ที่มา thaifreenews
โดย bozo
กาแฟ
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1038
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, January 26, 2012
พ่อแม่สอนโว้ย แต่กรูไม่จำ ! ฮะฮ้า มีอะไรไหม
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
เห็นคำพูดของนายกนก ที่พูดผ่าน facebook ว่าพวกที่เสนอแก้ไข 112 นั้น พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรืออย่างไร
ได้เห็นข้อความนี้ ผมนึกภาพสมัยที่ผมเรียนอยู่ใช้ประมาณ ป.2-ป4 โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ที่บ้านนอกได้เลย คือ นักเรียนชาย
เกเร ทะเลาะกัน อีกคนหนึ่งว่า ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน (แต่ออกเสียงสำเนียงลาวนะครับ "บ็อกลูกพ่อแม่บ่สั่งสอน") อีกคนก็สวนกล้บ
มาทันที่ว่า "สอนโว๊ยแต่กรูบ่จำ มีอีหยั๋งบ่" (สอนแต่กรูไม่จำ มีอะไรไหม)
เป็นคำตอบที่สะใจดี
คือ คำถามแบบนี้ มันเป็นคำด่ากัน ไม่ใช่การโต้แย้งกันด้วยเหตุด้วยผลแต่อย่างใด ผมไม่นึกว่า "คนระดับที่เป็นพิธีกรข่าวชื่อดัง" จะออกอาการแบบนี้ มันเหมือนคนจนตรอกสิ้นท่า เรื่องการโต้แย้งด้วยเหตุผลนะครับ เหมือนนักเลงอันธพาลด่าคู่ปรปักษ์ เพราะหมดปัญญาที่จะตอบโต้
ตอนนี้ เหมือนเป็นโรคระบาดในหมู่ พวก "ปัญญาชนสายอำมาตย์" เลย เป็นปัญญาชนจอมปลอม กันทั้งนั้น พอต้องใช้งานสู้กับนักวิชาการอย่าง คณะนิติราษฏร์ ดันทำตัวกลายเป็นอันธพาลไปเสียนี่
บางคนอุตส่าห์ได้ไปเรียนนอกได้ปริญญาด็๋อกเตอร์กลับมา แทนที่จะเอาปัญญามา กลับกลายเป็นอันธพาลไปเสียฉิบ ออกนอกเหตุผลไปเฉยเลย
อันธพาลสาย พธม. นะมีมากแล้ว
มีทหารอีกเป็นกองทัพ มีศาล ทั้งขโยง
แต่ที่ต้องการคือนักวิชาการ และปัญญาชนที่จะไปโต้แย้งทางปัญญากับคณะนิติราษฎร์
ไม่ได้ต้องการอันธพาล ไปตอบโต้เขา
จาก FB ชมรม"คนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย
ที่มา thaifreenews
โดย แม่ปังคุง
"ชมรม"คนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย
ด่วน !!!!!! ด่วนมากๆ เพื่อนๆ ช่วยกันทำเพื่อพ่อหลวงของเรา ก่อนจะสายเกินไปนะครับ..
...ตอนนี้คุณหมอตุลย์ได้รายชื่อคัดค้านการแก้ ม.112 แค่ประมาณ 2 พันชื่อเองครับ ซึ่งเราต้องการทั้งหมด 5 หมื่นรายชื่อ
** สำหรับคนที่ไปร่วมลงชื่อด้วยตัวเองไม่ได้ ให้ทำดังนี้คครับ...ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม กรอกชื่อและแนบสำเนาบัตรประชาชน ขีดคร่อมว่า “ใช้ในการร่วมคัดค้านการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย 112 เท่านั้น”.. แล้วส่งไปตามที่อยู่ในแบบฟอร์มด่วนด้วยนะครับ ... การคัดค้านแก้/ยกเลิก ม. 112 สำคัญกว่า พรฎ.คัดค้านการอภัยโทษทักษิณมากมายนัก เพราะถ้าผ่านมติรัฐสภา...ล้มเจ้าได้แน่ครับ ด่วน ๆๆๆ !!!!!!!!!!!! นะครับเพื่อน ๆ
(ส่งด่วน !!!! หมดเขตวันที่ 31 ม.ค. ส่งไปที่ ตู้ปณ. 60 ปท.รองเมือง กท. 10330 ส่งทางจดหมายดีที่สุดนะคะถ้าไปร่วมชุมนุมไม่ได้) อย่าบอกรักในหลวงกันแต่ลมปาก ช่วย ๆ กันหน่อยนะครับ พี่น้องคนไทยทุกคน...
— กับ Bank Piyapong, Tree' Chan, Sirikwan Khanurai, Jarussri Jomritchai, King Mivecturbo, อิ๋ว หระรี, Kenji Momotaro, Skybike Phattarakorn, Turkz Evolution, Jang Dixcy, สำเริง นุ่มนวล, Kantapatch Pum, ปิดทองหลังพระ ปกป้องสถาบันและ Runglawan Inchan
ถูกใจ · · แชร์ · 20 มกราคม
(แอด มินเพจนี้เป็นไส้เดือนแหงๆ มี 2 เพศ เดี๋ยวครับ เดี๋ยวค่ะ ในประโยคเดียวกัน ..ขนาดเรื่องเพศตัวมันเอง มันยังไม่เข้าใจ ดังนั้น ดิฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันไม่เข้าใจข้อเสนอของนิติราษฎร์ เพราะมันเข้าใจยากกว่าตั้งเยอะ หุหุ) 
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=305801342804003&set=a.228018310582307.76301.226268960757242&type=1&theater
Re:
โดย แม่ปังคุง
สลิ่มดิ้นพล่าน ..งานนี้ตีโดนจุดจริงๆ
สมศักดิ์ จันทร์เรือง
"กนก" ถามฝ่ายหนุนแก้ ม.112 "พ่อแม่สั่งสอนหรือเปล่า?" "สนพ.ปราบดา-นักวิชาการ" โต้ทันควัน
วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 22:53:54 น.
เมื่อ วันที่ 25 ม.ค. เว็บไซต์ข่าวประชาไท รายงานว่า นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวเครือเนชั่น ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก "Kanok Ratwongsakul" วิจารณ์กลุ่มที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า
"ทุกๆ 10 นาที จะมีคนโพสต์ต่อต้านกลุ่มที่จะขอแก้มาตรา 112 ลงที่เฟซบุ๊กนี้ ผมก็ตามอ่านตลอด บางคนลงรูปของอาจารย์นิติฯ ธรรมศาสตร์ ที่เป็นหัวหอกแก้มาตรานี้ ซึ่งผมจะลบออกทุกครั้ง เพราะไม่อยากเห็นหน้าคนกลุ่มนี้บนเฟซบุ๊กผม ถ้าพวกนี้อายุ 30 – 40 กว่าปี ตามที่เสธ.หนั่นไล่ให้ไปอ่านประวัติศาสตร์ ผมสงสัยว่า พ่อแม่เขายังอยู่หรือเปล่า รุ่นพ่อรุ่นแม่น่าจะทันได้เห็น ′ในหลวง′ ทรงงานมาตลอด ถ้าลูกไม่ใส่ใจในความเป็นกษัตริย์นักพัฒนา มัวแต่ดื้อด้านจะแก้กฎหมายท่าเดียว แล้วพ่อแม่พวกนี้ทำอะไรอยู่..ไม่ห้ามปรามเลยหรือ? หรือวายชนม์ไปหมดแล้ว? ผมขอโทษนะครับ อย่าหาว่าผมก้าวล่วง แต่อยากถามคนกลุ่มนี้จริงๆว่า พ่อแม่คุณอบรมสั่งสอนหรือเปล่า?"
ขณะที่นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำข่าวดังกล่าวมาแปะไว้บนหน้าเฟซบุ๊กของตนเอง พร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า
"นั่น น่ะสิครับ ผมก็แปลกใจอยู่ เพราะปกติพ่อแม่เขาก็จะสั่งสอนว่ามีอะไรก็พูดกับเขาเถียงกับเขาดีๆ ด้วยเหตุด้วยผลนะลูก ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ไปลำเลิกพ่อแม่เขา แบบนั้นมันอันธพาลนะลูก... ยังไงก็ฝากรำลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ของคุณกนกด้วยนะครับ"
นอกจากนั้น เฟซบุ๊กสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น (TyphoonBooks Thailand) ของนายปราบดา หยุ่น นัก เขียนรางวัลซีไรต์ และหนึ่งในปัญญาชน 112 รายแรก ผู้ร่วมลงนามเสนอร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ รวมทั้งเป็นบุตรชายนายสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ได้โพสต์ข้อความว่า
"ปกติ ไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวเลย แต่บางข่าววันนี้ทำให้อยากบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมากๆ คือการมีพ่อกับแม่ที่มอบสิ่งมีค่าที่สุดกับเรามาตลอด นั่นคืออิสระทางความคิดและการใช้ชีวิต สำหรับเรา ความหมายของการอบรมสั่งสอนลูกที่ดีคือแบบนี้ ไม่ใช่แบบที่อบรมให้ไหม้เกรียมไปด้วยการบังคับ และสั่งสอนให้ตกเป็นทาสของขนบงมงาย"
เผยชื่อผู้รณรงค์แก้ไขม.112
เผย ชื่อผู้รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 "นักวิชาการ - นักคิด - นักเขียน" เพียบ เตรียมใช้เวลา 112 วัน ล่ารายชื่อก่อนเสนอสภา "นิธิ" แนะแยกกฎหมายหมิ่นสถาบันออกจากหมวดความมั่นคง "วรเจตน์" แจงข้อเสนอนิติราษฎร์ยังมีกฎหมายปกป้องสถาบัน แต่ต้องปรับปรุง
ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 ม.ค. ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา112 (ครก.112) ซึ่งนำโดยนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์และเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคม อาทิ กลุ่มสันติประชาธรรม กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กลุ่มนักคิดนักเขียน ได้จัดเวทีวิชาการ-ศิลปวัฒนธรรม “แก้ไขมาตรา112” โดยมีการเปิดโต๊ะลงชื่อประชาชนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ครบ 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอรัฐสภาพิจารณา พร้อมมีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) ซึ่งระบุให้ยกเลิกมาตรา 112 และให้บัญญัติโทษเกี่ยวกับการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตลอดจนองค์รัชทายาทขึ้น มาใหม่
โดยมีท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่เข้ามาร่วมงานกันอย่าง คึกคัก รวมถึงมีนักวิชาการมาร่วม อาทิ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นายเบนเนดิก แอนเดอร์สัน นักวิชาการชื่อดัง เข้าร่วมงานด้วย ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มาร่วมรับฟังสวมเสื้อสีแดง ขณะที่บรรยากาศโดยรอบนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังเป็นปกติ ไม่มีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมใด ๆ
-----------------------------------------------------------------------------------------------
เปิดชื่อ 112 นักคิด-นักเขียนดัง ร่วมสนับสนุนเพียบ
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อผู้ที่เสนอให้ยกเลิกกฎหมาย ม.112 นั้น มีทั้งสิ้น 120 คน ประกอบไปด้วย นักวิชาการ - สื่อมวลชน - นักเขียน - ศิลปิน ที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก อาทิ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นายสุจิตต์ วงศ์เทศ นักเขียนอาวุโส , นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ , นางอุบลรัตน์ ศิริยุวศักด์ นักวิชาการ , นายปราบดา หยุ่น นักเขียนรางวัลซีไรท์ , นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล - นายธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการ , นายสมบัติ บุญงามอนงค์ , บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนซีไรท์ , วัฒน์ วรรลยางกูร ศิลปินแห่งชาติ , นายซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์ , นายคำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ , นายอภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล หรือ เจ้ย ผู้กำกับชื่อดัง , นายวิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับชื่อดัง นอกจากนี้ยังมีคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมเป็นกรรมการด้วย
ระบุเสรีภาพไทยล้าหลังเทียบเกาหลีเหนือ
นางกฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะตัวแทน ครก.112 อ่านคำแถลงการณ์ระบุตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่มีการรัฐประหาร พ.ศ.2549 มีสถิติผู้ต้องโทษตามมาตรา 112 หรือที่รู้จักกันดีในนามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2553 ซึ่งมีการฟ้องร้องถึง 478 ข้อหา ซึ่งเปรียบเสมือนว่าความจงรักภักดีนี้ได้เป็นอาวุธสำหรับการข่มขู่ คุกคาม และในความอ่อนไหวของข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ มักทำให้ผู้ถูกกล่าวหาประสบกับการบังคับใช้กฎหมายไม่คำนึงถึงสิทธิพลเมือง เช่น ไม่ให้มีการประกันตน มีการไต่สวนด้วยวิธีปิดลับ อีกทั้งยังมีการกดดันจากสังคม อย่างเช่นกรณีการล่าแม่มด ทั้งนี้รายงานปี 2554ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ได้เปลี่ยนสถานะเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยจากกึ่งเสรี เป็นไม่เสรี ส่งผลให้ไทยถูกจัดอับอยู่ในกลุ่มเดียวกับเกาหลีเหนือ , พม่า , จีน , คิวบา , อัฟกานิสถาน , อิหร่าน นอกจากนี้ยังมีกรณีที่มีผู้ถูกดำเนินคดี เช่น กรณีอากง , กรณีนายโจ กอร์ดอน ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยดังกระหึ่มทั่วโลก ซึ่งทำให้องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 ทั้งนี้จะใช้เวลารวบรวมรายชื่อ 112 วัน และจะนำเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้ลุล่วง
"นิธิ" แนะปรับออกจากหมวดความมั่นคง
นาย นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปาฐกถาผ่านวีดีโอตอนหนึ่งว่า กฎหมายดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนถึง 478 คดี แต่เชื่อว่าถ้านับรวมความเดือนร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดัง กล่าวนี้เป็นจำนวนมากกว่านั้น มีคนบอกว่าหากเราไม่ทำผิดก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่ากฎหมายนี้ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการ วินิจฉัยผู้กระทำความผิด ทั้งที่ผู้ที่ไม่มีเจตนาแต่อาจพลั้งเผลอไปก็อาจถูกเหมารวมดำเนินความผิดเช่น เดียวกับผู้ที่เจตนาและทำขบวนการเช่นกัน ทั้งนี้ตนเห็นว่าควรจะมีการยกเลิกและปรับปรุงสาระในกฎหมาย อาทิ การเอาความผิดกับกรณีดังกล่าวที่ ๆไม่ควรเอาไปไว้ในหมวดความผิดต่อความมั่นคง การระบุอำนาจการฟ้องร้องที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็ได้สามารถฟ้องร้อง ซึ่งสุ่มเสียงต่อการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แทนที่ควรจะมีบุคคลที่มีวิจารณญาณ มาร้องทุกข์กล่าวโทษ ทั้งนี้หากไม่มีการแก้ไขก็จะไม่มีการรับประกันได้เลยว่ากฎหมายดังกล่าวจะไม่ ถูกใช้อย่างฉ้อฉลหรือมีการเข้าใจผิดอีก
“วรเจตน์” ดักทางใครขวางเข้าข่ายขัด พ.ร.บ.เสนอกฎหมาย
นาย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวว่า เป้าหมายของ ครก.112 คือการรวบรวมรายชื่อให้ได้ 10,000 รายชื่อ ภายใน 112วัน เพื่อเสนอต่อประธานสภาฯให้กฎหมายที่ร่างใหม่นี้ เข้าสู่การพิจารณา และแม้วันนี้พรรคการเมืองต่างๆจะไม่เห็นด้วย แต่เชื่อว่าหากมีประชาชนจำนวนมากสนับสนุนพรรคการเมืองเหล่านั้นอาจจะเปลี่ยน ใจ เพื่อมาสนับสนุนแนวทางของ ครก.112 แต่หากไม่มีใครเห็นด้วยเราก็ต้องทำใจ เพราะไม่มีอำนาจไปบังคับสมาชิกรัฐสภาให้พิจารณากฎหมายได้ และตนอยากฝากบอกบุคคลที่ขัดขวาง อาทิ การข่มขู่ประชาชนที่เข้าชื่อเสนอรายชื่อแก้ไขกฎหมายนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี 2542 โดยมีโทษจำคุก 1-5 ปี หรือปรับ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ แต่หากมีการรวบรวมรายชื่อไม่เห็นด้วยโดยการล่ารายชื่อก็ถือว่าเป็นสิทธิ เสรีภาพ และเป็นความต่างทางความเห็นตามระบอบประชาธิปไตย
ปัดจุดชนวนความขัดแย้ง
“มี คนบอกว่า จะเป็นการจุดชนวนความขัดแย้ง ประเทศเราอ่อนไหวเรื่องความขัดแย้งเหลือเกิน ผมอยากบอกว่าคนเหล่านี้เสแสร้งเหลือเกิน เพราะความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย แต่ขอโอกาสให้คนเห็นต่างได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ใช่ไล่ไปอยู่ที่อื่นหรือไปถือสัญชาติอื่น เพราะทุกคนในที่นี้ดำเนินตามขั้นตอนตามกฎหมาย โดยมีพวกท่านเป็นผู้บังคับใช้อยู่” นายวรเจตน์ กล่าว
แนะบัญญัติ 7 ประการก่อนเขียน "กฎหมายหมิ่นฯ" ใหม่
นาย วรเจตน์ กล่าวว่า จากการหารือกับกลุ่มนักวิชาการ พบว่ายังมีข้อสรุปที่ต้องปรับปรุงในสาระของกฎหมาย ม.112 คือ การยกเลิก ม.112 ไปก่อน และมีการเขียนบทบัญญัติเพิ่มเติม โดยมีประเด็นสำคัญประกอบไปด้วย
1. ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร เพราะจะทำให้มีความผิดรุนแรง และศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยอ้างว่ากระทบกับจิตใจกับประชาชน
2. เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
3. แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะแบ่งแยกลักษณะความผิดในการลงโทษ ไม่เหมารวมเช่นที่ผ่านมา
เสนอเลิกโทษขั้นต่ำให้สำนักราชเลขาฯกล่าวโทษแทนเท่านั้น
นาย วรเจตน์ กล่าวว่า 4.เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปี สำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
6. เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
7. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้นแทนพระองค์ เนื่องจากสุ่มเสี่ยงต่อการกลั่นแกล้งทางการเมือง ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถกล่าวโทษกับผู้อื่นได้ และเชื่อว่าจะไม่เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นคู่ความกับประชาชน เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ลงมาฟ้องร้องเอง แต่ในสำนักราชเลขาธิการซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องแทนได้อยู่แล้ว
แจงข้อเสนอนิติราษฎร์ยังมีบทบัญญัติคุ้มครองสถาบัน
นาย วรเจตตน์ กล่าวว่า ส่วนที่มีผู้มองว่าอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่สถาบันฯ จะต้องเป็นที่เคารพสักการะนั้น ตนยืนยันว่าข้อเสนอของคณะ มีการบัญญัติบทคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ ส่วนประเด็นการเข้าชื่อเพียง 10,000 ชื่อ แทน 50,000 ชื่อ เป็นเพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 163 ระบุชัดว่า ให้ประชาชนเพียง 10,000 ชื่อ สามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้เลย และประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพโดยตรง เพราะกฎหมายดังกล่าวเชื่อมโยงกับการแสดงความคิดเห็น มีบทลงโทษที่กระทบกับเสรีภาพประชาชน ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ ครก.112 จึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ
ส่วนที่มีการมองกันว่าหากมีการ แก้ไขเกี่ยวกับกับกฎหมาย ม.112 จะส่งผลให้กฎหมายคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ของไทย มีความเข้มข้นน้อยกว่าประมุขของประเทศอื่นๆนั้น นายวรเจตน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่รัฐสภาต้องทราบอยู่แล้ว พร้อมกับให้มีการดำเนินการแก้ไขในคราวเดียวกัน แต่หากไม่มีใครทำ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์จะดำเนินการเอง
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=240466669364056&set=a.137354946341896.33865.100002021732863&type=1&theater
ถึงวันนี้ผู้โต้แย้งนิติราษฎรก็ยังไม่มีเหตุผลที่พอฟังได้ เน้นการเห่าหอนข่มขู่ทั้ง
ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ประยุทธ จันทรโอชา ถามว่านิติราษฎร์เป็นคนไทยหรือเปล่า ตอบว่าเป็น รวมทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งหลายก็เป็นคนไทยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติในสังคมอารยะอีกมากมายที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ คณะนิติราษฎร เพราะฉะนั้น คำพูดนี้จึงเป็นเพียงการใช้วาทกรรมแบบเสียดสีแดกดันเท่านั้น
กนก รัตน์วงศ์สกุล บอกว่าคณะนิติราษฎร์เป็นพวกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ตอบว่าผู้ที่จะสั่งสอนใครได้นั้นมีมากมาย ตั้งแต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ เพื่อนมิตร และการค้นคว้าหาความรู้ ฯลฯ พระพุทธองค์ท่านก็บรรลุนิพพานด้วยการบำเพ็ญเพียรภาวนาด้วยพระองค์เอง หลังผ่านการศึกษาจากมหาคุรุมาแล้วหลายรูปแบบ เชื่อได้ว่าอาจารย์คณะนิติราษฎร์นั้น พ่อแม่สั่งสอนมาอย่างดีแน่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีโอกาสศึกษาจนจบปริญญาเอกได้ด้วยทุนเรียนดี คน ที่พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือสอนให้เฉพาะเรื่องชั่ว ๆ นั้นน่าจะเป็นตัวนายกนกเองนั่นแหละ จึงได้แสดงสันดานสถุลถ่อยออกมาจนเป็นที่ชิงชังของประชาชนได้มากขนาดนี้ ด้วยความสัจจริง หากนายกนกผู้นี้มีพ่อแม่สั่งสอนมาเรื่องของเกียรติยศแห่งความเป็นลูกผู้ชาย บ้างแล้วละก็ เขาควรออกจากสถานีโทรทัศน์ช่องที่กำลังทำรายการไปทำที่อื่นได้แล้ว คนมันไร้ศักดิ์ศรี มันจึงหนังหนาหน้าด้านทำรายการอยู่ในสถานีที่เขาเปลี่ยนแปลงผู้บริหารเป็น ฝ่ายตรงข้ามกับตนเองได้หน้าตาเฉย
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกทำนองว่าให้สำนึกบุญคุณของทุนอานันทมหิดล คำตอบก็คือทุนอานันทมหิดลจะมอบให้กับผู้ที่สอบชิงทุนได้ด้วยคะแนนสูงสุด เป็นทุนสำหรับผู้เป็นเลิศทางวิชาการ ไม่ใช่องค์กรที่หวังผลในการตอบแทนใด ๆ เลย ผู้รับทุนนี้พิสูจน์ตนเองว่าเป็นผู้ที่เลิศทางวิชาการแล้วจึงจะสอบได้ ระเบียบทุนอานันทมหิดลไม่ได้บอกว่า ถ้าท่านชิงทุนได้ไปเรียนแล้วห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ คำถามก็คือในเมื่อผู้ให้ทุนเขาไม่ได้ว่าอะไร แล้วนายบวรศักดิ์ “เสือก” อะไรด้วย ประวัติ นายบวรศักดิ์นั้นก็ไม่เคยได้รับทุนอานันทมหิดลหรือทุนอื่น เพราะมหาวิทยาลัยปารีสที่จบมานั้น ใครก็เข้าศึกษาได้ อยากนั่งฟังเลคเชอร์โดยไม่เอาปริญญาก็ไม่มีใครว่า ส่วนมหาวิทยาลัยเกิร์ทธิงเก้น ประเทศเยอรมนี ที่อาจารย์วรเจตน์จบด้วยคะแนนสูงสุด โดยทุนอานันทมหิดล นั้น คนเรียนกฎหมายเขารู้ดีว่าการจะได้ปริญญาเอกทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยอรมัน เป็นเรื่องที่แสนเข็ญ โดยทางวิชาการก็ไม่เห็นนายบวรศักดิ์ในฐานะศาสตราจารย์ทางกฎหมายจะชี้แจงเห็น ต่างจากคณะนิติราษฎร์ในทางกฎหมายเลยสักคำ แต่เสือกบอกใ้ห้เขาสำนึกบุญคุณทุนอานันทมหิดล เรื่อง “เสือก” แบบนี้สมุนอำมาตย์ไทยชอบกันนัก
บรรเจิด สิงคเนติ คนนี้พูดแบบ วกวนเหวี่ยงแหจนไม่รู้ว่าจะต้องการสื่ออะไรกันแน่ พยายามอ้างหลักการโน้นหลักการนี้ แต่ตอบคำถามสื่อมติชนแบบลอยคอหมุนคว้างอยู่กลางทะเล จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่เชื่อไปอ่านดู คือเดี๋ยวเห็นด้วย เดี๋ยวไม่เห็นด้วย ตอนหนึ่งก็พูดถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่อีกสองสามคำต่อมาก็อ้างเรื่องการคุ้มครองพิเศษตามกฎหมายมหาชน อาจารย์ควรพูดตรง ๆ ออกมาเลยว่า ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ตรงไหน ประเด็นใด จะได้เสวนากันให้ตรงจุด พูดวกวนแบบนี้ น่า สงสารนักศึกษาที่เรียนกับนายบรรเจิด คงสอบตกกันหมด เพราะสอนห่วย ๆ แบบนี้ แถมถ้าคนเขาจะคล้อยตามนายบรรเจิดบ้าง เขาก็ควรรู้ว่านายบรรเจิดจะใช้หลักการกฎหมายไหนโต้แย้งกับคณะนิติราษฎร์ตรง จุดไหน จะได้เอาไปโต้แย้งบ้าง ถ้าโชว์วกวนแบบนี้ ก็ถือได้ว่ากลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ของนายบรรเจิดนั้น จัดตั้งขึ้นมาดื้อ ๆ เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของอำมาตย์ว่ามีนักกฎหมายที่ไม่เห็นด้วยกับ คณะนิติราษฎร์เท่านั้น ซึ่งในอนาคตบอกได้ว่าอาจารย์ทุกคนในกลุ่มของนายบรรเจิดนั้นเปลืองตัวโดยใช่ เหตุ ไม่รู้ว่านำเสนอเรื่องอะไร เสื่อมเกียรติการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างสูง เพราะพวกคุณเป็นอาจารย์ ไม่ใช่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่มันไร้เกียรติกันทั้งพรรคแล้ววันนี้
จะ คอยติดตามการโต้แย้งอื่น ๆ แล้วเอามาวิเคราะห์สู่กันฟังต่อไป ยกเว้นเห่ยมาก ๆ แบบบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หรือหมอตุลย์เท่านั้น พวกนี้เป็นพวกคลั่ง พูดอะไรไม่ต้องไปฟังมากนักหรอก
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ผมอ่านข้อโต้แย้งของ นายบรรเจิด สิงคเนติ ไม่จบ เพราะวกไปวนมาอย่างที่ว่า
แต่ ก็ยังพอจับหลักได้ว่า "เป็นแนวคิดของพวกอนุรักษ์นิยม" ตามปรัชญาของพวกคอนเซอร์เวทีฟ ที่เน้นเรื่อง "คุณค่าของสิ่งของเก่าๆ (ทำนองของยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า เพราะมันอยู่มานานย่อมมีคุณค่า อะไรประมาณนั้น)
แต่ บรรเจิด สิงคเนติ ยังไม่แตกฉาน อย่างเต็มที่ และไมีมีความกล้าหาญที่จะสนับสนุนในสิ่งที่ตัวเองเชื่อด้วย
เลยพยายามลากเอาหลักการประชาธิปไตย ไปพันกับหลักการอนุรักษ์นิยม แล้ว กลัวว่าหากบอกว่าตัวเองเห็นด้วย
กับรัฐประหาร จะโดนคนด่า ก็เลยพูดว่าไม่เห็นด้วย สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเสนออะไร
อัน ที่จริงแนวคิดเรื่อง อนุรักษ์สิ่งเก่าเอาไว้นั้น พวกเสรีนิยม ก็ไม่ค้านถึงที่สุด เพราะเห็นว่า "ให้สถาบันเก่าๆ "พิสูจน์ตัวเอง ว่าหากมีประโยชน์ต่อสังคมก็ดำรงต่อไปได้ หากไม่เป็นประโยชน์หรือขัดแย้งกับสังคม สังคมก็คงโยนทิ้งเอง เรียกว่าให้โอกาสพิสูจน์ว่างั้นเถอะ ส่วนสังคมนิยม เขาโล๊ะทิ้งไปเลย
ผมว่าพวกล้าหลังในเมืองไทยกำลัง หลังพิงเชือกทางอุดมการณ์ ตอนนี้ไม่สามารถอธิบายเพื่อชักจูงประชาชนให้คล้อย
ตามได้ ก็เลยออกอาการฟาดหัวฟาดหางไปมา
ทำอย่างนี้ในสังคมสมัยใหม่ยิ่งตายเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะในที่สุด การใช้โปรประกันดา กับอำนาจ ในสังคมสมัยใหม่
ยุคอุตสาหกรรมนั้นไม่ได้ผล คุณต้องมี "ชุดคำอธิบายที่มีพลัง" มีชุดคำอธิบายทางด้านอุดมการณ์ที่หักล้างการโต้แย้งได้หมด
แต่เรื่อง 112 ยิ่งสู้กับคณะนิติราษฎร์ พวกนี้ยิ่งจนมุม เพราะหาคำอธิบายไม่ได้
เลยพาลว่า "ล้มเจ้า" ไปโน้น ยิ่งจนมุมมากขึ้นกว่าเดิม
เพราะขัดแย้งกันมา 5 ปี จนประชาชนทั่วไปเบื่อการใช้กำลัง ม็อบปะทะกันแล้ว การปลุกระดมแบบไม่มีเหตุผล
คนจึงไม่ออกไปอีก (ได้ข่าวว่า หมอตุนล่ารายชื่อค้าน 112 ได้แค่ 2,000 ชื่อเท่านั้น ยังห่าง 50,000 ชื่ออีกไกลมาก)
ปี 2555 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดการต่อสู้กันด้วยปัญญา หลังจากปี 2553-2554 ที่สู้กันด้วยกำลัง
และสังคมเปิดกว้างขึ้นกับเหตุผลใหม่ ๆ
โอ๊ยยย ไปที่ไหนเจอแต่ท่าน นายก ยิ่งลักษณ์
ที่มา thaifreenews
โดย คนเมืองกาญ
http://mekaje.wordpress.com/2012/01/25/thai-pm-yingluck-visit-to-india/
http://www.2space.net/news/article/403201-1327471801/thailand%26%2339%3Bs-prime-minister-yingluck-shinawatra-r-shakes.html
http://www.2space.net/news/article/403205-1327473602/thailand%26%2339%3Bs-prime-minister-yingluck-shinawatra-c-departs.html
http://www.tribuneindia.com/2012/20120125/nation.htm
สลิ่มดิ้นกันตายยย
ชมภาพมุมสูง นายกฯปู ไป อินเดีย 24 -26 ม.ค.55 (อย่างจุใจเต็มอิ่ม)
ที่มา thaifreenews
โดย น่ารัก ก็ไม่บอก
ชมภาพเต็มทั้งหมด คลิ้กที่นี่
จากพันทิพย์ ม.112 ความเห็นที่ 20 ค้านไม่ขึ้นค่ะ
ที่มา thaifreenews
โดย HardCoreLady
http://www.pantip.com/cafe/social/topic/U11592551/U11592551.html
ความคิดเห็นที่ 20
ควรจะใช้การสร้างศรัทธาเป็นหลักครับ การใช้มาตรานี้ไปลงโทษ ทำให้คนที่ถูกลงโทษ และญาติพี่น้องมีความโกรธแค้นมากขึ้น
ก็ลองคิดกันดูว่า ในสมัยพุทธกาล ถ้ามีใครถูกจำคุกเพราะดูหมิ่นพระพุทธเจ้า ตัวท่านจะรู้สึกศรัทธาองค์พระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นหรือไม่
จากคุณ : นอนดูดาว (นอนดูดาว)
เขียนเมื่อ : 18 ม.ค. 55 20:12:18
ถูกใจ : ตึกหนึ่ง, Moonui, เวลาที่หายไป, oeton
สำหรับดิฉัน ครอบครัวคนใกล้ชิดเป็นอิสลาม..เค้ามีแง่คิดและความเห็นเรื่องนี้ว่า..
พระ เจ้า..ไม่มีกฎหมายหมิ่น เพราะความศรัทธาที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากวาจาของผู้พูดให้ร้าย แต่เกิดจากจิตใจ และเสรีภาพของผู้ที่นับถือและศรัทธา จวบจนบัดนี้ผ่านมากี่พันปี ศรัทธาของพระเจ้า ก็ไม่เคยหมดไปจากใจมนุษย์เลย
อยาก บอกให้คนไทยที่ยังไม่เข้าใจความสำคัญของคำว่า สถาบัน ให้เปิดใจบ้าง เพราะไอ้ความคลั่ง ความรักที่ทำให้คนตาบอดนั่นแร่ะค่ะ ที่ทำลายล้างอิสระภาพและเสรีภาพทางความคิดของคนไทยด้วยกันเอง การแก้ม.112 ไม่ได้ทำให้สถาบันพระมหากษัติย์เสื่อม หรือด้อยค่าลงอย่างที่พวกคลั่ง กำลังหลงทางกันอยู่
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: รักในหลวง ห่วงสถาบัน ร่วมผลักดันแก้ไข ม. 112
ที่มา ประชาไท
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
สรรพสิ่งในโลกล้วนต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย สิ่งที่อยู่ยืนยงคงทนที่สุดในโลก คือสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ปราสาทหินศิลาแลงที่เห็นยืนเด่นเป็นสง่าท้าทายกาลเวลาได้นับพันปี นั่นเพราะผ่านการตกแต่งบูรณะฟื้นฟูอยู่มิได้ขาด หาไม่แล้วปราสาทหินก็อาจจะกลายเป็นฝุ่นทรายในสายลมเมื่อชั่วเวลาผ่านไปไม่ นานนัก
ฉันใดก็ฉันนั้น สถาบันกษัตริย์ที่เราเห็นว่าอยู่คู่สังคมไทยมานานนับแต่ก่อตั้งประเทศก็ผ่าน การเปลี่ยนแปลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จากมีอำนาจน้อยสู่ความมีอำนาจมาก จากมีอำนาจมากกลับสู่ความมีอำนาจน้อย จากสถานะของพ่อปกครองลูก สู่ความเป็นเทพแห่งชีวิต จนกลายเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ จากที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐสู่การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ จากการที่เป็นผู้กำหนดกฎหมายมากลายเป็นผู้อยู่ภายใต้กฎหมาย จากสมบูรณาญาสิทธิราช สู่กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นั่นผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงและแรงเสียดทานจากความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมา แล้วทั้งสิ้น
แล้วใย สังคมไทยจะยังไม่เคยชินกับการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์อีก เล่า การที่มีคณะบุคคลที่เรียกตนเองว่า คณะนิติราษฎร์ และคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ของประมวลกฎหมายอาญา) เสนอให้แก้ไขกฎหมายเรื่องการหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการเล็กๆ ของสังคมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ ไม่มีใครสักคนในคณะดังกล่าวได้แถลงอย่างเปิดเผยว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์ในประเทศไทย ตรงกันข้ามที่สิ่งเขากำลังทำอยู่นั่นคือ การปกป้องสถาบันกษัตริย์มิให้ถูกฉวยใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของพวกคน พาลสันดานหยาบต่างหาก
ไม่มีใครเลยสักคนที่บอกว่า สถาบันกษัตริย์ องค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในฐานะประมุขของรัฐ ไม่พึงต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดูเหมือนหลายคนจะบอกว่า สถาบันและบุคคลในตำแหน่งเช่นว่านั้น สมควรได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกฎหมายเหนือกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำไป
แรงบันดาลใจ ที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวผลักดันให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้มาจากหลายประการ บ้างก็เกิดจากความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่โดนผลกระทบของกฎหมายมาตรานี้อย่าง ไม่เป็นธรรม บ้างก็เพื่อทำให้กฎหมายได้มาตรฐานสากล แต่ที่ตรงกันอย่างหนึ่งแน่นอนคือ การแก้ไขกฎหมายมาตรา112 นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่กลายเป็นเครื่องมือทาง การเมืองให้ใครฉวยใช้เพื่อประโยชน์ของตัวได้อย่างสะดวกอีกต่อไป และเป็นก้าวสำคัญที่นำมาไปสู่การแก้ไขกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์มีสถานะต้องด้วยยุคสมัยแห่ง ประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ การปฏิบัติต่อสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยราวกับยังอยู่ในยุคสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชนั้นขัดกับความเป็นจริงของโลกอย่างยิ่ง และนั่นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อตัวสถาบันเองด้วย
การเสนอเพื่อแยกตัวบทกฎหมายนี้ออกจากหมวดความมั่นคงก็ดี การเสนอให้ผู้ฟ้องร้องในคดีนี้จำกัดอยู่แต่เฉพาะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่อัน เกี่ยวเนื่องแต่สถาบันกษัตริย์และองค์พระประมุขโดยตรงเท่านั้นก็ดี เหล่านี้ล้วนทำให้กฎหมายนี้ถูกจัดวางอยู่ในที่ซึ่งเหมาะสมและเป็นหลักประกัน ว่าจะไม่ถูกใครก็ได้นำไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อ
การเสนอให้ลดโทษและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความจริง นั่นเป็นข้อเสนอสำคัญที่สุดที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ในฐานะอันเป็นที่ รักและเคารพสักการะบูชาได้สืบไป เพราะเหตุว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงและปิดกั้นผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ต่อสู้อย่าง เป็นธรรมได้นั้น สร้างความน่าสะพึงกลัวให้แก่ราษฎรทั้งหลายอย่างมาก ทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งควรจะเป็นสิ่งอันเป็นที่รักกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว
พระมหากษัตริย์ของไทยส่วนใหญ่ตลอดระยะแห่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ โดยประจักษ์แล้วว่า การปกครองโดยการพระราชทานความรักความเมตตาแก่ผสกนิกรนั้นยังผลให้พระองค์เอง และสถาบันกษัตริย์ได้รับความรักและความซื่อสัตย์ภักดีเป็นการตอบแทนอย่างล้น พ้นหาที่เปรียบมิได้ กาลสมัยใดที่กษัตริย์ปกครองด้วยพระเดชมากกว่าพระคุณ กาลสมัยนั้นมักจะพบความกระด้างกระเดื่องในหมู่อาณาประชาราษฏร์ทั้งหลายเกิด ขึ้นไปทั่วทุกหัวระแหง
การแอบอ้างพระนาม พระเกียรติ พระยศ ของพระมหากษัตริย์ บังคับใช้กฎหมายอย่างไร้ความเป็นธรรม มุ่งประสงค์ก่อให้เกิดความยำเกรงหวาดหวั่นนั้นไม่อาจจะทำให้สถาบันกษัตริย์ กลายเป็นที่รักได้เลย ตรงกันข้ามหากกลายเป็นที่น่าหวาดกลัว การที่มีราษฏรถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และต่อองค์พระมหากษัตริย์ นั่นเป็นเพราะผลแห่งความรัก ความเมตตา มากกว่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากความยำเกรงต่อกฎหมาย
องค์พระมหากษัตริย์ซึ่งกลายที่รักของพสกนิกรนั้นส่วนใหญ่แล้วมิเคยทรงถือสา หาความต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อพระองค์เลย ตรงข้ามกลับทรงรับฟังและแสวงหาช่องทางที่จะรับฟังความเห็นจากราษฎรอยู่ เนืองๆ เพื่อให้ทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณว่า พสกนิกรรู้สึกนึกคิดอย่างไรต่อการปกครองของพระองค์ มหาราชาที่ยิ่งใหญ่ของไทยทุกพระองค์ล้วนทรงรับฟังความเห็นราษฎรทั้งสิ้น การวิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิติติงโดยสุจริตนั้น ยังประโยชน์มหาศาลต่อการปกครองยิ่งนัก และสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นความผิดตามกฎหมาย
พระมหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ของไทยจำนวนมากทรงหาหนทางสารพัดอย่างที่จะหลีกหนีไป จากเสียงเพ็ดทูลอันประจบสอพลอของเหล่าขุนนางแวดล้อมเพื่อออกไปรับฟังความ เห็นของราษฎร บางพระองค์ถึงกับลงทุนปลอมแปลงพระวรกายไปปะปนกับสามัญชน ก็มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวคือ ต้องการรับทราบเสียงหรือแม้แต่คำติฉินนินทาจากหมู่ราษฎรด้วยพระองค์เอง
พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันถึงกับทรงต้องมีพระราชดำรัสด้วยพระองค์เอง เลยทีเดียวว่า การที่ราษฎรพากันแอบอ้างพระนามของพระองค์ไปฟ้องร้องคดีกันนั้น สร้างความเดือดร้อนให้กับพระองค์และสถาบันกษัตริย์อย่างมาก ใยจึงไม่มีผู้ใดน้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมเอามาไตร่ตรองดูว่า พระมหากษัตริย์จะทรงตรอมตรมพระทัยและเจ็บปวดเพียงใดหากราษฎรทั้งหลายฉวยเอา เรื่องของพระองค์ไปฟ้องร้องเป็นคดีความกัน การฟ้องร้องคดีความจำนวนไม่น้อยก็กระทำต่อศัตรูทางการเมืองของตนเองมากกว่า จะมีเจตนาปกป้องพระมหากษัตริย์จริงๆ ใยมิไตร่ตรองกันดูบ้างว่าการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อเบื้อง พระยุคลบาทเพียงใด เสื่อมเสียพระเกียรติยศเพียงใด ไม่นับว่าพวกฝรั่งต่างชาติจะติฉินนินทาว่าร้ายพระองค์เพียงใดว่าพระองค์ทรง จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน
ความได้ปรากฎชัดอยู่เนืองๆว่า พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระราชอภัยโทษให้กับบุคคลที่ต้องคดีตาม กฏหมายนี้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีการร้องขอหรือทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระองค์จึงทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รักด้วยทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่จะให้พระองค์ต้องทรงมายุ่งเกี่ยวในคดีความแบบนี้ทุกคดีย่อมเป็นไปไม่ได้ สมควรที่สุดคือบรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายตลอดจนราษฎรทั่วไปควรจะหาทางจำกัด คดีแบบนี้ให้น้อยที่สุดจะดีกว่า
การทำให้พระมหากษัตริย์เป็นที่รักจะจรรโลงสถาบันกษัตริย์ได้ยืนยาวกว่าทำให้ พระองค์กลายที่เกรงกลัว พระมหากษัตริย์จะเป็นที่รักกระไรได้ หากยังมีการฟ้องร้องในคดีหมิ่นฯพระองค์กันอย่างกว้างขวางเหมือนที่เกิดขึ้น ในเวลานี้ ไม่เว้นแม้แต่คนชราหรือเด็ก เยาวชนผู้ไม่รู้เดียงสา บุคคลผู้ตกเป็นจำเลยในคดีแบบนี้จะมีความรักให้พระมหากษัตริย์ได้อย่างไร ถ้าหากพวกเขาต้องถูกจองจำให้ได้รับความทุกข์ทรมานจากกฎหมายที่ได้ชื่อว่าทำ การปกป้องพระเกียรติพระยศของพระมหากษัตริย์
เจตนารมณ์ของกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นมุ่งควบคุมบุคคลเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นเอง คือ พวกปากพล่อยและมือบอน ที่อาจจะพูดจาหรือขีดเขียนข้อความดูหมิ่นดูแคลนพระมหากษัตริย์ ลำพังคนพวกนี้ไม่ใช่ภัยอันตรายอะไรต่อประเทศชาติหรือสถาบันอันที่เป็นรักของ คนทั้งชาติได้เลย ธรรมชาติคนปากพล่อยก็พูดจาเลื่อนเปื้อนไปวันๆ ก็ไม่เคยทำอันตรายต่อใครไปได้มากกว่านี้ คนที่ชอบพูดพล่อยๆส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือจากสังคม การมุ่งลงโทษคนเหล่านี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็เสมือนหนึ่งทำให้พระมหากษัตริย์ดูเสมือนไร้ซึ่งพระเมตตาต่อคนเหล่านี้ยิ่ง นัก
ดูก่อน นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย ใยท่านเอาแต่ใส่ใคล้ ใส่ความ ใส่ร้าย ป้ายสี กลุ่มบุคคลผู้เสนอหนทางปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างเอาเป็นเอาตายอย่างนี้ ใยไม่ใช้สติปัญญาอันเฉียบแหลมของท่านนึกตรึกตรองสิ่งที่คณะบุคคลเหล่านี้ เสนอขึ้นมา ถกเถียงกันด้วยเหตุผลอันสมควรแก่เรื่องแก่เหตุ บางท่านเป็นถึงราชบัณฑิตใยยกเหตุผลราวกับแม่ค้าปากตลาดที่ไหนก็ไม่ปานมาด่า ว่า หาว่าเขาเนรคุณ ยกตนข่มท่านว่าเป็นผู้สนองเบื้องพระยุคลบาทได้ดีกว่าคนอื่น นี่หรือคือวิธีการโต้แย้งทางปัญญาของดุษฎีบัณฑิต ช่างต่ำช้าเสียนี่กระไร ในฐานะราชบัณฑิตท่านเองนั่นแหละที่มีหน้าที่และสมควรจะเป็นผู้นำเสนอวิธีการ และแนวทางอย่างที่คณะบุคคลเหล่านี้กำลังทำอยู่เพื่อเป็นการสนองคุณแผ่นดิน เกิด แต่เมื่อไร้สติปัญญาจะทำได้แทนที่จะรู้สึกละอายแก่ใจ กลับชี้หน้าด่าผู้อื่น นี่หาใช่วิธีการของบัณฑิตไม่
ปัญญาชนผู้อ้างว่ารักสถาบันกษัตริย์ยิ่งชีพทั้งหลายก็ดี ขุนทหารผู้พิทักษ์ราชบัลลังก์ก็ดี ใยพวกท่านไม่ใช้สติปัญญาอย่างที่วิญญูชนพึงกระทำ ใยท่านไม่อ่าน ไม่รับฟังด้วยจิตใจที่เปิดกว้างและเบิกบานเสียก่อนว่า คณะบุคคลเหล่านั้นกำลังเสนออะไร ใยท่านเอาแต่พร่ำเพ้อราวกับคนสติวิปลาสอยู่อย่างนั้นว่ามีคนจ้องล้มสถาบัน แก้ไขกฎหมาย 112 เท่ากับล้มเลิกสถาบัน ผู้บังอาจจะเสนอแก้ไขกฎหมายจะต้องมีความผิดตามกฎหมาย ให้ใช้รัฐธรรมนูญปิดปากพวกเขาเสีย ท่านผู้เจริญ รัฐธรรมนูญมีไว้ประกันสิทธิเสรีภาพมิใช่หรือ ? ใยท่านเสนอให้ใช้ปิดปากคนได้ ท่านไม่ได้ยินได้ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดเลย สิ่งที่ท่านพูดออกมามันคือสิ่งที่ก้องอยู่แต่ในหัวของตัวท่านเอง มันเป็นแค่อาการหลอนทางจิตประสาทอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง หากเปิดใจให้กว้างแล้วจะรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เพื่อว่าบางคนก็จะได้ไม่เลอะเทอะถึงขั้นจินตนาการไปว่ามีฝรั่งต่างชาติสนับ สนุนให้แก้กฎหมายนี้ด้วยหวังจะฮุบบ่อน้ำมันในประเทศไทย ท่านผู้ประเสริฐ ไม่เพียงเรื่องนี้ดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันเอาเสียเลย หากแต่ประเทศไทยไม่ได้มีน้ำมันมากมายพอจะให้ใครมาฮุบได้ เรามีบ่อแก๊สบ่อน้ำไม่พอจะเอาสำลีชุบให้เปียกได้ด้วยซ้ำ ลำพังจะใช้ในประเทศยังไม่พอเพียง ท่านยังคิดได้อย่างไรว่ามีใครจ้องล้มล้างระบอบกษัตริย์เพราะอยากได้บ่อ น้ำมันของเรา ขอพระเจ้าและพระศาสดาในทุกศาสนาจงประทานสติปัญญาแก่บุคคลเหล่านี้ด้วยเถิด อย่าให้พวกเขาต้องระทมทุกข์อยู่กับความเพ้อเจ้อแบบนี้นานนักเลย
ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณา คนในรัฐบาลยิ่งแสดงอาการของผู้ขาดสติสัมปชัญญะหนักกว่าใครทั้งหมด เพียงเพราะได้ยินว่ามีคนพูดถึงกฎหมายนี้แต่เพียงผิวเผินและแผ่วเบา ท่านก็พากันร้องเสียงหลงราวกับถูกผีเข้าสิงก็ไม่ปาน รัฐบาลที่มาจากการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากมหาประชาชนไฉนเลยไม่มีความกล้าหาญ สักเพียงน้อยนิดที่จะริเริ่มทำสิ่งที่จะนำพามาซึ่งความก้าวหน้าและวัฒนาถาวร ของสถาบันหลักของชาติ เราจะมีรัฐบาลที่ขลาดเขลาเยี่ยงนี้ไปทำไปกัน
ทอดตาไปทั่วแผ่นดินจะหาใครเป็นที่พึ่งก็ไม่ได้ เห็นทีราษฎรผู้จงรักภักดีทั้งหลาย ควรจะได้รวมตัวกัน เข้าชื่อกันให้มาก เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้คนพาลสันดานหยาบแอบอ้าง พระนาม พระยศ พระเกียรติมาเป็นเครื่องมือของตนห้ำหั่นราษฎรด้วยกันเองให้เป็นที่เสื่อม เสียได้อีกต่อไป
หากแม้นในวันนี้จักต้องประสบกับความล้มเหลว แต่ทั่วพิภพก็จะรับรู้ว่าบัดนี้กลจักรแห่งความเปลี่ยนทางสังคมได้อุบัติขึ้น แล้ว และจะดำรงอยู่เพื่อความวิวัฒนาถาวรของโลกสืบไป
บทกวีจากคุกแดนสวรรค์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข: 'อนิจจา'
ที่มา ประชาไท
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
'อนิจจา'
อนิจจาครานี้นะตัวกู
มาอ้างว้างค้างอยู่กลางคุกใหญ่
เหมือนเป็นเหยื่อเสือสางกลางไพร
เป็นหรือตายไม่รู้หมู่หรือจ่า
ถูกจับโยนมานครสวรรค์
สารพันคนคุกทุกข์หนักหนา
แออัดยัดเยียดเบียดบีฑา
ตายห่าบ้าบอขอสู้ต่อไป
มีหลายคนให้พลังยังชีวิต
มีมิ่งมิตรปลอบขวัญปันน้ำใจ
ทั้งไทยเทศติดต่อก่อสายใย
คือหลักชัยที่หมายปองของคนไทย
แม้สองตีนติดตมจมโคลนอยู่
สองตายังแหงนดูดวงดาวได้
ถึงตกอับดับขันธ์อายุขัย
ไม่หวั่นไหวแม้มืดไกลยาวนาน
หมายเหตุ : สมยศ พฤกษาเกษมสุข เขียนกวีบทนี้ขณะทำการสืบพยานที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์เมื่อวันที่ 16 ม.ค.55 และมอบเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่มาให้กำลังใจในวันนั้น โดยในวันที่ 13 ก.พ.ศกนี้ สมยศมีนัดสืบพยานอีกครั้งที่ศาลจังหวัดสงขลา

