WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 18, 2012

"ส.ว.วันชัย-สมชาย" คลั่งด่า "เต้น-ณัฐวุฒิ นั่ง รมช." อ้าง "แปดเปื้อนมนทิน"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



วันนี้ (17 ม.ค.) นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า
ภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่ได้ปรับเปลี่ยนใหม่นั้นไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน
หรือเพื่อหน้าตาของประเทศ
แต่เพื่อเป็นการกระชับอำนาจ ให้คนที่ใกล้ชิดได้เข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งที่สำคัญ
และเพื่อต่างตอบแทนผลประโยชน์เท่านั้น

สำหรับกรณีของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง
ที่มีชื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายวันชัย กล่าวว่า นายณัฐวุฒิ มีคดีก่อการร้ายติดตัวอยู่นั้น
ถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ที่จะนำรายชื่อของบุคคลที่เปื้อนและมีมลทิน ทูลเกล้าฯ
ถึงแม้ว่าในทางกฎหมาย ศาลยังไม่พิพากษาจนถึงที่สุด
ทำให้ นายณัฐวุฒิ จะสามารถดำรงตำแหน่งได้ก็ตาม

“การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลใดนั้น นอกจากที่จะดูเรื่องของกฎหมายแล้ว
สมควรดูเรื่องความเหมาะหรือไม่เหมาะสมด้วย สำหรับ นายณัฐวุฒิ
หรือบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
แทน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล แม้จะไม่มีความรู้
หรือความสามารถในงานที่ได้รับมอบหมาย
หรือไม่มีผลงานที่เป็นประจักษ์กับสังคม ก็ถือว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ
เพราะที่ผ่านมาคนพวกนี้เป็นเพียงนอมินีของคนที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้น” นายวันชัย กล่าว

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า
โฉมหน้าของ ครม.ชุดใหม่นั้น ขัดกับความรู้สึกของประชาชน
โดยเฉพาะแกนนำคนเสื้อแดงที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ
ที่สังคมได้ตั้งคำถามว่า
ในอนาคตอาจกลายเป็นประเพณี ที่แกนนำมวลชนเคลื่อนไหวบนถนน
กลับได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี
โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินและประชาชนอีก 64 ล้านคน

“การให้ประโยชน์ต่างตอบแทน และระบบอุปถัมภ์แบบนี้
จะกลายเป็นปัญหาต่อสังคมไทยอย่างมากในอนาคต
ทั้งนี้ ความเป็นจริงนายกฯ ที่ถือว่าเป็นผู้อ่อนในงานบริหาร
ควรแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้และความสามารถเข้ามาบริหารและแก้ไขปัญหา
ในอนาคตเชื่อว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
หลังจากที่ ประกาศโครงการที่ใช้เงินมหาศาล
แต่ภาพที่เป็นกลับไม่ตอบโจทย์ใดๆ ให้กับประเทศเลย” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวอีกว่า สำหรับการปรับ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต
ถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
และให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแทน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นั้น
เชื่อว่ารัฐบาลต้องการให้ พล.อ.อ.สุกำพล เข้าไปมีบทบาทในการโยกย้ายนายทหารระดับสูง
เพราะบุคลิกของ พล.อ.อ.สุกำพล นั้น เป็นบุคคลที่แข็งกร้าวกว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ มาก
ซึ่งตนกังวลว่าหากเป็นเช่นนั้นอาจจะกลายเป็นชนวนที่สร้างความไม่พอใจในเหล่าทัพ
และอาจนำไปสู่การปฏิวัติได้อีกรอบ


http://www.go6tv.com/2012/01/blog-post_7735.html

นายกฯ เลี้ยงรับรอง Tony Blair และ CEO Gala Dinner

ที่มา thaifreenews

โดย bozo












ประเทศอื่นเขามีแต่ส่งเสริม

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ


อินเดียส่งแทบเลตสุดถูก Sakshat Tablet ราคาเริ่มต้นที่ 1,050 บาท
Sakshat บริษัท IT ของประเทศอินเดีย สร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกแล้ว โดยได้ออกแทบเลตเพื่อประชาชนออกมา ซึ่งมีราคาสุดถูก อยู่ที่ $35 เท่านั้น คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,050 บาท !!! โดยเจ้าแทบเลตเครื่องนี้มีชื่อว่า Sakshat Tablet มาพร้อมหน้าจอขนาด 7 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Android
Sakshat ได้ประกาศวางจำหน่ายแทบเลตของตนเอง โดยมีราคาเริ่มต้นสุดถูก คืออยู่ที่ประมาณ 1,050 บาทเท่านั้น และยังใช้ระบบปฏิบัติการสุดฮิต Android อีก ด้วย โดยตอนนี้ได้วางจำหน่ายแล้วถึง 10,000 เครื่องด้วยกัน โดยที่ราคานั้นจากที่ตอนแรกตั้งไว้ที่ $35 และเมื่อรวมค่าอื่นๆ เข้าไปอีก จะอยู่ที่ $49 แต่รัฐบาลของอินเดียช่วยอุ้มอีกครึ่งราคา ทำให้ราคาจะเหลือแค่ $25 หรือ 750 บาทเท่านั้น เนื่องจากวัสดุ อุปกรณ์ของ Sakshat Tablet นั้นค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับแทบเลตเครื่องอื่นๆ
โดย สเปคของ Sakshat Tablet จะมาพร้อมแรมแบบ 2GB มีกล่องหน้า และมีหน่วยความจำภายใน 32GB แบบ HDD ซึ่งทางรัฐบาลอินเดียตั้งเป้าไว้ว่า จะให้แทบเลตเครื่องนี้เป็นแทบเลตเพื่อการศึกษา และสามารถใช้เป็น e-book ได้ด้วย

....ประเทศไทยมีแต่ค้าน Cry Cry Cry

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: จริยธรรมของการเยียวยา

ที่มา ประชาไท

บทความนี้จะไม่จำเป็นต้องเขียนเลย ถ้าทุกคนในสังคมเข้าใจถึงจุดประสงค์หลักของการเยียวยาและจริยธรรมของการ เยียวยาที่เป็นต้นกำเนิดให้เกิดการกระทำนี้ขึ้น

หลังจาก ครม. มีมติอนุมัติให้การเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ครอบครัวละ 7.75 ล้านบาท ก็มีข้อโต้แย้งไปมากันทั้งสองฝ่าย สิ่งที่น่าเสียดายคือข้อโต้แย้งทั้งสองฝ่ายมักตกวนอยู่ในหลุมของ เงินจำนวนเจ็ดล้านกว่าบาทนี้ มันคุ้มชีวิตคนหรือไม่ ชีวิตของคนที่ตายไปไม่มีค่าพอกับเงินก้อนนี้บ้างละ บทความนี้จะไม่จำเป็นต้องเขียนเลย ถ้าทุกคนในสังคมเข้าใจถึงจุดประสงค์หลักของการเยียวยาและจริยธรรมของการ เยียวยาที่เป็นต้นกำเนิดให้เกิดการกระทำนี้ขึ้น คำถามที่ขึ้นอยู่ในหัวผมตอนนี้คือ ทำไมๆ ประเทศฝรั่งเศสเวลามีการเยียวยาจากรัฐให้แก่เหยื่อที่ได้รับอันตรายไม่ว่า จากไหนก็แล้วแต่ ทำไมถึงไม่มีใครส่งข้อความโต้ไปมาทางเฟซบุ๊ก ออกมาเรียกร้อง ออกมาฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกการเยียวยาเฉกเช่นที่เป็นอยู่ในเมืองไทย

การเยียวยามีขึ้นมาเพื่อ ชดเชย (compensation) ต่อความเสียหายที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ยกตัวอย่างเช่น สมมติมีคนไข้ไปหาหมอแล้วเกิดอุบัติเหตุแทรกซ้อนขึ้น จนคนไข้ต้องทำการตัดแขนนั้นทิ้ง การสูญเสียแขนจึงเป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ เพราะเราไม่สามารทำการผลิตแขนของผู้ป่วยให้เหมือนเดิม แล้วนำไปต่อใช้การได้อีกเช่นเคย เราไม่สามารถกดปุ่มไทม์แมชชีนย้อนกลับไปจุดก่อนเกิดเหตุได้ แต่ว่าปัจจุบันนี้เรามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง และตามกฎหมายแพ่งแล้ว ผู้ใดทำการละเมิดบุคคลอื่นย่อมต้องทำการชดเชยความเสียหายนั้น ความเสียหายนั้นถ้าปกติชดเชยด้วยสิ่งที่สูญเสียไปได้หรือสิ่งที่เสียไป สามารถตีราคาตามท้องตลาดได้อย่างแน่นอนย่อมไม่มีปัญหา เช่นถ้าสมมตินาย ก ทำแจกัน นาย ข แตก นาย ก ต้องชดใช้ด้วย แจกันที่มีคุณลักษณะเดียวกันทุกประการ หรือถ้านาย ก ไม่สามารถหาได้ เช่นแจกันที่แตกมีใบเดียวในโลก นาย ก ก็ต้องชดใช้ด้วยเงินตามราคา แต่ในกรณีที่การเสียหายเป็นการเสียหายที่ไม่ใช่สิ่งของแต่เป็นชีวิตคนมันจึง เป็นการที่ซับซ้อนกว่ามาก เพราะคนไม่สามารถถูกสร้างใหม่ให้เหมือนเดิมได้ เราไม่สามารถชดเชยชีวิตคนที่ตายไปด้วยการผสมพันธุ์ผลิตมนุษย์ขึ้นมาใหม่ เพราะมนุษย์เป็นของหนึ่งเดียว (unique) ต่อให้สเปิร์มกับไข่เดียวกันผสมกัน ก็ได้มนุษย์ที่แตกต่างกัน

ในเมื่อชดเชยด้วยสิ่งของไม่ได้แล้วจึงเหลือแค่ช่องทางเดียวคือ การใช้ตัวเงินชดเชยความเสียหาย ปัญหาที่ตามมาคือ มนุษย์ควรมีราคาเท่าไร ควรมีการตีราคามนุษย์หรือไม่ การตีราคามนุษย์นั้นผิดจริยธรรมหรือไม่ ในเมื่อการตีราคาของมนุษย์เป็นของร้อนที่ไม่ควรแตะแล้ว เราควรละเลยไม่เยียวยาผู้เสียหายเลยหรือ? คำตอบคือไม่ใช่ การเยียวยายังต้องมีอยู่ ตามปกติแล้วการเยียวยาจะเกิดได้ต้องมีองค์ประกอบสามประการคือ 1) ความผิด 2) ความเสียหาย 3)ความสัมพันธ์ระหว่างความผิดกับความเสียหาย

ความผิด
เราเริ่มต้นสโคปไปที่ความผิดก่อน ความผิดแบ่งได้เป็นสองกรณีคือ ความผิดที่เกิดจากเอกชน กับ ความผิดที่เกิดจากรัฐ ในกรณีที่ความผิดเกิดจากเอกชนการตัดสินการเยียวยาย่อมเข้าสู่กระบวนการแพ่ง ผู้ก่อความผิดที่เป็นแกชนย่อมต้องชดเชยผู้เสียหายทีเป็นเอกชนเอง เช่น กรณีที่แพทย์ในคลีนิคเอกชนเอง ทำการรักษาผิดจากมาตรฐานแล้วเกิดความเสียหายแก่ผ้ป่วย แพทย์คนนี้ก็ต้องเป็นผู้ชดเชยเอง ซึ่งถ้าหาข้อสรุปไม่ได้สองฝ่าย ก็ต้องไปสู้ต่อกันในชั้นศาล

กรณีที่สองคือ ความเสียหายที่เกิดจากรัฐ เนื่องจากรัฐหรือบุคลากรของรัฐทำความเสียหายแก่เอกชนในขณะปฏิบัติหน้าที่จาก คำสั่งของฝ่ายปกครองแล้ว ถ้าเกิดความเสียหายกับเอกชน รัฐในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องทำการชดเชยความเสียหาย เช่นกรณีถ้ามีความเสียหายจากการล้อมปราบซึ่งเป็นคำสั่งของ ครม. แล้วเกิดความเสียหายนั้น รัฐจึงต้องชดเชยความเสียหายขึ้น ย้ำอีกทีนะครับต้องในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่นอกเวลาปฏิบัติหน้าที่มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นการผิดระหว่างเอกชนกับ เอกชนเอง

กรณีที่สามเป็นกรณีพิเศษ ที่เรียกว่าการรับผิดโดยปราศจากความผิด เป็นการเยียวยาให้กับเหยื่อโดยที่ไม่มีฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิดเลย เพียงแต่ว่ากรณีนี้เป็นการสูญเสียร้ายแรงเอากลับมาไม่ได้ และเพื่อความเป็นมนุษยธรรมและความปรองดองในสังคมแล้ว รัฐจึงต้องมีหน้าที่ในการเยียวยาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายนั้น เช่นในกรณีที่มีฝ่ายหนึ่งชอบอ้างว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากชายชุดดำซึ่งยัง พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นใคร ในกรณีนี้จับมือใครดมหาความผิดไม่ได้แต่ว่ามีผู้เสียหายจริงและต้องการความ เยียวยา รัฐจึงต้องเข้ามาช่วยโอบอุ้มเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายให้สามารถใช้ชีวิตในสังคม ได้ปกติ คราวนี้คงจะตอบคำถามได้นะครับว่าทำไมรัฐถึงต้องช่วยเยียวยา ทำไมถึงต้องใช้ภาษีในการเยียวยา

ความเสียหาย
จากที่กล่าวข้างต้นว่า ต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นและเป็นความเสียหายที่ชดเชยไม่ได้จึงเกิดการเยียว ยาขึ้น และเมื่อความเสียหายเป็นชีวิตมนุษย์ที่ตีราคาไม่ได้แล้ว ควรเสนอจำนวนเงินเท่าไรและใครควรเป็นคนเสนอ? สมมติให้ไปสอบถามคนร้อยคน ผมก็เชื่อว่าจะได้คำตอบราคาที่จะเยียวยาต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้ได้คำตอบที่เป็นที่ยอมรับและอิงมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสังคม มูลค่าการเยียวยาจึงมาจาก 1)การตัดสินของผู้พิพากษา 2) หรือ จากคณะกรรมการหนึ่งซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายหรือตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากคณะ บริหาร ทั้งสองสถาบันนี้เป็นสถาบันทางสังคมที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเคารพการตัดสินใจของคนส่วนมาก

อย่างไรก็ตามเพื่อถ่วงดุลอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาค่าชดเชยแล้ว รัฐต้องมอบอำนาจให้ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์สามรถปฏิเสธจำนวนเงินก้อนนี้ได้ และทำการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาเงินก้อนนี้ใหม่ แต่รัฐไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาฟ้องร้องต่อศาลเพื่อ ระงับการเยียวยา เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะรัฐกับผู้ได้รับประโยชน์นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องทางปกครองหรือ เอกชนบุคคลอื่น

เงินเยียวยาจากรัฐที่ให้กับผู้เสียชีวิตจึงไม่ได้ และไม่ควรสะท้อนว่า ผู้เสียชีวิตมีมูลค่าเท่าไร แต่ควรหมายถึงการแสดงสัญลักษณ์ระหว่างรัฐกับผู้เสียหายว่า รัฐไม่ได้ทอดทิ้งผู้เสียหายและทำการเยียวยาด้วยตัวเงิน ถึงแม้ว่าบางทีอาจจะชดเชยไม่ได้กับชีวิตผู้ที่ตายไป เงินก้อนนี้มีไว้เพื่อช่วยให้ครอบครัวผู้สูญเสียนำมาเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ใน การมีชิวตอยู่ในสังคม ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าหลังจากรัฐให้เงินก้อนนี้แล้ว ภาระหน้าที่ที่รัฐมีต่อผู้สูญเสียเป็นอันจบกัน รัฐควรจะติดตามว่าครอบครัวผู้เสียหายสามารถปรับตัวกับความสูญเสียแล้วมี ชีวิตอยู่ต่อในสังคมอย่างปกติสุขหรือไม่ผู้เสียหายยังขาดสิ่งใดหรือต้องการ ความช่วยเหลืออื่นๆหรือไม่

ความสัมพันธ์ระหว่างความผิดและความเสียหาย
ความเสียหายและความผิดต้องมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ถึงเกิดการเยียวยาได้ ในกรณีที่เป็นความผิดของรัฐ ก็ต้องเป็นความผิดในขณะปฏิบัติหน้าที่และไม่ไกลเกินกว่าเหตุ ถึงจะทำการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้รัฐจ่ายเงินชดเชยได้ กรณีที่เห็นชัดเช่นการเวนคืนที่ดิน รัฐทำการยึดที่ดินเอกชนเป็นของสาธารณะแล้ว รัฐจึงต้องชดเชยให้ ไม่ใช่กรณีไกลกว่าเหตุว่า การเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นผลจากการกระทำของรัฐ เพราะรัฐไม่ได้เป็นผู้ผลิตฝนออกมาเพื่อท่วมชาวบ้านเป็นต้น
ในกรณี ความเสียหาย 91 ศพ ผู้ตายเสียชีวิตจากกระสุนปืน โดยคำสั่งของรัฐ รัฐย่อมมีหน้าที่ในการเยียวยา (หรือถ้ายังมีคนแย้งว่าเป็นฝีมือชายชุดดำ ช่วยกรุณาย้อนอ่านการรับผิดโดยปราศจากความผิดอีกครั้ง)

บทส่งท้าย
คำถามในสังคมไทย ว่ามูลค่าการเยียวยา 7.75 ล้านบาท มากไปน้อยไปหรือไม่? ทำไมถึงต้องใช้ภาษีรัฐ ทำไมไม่ใช้เงินตัวเองจ่าย? จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้า 1) ทุกคนในสังคมเข้าใจว่า การช่วยคนที่ลำบากเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อให้เกิดความปรองดองกันในสังคม น่าแปลกใจอย่างที่สุดที่สังคมบ้าศีลธรรมและชอบทำบุญอย่างสังคมไทยนั้นกลับ ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา 2) ถ้าสังคมไทยยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่เคารพการตัดสินใจของเสียงข้างมาก นโยบายบริหารจากเสียงข้างมาก เราไม่ต้องมาดีเบทกันในเฟซบุ๊กเรื่องมูลค่าการเยียวยาเลย เพราะเรามอบหน้าที่ให้ฝ่ายบริหารเป็นคนประเมินค่าเยียวยาแล้ว และหน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยแล้วคือ การเคารพการตัดสินใจของสถาบันสาธารณะที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

[1] นักศึกษาปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข มหาวิทยาลัย Paris Descartes

พวงทอง ภวัครพันธุ์: เงิน 7.5 ล้านมีค่าน้อยกว่าชีวิตของคนหนึ่งคน

ที่มา ประชาไท

"ธุรกิจประเภทใหม่ รายได้ดี...ธุรกิจการเรียกร้องประชาธิปไตย"
"ใครไม่ตายหรือบาดเจ็บ ยังเหลือวิธีสุดท้ายคือ แกล้งบ้า ให้ญาติไปขอรับเงินได้นะคะ"
"ถ้ารู้สึกผิดที่เหยียบศพเขาขึ้นมา ก็ใช้เงินตัวเองจ่ายสิคะ"
"เคยได้ยินแต่ปล้นแล้วเผา แต่เผาแล้วปล้นต่อ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ"

ภาพและคำพูดข้างต้นใน facebook ของวรกร จาติกวณิช ได้รับการกดไลค์นับพันครั้ง เป็นปฏิกิริยาฉับพลันต่อมติ ครม.ที่อนุมัติการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ วันที่ 19 กันยายน 2549-พฤษภาคม 2553 เป็นสิ่งที่ชี้ว่า ผู้คนจำนวนมากในสังคมนี้ ยังมองความตายของคนเสื้อแดงอย่างหยามเหยียด เป็นเสมือนยาพิษที่สาดซัดไปยังบาดแผลสด ๆ ของครอบครัวของผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมากจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

และวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ตัวแทนพรรค ปชป.ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอน มติ ครม. เรื่องการเยียวยา และสั่งให้รัฐบาลมีมติกำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาความเสียหายให้ผู้ที่ได้รับผล กระทบในเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งต่างๆ อย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน

ช่างเป็นตลกที่ขำไม่ออก เพราะมติ ครม.ดังกล่าว เป็นข้อแนะนำของ คอป.ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั่นเอง คอป.ระบุชัดว่า การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติ ที่จริง ปชป. น่าจะยื่นต่อศาลปกครอง ให้สั่งยุบ คอป. ไปเสียด้วยเลย

คนตายคนเจ็บถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่จนบัดนี้ เราก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานว่า คนที่ตายมีอาวุธร้ายแรงอยู่ข้างกาย ถ้ามีหลักฐานรูปถ่ายใดๆ รัฐบาล ปชป.ในขณะนั้น คงเอามาป่าวประกาศเป็นล้าน ๆ ครั้งแล้ว ในทางตรงกันข้าม คลิปวีดีโอและรูปถ่ายจำนวนมาก ชี้ว่าพวกเขาถูกยิงตายเหมือนหมาข้างถนน โดยไม่มีอาวุธอยู่ข้างกาย

หลายคนตายเพราะถูกลูกหลง เพราะทหารกราดกระสุนใส่ประชาชน หลายคนตายขณะกำลังเดินข้ามถนน การตายในลักษณะนี้เป็นผลจากการใช้กำลังอย่างเกินขอบเขตของฝ่ายรัฐนั่นเอง

ถ้าใครแน่ใจว่าคนตาย คนเจ็บคนไหนเป็นผู้ก่อการร้าย ก็ชี้ตัวออกมาเลย อย่ามาปูพรมข้อหามั่วๆ กับคนที่เขาเจ็บปวดมามากแล้ว

พวกคุณก็มีลูกไม่ใช่หรือ เงิน 7.5 ล้านแลกกับชีวิตลูกของคุณจะเอาไหม หรือคุณคิดว่าความเป็นคนชั้นสูงของคุณทำให้คุณรักลูกมากกว่าเงิน แต่คนจนเห็นแก่เงินมากกว่าลูก จึงปล่อยลูกไปตาย

กล้าไปถามพ่อแม่น้องเฌอ แม่น้องเกด และอีกหลายๆ พ่อแม่ไหมว่า ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับลูกของเขา อะไรสำคัญกว่ากัน

เคยใช้จินตนาการบ้างไหมว่า สำหรับพวกเขาวันพ่อวันแม่จะมีความหมายอะไร เมื่อไม่มีลูกให้ชื่นชมความเป็นพ่อเป็นแม่ของพวกเขาอีกต่อไป

กล้าไปถามเมียและลูก 2 คนในวัยเรียนของครอบครัวอัศวศิริมั่นคงไหมว่า ชีวิตพวกเขาลำบากแค่ไหน เมื่อหัวหน้าครอบครัวต้องกลายมาเป็นคนพิการ ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับพ่อที่ไม่พิการ พวกเขาอยากได้อะไร

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เคยคิดจะเปิดสมอง เปิดใจ รับฟังความทุกข์ของพวกเขาบ้างไหม

บอกว่าเป็นเงินภาษีของประชาชน..ก็ในเมื่อชนชั้นกลางในเมืองทั้งหลาย ช่วยกันเชียร์ให้รัฐบาล ปชป.ใช้กำลังปราบปรามเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด นี่ก็คือความรับผิดชอบทางสังคมที่พวกคุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสุขความสบาย ใจที่ได้รับยังไงล่ะ แล้วขอโทษที ไม่ได้มีแต่พวกคุณที่จ่ายภาษี คนเสื้อแดงเขาก็จ่ายภาษีเช่นกัน

เวลารัฐบาลเอาเงินเป็นแสนล้านไปสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เห็นมีคนจนออกมาค้านเลย แต่ถ้ารัฐบาลทำอะไรเพื่อคนจนหรือคนเสื้อแดง พวกนี้ต้องอ้างเรื่องภาษีของกูทุกที

เงิน 7.5 ล้านนี่มันเกินค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขากระนั้นหรือ? ถ้าฉันมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงิน ฉันจะจ่ายให้พวกเขามากกว่านี้แน่นอน

เงินชดเชย 4.5 ล้านบาท คำนวนจากการใช้รายได้ประชาชาติ GDP) ของปี 2553 หรือ 150,177 บาท/ปี คูณ 30 ปี แต่อันที่จริง รัฐบาลควรคำนวณจากรายได้ที่พวกเขาเคยได้รับจริงก่อนที่จะเสียชิวิตหรือ ทุพพลภาพ คูณจำนวนปีจนถึงอายุ 65 ปี จึงจะนับว่าเป็นความเหมาะสมขั้นต่ำ เพราะ เมื่อใช้ GDP ปี 2553 เป็นฐานในการคำนวณ เท่ากับว่าแต่ละคนมีรายได้แค่เดือนละ 12,514 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำที่เขาพึงได้หากยังมีชีวิตอยู่เสียอีก หลายคนมีรายได้มากกว่านี้แน่นอน

หรือแม้แต่เยาวชนที่เสียชีวิต ก็ต้องคิดด้วยว่า หากเขามีชีวิตอยู่ เขาจะทำรายได้อย่างน้อยเท่าไร พ่อแม่เขาจะพึ่งพาเขาในยามแก่เฒ่าได้ต่อไป นี่เป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้

ส่วนเงินค่าเยียวยาทางจิตใจอีก 3 ล้านบาท สำหรับความสูญเสียตลอดชีวิต มากเกินไปอย่างนั้นหรือ กรุณาถามตัวเองว่า มันมีค่าสูงกว่าคนที่คุณรักจริงๆ หรือ?

ขอเตือนความจำอีกครั้งว่า คนเสื้อแดงมาเรียกร้องการยุบสภา มาขอแสดงสิทธิทางการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล มายืนยันว่าเขาไม่ต้องการรัฐบาลที่เกิดจากค่ายทหาร พวกเขาไม่ได้มาเพื่อใช้ชีวิตแลกเงิน 7.5 ล้าน โปรดเลิกใช้เหตุผลวิปลาสกันเสียที

ปชป.บอกว่าต้องรวมคนที่ตายในตากใบ-กรือเซะ ใน 3 จว.ภาคใต้ ใน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 แล้วทำไมตอนตัวเองเป็นรัฐบาลไม่คิดจะทำอะไรให้กับพวกเขาบ้าง จะได้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป ทำไมตอนนั้นไม่เคยคิดทำอะไรที่สร้างสรรค์บ้าง แต่พอคนอื่นทำ กลับหาว่ามุ่งหาคะแนนเสียงกับคนเสื้อแดง อ้าว! ก็นี่เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองไม่ใช่หรือ แล้วที่ปชป.ทำมาตลอด และทำอยู่นี่ ไม่ได้สนใจฐานเสียงชนชั้นกลางของพรรคเลยอย่างนั้นหรือ?

ในทางกลับกัน การชดเชยเยียวยาจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา หากทำได้จริง ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป และจะช่วยให้การเรียกร้องให้มีการเยียวยาแก่คนกลุ่มอื่นๆ กระทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

ขอแต่เพียงว่า เมื่อถึงคราวที่คนในจังหวัดภาคใต้ได้รับการเยียวยาบ้าง คนกลุ่มเดียวกันนี้จะไม่ออกมาตะโกนว่า “กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุน 'โจรใต้' แยกดินแดน”

ทั้งนี้ทั้งนั้น โปรดเข้าใจด้วยว่า การเยียวยาด้วยตัวเงิน เป็นแค่การผ่อนความทุกข์ของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบให้เบาบางลงเท่านั้น การเยียวยาไม่ได้เป็นทั้งหมดของความยุติธรรม สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ การนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย-บาดเจ็บเมื่อ เม.ย.-พ.ค.53 มาลงโทษ ประชาธิปัตย์ยินดีคืนความยุติธรรมให้เขาหรือไม่?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 18/01/55 เหยียบย้ำ ย่ำยีกัน ตั้งแต่เป็น..ยัน..ตาย

ที่มา blablabla



มันเหยียบย้ำ ซ้ำเติม เหิมเกริมหนัก
จนประจักษ์ พรรคอุบาทว์ ชาติสถุน
ดีเข้าตัว ชั่วโยนไกล ให้เป็นจุล
เติมครุกรุ่น ความแหลกเหลว เลวระยำ....


ประดิษฐ์ประดอย คำพูด ที่สุดหรู
ข้างๆ คูๆ อวดศักดา ช่างน่าขำ
ปากเห่าโฮ่ง โพล่งอุตริ ต้องยุติธรรม
ที่แท้ต่ำ สุดทุเรศ กว่าเศษธุลี....


ฆ่าคนตาย หลักฐานชัด มัดจนแน่น
ยังโลดแล่น เงียบเฉย เหมือนเย้ยผี
ใช้วาทะ เลิศหรู พูดดูดี
ช่างอัปรีย์ เกินจะด่า ว่าจัญไร....


เงินชดเชย จ่ายให้เหยื่อ เพื่อปลอบขวัญ
กลับโรมรัน ใช้เล่ห์ พูดเฉไฉ
มันย่ำยี มันสั่งฆ่า ยังคาใจ
เหตุอันใด ถึงวิปริต ผิดมนุษย์....


คงสะใจ กองเชียร์ พรรคเหิ้ยนี้
ลืมชั่วดี ปิดหูตา ว่าผ่องผุด
ถึงกับยอม ร่วมมือ เข้ายื้อยุด
เลวที่สุด พรรคชั่วโฉด โคตรริยำ....


๓ บลา / ๑๘ ม.ค.๕๕

เปิดเอกสารเก่าที่เพิ่งค้นพบสายธารปฏิวัติไทย ร่วมใจฉลองปีมหามงคล 80ปี2475-100ปีร.ศ.130



2555 ปีมหามงคลประชาชนไทย-ปีนี้เป็นวาระมหามงคลของประชาชนชาวไทย เป็นโอกาสครบรอบ 80 ปีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และวาระครบ 100 ปีกบฎร.ศ.130( 27 กุมภาพันธ์ 2455) แม้เหตุการณ์สำคัญยิ่งนี้จะถูกทำให้พร่าเลือนลืมหลง ประชาชนไทยพึงรู้่เถิดว่า"ประวัติศาสตร์ยังตื่นอยู่เสมอสำหรับชนชั้น หลัง"(ภาพ:ประชาทอล์ก)


โดย ณัฐพล ใจจริง
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม


หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความดั้งเดิมชื่อ จาก“คณะ ร.ศ.130” ถึง “คณะราษฎร” : ความเป็นมาของความคิด“ประชาธิปไตย”ในประเทศไทย


1 ศตวรรษบรรพชนปฏิวัติ 2455--คณะกบฎ รศ.130( พ.ศ.2455 หรือ 100 ปีที่แล้ว) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนายทหารหนุ่ม ได้แรงบัลดาลใจจากการปฏิวัติซินไห่ ของหมอซุนยัดเซ็น โดยต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบ สาธารณรัฐแบบเดียวกับจีน

แต่ต่อมามีสมาชิกอาวุโสเพิ่มเติมเข้ามาในคณะก่อการมากขึ้น เสนอให้เปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญก็พอ

นิตยศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นำเสนอบทความเรื่อง จาก "คณะ ร.ศ.130" ถึง "คณะราษฎร": ความเป็นมาของความคิด "ประชาธิปไตย" ในประเทศไทย ของ ณัฐพล ใจจริง ที่นำเสนอหลักฐานใหม่ว่า แกนนำผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติรศ.130(พ.ศ.2455 หรือ 99 ปีที่แล้ว)ต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบ สาธารณรัฐ อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดได้ลงมติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบลิมิเต็ดมอร์นา กี้

โดย ณัฐพล ตั้งคำถามว่า ระบอบ "ประชาธิปไตย" ตามความคิดของ "กบฏ ร.ศ.130" ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างสูงไปยัง "คณะราษฎร" ในปี 2475 นั้น คือ ประชาธิปไตยแบบใด ก่อนที่ณัฐพลจะให้คำตอบว่า แกนนำของคณะ ร.ศ.130 มีความคิดโน้มเอียงไปในทาง "รีปัปลิ๊ก"(สาธารณรัฐ) อย่างไรก็ดีในท้ายที่สุดคณะราษฎรได้ลงเอยด้วยการเลือกระบอบลิมิเต็ด มอร์นากี้(กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ) แบบเดียวกับที่คณะรศ.130ได้ลงมติในตอนท้ายสุด


สยามในบริบทของการปฏิวัติแห่งศตวรรษที 20

แทบไม่น่าช ือ เม ื่อรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท ีถูกสถาปนาขึ้นจากกระบวนการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองกลับเข้าสู่พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯได้ปรากฎผลสำเร็จขึนในปี 2435 แต่เพียงราว 2 ปี ภายหลังรัชกาลของพระผู้ทรงสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และพระผู้ทรงเป็น ทุกส ิ่งทุกอย่างของสยามได้สิ้น สุดลง(2453) ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นพระราชมรดกของพระองค์ได้ถูกท้าทายอย่างหนัก หน่วงจากกระแสความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ท ีก่อตัวขึ้น

ในกลุ่มคนชั้นใหม่ภายในสังคมสยาม ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. 130 (2455) รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เข้าจับกุมกลุ่มนายทหารและพลเรือนหัวก้าวหน้า กลุ่มหน ึงท ีคิดเปล ียนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบ“ประชาธิปไตย”

( ยังคงมีข้อถกเถียงกันในวันที “คณะ ร.ศ. 130” ถูกจับกุม จากบันทึกความทรงจำของร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ใน คน 60 ปี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฏกษัตริยาราม 21
ธันวาคม 2523(กรุงเทพฯ : หจก.เซ็นทรัลเอ็กเพรสศึกษาการพิมพ์, 2523), หน้า 111 และ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต.
เนตร พูนวิวัฒน์ , หมอเหล็งรำลึก: ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.130(พ.ศ.2454) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานศพ
ของร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์(นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 19 เมษายน 2503 , (กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์กิมหลีหงวน), หน้า 83 ระบุว่า วันที ถูกจับกุมคือ 27 กุมภาพันธ์ 2454 (นับอย่างใหม่ คือ 2455)

แต่การศึกษาของแถมสุข นุ่มนนท์ , ยังเติร์กรุ่นแรก กบฎ ร.ศ. 130 (กรุงเทพฯ : เรืองศิลป์, 2522),หน้า196 และอัจฉราพร
กมุทพิสมัย, กบฏ ร.ศ. 130 กบฏเพื อประชาธิปไตย : แนวคิดทหารใหม่ (กรุงเทพฯ : อมรินทร์วิชาการ, 2540), หน้า
188 ระบุว่า วันที ถูกจับกุม คือ 1 มีนาคม 2454 (นับอย่างใหม่ คือ 2455) )

แม้ว่า ท ีผ่านมาจะมีหนังสือและงานวิจัยท ีชิ้นสำคัญทำการศึกษาประวัติศาสตร์ของความพยายามท ีเปล ียนแปลงการปกครองในช่วงดังกล่าวก็ตาม เช่น งานของแถมสุข นุ่มนนท์ ท ีมุ่งเน้น การศึกษาเหตุการณ์ที เรียกว่า “กบฎร.ศ.130”

อัจฉราภรณ์ กมุทพิศสมัย ที ศึกษาการปรับตัวของกองทัพสยามสมัยใหม่ ส่วนกุลลดา เกษบุญชู-มี้ด ท ีศึกษาการการล่มสลายของรัฐ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม โดยพินิจไปท ีการเปล ียนแปลงรูปแบบของรัฐ จากรัฐศักดินามาสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเคล ือนไปสู่รัฐประชาชาติเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนชั้นศักดินากับ กลุ่มคนชั้นใหม่ท ีกำเนิดขึ้น ท่ามกลางความเปล ียนแปลงของบริบทโลก

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานศึกษาชิ้นใดท ีมุ่งไปตรงไปยังตัวความคิดทางการเมืองท ีเรียกกันว่า“ประชาธิปไตย”อันเร ิ่มต้นจาก “คณะ ร.ศ.130” อย่างเป็นระบบเท่าท ีควร

ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาในเชิงประวัติความคิดทางการเมืองไทย ด้วยวิธีการตีความข้อมูลและตัวบททางประวัติศาสตร์

คำถามท ีเกิดขึ้นในใจของผู้เขียนเก ่ียวกับความพยายามปฏิวัติทางการเมืองของ “คณะร.ศ.130” คือ พวกเขามีความต้องการเปล ียนการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามไปสู่ระบอบใด หรือแบบใดกันแน่ รวมถึง ผู้เขียนต้องการทราบว่า ผู้คนในสังคมสยามขณะนั้น รับรู้ความคิดถึงแบบการปกครองนั้นได้อย่างไร

มีร่องรอยการปรากฏตัวของความคิดถึงแบบการปกครองนั้นๆในการปฏิวัติ 2475 หรือไม่ และมีความสัมพันธ์ระหว่าง “คณะร.ศ.130” กับ “คณะราษฎร” อย่างไร

การอำพรางความคิด“ประชาธิปไตย”ของ “คณะร.ศ.130”

กว่า 3 ทศวรรษท ีมีการศึกษา “คณะร.ศ.130” นักวิชาการได้ใช้เอกสารชั้นต้นในหอจดหมายเหตุ และบันทึกความทรงจำของสมาชิกคณะร.ศ.130 โดยเฉพาะอย่างยิ งบันทึกที ชื อ “หมอเหล็งรำลึก:ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.130(พ.ศ.2454)” ที เขียนโดยร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์และร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ พิมพ์เผยแพร่ในงานศพของร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์ เม ือปี 2503

แต่ผู้เขียนยังคงไม่ได้รับคำตอบอย่างพอใจถึงแบบของการปกครองใดกันแน่ที พวกเขาต้องการ ในบันทึกเล่มดังกล่าว ร.ต.เหรียญ และร.ต.เนตรบันทึกที กำกวมเพียงว่า “ที่ประชุมลงมติให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่มี กษัตริย์เหนือกฎหมายเป็นประชาธิปไตยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ดังนั้น คำถามท่ ีผุดในใจของผู้เขียน คือ อะไร คือ ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ในช่วงบริบทแห่งชีวิตและในความคิดของพวกเขา ตลอดจน พวกเขาได้อำพราง“ประชาธิปไตย”ของพวกเขาในบริบททางการเมืองที เปลี ยนไปอย่างไร7

การเริ่ มต้นตอบคำถามข้างต้น ผู้เขียนพบว่า งานศึกษาในเร ืองเหตุการณ์ร.ศ.130นั้น ล้วนอ้างอิงจาก“หมอเหล็งรำลึก”ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามท ี่ผู้เขียนต้องการทราบได้ อีกทั้งแทบไม่มีใครให้ความสนใจกับคำว่า“ประชาธิปไตย”ที ปรากฏในงานเขียนของพวกเขาว่า หมายความว่าอย่างไร

อีกทั้งปราศจากการถอดรหัส ความหมายของคำดังกล่าวของพวกเขา จนกระทั่ังผู้เขียนได้พบหนังสือเล่มเขียนโดย ร.อ. เหล็ง และ ร.ต. เนตร ชื อ “ปฏิวัติ ร.ศ.130” ซึ งเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาถึงเป้าหมายทางการเมืองของพวกเขา โดยเฉพาะแกนนำในครั้งนั้น

หนังสือเล่มนี้พิมพ์แรกในปี 2484 โดยมีปรีดี พนมยงค์ แกนนำของ“คณะราษฎร” และผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแกนนำ“คณะร.ศ.130”
หลังการปฏิวัติ 2475 เขามีส่วนการผลักดันให้พวกเขาเขียนประวัติของความพยายามปฏิวัติครั้งแรกเพ ือเผยแพร่สู่สังคมสยาม

ด้วยเหตุท ี่ บริบทท ี่หนังสือเล่มดังกล่าวพิมพ์เผยแพร่ในยุคคณะราษฎร หนังสือเล่มนี้จึงบันทึกอย่างเปิดเผยถึงความคิดทางการเมือง เป้าหมายและความเห็นพ้องร่วมกันของแกนนำนายทหาร และพลเรือนหัวก้าวหน้าเมื อ 100 ปีที แล้วว่า พวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ งแกนนำมีความคิดโน้มเอียงไปในทาง “รีปัปลิ๊ก” และความคิดดังกล่าวได้ปรากฎในหลักฐานแวดล้อมในเวลาต่อมา

(หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2484 สมจิตร เทียนศิริ ผู้เรียบเรียงได้บันทึกว่า เขาได้เรียบเรียงเร ืองราวจากบันทึกของร.ต.เนตร และหนังสือเล่มดังกล่าวได้รับการตรวจ “ทุกตัวอักษร” จากร.อ.เหล็ง ภูมิหลังของการเกิดหนังสือเล่มนี้เกิดจากความต้องการของนายปรีดี ดังนี้

“ท่านรัฐมนตรี(นายปรีดี)ได้เป็นผู้หนึ่งซึ่งร่วมมือในการปฏิวัติ เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งที่สองที่สำเร็จลง ท่านรัฐมนตรีได้คิดทีจะเรียบเรียงประวัติของคณะราษฎรนี้ไว้ แต่เมื่อท่านเห็นว่าประวัติศาสตร์ชิ้นน้จะสมบูรณ์ก็โดยที่ควรจะมีใครคนหนึ่ง ทำเหตุการณ์ในสมัย ร.ศ.๑๓๐ ขึ้นก่อน และท่านก็ได้เรียกนายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ซึ่งเป็นผู้ก่อการที่เข้มแข็งผู้หนึ่งในสมัย ร.ศ.๑๓๐ ไปพบ
และแจ้งความคิดในการเรียบเรียงที่จะกระทำของท่านขึ้น กับขอให้นายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ เล่าเหตุการณ์ของคณะร.ศ.๑๓๐ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบลง แล้วจึงขอให้นายร้อยตรีเนตร ถ้ามีเวลาให้สละเพื่อทำการบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ แต่เนื่องจาก ด้วยบุคคลทั้งสองยังหาเวลาที่จะปลีกตนมากระทำให้เป็นผลสำเร็จไม่ได้ ทั้งท่านรัฐมนตรี และนายร้อยตรีเนตร จึงปล่อยเวลาให้เนิ่นมาจนกระทั่งบัดนี้)

ความเปลี ยนแปลงของบริบททางการเมือง“หลังยุคคณะราษฎร” อาจเป็นสาเหตุสำคัญที ทำให้บันทึกของพวกเขาใน“หมอเหล็งรำลึก” ที ี่พิมพ์ในปี 2503 ปราศจาการเปิดเผยถึง ความคิดทางการเมือง และเป้าหมายของระบอบการปกครองท ีแท้จริงของพวกแกนนำในครั้งนั้น

เน ืองจาก หากพิจารณาจากบริบทแล้ว หนังสือเล่มนี้พิมพ์ขึ้น ในช่วงเวลาท ี“คณะราษฎร” สิ้นอำนาจไปแล้ว พร้อมกับบรรยากาศเริ ิ่มต้นในการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์อย่างรอบด้าน ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ ธนะรัชต์ อาจทำให้พวกเขาระมัดระวังไม่กล้าเปิดเผยความคิดทางการเมืองของพวกเขาเม ืองของพวกเขาเม ื่อครั้งเก่าออกสู่สังคม“หลังยุคคณะราษฎร”อย่างเปิดเผย

ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้ท ี่พวกเขาอาจต้องอำพรางความคิดทางการเมืองของพวกเขา ด้วยการใส่รหัส(encoding)ความหมายโดยการใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” ซี่งเป็นคำศัพท์เก่าในบริบทการเมืองใหม่

ดังนั้น หากเราจะถอดรหัส(decoding)ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”ของพวกเขา เราต้องตีความคำดังกล่าวหรือหาความหมายของคำนี้ในบริบทท ีใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ก่อนการปฏิวัติ 2475 ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” หมายถึง “การปกครองที่ ผู้เป็นหัวหน้าแห่งอำนาจบริหารไม่ใช่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน คือเป็นบุคคลสามัญหรือ คณะบุคคลซึ่งราษฎรได้เลือกตั้งไว้มีกำหนดเวลา การอยู่ในตำแหน่งไม่เป็นมฤดกตกทอดไปได้แก่ผู้อยู่ในสกุลเดียวกัน” ( http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_the_Republic_of_China เข้าถึง 27 ธันวาคม 2553)

หรือ หมายถึงการปกครองแบบ “รีปัปลิ๊ก”ท ีพวกเขาได้เคยนำเสนอความคิดเอาไว้ใน และแกนนำในครั้งนั้น มีท่าทีสนับสนุนการปฏิวัติไปในทิศทางดังกล่าว

แม้“หมอเหล็งรำลึก” ถูกบันทึกขึ้น' โดยแกนนำของคณะจะอำพรางความคิดทางการเมืองของพวกเขาไว้ แต่ “ปฏิวัติ ร.ศ.130” ท ี่พวกเขาได้บันทึกและพิมพ์ขึ้นในปี 2484 ซ่ง ึ เป็นยุคสมัยที่“คณะราษฎร” มีอำนาจทางการเมือง บริบทดังกล่าวทำให้พวกเขาได้เปิดเผยให้เห็นร่องรอยความคิดทางการเมืองของพวก เขา

แต่หนังสือเล่มนี้กลับไม่เป็นท ีรู้จักแพร่หลาย ซึ่งอาจมีผลทำให้การศึกษาความคิด“ประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ท่ ีเกิดขึ้นในสังคมสยามมาหนึ่งศตวรรษนี้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ความคิดทาง การเมืองและประวัติศาสตร์การเมืองของไทยไปอย่างน่าเสียดาย

จากนี้ไปผู้เขียนจะพาท่านสะกดรอยเพ ือหาความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ควบคู่ไปกับการพิจารณาบทบาท ความเคลื่ อนไหวของ”คณะร.ศ.130” และความสัมพันธ์ที ใกล้ชิดระหว่างพวกเขากับ“คณะราษฎร” ในประวัติศาสตร์การเมืองและประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองไทยเมื อราวหนึ่ งศตวรรษที ผ่านมา

ร.ต.วา ศ วาสนา (คนที่ 2 จากขวาแถวนั่งหน้าสุด)กับสหายคณะรศ.130ขณะถูกฝ่ายรัฐบาลพระมงกุฎเกล้าฯจับ กุมสมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาศ กล่าวกับสหายในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า "เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น"

รุ่งอรุณของความคิด“ประชาธิปไตย” ใต้เงาระบอบเอกาธิปไตยสยาม

ความเสื่อมทรามที่เกิดขึ้น จากการปกครองจีนของราชวงศ์ชิง และความเคล ่ือนไหวของขบวนการ“ถงเหม็งฮุ่ย” หรือ ขบวนการปฏิวัติจีนท ีนำโดยซุนยัดเซนก่อให้เกิดการโค่นล้มราชวงศ์ชิงในปี 2454 ผนวกกับ“ความเสื่อมซาม “ของระบอบเอกาธิปไตยสยามทำให้ในปลายเดือนธันวาคม 2454 เกิดแสงสว่างทางปัญญาท่ามกลางฤดูหนาวในสยาม เม ือนายทหารหัวก้าวหน้ากลุ่มหน่ง ึ ได้เริ่มพูดคุยกันถึงการสร้างความก้าวหน้าให้กับสยาม

ประกายความคิดได้ถูกจุดขึ้นจากร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต.จรูญ ษตะเมษ และร.ต.เนตร ได้ปรึกษากันถึงอนาคตของสยามที่กองปืนกลที่ 1 รักษาพระองค์ ถนนซางฮี และได้ใช้หนังสือชื่ อ“ประวัติศาสตร์การปฏิวัติ”ซึ งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี ยนแปลงการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศต่างๆมาเป็นตัวอย่างแนวทางการ ปฏิวัติ

ต่อมา พวกเขาได้ไปหา ร.อ.เหล็ง ที บ้านถนนสาธร เมื่อวันที 10 มกราคม 2455 ร.อ.เหล็งได้นําหนังสือพงศาวดารของประเทศต่างๆมาให้ดูเหตุการณ์ปฏิวัติที เกิดขึ้น เปรียบเทียบเป็นยุคๆเพื อให้เหล่านักปฏิวัติหนุ่มพิจารณา

การพบปะครั้งนั้นของนายทหารนักปฏิวัติหนุ่ม นางอบ ศรีจันทร์ ภริยาของร.อ.เหล็งได้ร่วมกินข้าวเย็น และรับฟังแผนการต่างๆ พร้อมกับเหล่านักปฏิวัติด้วย
“ในฐานะที่เธอเป็นสตรี ซึ่งตามลักษณะธรรมดา เมื่อพบว่า สามีของเธอและเพื่อนกับน้องชายต่างคิดการดังเช่นกบฏต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง เอาศีร์ษะเข้าแลกกับคมดาบนั้นแล้ว หน้าที่เธอจะตระหนกตกใจยับยั้งความคิดของสามีเธอ กับเพื่อน แต่เธอกลับแสดงความคิดเห็นและปิติยินดีต่อหน้าที่ของคณะผู้คิดการณ์ไกลจะกู้ ราชการบ้านเมืองอีกด้วย เธอได้กล่าวส่งเสริมความยินดี อวยชัยให้พร ขอให้ความคิดของคณะจงสัมฤทธิผล เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาราษฎร กับนํามาซึ่งความเป็นอารยะเทียมทันบรรดาประเทศชาติอื่นๆทั้งหลายต่อไป”

ต่อมาได้มีการประชุมจัดตั้ง “คณะพรรค ร.ศ. 130” ขึ้นเมื่ อ 13 มกราคม 2455 ที่บ้านร.อ.เหล็ง การประชุมครั้งนั้นมีผู้เข้าร่ วมประชุม จํานวน 7 คน คือ ร.อ.เหล็ง ร.ต.เหรียญ ร.ต.จรูญ ร.ต.เนตร ร.ต.ปลั่ ง บูรณโชติ ร.ต. ม.ร.ว แช่ รัชนิกร และร.ต.เขียน อุทัยกุล

พวกเขาได้ร่วมกันกําหนดสัญลักษณลับของ “คณะพรรค ร.ศ. 130” เป็นเครื่องหมายธงมีตัวอักษรว่า “เสียชีพดีกว่าเสียชาติ” ส่วนเครื ่องหมายของสมาชิก คือ ผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่ ปักมุมด้วยอักษร 2 ตัว สีเดียวกันว่า “ร”และ “ต” โดย“ร” หมายถึงจงระวังตัว ส่วน “ต” หมายถึง จงเตรียมตัวไว้เพื อเคลื อนที ได้

และการประชุมในครั้งต่อมา ได้มีการพูดถึง “ความเสื่อมซาม”ของระบอบเอกาธิปไตยสยาม หลังจากนั้นมีการเตรียมการเปลี ่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที มีกษัตริย์เหนือกกฎหมายไปสู่ “ประชาธิปไตย”

“ความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ”: ถอดรหัสความคิด“ประชาธิปไตย”ของ “คณะร.ศ.130”

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2455 รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เข้าจับกุม“คณะร.ศ.130” เจ้าหน้าที ได้ยึดเอกสารชิ้นหนึ งในบ้านของแกนนําสําคัญ คือ ร.อ.เหล็ง เอกสารชิ้นนั้นชื อ “ความเสื่อมซาม และความเจริญของประเทศ” ซึ่ งเป็นเอกสารที่ สะท้อนให้เห็นความคิดทางการเมืองของแกนนําคณะอย่างแจ่มชัด

ในบันทึกมีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความก้าวหน้าของประเทศ ต่างๆทั วโลกนั้น จะรุ่งเรือง หรือเสื อมทรามลงก็เพราะการกครองของประเทศนั้น
“ ถ้าประเทศหนึ่งประเทศใดรู้จักจัดการปกครองโดยใช้กฎหมายแลแบบธรรมเนียมที่ ยุติธรรม ซึ่งไม่กดขี่และบียดเบียนให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประเทศนั้นก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองแลศรีวิลัยยิ่งขึ้นทุกที เพราะราษฎรได้รับความอิสรภาพเสมอหน้ากันไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้า สําหรับกดคอกันเล่นดังเช่นประเทศซึ่งอย่ในูยุโรป แลอเมริกา เป็นต้น

ประเทศเหล่านี้ แต่เดิมก็เคยมีกระษัตริย์ปกครองอยู้่เหนือกฎหมายใช้อํานาจ แอ็บโซล๊ดเต็มที่สําหรับกดขี่ราษฎรได้ตามความพอใจ ครั้นนต่อมาเมื่อราษฎรเกิดความรู้แลความฉลาดมากขึ้นแล้ว จึงได้ช่วยกันลบล้างประเพณีอันชั่วร้ายของกระษัตริย์เสียหมด คิดจัดตั้งประเพณีการปกครองบ้านเมืองขึ้นใหม่ บางประเทศก็บังคับให้กระษัตริย์อยู่ใต้กดหมาย บางประเทศก็ยกเลิกไม่ให้กระษัตริย์ปกครอง คือ การจัดตัั้งการปกครองเป็นรีปับลิ๊ก...”

หัวใจสําคัญของบันทึกดังกล่าวได้เสนอ และวิเคราะห์แนวทางการปกครองในโลกว่า มี 3 แบบ คือ

แบบแรก“แอ็บโซลุ๊ดมอนากี”

แบบที สอง“ลิมิตเต็คมอนากี”

และแบบสุดท้ายคือ “รีปัปลิ๊ก”

สําหรับการปกครองแบบแอ็บโซลุ๊ดมอนากี”นั้น บันทึกวิจารณ์ว่า
เป็น ระบอบการปกครองที่ กษัตริย์มีอํานาจเต็ม อยู่เหนือกฎหมาย“กระษัตริย์จะทําชั่วร้ายอย่างใดก็ทําได้” จะกดขี่ แลเบียดเบียนราษฎรให้ได้รับความทุกข์ได้ทุกประการ ทรัพย์สิน สมบัติและที่ ดินจะถูกกระษัตริย์เบียดเบียนเอามาเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างไม่มีขีดจํา กัด เช่น ไล่ที ่ทําวัง เงินภาษีอากรจะถูกนํามาบํารุงความสุขให้ส่วนตัว พระราชวงศ์และบ่าวไพร่ เงินบํารุงบ้านเมืองจึง“ไม่เหลือหรอ” ประเทศสยามเป็นประเทศหนึ่งที ปกครองในระบอบดังกล่าว และมีพวกที คอย“ล้างผลาญ”ภาษีอากรที่ เข้ามา“กัดกันกินเลือดเนื้อของประเทศ”

ในบันทึกวิเคราะห์ต่อไปว่า ประเทศที่ปกครองแบบดังกล่าวจะทําให้ประเทศทรุดโทรมและถึงแก่กาลวินาศ

การปกครองแบบ“ลิมิตเต็คมอนากี้” ในบันทึกวิเคราะห์ว่า
การ ปกครองแบบนี้ กระษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมาย ดังนั้นกษัตริย์จึงไม่มีอํานาจ พวกเต้นเขนและพวกเทกระโถนตามวังเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นขุนนางเลย วิธีการปกครองแบบนี้ เริ่มต้นจากอังกฤษ ประเทศต่างๆได้ทําตามแบบดังกล่าว เช่น ตุรกี และญี่ปุ่น แต่บางประเทศทําเลยไปถึงรีปัปลิ๊ก

บันทึกเห็นว่า คงเหลือแต่ประเทศสยามเท่านั้นที่ ยังคงระบอบการปกครองที่ ่ทําให้ พวกกระษัตริย์ได้รับความสุขสนุกสบายมากเกินไปจน
ไม่มีเงินจะบํารุงประเทศ

การปกครองแบบสุดท้าย คือ "รีปัปลิ๊ก” บันทึกนิยามว่า
การปกครอง แบบนี้เป็นการปกครองที่ยกเลิกไม่ให้มีกระษัตริย์ปกครองอีกต่อไป แต่มีที่ประชุม สําหรับจัดการบ้านเมืองอย่างแข็งแรง โดยมีประธานาธิบดีเป็นประธานสําหรับการปกครองประเทศ ประชาชนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

การปกครองรูปแบบนี้ ในบันทึกวิเคราะห์ว่า “ ราษฎรทุกประเทศจึงอยากเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นรีปัปลิ๊กทั้งหมด เวลานี้ ประเทศใหญ่น้อยต่างๆเป็นรีปัปลิ๊กกันเกือบทั่วโลกแล้ว” เช่นประเทศในยุโรป อเมริกา และจีนกําลังต่อสู้เพื อเปลี ยนแปลงการปกครองให้เป็นรีปัปลิ๊ก

( โปรดรออ่านต่อตอนที่ 2 )
*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ไม่ต้องรอตอน2คลิกอ่านเอกสารดั้งเดิมที่นี่ http://www.rsu-cyberu.com/leadership/media/Leadership_Forum/RorSor130.pdf

-ซีรีส์ชุด:พ.ศ.2555 ปีมหามงคลประชาชนไทยร่วมใจฉลอง80ปี2475-100ปีร.ศ.130

วิกิพีเดียเตรียม "จอดับ" 24 ชม. ประท้วงร่าง กม.จัดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไท
17 มกราคม 2555

ชุม ชนวิกิพีเดียประกาศปิดเว็บไซต์ วิกิพีเดีย ในส่วนภาคภาษาอังกฤษ เป็นเวลา 24 ชั่วโมงในวันพรุ่งนี้ (18 ม.ค.) โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 5.00น. UTC (ตรงกับเวลา 12.00น. วันที่ 18 ของประเทศไทย) เพื่อประท้วงกฎหมาย SOPA และ PIPA ที่กำลังเสนอในรัฐสภาของสหรัฐ


หน้าแรกเว็บวิกิพีเดีย ภาคภาษาอังกฤษ ขึ้นข้อความแจ้งการจอดับทั่วโลก เพื่อประท้วงร่างกฎหมาย


สำหรับ กฎหมาย Stop Online Piracy Act หรือ SOPA เป็นกฏหมายที่ให้อำนาจรัฐในการปิดกั้นเว็บไซต์ด้วยเหตุผลจากการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา กฏหมายฉบับนี้ให้อำนาจรัฐไว้กว้างมากถึงขนาดที่สามารถห้ามการ "ลิงก์" ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ภายใต้กฏหมายนี้ ให้อำนาจไว้กับรัฐและเอกชนไว้สามส่วนใหญ่ๆ

Section 102: ให้อัยการสามารถขออำนาจศาล เพื่อประกาศแบนเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง จากเว็บค้นหา, บริการ DNS, เซิร์ฟเวอร์ใดๆ, บริการจ่ายเงิน, และการโฆษณา

Section 103: ให้อำนาจเจ้าทุกข์ในการยื่นคำร้องไปยังบริการจ่ายเงิน เพื่อให้บริการ เช่น Paypal หรือ VISA เพื่อหยุดให้บริการแก่เว็บที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อผู้ให้บริการจ่ายเงินได้รับคำร้องจะมีหน้าที่ต้องติดต่อเว็บไซต์ที่ถูก กล่าวหาเอง เพื่อรอรับการอุทธรณ์คำร้อง และกระบวนการทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นภายในห้าวัน

Section 104: บริการจ่ายเงินสามารถหยุดให้บริการเองได้ แม้จะไม่ได้รับคำร้องใดๆ หากพิจารณาว่าเว็บไซต์หนึ่งๆ ทำความผิดฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็สามารถไม่ให้บริการได้โดยไม่มีความ ผิด

กฏหมายนี้ไม่เพียง กระทบถึง เว็บไซต์ที่มีการละเมิด แต่ยังกระทบไปยังอินเทอร์เน็ตโดยรวม โดยเฉพาะการมองเว็บเป็น "โดเมน" งานนี้บริษัทที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ 9 บริษัท คือ AOL, eBay, Facebook, LinkedIn, Mozilla, Twitter, Yahoo!, และ Zynga ได้ร่วมกันส่งจดหมายถึงสภาคองเกรสให้ทบทวนกฏหมายนี้ ทางกูเกิลนั้นส่งตัวแทนไปเพื่อให้การต่อสภานิติบัญญัติ เพื่อให้คำแนะนำในการต่อต้านการละเมิดที่เจาะจงมากกว่านี้

ส่วน ร่าง PIPA (Protect IP Act) ถูกเสนอเข้าไปยังรัฐสภาสหรัฐฯ โดยกลุ่ม ส.ว. โดยยังคงมีประเด็นสำคัญคือการบล็อค DNS เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่

การ ตัดสินใจปิดเว็บชั่วคราวครั้งนี้ของวิกิพีเดีย ใช้เวลาถกเถียงกันระหว่างสมาชิกในชุมชนเป็นเวลา 3 วัน โดยมีสมาชิกกว่า 1,800 รายร่วมการอภิปราย

จิมมี เวลส์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิพีเดีย ระบุว่า นี่เป็นแอคชั่นพิเศษของชุมชน แม้ว่าเราจะเสียใจที่ต้องทำให้โลกไม่สามารถเข้าถึงวิกิพีเดียได้แม้เพียง วินาทีเดียว แต่เราก็ไม่สามารถละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า SOPA และ PIPA จะเป็นภัยต่อเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ รวมถึงจะเป็นต้นแบบที่น่ากลัวของการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของโลกด้วย

ก่อน หน้านี้ reddit เว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ด้านไอทีอีกแห่ง ประกาศ "ปิดเว็บ" เพื่อประท้วงร่างกฎหมายเจ้าปัญหาทั้งสองฉบับ โดยจะปิดเว็บชั่วคราวเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตั้งแต่ 8.00น.-20.00น. ของวันที่ 18 มกราคม ตามเวลาสหรัฐฯ

โดย ในช่วงที่ปิดเว็บ reddit จะขึ้นข้อความอธิบายว่าร่างกฎหมาย SOPA/PIPA จะส่งผลให้เว็บไซต์อย่าง reddit ถูกสั่งปิดได้ และแปะวิดีโอของผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ตหลายราย (รวมถึงผู้ก่อตั้ง reddit คือ Alexis Ohanian) ให้ความเห็นต่อสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐด้วย

นอก จากนี้ WordPress ผู้ให้บริการบล็อกรายใหญ่ ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 60 ล้านคนทั่วโลกหรือคิดเป็น 15% ของเว็บไซต์ทั้งหมด ก็เข้าร่วมการต่อต้านนี้ด้วย โดยเขียนบล็อกเชิญชวนให้ผู้ใช้ลุกขึ้นมาต่อต้านร่างกฏหมายทั้งสองฉบับนี้


ที่มา:

English Wikipedia to go dark January 18 in opposition to SOPA/PIPA, wikipedia.org
Wikipedia เตรียม "จอมืด" ประท้วงกฎหมาย SOPA, blognone.com
กฏหมาย SOPA ถูกต่อต้านเป็นวงกว้าง, มาตรการในกฏหมายขัดต่อมาตรฐาน DNSSEC, blognone.com
ลาก่อน SOPA, blognone.com
reddit ประกาศปิดเว็บชั่วคราว ประท้วงกฎหมาย SOPA
, blognone.com
WordPress ชวนผู้ใช้ร่วมคัดค้าน SOPA, blognone.com

Tuesday, January 17, 2012

ที่นี่ความจริง 16-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse










http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=985

ยังไม่เห็นพวกต่อต้านนิติราษฎรคนไหนใช้ตรรกะในการโต้แย้งที่พอฟังขึ้นเลยสักคนเดียว

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ได้ อ่านข้อเขียนของอาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์ วิจารณ์พวกที่ออกมาต่อต้านนิติราษฎร ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตัวอาจารย์เองนั้นรู้ข้อมูลมาบ้างเล็กน้อยว่า ท่านไม่ได้เป็นคนเสื้อแดงจัดแต่ประการใด เมื่อก่อนอาจารย์ก็ไม่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองเลย แต่ผู้ที่ติดตามกิจกรรมของท่านบอกว่า กรณีอากงนั้นทำให้นักวิชาการที่มีสัจจะในจิตใจรับไม่ได้กันไปทั่ว อาจารย์ปวินเป็นนักวิชาการที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมหนึ่งในกลุ่มนั้น ส่วนการเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ต้องถือได้ว่าเป็นนักวิชาการที่มีคุณภาพคนหนึ่ง เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนั้นคือสถาบันการศึกษาชั้นนำของภูมิภาคที่ทุกคนยอมรับ

อยาก บอกว่า สิ่งที่อาจารย์ปวินเขียน คือสิ่งที่อยากเขียน แต่ยังไม่ทันได้เขียน จะมีประปรายก็เพียงเรื่องไอ้พวกที่มาไล่คนที่อยากแก้ไข ม.๑๑๒ ให้ออกไปอยู่ประเทศอื่น ซึ่งมีความเห็นว่า คนส่วนน้อยไม่มีสิทธิมาไล่คนส่วนใหญ่ออกนอกประเทศเด็ดขาด แต่พวกเขาเองต่างหากที่ต้องออกไปอยู่ที่อื่น ถ้าทนอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขาไม่ได้ ก็ไสหัวออกไปจัดตั้งสังคมที่นิยมชมชอบกันเอาเองที่ไหนก็ได้ในโลก

อีก อย่างถือว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นั้นเป็นข้อเสนอที่ประนีประนอมที่สุด แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องลดความรุนแรงในการกำหนดโทษ ไม่ให้มีโืทษขั้นต่ำ หรือแม้กระทั่งการขอให้ปรับปรุงให้มีเพียงสำนักราชเลขาเป็นผู้กล่าวโทษเพียง หน่วยงานเดียว ไม่ใช่นายหมาที่ไหนเกิดไม่ชอบหน้าใครเพราะบังเอิญเห็นต่างจากตัวเอง ก็พยายามหาช่องที่จะฟ้องร้องกล่าวโทษชาวบ้านในเรื่องแบบนี้ไปทั่วประเทศ อย่างนี้ พรรคแพ้ซ้ำซากนั้นแหละคืออีแอบที่ชอบส่งคนในอาณัติไปฟ้องร้องกล่าวโทษชาว บ้าน ส่วนพรรคพวกในขบวนการก็จะคัดเลือกพวกที่ไว้ใจได้มาดูแล เขาพูดกันแซ่ด ส่ายหัวด้วยความอิดหนาระอาใจและอนาถใจกันไปทั่วทุกตึก

จริง อย่างที่อาจารย์ปวินว่า คือไม่เห็นจะมีพวกต่อต้านนิติราษฎรคนไหนมันออกมาโต้แย้งด้วยเหตุผลที่น่าฟัง เลยว่า ทำไมไม่สมควรแก้ไขปรับปรุงกฎหมายมาตรานี้ และโต้แย้งด้วยเหตุผลตรรกะที่ฟังแล้วประชาชนพอจะคล้อยตามได้ ทำเป็นแต่วิธีการโง่ ๆ ที่พวกตัวเองถนัด เช่น

บอกว่าสังคมไทยมีลักษณะเฉพาะแก้ไขไม่ได้ ทั้งที่สังคมไทยวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วขนาดไหน

ไล่ให้ไปอยู่ประเทศอื่นทั้ง ๆ ที่พวกตัวเองแพ้เลือกตั้งยับเยินถือเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ

ด่าว่าเป็นพวกนักวิชาการสวะทั้งที่อาจารย์กลุ่มนี้ทุกคนเรียนเก่งขนาดได้ทุนอานันทมหิดลมาแล้วก็มี

หรือ พวกคุณไม่ใช่คนไทย ซึ่งขอโทษทุกคนที่ออกมาแสดงจุดยืนคราวนี้เสียภาษีให้รัฐ ถือบัตรประชาชนไทยทั้งนั้น บางคนมีเงินมากกว่าไอ้พวกที่มาด่าเขาเสียด้วยซ้ำ ฯลฯ


นี่เป็นวิธีการข่มขู่และด่าทอของคนที่ไม่มี ปัญญาโต้แย้งกันด้วยเหตุผล เป็นวิธีที่ทำเป็นอย่างเดียวของพวกเผด็จการศักดินาอำมาตย์ที่คุ้นเคยกับการ ใช้อำนาจและข่มขู่ประชาชน เพียงแต่วันนี้ประชาชนเขาไม่กลัวพวกคุณแล้วเท่านั้นแหละ


Re:

โดย ลูกชาวนาไทย


หากเราเห็นใคร ด่าหรือโต้แย้งไปที่ตัวผู้พูด ผู้แสดงความเห็น หรือขมขู่ หรืออื่น ๆ โดยไม่ได้ตอบโต้ไปที่ "เนื้อหา" ที่ผู้พูดเสนอมา

แสดงว่า คนพวกนั้น "ก้าวข้ามเหตุผล" ไปสู่วิธีการอื่นๆ ในการโต้แย้งแล้ว เช่น ใช้อำนาจ ข่มขู่ หรือใช้วิธีการอื่นๆ ที่ไม่ใช่เหตุผล
นั้น แสดงว่า พวกเขาไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ ที่จะยกขึ้นมาโต้แย้ง หรือไม่อย่างนั้น พวกเขาก็โง่เกินไป เกินกว่าที่จะหาเหตุผลที่ดีมาได้

ลักษณะนี้ก็ไม่ต่างจาก "ผมเถียงสู้คุณไม่ได้ เรามาดวลกันตัวต่อตัวดีไหม"

ตอนนี้สภาพของพวกอำมาตย์ กำลังเป็นแบบนี้