ที่มา Thai E-News
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, January 20, 2012
เวียงรัฐ เนติโพธิ์: จดหมายถึงอ.เกษียร ว่าด้วยอ.สุวินัย ซามุไร ใช่ไหม?
ที่มา Thai E-News
อันเนื่องมาจากจม.โต้ตอบระหว่าง 2 มิตร 2 โลกทัศน์ เมื่อ "เกษียร เตชะพีระ" วิพากษ์ ซามูไร "สุวินัย ภรณวลัย http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1326898985&grpid=&catid=03&subcatid=0305
อ.เกษียรที่เคารพรัก
รู้สึกยินดีปรีดามากค่ะ ที่ได้อ่านจดหมายของอาจารย์ถึงอ.สุวินัย ได้กดไลค์ไปหลายครั้งตามที่ต่างๆ ด้วยรู้สึกว่ามันต้องมียังงี้สักที ที่ใครจะกล้าวิพากษ์ด้วยความสุภาพและชี้ให้เห็นปัญหาของคนแบบอ.สุวินัยแบบ กระจ่างชัดว่าตัวเขามีมายาคติอะไรบ้าง จึงทำให้แกเขียนและพูดเช่นนั้น และต้องขอชื่นชมความกล้าหาญของอาจารย์ ที่อุตส่าห์อธิบายให้ ทั้งๆที่รู้ว่าอ.สุวินัยคงไม่ฟัง หรือไม่หวั่นไหวกับคำอธิบายเหล่านี้ เพราะคิดกันคนละโหมดอยู่กันคนละโลกจริงๆ
และก็เห็นด้วยกับ อาจารย์อย่างยิ่งในประเด็นที่ว่าอ.สุวินัยใช้มายาคติแบบตะวันออกเหนือกว่า ตะวันตก จนบดบังเหตุผลและข้อเท็จจริง ยังไงก็ตาม มีส่วนเล็กๆที่ทำให้เรา (และน่าจะรวม คำ ผกาเพื่อนร่วมสถาบันด้วย) แอบไม่ยอมคือประโยคที่บอกว่า "เป็นมายาคติที่อ.สุวินัยไปติดมาจากเรียนญี่ปุ่น" โอ๊ย เสียชื่อมาก แถมเรียนที่มหาวิทยาลัยเกียวโตที่เดียวกันเสียอีก เสื่อมเลยค่ะ ส่วนตัวแล้วเห็นว่าอ.สุวินัยไปได้ไกลขนาดนั้นคือมายาคติของตัวแกเอง โดยเอาคำว่าโลกตะวันออก เอาปรัชญาซามูไร หรืออะไรต่างๆเหล่านี้มาเคลือบให้เกิดความน่าเชื่อถือในความ “อิน” กับเรื่องไสยศาสตร์ ภูตผี วิญญาณของแกมากกว่า เอาง่ายๆอยู่ญี่ปุ่นมาเกือบ 10 ปีไม่เคยเจอหรือได้รู้จักคนที่เชื่อเรื่องลึกลับ พลังพิเศษ หรือไสยศาสตร์แบบอ.สุวินัยเลย ยิ่งภายในรั้วมหาวิทยาลัยยิ่งไม่มี แต่เมืองไทยมีคนแบบอ.สุวินัยเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
ถ้า ถามว่าการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกียวโตนั้น อ.สุวินัย มาเผยแพร่อะไรบ้าง? เอาเฉพาะที่เป็นการรับรู้แบบวงกว้างในสังคมไทยนะคะ หนังสือเรื่อง “ความรักกับจอมยุทธ์” ที่อ.สุวินัยเขียนนั้น ได้รับความนิยมอย่างสูง อ่านสนุก เพลิดเพลิน แถมมีอะไรลึกซึ้งเป็นปรัชญาชีวิต มีอะไรซึ้งๆให้น้ำตาซึมได้อีก เรื่องนี้สะท้อนได้เห็นแนวทางการใช้ชีวิตทั้งส่วนตัว และโลกทัศน์ของแกอย่างชัดเจน แกนหลักของหนังสือเล่มนี้ คือการฝึกมวยจีนสายสำนักเส้าหลิน และการดำเนินชีวิตแบบจอมยุทธ์ เรียกว่าเป็นศิษย์มีสำนัก ในเรื่องนี้ตัวเอกของเรื่องมีครูที่พร่ำสอนอบรมวิชาแห่งจอมยุทธ์ ให้ร่างกายแข็งแกร่ง จิตใจเข้มแข็ง พร้อมที่จะเป็นนักสู้แบบคลาสสิค นอกจากนั้นในชีวิตประจำวันก็ต้องดำเนินชีวิตตามวิถีของนักรบจีน มีความกล้าหาญ สงบเยือกเย็น อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ก็ไม่เกรงกลัวใครในการต่อสู้ และนั่นคือเรื่องราวของนักเรียนทุนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ได้เรียนที่มหาวิทยาลัย เกียวโต นับว่าเป็นหนังสือที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นมากนะคะ ใครได้อ่านคงจะซาบซึ้งตามไปด้วยว่าการเป็นนักเรียนญี่ปุ่นนี่ทำให้เข้าถึง จิตวิญญาณตะวันออกทั้งร่างกาย จิตใจ และวัตรปฏิบัติ เลยทีเดียว
แต่ เอาเข้าจริงๆโรงเรียนสอนมวยจีนที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โชรินจิ” (Shorinji-วัดเส้าหลิน)นี้ ก็เหมือนๆกับโรงเรียนสอนกีฬาทั่วๆไป ใครๆก็ไปเรียนไปเล่นได้ แม้ว่าจะไม่ค่อยได้รับความนิยมในหมู่นักเรียนไทยนัก แต่บังเอิญเรามีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นศิษย์โชรินจิ มันจะไปฝึกทุกเสาร์อาทิตย์ และบ้าฝึกซ้อมของมันไป รู้สึกว่าจะฝึกขั้นสูงด้วย แต่ไม่เห็นมันจะจอมยุทธ์ หรือจิตวิญญาณอะไร ก็แค่ออกกำลังกายให้รูปร่างหล่อดี ตอนนี้เพื่อนคนนี้เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ทำงานอยู่ Silicon Valley ไม่ได้จิตฯอะไรเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเรื่องจอมยุทธ์ของอ.สุวินัยจึงเป็นกึ่งนิยายที่เขียนเล่าให้น่า ติดตาม แท้จริงๆแล้วก็คืองานอดิเรกหรือการออกกำลังกายของนักเรียนคนหนึ่งที่เขาอาจ จะ “อิน” และหลงใหลการออกกำลังกายจนพาให้เห็นว่าเป็นวิถีแห่งจอมยุทธ์ ก็ต้องชื่นชมในจินตนาการ และความสามารถในการเล่าเรื่องของอ.สุวินัยว่าเป็นขั้นจอมยุทธ์จริงๆ และแน่นอนไม่ปฏิเสธว่าเป็นแรงบันดาลใจของคนจำนวนมากในการฝึกฝนมวยจีนเพื่อ สุขภาพกายและจิต
ส่วนสำนักในทางวิชาการของอ.สุวินัยก็คือคณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต อาจารย์แทบทุกคนในคณะเศรษฐศาสตร์สมัยนั้นเป็นมาร์กซิสต์ โดยเฉพาะช่วงที่อ.สุวินัยไปเรียนยิ่งเข้มข้นและสุดขั้วอยู่ อาจารย์แกอาจจะโชคดีที่ได้ฝึกความเป็นวิชาการจากอาจารย์ที่เน้นทฤษฎีแบบเข้ม ข้น มีการวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยมแบบถึงราก และอาจจะได้เชื้อของการต่อสู้จากขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายมาบ้าง (ซึ่งช่วงที่อาจารย์ไปนั้นเป็นช่วงปลายของขบวนการนักศึกษาญี่ปุ่นแล้วด้วย ซ้ำ แต่น่าจะได้จากกลุ่มกิจกรรมของนักเรียนไทยที่ติดต่อสื่อสารกับขบวนการ นักศึกษาในประเทศไทย) แต่สำนักมาร์กซิสต์ในทางวิชาการ คงไม่ใช่ที่บ่มเพาะจิตวิญญาณแบบตะวันออกที่ตรงข้ามกับตะวันตกแน่ๆ
หาก จะพยายามค้นหารากเหง้าแบบตะวันออกในการบ่มเพาะทางวิชาการของมหาวิทยาลัยใน ญี่ปุ่น ก็คงมีให้เห็น เช่นระบบรุ่นพี่-รุ่นน้อง(Sempai-Kouhai) และ อาจารย์-ศิษย์ ที่ยังคงความสัมพันธ์แบบลำดับชั้นในแบบสังคมญี่ปุ่น แต่การมีห้องทำงานที่เท่ากันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง การไม่แยกส้วม ไม่แยกลิฟท์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา ก็สะท้อนให้เห็นความเท่าเทียมที่หาไม่ได้ในมหาวิทยาลัยในเมืองไทย
ถ้า ให้อธิบายสังคมญี่ปุ่นสมัยใหม่ โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เอาแบบง่ายๆ ในโลกทางสาธารณะเริ่มไปตั้งแต่รัฐธรรมนูญ โครงสร้างการบริหาร กฎหมาย การศึกษา การแต่งกาย และอื่นๆ เป็นตะวันตกเอามากๆ และคนยึดถือสิ่งเหล่านั้นเป็นหลักในการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ในโลกส่วนตัว ความสัมพันธ์ในครอบครัว ชาย-หญิง การกิน ประเพณีต่างๆ ยังมีจิตวิญญาณที่เรียกว่าแบบญี่ปุ่นอยู่เยอะ แต่จิตวิญญาณเหล่านั้นไม่ค่อยเป็นปัญหากับโลกสาธารณะเท่าไร จะมีอิทธิพลบ้างก็อยู่ในระดับจัดการได้ ดังนั้นในมหาวิทยาลัย ในความสัมพันธ์ส่วนตัวจึงมีวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นอยู่เยอะ และก็กลายเป็นวิธีปฏิบัติต่อกันที่ยากที่คนนอกจะเข้าถึง แต่นั่นไม่ใช่จิตวิญญาณในแบบ ไสยศาสตร์ หรือความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ พูดง่ายๆสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงมารยาท code of conduct หรือ manner ที่จะทำให้สมาชิกในสังคม รู้สึกสะดวกใจไม่เคอะเขินที่จะรู้ล่วงหน้าว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ แต่ไม่ได้มามีผลต่อการจัดโครงสร้างสังคม หรือจัดความสูงต่ำของความสามารถเลย ประสบการณ์โดยตรงมีรุ่นพี่คนหนึ่งเก่งมากๆ จบแค่ปริญญาตรีก็ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ ทุกคนก็เรียกอาจารย์ ในห้องเรียนเขาก็คืออาจารย์ แต่เวลากินเหล้าเขาก็ต้องเรียกรุ่นพี่ของเขาที่ยังไม่จบว่ารุ่นพี่อยู่ดี และมีอีกกรณีหนึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาของเราเองซึ่งแก่คราวพ่อบอกว่า ขอโทษนะที่พูดแบบนี้จริงๆแล้ว politically incorrect และอาจจะผิดข้อบังคับของมหาวิทยาลัยได้ แต่ขอพูดในฐานะส่วนตัวที่เห็นเราเหมือนลูก ท่านถามเราว่า “เป็นผู้หญิงจะเรียนสูงไปทำไม” ฮ่าๆ นี่คือจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นที่กำลังล้ำเส้นในความสัมพันธ์แบบสาธารณะ แต่อาจารย์ก็อุตส่าห์ย้ำแล้วย้ำอีกว่านี่คือพูดในฐานะส่วนตัว อย่างไรก็ดีอาจารย์ท่านนี้ก็ไม่ได้เอามายาคติแบบพ่อมองลูกสาว มาตัดสินเรื่องที่เป็นทางการ กล่าวคือท่านก็ส่งเสริมให้เราเรียน หาเวทีวิชาการให้นำเสนอ ส่งเสริมให้ตีพิมพ์บทความ และอะไรอีกหลายประการตามหน้าที่อาจารย์พึงทำให้ศิษย์
ประเด็นคือในทางความเชื่อหรือจิตวิญญาณคุณ คุณจะคิดหรือรู้สึกยังไงก็ได้ แต่ไม่ได้ล้ำเส้นมาตัดสินความสัมพันธ์ในทางสาธารณะแน่ๆ
ส่วน ความเป็นซามูไรของอ.สุวินัยนั้น ก็ออกจะแปลกนะคะ ซามูไรหรือ Bushido เป็นปรัชญาการใช้ชีวิตของนักรบที่สู้รบเพื่อปกป้องเจ้านาย เคียงข้างเจ้านาย และตายไปกับเจ้านายอย่างจงรักภักดี ซึ่งเป็นวิธีคิดและการปฏิบัติที่โบราณ ไม่สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่เลย แต่ท่ามกลางความเป็นสมัยใหม่ของผู้คนและสังคมญี่ปุ่น ก็มีกระแสที่ดิ้นรนเพื่อแสวงหาอัตลักษณ์และจิตวิญญาณอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงมีความพยายามฟื้นฟูลัทธิซามูไรหรือบูชิโดขึ้นมา นักคิดนักเขียนคนสำคัญที่นำลัทธิโบราณนี้มาฟื้นฟูในโลกสมัยใหม่ คือ มิชิมะ ยูกิโอะ (1925-1970) นักเขียนนิยายที่ได้ชื่อว่าเป็นพวกขวาจัดคลั่งชาติ ที่เป็นหนึ่งในนักเขียนหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่เจ๋งมากนะคะ ความสามารถเรื่องสำนวนภาษา ความลึกซึ้งทางปรัชญา และความเข้าใจในจิตใจมนุษย์ ทำให้งานเขียนเขาสุดยอดแทบทุกชิ้น เขาชอบเน้นการทำตัวตามแนวทางแบบ Bushido เพื่อให้เป็นจริยธรรมของผู้ชาย ญี่ปุ่นที่นับวันจะหายาก คือความกล้าหาญ การเสียสละ การรักษาคำพูด การรักความจริง รักชาติ (แต่พูดน้อยนะคะ ซามูไรจริงต้องไม่พูด) อะไรประมาณนั้น แต่จริงๆแล้วมิชิมะออกจะ “อิน” กับลูกผู้ชายแบบตะวันตกด้วย งานของมิชิมะจึงมีกลิ่นอายลูกผู้ชายแบบ Hemingway อยู่ไม่น้อย นอกจากเขาเป็นนักรบในโลกวรรณกรรมแล้ว มิชิมะยังจัดตั้งกองกำลังของตัวเองเล็กๆ แต่ก็ไม่เคยได้ใช้ความรุนแรงไปในกรณีใดๆ ดราม่าของมิชิมะจบตรงที่เขาฆ่าตัวตายแบบฮาราคิรี คือคว้านท้องตาย ตั้งแต่ยังหนุ่มๆอายุแค่ 45 ปีเพราะเป็นจุดที่ประสบความสำเร็จสุดยอดและร่างกายมีมัดกล้ามแข็งแกร่ง เขาไม่ต้องการเห็นความตกต่ำในชีวิตอีกต่อไป จึงขอตายอย่างลูกผู้ชายในจุดสูงสุดของชีวิต
ถ้า เป็นซามูไรใน โลกสมัยใหม่จริง อ.สุวินัยคงคว้านท้องตายไปตั้งแต่เรื่องอาจารย์กู้แล้วล่ะค่ะ ไม่รอให้มีวันนี้วันที่พระธาตุเสด็จลงมารวม 25 องค์รอบตัวท่านหรอก
เวียงรัฐ เนติโพธิ์
20 มกราคม 2555

ความสวยงามชวนฝันของเกียวโต

มหาวิทยาลัยเกียวโต

ชีวิตรอบๆตัวในเกียวโต

มิชิมะ ยูกิโอะ
100ปีร.ศ.130-80ปี2475เจตนารมณ์ยังไม่สมบูรณ์
ที่มา Thai E-News
ใน บ่ายวันปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นั้น “คณะร.ศ.130” ได้พบกับปรีดี พนมยงค์ แกนนําฝ่ายพลเรือน เขาได้กล่าวกับเหล่าผู้มาก่อนกาลว่า “พวกผมถือว่า การปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทําที่ต่อเนื่องกันมาจากการกระทําเมื่อ ร.ศ.130 จึงขอเรียกคณะร.ศ.130 ว่า พวกพี่ๆต่อไป”
หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความชุดนี้นำมาจากเอกสารชื่อ จาก“คณะร.ศ.130” ถึง “คณะราษฎร” :ความเป็นมาของความคิด“ประชาธิปไตย”ในประเทศไทย เขียนโดย ณัฐพล ใจจริง ท่านสามารถดาวน์โหลดอ่านเอกสารต้นฉบับได้ตามลิ้งค์ http://www.rsu-cyberu.com/leadership/media/Leadership_Forum/RorSor130.pdf
...........
“ความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ”: ถอดรหัสความคิด “ประชาธิปไตย”ของ “คณะร.ศ.130”
บรรพชนปฏิวัติ ร.ศ.130-คณะ ปฏิวัติ 130 ได้อิทธิพลจากการปฏิวัติของหมอซุนยัดเซ็นในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น สาธารณรัฐในปีพ.ศ.2454 โดยได้วางแผนจะปฏิวัติในวันจักรี 6 เมษายน 2455 แต่มีผู้ทรยศนำความลับไปบอกรัฐบาลพระมงกุฏเกล้าฯทำให้กลายเป็นกบฎ ถูกจับกุมในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2455 หรือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2455 หรือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เข้าจับกุม“คณะร.ศ.130” เจ้าหน้าที ได้ยึดเอกสารชิ 'นหนึ งในบ้านของแกนนําสําคัญ คือ ร.อ.เหล็ง เอกสารชิ 'นนั'นชื อ “ความเสือมซามและความเจริญของประเทศ”ซึ งเป็นเอกสารที สะท้อนให้เห็นความคิดทางการเมืองของแกนนําคณะอย่างแจ่มชัด
ในบันทึกมีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความก้าวหน้าของประเทศต่างๆทั วโลกนั'น จะรุ่ งเรืองหรือเสื อมทรามลงก็เพราะการปกครองของประเทศนั'น “ ถ้าประเทศหนึ.งประเทศใดรู้จักจัดการปกครองโดยใช้กฎหมายแลแบบธรรมเนียม ที.ยุติธรรมซึ.งไม่กดขี.และเบียดเบียนให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประเทศนั#นก็จะมีความเจริญรุ่ งเรืองแลศรีวิลัยยิ. งขึ้นทุกที เพราะราษฎรได้รับความอิสรภาพเสมอหน้ากันไม่มีใครที.จะมาเป็นเจ้าสําหรับกดคอ กันเล่นดังเช่นประเทศซึ.งอย่ในูยุโรปแลอเมริกาเป็นต้น
ประเทศเหล่านี้แต่เดิมก็เคยมีกระษัตริย์ปกครองอย่เหนือกฎหมายใช้อํานาจ แอ็บโซลู๊ดเต็มที.สําหรับกดขี.ราษฎรได้ตามความพอใจ ครั้นต่อมาเมื่อราษฎรเกิดความรู้แลความฉลาดมากขึ้นแล้ว จึงได้ช่วยกันลบล้างประเพณีอันชัวร้ายของกระษัตริย์เสียหมด คิดจัดตั้งประเพณีการปกครองบ้านเมืองขึ้นใหม่ บางประเทศก็บังคับให้กระษัตริย์อย่ใต้กดหมาย บางประเทศก็ยกเลิกไม่ให้กระษัตริย์ปกครอง คือ การจัดตั้งการปกครองเป็นรีปับลิ๊ก...”
หัวใจสําคัญของบันทึกดังกล่าวได้เสนอและวิเคราะห์แนวทางการปกครองในโลกว่ามี 3 แบบ คือ แบบแรก“แอ็บโซลุ๊ดมอนากี” แบบ สอง“ลิมิตเต็คมอนากี” และแบบสุดท้ายคือ “รีปัปลิ๊ก”
สําหรับการปกครองแบบแอ็บโซลุ๊ดมอนากี”นั้น บันทึกวิจารณ์ว่า เป็นระบอบการปกครองที กษัตริย์มีอํานาจเต็มอยู่เหนือกฎหมาย“กระษัตริย์จะทําชั่วร้ายอย่างใดก็ทํา ได้” จะกดขี แลเบียดเบียนราษฎรให้ได้รับความทุกได้ทุกประการ ทรัพย์สิน สมบัติและที ดินจะถูกกระษัตริย์เบียดเบียนเอามาเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างไม่มีขีดจํา กัด เช่น ไล่ที ทําวัง เงินภาษีอากรจะถูกนํามาบํารุงความสุขให้ส่วนตัว พระราชวงศ์และบ่าวไพร่ เงินบํารุงบ้านเมืองจึง“ไม่เหลือหรอ” ประเทศสยามเป็นประเทศหนึ งที ปกครองในระบอบดังกล่าว และมีพวกที คอย“ล้างผลาญ”ภาษีอากรที เข้ามา“กัดกันกินเลือดเนื#อของประเทศ”
ในบันทึกวิเคราะห์ต่อไปว่า ประเทศที ปกครองแบบดังกล่าวจะทําให้ประเทศทรุดโทรมและถึงแก่กาลวินาศ การปกครองแบบ“ลิมิตเต็คมอนากี” ในบันทึกวิเคราะห์ว่า การปกครองแบบนี ' “กระษัตริย์ต้องอย่ใต้กฎหมาย ู ” ดังนั้น กษัตริย์จึงไไม่มีอํานาจ “พวกเต้นเขนและพวกเทกระโถนตามวังเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นขุนนางเลย
” วิธีการปกครองแบบนี้เริ่มต้นจากอังกฤษ ประเทศต่างๆได้ทําตามแบบดังกล่าว เช่น ตุรกี และญี ปุ่น แต่บางประเทศทําเลยไปถึงรีปัปลิ๊ก บันทึกเห็นว่า คงเหลือแต่ประเทศสยามเท่านั้นที ยังคงระบอบการปกครองที ทําให้“พวกกระษัตริย์ได้รับความสุขสนุกสบายมากเกินไปจน
ไม่มีเงินจะบํารุงประเทศ”
การปกครองแบบสุดท้าย คือ “รีปัปลิ๊ก” บันทึกนิยามว่า การปกครองแบบนี 'เป็นการปกครองที่“ยกเลิกไม่ให้มีกระษัตริย์ปกครองอีกต่อไป แต่มีที่ประชุมสําหรับจัดการบ้านเมืองอย่างแข็งแรง โดยมีประธานาธิบดีเป็นประธานสําหรับการปกครองประเทศ” ประชาชนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
การปกครองรูปแบบนี้ ในบันทึกวิเคราะห์ว่า “ ราษฎรทุกประเทศจึงอยากเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นรีปัปลิ๊กทั้งหมด เวลานี้ ประเทศใหญ่น้อยต่างๆเป็นรีปัปลิ๊กกันเกือบทั่วโลกแล้ว” เช่นประเทศในยุโรป อเมริกาและจีนกําลังต่อสู้เพื่ อเปลี ยนแปลงการปกครองให้เป็นรีปัปลิ๊ก
นายแพทย์นักปฏิวัติ-ร้อย เอกนายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์ หรือ"หมอเหล็ง"ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ เพราะประสงค์จะเจริญรอยตามจีนที่ได้นายแพทย์ซุนยัดเซ็นเป็นหัวหน้าคณะ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จมาก่อนหน้านี้
ร.อ.เหล็ง และร.ต.เนตรได้บันทึกต่อไปอีกว่า ที่ ประชุมในช่วงแรกๆหลายครั้งให้การสนับสนุนการปกครองอย่างหลังสุดตามแบบจีน พวกเขาได้บันทึกบรรยากาศในประชุมเมื อครั้งนั้นว่า “ที่ประชุมเอนเอียงไปในระบอบแผนการปฏิวัติของประเทศจีน เนื่องจาก[จีน]มีฐานะและสภาพไม่ต่างจากเรา[สยาม] ”
สอดคล้องกับร.ต.จรูญ ษตะเมษ หนึ ่งในสมาชิกของ “คณะร.ศ. 130” ได้ย้อนความทรงจําว่า แนวทางในการปฏิวัติเปลี ยนแปลงปกครองของพวกเขาได้แบบจากจีน แต่แนวความคิดในการปกครองได้มาจากตะวันตก
แนวทางตัดสินใจไปสู่ “ประชาธิปไตย”นั้น พวกเขาบันทึกว่า ได้รับการสนับสนุนจากทั้งนายทหารกลุ่มหนึ งและพลเรือน เช่น พระยารามบัณฑิตสิทธิเศรณี(เซี่ยง สุมาวงศ์) พระพินิจพจนาตรถ์(น่วม ทองอินทร์) บุญเอก ตันสถิตย์(อดีตนักเรียนฝรั งเศส ขณะนั้นทํางานในสถานทูต
ฝรั งเศส)และอุทัย เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา
แม้ในบันทึกของพวกเขาเล่าว่า เมื อมีสมาชิกเพิ มขึ้นในการประชุมแต่ละครั้งทําให้เกิดกลุ่มสายกลางขึ้น กลุ่มดังกล่าวมี ร.ต.จือ ควกุล และสมาชิกบางส่วนที เป็นสมาชิกที มีอายุมากต้องการเปลี ยนเป็นระบอบ “ลิมิเต็ดมอนากี”มากกว่า
กลุ่มสายกลางให้เหตุผลว่า “ไม่ต้องการให้เกิดความชอกช้ำามากเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอํานาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทําตัวเป็นศัตรูอย่ตลอดกาล ู ” ร.ต.เนตร ซึ งเป็นเลขาธิการคณะได้ประเมินความคิดของกลุ่มสายกลางว่า “ไม่ได้ความเลย”
น่าสังเกตว่า ในบันทึกของพวกเขาและท่าทีที่ ปรากฎในบันทึกหลายเล่ม พวกเขามิได้เคยรวม ร.อ.เหล็ง ร.ต.เนตรและร.ต.เหรียญ ซึ งเป็นแกนนําสําคัญของคณะสายทหารเอาไว้ในกลุ่มสายกลางเลย
มิพักถึงท่าทีของกลุ่มพลเรือนในคณะซึ ่งมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับแกนนําสายทหาร ดังนั้น เราจึงอาจวิเคราะห์ได้ว่า พวกเขาที ่เป็นแกนนําทั้งสายทหารและพลเรือนมิได้จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มสายกลาง
กล่าวอีกอย่าง คือ พวกเขามิได้เห็นด้วยกับทิศทางการปฏิวัติเปลี ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบ“ลิมิเต็ดมอนากี”ให้ เกิดขึ้นในสยามในครั้งนั้น แม้แนวทางที พวกเขาต้องการมิได้ประสบชัยชนะ ด้วยคะแนนเสียงที น้อยกว่าเพียงเล็กน้อย แกนนําได้ยอมรับมติที ประชุมในครั้งสุดท้าย
และได้ตกลงกันลงมือปฏิวัติในวันถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน 2455 แต่ความหวังของพวกเขาในการเปลี ยนแปลงการปกครองของสยาม ไม่อาจบรรลุผลได้เนื องจาก พวกเขาถูกจับกุมในเวลาต่อมาก่อนการลงมือเพียง 1 เดือน
เนื องจาก พ.อ.พระยากําแพงราม(แต้ม คงอยู่)ได้ทรยศหักหลังนําแผนการของพวกเขาไปแจ้งต่อรัฐบาล ทําให้การปฏิวัติครั้งนั้นไม่สําเร็จ
การทรยศดังกล่าวทําให้ พระยากําแพงรามได้ทุนจากรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปศึกษาด้านการทหารในฝรั ่งเศส แต่ทําให้พวกเขาเหล่าผู้กล้าที มาก่อนกาลบางคน เช่น ร.ต.ชอุ่ม สังกัด กองทหารม้าที 1 ยิงตัวตายด้วยการใช้ปืนเล็กสั้นของนายทหาร “ยัดเข้าปาก” ปลิดชีพตนเองคณะผู้มาก่อนกาล-ทหาร หนุ่มคณะรศ.130ช่วงติดคุกการเมือง หลังพ้นโทษได้เผยแพร่ความคิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อนายทหารหนุ่มใน รุ่นถัดมา ทำหนังสือพิมพ์โฆษณาให้คนไทยคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง และถอดบทเรียนให้คณะราษฎรก่อการ 2475 สำเร็จในอีก 20 ปีต่อมา
สมาชิกส่วนใหญ่ถูกโยนเข้าคุกไปเป็นเวลากว่า 12 ปี ความรุนแรงของตัดสินโทษของรัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ มีต่อเพื อนๆของพวกเขา ทํา ให้ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์ สมาชิกคนหนึ งที ยังไม่ถูกจับกุมได้ลักลอบส่งจดหมายติดต่อกับเพื ่อนที ต้องโทษทัณฑ์ว่า เขาจะเป็นผู้ถือ “ธงรีปัปลิ๊ก” นําขบวนการปฏิวัติปลดปล่อยเพื อนออกจากการลงทัณฑ์โดยรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เคราะห์ร้ายที เจ้าหน้าที รัฐบาลยึดจดหมายบับนี้ได้ทําให้เขาถูกจับกุมในเวลาต่อมา
ในระหว่างที พวกเขาถูกลงโทษ สมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาศ วาสนา หนึ ่งในสมาชิกของคณะ เขาได้กล่าวกับเพื ่อนๆในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า “เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น”
การรับรู้การปฏิวัติจีนและความเคลื่อนไหวของ “ไทยเหม็ง”
100ปีเก๊กเหม็ง-ภาพยนตร์ 1911 ซึ่งออกฉายในปี 2554 ที่ผ่านมา เฉลิมฉลองโอกาส 100 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนจากราชาธิปไตยสู่สาธารณรัฐ
หากหันมาดูบทบาทของปรีดี พนมยงค์ แกนนําสายพลเรือนในคณะราษฎรซึ ่งมีส่วนในการก่อตั้ง“คณะราษฎร” ขึ้นในปารีสเพื อทําการปฏิวัติ 2475 จนสําเร็จนั้น ในเวลาต่อมา เขาได้เล่าย้อนถึงแรงดลใจของเขานั้นเกิดขึ้นจากความสําเร็จของการปฏิวัติจีน และความกล้าหาญของ “ไทยเหม็ง” หรือ “คณะ ร.ศ. 130” ว่า
“ฝ่ายพวกจีนเก็กเหม็งที่อยุธยาก็ได้ใช้วิธีโฆษณา โดยเช่าห้องไว้ที่ตลาดหัวรอไว้เป็นห้องอ่านหนังสือ มีภาพการรบเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้สนใจ ส่วนงิ้วที่ศิลปินจีนแสดงประจําที่วัดเชิง (วัด พนัญเชิง)นั้น ก็เปลี่ยนเรื่องเล่นใหม่ให้สมกับสมัย คือ เล่นเรื่องกองทหารเก็กเหม็งรบกับกองทหาร
กษัตริย์ จึงทําให้คนดูเห็นเป็นการสนุกด้วย”
ปรีดี ได้เล่าย้อนในวัยเด็กต่อไปว่า เขาได้เห็นการเปลี ยนแปลงอย่างฉับพลัน เขาเห็น ชายจีนทุกคนตัดผมเปียทิ้ง ทั้ง ๆ ที ได้ไว้เปียมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ชาวจีนเหล่านั้นอธิบายกับเขาว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีนเป็นผู้กําหนดให้ไว้ผมเปียได้ถูกล้มล้างไป แล้ว จีนได้เปลี ่ยนการปกครองก้าวสู่สาธารณรัฐอันมีซุนยัดเซนเป็นผู้นํา
เขาบันทึกว่า “ในสมัยนั้น หนังสือพิมพ์ยังไม่แพร่หลายในสยาม โดยเฉพาะในจังหวัดบ้านเกิดของข้าพเจ้า บิดาข้าพเจ้าเห็นว่าข้าพเจ้ากระหายใคร่รู้ข่าวคราวต่าง ๆ มากนัก จึงได้นําหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ของญาติของข้าพเจ้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนายทหารแห่งกองทัพบกมาให้ข้าพเจ้าอ่าน ทําให้ข้าพเจ้ารับรู้ทีละเล็กทีละน้อยว่า ระบอบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น มีข้อเสียหรือข้อบกพร่องอย่างไร ชาวจีนจึงได้ต่อต้านการปกครองระบอบนี้ และเปลี่ยนมาเป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ”
นอกจากนี ' ครูวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของเขาได้สอนให้เขารู้จักรูปแบบการปกครอง ฉบับย่อ ว่า “ครูสอนว่าแบบการปกครองประเทศแยกออกเป็นสามชนิด คือ ๑.พระเจ้าแผ่นดินอย่เหนือกฎหมาย เรียกว่า ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’๒.พระเจ้าแผ่นดินอย่ใต้กฎหมายการปกครองแผ่นดิน ๓.ราษฎรเลือกตั้งขึ้นเป็นประมุขเรียกว่า ‘รีปับลิก’… มีคณะเสนาบดี การปกครองประเทศตามความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร…ครูบางท่านที่ก้าวหน้าได้ ติดตามข่าวแล้วเอามาวิจารณ์ให้นักเรียนฟังว่า วันไหนฝ่ายใดชนะฝ่ายใดแพ้ ซึ่งทําให้ปรีดีและนักเรียนที่สนใจเกิดสนุกกับข่าวนั้น”
ต่อมาในภายหลัง เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ครูมัธยมผู้นี้ อาจเป็นสายจัดตั้งของ“คณะ ร.ศ. 130” เพราะนําความคิดประชาธิปไตยมาเผยแพร่ แก่นักเรียน โดยเฉพาะในช่วงเกิดสงครามในประเทศจีนระหว่างฝ่ายเก็กเหม็งกับฝ่ายกษัตริย์ ราชวงศ์แมนจู
ครูได้สอนอีกว่า “ ต่อมาในไม่ช้า ความปรากฏว่าฝ่ายกษัตริย์แห่งราชวงศ์แมนจูต้องพ่ายแพ้ ครูที่ก้าวหน้าจึงพดเปรย ๆ กับปรีดีว่า ระบบสมบ ู ูรณาฯ ก็สิ้นไปแล้วในจีน ยังเหลือแต่รุสเซียกับเมืองไทยเท่านั้น ครูไม่รู้ว่าระบบสมบูรณาฯ ใดใน ๒ ประเทศนี้ประเทศใดจะสิ้นสุดก่อนกัน”
การปฏิวัติจีนกับหนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” : การแพร่ กระจายของความคิด “ประชาธิปไตย”ในสังคมสยาม
ต้นแบบ-หมอซุนยัดเซ็น ผู้นำการปฏิวัติพ.ศ.2454 ต้นแบบของหมอเหล็งแลเะคณะในปีต่อมา
ไม่แต่เพียงการรายงานข่าวความเปลี ยนแปลงทางการเมืองไปสู่สาธารณรัฐของจีนจะสร้างความตื ่นตัวและสนใจให้กับสังคมสยามเป็นเวลาหลายปี ท่ามกลางความสนใจของสังคมสยามในช่วงกลางทศวรรษ 2460 ได้ปรากฎการแปลความคิดทางการเมืองของซุนยัดเซนและเหตุการณ์การปฏิวัติจีน เป็นหนังสือหลายเล่ม เช่น ซุ่ยเทียม ตันเวชกุล “สุนทรพจน์ของท่านซุนยัดเซน เรื่อง ความเพียรนำามาซึ่งผล หรือ เรื่อง การเก๊กเหมงในประเทศจีน ปี พ.ศ.2454”(2465) และ“มินก๊กอินหงี” (2467)
ต่อมา ตันบุญเทียม อังกินันทน์ ได้แปล “ลัทธิตรัยราษฎร์”ซึ ่งเป็นหนังสือเล่มสําคัญของซุนยัดเซนที ถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ของการปฏิวัติจีนเป็นตอนๆบนหน้าหนังสือพิมพ์หลักเมืองในช่วงปี 2468
การนําเข้าความคิด“ประชาธิปไตย”แบบจีนและความคิดทางการเมืองของซุนยัดเซน ผ่านการแปลในหนังสือพิมพ์และตีพิมพ์เป็นหนังสือได้สร้างความหวั นวิตกให้กับรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ งเมื่ อ ต.บุญเทียมได้ตีพิมพ์ผลงานแปลความคิดของซุนยัดเซนเป็นเล่ม และใช้ชื อหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นสามภาษาซึ งแสดงความเป็นสากลของความคิดว่า “ลัทธิตรัยราษฎร์ ซามินจูหงี (三民主義 San Min Chu I : The Three Principles of The People)”(2472)
จากบันทึกของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตํารวจ นายทหารผู้ใกล้ชิด“คณะราษฎร” และอดีตนายทหารมหาดเล็กคนหนึ งในขณะนั้น ได้บันทึกเรื่องราวในช่วงดังกล่าวว่า “ คณะหนังสือพิมพ์หลักเมืองของนาย ต. บุญเทียม เจ้าของโรงพิมพ์หลักเมือง ก็ได้เผยแพร่ ลัทธิไตรราษฎร์หรือซามินจูหงี ขึ้น ซึ่งลัทธินี้เป็นลัทธิการต่อสู้ที่น่าสนใจของคณะก๊กมินต๋องที่ต่อสู้มากับ ระบบเจ้าขุนมูลนายเป็น
ผลสําเร็จ... คําว่าเก็กเหม็งหรือการปฏิวัติก็เริ่มเผยแพร่ เข้ามาอย่ในความรู้สึกของคนไทย ”
ไม่นานจากนั้น รัฐบาลได้สั งเก็บหนังสือเล่มดังกล่าวออกไปจากตลาดหนังสืออย่างรวดเร็วและนําไปทําลายทิ้ง
หลังจากจําหน่ายได้เพียงไม่กี่ เล่ม
โดยรัฐบาลขณะนั้นอาศัยอํานาจตาม พระราชบัญญัติสมุดเอกสารแลหนังสือพิมพ์ พระพุทธศักราช 2465
ด้วยเหตุนี้ การทําลายหนังสือดังกล่าวย่อมสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลขณะนั้นไม่ต้องการให้ความคิดการปฏิวัติและความคิด “ประชาธิปไตย”เข้ามาสู่สังคมสยาม
ภารกิจของคณะ ร.ศ.130 และศรีกรุงกับการสนับสนุนการปฏิวัติครั้งใหม่
หลังจาก ปรีดี ว่าที นักปฏิวัติรุ่นใหม่ ได้ไปเรียนต่อในโรงเรียนกฎหมาย เมื ่อเขาสําเร็จการศึกษา เขาได้รับทุนไปศึกษาต่อด้านกฎหมายที ่ฝรั่ งเศสในปี 2463 พร้อมกับการนําการรับรู้การพยายามปฏิวัติของ“คณะ ร.ศ.130” ไปด้วย และต่อมา เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่ งของ“คณะราษฎร” ที่ก่อตั้งขึ้นในปารีสเมื อ 2469 และได้ร่วมนําการปฏิวัติ 2475 ในอีกไม่กี ปีต่อมาจากนั้น โดยมี “คณะร.ศ.
130” เป็นแนวร่วมในการบ่มเพาะและปลุกกระแสความตื่ นตัวของสังคมสยามให้พร้อมในการเปลี ยนแปลงครั้งใหญ่ที กําลังจะเกิดขึ้นต่อไป
ในระหว่างที ่คณะ ร.ศ.130 ถูกจําคุกอย่างทรมานระหว่าง 2455-2467 ในบันทึกของสมาชิกของคณะได้บันทึกว่า แม้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ ถูกทารุณ แต่ความคิดทางการเมืองของพวกเขายังคงสว่างไสว ทําให้พวกเขายังคงเคลื่ อนไหวทางการเมืองต่อไป ด้วยการลักลอบเขียนบทความแสดงการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาลสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์และนวนิยายส่งไปลงตามหนังสือพิมพ์การเมืองหลายฉบับ เช่น “จีโนสยามวารศัพท์” “ผดุงวิทยา”ของเซียวฮุดเส็ง “สยามราษฎร์” ของมานิต วสุวัต “ยามาโต” “วายาโม” “พิมพ์ไทย” “ตู้ทอง” และ “นักเรียน” เป็นต้น
หลังพ้นโทษในปี 2467 สมาชิกหลายคนไปทํางานหนังสือพิมพ์ เช่น ร.ท.ทองดํา คล้ายโอภาศ ร.ต.จือ ควกุล ทํางานหนังสือพิมพ์ “บางกอกการเมือง” ซึ งมีอุทัย เทพหัสดินทร์ เพื อนนักปฏิวัติผู้มีหุ้นส่วนในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว
ส่วน ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ ร.ต.ถัด รัตนพันธุ์ ร.ต.สอน วงษ์โต ร.ต.โกย วรรณกุล และร.ต.เนตร ทํางานที ”ศรีกรุง” และ “สยามราษฎร์” ของมานิต วสุวัต
สมาชิกของคณะร.ศ.130 ได้เล่าความมุ่งมั นของพวกเขาในการทําหน้าที นักหนังสือพิมพ์ว่า “ผู้ที่เคยก่อการ(คณะร.ศ.130)เป็นนักหนังสือพิมพ์แท้ มักตระหนักชัดแจ้งว่า (พวกเขา)เป็นส่วนหนึ่งของชาติหน่วยหนึ่ง
พอเลิกงานแล้วมักจะออกเที่ยวคบค้าสมาคมตามสโมสรและแหล่งชุมนุมต่างๆ เพื่อสังสรรกลั่นกรองความคิดความเห็นและข่าวสารการเมืองเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งกันและกัน”
เผ่า ศรียานนท์
บทบาทของเหล่าผู้มาก่อนกาลยังคงต้องการผลักดันการปฏิวัติของสยามต่อไป ดังที่ พล.ต.อ.เผ่า ในขณะนั้นเขามียศเพียงร.ต.ทหารมหาดเล็กฯได้บันทึกว่า เขาได้รับอิทธิพลทางความคิด “ประชาธิปไตย”จาก“คณะร.ศ.130” และต่อมานายทหารผู้นี้ได้ให้การสนับสนุนการปฏิวัติ 2475 และร่วมต่อสู้กับอํานาจเก่าจนเขาพ้นจากอํานาจไป
เขาได้บันทึกต่ออีกว่า “(ความคิดปฏิวัติได้แพร่ เข้ามาอยู่ในกระแสความคิดของคนสยามและนายทหาร) เพราะพวกทหารที่คิดเก็กเหม็งหรือคิดปฏิวัติในรัชกาลก่อน(รัชกาลที 6)นั้น ก็มาทํางานตามโรงพิมพ์หนังสือรายวันต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงพิมพ์ศรีกรุง เชิงสะพานมอญ และคําภาษาไทยใหม่ๆก็ได้เกิดขึ้นขนานค่กับลัทธิไตรราษฎร์ของดร.ซุนยัดเซนที่ เผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์หลักเมือง เช่น คําว่า เสมอภาค ภราดรภาพ ดังนี้เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นเ่รื่องเร้าอารมณ์ของนายทหารหนุ่มๆ ยิ่งหนังสือพิมพ์หลักเมืองถูกปิด โรงพิมพ์ศรีกรุงถูกปิด ก็ทําให้มีนายทหารเป็นจํานวนมากแอบซื้อหนังสือพิมพ์นี้มาอ่าน ”
พล.ต.อ เผ่า ได้บันทึกความทรงจําต่อไปว่า ด้วยความกระหายใคร่รู้ของนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จํานวนหนึ ง พวกนายทหารเหล่านั้นได้เริ่มต้นค้นหาความหมายของคําว่า“เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ที่เคยเป็นแต่เสียงกระซิบกระซาบ ก็เกิดมีการค้นคว้ากันว่า มัน คือ อะไร”
และเมื่ อนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จํานวนหนึ่ งเริ่มตระหนักสนใจในแนวคิดเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์เริ่มระแคะระคายถึงความตื ่นตัวทางการเมืองดังกล่าว ทําให้เกิดการจัดตั้ง “สมาคมลับแหนบดํา”ขึ้นเพื อทําการต่อต้านการปฏิวัติ โดยสมาคมนี้มีหน้าที่ป้องกันการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที เริ่มปรากฎขึ้นภายในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
พล.ต.อ.เผ่าเชื อว่า พล.อ.พระยาสุรเดชรณชิต ทําหน้าที ่สืบข่าวและปรามความคิดทางการเมืองของเหล่านายทหาร
แม้รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามจะติดตามกระแสความคิดที ่ไม่พึงปรารถนามิให้เผยแพร่ในกองทัพ แต่กระนั้นก็ดี ร.ต.บ๋วย สมาชิกคณะ ร.ศ.130 ก็ยังคงเพียรทําหน้าที เข้าไปเผยแพร่แนวความคิดในสโมสรนายทหารมหาดเล็กต่อไป
ดังที่ พล.ต.อ.เผ่า ได้บันทึกบทบาทของ “คณะร.ศ.130”ว่า “ลัทธิเก็กเหม็งหรือปฏิวัติแบบซุนยัดเซนก็กระพือสะพัดไปทั่ว นายทหารที่คิดการปฏิวัติเมื่อร.ศ.130 ก็เริ่มเป็นดาราดวงเด่นขึ้น มีคนอยากรู้อยากฟังเรื่องปฏิวัติใน ร.ศ.130 และส่วนมากของนายทหารซึ่งได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ในสมัยรัชกาลที่หกนั้น ก็เข้าทํางานหาเลี้ยงชีพอยู่ตามโรงพิมพ์เป็นส่วนมาก ผู้ที่ขึ้นชื่อที่สุด คือ ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ เป็นนักเขียนเรื่องเริงรมย์ทางสวาทชั้นยอด ร.ต.บ๋วยทํางานอยู่โรงพิมพ์ศรีกรุงได้มีโอกาสมาเยี่ยมทหารมหาดเล็กบ่อยๆและ ชอบเล่าเรื่องการปฏิวัติใน ร.ศ.130
บางคนถามว่าอยู่ในคุกลําบากไหม ร.ต.บ๋วยตอบว่า จะเอาอะไรล่ะคุณ เราก็เป็นทหาร เคยเป็นนักเรียนนายร้อย กินอย่างไรก็ได้ นอนอย่างไรก็ได้ ในคุกนั้นมีของทุกอย่าง เว้นไว้แต่ช้าง ไม่มี เพราะลอดประตูคุกเข้าไปไม่ได้ ทุกๆคนนิ่งฟัง ชมเชยในความกล้าหาญ อีกคนถามว่า กลัวถูกยิงเป้าไหม ร.ต.บ๋วยตอบว่า กลัวน่ะกลัวกันทุกคน แต่อย่างมากคนเราก็แค่ตายเท่านั้น ผมพดอย่างนี้จริงหรือไม่ แล้วสังคมก็ครื้นเครงอารมณ์ไปในทางเลื่อมใส ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์เป็นอย่างยิ่ง”
ร.ต.บ๋วยได้พยายามเผยแพร่ แนวความคิด“ประชาธิปไตย”ให้กับนายทหารอย่างต่อเนื ่อง แม้ในเวลาต่อมา มีคําสั งห้ามมิให้นายทหารชวนคนภายนอกเข้ามาในสโมสร แต่ร.ต.บ๋วยก็ยังคงเพียรเปลี ยนแปลงความคิดของนายทหารต่อไปด้วยการส่งหนังสือพิมพ์มาให้ห้องสมุดนายทหาร มหาดเล็กเสมอ และได้ย้ายวงสังสรรค์ออกไปนอกกรมทหาร ตามรอบสวนเจ้าเชตุ บางวันก็ไปกินเลี้ยงกันตามร้านอาหารใหญ่ เช่น ร้านฮงเฮง ร้านฮั วตุ้น ตามแต่ขณะนั้นจะมีเงินมากหรือเงินน้อย
การพบปะสังสรรค์แลกเปลี ยนความคิดทางการเมืองระหว่างร.ต.บ๋วยกับนายทหารคนอื ่นๆทําให้นายทหารเริ ่มรับรู้และเห็นด้วยกับความคิดทางการเมืองนั้น ดังที่ พล.ต.อ.เผ่าบันทึกไว้ว่า“เรื่องกบฏเก็กเหม็งในเมืองไทยและ ที่ในเมืองจีนซึ่งกําลังต่อสู้กันอยู่ก็เริ่มกระจ่างแจ้งในใจของผู้บังคับ หมวด คือ ร.ต.เผ่า ศรียานนท์”
การบรรจบกันของ“คณะร.ศ.130” กับ “คณะราษฎร” ในการปฏิวัติ 2475
ปรีดี พนมยงค์
เมื อปรีดีเดินทางกลับสู่สยาม ภายหลังที เขาสําเร็จการศึกษาและร่วมจัดตั้ง “คณะราษฎร” ที่ปารีสแล้ว เขาได้มีโอกาสพบปะกับ ร.ต.เนตร อดีตแกนนําของ“คณะ ร.ศ.130” ด้วย
เมื่ อมีความคุ้นเคยระหว่างกันมากขึ้น เขาได้เคยถามถึงสภาพชีวิตในคุกของเหล่าคณะร.ศ.130 และได้แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อโศกนาฏกรรมที่ เหล่าผู้มาก่อนกาลได้รับโทษทัณฑ์ และเขาได้ซักถามถึงสาเหตุของความล้มเหลวของ“คณะ รศ.130” คือ อะไร
เขาได้รับคําตอบจากร.ต.เนตรว่า เกิดจากการทรยศหักหลังของคนในคณะนําความลับไปแจ้งแก่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ ร.ต.เนตรมั ่นใจว่า หากไม่มีเหตุการณ์ทรยศดังกล่าว ร.ต.เนตรมั่ นใจว่าการปฏิวัติจะประสบความสําเร็จ
ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเขากับแกนนําใน “คณะร.ศ.130” นี้ เขาได้บันทึกยืนยันความสัมพันธ์นี้ว่า “ปรีดีสนใจในข่าวนี้มาก เพราะเห็น
ว่า เมืองไทยก็มีคณะ ร.ศ.130 รักชาติกล้าหาญ เตรียมเลิกระบบสมบูรณาฯ หากแต่มีคนหนึ่งในขณะนั้นทรยศนําความไปแจ้งแก่รัฐบาล ปรีดีจึงพยามสอบถามแก่ผู้รู้เพื่อทราบเรื่องของ ร.ศ.130ด้วยความเห็นใจมาก”
จากประสบการณ์ของ “คณะร.ศ.130” ที ่เขาได้รับฟังมา ทําให้เขาต้องสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ดังที่ เขาบันทึกว่า “มีคนกลุ่มหนึ่งเช่นอย่างร.ศ.130 ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่จะทํา(การปฏิวัติ)แต่ถูกหักหลัง ถ้าไม่ถูกหักหลังเขาก็สําเร็จ...ผมก็เอาบทเรียนที่เขา(คณะร.ศ.130)พลาดพลั้ง มาศึกษา... ”
เมื่ อความสัมพันธ์พิเศษระหว่าง “คณะร.ศ. 130” กับ “คณะราษฎร” มีความแนบแน่นมากขึ้น จนนําไปสู่ความร่วมมือกัน ดังสมาชิกสําคัญใน“คณะร.ศ.130” ได้บันทึกถึงบาทบาทของพวกเขาในการสนับสนุนการปฏิวัติ 2475 ว่า “เราในโรงพิมพ์ศรีกรุงซึ่งมีสมองปฏิวัติอยู่แล้วแต่เดิม เมื่อเห็นเขาเต้นเขารําก็อดไม่ได้ มิหนําซํ้ามีบางคนได้ตกปากรับคํากับสายสื่อของคณะ พ.ศ.2475 เป็นทางลับไว้ด้วยว่า จะขออนุญาตเจ้าของโรงพิมพ์ใช้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงเป็นปากเสียง(organ)ของคณะ 2475 ก็เผอิญนายมานิต วสุวัต ท่านเจ้าของโรงพิมพ์ศรีกรุงซึ่งมีนิสัยใจคอใคร่เห็นความเจริญก้าวหน้าของ ประเทศชาติให้ทันสมัยอยู่่แล้วได้อนุญาตอย่างลูกผู้ชายนับแต่นั้นเป็นต้นมา ”
ความหมายของ“ประชาธิปไตย”ก่อนการปฏิวัติ 2475
ก่อนการปฏิวัติ 2475 ปรีดีรับราชการในกระทรวงยุติธรรมและเขายังได้ทําหน้าที ผู้สอนวิชากฎหมายปกครองในโรงเรียนกฎหมายและได้เขียนตํารา “คําอธิบายกฎหมายปกครอง”เล่มสําคัญขึ้น เพื อสอนเหล่านักเรียนกฎหมาย
ในตํารามีการจําแนกของคําว่ารัฐบาลในโลกนี้ ออกเป็น 2 แบบ คือ แบบแรก คือ รัฐบาลราชาธิปไตย ซึ งมีหลายชนิดตั้งแต่ รัฐบาลราชาธิปไตยอํานาจไม่จํากัด (Monarchie absolue)ซึ งพระเจ้าแผ่นดินมีอํานาจเต็ม จนถึง รัฐบาลราชาธิปไตยอํานาจจํากัด (Monarchie limitee)ซึ ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่มีอํานาจในการแผ่นดิน
และแบบที สอง คือ รัฐบาลประชาธิปไตย คือ รัฐบาลที ่มีหัวหน้าของผู้บริหารเป็นคนสามัญธรรมดา ไม่มีการสืบทอดตําแหน่งไปยังทายาท แต่การเข้าสู่ตําแหน่งมาจากมาจากการเลือกตั้ของประชาชนตามกําหนดเวลา รัฐบาลประชาธิปไตยมี สองชนิด คือ รัฐบาลที มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้า เช่น ฝรั งเศส กับ รัฐบาลที อํานาจ
บริหารอยู่กับคณะบุคคล เช่น สหภาพโซเวียต
การเรียนการสอนและการถกเถียงถึงรูปแบบการปกครองแบบต่างๆของโรงเรียนกฎหมายใน ช่วงก่อนการปฏิวัติ 2475 นั้น สร้างความตื่นตัวทางการเมืองให้กับผู้สนใจในความรู้สมัยนั้น โดยเฉพาะนักเรียนกฎหมาย จนกระทั ่งนายทหารผู้หนึ่ งขณะนั้นคนหนึ ่งบันทึกว่า “ มีข่าวแพร่มาว่า ที่โรงเรียนกฎหมายได้วิพากษ์วิจารณ์ลัทธิการปกครองแบบใหม่อย่างกว้างขวาง... ที่ของโรงเรียนกฎหมายอันเป็นแหล่งเพาะวิชาปกครองบ้านเมืองและเป็นสถาบันค้น คว้าวิชาการปกครองได้แพร่สะพัดออกมาว่า การที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กันเช่นนั้นได้ เพราะเป็นสถานที่ๆให้การศึกษาวิชา
กฎหมายจึงไม่กีดกันความคิดเห็นแต่อย่างใด ”
เมื องานฉลองพระนคร 150 ปี (เมษายน 2475)ใกล้เข้ามา มีข่าวลือแพร่ สะพัดไปทั วตามเบียร์ฮออล์ บาร์ ร้านจําหน่ายสุรา สถานที่ เต้นรํา แม้กระทั งในสโมสรนายทหารว่า จะเกิดการจลาจล ทําให้รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สั่ งการให้ตํารวจภูบาลซึ งเป็นตํารวจลับของระบอบเก่าปลอมตัวเข้ามาเป็นแขกขายเนื้อสเต๊ะเข้ามาสืบข่าว ในกรมทหารอย่างสมํ าเสมอ ประกอบกับบทบาทของ“ศรีกรุง” ได้ลงบทความโจมตีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างต่อเนื่ อง ทําให้เหล่านักหนังสือพิมพ์ชาว“คณะร.ศ.130” ถูกติดตามจากตํารวจภูบาลด้วยเช่นกัน
ข่าวการเข้ามาสืบข่าวของตํารวจลับแพร่ออกไป พล.ต.อ.เผ่าได้บันทึกว่า “ร.ต.บ๋วย บุณยรัตน์พันธ์ อาจารย์เก็กเหม็งก็หัวเราะร่วนในวงสุราว่า เห็นไหมล่ะ ผมว่าแล้วมีข่าวแปร่งๆในหมู่ทหารบก พวกเรานี่ เมืองไทยนั้นถึงคราวมาช้านาน ถ้าพร้อมเพรียงกันเป็นสําเร็จแน่”
ความคิด “ประชาธิปไตย”ในประกาศคณะราษฎร
ทหารคณะราษฎรแจกจ่ายเอกสารประกาศคณะราษฎร พร้อมเปล่งเสียงไชโยให้กับการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
พลันที ่การปฏิวัติได้เริ่มต้นขึ้น ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ปรีดี ได้รับภารกิจสําคัญจาก“คณะราษฎร” ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน และร่าง “ประกาศคณะราษฎร”ซึ่ งถือเป็นคําประกาศอิสรภาพของราษฎรจากการปกครองระบอบเก่าและประกาศก้าวสู่ ระบอบใหม่ ว่า
“เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอํานาจอย่เหนือกฎหมายเดิม
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง..คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้ กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกําหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอํานา จลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจําเป็นที่ประเทศจะต้องมีการ ปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ใน ตําแหน่งตามกําหนดเวลา…"
ประกาศคณะราษฎรฉบับที่1
ัดังนั้น จะเห็นได้ว่า แม้ความคิด“ประชาธิปไตย”ที่ เริ่มต้นขึ้นจากความคิดของ“คณะร.ศ.130”จะมิได้เกิดขึ้นจริง แต่ความคิดดังกล่าวยังปรากฏแพร่หลายในสังคมสยามโดยสื อผ่านเหตุการณ์การปฏิวัติในจีน หนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” ของซุนยัดเซ็นและปรากฏขึ้นมาอย่างสําคัญอีกครั้งในคําประกาศคณะราษฎร
เมื่ อพ้นเช้าแห่งประวัติศาสตร์ที่ เกิดการปฏิวัติในสยาม เมื อ 24 มิถุนายน 2475 ในช่วงบ่ายพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้า“คณะราษฎร” ได้เชิญ ร.อ.เหล็งและเหล่า“คณะร.ศ.130” มาที ่พระที่นั งอนันตสมาคม ซึ งขณะนั้นเป็นกองบัญชาการของ“คณะราษฎร” ในเวลา 13.00 น. หัวหน้า“คณะราษฎร” ได้ยื่ นมือสัมผัสกับอดีตผู้ก่อการรุ่นก่อนหน้า
เขาได้กล่าวกับ “คณะร.ศ.130” ว่า “ถ้าผมไม่ได้ไปเรียนที่เยอรมนี ก็เห็นจะเข้าอยู่ในคณะของคุณอีกคนเป็นแน่” เขาเล่าให้“คณะร.ศ.130” ฟังว่า ในเช้าตรู่ ของวันที 24 มิถุนายน ในระหว่างที เขาคุมกําลังทหารเข้าปฏิวัติ เขาได้จับกุมพระยากําแพงราม(แต้ม) ผู้ทรยศคณะร.ศ.130ได้ และต้องการสั่งยิงเป้าพระยากําแพงรามเพื อเซ่นธงชัยเฉลิมพลที สี ่แยกเกียกกาย แต่พระยาทรงสุรเดช แกนนําสําคัญของคณะราษฎร ได้ห้ามไว้
ส่วนพระยาทรงสุรเดช ผู้เป็นเพื ่อนนักเรียนนายร้อยทหารบกรุ่นเดียวกับร.ต.บ๋วย ได้กล่าวทักทายว่า “พอใจไหมบ๋วย ที่กันทําในครั้งนี้” อดีตนักปฏิวัติได้กล่าวตอบว่า “ พอใจมากครับ เพราะทําอย่างเดียวกับพวกผม”
และในบ่ายวันนั้น “คณะร.ศ.130” ได้พบกับปรีดี แกนนําฝ่ายพลเรือน เขาได้กล่าวกับกล่าวกับเหล่าผู้มาก่อนกาลว่า “พวกผมถือว่า การปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทําที่ต่อเนื่องกันมาจากการกระทําเมื่อ ร.ศ.130 จึงขอเรียกคณะร.ศ.130 ว่า พวกพี่ๆต่อไป”
เมื อการปฏิวัติในวันนั้นผ่านพ้นไป บรรดาเหล่าผู้ที่ ได้เคยสนับสนุนความคิด“ประชาธิปไตย”ได้ให้การสนับสนุน“คณะราษฎร” เช่น การบริจาคสิ ่งของ และการจัดพิมพ์สิ ่งพิมพ์สนับสนุนการปฏิวัติ 2475 โดย ต. บุญเทียม ผู้แปลหนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” และ“คณะร.ศ.130” ได้เข้าสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้อย่างแข็งขัน
พวกเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกของประวัติศาสตร์ เช่น ร.ต. เนตร จรูญ ณ บางช้าง ต่อมา สมาชิกบางส่วนได้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที มีความกล้าหาญและมีฝีปากกล้าในการคัดค้านพระราชประสงค์ของพระปกเกล้าฯที ่ขัดรัฐธรรมนูญซึ ่งเป็นตัวอย่างสําคัญยิ่งของประวัติศาสตร์สภาผู้แทนราษฎร เช่น ร.ต. สอน (ชัยนาท) ร.ท.ทองคํา(ปราจีนบุรี) และร.ต. ถัด (พัทลุง)
สมาชิกบางส่วนกลับเข้ารับราชการภายหลังที ่“คณะราษฎร”นิรโทษกรรมความผิดที ผ่านมาให้ นอกจากนี้ พวกเขาได้สนับสนุนพิมพ์หนังสือเอกสารสนับสนุนการปฏิวัติออกแจกจ่ายด้วย รวมทั้ง มานิต วสุวัต ผู้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ที เสียสละยอมให้หนังสือพิมพ์ของตนเป็นหัวหอกในการสนับสนุนการปฏิวัติได้รับการ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนชุดแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทยเช่นกัน
แม้ “คณะราษฎร” จะทําการปฏิวัติเปลี่ ยนแปลงระบอบการปกครองของสยามได้ แต่กลุ่มอํานาจเก่ามิได้ถูกขจัดไปทั้งหมด ทําให้การปฏิวัติ 2475หาได้ปลอดจากการต่อต้าน เห็นได้จากกลุ่มอํานาจเก่าให้การสนับสนุนกบฎบวรเดช(2476) แต่ “คณะราษฎร”ก็สามารถปราบกบฏบวรเดชลงได้
และต่อมามีการจัดงานฌาปนกิจศพเหล่าทหารและตํารวจ ฝ่ายคณะราษฎร จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เชิญ“คณะร.ศ.130” ร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพเจ้าหน้าที ฝ่ายรัฐบาลที สละชีวิตปกป้องระบอบใหม่
แบบและประสบการณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศสในความคิดของแกนนําคณะราษฎร
วัฒนธรรมปฏิกริยาต้านปฏิวัติ-ฝ่าย ปฏิกริยาได้ผลิตงานโฆษณาชวนเชื่้อออกมาจำนวนมากเพื่อต่อต้านการปฏิวัติ หนึ่งในนั้นคือนวนิยาย"สี่แผ่นดิน"ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเป็นละครเวทีที่เต็มไปด้วยชุดวาทกรรมประณามการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เช่น"ทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน ,ชิงสุกก่อนห่าม ,คิดเอาอย่างฝรั่งโดยหลงลืมวัฒนธรรมและัการเมืองแบบไทยๆ" ตลอดจนโหยหาชีวิตในสทัยราชาธิปไตยว่าเต็มไปด้วยความสุขสมบูรณ์ชวนฝัน จนถึงล่าสุดเขียนบทให้ 1 ในคณะปฏิวัติรำพึงรำพันสารภาพผิดที่ก่อการปฏิวัติในวันนั้น
ภายหลังการปฏิวัติ 2475 สังคมสยามมีความตื่ นตัวกับการเปลี ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวอย่างมาก เห็นได้จากในขณะนั้น มีการผลิตหนังสือที กล่าวถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั งเศสหลายเล่ม เช่น “ประวัติศาสตร์สมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส”(2477) “ปฏิวัติฝรั่งเศส ฉบับพิศดาร” และ “ขุมปฏิวัติ(ปฏิวัติฝรั่งเศสฉบับประชาชน)”
มีการเกริ ่นนําในหนังสือว่า “ดุเดือดที่สุด… เลวร้ายที่สุด…ทารุณี.สุด…แต่ก็ดีที่สุด ปฏิวัติฝรั่งเศสระเบิดขึ้นในปี ค.ศ.1789 ไม่ใช่แต่ฝรั่งเศสเท่านั้นเปลี่ยนโฉมหน้าไป โลกทั้งโลกก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเป็นการพลิกประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่”
สองปีหลังการปฏิวัติ เราจะเห็นท่าทีของนายปรีดีที มีความประนีประนอม เนื ่องจาก เขาอาจคิดว่า กลุ่มอํานาจเก่าคงจะไม่ต่อต้านการปฏิวัติ 2475อีก และเขาต้องการทํางานมากกว่าการพะวักพะวงกับปัญหาการต่อต้าน เขากล่าวว่า เป้าหมายของเขาอยู่ที่ ความสุขสมบูรณ์ของประชาชนมากกว่าการเปลี ยนแต่เพียงแบบ และเขาวิจารณ์การปฏิวัติฝรั งเศส 1789 ว่า การปฏิวัติฝรั งเศสเป็นการปฏิวัติที ไม่สมบูรณ์(Revolution imparfaite) เนื องจากให้ความสําคัญกับการ“เปลี่ยนแบบ เปลี่ยนบุคคลผู้เป็นประมุขแห่งการปกครอง” มากกว่าการสร้างความสุขสมบูรณ์ของประชาชน การดําเนินการของคณะปฏิวัติฝรั่ งเศสจึงนําไปสู่การช่วงชิงอํานาจทางการเมืองที ไม่รู้จบ เขาเห็นว่า แบบการปฏิวัติฝรั งเศสที ่หาได้มุ่งสู่ความสุขสมบูรณ์เป็นแบบที ไม่ควรนํามาใช้กับสยาม
ในขณะที ในเวลาต่อมา จอมพล ป. เพื ่อนนักปฏิวัติในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอย่างตระหนักถึงผลที ่จะตามมาภายหลังการปฏิวัติของ“คณะราษฎร”จากการต่อต้านโดยกลุ่มอํานาจเก่าต่อ สภาผู้แทนฯในปี 2482 หลังรัฐบาลได้ปราบปรามการก่อการบกบฎและก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มอํานาจเก่าลงได้ เช่น กบฏบวรเดช การลอบสังหาร“คณะราษฎร” และตัวเขา(2476-2481) เขาได้กล่าวว่า “การเปลีjยนแปลงการปกครองนัhน ใช่ว่าจะเปลีjยนแต่ระบอบแล้วย่อมเป็นการเพียงพอ ...ยังต้องคอยควบคุมดูแลมิให้ถอยหลังกลับเข้าสู่ที่เดิมอีก ู ”
และในปี 2483 เขาได้กล่าวย้ำกับสภาผู้แทนฯอีกว่า “ระบอบเก่าและระบอบใหม่นี้จะต้องรบกันไปอีกนานจนกว่าระบอบใดจะชะนะ และผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วยจะต้องรบกันไปอีกและแย่งกันระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้ ”
บทความนี้ ขอสรุปด้วยการยกคําพูดของ ปรีดี แกนนําสําคัญใน“คณะราษฎร” ผู้ร่างประกาศคณะราษฎร(2475) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที สุด(2475) ผู้เคยไม่เห็นด้วยกับการนําแบบการปฏิวัติฝรั งเศสมาใช้(2477) ผู้เคยเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์(2484-2489) และต่อมาเขาได้พยายามปรองดองและปลดปล่อยกลุ่มอํานาจเก่าโดยหวังว่า กลุ่มอํานาจเก่าจะลืมความขัดแย้งในอดีต และร่วมมือกันสร้างสรรค์การปกครองที่ ยอมรับอํานาจประชาชน(2488)
ไม่นานจากนั้นเขาได้ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการสวรรคต(2489-2490) และพ้นอํานาจไปด้วยกลุ่มคนที่เขาเคยทําดีด้วย(2490) ในเวลาต่อมา เขาได้วิเคราะห์การเมืองไทยด้วยสายตาของนักปฏิวัติในช่วงปลายแห่ง ชีวิต(2526)ที่น่าคิดว่า
“ในเมืองไทยเวลานี้ ซากทาส-ศักดินายังมีพลังมากหรือน้อยเพียงใดก็ไม่ควรประมาท คิดว่าได้อํานาจรัฐแล้ว จะไม่มีซากเก่าคอยจองล้างจองผลาญอย่างนั้นหรือ ? ”
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-ซ่ีรีส์ชุด ร่วมเฉลิมฉลองปีมหามงคลบรรพชนปฏิวัติ80ปี2475-100ปีร.ศ.130
Thursday, January 19, 2012
ทำไมต้องรังเกียจคนเสื้อแดงอย่างพวกผมด้วยครับ...บทความจากคุณทวดเอง
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
ทำไมต้องรังเกียจคนเสื้อแดงอย่างพวกผมด้วยครับ
ทั้งๆที่พวกผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งเช่นเดียวกับพวกคุณๆ
ทั้งๆที่พวกผมก็รักชาติของผมไม่น้อยกว่าพวกคุณๆ
ทั้งๆที่พวกผมก็เสียภาษีต่างๆแบบเดียวกับพวกคุณๆ
ทั้งๆที่พวกผมก็อยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับพวกคุณๆ
และเป็นพวกผมเสียอีกที่ถูกพวกคุณๆกระทำมาตลอด แล้วทำไมพวกคุณๆยังรังเกียจคนเสื้อแดงอย่างพวกผม?
พวกผมเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือครับ ที่แยกคนเสื้อเหลืองให้ออกจากคนกลุ่มใหญ่
พวกผมเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือครับ ที่เก็บเอาความจงรักภักดีอยู่ฝ่ายเดียว
พวกผมเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือครับ ที่ออกมาขับไล่นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง
พวกผมเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือครับ ที่ออกมาเรียกร้องให้กองทัพออกมาทำรัฐประหาร
และพวกผมเป็นฝ่ายเริ่มก่อนหรือครับ ที่ร่างกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกเดียวกัน
ในอดีตพวกผมเคยเรียกร้องหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลที่พวกผมเลือกมาถูกขับไล่
ในอดีตพวกผมเคยเรียกร้องหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลจะนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาพัฒนาแต่กรุงเทพ
ในอดีตพวกผมเคยเรียกร้องหรือไม่ แม้ว่างบประมาณส่วนใหญ่ช่วยเหลือแต่ธุรกิจใหญ่โต
ในอดีตพวกผมเคยเรียกร้องหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลห่วงแต่ฐานเสียงของตัวเอง
และในอดีตพวกผมเคยเรียกร้องหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลจะดูแลคนรากหญ้าอย่างพวกผมน้อยมากก็ตาม
เป็นความผิดของพวกผมหรือครับ ที่เลือกเกิดเองไม่ได้
เป็นความผิดของพวกผมหรือครับ ที่เกิดมาจน
เป็นความผิดของพวกผมหรือครับ ที่ไม่มีปัญญามีการศึกษาสูงทัดเทียมกับพวกคุณๆ
เป็นความผิดของพวกผมหรือครับ ที่อยากมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
และเป็นความผิดของพวกผมหรือครับ ที่อยากมีสิทธิและเสรีภาพเฉกเช่นเดียวกับคนไทยคนอื่นๆ
จน กระทั่งมีนายกฯคนหนึ่งที่ออกมาประกาศจะช่วยเหลือคนยากคนจนให้มีความอยู่ที่ ดีขึ้น และนายกฯท่านนั้นก็กระทำตามนโยบายต่างๆที่ได้เสนอไว้ จนสำเร็จลุล่วงไปอย่างดี
พวกผมไม่ต้องห่วงราคาพืชผลอีกต่อไป เพราะรัฐบาลใช้ทั้งประกัน ใช้ทั้งสินค้าต่างตอบแทน
พวกผมไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทุนอีกต่อไป เพราะรัฐบาลมีกองทุนหมู่บ้านให้พวกผมกู้
พวกผมไม่ต้องห่วงเรื่องครอบครัวต้องห่างกัน เพราะรัฐบาลช่วยส่งเสริมสินค้าโอท็อป
พวกผมไม่ต้องห่วงเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยอีกต่อไป เพราะรัฐบาลมีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคให้
พวกผมไม่ต้องห่วงต้องเจียดรายได้ส่วนหนึ่งให้กับแก๊งก์มาเฟีย เพราะรัฐบาลกำหราบพวกเหล่านี้จนอยู่หมัด
พวกผมไม่ต้องห่วงเรื่องเสียเวลาทำมาหากิน เพราะรัฐบาลปรับระบอบหน่วยงานรัฐให้ทำงานรวดเร็วขึ้น
พวกผมไม่ต้องห่วงเรื่องการติดยาของลูกหลาน เพราะรัฐบาลเร่งปราบยาเสพติดจนเห็นผลอย่างชัดเจน
พวกผมไม่ต้องห่วงเรื่องคนจนไม่มีปัญญาส่งลูกเรียนสูง เพราะรัฐบาลมีรายได้จากหวยบนดินให้กู้
และพวกผมไม่ต้องห่วงเรื่องความเดือดเนื้อร้อนใจอีกต่อไป เพราะพวกผมเชื่อว่า เรามีรัฐบาลเป็นที่พึ่งได้
แล้วพวกผมถูกหลอกว่า รัฐบาลคอรัปชั่นมากมาย พวกผมก็เชื่อ
แล้วพวกผมถูกหลอกว่า รัฐบาลกำลังจะขายชาติ พวกผมเริ่มไม่เชื่อแต่ก็ฟัง
แล้วพวกผมถูกหลอกว่า ประชานิยมกำลังจะพาให้ชาติล้มละลาย พวกผมไม่เข้าใจแต่ก็ไม่เถียง
แล้วพวกผมถูกหลอกว่า รัฐประหารเพื่อแก้ไขความแตกแยก พวกผมสงสัยแต่ก็ทน
แล้วพวกผมถูกหลอกว่า ให้รับรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง ไม่เห็นด้วยแต่ก็ยอมรับเสียงส่วนใหญ่
จากนั้นพวกผมก็เห็น รัฐบาลขิงแก่ที่ปลอดนักการเมือง ก็ไม่เห็นยกเลิกโครงการประชานิยมต่างๆ
จากนั้นพวกผมก็เห็น มีการยุบพรรคของพวกผม ด้วยข้อหาที่ภายหลังคลุมเครือว่าอาจเป็นการใส่ร้าย
จากนั้นพวกผมก็เห็น มีการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของบุคลากรสำคัญของพรรคพวกด้วยการย้อนหลัง
จากนั้นพวกผมก็เห็น การจะแก้รัฐธรรมนูญนั้น จะง่ายสำเร็จฝ่ายหนึ่ง แต่ยากสำหรับพวกผม
จากนั้นพวกผมก็เห็น มีการถอดถอนนายกฯคนใหม่ของพวกผมด้วยพจนานุกรม
จากนั้นพวกผมก็เห็น มีการชุมนุมยึดเอ็มบีที ยึดทำเนียบและปิดสนามบิน แค่ข้อหาเป็นนอมินี
จากนั้นพวกผมก็เห็น กองทัพวางตัวไม่เป็นกลาง พรก.ฉุกเฉินใช้ได้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
จากนั้นพวกผมก็เห็น มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
และที่พวกผมได้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุดก็คือ ความยุติธรรมที่ไม่เท่าเทียมกัน
ดังนั้นความอดทนจึงได้ถึงที่สิ้นสุด จึงได้ก่อกำเนิดคนเสื้อแดงขึ้น
เพื่อชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรม
เพื่อชุมนุมเรียกร้องความเท่าเทียมกัน
เพื่อชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย
ทั้งๆ ที่การกระทำต่างๆก็เป็นการกระทำตามแบบของการชุมนุมอีกฝ่าย แม้จะต่างกันที่วิธีการแต่ไม่ต่างกันที่รูปแบบ แต่สิ่งที่พวกผมได้รับกลับเป็นตรงข้ามกับอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
พวกผมกลายเป็นผู้ก่อความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น
พวกผมกลายเป็นผู้ก่อการร้าย
พวกผมกลายเป็นผู้ต้องหาล้มเจ้า
พวกผมติดคุกด้วยข้อหาเกินจริง
พวกผมต้องตายและบาดเจ็บมากมายด้วยอำนาจรัฐ
ชีวิตพวกผมก็เลยไร้ค่ากว่าตึกรามบ้านช่อง
ชีวิตพวกผมก็เลยไร้ค่ากว่าทรัพย์สินเงินทอง
ชีวิตพวกผมก็เลยไร้ค่ากว่าสุนัขแถวสกลฯ
ชีวิตพวกผมก็เลยไร้ค่ากว่าช้างที่แก่งกระจาน
ยิ่งกว่านั้น ชีวิตพวกผมแม้จะตายไปแล้วยังถูกเหยียบย่ำอีก
ทำไมหรือครับ คนเสื้อแดงอย่างพวกผมไม่ใช่คนไทยเฉกเช่นเดียวกับพวกคุณๆ
ทำไมหรือครับ คนเสื้อแดงอย่างพวกผมทำอะไรถูกไม่เป็นหรือครับ
ทำไมหรือครับ คนเสื้อแดงอย่างพวกผม ไม่ต้องมีสิทธิและเสรีภาพเท่าคนอื่นอย่างนั้นหรือ
ทำไมหรือครับ คนเสื้อแดงอย่างพวกผม ไม่สามารถเลือกนายกฯของพวกเราเองหรือครับ
และ ทำไมคนเสื้อแดงอย่างพวกผม จึงต้องถูกดูหมิ่นดูแคลน เหยียบหยามทั้งๆที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จนบางครั้งถึงกับขับไล่ให้ไปอยู่ต่างประเทศ
แล้วพวกคุณๆเคยคิดบ้างหรือไม่ ถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศไปอยู่ที่อื่น แล้วพวกคุณๆจะเหลือกี่คน
แล้วพวกคุณๆเคยคิดบ้างหรือไม่ พวกคุณๆจะมีรายได้จากการส่งออกได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครทำนาให้
แล้วพวกคุณๆเคยคิดบ้างหรือไม่ พวกคุณๆจะมีพนักงานทำงานให้หรือถ้าขาดพวกเรา
แล้วพวกคุณๆเคยคิดบ้างหรือไม่ พวกคุณๆจะอยู่กันอย่างไร ถ้าขาดแรงงานอย่างพวกผม
ดัง นั้นพวกผมจึงอยากให้พวกคุณๆได้ฉุกคิดเสียบ้าง การเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้ง ท่ามกลางความเสียเปรียบทุกๆอย่างของพวกผม แต่คะแนนเสียงที่ได้รับ กลับมากจนเกินครึ่ง นั่นหมายถึงว่า พรรคการเมืองทุกพรรครวมกันยังได้ไม่เท่ากับพรรคการเมืองของพวกผมเพียงพรรค เดียว แสดงให้เห็นแล้วว่า ประชาชนเกินครึ่งของประเทศนี้เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างพวกผม ดังนั้นต่อให้พวกคุณๆรังเกียจพวกผมแค่ไหน มีแต่ทำใจยอมรับแล้วอยู่ร่วมกันต่อไป เพื่อพัฒนาประเทศให้เดินหน้าต่อไป หลังจากย่ำอยู่กับที่มาหลายปี เพราะอคติที่คาใจอยู่เสมอมา
ข้อสำคัญนะครับ ชาติคือประชาชน ถ้าไม่มีประชาชนจะมีชาติได้อย่างไร ดังนั้นถ้าพวกคุณๆรักชาติจริงล่ะก้อ
ต้อง รักประชาชนก่อนครับ แล้วความปรองดองจึงจะเกิด สามัคคีก็จะตามมา โดยไม่จำเป็นต้องคอยพร่ำบอกใครต่อใครว่า ข้าฯนี้รักชาติกว่าคนอื่นดังที่ทำอยู่ทุกวันนี้
จากคุณ : ทวดเอง
เขียนเมื่อ : 19 ม.ค. 55 10:48:13 A:27.130.171.72 X
ปลดโกวิท เด้งยุทธศักดิ์ ตั้งณัฐวุฒิ นี่คือการ "เปลี่ยนยุทธศาสตร์ของทักษิณ"
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ตามปกติ ผมไม่ค่อยสนใจข้อมูลวงในมากนัก เพราะข้อมูลวงในมันเป็นเพียงข้อมูลใครตั้งใจจะทำอะไร ที่ไหนเท่านั้น แต่จะสำเร็จหรือไม่ มันไม่ได้ขึ้นกับคนที่ตั้งใจทำ แต่มันขึ้นกับตัวแปรอื่นๆ ด้วย
ดังนั้นในการวิเคราะห์การเมืองผมชอบ มองข้อมูลที่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า แล้ววิเคราะห์ย้อนกลับไปยังความตั้งใจของคนที่ตัดสินใจ เพราะไม่มีใครที่จะทำอะไรโดยปราศจากจุดหมายอย่างแน่นอน
การปรับ ครม. ปู2 ครั้งนี้มันมีปรากฎการณ์หลาย ๆ อย่างที่เราสามารถวิเคราะห์ได้ เช่น อำนาจการต่อรองของ นายกฯปู ที่คิดว่ามีน้อยนั้น มันไม่จริง ที่จริง ตอนตั้งรัฐบาลใหม่ๆ นายกฯปู เป็นคนใหม่ ยังไม่รู้จักคนในวงการเมืองเลย ยังไม่เห็นการทำงานของทีม การตัดสินใจเลือก ครม. เอง คงเป็นไปได้ยากเพราะไม่รู้จักใครมากมายนัก ก็ต้องฟังคำแนะนำของพี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ที่รู้จักคน รู้จักกลุ่มทางการเมือง นี่เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก เพราะตัวเองก็คงไม่รู้ฝีมือของนักการเมืองแต่ละคน หรือ "อำนาจทางการเมืองของแต่ละกลุ่ม" ต่อให้พี่สาว พี่ชาย พี่สะใภ้ ไม่ได้เข้ามาช่วย เขาก็ต้องถาม ต้องปรึกษาอยู่อยู่ดี
แต่พอทำงานไปได้ 6 เดือน นายกฯปู เขาก็รู้ว่าใครมีฝีมืออย่างไร การตัดสินใจเอง กุมบังเหียนเอง ก็ต้องตามมาแน่นอน คงไม่ถึงกับเป็นกบถกับพี่ชาย เพราะเขาก็ทำงานด้วยกันมาตลอดชีวิต เขาคงมีรูปแบบการทำงานด้วยกันอยู่แล้ว
การ ปรับ ครม. ครั้งนี้ เราเห็นทิศทางที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ มีการเด้ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ออกจาก รมต.กลาโหม ปลดโกวิท วัฒนะ ออกจากรองนายกฯ และตั้ง พล.อ.อ.สุกำพล เป็น รมต.กลาโหม
ตรงนี้กระทบกับยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพวกอำมาตย์อย่างแน่นอน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงลอยๆ อย่างแน่นอน
ผม เชื่อว่าหกเดือนแรกของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนี้ ทักษิณได้ยื่นมือไปขอจับมือกับพวกอำมาตย์ ใช้ไม้อ่อน และความอ่อนน้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองด้านการปรองดองแห่งชาติ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากพวกอำมาตย์เท่าที่ควร อาจเป็นเพราะ พวกอำมาตย์ประเมิน "อำนาจของตัวเองสูงเกินไป" หยิ่งยโสเกินไป ไม่รู้ว่าพลังอำนาจของพวกเขานั้นไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิมแล้ว ยังคิดว่าพวกตน "มั่นคงดุจภูผาหิน" อยู่ (ที่จริงมันคือปราสาททรายต่างหาก) และการทำรัฐประหารในสถานการณ์เช่นนี้นั้นยากมาก หรือเกิดขึ้นไม่ได้เลย เมื่ออำนาจตรงนี้ไม่มี การกลัวของทักษิณ ก็คงหมดไป เหมือนที่ผมเขียนบทความเรื่องทักษิณกลัวซากศพขงเบ้ง ตอนนี้ทักษิณอาจวิเคราะห์ได้แล้วว่า ที่จริงนั้นขงเบ้งตายแล้ว มีแต่ซากศพเอามาหลอก ไม่ได้มีชีวิตหรือมีความน่าเกรงขามเหมือนเดิมอีกแล้ว
ดัง นั้น ทักษิณจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ เป็นการแข็งกร้าวมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์ที่ผมวิเคราะห์ไว้ คือ ต้องให้ฝ่ายตรงข้ามมาขอปรองดองด้วย ไม่ใช่ไปขอปรองดองจากพวกเขา พวกเขาไม่มีน้ำยาเหลืออยู่แล้ว และต้องทำให้รู้ด้วยว่าไม่มีน้ำยาแล้ว
พล.อ.อ. สุกำพลนั้น พลาดตำแหน่ง ผบ.ทอ. เพราะการทำรัฐประหารปี 2549 ดังนั้น จึงเป็นความแค้นจริงๆ ศัตรูตัวจริงของพวกทำรัฐประหาร คงไม่พาทหารไปกราบเท้า พล.อ.เปรม เหมือน พล.อ.ยุทธศักดิ์อย่างแน่นอน และสุกำพล ก็มีเข็มมุ่งที่ชัดเจนในการแก้ไข พรบ.จัดระเบียบกลาโหม ดังนั้น การตั้งสุกำพลเป็น รมต.กลาโหม สุกำพล คงลุยเอง ไม่ต้องให้ทักษิณสั่ง
ส่วน พล.ต.อ.โกวิท นั้นตั้งเป็น รองนายกฯ เพราะมีข่าวว่าจะไปเจรจาต่อรองกับพวกอำมาตย์ได้ แต่ก็ทำไม่ได้ไม่มีผลงานอะไร ปลดออกไป ก็โอเค ไม่อย่างนั้นก็เสียโควต้าไปเปล่าๆ
การตั้ง ณัฐวุฒิ เป็น รมช. เกษตร เป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่งว่า "ฉันไม่แคร์พวกอำมาตย์" เท่าไหร่แล้วนะโว้ย จะตั้งแกนนำเสื้อแดงเป็น รมต.เสียอย่าง มีปัญหาหรือไม่
ผมว่าสัญญาณ เป็นแบบนั้น แน่นอนคุณณัฐวุฒิ มีฝีมือ มีความสามารถ นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่สัญญาญที่ออกไป คือ ต่อไปนี้ เราจะเป็นฝ่ายรุก เพราะเรารอคนมาเจรจาสันติภาพ เกือบ 6 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครมา เราก็ต้องเตรียมรุกต่อไปได้ ดำเนินการในยุทธศาสตร์ต่อไปได้
ดังนั้น ผมคิดว่าตอนนี้ทักษิณมีการเปลี่ยนแปลงท่าที หรือยุทธศาสตร์อย่างแน่นอน แต่คงไม่ถึงกับแตกหัก ตายกันไปข้างหนึ่ง
แต่จะไม่ใช้ไม้อ่อนอย่างเดียวแบบเดิมแล้ว
ประกอบ กับ 6 เดือน ที่ผ่านมา นายกฯปู สามารถยืนหยัดได้ค่อนข้างมั่นคงแล้ว ทำให้ท่าทีที่แข็งแกร่งขึ้นนั้นสามารถดำเนินการได้ เพราะตอนแรกก็คงเกรงเป็นแบบนายกฯสมชาย ที่อยู่ได้แค่สามเดือน
แต่เจ้ ปู อยู่มาได้ เกือบ 6 เดือนแล้ว การจะอยู่ได้อีก 1 ปี นั้น น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะเจ้ปูแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ
ผม เคยเขียนบทความตั้งแต่สมัยหาเสียงแล้วว่า เจ้ปูนั้น "พัฒนาการเร็วอย่างยิ่ง" ใครอย่าประมาทเธอเพราะมีรูปโฉมที่สวยงามอย่างเด็ดขาด ตอนหาเสียงแรกๆ คุณปูนั้นพูดบนเวทีหากเสียงได้นิดเดียวด้วยซ้ำ แต่พียงแค่ 3 สัปดาห์ การหาเสียงที่เชียงใหม่ เจ้ปูก็สามารถพูดได้อย่างมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัด ดังนั้น หากดูด้วยสายตาที่พินิจพิเคราะห์อย่างดีแล้ว จะเห็นว่า นายกฯปู นั้นไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีพลวัตรก้าวหน้าในอัตราที่รวดเร็วมาก เป็นคนที่เรียนรู้เร็วอย่างยิ่ง การโจมตีว่าเธอเป็นโคลนนิ่งก็เป็นแค่การโจมตีทางการเมืองเท่านั้น แต่พูดบ่อยทำให้ฝ่ายที่พูดประมาทเธอมากจนเกินไป
การปรับ ครม.ครั้งนี้ บอกได้เลยว่านายกฯ ปูนั้นไม่ใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน
แต่เธอเป็นประเภท กำปั้นเหล็กหุ้มกำมะหยี่ หรือ "สวยประหาร" อย่างที่บางคนพูด
เธออยู่มาได้เกือบครึ่งปี โดยที่ฝ่ายตรงข้าม หรือประชาชนมีความรู้สึกว่า เธอเพิ่งเป็นนายกฯ อยู่มาหยกๆ ยังใหม่ๆ อยู่เลย
ตรงข้ามกับนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้หกเดือน ชาวบ้านก็รู้สึกหนักจนคิดว่าอยู่มาหลายสิบปีแล้ว เมื่อไหร่จะไปเสียที
ฝ่ายที่สาม ไม่ใช่มือที่สาม, และการยุติความขัดแย้งภายในรัฐ
ที่มา ประชาไท
แบ๊งค์ งามอรุณโชติ
นักเศรษฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ธนบุรี)
ผมได้เคยเขียนบทความที่ชื่อ สงครามกลางเมือง ภูเขา คนหนุ่ม: สงครามเกิดเพราะมันมีโอกาส ไปแล้วเพื่ออธิบายถึงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสงครามกลางเมือง (the economic theory of civil war) หัวใจของทฤษฎีก็เพื่อที่จะอธิบายว่าสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือภูมิศาสตร์อะไรบ้างที่กำหนดโอกาสเกิดสงครามกลางเมือง
ในบทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นที่แตกต่างออกไป, คือกล่าวถึง “ทฤษฎีว่าด้วยการแทรกแซงความขัดแย้งภายในรัฐ” ซึ่งหัวใจของทฤษฎีนี้พยายามที่จะหาคำอธิบายว่า ความขัดแย้งภายในรัฐต่างๆ จะมีโอกาสยุติได้โดยวิธีการใดบ้าง? และด้วยความน่าจะเป็นที่จะประสบความสำเร็จแค่ไหน? [1] ในกรณีที่มีการแทรกแซงจากฝ่ายที่สามเข้า มายุ่งเกี่ยว โดยเลือกเอาบทความวิชาการเรื่อง Conditions of successful third-party intervention in intrastate conflicts ของ Patrick M. Regan ปี 1996 เป็นเค้าโครงหลักในการเล่าเรื่อง
“ถ้าจะนิยามอย่างง่ายที่สุด สงครามกลางเมืองคือการสู้รบด้วยกำลังอาวุธระหว่างคู่ขัดแย้งอย่างน้อยสอง ฝ่ายที่เกิดขึ้นภายในขอบเขตของรัฐชาติหนึ่ง (internal, intra-national) โดยคู่ขัดแย้งหลักเป็นพลเมืองในชาติเดียวกันเอง ทั้งนี้คู่ขัดแย้งอาจจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินหรือทางทหารจากภายนอก ประเทศก็ได้...” (ประจักษ์ ก้องกีรติ, 2553: 55) จากนิยามนี้จะเห็นว่าสงครามกลางเมืองสามารถที่จะใช้ในความหมายที่เป็น สงครามภายในรัฐ (intrastate conflict) ชนิดหนึ่งได้เช่นเดียวกัน
สิ่งแรกที่จะทำให้การวิเคราะห์เรื่องความขัดแย้งภายในรัฐ (intrastate) เกิดมุมมองที่ชัดเจนคือ การนิยามสภาวะความขัดแย้งภายในรัฐให้ชัดว่ามีลักษณะอย่างไร Small and Singer (1982) เสนอหลักเกณฑ์ 3 ประการเพื่อนิยามความขัดแย้งภายในรัฐ นั่นคือ 1. การเผชิญหน้ากันต้องเกิดขึ้นภายในรัฐ 2. คู่ขัดแย้งด้านหนึ่งจำเป็นต้องอยู่ในอำนาจรัฐ และ 3. ฝ่ายต่อต้านรัฐมีความสามารถที่จะเผชิญหน้ารัฐได้อย่างยืดเยื้อ
ความขัดแย้งที่เกิดภายในรัฐนี้หากจะแบ่งแยกย่อยลงไปอีกก็จะแบ่งได้เป็น สาม ประเภทด้วยกันคือ 1. ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ (ethnically) 2. ความขัดแย้งทางศาสนา (religiously) และ 3. ความขัดแย้งทางอัตลักษณ์ (ideologically) ซึ่งอัตลักษณ์ที่ว่านี้หมายถึงได้ทั้งอัตลักษณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น ความขัดแย้งทางชนชั้นถือเป็นความขัดแย้งทางอัตลักษณ์เช่นเดียวกัน
สาเหตุที่ต้องแยกวิเคราะห์ความขัดแย้งภายในรัฐออกเป็นประเภทต่างๆก็เพราะ สาเหตุที่แตกต่างกันส่งผลต่อความสำเร็จในการแทรกแซงให้เกิดการยุติสงความขัด แย้งภายในรัฐอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ โดยทั่วไปแล้วความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์และศาสนาจะคลี่คลายได้ง่ายกว่า ความแตกต่างทางอัตลักษณ์การเมืองและเศรษฐกิจ (โอกาสประสบความสำเร็จในการยุติความขัดแย้งภายในรัฐกรณีขัดแย้งทาง ชาติพันธุ์อยู่ที่ราว 17% ทว่าการแก้ไขปัญหาทางอัตลักษณ์จะมีโอกาสประสาบความสำเร็จเพียง 12% เท่านั้น)
วิธีการของฝ่ายที่สามใช้เพื่อเข้ามาแทรกแซงให้ความขัดแย้งภายในรัฐยุติลง ก็ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ, ฝ่ายที่สามซึ่งอาจจะเป็นประเทศอื่นๆ หรือองค์กรโลกบาลอย่างองค์กรสหประชาชาติ สามารถที่จะแทรกแซงสงครามกลางเมืองได้โดยการ 1. เป็นคนกลางเจรจา 2. ใช้กำลังทหาร 3. ใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ และ 4. วิธีการผสมผสาน ซึ่งวิธีการเจรจาจะถูกตัดออกไปจากการพิจารณาในบทความชิ้นนี้เนื่องจากมีการ ศึกษามามากพอสมควรแล้วอย่างเช่นงานของ Frida Möller, Karl DeRouen Jr., Jacob Bercovitch, Peter Wallensteen (2007) ซึ่งพูดถึงการแทรกแซงสงครามกลางเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น
ในส่วนของการใช้กำลังทหารและนโยบายทางเศรษฐกิจ (เช่นการคว่ำบาตรทางการค้า) นั้นถ้าพิจารณาถี่ถ้วนก็จะพบว่าเป็นนโยบายที่ประสานกัน (complementary policy) คือถ้าใช้อย่างใดอย่างหนึ่งจะประสบผลไม่มากเท่ากับการใช้ทั้งสองประการพร้อม กัน เพราะหากใช้กำลังทหารหรือนโยบายทางเศรษฐกิจโดยลำพังจะมีโอกาสยุติความขัด แย้งภายในรัฐในรัฐได้เพียง 11% เท่านั้นเมื่อเทียบกับนโยบายผสมผสานที่จะช่วยทำให้ความน่าจะเป็นในการยุติ ความขัดแย้งภทยในรัฐเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 31%
ทั้งนี้จะต้องใช้นโยบายทางทางหารและเศรษฐกิจให้เหมาะแก่สถานการณ์ด้วย กล่าวคือ หากต้องการปรามพฤติกรรมบางอย่างก็ควรใช้กำลังทหาร แต่ถ้าต้องการส่งเสริมทิศทางที่ดำเนินมาอย่างถูกต้องแล้ว การใช้นโยบายทางเศรษฐกิจย่อมเหมาะสมกว่า เป็นต้น, การใช้นโยบายทางทหารและทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมจะไปเพิ่มต้นทุนในการก่อสงคราม ให้แก่คู่ขัดแย้ง (นโยบายทหาร) และ เพิ่มประโยชน์ที่จะได้รับหากยุติสงครามลง (นโยบายเศรษฐกิจ)
นอกจากวิธีการแทรกแซงแล้ว การเลือกที่จะสนับสนุนผ่านใดฝ่ายหนึ่งในคู่ขัดแย้งก็มีผลต่อความสำเร็จด้วย ในทางทฤษฎีแล้วรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มักมีฐานความชอบธรรม มากกว่ากลุ่มต่อต้าน (opposition side) การสนับสนุนรัฐบาลในการต่อสู้หรือเจรจาจึงมักนำมาซึ่งความสำเร็จที่สูงกว่า การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านอย่างมาก คือหากสนับสนุนรัฐบาลจะมีโอกาสสำเร็จราว 23% ในทางกลับกันจะมีโอกาสสำเร็จเพียง 8% เท่านั้น
ดังที่กล่าวไปบ้างแล้วถึงเรื่องต้นทุนของความขัดแย้งภายในรัฐ, ต้นทุนส่วนที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งก็คือการสูญเสียชีวิตจากการต่อสู้ นัยนี้ จำนวนผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจึงควรที่จะมีผลต่อการตัดสินใจสู้รบยืดเยื้อ และความสำเร็จของการแทรกแซงโดยฝ่ายที่สามเพื่อยุติสงครามด้วย
ในทางทฤษฎี, ยิ่งมียอดผู้เสียชีวิตบาดเจ็บเพิ่มสูงขึ้นมากเท่าไหร่ โอกาสที่ฝ่ายที่สามจะเข้ามาเจรจาสันติภาพได้สำเร็จย่อมน้อยลงเรื่อยๆ จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ต้นทุนที่จะเสียชีวิตเพิ่มขึ้นมีน้อยแล้ว (ความทุกข์จากการสูญเสียเพิ่มในอัตราที่ลดลง – พอรบจนบาดเจ็บล้มตายไปมากแล้วก็รู้สึกด้านชาและเจ็บปวดกับความสูญเสียน้อยลง แต่มุ่งเอาชนะเพื่อชดเชยให้กับความสูญเสียเหล่านั้นมากขึ้น) เป็นต้น และจากการทำนายโดยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ (เศรษฐมิติ) พบว่าหากมีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บ 200 คน โอกาสที่ฝ่ายที่สามจะแทรกแซงสำเร็จมี 15% แต่ถ้ามีผู้เสียชีวิตถึง 500,000 คนโอกาสจะลดลงเหลือเพียง 11% เท่านั้น และหากมีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้ก็จะยิ่งมีโอกาสแห่งความสำเร็จน้อยลงไป เรื่อยๆ
อีกประเด็นหนึ่งที่งานของ Regan (1996) กล่าวถึงขึ้นมาแต่ไม่ได้วิเคราะห์ต่อไปให้ลึกซึ่งมากมายนักก็คือ เรื่องการเข้ามาแทรกแซงของฝ่ายที่สาม ว่ามีใครบางเป็นผู้เล่นหลัก ผลพบว่าฝ่ายที่สามหลักๆที่มีบทบาทในการเข้ามาช่วยจัดการสงครามกลางเมืองให้ ยุติลงทั่วโลกนั้นมีประเทศใหญ่ๆ อย่างอเมริกา รัสเซีย สหประชาชาติ ฝรั่งเศส อังกฤษ จีน และ คิวบา เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย
เรื่องชวนคิด (ที่ Regan, 1996 ไม่ได้กล่าวไว้) ก็คือ... ผู้อ่านทุกท่านคิดว่าการเข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติสงครามกลางเมืองของประเทศ เหล่านี้ (หากไม่นับสหประชาชาติ) เป็นไปด้วยความรู้สึกที่ต้องการจะคืนสันติภาพให้แก่โลกอย่างตรงไปตรงมาหรือ มีประเด็นอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย? จากประสบการณ์ในการศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (อันน้อยนิดของผู้เขียน) พบว่าการแทรกแซงเหล่านี้ “มักจะ” มีนัยทางการเมืองอย่างเข้มข้น มากกว่าจะเป็นเพียงความหวังดี
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการให้เงินช่วยเหลือในประเทศที่อดอยาก แท้ที่จริงแล้วการให้เงินช่วยเหลือส่วนใหญ่ทั่วโลกเกิดขึ้นโดยการที่ประเทศ อดีตอาณานิคมโอนเงินเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันเอง มากกว่าที่จะโอนไปให้แก่ประเทศยากจนที่สุดจริงๆ (Alesina and Dollar, 2000) เป็นต้น โดยหลักฐานเบื้องต้น (อาจไม่ใช่หลักฐานที่ชี้ชัดนักแต่ชวนให้น่าศึกษาต่อ) ได้แก่ การที่ประเทศฝ่ายที่สามเหล่านี้เลือกแทรกแซงประเทศตะวันออกกลางมากที่สุด ทั้งๆที่ทวีปซึ่งมีความขัดแย้งภายในรัฐ-สงครามกลางเมืองคือแอฟริกา (ภาพที่ 1 และ 2)
ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นสัดส่วนของการเกิดสงครามกลางเมืองแบ่งตามทวีป
ที่มา: Frida Möller, Karl DeRouen Jr., Jacob Bercovitch, Peter Wallensteen (2007)
ภาพที่ 2 แสดงให้เห็นสัดส่วนของการแทรกแซงโดยฝ่ายที่สามแบ่งตามทวีป
ที่มา: Frida Möller, Karl DeRouen Jr., Jacob Bercovitch, Peter Wallensteen (2007)
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นไปเพื่อที่จะอธิบายว่าปัจจัยใดบ้างกำหนดความสำเร็จในการแทรกแซงให้หยุด ความขัดแย้งภายในรัฐแต่การแทรกแซงเพื่อหยุดความขัดแย้งภายในรัฐนั้นไม่ได้ ค้ำประกันถึงเสถียรภาพระยะยาว หรือยืนยันว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งภายในรัฐขึ้นอีก ในความเป็นจริงแล้วความขัดแย้งอาจจะกลับมาในรัฐเดิมได้อีกซ้ำหรือที่เรียก ว่าการติดอยู่ในกับดักความขัดแย้ง (conflict trap)
งานของ Addison และ Murshed (2001) จึงเสนอแนวคิดที่พยายามต่อยอดสันติภาพหลังความขัดแย้งภายในรัฐให้เกิดขึ้น อย่างยั่งยืน โดยให้แนวคิดว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งภายในรัฐสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเสมอนั่นคือการที่สัญญา ประชาคม (social contract) ถูกทำลายลง โดยสัญญาประชาคมในความหมายของทั้งสองคือ ข้อตกลงว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรและสิทธิ์ในสังคม ดังนั้น ภายหลังความขัดแย้งภายในรัฐยุติลงแล้ว (หรือกระทั่งระหว่างดำเนินไปก็ตาม) สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการเจรจาก็คือการสร้างสัญญาประชาคมขึ้นมาใหม่ ให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมขึ้น โดยข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมของการสร้างสัญญาประชาคมขึ้นมาใหม่ในบทความของ ทั้งสองก็เช่น 1. การทำนโยบายเข้าหาคนจน (pro-poor policy) 2. การสร้างระบบสัญญาที่มีสภาพบังคับใช้แน่นอน (credible contract design) เป็นต้น
โดยกระบวนการสร้างสัญญาประชาคมขึ้นมาใหม่ตามข้อเสนอของ Addison และ Murshed (2001) ยังไปพ้องกับทฤษฎีพัฒนาการประชาธิปไตย (democratization theory) ของ Acemoglu and Robinsson (2006) ซึ่งมีแนวคิดว่า รัฐที่พัฒนาตัวเองไปสู่ประชาธิปไตยย่อมต้องคำนึงถึงความต้องการของคนส่วน ใหญ่มากยิ่งขึ้นผ่านกระบวนการรับผิด(และชอบ)ทางการเมืองด้วยการเลือกตั้ง ดังนั้นรัฐประชาธิปไตยก็จะทำนโยบายเข้าหาคนจนมากยิ่งขึ้น และการทำนโยบายเข้าหาคนจนนี้จะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะทำการประหารรัฐที่ ไม่เป็นประชาธิปไตยลงได้ด้วย หรือกล่าวได้ว่าสัญญาประชาคมที่เข้าข้างคนจน (คนส่วนใหญ่) จะช่วยลดความขัดแย้งภายในรัฐลงนั่นเอง
แต่ก็อย่างที่ผู้อ่านทุกท่านคงเข้าใจได้ไม่ยาก... การมาสร้างสัญญาประชาคมกันภายหลังจากที่มันถูกละเมิด ยกเลิกไปแล้วนั้น มีต้นทุนสูงกว่าการรักษามันเอาไว้เป็นไหนๆ, และผู้เขียนหวังว่าประเทศไทยของเราจะไม่ต้องมีโอกาสใช้ทฤษฎีว่าด้วยการยุติ ปัญหาความขัดแย้งภายในรัฐเหล่านี้นะครับ.
เชิงอรรถ
- คำว่าประสบความสำเร็จในการยุติสงครามมีเกณฑ์ว่า สงครามกลางเมืองดังกล่าวถูกหยุดลงได้ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 6 เดือน
เอกสารอ้างอิง
- Acemoglu, Daron and Robinson, James. Economic Origins of Dictator and Democracy. Cambridge University Press. 2006
- Alesina, A., & Dollar, D. Who Gives Foreign Aid to Whom and Why? Journal of Economic Growth. 2000
- Frida Möller, Karl DeRouen Jr., Jacob Bercovitch, Peter Wallensteen. The Limits of Peace: Third Parties in Civil Wars in Southeast Asia, 1993–2004. Negotiation Journal October. 2007
- Patrick M. Regan. Conditions of successful third-party intervention in intrastate conflicts. The Journal of Conflict Resolution. 1996
- Tony Addison, S. Mansoob Murshed. From Conflict to Reconstruction: Reviving the Social Contract. World Institute for Development Economics Research. 2001
- ประจักษ์ ก้องกีรติ. (บก.) ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. กำเนิดและพัฒนาการขององค์ความรู้ทางวิชาการว่าด้วยความรุนแรงทางการเมือง: บทสำรวจงานวิชาการในโลกตะวันตก ใน “ความรุนแรงซ่อน/หา สังคมไทย”. สำนักพิมพ์มติชน. 2553
'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: เพื่อไทยจะถลุง 30 บาท
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
19 ม.ค.55
ความเคลื่อนไหวของชมรมแพทย์ชนบท ที่จะระดมพลคัดค้าน “ขบวนการล้มบัตรทอง” ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ถูกกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีกลบไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ความจริงนี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง กระทบผลประโยชน์ของประชาชน 48 ล้านคน ที่ได้อานิสงส์จากนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของพรรคไทยรักไทย จนทำให้ได้คะแนนเสียงท่วมท้น 19 ล้านเสียง
ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามา คมช.หรือพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่กล้าล้มนโยบายนี้ มีแต่พยายามจะทำให้ดีขึ้น แต่ต่อให้ทำดีแค่ไหน อานิสงส์ก็ล้วนไปตกกับทักษิณและพรรคไทยรักไทย ในฐานะผู้ริเริ่มจนประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลขิงแก่ยกเลิกเก็บเงิน 30 บาทไปแล้ว และรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ยกเลิกบัตรทองไปแล้ว ให้ใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกกันติดปาก ว่าบัตรทอง 30 บาทของไทยรักไทยอยู่ดี
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือเราจะต้องแยกมิตรแยกศัตรูให้ ชัดเจนก่อน ว่าใครอยู่ข้างใคร ในทางการเมือง และในทางนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่ามันซับซ้อน
บอร์ด สปสช.มีทั้งหมด 31 คน มีรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนหนึ่งเป็นบอร์ดตามตำแหน่ง ตามโควตาระบบราชการ เช่น ปลัดคลัง ปลัดกลาโหม ปลัดมหาดไทย ปลัดพาณิชย์ ปลัดสาธารณสุข ปลัดแรงงาน ปลัดกระทรวงศึกษา และ ผอ.งบประมาณ อีกส่วนเป็นผู้แทนองค์กรวิชาชีพ เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา สภาเภสัชกรรม และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน อีกส่วนเป็นผู้แทนองค์กรท้องถิ่น อบต.อบจ.เทศบาล และ กทม.อีกส่วนเป็นผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวกับสุขภาพ 9 ด้าน เลือกกันเองเข้ามาเป็นกรรมการ 5 คน
อันที่จริง ประเด็นที่แพทย์ รพ.ศูนย์และ รพ.ทั่วไป โวยวายว่า รพ.ขาดทุน ก็มีด้านที่น่าเห็นใจ เพียงแต่แพทย์เหล่านี้โวยวายแล้วก็พยายามจะสรุปให้แยกเงินเดือนออกจากงบ ประมาณเหมาจ่ายรายหัว ตามที่ตัวเองตั้งธงไว้
ตุลาการไทย กับ มาตรา 112
ที่มา ประชาไท
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ
http://www.facebook.com/verapat.pariyawong
วันนี้มีประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เดือดเนื้อร้อนใจเกี่ยวกับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนอีกไม่น้อยเช่นกัน ที่เดือดเนื้อร้อนใจกับผู้ที่พยายามจะแก้ไขยกเลิกกฎหมายดังกล่าว
เมื่อประชาชนหลายฝ่ายต่างเดือดเนื้อร้อนใจกับประเด็น มาตรา 112 ประชาชนจะหวังพึ่งใครได้ ?
ปรากฏชัดว่า กลุ่มประชาชนที่นำโดย คณะนิติราษฎร์ และ ครก. 112 ได้หันไปพึ่ง “ฝ่ายนิติบัญญัติ” โดยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่อรัฐสภา เพื่อแก้ไปประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามต่อไป
หากมองมาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ในฐานะ “ฝ่ายบริหาร” รองนายกรัฐมนตรี คุณเฉลิม อยู่บำรุง ก็กล่าวชัดเจนจะไม่เข้าไปแตะต้องมาตรา 112
ล่าสุด “ฝ่ายองค์กรอิสระ” อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็แถลงจุดยืนว่าไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112
จึงน่าคิดว่า “ฝ่ายตุลาการ” หรือ “ศาล” ที่มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ศาลจะเป็นที่พึ่งของสังคมเมื่อมีปัญหา มาตรา 112 ได้หรือไม่ อย่างไร ?
แน่นอนว่า “แนวคำพิพากษาฎีกา” ตลอดหลายทศวรรตที่ผ่านมา ได้ตีความ มาตรา 112 ไปในทางที่อาจเข้าใจได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ นั้น “ไม่อาจแตะต้องได้”
ศาลฎีกาเคยบังคับใช้ มาตรา 112 โดยนำหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญและหลักจารีตประเพณีมาประกอบการตีความไว้อย่างกว้าง เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2354/2531 (คดีนายวีระ มุสิกพงศ์) ตอนหนึ่ง ศาลฎีกาอธิบายว่า:
“… ศาลฎีกาเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย…บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข …องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิ ได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ … บุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญให้เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญมิได้ … บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ และ … รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขต…”
“…นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญายัง มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไป รวมทั้งบัญญัติความผิดฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา 112 ด้วย…”
“…ตามบทบัญญัติรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวมา ย่อมเห็นได้โดยแจ้งชัดว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงดำรงอยู่ใน ฐานะพระประมุขของประเทศ ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางหนึ่งทางใดมิ ได้ ทั้งรัฐและประชาชนต่างมีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ ดำรงคงอยู่คู่ประเทศตลอดไป ไม่เพียงแต่กฎหมาย แม้ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ให้ ความเคารพสักการะและยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเกล้า ฯ ตลอดมาตั้งแต่โบราณกาล การที่จะกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบเปรียบเปรย หรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทนั้นหามีบุคคลใดกล้า บังอาจไม่ …”
(เน้นคำและวรรคตอนโดยผู้เขียน ฉบับย่อยาวอ่านได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/112)
คำถามที่น่าคิด คือ หากวันนี้มีคดีเกี่ยวกับ มาตรา 112 ไปถึง “ศาลฎีกา” อีกครั้ง “ศาลฎีกา” จะตีความกฎหมายอย่างไร ?
หาก “ศาลฎีกา” ตีความกฎหมายดังเดิมทุกประการ ย่อมมีประชาชนเดือดเนื้อร้อนใจไม่น้อยไปกว่าเดิม กล่าวคือ ประชาชนฝ่ายหนึ่งย่อมยังคงเดือดเนื้อร้อนใจและต่อสู้เพื่อยกเลิกแก้ไข มาตรา 112 ในขณะที่อีกฝ่ายก็ต้องเดือดเนื้อร้อนใจและดำเนินการต่อต้านอีกฝ่ายพยายาม แก้ไขกฎหมาย
ในขณะเดียวกัน หากจะให้ “ศาลฎีกา” ทำตัวเป็นรัฐสภา เพื่อตีความให้ มาตรา 112 แปรผันให้สอดรับกับข้อเสนอนิติราษฎร์ ก็ย่อมเป็นการลุแก่อำนาจตุลาการและละเมิดกระบวนการทางประชาธิปไตย ศาลย่อมทำไม่ได้เช่นกัน
คำถามสำคัญ คือ “ศาลฎีกา” จะสามารถตีความ มาตรา 112 “ดังที่เป็นอยู่” ให้ “หลักแหลม ลึกซึ้ง และแยบยล” เพื่อหาทางออกที่ยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย และนำความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทย ได้หรือไม่ ?
หากผู้ใดจะลอง “คิดให้สมศาลฎีกา” (แทนที่จะ “คิดเพื่อตามศาลฎีกา” แบบที่เนติบัณฑิตไทยถูกปลูกฝังทุกวันนี้) ผู้นั้นก็อาจจะร่างคำพิพากษาฎีกา ดังนี้
**************
…ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่ถูกบัญญัติไว้ในลักษณะ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราช อาณาจักร” ดังนั้น การตีความบังคับใช้ มาตรา 112 ย่อมต้องเป็นไปให้สมกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองรักษาไว้ซึ่ง ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งย่อมแตกต่างไปจากลักษณะความผิดอื่น เช่น ลักษณะ “ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง” ที่มุ่งหมายจะคุ้มครองเกียรติยศของบุคคลเป็นการส่วนตัว
ดังนั้น ผู้ที่จะกระทำผิดและต้องโทษตาม มาตรา 112 ได้นั้น ไม่เพียงแต่จะต้อง หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายแบบธรรมดาทั่วไปเท่านั้น แต่ผู้นั้นจะต้องกระทำในลักษณะหรือด้วยเจตนาที่รุนแรงถึงขั้นกระทบถึง “ความ มั่นคงแห่งราชอาณาจักร” อีกด้วย กล่าวคือ มาตรา 112 ตลอดจนบทบัญญัติมาตราอื่นที่อยู่ในลักษณะความผิดเดียวกัน เป็นบทบัญญัติต้องตีความตัวบทให้สอดคล้องกับตามเจตนารมณ์ของลักษณะความผิด เป็นรายกรณี มิใช่เหมารวมว่าการกระทำทุกกรณีที่ต้องตามตัวบทจะต้องสอดคล้องกับตาม เจตนารมณ์ของลักษณะความผิดเสมอไป
กล่าวให้ชัดเจนก็คือ การที่ศาลล่างในคดีนี้ ตลอดจนศาลฎีกาในอดีต ตีความประหนึ่งว่า การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ตามมาตรา 112 ไม่ว่าจะมีลักษณะเช่นใด ย่อมต้องถือเป็น “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” เสมอไปนั้น ถือเป็นการตีความกฎหมายที่กลับหัวกลับหาง คือ แทนที่จะตีความบทบัญญัติให้เข้ากับเจตนารมณ์ของลักษณะหมวดหมู่ กลับไปตีความหัวข้อหมวดหมู่ได้กลายมาเป็นเนื้อหาของบทบัญญัติมาตรา 112 เสียเอง
ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การตีความในลักษณะกลับหัวกลับหางดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาการจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่ได้รับการประกันไว้ตามรัฐธรรมนูญเกินไปกว่าเท่าที่จำ เป็น เห็นได้ชัดจากการตีความบทบัญญัติมาตราอื่นซึ่งถูกบรรจุเป็นความผิดลักษณะ เดียวกับ มาตรา 112 ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1
“มาตรา 115 ผู้ใดยุยงทหารหรือตำรวจให้หนีราชการ ให้ละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ หรือให้ก่อการกำเริบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี”
สมมติว่า “พลทหาร ก” ยุยงให้เพื่อนทหารในกองร้อยทิ้งอาวุธหนีกลับบ้านในยามที่ต้องสู้กับผู้ก่อ การร้าย “พลทหาร ก” ย่อมทำ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”
แต่หากเป็นอีกกรณี คือ “พลทหาร ก” ยุยงให้ “พลทหาร ข” ละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ล้างห้องน้ำตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ กรณีนี้ ศาลย่อมไม่อาจตีความว่า “พลทหาร ก” ได้ทำ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” จนถูกจำคุกได้ทันที แต่ศาลต้องพิจาณาเจตนารมณ์ของบทบัญญัติให้ได้สัดส่วนและสมเหตุสมผลว่า การไม่ทำหน้าที่ล้างห้องน้ำตามคำสั่งดังกล่าว กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือไม่? และสุดท้าย แม้หากการกระทำดังกล่าวจะไม่ถือเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ผู้บังคับบัญชาก็ย่อมมีอำนาจตามกฎหมายที่จะลงโทษทางวินับตามความเหมาะสมต่อ ไป
ตัวอย่างที่ 2
“มาตรา 118 ผู้ใดกระทำการใดๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
สมมติว่า “นาง ก” เผาธงชาติที่สนามหลวง พร้อมปราศัยให้ล้มล้างประเทศไทย ย่อมชัดเจนว่าเป็นความผิด
แต่หากเป็นอีกกรณี คือ “นาง ก” นั่งชมกีฬาอยู่ภายในบ้านกับ “นาง ข” จากนั้น “นาง ก” นำธงชาติไทยมาขยำและพูดจาเหยียดหยามความสามารถของชาติไทยในการแข่งกีฬาให้ “นาง ข” ฟัง หากกรณีนี้ “นาง ข” จะนำคดีไปฟ้อง “นาง ก” ว่ากระทำต่อธงชาติเพื่อเหยีดหยามประเทศชาติ จึงเป็น “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” จนถูกจำคุกได้เสมอไป ก็ย่อมไม่เป็นธรรมและไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน
ตัวอย่างที่ 3
“มาตรา 120 ผู้ใดคบคิดกับบุคคลซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี”
สมมติว่า “นาย ก” ขายความลับทางทหารของประเทศไทยให้กับเจ้าหน้าที่กองทัพของต่างชาติที่มีแผน การรุกรานประเทศไทย “นาย ก” ย่อมมีความผิดตามมาตรานี้
แต่หากเป็นอีกกรณี คือ “นาย ก” ได้รับการว่าจ้างให้เป็นที่ปรึกษาทางการค้าของบริษัทที่ถือหุ้นโดยรัฐบาล ต่างประเทศ โดย “นาย ก” ได้นำความรู้อันเป็นสากลในด้านการค้าของ “นาย ก” ไปช่วยให้รัฐบาลต่างประเทศค้าขายได้เปรียบประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง หากจะตีความว่า “นาย ก” คบคิดกับบุคคลอื่นซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศ ในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ และถูกจำคุกนั้น ย่อมเป็นการตีความที่ไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์เช่นกัน
ฉันใดก็ฉันนั้น การตีความบังคับใช้ มาตรา 112 ย่อมต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยพิจารณาว่า การที่จำเลยได้กระทำการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 112 นั้น มีลักษณะที่รุนแรงหรือเจตนาที่มุ่งให้กระทบต่อ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” หรือไม่ หากศาลพิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีและพบว่าความผิดมีความรุนแรงหรือเจตนาที่ กระทำเพื่อให้กระทบต่อ “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ศาลย่อมต้องพิพากษาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษให้เข็ดหลาบและสาสม
ในทางตรงกันข้าม หากการกระทำของจำเลยเป็นเพียงการกระทำโดยความไร้เดียงสา หรือโดยไม่ทันระวังยั้งคิด หรือเป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์อย่างสุจริต โดยปราศจากเจตนาที่จะกระทำเพื่อให้กระทบต่อ “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” แล้วไซร้ ศาลย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดตามมาตรา 112
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ใดจะไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 112 แต่กฎหมายก็ย่อมเปิดช่องให้ดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำการดังกล่าวหากการ กระทำนั้นเป็นความผิดตามบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๗ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดในที่สาธารณ สถานหรือต่อหน้าธารกำนัล ...กระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” หรือ มาตรา ๓๗๒ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใด...กระทำโดยประการอื่นใดให้เสียความสงบเรียบร้อยในทางสาธารณหรือ สาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท” เป็นต้น
ส่วนประเด็นที่โจทก์อ้างถึงรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ นั้น เห็นว่า เป็นบทบัญญัติที่ต้องตีความประกอบกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 ซึ่งการจะลงโทษจำคุกผู้ใดนั้น ศาลย่อมต้องอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นการเฉพาะ ดังนั้น เมื่อได้วินิจฉัยไปแล้วว่า มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อใช้บังคับในกรณี “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” เท่านั้น อีกทั้งยังมีบทบัญญัติอื่นที่นำมาบังคับใช้ลงโทษได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม เฉพาะกรณี ข้ออ้างของโจทก์ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง นอกจากเหตุผลทางกฎหมายที่กล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ยังพึงระลึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ ซึ่งได้ทรงพระราชทานต่อคณะผู้เข้าเฝ้าถวายพระพร รวมถึงบรรดาผู้พิพากษาตุลาการ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ซึ่งพระราชดำรัสดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การตีความบังคับใช้มาตรา 112 โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์นั้น นอกจากจะเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนำมาซึ่งความแตกแยกภายในสังคมดังที่ปรากฏในปัจจุบันแล้ว ยังเป็นการใช้อำนาจตุลาการที่สร้างความเดือดร้อนลำบากต่อเบื้องพระยุคลบาท อันเป็นการมิบังควรยิ่งอีกด้วย
ดังนั้น จากเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ จึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายกรณีมาตรา 112 โดยไม่ได้พิจารณาถึงลักษณะการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าเป็น “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” หรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยความผิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง…
**************
ผู้เขียนเชื่อว่า หาก “ศาลฎีกา” ตีความมาตรา 112 ดังที่กล่าวมานี้ ผู้ที่ต้องการแก้ไขยกเลิก มาตรา 112 ไม่จำเป็นต้องเดินหน้าแก้ไขยกเลิกต่อไป และฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไข ก็สบายใจได้เช่นกัน สังคมอาจแก้ปัญหา มาตรา 112 โดยไม่ต้องมีการยกเลิกแก้ไขตัวบทกฎหมายเลย ก็เป็นได้
ผู้เขียนย้ำว่า “ศาล” ไม่ได้เป็นร้านขายคำพิพากษา แต่เป็นศูนย์กลางของสังคมที่คอยเชื่อมโยงความสูงส่งแห่งหลักการให้สอดรับกับ มโนธรรมสำนึกของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ศาลคือผู้ที่ต้องแสวงหาความจริงแห่งยุคสมัยและอธิบายความถูกต้องให้แก่สังคม ในยามที่มืดมนและสับสน
ดังนั้น ในยามที่ขาดแสงเช่นนี้ จึงขอฝากให้พวกเราประชาชน โดยเฉพาะบรรดานักนิติศาสตร์และครูบาอาจารย์กฎหมายทั้งหลาย โปรดร่วมส่งแรงจรรโลงความหวังทางสติปัญญาไปยังตุลาการผู้มีใจอันเป็นธรรม ให้สามารถเป็นตุลาการที่หลักแหลม ลึกซึ้ง และแยบยล และเป็นตุลาการในพระปรมาภิไธยเพื่อปวงชนได้อย่างสง่างามและแท้จริง.













