WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 26, 2012

เปิดใจหมดเปลือก "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ถึง (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ?): ผมกำลังตอบแทนบุญคุณทุนอานันทมหิดล

ที่มา Thai E-News

จำเป็นยิ่งที่จะต้องช่วยแชร์กระจาย การตอบประเด็นโจมตีต่างๆ ต่อกลุ่มนิติราษฎร์ โดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์



25 มกราคม 2555

ที่มา มติชนออนไลน์


หลังจากที่ “นิติราษฎร์” แถลงการณ์เรื่อง การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 วันที่ 15 มกราคม 2555
จนไปถึงการออกแถลงการณ์ลบผลพวงที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร วันที่ 22 มกราคม 2555

แรงสะท้อนกลับจากข้อเสนอร้อนๆ รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ

ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มาก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็โผล่ออกมาไม่น้อย

แต่ ที่ดุเดือดแบบสุดๆ คือ การปรากฎตัวของมวยรุ่นใหญ่อย่าง “ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

ดร. ปื๊ด ตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“ผม ว่าก่อนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พวกคุณ เสนอ ควรแก้ข้อบังคับทุนอานันทมหิดล ให้ผู้รับทุนสาบานว่าจะไม่เนรคุณและไม่ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทาน ทุนจะง่ายกว่าไหม ข้อเสนอผมไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเลย”

ครั้งหนึ่ง ดร.ปื๊ด เคยกล่าวยกย่อง ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ว่าเป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

แต่วันนี้ ข้อหา"เนรคุณ"ดูจะกลายเป็นข้อหาฉกรรจ์ไปเสียแล้ว

ก่อนหน้านี้ มติชนออนไลน์ เคยถามคำถามทำนองเดียวกันนี้กับ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” มาแล้ว

“สิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นไม่ขัดแย้งกับทุนที่อาจารย์เคยได้รับเพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศรึเปล่า”

ไปฟังคำตอบกันเลย...
-----------------------------------------

เหตุใดนิติราษฎร์จึงต้องพูดถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมมากขึ้น

วันนี้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเยอะ แล้วการพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ค่อนข้างเสี่ยงใน สังคมไทย แต่ว่าวันนี้ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นพอมีใครที่จะหยิบจับเรื่องนี้มา ทำได้อย่างเป็นวิชาการ เป็นเหตุเป็นผล ผมจึงตัดสินใจทำ และทำทุกอย่างด้วยความปรารถนาดีต่อสังคมไทย ด้วยความหวังดีอย่างที่สุดต่อสถาบันฯ ไม่มีความมุ่งหมายต่อการที่จะล้มล้างสถาบันฯ แต่อย่างใด อีกอย่างหนึ่งคือคนที่กล่าวหาว่าล้มเจ้าหรือล้มล้างสถาบันฯ นั้น ส่วนใหญ่ก็จะไม่ให้เหตุผลในการโต้แย้งสักเท่าไหร่ เรายืนยันตลอดมารวมถึงในร่างแก้ไขก็ชัดเจนว่าเราอยู่ในรัฐที่เป็นราช อาณาจักร เพียงแต่ต้องทำให้สถาบันฯ สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย พอมีคนที่ไม่สามารถใช้เหตุผลถกเถียงได้ ก็เบี่ยงประเด็นไปถามว่า นิติราษฎร์ต้องการปกครองแบบไหน ตอนไปรายการ “ตอบโจทย์” คุณภิญโญก็ถาม ผมว่าผมก็ตอบชัดว่า นิติราษฎร์ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในรัฐที่อยู่เป็นราชอาณาจักร ผมก็สงสัยว่าคนที่ถามผมต้องการการปกครองในระบอบไหนครับ ต้องการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างงั้นหรือ ซึ่งถ้าเป็นระบอบนี้ เราจะไม่มีการยอมรับ เราจะสู้ไม่ยอมย้อนกลับไปในระบอบนั้นแล้ว เพราะ สุดท้ายแล้วเมื่อสังคมเข้าสู่จุดแตกหักทางความคิด สถาบันฯ ก็จะดำรงอยู่อย่างยากลำบาก ดังเช่น ช่วงก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 สุดท้ายการกลับไปในระบอบนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์จะทำการใดๆ พระมหากษัตริย์จะทำการใดต่างๆ ในทางกฎหมาย พระองค์ก็ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายนั้นด้วย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมือง เราอยากให้เป็นแบบนั้นหรือ ระบอบที่เรารณรงค์อยู่ในตอนนี้เป็นระบอบที่สอดคล้องกับสากลที่สุด

อาจารย์รู้สึกอย่างไรที่มักโดนฝ่ายตรงข้ามถามว่า “ล้มเจ้ารึเปล่า” เพราะอาจารย์เองก็เป็นคนไทย อีกทั้งยังพูดและคิดตามกรอบของกฎหมาย

ก็ รู้สึกว่าบางทีคนก็ไม่เข้าใจ และก็ต้องอดทนในการอธิบาย ซึ่งผมก็ใช้ความอดทนตลอดมาในระยะเวลาหลายปี พยายามอธิบายให้สังคมได้รับฟัง เราต้องเข้าใจว่าสังคมมันเปลี่ยนไปมากแล้ว มันไม่เหมือนเดิมแล้ว คนที่ไม่เข้าใจในข้อเสนอของนิติราษฎร์คือไม่เข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของ สังคม จะยึดจะเอาสังคมให้อยู่ในรูปแบบเดิมซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แล้ว ผมห่วงเหลือเกินว่าหากไม่มีการเปลี่ยนอะไรให้มันรับกับสภาพการณ์ มันจะเกิดการแตกหักแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่เราทุก คนไม่พึงปรารถนาแล้วเราคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมา

มีประวัติศาสตร์อยู่แล้วใช่ไหมที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีความประนีประนอมกัน

ใน ประวัติศาสตร์โลกก็เป็นบทเรียนให้เราอยู่แล้ว ทำไมเราต้องไปซ้ำรอยในที่อื่น ทำไมเราไม่หาทางออกแล้วเปลี่ยนผ่านสังคมไปอย่างสันติ สถาบันฯ ไหนต้องอยู่กับกฎหมายแบบไหน องค์กรไหนต้องอยู่กับกฎหมายแบบไหน ผมเรียนแบบนี้ว่าคนที่พูดเรื่องนี้ต้องลดละประโยชน์ส่วนตัวไว้เสียก่อน คนที่เคยได้ประโยชน์หลังการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา กรุณาคิดและก็วางประโยชน์ส่วนตัวหน่อย หลายคนก็ได้รับประโยชน์ไปมากแล้ว เป็นประธานกรรมการ ดำรงตำแหน่ง ได้รับเงินมากมายแล้ว นิติราษฎร์ไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรจากสิ่งที่ได้นำเสนอออกไปแม้แต่บาทเดียว เราทำด้วยใจ หลายคนในกลุ่มนิติราฎร์ก็ไม่ได้เป็นคนมีฐานะสูง แต่ว่าเวลาจะทำอะไรเราก็ลงขันกันครับ อาจจะครั้งละหนึ่งพันเพื่อทำกิจกรรม แผ่นพับและอื่น ๆ ในการจัดเวทีเสวนา มีหลายคนจะบริจาคเงินให้กิจกรรมที่นิติราษฎร์ทำ ผมไม่ต้องการเงินของใครทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะนิติราษฎร์มีเงินแต่เราต้องการให้เรื่องที่รณรงค์อยู่นั้นเป็น เรื่องที่บริสุทธิ์และเป็นเรื่องทางวิชาการจริงๆ

เมื่อ ต้องการจะให้สถาบันมีสถานะที่ สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย เหตุใดจึงเริ่มที่การขอยื่นแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเรื่องแรก

เป็น เพราะว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่จะต้องพูดกันต่อไป เวลานำออกมาบังคับใช้มันมีคนถูกจับ ถูกลิดรอนเสรีภาพ ปัญหาสำคัญของมาตรานี้คือ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 กฎหมายหมิ่นฯ เขียนว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงเขียนว่า “หมิ่นประมาทองค์พระมหากษัตริย์” แม้ถ้อยคำจะเขียนแบบเดียวกันเลย แต่ เวลาจะมาบังคับใช้นั้นจะตีความแบบเดียวกันไม่ได้เพราะว่าอุดมการณ์ที่กำกับ ตัวบทกฎหมายนั้นอยู่คนละประเภทกัน แต่ปัจจุบันการตีความกฎหมายหมิ่นฯ ดูจะขัดแย้งกับระบอบการปกครองระบอบประธิปไตย ซึ่งแบบนี้มันจะเกิดผลเสียเพราะมันไม่รับกับตัวระบอบ

กระแส สังคมส่วนหนึ่งบอกว่าการที่นิติ ราษฎร์แยกกฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคง เท่ากับกำลังทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มั่นคงหรือไม่

ตัว บทกฎหมายเขียนชัดเจนว่า คนที่กระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษตามข้อกฎหมาย ยังมีการคุ้มครองพระเกียรติของพระมหากษัตริย์อยู่ แล้วก็คุ้มครองเป็นพิเศษมากกว่าประชาชนทั่วไป เพียงแต่เราทำให้สถานะของสถาบันฯ มีความเป็นสากลมากขึ้นตามประเทศที่มีประมุขของรัฐคือพระมหากษัตริย์ เวลา เราพูดว่าต้องรักษาความมั่นคงของสถาบันฯ ไว้ เราต้องหมายถึงการรักษาให้สง่างามตามมาตรฐานสากล ไมใช่ว่าประเทศไทยพูดอย่าง แต่ต่างประเทศพูดอีกอย่าง

พูดถึงกลุ่มคนที่ต้องการให้บทลงโทษเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 มีโทษมากขึ้น




นัก วิชาการด้านกฎหมายอีกฝ่ายบอกว่าถ้า ต้องแก้ให้กฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากกฎหมายความมั่นคง หรือยกเลิกไปเลยนั้น ก็จะต้องยกเลิกมาตรา 8 ของรธน.ด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมาถก เถียงกัน สังคมเข้าใจเรื่องมาตรา 8 ตาม รธน. ต่างกัน เวลาเราทำความเข้าใจตัวบทกฎหมายไม่ใช่เพียงแค่ตีความไปตามลายลักษณ์อักษรที่ เขียนขึ้นมาเพราะถ้าเป็นแบบนั้นใคร ๆ ก็ตีความตามความเข้าใจของตัวเองทั้งนั้น ดังนั้นรธน.เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครอง เราจึงต้องตีความระบอบการปกครองของเราด้วย ด้วยเหตุนี้การแก้ไขม.112 จึงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมาตรา 8 ในแง่ที่ว่า ความมุ่งหมายของมาตรานี้ก็เพื่อเทิดองค์พระมหากษัตริย์ให้ทรงพ้นไปจาก การเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์และความขัดแย้ง จะดึงพระมหากษัตริย์ลงมาไม่ได้

อีกกระแสหนึ่งบอกว่าเสนอให้ยกเลิกม.112 ไปเลย อาจารย์ทำไมจึงไม่เสนอไปถึงขั้นนั้น

เรา ศึกษาเปรียบกฎหมายในหลายประเทศก็ยังมีกฎหมายคุ้มครองประมุขของรัฐ อยู่ แม้ประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีกฎหมายคุ้มครอง แต่หลายประเทศยังมี เราจึงอนุโลมไปตามนั้น

หลาย ครั้งเวลามีข้อเสนอจากนิติราษฎร์ปราก ฎออกมาในหน้าสื่อสารมวลชนก็จะถูกเรียกว่า “นิติเรด” “แก๊งค์ลิงหลอกเจ้า” ซึ่งทำให้คนที่ฟังข้อเสนอของเรามีภาพลบต่อสิ่งที่เราจะพูด ในแง่นี้จะแก้ไขหรือโต้ตอบกลุ่มคนที่ให้ค่ากับนิติราษฎร์ไปในทางลบอย่างไร





มีนักวิชาการบอกว่านิติราษฎร์กำลังทำอะไรอยู่ แก้กฎหมายกลับไปกลับมา ไม่รู้หรือว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายจะต้องเงียบ”

ปืน ไม่ได้ดังตลอดเวลามันแค่ดังอยู่ช่วง หนึ่งเท่านั้น สังคมที่ถูกกดทับเอาไว้ เนียนบ้างไม่เนียนบ้าง สักวันหนึ่งคนก็จะรู้ แล้วเขาก็จะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แน่นอนว่าการลุกขึ้นยืนมันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดเพราะฝ่ายที่ไม่อยากให้ ลุกขึ้นยืนจะกดทับแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีพลังไหนที่จะแข็งแกร่งไปกว่าพลังหรืออำนาจของประชาชน แม้เสียงปืนจะดัง พลังของปืนจะรุนแรง แต่สุดท้ายแม้ในประวัติศาสตร์โลกก็จารึกไว้ว่า พลังของประชาชนนั้นแข็งแกร่งที่สุด ไม่มีใครต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลงได้หรอก

สิ่งที่นิติราษฎร์กำลังทำอยู่หวังผลประโยชน์จากพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่

สิ่ง ที่เราทำอยู่นั้นมาจากมโนสำนึกของเรา ถ้าเราไม่ทำในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เรามองหน้าในกระจกไม่ได้ เท่ากับว่าเราเลือกไปในอีกข้างแล้วหากเราอยู่เฉยกับความอยุติธรรมในสังคม นี้ หลายคนที่เวลาเลือกแล้วมันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ เวลาที่อีกฝ่ายเลือกเข้าได้ประโยชน์ เงิน ตำแหน่งต่าง ๆ หลังจากที่เขาเลือกข้างไปแล้ว แต่นิติราษฎร์เลือกไปยืนฝั่งตรงข้ามซึ่งเราไม่ได้อะไรเลย เงินก็ไม่ได้รับ ตำแหน่งทางการเมืองหรือวิชาการก็ยังอยู่กับที่ นอกจากไม่ได้อะไรแล้วเรายังต้องเสียเงินเพื่อต้องการบรรลุในสิ่งที่เราทำ ผมพูดตรง ๆ เปิดใจเลยนะ ถ้าผมไปเชียร์รัฐประหาร ไปเป็นคนร่างรธน.หลังจากรัฐประหาร ผมว่าผมคงได้อะไรมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน อาจจะได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือวิชาการมากมาย แต่ที่ผมเลือกอยู่ข้างนี้ ผมไม่ได้อะไรเลยนอกจากว่าความรู้สึกที่ว่าเราได้ทำตามหลักการในสิ่งที่เรา เรียนมาในเรื่องกฎหมายมหาชน รู้สึกได้ทำในสิ่งที่มันถูกต้อง ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ผมรู้สึกสลดใจกับสังคมนะ ในขณะที่ข้างหนึ่งได้ประโยชน์เห็นจากการทำรัฐประหาร ไม่มีสื่อไหนมาตรวจสอบ กลุ่มปัญญาชน นักวิชาการเงียบสนิท ฝ่ายผมที่ไม่เคยได้อะไรเลย ทำไปจากอุดมการณ์กลับถูกกล่าวหา ป้ายสีอยู่ตลอดเวลา ว่าทำเพื่อทักษิณ ทั้งชีวิตผมจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยคุยกับทักษิณเลย


จะเล่นการเมืองไหม

ผม ยังไม่อยากพูดอะไรที่มันต้องมัดตัวเองในอนาคต แต่ใจผมจริง ๆ ไม่อยากเล่นการเมือง คุณพ่อผมก็เตือนเสมอว่า ถ้าเป็นไปได้อย่าไปเล่นการเมืองเลย

เวลาเดินสวนกับอาจารย์ร่วมคณะที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับนิติราษฎร์ อาจารย์มีปฏิกิริยาอย่างไร

ถ้า คนที่คุยกันได้ก็คุยเรื่องดิน ฟ้า อากาศ ไม่ได้คุยกันเรื่องกฎหมายเพราะเรารู้ว่าแต่ละคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าทางเดินผมถูก เขาก็คงเชื่อว่าทางเดินของเขาก็ถูก แต่ผมเชื่อว่าอาจารย์หลายคนในคณะนี้ที่รู้จักผมดี แม้จะยืนฝั่งตรงข้ามกันแต่เขาก็จะยืนยันแทนผมได้ว่า ผมเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีอะไร ไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนไหนเลย เพราะกลุ่มอาจารย์ในคณะนี้ก็เห็นกันมาตลอดตั้งแต่ยังไม่มีกลุ่มนิติราษฎร์ ด้วยซ้ำ รู้จักกันดี แน่นอนว่าหลังจากมีกลุ่มนิติราษฎร์เกิดขึ้นมา ความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่คิดต่างจากเราก็จะลดน้อยลงไป ส่วนอาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนตรงข้ามกับเราในลักษณะที่ชวนหาเรื่องมากกว่า คุยกันด้วยเหตุผลก็จะบอกว่า ไม่ควรใช้คำว่านิติหรืออ้างความเป็นอาจารย์นิติศาสตร์ มธ. ผมอยากตอบว่า ผมมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถูกต้องตามกฎบังคับของมหาวิทยาลัยทุก ข้อ

ในฐานะที่เป็น อาจารย์สอนลูกศิษย์ ถ้าลูกศิษย์มีจุดยืนทางการเมืองแบบหนึ่งที่ทั้งตรงกับเราและไม่ตรงกับเรา ในฐานะอาจารย์ก็เป็นที่รู้จักในทางการเมือง อาจารย์จะสอนลูกศิษย์อย่างไร

ผม บอกลูกศิษย์เสมอว่า เวลาจะเชื่อผมหรือเคารพคล้อยตามในเหตุผลของผมนั้นให้เชื่อเพราะเหตุผลของผม นั้นดี ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นผมบอกจึงเชื่อ เราต้องเคารพในเหตุผลมากกว่าตัวบุคคล ไม่ใช่ใครบอกอะไรมาก็เชื่อไปหมดเพราะเห็นว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน อีกทั้งถ้าจะแย้งผมว่าผมพูดผิดตรงไหนก็สามารถทำได้แต่ต้องมีเหตุผลรองรับ ด้วยนะ ไม่ใช่กล่าวหาลอย ๆ สำหรับนักศึกษาที่อาจจะมีความคิดไม่ค่อยตรงกับผมนั้น โดยปกติวิชาที่ผมสอนบางครั้งในเทอมหนึ่งอาจจะมีอาจารย์ผู้สอน 2 คน ใครไม่ชอบหลักการของผมก็สามารถไปเรียนกับอีกคนหนึ่งได้ หรือถ้าปีไหนไม่มีอาจารย์ผู้สอนอีกคน ผมก็จะเปิดวิชานี้ไว้แค่เทอมหนึ่ง แล้วเทอมสองก็ให้คนที่ไม่อยากเรียนกับผมไปเรียนช่วงเทอมสอง คือผมพยายามที่จะไม่ผูกขาดวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นผู้สอนคนเดียว ผมจะพยายามให้มีผู้สอนที่หลากหลายในวิชาที่ผมสอนอยู่ ให้นักศึกษามีสิทธิเลือกอาจารย์ที่อยากเรียน


ในอีกแง่หนึ่งที่เรานำเสนอสิ่งที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์จากฝ่ายตรงข้าม เคยโดนขู่ไหมครับ แล้วถ้าเคยรู้สึกกลัวไหม

ก็ มีเขียนจดหมายมาด่า มีมาขู่บ้าง ในความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา ผมเป็นนักวิชาการตัวเล็ก ๆ คงไม่สามารถจ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มครองได้ แต่เหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมไม่ทำอะไรเลย คนเราเกิดมาตายครั้งเดียว เพียงแต่ชีวิตหนึ่งผมอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ให้ผลประโยชน์แก่เพื่อนร่วมชาติ

สุด ท้ายอาจารย์เป็นนักกฎหมายที่จบจาก เยอรมันด้วยทุนอานันทมหิดล หลายคนบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นขัดแย้งกับทุนที่อาจารย์เคยได้รับ เพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศรึเปล่า

เพราะ ผมเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลนี่ แหละครับ ผมจึงต้องออกมาเคลื่อนไหว สิ่งที่ผมทำอยู่คือการตอบแทน กตัญญูต่อผู้ที่ให้ทุนอานันทมหิดลแก่ผม ที่ผมทำทุกอย่างก็เพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่รู้ว่านักเรียนคนอื่น ๆ ที่ได้ทุนนี้มีจินตนาการเรื่องนี้อย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ผมทำก็เพื่อความดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป ผมชัดเจนเสมอว่าผมต้องการรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นราชอาณาจักร

บทความวิเคราะห์: คลื่นลูกใหม่ – การตื่นตัวของพรรคการเมืองแนวที่สาม

ที่มา Thai E-News

25 มกราคม 2555
โดย ดวงจำปา

ที่มาเฟสบุค Doungchampa Spencer


Glacier Bay National Parkเมื่อสองปีที่แล้ว ดิฉันมีโอกาสเดินทางไปพักที่ Glacier Bay National Park, Alaska มี โอกาสได้เห็นธารน้ำแข็ง (Glacier) และภูเขาน้ำแข็ง (iceberg) อันมหึมา จริงๆ น้ำแข็งเหล่านี้ ถูกสร้างมาด้วยฝีมือธรรมชาติอย่างแข็งแกร่งเป็นเวลานับพันปี แต่มันก็มีการสูญสลาย เมื่อมีปัจจัยอื่นๆ แทรกเข้ามาแทน

เลยนึกถึงว่า อะไรหนอที่สามารถทำลายความแข็งแกร่งและทนทานของก้อนน้ำแข็งเหล่านี้ คำตอบก็คือ ทั้งปัญหาโลกร้อน และคลื่นที่กระทบโถมอยู่ตลอดเวลาที่สามารถสลายความแข็งแกร่งเช่นนี้ได้

เปรียบเสมือนกับการตื่นตัวของคลื่นลูกใหม่ นั่นก็คือ การตื่นตัวต่อทางเลือกของพรรคการเมืองแนวที่สามนั่นเอง

พรรค การเมืองพรรคที่สาม ก่อตัวขึ้นมามากขึ้นในหลายๆ ประเทศ เนื่องจากระบบการสื่อสารที่ดีรวมไปถึงหลักการของโลกาภิวัฒน์ การตื่นตัวในเรื่องนี้ เกิดขึ้นเพราะกระแสกระตุ้นในความต้องการการปกครองที่เป็นแบบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

ประชาชนจำใจที่ต้องเลือกพรรคที่เลวน้อยกว่าอีกพรรคหนึ่ง เพราะในปัจจุบันมีทางเลือกอยู่เพียงสองทาง

หลัก การง่ายๆ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง คือ จะมีพรรคการเมืองในรูปแบบของฝ่ายเสรีนิยม หรือ Progressives จะเกิดควบคู่ด้วยการคานอำนาจกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือ Conservatives เสมอ มีทั้งเรื่องดีและเรื่องเสีย คือฝ่าย Progressives นั้น ชอบใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างนับไม่ถ้วน เพื่อการพัฒนาบ้านเมืองรวมไปถึง mega projects หลายอย่าง ซึ่งสร้างหนี้สร้างสินให้กับประเทศ ดังนั้น นโยบายของทางฝ่าย Progressives จึงดูเหมือนสร้างฐานทางวัตถุ และรวมไปถึงการขึ้นภาษีอากรอย่างสูงมาก เป็นต้นว่า ภาษีการซื้อขาย, ภาษีรายได้ และ ภาษีทางการค้า เสรีภาพมีมาก งบประมาณจะมีน้อยในเรื่องของความมั่นคงและทางการป้องกันรักษา ประเทศ ฝ่าย Progressives จะสนับสนุนในเรื่องการช่วยเหลือธุรกิจเล็กๆ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการก่อให้เกิดแรงงาน

สำหรับฝ่ายอนุรักษ์นิยม นั้น ชอบระบบที่เคยทำกันมาอย่างแต่ก่อน รัฐบาลที่เล็กและควบคุมได้ ไม่ชอบการสร้างหนี้สร้างสิน แต่ชอบเอาเงินภาษีมาใช้อย่างพอควร ไม่มีเรื่อง mega projects มากนัก พยายามลดภาษีให้กับนายจ้าง เพื่อการสร้างงานในขอบเขต ภาษีของทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นภาษีระดับต่ำ ทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมชอบใน เรื่องความรักชาติ และการปลุกกระแสต่อการใช้สินค้าในพื้นที่หรือประเทศของตนเอง เพื่อเป็นการส่งเสริมรายได้ภายในประเทศกัน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมชอบหลักการของการปกป้องประเทศด้วยกองทัพที่แข็งแกร่ง งบประมาณจะถูกส่งไปในการคุ้มครองประเทศ สิทธิเสรีภาพมีเหมือนกัน แต่ถูกจำกัดในเรื่องความมั่นคงของรัฐ

การกำเนิดของพรรคการเมืองคลื่น ลูกใหม่ หรือ แนวที่สาม คือ การนำเอาสิ่งที่ดีๆ ของทั้งสองระบบ เข้ามาอยู่คู่กัน กลายเป็นระบบ hybrid เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของหลายๆ ประเทศ จะยึดเอาพรรคการเมืองเป็นหลัก เพื่อความมั่นคงต่อการบริหารประเทศ ไม่ว่าพรรคเหล่านั้น จะทำอะไรไม่เข้าท่า ประชาชนที่มีความศรัทธาต่อพรรคการเมืองเหล่านั้น ก็ยังเป็นแก่น (core) ของพรรคอยู่นั่นเอง ดังนั้น ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่า พรรคการเมืองจะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายแค่ไหนก็ตาม หลักการของ 52% ต่อ 48% ยังใช้ได้อยู่เสมอ คือ ได้รับเสียงเกินครึ่งหนึ่ง ถ้ามีการสูสีขึ้นมาก็เป็นแบบ 50.05% ต่อ 49.95%

การตื่นตัวของพรรคการ เมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งแนวที่สาม เกิดขึ้นเนื่องจากว่า การเลือกเอาบุคคลที่เลวน้อยกว่าเข้าไปบริหารประเทศ มันไม่ได้ทำอะไรก้าวหน้าให้กับประเทศชาติเลย แถมสร้างความเบื่อหน่ายด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง แทนที่จะจับมือกันเพื่อการพัฒนาประเทศ แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นว่า มีหลายครั้งที่ผู้แทนของประชาชนแต่ละรัฐ กระทำการโหวดตรงกันข้ามกับพรรคการเมืองที่เขาสังกัดอยู่ เพราะต้องการช่วยเหลือประชาชนที่เลือกเขาขึ้นมา


แนวทางของพรรคการเมืองแนวที่สามนั้น เคยเกิดขึ้นในสมัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ. 1992 ซึ่ง นาย Ross Perot (รอสส์ เพอโรท์) ได้คะแนนเสียงความนิยมเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ประธานาธิบดี จอร์ช เฮอร์เบิร์ท วอล์กเกอร์ บุช พ่ายแพ้ต่อ ผู้ว่าการรัฐอาแคนซอร์ คือ นายวิลเลี่ยม เจฟเฟอร์สัน คลินตั้น หรือ ประธานาธิบดี บิลล์ คลินตั้น นั่นเอง

คะแนนเสียงของพรรคการเมืองแนวที่สามนั้น สามารถฉุดดึงให้พรรคการเมืองที่ถือว่า “เป็นต่อ” ประสบความพ่ายแพ้ได้ที เดียว จากนั้น ประธานาธิบดีคลินตั้น ได้นำเอานโยบายบางส่วนของนาย เพอโรท์เข้ามาในการบริหารประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างงานที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศที เดียว เขาเป็นผู้ต่อต้านนโยบายเขตการค้าเสรีในทวีปอเมริกาเหนือ จึงได้รับคะแนนนิยมเป็นอย่างยิ่ง (ผลเลือกตั้งของ นายเพอโรท์ในรัฐ ยูท่าห์ และ รัฐเมนท์นั้น นายเพอโรท์มาเป็นอันดับสอง ทั้งสองรัฐ โดยสามารถชนะ ประธานาธิบดีบุช ในรัฐเมนท์ และ ประธานาธิบดีคลินตั้นในรัฐยูท่าห์ได้)

ในประเทศอังกฤษ ดิฉันได้สังเกตุเห็นการเคลื่อนตัวในพรรคการเมืองแนวที่สามมาหลายปีแล้ว ดูจากตัวอย่างที่:

รายชื่อพรรคการเมืองในประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่ง แสดงให้เห็นการพุ่งขึ้นของพรรคการเมืองแนวที่สามจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2010 มีพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมและสหภาพหรือ (Conservative and Union Party), ฝ่ายพรรคแรงงาน หรือ(Labour Party) และ ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย (หัวก้าวหน้า) (Liberal Democrats) ประเทศอังกฤษได้รับสามแนวทาง ทำให้เกิดนโยบายพรรคร่วมมาตลอด

เมื่อปีที่แล้ว เราได้เห็นการพุ่งของพรรคการเมืองแนวทางที่สามขึ้นมาเช่นเดียวกันในประเทศแคนาดา


Ron Paul - TEA partyแม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ทางเลือกของพรรคการเมืองแนวทางที่สามได้ผุดขึ้น จาก นายรอน พอลล์ ซึ่งเป็นผู้แทนของพรรครีพับลิกัน แต่นโยบายของเขามีความแตกต่างกับทางฝ่ายรีพับลิกันใหญ่ คะแนนของนายรอน พอลล์อาจจะน้อยแบบไม่สามารถเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันได้ แต่เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เพราะเขาเป็นผู้ฉุดคะแนนประชาชนที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและจากฝ่ายรีพับลิ กันเองออกไปด้วย

-------------------------------------------------------------


แนวทางของพรรคการเมืองที่สามเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอะไร?

ถ้าจะให้ดิฉันวิเคราะห์ มันมีความเป็นไปได้ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. ความเบื่อหน่ายต่อพรรคการเมืองที่ตนเองสังกั ซึ่ง ไม่ปฎิบัติตามสัญญาหลังจากที่ได้รับเลือกเข้าไปบริหารประเทศ สัญญาประชาคมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เรื่องนี้รวมไปถึงความคับแค้นใจ และความหมดหวัง จากพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรค ซึ่งไม่สามารถปฎิบัติหรือแก้ไขได้

2. การยึดถือนโยบายหลักเพียง 1-2 นโยบายซึ่งเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนจากพรรคการเมืองอื่นๆ และ เมื่อประชาชนวิเคราะห์แล้ว มีความเชื่อมั่นว่า นโยบายเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งแตกต่างกับ พรรคการเมืองโดยทั่วไป ที่ทำคำมั่นสัญญาไว้หลายๆ ข้อ ตัวอย่างเช่น ของนายรอน พอลล์ ตั้งชื่อการเคลื่อนไหวของฝ่ายตนเองว่า Tea party ซึ่งมีนโยบายในการ ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล, งดการเก็บภาษีอย่างโหดเหี้ยม รวมไปถึงการลดจำนวนหนี้สินที่รัฐบาลก่อนๆ ได้เคยก่อเอาไว้ รวมไปถึงการยึดถือความเป็นอิสรภาพตามที่ว่าไว้โดยรัฐธรรมนูญ

3. ลกาภิวัฒน์ของอินเตอร์เนท ประชาชน มีความรู้สึกว่า ความเห็นของตนเองซึ่งได้เผยแพร่เป็นกระแสอยู่ตามโลกอินเตอร์เนท เป็นต้นว่าที่ Social Networks และเวปบอร์ดทางการเมืองต่างๆ รวมไปถึง Facebook ด้วย มีคนได้ฟัง และ ได้รับความคิดเห็นในทางสาธารณะ ประชาชนรู้สึกว่า เสียงของตนเองเพียงเสียงเดียว ในการโต้ตอบหรือสนทนา สามารถสร้างความแตกต่างที่ดีขึ้นในทางสังคม เหมือนกับภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า you alone can make a difference. เลยเกิดความคิดที่ว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกับพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่โดยเสมอไป

4. ระบบการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ทำให้ เรื่องการโปรปรากานด้า หรือ โฆษณาชวนเชื่อที่เคยประสบผลสำเร็จในอดีต กลับกลายเป็นเรื่องที่หลอกลวงประชาชนให้เชื่อ ตัวอย่างที่เห็นๆ กันคือ ที่ประเทศเกาหลีเหนือ เป็นต้น

เรื่องนี้รวมไปถึงแรงจูงใจและแรงดล บันดาลใจที่ได้จากนักเขียน, นักจัดรายการวิทยุเพื่อประชาธิปไตย รวมไปถึงนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรอื่นๆ อีกด้วย

5. การสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีนักการเมืองอย่างไม่เว้นวัน แทนที่ จะทำให้ประชาชนเห็นคล้อยไปด้วย กลับเป็นการทำลายพรรคการเมืองเหล่านั้นเอง พรรคการเมืองเหล่านี้อาจจะมีฐานเสียงอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเพิ่มความนิยมอะไรได้นัก สมัยโลกาภิวัฒน์ ประชาชนต้องการที่จะเห็นการสร้างสรรค์ มากกว่าการทำลายล้าง ดิฉันจะเรียกสภาพของพรรคการเมืองแบบนี้ว่า มีแต่ ทรงกับทรุด เนื่องจาก ประชาชนมีความเบื่อหน่าย ไม่ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับท้องถิ่นเขากันเลย

อาจจะมีเหตุผลอีกหลายประการที่พรรคการเมืองแนวทางที่สามสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ดิฉันอาจจะยังไม่ได้กล่าวอย่างครบถ้วน

พรรคการเมืองแนวที่สามสามารถผุดเกิดที่ประเทศไทยได้ ด้วยหลักการที่กล่าวมา คือ “การกล่าวถึงนโยบายเดียวอย่างชัดเจนว่า ต้องการทำอะไรเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนบ้าง” นี่ คือสิ่งที่พรรคการเมืองแนวที่สามสามารถสร้างความแตกต่างและปูทางเลือกให้กับ ประชาชน ดิฉันจะไม่แปลกใจเลย ถ้ามีการผุดขึ้นมาเป็นต้นว่า “พรรคของเรา ขอสัญญาว่า จะกระทำการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะ......” อะไรก็ว่ากันไป


จากกระแส การประโคมข่าวแบบหักหน้าประชาชนที่ตนเองเป็นตัวแทน รวมไปถึงเสียงจากพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุน จะทำให้กระแสของพรรคการเมืองแนวที่สามเกิดขึ้นเป็นการคานอำนาจจากพรรคใหญ่ ทั้งสองพรรคได้ทันที

สำหรับเรื่องการยึดติดตัวบุคคลนั้น รัฐธรรมนูญก็กำหนดเรียบร้อยว่า จะเป็นเกินสองวาระไม่ได้ ดังนั้น ประชาชนก็มีทางเลือกว่าจะเอานโยบายที่ดีสำหรับระยะยาว หรือ จะยึดถือตัวบุคคลอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็ว่ากันเข้าไปเองนะคะ การยึดถือตัวบุคคล มีโอกาสทำให้พรรคการเมืองนั้น ทรุดลงไปอย่างง่ายดาย เพราะการจู่โจมสาดร้ายป้ายสีนั้น กระทำได้ง่ายมากๆ

ตามหลักการอยู่รอดที่เคยกล่าวไว้โดย ชาร์ล ดาร์วินที่ กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ จะสามารถคงอยู่ได้นานที่สุด มันเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองที่มีแต่ทรงกับทรุดนั้น จะต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกาภิวัฒน์อย่างไร ถึงจะมีโอกาสได้เป็นผู้บริหารประเทศชาติกับเขา เราคงเห็นกันไม่นานถึงความเสื่อมและสิ้นสลายลงไป


ดิฉัน มีความคิดว่า เราทั้งหลายคงจะได้เห็นพรรคการเมืองแนวที่สามผุดขึ้นมาโดยไม่ช้า โดยเฉพาะ เมื่อทางพรรคเพื่อไทยยิ่งปฎิเสธและให้ความร่วมมือต่อการปราบและแก้ไขความอ ยุติธรรมในกระบวนการต่างๆ แถมยังเมินกับประชาชนที่เขาลงคะแนนให้ ส่วนผู้คนทั่วไปที่ไม่ใช่ฐานเสียง เขาก็ไม่เลือกพรรคแมลงสาบแน่ๆ (เพราะพรรคนี้กำลังรอการสิ้นสลายของตนเอง ถ้าไม่มีการแก้ไขการออกข่าวไปในทางสร้างสรรค์ว่า เขามีโครงการที่จะช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง)

บุคคลที่ต้องการทาง เลือกที่สาม เปรียบเสมือนกับภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งอาจจะเห็นอย่างผิวเผินจากส่วนยอดของมันว่ามีจำนวนเพียงเล็กน้อย (แต่เราจะไม่สามารถมองเห็นได้ว่า มันจมอยู่ในน้ำอีกเท่าไร) ประชาชนเหล่านี้แหละ ที่จะเป็นผู้ฉุดพรรคเพื่อไทยลงมาเอง เนื่องจากเขามีความมั่นใจและความหวังที่ดีกว่าในทางเลือกที่สามแล้ว และคิดว่าทางพรรคเพื่อไทยก็ควรทราบดีว่า ควรจะมีจำนวนประชาชนที่ “ก้าวข้าม” ตัวบุคคลที่ทางพรรคพยายาม "ฉุดรั้ง" อยู่ไปแล้วมากเท่าไร

ใน อนาคตก็หวังว่า ก่อนคนที่ตัวแทนของพรรคจะออกมาให้สัมภาษณ์อย่างกร่างๆ แบบไม่แคร์ในความคิดและความรู้สึกของประชาชนที่เขาเลือกตนเองเข้าไป ก็ควรได้รับทราบถึงคำพระ ซึ่งกล่าวในภาษาบาลีว่า “ปมาโท มัจฺจุโน ปทํ” นะคะ แปลว่าอะไร ไปค้นกันเอาเองนะคะ...

Doungchampa Spencer

Wednesday, January 25, 2012

วิพากษ์มีชัย ฤชุพันธุ์ กรณี ม.112

ที่มา Thai E-News

แทน ที่“มีชัย” จะออกมาบอกกันตรงๆเลยว่าหมั่นไส้และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข แต่กลับเบี่ยงประเด็นเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจไขว้เขวไปว่าผู้ที่ต้องการ แก้ไขมาตรา 112 นั้น ต้องการที่จะยกเลิกการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

อนุสนธิบทความของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ในไทยโพสต์วันที่ 20 มกราคม 2555 ในเรื่อง “ปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา”

ซึ่งกองเชียร์ของฝ่ายตรงข้ามกับนิติราษฎร์ออกมาแสดงความยินดีกันเสียยกใหญ่ ว่า ขนาดกูรูทางด้านกฎหมายยังไม่เห็นด้วยจนต้องออกมาโต้ตอบสั่งสอนพวกนิติราษฎร์

แต่สำหรับผมที่ถึงแม้ว่าจะเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ แต่ก็มิใช่เห็นด้วยไปเสียทั้งหมดในทุกประเด็น เมื่ออ่านบทความชิ้นนี้ของ“มีชัย ฤชุพันธุ์” แล้ว ผมเห็นว่าถ้าเป็นการตรวจข้อสอบคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันที่ตัดหัวกระดาษออก โดยไม่ให้รู้ว่าเป็นของใครแล้ว ผมให้สอบตก เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ในปัญหากฎหมายที่นิติราษฎร์ยกขึ้นมาเลย แต่กลับไปยกเรื่องอื่นอ้อมไปอ้อมมา

แต่หากเป็นข้อสอบเก็บคะแนนในห้องเรียนที่เห็นชื่อชั้นของผู้ตอบแล้ว แม้จะไม่สามารถตอบถูกตามธงคำตอบ แต่ก็ให้ผ่านในฐานะที่ยังพยายามเขียนให้เต็มหน้ากระดาษเข้าไว้โดยไม่ส่ง กระดาษเปล่า ที่สำคัญคือสามารถโน้มน้าวชักจูงผู้ที่อ่านไม่ละเอียดพอ เพียงแต่เห็นชื่อผู้เขียนบทความก็เคลิ้มได้

ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่ออ่านบทความของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ชิ้นนี้เผินๆแล้วก็ดูน่าเชื่อถือ เพราะเกริ่นเสียดูดีว่า

“ เพราะขึ้นชื่อว่า "กฎหมาย" เมื่อล้าสมัย หรือไม่เหมาะสมกับสังคม หรือขัดต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ก็สมควรยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขได้เสมอ”ต่อด้วย “คนที่มีความจงรัก ภักดีอย่างเหลือล้น ก็อาจกล่าวหาคนที่จงรักภักดีอย่างธรรมดาได้ สุดแต่ใครจะหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นข้อกล่าวหาเชือดเฉือนใคร และในที่สุดก็เลยกลายเป็นอาวุธทางการเมือง”

และยังเสริมอีกว่า

การที่มนุษย์มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการพูดหรือการแสดงความคิดเห็นนั้น มิได้หมายความว่าจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ เพราะสิทธินั้นมาควบคู่กับหน้าที่ คือในการใช้สิทธิ ก็ต้องคำนึงถึงหน้าที่ที่จะต้องเคารพถึงสิทธิของคนอื่นด้วย อยู่ๆ ใครจะลุกขึ้นใส่ร้ายใคร หรือดูหมิ่นใคร หรืออาฆาตมาดร้ายใคร แล้วอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการพูดหรือการแสดงความคิดเห็นได้เสียเมื่อ ไหร่กัน”
โดยไม่เพียงแต่อ้างรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 8 แล้วบอกว่าไม่ควรแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้วยังยกเอากฎหมายอื่นมาอ้างอีก เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 133,134 ซึ่งเกี่ยวข้องกับประมุขต่างประเทศหรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ /มาตรา 135 ความผิดเกี่ยวกับธงหรือเครื่องหมายของรัฐต่างประเทศ/มาตรา 136 การดูหมิ่นเจ้าพนักงาน/มาตรา 206 เกี่ยวกับวัตถุหรือสถานที่อันเป็นที่เคารพของศาสนา ฯลฯ

แล้วสรุปปิดท้ายว่า

“ ในเมื่อกฎหมายปัจจุบันให้ความคุ้มครองสถาบันหลักทั้ง 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งยังให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ อื่นๆ ที่กระทำการตามหน้าที่ ทำไมจึงสมควรยกเลิกการคุ้มครองแต่เฉพาะพระมหากษัตริย์ โดยไม่พูดถึงหรือแตะต้องการคุ้มครองสถาบันผู้นำสูงสุดของต่างประเทศ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ชาติ และศาสนา ที่กฎหมายไทยให้ความคุ้มครองอยู่

ทำไมสถาบันอื่นๆยังสมควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ

ทำไมจึงจะยกเลิกแต่เฉพาะการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองว่าเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้ เหตุผลคืออะไร

หรือตั้งใจจะยกเลิกการคุ้มครองเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือเจ้าพนักงาน ก็ไม่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองกันเป็นพิเศษ ก็พูดมาเสียให้ชัด

เพื่อประชาชนจะได้เข้าใจได้ถูก และแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยได้อย่างถูกต้อง ”

ซึ่งเมื่ออ่านอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วจะพบว่านอกจาก“มีชัย ฤชุพันธุ์” จะอ้างรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 8 แล้วบอกว่าไม่ควรแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งผมเห็นว่าการแก้ไขให้ติชมโดยสุจริต ไม่ใช่การล่วงละเมิดแต่อย่างใด

และ“มีชัย ฤชุพันธุ์” ยังตีขลุมรวมๆไปกับความผิดบุคคลหรือเจ้าพนักงานอื่นๆ โดยไม่ได้ตอบปัญหาของความไม่สมเหตุสมผลหรือหลักของความได้สัดส่วนของโทษกับ การกระทำความผิดในลักษณะใกล้เคียงกันว่า เหตุใดถึงมีความแตกต่างในความหนักเบากว่ากันอย่างมากมายมหาศาล

และไม่ได้ตอบปัญหากรณีการใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล เช่น ใครก็ได้ที่สามารถเป็นผู้เสียหายนำไปใช้กลั่นแกล้งกันแต่อย่างใด ฯลฯ แต่ไปยกเอาเหตุผลด้านประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยเฉพาะประโยคที่ว่า

“ ที่สำคัญต้องไม่นำเอาความรู้สึกของประเทศอื่นมาเป็นมาตรฐาน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีประเพณี วัฒนธรรม
ที่สำคัญต้องไม่นำเอาความรู้สึกของประเทศอื่นมาเป็นมาตรฐาน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีประเพณี วัฒนธรรม หรือความอ่อนไหว แตกต่างกันไป ”
ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ไทย จีน ฝรั่ง สูง ต่ำ ดำ ขาว ไพร่ ผู้ดี ก็ล้วนแล้วแต่มีสิทธิพื้นฐานในความเป็นมนุษย์เหมือนกันตามปฎิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่บัญญัติว่า
" มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระ เสรีและเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง ( All human beings are born free and equal in dignity and rights.They are endowed with reason and conscience and should act towards one another in a spirit of brotherhood)”

ไม่ใช่เลือกเอาเฉพาะที่เข้าข้างความเห็นของตนเองเท่านั้นจึงจะถือว่าถูกต้อง พอไม่ตรงกับที่ตนเองต้องการก็อ้างเอาลักษณะเฉพาะตัวของประเทศไทยตามความเห็น ของหมู่หรือของพวกตนเองกำหนดขึ้นไปเป็นข้อยกเว้น

ผมไม่ได้แปลกใจอะไรมากนักที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์”ซึ่งเป็น “เนติบริกรต้นแบบ”ตัวจริง จะเขียนบทความออกมาในทำนองนี้ เพราะมีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับอำนาจนิยมและเป็นมือเป็นไม้ของคณะรัฐประหารมาโดยตลอด

ล่าสุดก็ออกมายุให้เชิญจอมเผด็จการโรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเวมาเยือนไทยเสียอีกแน่ะ โดยอ้างว่าคนไทย(???)ยินดีต้อนรับอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเป็นความหวังดีแต่ประสงค์ร้ายเพื่อให้รัฐบาลพังเร็วขึ้นหรือเปล่า

และในกรณีปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานี้อีกก็เช่นกัน แทนที่“มีชัย ฤชุพันธุ์” จะออกมาบอกกันตรงๆเลยว่าหมั่นไส้และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข แต่กลับเบี่ยงประเด็นเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจไขว้เขวไปว่าผู้ที่ต้องการ แก้ไขมาตรา 112 นั้น ต้องการที่จะยกเลิกการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือตั้งใจจะยกเลิกการคุ้มครองเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือเจ้าพนักงาน ซึ่งไม่เป็นความจริงในทั้งสองประเด็น

อันว่านักกฎหมายที่เชี่ยวชาญในด้านการตีความเข้าข้างเจ้านายหรือนายจ้างของ ตนเอง หรือเชี่ยวชาญในการหาช่องว่างของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงนั้น ผู้คนเขาให้การยกย่องว่าเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม อยากได้เอาไว้ใช้งานเพื่อเป็นมือเป็นไม้

ในขณะเดียวกันผู้คนเขาก็มักจะดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ไว้ใจมากนักไม่ได้ และกรณีนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นสัจธรรมดังกล่าว

ไม่ว่านักกฎหมายผู้นั้นจะมีผู้คนยกย่องว่าเป็นถึง “กูรู”ก็ตาม

--------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 25 มกราคม 2555

พลุระเบิด สุพรรณ ตาย4 เจ็บ 74

ที่มา thaifreenews

โดย แหลม

พลุระเบิด สุพรรณ ตาย4 เจ็บ 74

ดูคลิป พลุระเบิด สุพรรณ คลิก


วันนี้ (25 มกราคม) มีรายงานว่า นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะแพทย์ ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในงานฉลองตรุษจีน ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ทั้งหมด 15 ราย และที่โรงพยาบาลศุภมิตร จำนวน 5 ราย

โดย นายวิทยา กล่าวว่า จากเหตุการณ์พลุระเบิดในครั้งนี้ มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 74 ราย กระทรวงสาธารณสุข ได้ระดมหน่วยแพทย์กู้ชีพจากโรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรี กว่า 10 ทีม ดูแลช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ รวม 4 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บส่งรักษาที่โรงพยาบาล 2 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จำนวนทั้งหมด 60 ราย ในจำนวนนี้ แพทย์รับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล 15 ราย และโรงพยาบาลศุภมิตร ส่งรักษาตัวทั้งหมด 14 ราย ในจำนวนนี้ แพทย์รับตัวไว้รักษา 5 ราย ส่วนที่เหลืออาการไม่มากนัก แพทย์ดูแลบาดแผลและให้กลับบ้านได้

สำหรับผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย รายแรกเป็นหญิงชาวจังหวัดชัยนาท ถูกแท่งเหล็กยาว 1.5 เมตร ทิ่มที่ด้านหลัง บาดแผลยาวประมาณ 40 เซนติเมตร แพทย์ได้นำตัวเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเอาเหล็กออก และให้เลือด 8 ยูนิต, รายที่ 2 เป็นชายอายุ 40 ปี ศีรษะแตกมีบาดแผลที่ใบหน้า และรอบ ๆ โพรงจมูก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะนี้รู้สึกตัวดี และรายที่ 3 เป็นหญิงอายุ 70 ปี รายนี้อาการวิกฤติอยู่ในขั้นน่าห่วง มีอาการหยุดหายใจก่อนถึงโรงพยาบาล แพทย์กระตุ้นหัวใจ และใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะนี้ยังไม่รู้สึกตัว โดยหญิงรายนี้มีประวัติมีโรคประจำตัวคือ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง แพทย์ได้ทำการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่พบสิ่งผิดปกติในสมอง ขณะนี้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียูโรงพยาบาลศุภมิตร

นอกจากนี้ นายวิทยา ได้สั่งการให้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวแก่ประชาชนที่บ้านเรือนถูกไฟไหม้จากเหตุพลุระเบิด ในงานฉลองตรุษจีนที่ศาลหลักเมือง จ.สุพรรณบุรี ประมาณ 20 หลังคาเรือน พร้อมกับได้ประสานรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ให้การดูแลเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตทุกราย รวมทั้งประชาชนที่บ้านถูกไฟไหม้ด้วย


อ่านทั้งหมด พลุระเบิด สุพรรณ

ที่นี่ความจริง อ.ตุ้ม อ.หวาน 24-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1032

รายการชูธง จตุพร 24-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1031

ชมภาพ นายกฯปู ไปเยือนฟิลิปปินส์ 19ม.ค.55 (ฉบับสมบูรณ์)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก


ชมภาพทั้งหมด คลิ้กที่นี่

ปัญหาการแต่งตั้ง รมต. ดร.นลินี กับการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง

ที่มา ประชาไท

เจริญ คัมภีรภาพ
สถาบันแห่งการริเริ่มภาคประชาชน

ผมติดตามข่าวสารกรณีปัญหาการแต่งตั้ง ดร.นลินี ทวีสิน ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้มีพระบรมราชโองการโปรกเกล้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยความสนใจยิ่งใน ฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองหลักประกันสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยอยากจะทราบว่าท้ายที่สุดแล้วผลจะออกมาเป็นเช่นไร แต่กระนั้นก็ตามขณะรอการเข้าถวายสัตย์และปฏิญาณเพื่อเข้าทำหน้าที่บริหาร ราชการแผ่นดินในฐานะรัฐมนตรี ได้มีการเปิดเผยภายหลังว่า ดร.นลินี ทวีสิน ถูกขึ้นบัญชีดำ หรือ blacklist จากหน่วยงานหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นบุคคลที่ห้ามมิให้ติดต่อทำธุรกิจ กับสหรัฐอเมริกา สืบเนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ดร.นลินี ให้การสนับสนุนด้านการเงินทำธุรกิจกับภรรยาผู้นำซิบบับเว นายโรเบริ์ต บูกาเบ้ ต่อมา ดร.นลินี ได้ออกมาปฏิเสธทันทีว่าเป็นความเข้าใจผิดไม่เป็นความจริงว่าตนไม่ได้ทำ ธุรกิจอย่างที่สหรัฐอเมริกากล่าวหา ขณะเดียวกันกับมี ส.ส.จากพรรคการเมืองเก่าแก่ พรรคประชาธิปัตย์รวมถึงผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาแสดงความคิดเห็นทักท้วงให้นายกรัฐมนตรีทบทวนการแต่งตั้ง ดร.นลินี บางคนเสนอว่าให้ลาออกภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณ ทั้งยังมี ส.ว. บางคนบอกว่าควรทบทวนเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ เป็นสมาชิกถาวรสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ บางกลุ่มถึงกับยื่นเรื่องร้องขอต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยว่าการแต่งตั้ง ดร.นลินี นั้นมีปัญหาด้านจริยธรรม ขณะที่มี ส.ส. บางกลุ่มบอกว่าการตั้ง ดร.นลินี ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่สง่างาม เพราะเหตุแห่ง “ข้อกล่าวหา” ดังกล่าว..

ไม่ว่าข้อทักท้วงหรือการขยายผลให้เป็น “ปัญหาทางการเมือง” เพื่อหวังผลสืบเนื่องต่อไปอย่างไรก็สุดแล้วแต่ กรณีการแต่งตั้ง ดร.นลินี ที่เป็นปัญหาที่ถกเถียงกันในเวลานี้ จริง ๆ ไม่ได้เป็น “ปัญหา” แต่มีคนบางกลุ่มพยายามทำให้เป็น “ปัญหา” ถ้าหากเป็นปัญหาจริงจึงเป็นปัญหาที่ต้องใคร่ควรต่อไปว่า ระหว่างปัญหาจากหน่วยงานหนึ่งในสหรัฐที่กล่าวหา กับ ปัญหาจากสังคมการเมืองฝั่งของประเทศไทยนั้น อย่างไหนเป็น “ปัญหาที่แท้จริง” ที่สมควรพิจารณาทบทวนมากกว่ากัน

ผมฟันธงได้เลยว่าเมื่อได้สำรวจตรวจสอบ ทัศนคติข้อคิดความเห็นต่อเรื่องนี้จาก ส.ส. ส.ว. หรือกลุ่มการเมืองที่ออกมาเรียกร้องในเวลานี้แล้ว ปัญหาจากฝั่งของประเทศไทยหรือปัญหาทางสังคมวิทยาทางการเมืองไทยต่างหากที่ เป็นปัญหามากสุด ๆ ในสายตาผมปัญหาที่ว่านี้ยิ่งใหญ่มากถึงขนาดว่าหากสังคมการเมืองไทยผ่าน เหตุการณ์นี้ไปไม่ได้ ไม่มีแม้บรรทัดฐานที่ถูกต้อง ประเทศไทยจัดว่าเป็นรัฐที่ล้มเหลว (failure state) จริง ๆ ทั้งนี้หากจะต้องพิเคราะห์ให้ถึงที่สุดมองจากทางฝั่งหน่วยงานของสหรัฐ อเมริกา หรือ ประเทศสหรัฐอเมริกาเอง เขาย่อมดำเนินการทุกวิถีทางที่จะรักษาผลประโยชน์ของเขาในทุก ๆ กรณี โดยเฉพาะต่อนโยบายระหว่างประเทศ รวมถึงหน้าตาประเทศด้วย ไม่ว่าจะมองผ่านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ความมั่นคง หรือ การเมืองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม เขาย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ “ผลประโยชน์” ของชาติเขาเป็นหลักใหญ่ใจความ ดูกรณีตัวอย่างการก่อสงครามในตะวันออกกลางเพื่อ น้ำมัน แม้แต่การผลักดันให้มีการลงโทษพม่าด้วยการบอยคอต (boycott) ไม่ให้ทำมาค้าขายกับพม่าจากปัญหาประชาธิปไตยในพม่า แต่กลับมีบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกามิใช่หรือ ที่แพ้คดีในศาลสูงสหรัฐอเมริกาที่ต้องจ่ายเงินให้ชาวกระเหรี่ยงในจำนวนมาก มายมหาศาล จากการถูกลงโทษโดยคำพิพากษาศาลในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการถูกกล่าวหามีส่วนร่วมเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวกระ เหรี่ยงในประเทศพม่า

ผมเองโดยส่วนตัวเคยมีประสบการณ์เล็กๆ กรณีคล้ายๆ ไม่แตกต่างจากรณี ดร.นลินี มากนักเหตุเกิดราวปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ ขณะที่ผมและคณะช่วยกระทรวงสาธารณะสุข ริเริ่มกฎหมาย (Law Initiative) พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิภูมปัญญาการแพทย์แผนไทย พุทธศักราช ๒๕๔๒ ที่ใช้บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน กฎหมายซึ่งสร้างหน่วยงานสำคัญในกระทรวงสาธารณะสุขที่รู้จักในนาม สถาบันการแพทย์แผนไทย ปัญหาเกิดขึ้นโดยมีหน่วยงานหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกาไม่พอใจที่ประเทศไทยจะมีการตรากฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับ คงเป็นเพราะหน่วยงานดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาเกรงว่าจะกระทบกระเทือนสร้างผล กระทบต่อนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่สหรัฐพยายามผลักดันอยู่ในองค์การการค้าโลก โดยมีจดหมายโดยตรงมาทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาและสถานทูตสหรัฐอเมริกา ได้ส่งจดหมายดังกล่าวต่อรัฐบาลไทยเพื่อขัดขวางการจัดทำกฎหมายดังกล่าว โชคดีที่คุณหมอเพ็ญนภา ลาภเจริญทรัพย์ รมต. กระทรวงสาธารณะสุข รวมถึงรัฐบาลที่ผ่านมาถึงสองรัฐบาลคือ รัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ์ และ รัฐบาลคุณชวน หลีกภัย ที่สืบต่อมาไม่ยอมทำตามแรงกดดันจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้พวกผมในฐานะกลุ่มที่ริเริ่มได้รณรงค์เผยแพร่การแทรกแซงกิจการ ภายในของสหรัฐอเมริกาสู่สากล ผลปรากฏว่ามีองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า ๒๐๐ องค์กร สนับสนุนข้อริเริ่มร่างกฎหมายที่สหรัฐอเมริกาคัดค้านไทย เรื่องไปไกลถึงเวทีองค์การการค้าโลก WTO (World Trade Organization) สมาชิกในองค์การการค้าโลกต่างสนับสนุนจุดยืนของไทยในการมีกฎหมายดังกล่าวใน ทุกทวีป จนยกย่องข้อริเริ่มกฎหมายของไทยเป็นตัวอย่างในการปกป้องทรัพยากรชีวภาพและ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เหตุผลเบื้องหลังความยุ่งยากและความยากลำบากในการทำให้มี พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิภูมปัญญาการแพทย์แผนไทย พุทธศักราช ๒๕๔๒

ที่กล่าวมา ซึ่งถูกหน่วยงานของสหรัฐอมริกามากดดันรัฐบาลไทยไม่ให้ทำนั้น มีท่าทีท่วงทำนองไม่ต่างจากกรณีการขึ้นบัญชีดำ ดร.นลินี นั่นก็คือ การบริหารประเทศ รัฐบาลต้องฟังและระมัดระวังไม่ทำอะไรที่สวนทางกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลในอดีตได้สร้างบรรทัดฐานที่ดี ในการดำรงรักษาความถูกต้อง การดำรงรักษาอิสรภาพอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ ผลที่ตามมาคือประเทศได้กฎหมายปกป้องทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาการแพทย์แผน ไทย และเป็นข้อริเริ่มที่ประเทศต่าง ๆ ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ ความต่างอาจจะมีบ้างเมื่อครั้งสหรัฐกดดันรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐบาลไทย กรณีการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิภูมปัญญาการแพทย์แผนไทย พุทธศักราช ๒๕๔๒ ไม่มีคนไทย ส.ส. และ ส.ว. ตลอดจนกลุ่มการเมืองใดพยายามปกป้องให้ยอมทำตามที่หน่วยงานสหรัฐอเมริกาต้อง การ

แต่กรณีบัญชีดำ ดร.นลินี กลับมี ส.ส. จากพรรคการเมืองเก่าแก่ ผู้นำฝ่ายค้าน และ ส.ว. ออกมาแสดงออกในเชิงให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ดร.นลินี ยอมและถือเอาข้อกล่าวอ้างและการขึ้นบัญชีดำจากหน่วยงานสหรัฐอเมริกามาเป็น หลักเกณฑ์ ยกเว้นไม่ต้องคำนึงถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ในปัจจุบัน แม้ไม่มีมูลเหตุใด ๆ อันเข้าลักษณะขัดจากคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

ผมยังเชื่อต่อไปอีกว่าคงมีมาตรการทางการเมืองตามมาอีกหลากหลายอย่างแน่ โดยมิพักต้องพิจารณาใคร่ครวญถึง หลักการความถูกต้องตามกฎหมาย บรรทัดฐาน และ นิติธรรมระหว่างประเทศ (International Rule of Law) ดังนั้นผมจึงขอสรุปฟันธงเลยว่าปัญหา หากจะเป็นปัญหาจริง ๆ นั้นเป็นปัญหาของเราเอง ที่ไม่ช่วยกันสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง หลักการที่ถูกต้อง เพื่อนำไทยสู่การเผชิญหน้าต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่นับวันยิ่งสลับซับซ้อน หลงใหลวกวนอยู่แต่การเล่นการเมืองไปวัน ๆ และดีแต่พูดคำที่สวยหรูหลอกคนไทยไปวัน ๆ

ผมอยากให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอากรณีการแต่งตั้ง ดร.นลินี เป็นการแสดงภาวะผู้นำ (leadership) ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในทางบริหาร ที่จะเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อการนี้ ขอให้เข้าใจและพึงระลึกอยู่เสมอว่าประเทศไทยเป็นรัฐที่มีเอกราชอธิปไตย (sovereign state) มีความเป็นอิสระ (Independence) และ มีความสามรถในการใช้อำนาจสูงสุดของรัฐ (Autonomous State) ในการดำเนินการใด ๆ ตามเงื่อนไขแห่งรัฐธรรมนูญ ถูกต้องสอดคล้องกับหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ (International Rule of Law)ในประการสำคัญการที่หน่วยงานหนึ่งในรัฐ ๆ หนึ่งประกาศขึ้นบัญชีดำใด ๆ ออกมา จะไปสร้างข้อผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ (International legal binding) กับรัฐอีกรัฐหนึ่งให้ปฏิบัติตาม หรือไปมีผลบังคับเหนือบุคคลหรือยับยั้งสิทธิของพลเมืองของรัฐอีกรัฐหนึ่งมิ ให้ใช้สิทธิหรือยกเลิกเพิกถอนสิทธิใด ๆ ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญต้องเสียไปนั้น ยังไม่มีรัฐประเทศใดในโลกใช้หลักการนี้ให้มีผลการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์บังคับ ใช้ หรือแม้จะเป็นกรณีจารีตธรรมเนียมระหว่างประเทศ (International Norms) ในทางตรงกันข้ามกรณีของประเทศไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา กำหนดลักษณะความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร บัญญัติไว้ความว่า มาตรา ๑๑๙ “ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักร ตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต”

สุดท้าย ดร.นลินี ในฐานะที่ได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ก็อย่าหลีกหนีถอดใจลาออกตามข้อเรียกร้อง เพราะเท่ากับท่านมีส่วนในการทำลายอธิปไตยที่รัฐทุกรัฐมีเท่าเสมอกันตามกฎ บัตรสหประชาชาติ อีกทั้งการเดินตามหนทางเสียงเรียกร้องดังกล่าวนั้นมาจากความคิดที่ป่วย หนัก....

ความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของประมุขแห่งรัฐ: มายาภาพในสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

ยอดพล เทพสิทธา<1>

“ที่เสนอให้เอาเรื่องหมิ่นสถาบันออกจากเรื่องความมั่นคง ผมไม่รู้ว่าเขาเกิดและเติบโตมาจากประเทศไหน เพราะถ้าเป็นคนไทยแท้ๆจะรู้ว่าความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติคือความมั่นคง ของประเทศ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และที่อ้างว่าการไม่ปล่อยให้มีการวิจารณ์อย่างเสรีจะทำให้สถาบันเป็น ปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย ผมก็อยากรู้ว่านักวิชาการคณะนี้ไปศึกษาหาความรู้มาจากไหน เพราะสถาบันไม่เคยเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย”<2>

ข้อความดังกล่าวข้างต้นกล่าวโดย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่บกพร่อง ในเรื่องเกี่ยวกับรัฐและประมุขของรัฐ

บทความนี้ไม่ได้ต้องการกล่าวถึงความมั่นคงของรัฐในทางการทหารการเศรษฐกิจ หรือการสังคมในด้านต่างๆแต่ต้องการมุ่งเน้นให้เห็นถึงมายาภาพที่อยู่ในมโน สำนึกของพลเมืองไทยที่ถูกผลิตซ้ำมานานว่าสถาบันกษัตริย์และสถาบันรัฐเป็น สิ่งที่ต้องอยู่คู่กันและไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด

บทเกริ่นนำ

รัฐเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้นมาเพื่อสถาปนาให้เป็นสถาบันที่ทรงอำนาจ ทางการเมืองโดยทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำเนิดรัฐนั้นมีมากมายหลาย ทฤษฎีไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีที่ว่ารัฐเกิดจากสัญญาประชาคมหรือรัฐเกิดจากความขัด แย้ง(สำนักมาร์กซิส)และรัฐเกิดจากการจัดตั้งสถาบัน การอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่มีการหยิบโยงเอาความมั่นคงของ สถาบันกษัตริย์มาเป็นจุดเชื่อมต่อกับความมั่นคงของรัฐนั้นจึงเป็นการเชื่อม โยงที่ค่อนข้างผิดฝาผิดตัว เพราะสถาบันกษัตริย์นั้นเป็นเพียงสถาบันการเมืองหนึ่งหรือเป็นหน่วยการเมือง หนึ่งที่อยู่ภายในรัฐไม่ได้อยู่เหนือรัฐหรือเป็นสถาบันที่เป็นปัจจัยถึงความ มั่นคงของรัฐดังที่เข้าใจกัน

อำนาจทางการเมืองกับรัฐ

ในสังคมบุพกาลอำนาจทางการเมืองนั้นไม่ปรากฎว่าอยู่ที่ตัวบุคคลใบุคคล หนึ่งโดยเฉพาะอำนาจทางการเมืองในสังคมบุพกาลนี้เป็นอำนาจที่เกิดจากความหวาด กลัวพลังของธรรมชาติดังนั้นผู้ที่ทรงอำนาจทางการเมืองในสังคมบุพกาลนี้จะ เป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ็ที่สามารถติดต่อกับธรรมชาติได้เช่นผีปู่ผีย่าหรือผู้ อาวุโสในเผ่าต่างๆที่เชื่อกันว่าพลังที่ติดต่อกับพระเจ้าและควบคุมธรรมชาติ ได้ อำนาจทางการเมืองในสังคมบุพกาลในสังคมบุพกาลนี้เราเรียกกันว่าเป็นอำนาจ นิรนาม(pouvoir anonyme)ซึ่งไม่อาจระบุได้ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงเนื่อง จากไม่สามารถระบุได้ว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจสูงสุดในเผ่า

เมื่อสังคมพัฒนาจากสังคมบุพกาลมาสู่ยุครัฐชาติ ชาติต่างๆในยุโรปตะวันตกเริ่มมีแนวคิดในการจัดสร้างชาติขึ้น สังคมในยุคนี้พัฒนาขึ้นมาอีกระดับจากสังคมศักดินาโดยกษัตริย์ในยุโรปเริ่ม ที่จะสะสมกำลังอำนาจเป็นของตัวเองและพยายามที่จะลดอำนาจของขุนนางในยุค ศักดินาแม้จะดูเหมือนว่ากษัตริย์จะเป็นผู้ทรงอำนาจทางการเมืองแท้จริงแล้ว กษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจที่สูงสุดอย่างแท้จริงเนื่องจากอำนาจของกษัตริย์นั้น เป็นอำนาจที่ผูกพันกับลักษณะส่วนบุคคลกล่าวคือหากกษัตริย์มีลักษณะเข้มแข็ง อำนาจของกษัตริย์ก็จะเข้มแข็งตามไปด้วยแต่หากกษัตริย์นั้นอ่อนแออำนาจของ กษัตริย์ก็จะอ่อนแอตามลงไปด้วยอันเนื่องมาจากเหล่าบรรดาขุนนางหรือผู้มี อำนาจจากที่อื่นอาจเข้ามาท้าทายพระราชอำนาจได้จึงทำให้อำนาจของกษัตริย์นั้น ไม่ใช่อำนาจสูงสุดที่แท้จริงหากเปรียบเทียบกับกรณีของเมืองไทยลองนึกย้อน กลับไปถึงสมัยอยุธยาที่มีการช่วงชิงราชบัลลังก์กันอยู่เป็นประจำไม่ว่าจะ เป็นแย่งชิงกันระหว่างสายเลือดเดียวกันหรือเกิดจากบุคคลภายนอก ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงและความไม่ต่อเนื่องของสถาบันทาง การเมืองดังนั้นในยุคที่ยังมีการนำเอาอำนาจผูกติดกับคุณสมบัติของบุคคลนี้ รัฐ(สมัยใหม่)จึงยังไม่ถือกำเนิดขึ้น

จากสภาพสังคมในยุครัฐชาตินี้ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงและความไม่มีสเถียร ภาพของอำนาจทางการเมืองภายในรัฐจึงได้มีความพยายามที่จะแยกอำนาจทางการ เมืองออกจากตัวบุคคลแต่ปัญหาที่ตามมาคือเมื่อแยกอำนาจทางการเมืองออกจากตัว บุคคลไปแล้วนั้นจะนำอำนาจนั้นไปมอบให้แก่ผู้ใดเพราะหากมอบให้บุคคลใดบุคคล หนึ่งแล้วก็ย่อมที่จะต้องวนกลับไปหาปัญหาเดิมคือความไม่ต่อเนื่องและมั่นคง ของอำนาจทางการเมืองดังนั้นจึงมีการจัดตั้งสถาบันหนึ่งขึ้นมาโดยให้มีฐานะ เป็นนิติบุคคลและให้สถาบันนั้นเป็นสถาบันที่ทรงอำนาจทางการเมืองซึ่งเรียก สถาบันนั้นว่ารัฐ เมื่อมีการแยกอำนาจทางการเมืองออกจากตัวบุคคลและนำมาให้แก่รัฐแล้วสิ่งที่ ตามมาคือกษัตริย์หรือผู้ปกครองนั้นไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจทางการเมืองนั้น ต่อไปหากแต่เป็นเพียงบุคคลที่เข้ามาใช้อำนาจนั้นแทนรัฐ<3>

ปัจจัยที่แสดงถึงการแยกอำนาจทางการเมืองจากตัวบุคคลมาให้แก่รัฐนั้นมี หลายปัจจัยได้แก่ปัจจัยในการเข้าสู่อำนาจกล่าวคือการเข้าสู่อำนาจของผู้ ปกครองจะถูกกำหนดโดยกฎหมายและจะไม่ใช่การเข้าสู่อำนาจโดยอาศัยคุณสมบัติ พิเศษเฉพาะตัว ปัจจัยต่อมาคือเรื่องของความต่อเนื่องของอำนาจทางการเมืองกล่าวคือเมื่อผู้ ใช้อำนาจทางการเมืองหมดสภาพลงหรือตายไปอำนาจทางการเมืองไม่ได้สิ้นสุดลงตาม ไปด้วยเนื่องจากผู้ปกครองเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจแทนรัฐเท่านั้นไม่ ได้เป็นเจ้าของอำนาจทางการเมืองดังเช่นในสังคมยุคโบราณตัวอย่างที่เห็นได้ ชัดจากปัจจัยเรื่องความต่อเนื่องได้แก่ เมื่อกษัตริย์(ในยุโรป) สวรรคตลงจะมีการร้องว่า The King is dead,Long live the King<4> ซึ่งเป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ว่าเมื่อกษัตริย์สวรรคตแล้วน้นย่อมจะมีกษัตริย์ องค์ต่อไปเข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองแทนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของอำนาจ และปัจจัยสุดท้ายได้แก่เรื่องเหตุผลของรัฐ(raison d'Etat)กล่าวคือในทุกๆกิจกรรมที่ผู้ปกครองได้ทำลงไปนั้นต้องเป็นกิจกรรมที่ เกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ทำไปเพื่อผลประโยชน์แห่งตน <5>

ความต่อเนื่องของรัฐและเหตุผลของรัฐ

รัฐทุกรัฐกำเนิดขึ้นมาโดยมีเหตุผลของตนเองกล่าวคือเพื่อเป็นสถาบันแห่ง อำนาจทางการเมืองและเป็นสถาบันที่มีหน้าที่ในการตอบสนองความต้องการอันหลาก หลายของพลเมืองภายในรัฐหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเพื่อทำหน้าที่ในการจัดทำ บริการสาธารณะนั่นเองซึ่งหลักสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะหลักหนึ่งคือหลัก แห่งความต่อเนื่องของบริการสาธารณะซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่สอดรับกับหลักความ ต่อเนื่องของรัฐ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเหตุผลของรัฐนั้นต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของส่วน รวมหรือพลเมืองภายในรัฐ หากรัฐไม่มีความต่อเนื่องของอำนาจแล้วการจัดทำบริการสาธารณธย่อมจะสะดุดหรือ ชะงักทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวผู้ปกครองดังนั้นการที่รัฐจำเป็นต้องมีความ ต่อเนื่องของอำนาจนั้นก็เป็นไปเพื่อความต่อเนื่องของารจัดทำบริการสาธารณะ นั่นเอง


ความมั่นคงของรัฐและผู้ปกครอง

เมื่อมีการสถาปนารัฐขึ้นสถานะพิเศษของผู้ปกครองที่เคยมีอำนาจเด็ดขาดได้ ถูกยกเลิกลงอันเนื่องมาจากหลักการว่าด้วยเหตุผลของรัฐนอกเหนือจากนั้นเมื่อ ผู้ปกครองไม่ได้มีสถานะที่เชื่อมโยงกับรัฐนั้นย่อมก่อให้เกิดความมั่นคงของ รัฐในฐานะนิติบุคคลที่ไม่มีจุดเชื่อมโยงกับผู้ปกครองอีกต่อไปดังนั้นการที่ กล่าวว่าเมื่อผู้ปกครองตายลงนั้นรัฐจะต้องล่มสลายลงไปด้วยหรือเมื่อประมุข ของรัฐเกิดความไม่มั่นคงขึ้นในสถานะของตนเองแล้วนั้นจึงไม่ได้กระทบต่อความ มั่นคงของรัฐ(ในทางกฎหมาย)แต่อย่างใด ตัวอย่างเช่นเมือมีการประหารพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกแห่งราชวงศ์บูรบงนั้นรัฐ ฝรั่งเศสไม่ได้ล่มสลายหรือไม่มั่นคงแต่อยางใดเพราะมีการสถาปนาผู้ปกครองและ การปกครองรูปแบบอื่นขึ้นมาแทนที่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชญ์หรือในกรณีของพระ เจ้าไกเซฮร์วิลเฮมล์ที่สองแห่งเยอรมนีเมื่อถูกโค่นล้มลงโดยกลุ่มนายทหารรัฐ เยอรมันก็ยังคงอยู่ได้แม้อาจจะไม่มีความมั่นคงในทางเศรษฐกิจก็ตาม (ปัจจัยจากการแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง)หรือตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นในรัช สมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโต เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาจัดระเบียบใหม่ใน ญี่ปุ่นและสร้างระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นรัฐญี่ปุ่นก็ไม่ได้เกิด ความไม่มั่นคงขึ้นแต่กลับมั่นคงมากขึ้นเสียมากกว่าเมื่อรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ได้กำหนดเกณฑ์ในการเข้าสู่การเป็นจักรพรรดิ์อย่างชัดเจน จากตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการที่ผู้ปกครองหมดคุณสมบัติไปนั้นไม่ได้ ส่งผลกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐแต่อย่างใดเพราะระบบกฎหมายและระบบการเมือง ของแต่ละรัฐนั้นจะสถาปนาการปกครองและผู้ปกครองใหม่ขึ้นมาแทนที่เพื่อให้เกิด ความต่อเนื่องของการใช้อำนาจ

การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112กับความมั่นคงของรัฐ

ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112โดยให้แยก ออกจากหมวดว่าด้วยความมมั่นคงของรัฐนั้นเป็นข้อเสนอที่ตรงตามหลักวิชาการ เรื่องรัฐดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผู้ปกครองและรวมถึงประมุขของรัฐนั้นได้ถูก แยกออกจากสถาบันรัฐตั้งแต่มีการสถาปนารัฐขึ้นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112โดยแยกออกมาจากหมวดความมั่นคงแห่งรัฐจึงเป็นข้อเสนอที่ไม่ขัดกับ หลักวิชาใดๆทั้งสิ้น

อีกทั้งข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112ของกลุ่มนิติราษฎร์ยังเป็น การสร้างหมวดใหม่ขึ้นมาในประมวลกฎหมายอาญาคือหมวดความผิดเกี่ยวกับพระ เกียรติยศของประมุขของรัฐจึงเป็นข้อเสนอที่ต้องรับฟังและเปิดกว้างทางความ คิดอย่างมากเพราะป็นข้อเสนอที่ช่วยประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนว่าจะไม่ ถูกกลั่นแกล้งโดยใช้ความผิดตามมาตรานี้และนอกจากนั้นยังเป็นการแก้ความเข้า ใจที่สับสนมาอย่างยาวนานระหว่างความมั่นคงของประมุขของรัฐและความมั่นคงของ รัฐว่าแท้จริงแล้วเป็นคนละเรื่องเดียวกันมิฉะนั้นเราอาจได้เห็นสภาพของ ประเทศไทยที่เป็นสังคมอุดมแห่งความครอบงำไม่ต่างจากเกาหลีเหนือ

===========================

เชิงอรรถ

<1> นักศึกษาปริญญาเอก สาขากฎหมายปกครอง มหาวิทยาลัย Paul CEZANNE

<2> http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=13141

<3> บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, แม่บทความคิดว่าด้วยรัฐ, เอกสารโรเนียวประกอบคำบรรยาย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย

<4> บวรศักดิ์ อุวรรณโณ,กฎหมายมหาชนเล่มหนึ่ง,วิญญูชน

<5> เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์,รัฐ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย, พิมพ์ครั้งที่ห้า, วิญญูชน หน้า 46

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: จิตสาธารณะ

ที่มา ประชาไท


จิตสาธารณะคือการที่สมาชิกในสังคมตระหนักถึงความสำคัญในการเสีย สละแบ่งทรัพยากรหรือผลประโยชน์ส่วนตนให้กับสังคม เพื่อให้สังคมนั้นนั้นนำทรัพยากรหรือผลประโยชน์ส่วนนี้มาใช้ก่อเกิดประโยชน์ ให้กับสมาชิกทุกคนในสังคมตลอดจนตัวผู้ให้เอง

เราจะมาเริ่มต้นอธิบายกันว่าเหตุใดมนุษย์จึงมีความเชื่อเช่นนั้น?
มนุษย์มีกรรมสิทธิ์ (property) ในสิ่งที่ตนครอบครองและสามารถใช้ประโยชน์ในสิ่งที่ตนครอบครองได้ตามต้องการ แต่ทว่ามนุษย์เองเป็นสัตว์สังคม และไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ตามลำพัง กรรมสิทธิ์จะไม่มีประโยชน์ใดเลยถ้าไม่มีกรอบของสังคมมารับประกันความเป็น เจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราอยู่ในยุคป่าเถื่อนที่ผู้แข็งแรงกว่าย่อมกินผู้ที่อ่อนแอกว่า กรรมสิทธิ์ไม่มีความหมายเมื่อผู้แข็งแรงกว่าสามารถใช้กำลังแย่งชิงสิ่งของ จากผู้อ่อนแอกว่าได้เสมอ

ดังนั้นมนุษย์จึงรวมตัวกันอยู่เป็นสังคม และกำหนดกรอบของสังคมเพื่อคุ้มครองสิ่งของที่ตนครอบครอง อย่างไรก็ตามปัญหาต่างๆ จะตามมามากมายยิ่งขึ้นถ้าจำนวนกรรมสิทธิ์ของเอกชนมากขึ้นตามลำดับ เราจะสามารถระบุได้อย่างไรว่า ของที่ใช้ร่วมกันไม่สามารถแยกจากกันได้ อย่างเช่น อากาศที่หายใจนั้นเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อลดข้อขัดแย้งในสังคม สังคมจึงมีสินค้าสาธารณะขึ้นเพื่อให้ทุกคนในสังคมมีสิทธิร่วมใช้โดยมิได้ ระบุว่ามันเป็นของปัจเจกคนใดคนหนึ่ง การกำหนดสินค้าสาธารณะนั้นนอกจากเพื่อลดข้อขัดแย้งแล้ว ยังส่งผลช่วยเกิดประโยชน์ให้กับปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวมมากกว่าการเห็นแก่ ตัวครอบครองทุกอย่างเพียงผู้เดียว ยกตัวอย่างเช่น สมมติ นาย ก ต้องการสร้างสะพานข้ามแม่น้า ซึ่งถ้า นาย ก ต้องการสร้างเพื่อใช้คนเดียวแล้วกีดกันไม่ให้ผู้อื่นใช้ นาย ก ต้องสะสมเงินเป็นเวลานานเท่าใดถึงสามารถสร้างสะพานได้ และถ้าคนทั้งสังคมคิดเหมือนนาย ก แต่ละคนคงต้องเก็บเงินเพื่อสร้างสะพานทั้งชีวิต และสมมติเมื่อทุกคนเก็บเงินและสร้างเสร็จแล้ว สังคมนี้จะมีสะพานจำนวนมากโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าทุกคนในสังคมเจียดเงินรวมกันสร้างสะพานหนึ่งเส้นเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ เป็นสินค้าสาธารณะแล้ว ทุกคนในสังคมก็สามารถมีสะพานใช้ได้ทันใจ และประหยัดทรัพยากรส่วนตัวและส่วนรวมได้มากกว่า

แนวความคิดที่นำทรัพยากรส่วนบุคคลมาเป็นทรัพยากรสาธารณะ หรือการก่อให้เกิดจิตสาธารณะนั้นมีสองแนวความคิดคือ สายอรรถประโยชน์นิยม (utilitarisme) และสายเสรีนิยม (liberal)

Utilitarisme and Liberalisme
สายอรรถประโยชน์นิยม Jeremy Bentham เชื่อว่าในระดับปัจเจกบุคคลสิ่งที่กระทบต่อประโยชน์สำหรับมนุษย์เช่น ความสุข ความเจ็บปวด สามารถวัดค่าเป็นสเกลและเปรียบเทียบได้ ผลประโยชน์เป็นแรงผลักดันของมนุษย์ให้เกิดกิจการต่างๆ มนุษย์ที่มีเหตุผลย่อมหาหนทางเพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์สูงสุด และเพราะเนื่องจากอรรถประโยชน์ของปัจเจกคนสามารถบวกลบได้ ในระดับสังคม welfare ของสังคมจึงเกิดจากการบวกรวมกันของอรรถประโยชน์ปัจเจกทุกคนในสังคม

ถึงแม้มนุษย์แสวงหาประโยชน์ตนเองสูงสุด แต่ก็ตระหนักถึงความสำคัญในสภาพความเป็นอยู่ของสังคมที่สามารถส่งผลกระทบต่อ ประโยชน์ของพวกเขาทั้งทางตรงและทางอ้อม policy maker ที่เป็นพวกอรรถประโยชน์นิยมจึงสนใจที่จะแสวงหาว่าควรจะโอนถ่ายทรัพยากรของ แต่ละคนมาเท่าไรเพื่อนำทรัพยากรนี้ไปใช้ผลิตนโยบายสาธารณะที่ส่งผลประโยชน์ ให้ทุกคนในสังคมสูงสุดและส่งผลให้ welfare สังคมมากขึ้นตามมา เมื่อเขียนสมการจึงได้ว่า


(1)

W คือ welfare ของสังคม,
คือ ทรัพยการที่แต่ละคนควรถูกโอนถ่าย, คือ อรรถประโยชน์ของปัจเจกบุคคล, คือ ทรัพยากรที่ปัจเจกบุคคลมี, P คือ นโยบายสาธารณะ และ b คืองบประมาณ

สมการที่หนึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า หมายถึง งบประมาณสาธารณะมีค่าได้น้อยกว่าหรือเท่ากับทรัพยากรที่รัฐเก็บมาจากปัจเจกบุคคลทุกคน สมการที่หนึ่งมีจุดประสงค์เพื่อหา optimal เพื่อให้เกิด welfare สังคมสูงสุด

อย่างไรก็ตามมนุษย์มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตน ผู้ใดจะมาพรากมิได้ การที่รัฐโอนถ่ายทรัพยากรของเอกชนเพื่อไปใช้นโยบายสาธารณะจึงเป็นการละเมิด กรรมสิทธิ์ แต่ทว่าสังคมต้องการทรัพยากรเพื่อมาทำนโยบายสาธารณะให้เป็นจริง และปัจเจกบุคคลก็ตระหนักผลดีนี้เช่นกัน ปัจเจกบุคคลจึงเข้าร่วมสังฆกรรมนี้โดยการทำสัญญาประชาคม ให้องค์กรทางสังคมเป็นผู้มีอำนาจในการโอนถ่ายทรัพยากร ซึ่งองค์การทางสังคมนี้คือองค์การบริหารที่มีอำนาจทางกฎหมายรองรับ ถ้ารัฐกระทำการยึดกรรมสิทธิ์เอกชนใดๆ โดยปราศจากกฎหมายแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากการปล้น

ในสายเสรีนิยมมีความเชื่อต่างจากสายอรรถประโยชน์นิยมว่า ปัจเจกบุคคลมีจิตสำนึกสาธารณะได้เองโดยรัฐไม่ต้องแทรกแซง ซึ่งต่างจากสายอรรถประโยชน์นิยมที่เชื่อว่า ปัจเจกบุคคลมีสายตาไม่กว้างไกลไม่สามารถรู้ได้ว่าควรจะถ่ายโอนทรัพยากร เท่าไร และการรอคอยความเมตตาให้คนบริจาคนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาแทรกแซงกำหนดว่าแต่ละคนควรจ่ายเท่าไร สำหรับสายเสรีนิยมนั้นการถ่ายโอนทรัพยากรของเอกชนเกิดได้เฉพาะกรณีที่เอกชน ยินยอมมอบให้เอง เช่นการบริจาค แต่จุดประสงค์ของสายเสรีนิยมนั้นมิใช่ welfare ของสังคม แต่ต้องการ maximize อรรถประโยชน์ของตนเอง และเป็นตัวปัจเจกบุคคลเองที่รู้ว่าควรจะจ่ายให้สาธารณะเท่าไรเพื่อที่ว่าตน เองได้ประโยชน์จากการให้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สมการจึงเขียนได้ว่า

(2)

คือ อรรถประโยชน์ของบุคคล, คือ ทรัพยากรที่ปัจเจกบุคคล, คือทรัพยากรที่ปัจเจกบุคคลตัดสินใจโอนถ่าย และ D คือฟังก์ชันผลประโยชน์ที่เกิดจากการโอนถ่ายทรัพยากร

สมการที่สองมีจุดประสงค์เพื่อหา optimal ที่ทำให้ปัจเจกชนได้ประโยชน์สูงสุด โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเขาไม่สามารถบริจาคมากกว่าทรัพย์สินที่เขามี

ภาษีและการบริจาค
การมีจิตสาธารณะเพื่อโอนถ่ายผลประโยชน์หรือทรัพยากรนั้นมีได้หลายแบบ เช่น การโอนแรงงานให้สาธารณะ เป็นต้น แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราจะดูกรณีเปรียบเทียบกันระหว่างภาษีกับการบริจาคด้วยเงิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สามารถวัดค่าได้ชัดเจน เมื่อส่วนรวมจำเป็นต้องมีทรัพยากรเพื่อใช้กับนโยบายสาธารณะ การนั่งรอให้ปัจเจกบุคคลนั่งสมาธิเกิดนิมิตจิตสาธารณะขึ้นเพื่อแบ่งทรัพยากร มาให้นั้นอาจไม่เพียงพอ รัฐจึงทำการให้ทุกคนมีจิตสาธารณะขึ้นโดยการจ่ายภาษี

ภาษีคือ จำนวนเงินที่เอกชนมีหน้าที่ต้องจ่ายให้กับรัฐตามหน้าที่ที่กติกากฎหมายบ้าน เมืองเขียนเอาไว้ เพื่อที่ว่ารัฐจะได้นำภาษีมาใช้กับนโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ทั้งต่อคนจ่าย ภาษีและทุกคนในสังคม และเมื่อปัจเจกชนตัดสินใจที่จะเซ็นสัญญาประชาคมนี้จึงต้องมีภาระหน้าที่ตาม มา ภาษีโดยตัวของมันเองแล้วคือการลดทรัพย์สินของปัจเจกชนอันเป็นการลดกำลังซื้อ และอรรถประโยชน์โดยตรง และสิ่งที่แตกต่างระหว่างภาษีกับเงินบริจาคคือ ภาษีนำมาเพื่อใช้กับนโยบายสาธารณะโดยที่รัฐบาลมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิด สวัสดิภาพโดยรวมในสังคมสูงสุด ดังนั้นบางนโยบายสาธารณะอาจไม่ส่งผลกระทบต่อ นาย ก แต่อาจจะส่งผลดีกับนาย ข และส่งผลเสียต่อ นาย ค แต่เมื่อรวมผลประโยชน์แต่ละคนรวมกันแล้วปรากฏว่า สวัสดิภาพของสังคมดีขึ้นนโยบายนี้ย่อมสมเหตุสมผล ซึ่งต่างจากเงินบริจาคตรงที่คนให้เป็นคนตัดสินใจยินยอมเองและผลประโยชน์จาก การบริจาคก็ให้กับตัวผู้ให้เองโดยตรง จึงไม่แปลกที่การเสียภาษีสร้างความไม่พอใจให้กับคนบางกลุ่ม และคนจำนวนมากจึงทำการหลีกเลี่ยงภาษี หรือออกมาโวยวายจะไม่จ่ายภาษี

แต่ทว่าภาษีเป็นหน้าที่ที่ทุกคนในสังคมต้องจ่ายตามกฎหมาย ข้ออ้างที่จะไม่จ่ายภาษีเพราะว่านโยบายสาธารณะไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ตน หรืออวดอ้างว่าภาษีนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ดังนั้นตนควรมีสิทธิในการกำหนดนโยบายสาธารณะเองนั้นย่อมฟังไม่ขึ้น บุคคลย่อมต้องรับผลของการไม่จ่ายภาษีเอง แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกับเหตุการณ์ในสังคมไทยปัจจุบันชี้ให้เห็นว่ามีคน จำนวนมากไม่เข้าใจว่าภาษีคืออะไร การอวดอ้างว่า ภาษีเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้วมีการลำเลิกบุญคุณนั้นจึงเป็นการไร้เหตุผล ยิ่ง เพราะ

  • ปัจเจกบุคคลมีกรรมสิทธิ์เฉพาะในทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น ซึ่งถ้าคุณเหมารวมว่าภาษีทั้งหมดเป็นของคุณย่อมเป็นการมั่วซั่วอย่างยิ่ง เช่น ถ้าคุณจ่ายภาษีตลอดทั้งชีวิตรวมทั้งหมดหนึ่งแสนบาท คุณก็ควรเป็นเจ้าของเฉพาะแสนบาท การที่รัฐบาลออกนโยบายเยียวยามูลค่ากว่าพันล้านบาทแล้วคุณไม่พอใจ คุณก็ควรจะเรียกร้องในส่วนที่คุณเสีย ไม่ใช่มาเหมารวมความเป็นเจ้าของทั้งหมด เพราะภาษีเกิดจากรวบรวมเงินจากทุกคนในสังคม มิใช่ว่าคุณไม่พอใจแล้ว คนอื่นจะไม่พอใจตามคุณด้วย

    อย่างไรก็ตาม การคิดแบบนี้เป็นวิธีการคิดที่ผิดอย่างยิ่งและไม่ควรเกิดขึ้นในสมองเลย เพราะมันหมายความว่าคนที่จ่ายภาษีมากกว่าย่อมเสียงดังมากกว่าในสังคม ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยมันไม่ใช่ ทุกคนเท่าเทียมกันหมดภายใต้การเลือกตั้ง หนึ่งคนหนึ่งเสียง แค่คุณคิดว่าเพราะคุณจ่ายภาษีจึงเป็นเจ้าของภาษี มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ผิดแล้วการไม่พอใจนโยบายสาธารณะแล้วออกมาวิจารณ์ นั้นเป็นสิทธิที่ทุกคนทำได้ แต่อย่างน้อยควรอยู่ในกรอบของกฎหมายที่ถูกต้อง และความเข้าใจที่ดีก่อน

  • และถ้าวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง ภาษีนั้นไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ถึงแม้รัฐบาลเป็นผู้ใช้จ่ายภาษีก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของ รัฐบาลเป็นแค่ตัวกลางที่นำภาษีมาใช้ตามนโยบายสาธารณะที่ตนเองหาเสียงก่อน เลือกตั้งให้เป็นจริง ปัจเจกบุคคลหมดสภาพกรรมสิทธิ์ในเงินภาษีที่จ่ายไปนับตั้งแต่ที่เขาจ่ายไป แล้ว

    การที่รัฐมีนโยบายสาธารณะต่างๆ เป็นหน้าที่ของรัฐ และภาษีที่รัฐใช้ก็ไม่ใช่ของรัฐ ดังนั้นข้อดีของนโยบายสาธารณะคือ บุคคลที่ได้รับประโยชน์นั้นไม่ได้เป็นหนี้ชีวิตใครที่ต้องชดใช้คืน เพราะว่ารัฐไม่ได้มีตัวตนจริง ยกตัวอย่างเช่น กรณีทุนการศึกษาที่ใช้เงินภาษีอากรจ่าย ผู้ที่มีสิทธิได้รับทุนนั้นไม่ได้เป็นหนี้ชีวิตรัฐแต่อย่างใด รัฐเพียงแต่ให้เงินทุนกับคนนี้เพราะเชื่อได้ว่าจะสามารถนำความรู้ที่เรียน มากลับมาผลิตผลประโยชน์ให้ตนเองตลอดจนคนอื่นๆ มากขึ้นและส่งผลให้สวัสดิภาพสังคมโดยรวมมากขึ้นตามมา ส่วนการใช้ทุนนั้นไม่ได้หมายความว่านักเรียนทุนทำการชดใช้บุญคุณของรัฐแต่ อย่างใด มันเป็นเพียงแต่ข้อสัญญาระหว่างรัฐกับนักเรียนทุนเท่านั้นว่า หลังจากจบการศึกษาแล้วจะกลับมาทางานในประเทศ การทวงถามบุญคุณจากนัก เรียนทุน โดยที่ตนเองไม่ได้ออกเงินสักบาทและภาษีนั้นไม่ได้มีใครเป็นกรรมสิทธิ์ใคร จึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง

ส่วนเงินบริจาคนั้น ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำบุญมีทั้งทางตรง เช่น ทำบุญเพื่อได้ชื่อเสียง สร้างภาพลักษณ์ ได้การยอมรับในสังคม เพื่อลดภาษี ได้ความอิ่มเอมใจ หรือตลอดจนเพื่อได้ขึ้นสวรรค์เป็นต้น ผลประโยชน์ทางอ้อม เช่น เงินบริจาคให้กับสมาคมหนึ่ง นำไปช่วยให้เด็กมีการศึกษามากขึ้นและลดอัตราการเกิดอาชญากรรมเป็นการส่งผล ทางอ้อมให้ผู้ให้สามารถมีชีวิตในสังคมได้อย่างสงบสุข อย่างที่กล่าวไว้แล้ว การบริจาคแตกต่างจากภาษีสองประการคือ การบริจาคมีไว้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และผู้ให้รู้เองว่าจะให้เท่าไรถึงจะดีกับตัวเองที่สุด แตกต่างจากภาษีที่รัฐเป็นคนมาตัดสินโดยที่ไม่รู้ว่าผู้เสียภาษีจะได้ ประโยชน์จริงหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ เราอาจเจอคนที่นิยมชมชอบการทำบุญแต่กลับหลบเลี่ยงหนีภาษี

นอกจากนี้การบริจาคสามารถก่อให้เกิดห่วงโซ่สำนึกบุญคุณขึ้น มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่สามารถระบุตัวผู้ให้และผู้รับได้ชัดเจน การบริจาคทำให้เกิดสภาพความไม่เท่ากันระหว่างผู้ให้และผู้รับ เมื่อผู้ให้รู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้รับ และสามารถเรียกร้องบุญคุณใดๆ ได้จากผู้รับ แต่ทว่าการทวงลำเลิกบุญคุณเป็นวิสัยที่มนุษย์ปุถุชนที่ดีควรทำหรือ? เพราะการบริจาคนั้นส่งผลดีโดยตรงกับตัวผู้ให้เองอยู่แล้ว แล้วผู้ให้ยังคงหวังผลตอบแทนในอนาคตจากผู้รับอีกหรือ? ถ้าผู้ให้หวังจะให้ผู้รับมาตอบแทนในอนาคตแล้วการบริจาคก็ไม่ได้แตกต่างจาก การลงทุนเลยและยังเป็นการลงทุนที่ใช้ทุนต่ำมาก เพียงแค่คุณให้เงินคนอื่นคุณก็สามารถทวงบุญคุณได้ชั่วชีวิต และถ้าวิเคราะห์กันตามจริงแล้วกรรมสิทธิ์ในตัวเงินที่ให้มันถูกโอนถ่ายไปให้ ผู้รับตั้งแต่ผู้รับได้เงินบริจาคนั้น

บทส่งท้าย
การจะได้ชื่อว่าเป็นคนมีจิตสาธารณะไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด โดยทุกคนสามารถแบ่งผลประโยชน์บางส่วนให้กับสาธารณะ เพื่อให้สังคมนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน ถ้าทุกคนมีจิตสำนึกได้เองว่าจิตสาธารณะเป็นสิ่งจำเป็น ก็สามารถกระทำการได้เองตามแนวเสรีนิยม หรือถ้าคุณนิยมจิตสาธารณะแบบตามข้อบังคับจากรัฐส่วนกลาง ก็เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการนำธุรกิจใต้ดินมาอยู่บนดินและจ่ายภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย เท่านี้คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลมีจิตสาธารณะแล้ว

ไม่เข้าใจอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเสียเงินเป็นพันล้านให้คณะกรรมการหนึ่งวิจัยเรื่องจิตสาธารณะไปทำไม