐมนตรี และนายร้อยตรีเนตร จึงปล่อยเวลาให้เนิ่นมาจนกระทั่งบัดนี้)
“ในฐานะที่เธอเป็นสตรี ซึ่งตามลักษณะธรรมดา เมื่อพบว่า สามีของเธอและเพื่อนกับน้องชายต่างคิดการดังเช่นกบฏต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง เอาศีร์ษะเข้าแลกกับคมดาบนั้นแล้ว หน้าที่เธอจะตระหนกตกใจยับยั้งความคิดของสามีเธอ กับเพื่อน แต่เธอกลับแสดงความคิดเห็นและปิติยินดีต่อหน้าที่ของคณะผู้คิดการณ์ไกลจะกู้ ราชการบ้านเมืองอีกด้วย เธอได้กล่าวส่งเสริมความยินดี อวยชัยให้พร ขอให้ความคิดของคณะจงสัมฤทธิผล เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาราษฎร กับนํามาซึ่งความเป็นอารยะเทียมทันบรรดาประเทศชาติอื่นๆทั้งหลายต่อไป”
“ ถ้าประเทศหนึ่งประเทศใดรู้จักจัดการปกครองโดยใช้กฎหมายแลแบบธรรมเนียมที่ ยุติธรรม ซึ่งไม่กดขี่และบียดเบียนให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประเทศนั้นก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองแลศรีวิลัยยิ่งขึ้นทุกที เพราะราษฎรได้รับความอิสรภาพเสมอหน้ากันไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้า สําหรับกดคอกันเล่นดังเช่นประเทศซึ่งอย่ในูยุโรป แลอเมริกา เป็นต้น
ประเทศเหล่านี้ แต่เดิมก็เคยมีกระษัตริย์ปกครองอยู้่เหนือกฎหมายใช้อํานาจ แอ็บโซล๊ดเต็มที่สําหรับกดขี่ราษฎรได้ตามความพอใจ ครั้นนต่อมาเมื่อราษฎรเกิดความรู้แลความฉลาดมากขึ้นแล้ว จึงได้ช่วยกันลบล้างประเพณีอันชั่วร้ายของกระษัตริย์เสียหมด คิดจัดตั้งประเพณีการปกครองบ้านเมืองขึ้นใหม่ บางประเทศก็บังคับให้กระษัตริย์อยู่ใต้กดหมาย บางประเทศก็ยกเลิกไม่ให้กระษัตริย์ปกครอง คือ การจัดตัั้งการปกครองเป็นรีปับลิ๊ก...”
เป็น ระบอบการปกครองที่ กษัตริย์มีอํานาจเต็ม อยู่เหนือกฎหมาย“กระษัตริย์จะทําชั่วร้ายอย่างใดก็ทําได้” จะกดขี่ แลเบียดเบียนราษฎรให้ได้รับความทุกข์ได้ทุกประการ ทรัพย์สิน สมบัติและที่ ดินจะถูกกระษัตริย์เบียดเบียนเอามาเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างไม่มีขีดจํา กัด เช่น ไล่ที ่ทําวัง เงินภาษีอากรจะถูกนํามาบํารุงความสุขให้ส่วนตัว พระราชวงศ์และบ่าวไพร่ เงินบํารุงบ้านเมืองจึง“ไม่เหลือหรอ” ประเทศสยามเป็นประเทศหนึ่งที ปกครองในระบอบดังกล่าว และมีพวกที คอย“ล้างผลาญ”ภาษีอากรที่ เข้ามา“กัดกันกินเลือดเนื้อของประเทศ”
การ ปกครองแบบนี้ กระษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมาย ดังนั้นกษัตริย์จึงไม่มีอํานาจ พวกเต้นเขนและพวกเทกระโถนตามวังเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นขุนนางเลย วิธีการปกครองแบบนี้ เริ่มต้นจากอังกฤษ ประเทศต่างๆได้ทําตามแบบดังกล่าว เช่น ตุรกี และญี่ปุ่น แต่บางประเทศทําเลยไปถึงรีปัปลิ๊ก
การปกครอง แบบนี้เป็นการปกครองที่ยกเลิกไม่ให้มีกระษัตริย์ปกครองอีกต่อไป แต่มีที่ประชุม สําหรับจัดการบ้านเมืองอย่างแข็งแรง โดยมีประธานาธิบดีเป็นประธานสําหรับการปกครองประเทศ ประชาชนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
ที่มา Thai E-News
ที่มา ประชาไท
17 มกราคม 2555
ชุม ชนวิกิพีเดียประกาศปิดเว็บไซต์ วิกิพีเดีย ในส่วนภาคภาษาอังกฤษ เป็นเวลา 24 ชั่วโมงในวันพรุ่งนี้ (18 ม.ค.) โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 5.00น. UTC (ตรงกับเวลา 12.00น. วันที่ 18 ของประเทศไทย) เพื่อประท้วงกฎหมาย SOPA และ PIPA ที่กำลังเสนอในรัฐสภาของสหรัฐ

หน้าแรกเว็บวิกิพีเดีย ภาคภาษาอังกฤษ ขึ้นข้อความแจ้งการจอดับทั่วโลก เพื่อประท้วงร่างกฎหมาย
สำหรับ กฎหมาย Stop Online Piracy Act หรือ SOPA เป็นกฏหมายที่ให้อำนาจรัฐในการปิดกั้นเว็บไซต์ด้วยเหตุผลจากการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา กฏหมายฉบับนี้ให้อำนาจรัฐไว้กว้างมากถึงขนาดที่สามารถห้ามการ "ลิงก์" ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ภายใต้กฏหมายนี้ ให้อำนาจไว้กับรัฐและเอกชนไว้สามส่วนใหญ่ๆ
Section 102: ให้อัยการสามารถขออำนาจศาล เพื่อประกาศแบนเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง จากเว็บค้นหา, บริการ DNS, เซิร์ฟเวอร์ใดๆ, บริการจ่ายเงิน, และการโฆษณา
Section 103: ให้อำนาจเจ้าทุกข์ในการยื่นคำร้องไปยังบริการจ่ายเงิน เพื่อให้บริการ เช่น Paypal หรือ VISA เพื่อหยุดให้บริการแก่เว็บที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อผู้ให้บริการจ่ายเงินได้รับคำร้องจะมีหน้าที่ต้องติดต่อเว็บไซต์ที่ถูก กล่าวหาเอง เพื่อรอรับการอุทธรณ์คำร้อง และกระบวนการทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นภายในห้าวัน
Section 104: บริการจ่ายเงินสามารถหยุดให้บริการเองได้ แม้จะไม่ได้รับคำร้องใดๆ หากพิจารณาว่าเว็บไซต์หนึ่งๆ ทำความผิดฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็สามารถไม่ให้บริการได้โดยไม่มีความ ผิด
กฏหมายนี้ไม่เพียง กระทบถึง เว็บไซต์ที่มีการละเมิด แต่ยังกระทบไปยังอินเทอร์เน็ตโดยรวม โดยเฉพาะการมองเว็บเป็น "โดเมน" งานนี้บริษัทที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ 9 บริษัท คือ AOL, eBay, Facebook, LinkedIn, Mozilla, Twitter, Yahoo!, และ Zynga ได้ร่วมกันส่งจดหมายถึงสภาคองเกรสให้ทบทวนกฏหมายนี้ ทางกูเกิลนั้นส่งตัวแทนไปเพื่อให้การต่อสภานิติบัญญัติ เพื่อให้คำแนะนำในการต่อต้านการละเมิดที่เจาะจงมากกว่านี้
ส่วน ร่าง PIPA (Protect IP Act) ถูกเสนอเข้าไปยังรัฐสภาสหรัฐฯ โดยกลุ่ม ส.ว. โดยยังคงมีประเด็นสำคัญคือการบล็อค DNS เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่
การ ตัดสินใจปิดเว็บชั่วคราวครั้งนี้ของวิกิพีเดีย ใช้เวลาถกเถียงกันระหว่างสมาชิกในชุมชนเป็นเวลา 3 วัน โดยมีสมาชิกกว่า 1,800 รายร่วมการอภิปราย
จิมมี เวลส์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิพีเดีย ระบุว่า นี่เป็นแอคชั่นพิเศษของชุมชน แม้ว่าเราจะเสียใจที่ต้องทำให้โลกไม่สามารถเข้าถึงวิกิพีเดียได้แม้เพียง วินาทีเดียว แต่เราก็ไม่สามารถละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า SOPA และ PIPA จะเป็นภัยต่อเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ รวมถึงจะเป็นต้นแบบที่น่ากลัวของการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของโลกด้วย
ก่อน หน้านี้ reddit เว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ด้านไอทีอีกแห่ง ประกาศ "ปิดเว็บ" เพื่อประท้วงร่างกฎหมายเจ้าปัญหาทั้งสองฉบับ โดยจะปิดเว็บชั่วคราวเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตั้งแต่ 8.00น.-20.00น. ของวันที่ 18 มกราคม ตามเวลาสหรัฐฯ
โดย ในช่วงที่ปิดเว็บ reddit จะขึ้นข้อความอธิบายว่าร่างกฎหมาย SOPA/PIPA จะส่งผลให้เว็บไซต์อย่าง reddit ถูกสั่งปิดได้ และแปะวิดีโอของผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ตหลายราย (รวมถึงผู้ก่อตั้ง reddit คือ Alexis Ohanian) ให้ความเห็นต่อสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐด้วย
นอก จากนี้ WordPress ผู้ให้บริการบล็อกรายใหญ่ ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 60 ล้านคนทั่วโลกหรือคิดเป็น 15% ของเว็บไซต์ทั้งหมด ก็เข้าร่วมการต่อต้านนี้ด้วย โดยเขียนบล็อกเชิญชวนให้ผู้ใช้ลุกขึ้นมาต่อต้านร่างกฏหมายทั้งสองฉบับนี้
ที่มา:
English Wikipedia to go dark January 18 in opposition to SOPA/PIPA, wikipedia.org
Wikipedia เตรียม "จอมืด" ประท้วงกฎหมาย SOPA, blognone.com
กฏหมาย SOPA ถูกต่อต้านเป็นวงกว้าง, มาตรการในกฏหมายขัดต่อมาตรฐาน DNSSEC, blognone.com
ลาก่อน SOPA, blognone.com
reddit ประกาศปิดเว็บชั่วคราว ประท้วงกฎหมาย SOPA, blognone.com
WordPress ชวนผู้ใช้ร่วมคัดค้าน SOPA, blognone.com
ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ได้ อ่านข้อเขียนของอาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์ วิจารณ์พวกที่ออกมาต่อต้านนิติราษฎร ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตัวอาจารย์เองนั้นรู้ข้อมูลมาบ้างเล็กน้อยว่า ท่านไม่ได้เป็นคนเสื้อแดงจัดแต่ประการใด เมื่อก่อนอาจารย์ก็ไม่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองเลย แต่ผู้ที่ติดตามกิจกรรมของท่านบอกว่า กรณีอากงนั้นทำให้นักวิชาการที่มีสัจจะในจิตใจรับไม่ได้กันไปทั่ว อาจารย์ปวินเป็นนักวิชาการที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมหนึ่งในกลุ่มนั้น ส่วนการเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ต้องถือได้ว่าเป็นนักวิชาการที่มีคุณภาพคนหนึ่ง เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนั้นคือสถาบันการศึกษาชั้นนำของภูมิภาคที่ทุกคนยอมรับ
อยาก บอกว่า สิ่งที่อาจารย์ปวินเขียน คือสิ่งที่อยากเขียน แต่ยังไม่ทันได้เขียน จะมีประปรายก็เพียงเรื่องไอ้พวกที่มาไล่คนที่อยากแก้ไข ม.๑๑๒ ให้ออกไปอยู่ประเทศอื่น ซึ่งมีความเห็นว่า คนส่วนน้อยไม่มีสิทธิมาไล่คนส่วนใหญ่ออกนอกประเทศเด็ดขาด แต่พวกเขาเองต่างหากที่ต้องออกไปอยู่ที่อื่น ถ้าทนอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขาไม่ได้ ก็ไสหัวออกไปจัดตั้งสังคมที่นิยมชมชอบกันเอาเองที่ไหนก็ได้ในโลก
อีก อย่างถือว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นั้นเป็นข้อเสนอที่ประนีประนอมที่สุด แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องลดความรุนแรงในการกำหนดโทษ ไม่ให้มีโืทษขั้นต่ำ หรือแม้กระทั่งการขอให้ปรับปรุงให้มีเพียงสำนักราชเลขาเป็นผู้กล่าวโทษเพียง หน่วยงานเดียว ไม่ใช่นายหมาที่ไหนเกิดไม่ชอบหน้าใครเพราะบังเอิญเห็นต่างจากตัวเอง ก็พยายามหาช่องที่จะฟ้องร้องกล่าวโทษชาวบ้านในเรื่องแบบนี้ไปทั่วประเทศ อย่างนี้ พรรคแพ้ซ้ำซากนั้นแหละคืออีแอบที่ชอบส่งคนในอาณัติไปฟ้องร้องกล่าวโทษชาว บ้าน ส่วนพรรคพวกในขบวนการก็จะคัดเลือกพวกที่ไว้ใจได้มาดูแล เขาพูดกันแซ่ด ส่ายหัวด้วยความอิดหนาระอาใจและอนาถใจกันไปทั่วทุกตึก
จริง อย่างที่อาจารย์ปวินว่า คือไม่เห็นจะมีพวกต่อต้านนิติราษฎรคนไหนมันออกมาโต้แย้งด้วยเหตุผลที่น่าฟัง เลยว่า ทำไมไม่สมควรแก้ไขปรับปรุงกฎหมายมาตรานี้ และโต้แย้งด้วยเหตุผลตรรกะที่ฟังแล้วประชาชนพอจะคล้อยตามได้ ทำเป็นแต่วิธีการโง่ ๆ ที่พวกตัวเองถนัด เช่น
บอกว่าสังคมไทยมีลักษณะเฉพาะแก้ไขไม่ได้ ทั้งที่สังคมไทยวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วขนาดไหน
ไล่ให้ไปอยู่ประเทศอื่นทั้ง ๆ ที่พวกตัวเองแพ้เลือกตั้งยับเยินถือเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ
ด่าว่าเป็นพวกนักวิชาการสวะทั้งที่อาจารย์กลุ่มนี้ทุกคนเรียนเก่งขนาดได้ทุนอานันทมหิดลมาแล้วก็มี
หรือ พวกคุณไม่ใช่คนไทย ซึ่งขอโทษทุกคนที่ออกมาแสดงจุดยืนคราวนี้เสียภาษีให้รัฐ ถือบัตรประชาชนไทยทั้งนั้น บางคนมีเงินมากกว่าไอ้พวกที่มาด่าเขาเสียด้วยซ้ำ ฯลฯ
นี่เป็นวิธีการข่มขู่และด่าทอของคนที่ไม่มี ปัญญาโต้แย้งกันด้วยเหตุผล เป็นวิธีที่ทำเป็นอย่างเดียวของพวกเผด็จการศักดินาอำมาตย์ที่คุ้นเคยกับการ ใช้อำนาจและข่มขู่ประชาชน เพียงแต่วันนี้ประชาชนเขาไม่กลัวพวกคุณแล้วเท่านั้นแหละ
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา ประชาไท
ยอดพล เทพสิทธา[1]
"เราถือว่าความจริงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในตัวเอง นั่นคือ มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน และพระผู้สร้างได้มอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได้ไว้ให้แก่มนุษย์ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้นได้แก่ ชีวิตเสรีภาพและการเสาะแสวงหาความสุข” [2]
จากข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คุณค่าของมนุษย์ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจตีค่าหรือประเมินราคาได้ และนอกจากไม่สามารถประเมินราคาได้แล้ว ยังไม่สามารถที่จะเพิกถอนสิทธิต่างๆ ที่ประกอบขึ้นในความเป็นมนุษย์ได้อีกเช่นกัน
ในรัฐสมัยใหม่ที่ปกครองโดยหลักนิติรัฐและยึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองร่วมกับรัฐซึ่งถือเป็นหลัก การประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (la démocratie participative ) กล่าวคือ เมื่อมีสถานการณ์ที่ความคิดเห็นของประชาชนไม่พ้องต้องกับรัฐ ประชาชนมีสิทธิที่จะแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย และรวมถึงแสดงความต้องการของประชาชนได้ เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐต้องยอมอดกลั้นต่อความห็นต่างๆ แม้จะไม่พ้องกับการตัดสินใจของรัฐเองก็ตาม
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการใช้เสรีภาพในการแสดงออกในการแสดงความคิดเห็นและ ความต้องการต่างๆ ไม่ว่าจะโดยวิธีการทางการสื่อสาธารณะ หรือการใช้เสรีภาพในการชุมชุมก็ตาม รัฐก็ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งควบคู่ไปด้วยกัน คือหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมเมื่อมีการชุมนุมทางการเมือง เพื่อแสดงออกถึงความต้องการแล้ว ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการจัดการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยวิธีการที่ได้สัดส่วน และเป็นสากล
ปัญหาที่เกิดขึ้นและต้องพิจารณาอย่างหนักแน่นในขณะนี้ คือเมื่อมีการใช้อำนาจรัฐไปกระทบต่อสิทธิในชีวิตของผู้ชุมนุมนั้นรัฐจะต้อง เยียวยาชดใช้หรือไม่
มติของคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ที่ให้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองซึ่งครอบ คลุมตั้งแต่เหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 โดยให้ทำการเยียวยาให้เเล้วเสร็จภายใน 5 ปี
มติของ ปคอป.นี้ ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อันเนื่องมาจากสภาวะที่ความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันอย่างสุดขั้วในเวลา นี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของการเยียวยาให้แก่ผู้ชุมนุมเสื้อแดง และรวมไปถึงมูลค่าหรือราคาของชีวิต ที่รัฐทำการประเมินให้ เช่น ศพละ 7.5ล้านบาท เป็นต้น
จากการสำรวจข้อความคิดเห็นต่างๆ ในสังคมออนไลน์อย่างเช่นเฟซบ๊ค จะเห็นว่า กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยได้ยกมูลค่าหรือราคาของข้าราชการที่เสียชีวิตในหน้าที่ โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐเสียชีวิต ได้รับเงินเยียวยา 5.7แสนบาท เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงในประเด็นเกี่ยวกับความคุ้มค่าของราคาชีวิตที่ ถูกตีราคาที่แตกต่างกัน แต่หากผู้อ่านที่สนใจจะหาข้อมูลในเรื่องนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ไปติดตามอ่านได้ในงานของ ภาคภูมิ แสงกนกกุล [3]
เรื่องมูลค่าของชีวิต และอีกเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้ผู้เขียนต้องละในประเด็นนี้ นั่นคือเหตุผลสามัญที่สุด เนื่องจากผู้เขียนมีความรู้ในวิชาเศรษฐศาสจร์เพียงเล็กน้อยจึงไม่สามารถนำมา ใช้ในการวิเคาระห์ปรากฎการณ์นี้ได้
กลับมาเข้าเรื่องต่อในความเห็นของผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นตัวตั้งตัวตีหลัก ในสังคมออนไลน์คงหนีไม่พ้นหน้าเพจของคุณวรกร จาติกวณิช ที่ได้ตั้งสถานะว่า เคยได้ยินแต่ปล้นแล้วเผา “แต่เผาแล้วปล้นต่อเพิ่งเคยเห็น[4] นี่ แหละ” หรือไม่ว่าจะเป็นการทำภาพปกไทม์ไลน์ในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คมาแจกจ่ายแก่บุ คลที่นิยมชมชอบ โดยมีข้อความพาดหัวอย่างสวยหรู (ตามความเห็นของคุณวรกร) ที่ว่า “กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติไม่ใช่เพื่อสนับสนุนโจรเสื้อแดงเผาเมือง” เป็นต้น
ผู้เขียนขอยกกรณีการเยียวยาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตมาเปรียบเทียบ ก่อน เช่น ในกรณีของผู้เสียชีวิตที่เป็นข้าราชการฝ่ายกลาโหมนั้น พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา14/1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆในการชดเชยเชยไว้แล้ว ส่วนค่าเยียวยาเพิ่มเติมนั้น อาจต้องไปดูในส่วนของระเบียบกระทรวงกลาโหมต่อไป จะเห็นได้ว่า ในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ จะมีกฎหมายมารองรับถึงการเยียวยาในเบื้องต้นแล้ว แต่ในส่วนของประชาชนหรือเรียกกันให้สวยหรูว่าพลเมืองนั้น ยังไม่ปรากฎถึงการชดเชยอย่างเป็นรูปธรรม
หลักเกี่ยวกับความรับผิดชอบของฝ่ายปกครอง (responsabilité de l'administration) ในระบบกฎหมายปกครองของฝรั่งเศสนั้น ถือเป็นหน้าที่ที่ผูกพันของฝ่ายปกครองที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อทุกๆ กิจกรรมที่ได้กระทำลงไป ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะเกิดจากการใช้อำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองหรือเกิดจาก ความผิดพลาดในการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งหลักในความรับผิดของฝ่ายปกครองนั้นได้รับการพัฒนาหลักการมาจากคำ วินิจฉัยของศาลคดีขัดกัน (Tribunal des conflits) ในคดี Blanco (TC 8 Février 1873)โดยศาลคดีขัดกันได้ตัดสินในคดีดังกล่าวว่า ให้ศาลปกครองเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อันเนื่องมาจากการจัดทำบริการสาธารณะซึ่งเป็นมูลเหตุให้ศาลปกครองฝรั่งเศส ต้องตัดสินว่า จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครองทำการเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับการเสียหาย หรือไม[5]
เหตุที่ผู้เขียนยกตัวอย่างของประเทศฝรั่งเศสขึ้นมา ไม่ใช่เพราะผู้เขียนกำลังศึกษาในประเทศฝรั่งเศส หรือเป็นฝรั่งเศสนิยม แต่หากเป็นเพราะหลักกฎหมายปกครองของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักการว่าด้วยการจัดทำบริการสาธารณะนั้น เราได้ยอมรับหลักการมาจากประเทศฝรั่งเศเป็นหลัก จึงไม่ผิดหากจะยกหลักของฝรั่งเศสมาเป็นตัวอย่าง และที่สำคัญหัวใจของหลักกฎหมายปกครองคือ การ
กระทำทางปกครองที่ผิดพลาดต้องได้รับการเยียวยา นั่นหมายความว่า หากมีกาารใช้อำนาจรัฐไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐ
ในส่วนของการเยียวยาผู้เสียหายจากการชุมนุมทางการเมืองนั้น ก่อนอื่นผู้เขียนขอแยกออกเป็นสองประเด็นหลัก ได้แก่
1.สิทธิในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชนซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ
2. หน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
ในประเด็นแรก ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า เสรีภาพในการชุมนุมนั้นเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของรัฐประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพใน การแสดงออก เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ไม่มีรัฐใดสามารถที่จะชักจูงให้ประชาชนในรัฐเห็นพ้องกันไปในทิศทางเดียวกัน ได้ ความแตกต่างทางความคิดและสามารถแสดงออกและอยู่ร่วมกันได้ในสังคมที่มีความ หลากหลายทางความคิดซึ่งเป็นข้อดีประการหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยที่ต้องอดทน ต่อความคิดเห็นที่หลากหลาย และรัฐเองนั้นมีหน้าที่ในการที่จะรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายนั้น ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง เพราะรัฐคงไม่อาจตอบสนองความต้องการแก่ประชาชนทุกคนในรัฐที่มีความหลากหลาย ได้
แต่อย่างที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า การชุมนุมเรียกร้องนั้นย่อมที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ปริมณฑลใกล้เคียง การชุมนุมได้ ซึ่งหากความเสียหายเกิดขึ้นจากตัวผู้ชุมนุมผู้ได้รับผลกระทบ ย่อมที่จะสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้จากมูลเหตุ ละเมิด [6]
ดูตัวอย่างได้จากกรณีการยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเรียกร้องระหว่างเอกชนและเอกชนด้วยกัน เนื่องจากผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้อำนาจรัฐ(ไม่มี) ในการก่อให้เกิดความเสียหาย
ในประเด็นที่สอง หน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ในประเด็นนี้เกี่ยวเนื่องกับประเด็นแรกในส่วนที่ว่า หากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ปริมณฑลต่างๆ แล้วนั้น ย่อมเป็นหน้าที่ของฝายปกครองที่จะต้องเข้ามาเพื่อรักษาความสงบเรีบบร้อย แต่ไม่ได้หมายความว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนั้นจะดำเนินมาตรการใดๆ ก็ได้ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และไม่ได้หมายความว่า การเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยนั้นจะต้องเป็นการสลายการชุมนุม การกระชับพื้นที่หรือการขอพื้นที่คืนเสมอไป อาจเป็นเพียงมาตรการเพื่อระงับเหตุแห่งความไม่สงบนั้นชั่วคราวเป็นต้น เป็นที่เข้าใจโดยสากลโลกว่า การใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการกับการชุมนุมนั้น ย่อมต้องก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ทั้งกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างความสงบเรียบร้อบของบ้านเมืองและสิทธิที่รัฐ ธรรมนูญได้รับรองไว้ นอกจากการปะทะกันของสองหลักการดังกล่าวแล้วนั้น สิ่งที่อาจตามมา คือความสูญเสียทั้งที่สามารถเยียวยาได้ด้วยตัวเงินหรือทรัพย์สินหรือสิทธิ ประโยชน์อื่น และความเสียหายที่ไม่สามารถเยียวยาได้ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม
เมื่อความเสียหายได้เกิดขึ้น คำถามที่ตามมาเสมอคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น และรวมถึงควรจะมีการเยียวยาหรือไม่ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่ชัดเจนว่า มีกฎหมายและระเบียบต่างๆ ในการเยียวยาไว้แล้วและรวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตกถึงทายาท จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง (ในส่วนของมูลค่า ผู้เขียนขอละไว้เนื่องจากเหตุผลทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่กล่าวไว้ข้างต้น)
แต่ในส่วนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจรัฐในการจัดการเกี่ยวกับ การชุมนุมนั้นไม่มีหลักกณฑ์ใดๆ มารองรับ พูดกันง่ายๆ คือ ความเสียหายของประชาชนที่มาร่วมชุมนุมนั้น ไม่มีราคาหรือมูลค่าใดๆ เมื่อเลือกที่จะเข้ามาชุมนุมแล้วก็ย่อมต้องรับความเสี่ยงเอง ฐานความคิดเช่นนี้เป็นฐานความคิดที่ผิด เพราะหากมองในแง่มุมนี้แล้ว จะพบว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้มาตรการใดๆ ก็ได้ รวมถึงมาตรการที่ไม่จำเป็นในการควบคุมการชุมนุม เช่น อาจใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยแก๊สน้ำตาจากบนฟ้า หรือใช้รถหุ้มเกราะในการสลายการชุมนุม เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเสียหายโดยไม่จำกัดขอบเขตให้แก่ผู้ชุมนุมด้วย เช่นกัน
หากมองในฐานคิดแบบนี้แล้วย่อมไม่แปลกที่จะมีการสถาปนาอำนาจรัฐตำรวจขึ้น มาเฉพาะการ โดยอ้างเหตุผลของความสงบเรียบร้อยและย่อมส่งผลไปถึงเสรีภาพในการแสดงออกของ ประชาชนที่จะถูกจำกัดไว้โดยไม่ต้องใช้กฎหมาย หากแต่ใช้ความหวาดกลัวและหวาดระแวงว่า เมื่อออกไปร่วมชุมนุมแล้ว ต้องแบกรับความเสี่ยงภัยเอง ซึ่งอาจจะได้รับตามที่เรียกร้องหรือไม่นั้นก็ยังไม่อาจรับประกันได้ เพราะคงไม่มีใครยอมที่จะเอาชีวิตอันมีค่าของตนเองเพื่อไปเสี่ยงกับจุดหมาย ที่อาจจจะมองไม่เห็นปลายทาง การเยียวยาต่อผู้เสียหายจึงไม่ใช่การตบรางวัลให้แก่ผู้ชุมนุม แต่เป็นเสมือนกับการชดใช้ความผิดของรัฐที่ได้กระทำลงไปต่อผู้เสียหายซึ่งควร จะได้รับการชดเชย แม้ว่าที่สูญเสียไปอาจจะไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยตัวเงินก็ตาม และยังเป็นการบังคับให้รัฐต้องเคารพต่อหลักสากลในการควบคุมไปในตัวอีกด้วย ว่า การสั่งการใดๆ นั้นต้องยึดถือหลักแห่งความได้สัดส่วนเป็นหลัก ไม่ใช่การใช้อำนาจตามอำเภอใจจนก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง
ผู้เขียนจึงอยากจะฝากข้อคิดไว้สักนิดว่า ไม่มีใครไม่รักชีวิตของตนเองและชีวิตของแต่ละคนไม่สามารถตีเป็นราคาหรือ มูลค่าใดๆได้ ไม่ว่าจะในทางกฎหมายหรือเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นจึงไม่ควรมองเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่า ออกมาชุมนุมเพื่อต้องการเงินชดเชย เพราะนอกจากเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นการลดความเป็นคนในตัวของผู้คิดอีกด้วยเ พราะคิดว่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์มีราคาเพียงแค่เจ็ดล้านกว่าบาท
[4] http://www.facebook.com/profile.php?id=1046875000 13 มกราคม 2555
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51