WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 28, 2012

10 เม.ย.นัดพิพากษา ‘บก.ลายจุด’ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใต้ด่วนดินแดง

ที่มา ประชาไท

27 ม.ค.55 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ มีการสืบพยานจำเลยคดีที่อัยการฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด จากกรณีที่จัดกิจกรรม “เปลือยเพื่อชีวิต” และเวทีชั่วคราวบริเวณใต้ทางด่วนดินแดง เมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 ในข้อหา มั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน กีดขวางทางจราจร และ ก่อความไม่สงบแก่ประชาชน ในพื้นที่ซึ่งมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยพยานโจทก์ในวันนี้ ได้แก่ นางสาวขวัญระวี วังอุดม นักสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว และ น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 เม.ย.55 เวลา 9.00 น. ศาลแขวงพระนครเหนือ ทั้งนี้ สมบัติโดนฟ้องในคดีใกล้เคียงกันอีกหนึ่งคดีจาก กรณีนัดหมายประชาชนประมาณ 80 คนไปรวมตัวกันที่บริเวณสวนหย่อมถนนเลียบทางด่วน ลาดพร้าว 71 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการ ชุมนุม ซึ่งศาลได้สั่งลงโทษจำคุก 6 เดือน รอลงอาญา และปรับ 6,000 บาท

นายสมบัติให้สัมภาษณ์ภายหลังการสืบพยานว่า ในสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ส่งให้อัยการ ทั้งในคดีนี้และคดีก่อนหน้า ล้วนเขียนให้มีการเกี่ยวพันกับการเผายาง การยุยงปลุกปั่นประชาชน แต่เมื่อสืบพยานจริงเจ้าหน้าที่กลับไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานในส่วนนั้นแต่ ย่างใด เหมือนกับต้องการเขียนสำนวนให้อัยการส่งฟ้องไว้ก่อน

สมบัติยังกล่าวถึงคดีแรกที่ศาลสั่งลงโทษจำคุก 6 เดือนแต่รอลงอาญาว่า ได้ทำเรื่องอุทธรณ์ไปแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

“ถึงไม่ติดคุก แต่มันผิดไง ถ้าเรายอมความเราก็รอลงอาญาแต่ต้นแล้ว แต่เราพยายามสู้ในหลักการให้ได้ แม้มันจะเป็นเรื่องยากมากที่ศาลจะเห็นอย่างนั้นก็ตาม เพราะที่ผ่านมาก็ลงโทษผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ไปแล้วเป็นจำนวนมาก” สมบัติกล่าวถึงการต่อสู้เรื่องการใช้สิทธิในการชุมนุมซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐ ธรรมนูญไม่ขัดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

"เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์" จี้ "ดีเอสไอ" เอาผิดประเด็นหมิ่นสถาบัน

ที่มา ประชาไท

"เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์" เตรียมบุกดีเอสไอ 30 ม.ค. พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อไทยจี้ฟันเว็บหมิ่น ส่วนประชาธิปัตย์จี้เอาผิด “นายกฯ-อนุดิษฐ์-เฉลิม-ผบ.ตร.” เมินปราบเว็บหมิ่นอีกที "ทักษิณ" เตรียมฟ้อง "ชวนนท์" หลังถูกอ้างให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์
27 ม.ค. 55 - สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงาน ว่านายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันจันทร์ ที่ 30 ม.ค. นี้ เตรียมเดินทางไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อยื่นหนังสือให้ตรวจสอบ เว็บไซต์หมิ่นสถาบันที่ยังคงเกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งคณะทำงานกฎหมายพรรคเห็นว่า จะต้องช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะเป็นที่เคารพรักของประชาชน และหากพบว่า มีการดำเนินการ ที่ผิดกฎหมาย ก็ขอให้ดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย ดำเนินการอย่างจริงจัง ในเรื่องนี้ พร้อมกันนี้ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า กระทรวง ไอซีที ได้ทำการปราบเว็บหมิ่นสถาบันตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งผ่านมาแล้ว 3 เดือน สามารถปิดเว็บหมิ่นไปแล้วประมาณ 60,000 ยูอาร์แอล
ปชป.ยื่น DSI จันทร์นี้ เอาผิด “นายกฯ-อนุดิษฐ์-เฉลิม-ผบ.ตร.” เมินปราบเว็บหมิ่น
ด้านสำนักข่าวไทยรายงาน ว่า น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงวันนี้ว่า ขณะนี้ครบกำหนด 2 เดือน ที่ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ให้ปราบปรามเว็บไซต์ที่หมิ่นสถาบันและไม่เหมาะสมจำนวน 200 URL แต่เท่าที่ตรวจสอบกลับพบว่าไม่มีความคืบหน้า นอกจากเว็บไซต์เหล่านั้นยังไม่ถูกปิดแล้ว ยังมีเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้นเป็น 400 URL
“ดังนั้นวันจันทร์ที่ 30 มกราคมนี้ เวลา 10.00 น. จะเดินทางยื่นหนังสือต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อแจ้งความเอาผิดกับนายกรัฐมนตรี น.อ.อนุดิษฐ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในข่ายความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะละเลยเพิกเฉยต่อการปราบปรามเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมทั้งที่ทราบข้อมูล แล้ว” น.ส.มัลลิกา กล่าว
นอกจากนี้ น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า จะนำลิงค์เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมของเดิม 200 URL และที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมในรอบ 6 เดือน รวม 478 ลิงค์ มอบให้นายธาริต และขอแจ้งความดำเนินคดีทั้ง 478 ลิงค์ด้วย ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และจะขอให้ DSI รับคดีเหล่านี้เป็นคดีพิเศษด้วย.
"ทักษิณ" เตรียมฟ้อง "ชวนนท์" หลังถูกอ้างให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์
มติชนออนไลน์รายงาน ว่านายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าพ.ต.ท.ทักษิณ จะดำเนินการฟ้องร้องนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังออกมาระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งส่งผลให้พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกเกลียดชัง ทั้งที่ไม่มีข้อความตอนไหนในบทสัมภาษณ์ของหนังสือ Conversation with THAKSIN ที่กล่าวหาหรือให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์เลย
เช่นเดียวกับกรณีที่สำนักข่าวทีนิวส์ ได้นำคำแปลในหนังสือออกมาเผยแพร่ในลักษณะที่อาจจะทำให้เข้าใจว่าพ.ต.ท. ทักษิณ เสนอให้นายบันคีมุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเข้ากราบทูลฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นคำถามของผู้สัมภาษณ์โดยเป็นการสมมติเหตุการณ์ ขึ้นมา ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้แสดงความคิดเห็นออกไป โดยไม่มีคำพูดไหนที่แสดงถึงการให้ร้ายสถาบัน นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเห็นด้วยกับการออกแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทย ที่แสดงจุดยืนต่อการไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ดังนั้นขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขออย่านำสถาบันมาทำลายล้างกันทางการเมือง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/01/55 สาเหตุที่ท่อระบายน้ำอุดตัน...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ขวางทางน้ำ ขวางท่อ ก่อวิบัติ
ยิ่งเห็นชัด ใครคิดชั่ว ตัวปัญหา
คือเหตุผล เลวระยำ เห็นตำตา
ยุคผู้ว่าฯ กทม.ท่ออุดตัน....

ฝนห่าเล็ก ห่าใหญ่ เอาไม่อยู่
แถมคุดคู้ เก้งก้าง ไม่สร้างสรรค์
ใครมาขอ ความร่วมมือ ดื้อดึงดัน
ดูพวกมัน เถิดพี่น้อง ผองประชา....

คนที่เลือก มันมา แทบบ้าคลั่ง
ไร้ความหวัง เกินจะบ่น และค้นหา
กทม.เคยสวยงาม อร่ามตา
"นามเมืองฟ้า" ก็หายวับ พังยับเยิน....



ยิ่งดูดาย นิ่งเงียบ มันเหยียบย่ำ
พวกไฝ่ต่ำ มันรอบจัด ไม่ขัดเขิน
คนเมืองฟ้า ก็แสนโง่ โอ๋เหลือเกิน
ความเจริญ ยิ่งต่ำต้อย ถอยลงคลอง....

จงช่วยกัน กำจัดมัน ตัวปัญหา
ไร้น้ำยา ไร้ผิด-ชอบ ตอบสนอง
สร้างตราบาป เลวระยำ อย่างช่ำชอง

ใครอยากโง่ อีกซ้ำสอง ต้องคอยดู....


๓ บลา / ๒๘ ม.ค.๕๕

ปากหมอสระอาตุลย์ด่าคนลาวโง่!...เหมือนไทย

ที่มา Thai E-News

ปากหมอ สระอา..หมอ ตุลย์-นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี ถึงกับทนไม่ได้ที่เห็นรูปข้างบนตอนที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไปเยือนหลวงพระบาง มีชาวลาวมาต้อนรับล้นหลาม ถึงกับหลุดจิตใต้สำนึกที่เหยียดเชื้อชาติออกมาทางเฟซบุ๊ค Tul Sittisomwong

คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย ที่ไม่รู้ว่าเปลือกนอกแม้วที่ดูเก่งดูคล่องขายฝัน สร้างความเจริญ สุดท้ายทรัพยากรและความมั่งคั่งจะตกอยู่กับแม้ว ทิ้งให้ลาวจนกรอบ เจริญแต่วัตถุ สังคมฟอนเฟะ ดูพี่ไทยเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน น้องลาวที่รัก

รักหมอตุลย์-สำนึกบุญคุณบิณฑ์ ฟังเพลงสรรเสริญก่อนดูปัญญากับเรณู2ทุกโรงทั่วประเทศ

Friday, January 27, 2012

WHO..."อ.อนามัยโลก" ผลักดันใช้ระบบ "บัตรทอง 30 บ."ทั่วโลก ขอข่าวดีๆแบบนี้หน่อย

ที่มา thaifreenews

โดย ควาย.ไท

http://www.go6tv.com/2012/01/30.html

เมื่อ วันที่ 24 ม.ค. พญ.มัวรีน อี.เบอร์มิงแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นานาชาติมองว่า การปฎิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยถือเป็นตำนาน เพราะได้เปลี่ยนแปลงระบบในช่วงที่ประเทศยังไม่ร่ำรวย และเป็นประเทศแรกๆ ที่ดำเนินการนโยบายนี้และประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ทศวรรษแรกของระบบ เป็นการเน้นด้านการเงินการคลังเพื่อให้ระบบอยู่ได้ แต่ในทศวรรษที่สองจากนี้ ควรเป็นระบบที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ส่วนความท้าทายอีกเรื่อง คือ การดูแลให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มคนเหล่านี้ 2-4 ล้านคน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

พญ.มัวรีน กล่าวต่อว่า จากผลการดำเนินของประเทศไทย องค์การอนามัยโลกจะผลักดันให้ดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปทั่วโลก โดยจะดำเนินการผ่าน 4 ช่องทาง คือ 1.จัดการประชุมแลกเปลี่ยนระบบสุขภาพระหว่างประเทศในกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ ของประเทศต่างๆ เพื่อให้ตระหนักและเห็นความจำเป็นในการดำเนินนโยบายนี้ 2.ทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ประชาสังคม และนักวิชาการ 3.นำยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายที่ได้จากประเทศไทยไปใช้ ซึ่งในรายงานองค์การอนามัยโลก ปี 2553 ก็มีเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพของไทย และ 4. การจัดทำกลไกติดตามความก้าวหน้า เพื่อให้มีการศึกษาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า.

วิสัยทัศน์ท่านนายกฯทักษิณโดยแท้...... แมลงสาบไปไกลตีนเลย

ไม่ค่อยกังวล พวกอำมาตย์ออกมาถล่มนิติราษฎร์ เพราะนี่คือสมรภูมิทางปัญญาไม่ใช่กำลัง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผมไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ ที่พวกอำมาตย์ออกมาถล่มนิติราษฎร์ เพราะนี่คือสมรภูมิทางปัญญาไม่ใช่กำลัง

คือเห็นพวกอำมาตย์ระดมคนมาถล่มนิติราษฎร์แล้ว อาจทำให้หลายคนกังวล ว่าจะเพลี้ยงพล้ำฝ่ายอำมาตย์

ช่วง แรกผมก็กังวลเหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมพอประเมินออกแล้วว่า ไม่มีผลมากมายอะไรนัก แต่จะส่งผลลบกับพวกอำมาตย์และฝ่ายต่อต้านการแก้ไข 112 มากกว่า

เพราะนี่คือ สมรภูมิทางปัญญา ไม่ใช่สมรภูมิทางการใช้กำลัง
ต่อให้ยกพวกออกมาหลายหมื่น ก็เปลี่ยนแปลงสภาพอับจนทางวิชาการไม่ได้

อัน ที่จริงการตอบโต้สมรภูมิทางความคิด สมรภูมิทางปัญญานี้ แค่มี "บทความดีๆ" มีเหตุมีผล แนวคิดมีหลักการและทฤษฎีรองรับแบบโต้แย้งทางวิชาการได้ยาก มีแค่บทความเดียว ก็สามารถยันนิติราษฎร์ถอยกลับไปติดกำแพงได้แล้ว หากมีบทความดีๆ ความคิดดีๆ อย่างที่ว่านั้นจริง

เพราะการตอบโต้ด้วย การด่าว่า ใช้กำลังขมขู่ ในที่สุดก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะมันหักล้าง Thesis (ข้อเสนอ) ของนิติราษฏร์ไม่ได้ ยิ่งยกพวกออกมา พวกที่สนับสนุนนิติราษฏร์ก็คงยกพวกออกมาเช่นกัน สุดท้าย ฝ่ายที่มีเหตุมีผลย่อมชนะในที่สุด

เรื่อง 112 ในทางทฤษฎีหลักการ ถึงอย่างไรมันก็ต้องแก้ไข ผมยังไม่เห็นข้อโต้แย้ง ที่มีน้ำหนักทางวิชาการใดๆ เลย ที่สามารถยันไม่ให้แก้ไขได้

จนวันนี้ "ก็ยังไม่มีข้อโต้แย้งนิติราษฏร์" ที่มีน้ำหนักทางวิชการเลย

อัน ที่จริงหากใครศึกษาทฤษฎีการเมือง ก็รู้ว่า มันไม่มี เพราะเรื่อง อนุรักษ์นิยม กับ ลิเบอร์รัล ลัทธิอำมาตย์กับประชาธิปไตย มันสู้กันในยุโรปมาตั้งแต่ปลายศตวรร์ที่ 17 (ราวๆ คศ. 1650 ขึ้นมา) แล้ว และผลสรุปก็เห็นชัดเจนในยุโรปแล้ว

ตอนนี้มันแค่เริ่มในประเทศไทย

ถึงอย่างไร พวกทหารก็คงแพ้ในทางการเมืองและการต่อสู้ทางความคิดอยู่ดี
หาก หัวหอกของฝ่ายทหารเป็นแค่ "ประยุทธ์ จันโอชา" ยิ่งแพ้เร็วมาก เพราะเชื่อมั่นในกำลัง และความรุนแรง แต่ดันมีอำนาจในศตวรรษที่ 21 ซึ่งโลกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น นี่ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น แบบสฤกษ์ ธนะรัช ที่จะสามารถใช้กำลังอย่างไรก็ได้

เสื้อแดง ไม่ดื่มเบียร์สิงห์ เพราะสิงห์สนับสนุนอำมาตย์

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ผมเพิ่งได้คอนเซ็บนี้จากคุณ M14 เราน่าจะรณรงค์ถล่มเบียร์สิงห์กันอีกรอบ
เพราะ "อาวุธที่รุนแรง" ของคนเสื้อแดงคือการบอยคอต เพราะคนเสื้อแดงเป็นพวกรากหญ้า พลังด้านทุนเราสู้พวกอำมาตย์ไม่ได้ อำนาจทางการเมืองเราก็สู้พวกอำมาตย์ไม่ได้ แต่อำนาจการ "บอยคอต" เราชนะทุกคน เพราะเราคือผู้บริโภคกลุ่มใหญ่สุด ดังนั้น หากเราไม่ใช้สินค้าอะไร สินค้านั้นก็ต้องเจ๊ง

ยุคนี้สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่อยู่ในตลาดแข่งขัน ไม่ได้อยู่ในตลาดผูกขาด ดังนั้นไม่ใช่สินค้าใดสินค้าหนึ่ง เราก็ไม่เดือดร้อน

เบียร์ สิงห์มีหลานสาวเป็นพวกอำมาตย์ ที่ต่อต้านนิติราษฎร์เรื่อง 112 ดังนั้น เราก็ต่อต้านเบียร์สิงห์โดยออกแคมเปญ "คนเสื้อแดงไม่ดื่มสิงห์" แสดงพลังกันอีกทีว่าคนเสื้อแดงนั้นมีพลังขนาดไหน

ปล.อันที่จริงผม ไม่ดื่มเบียร์อยู่แล้ว เลยไม่เดือดร้อนอะไร แต่ไม่ทราบว่าท่านที่นิยมเบียร์จะเดือดร้อนหรือไม่ เพราะบางคนมีรสนิยม ชอบเครื่องดื่มยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง

อันที่จริงการบอยคอตนี่เป็น เรื่องที่ทำได้ง่าย ไม่เดือดร้อนเรา และเป็นอาวุธของคนชั้นล่างที่จะต่อสู้กับพวกคนชั้นสูงได้สมน้ำสมเนื้อ หากมีสามัคคีจริงๆ พวกชนชั้นนำก็ต้องแพ้คนรากหญ้าอยู่ดี

โมเดลแก้รธน สูตรเพือไทย ปอกเปลือกข่าว 26 1 2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1046

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถึง ‘พี่เสกที่นับถือ’: “ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา”

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม ’ “ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา”: ตอบจดหมายกรณี นิติราษฎร์-ครก.112 ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล

เรียน พี่เสก ที่นับถือ

ผมอ่านจดหมายชี้แจงกรณี “นิติราษฎร์-ครก.112” ของพี่เสกด้วยความรู้สึกเศร้าใจมากกว่าอย่างอื่น ความจริง ผมว่า พี่เสก คง “ชรา” แล้วอย่างที่พี่เสกพูดถึงตัวเองในจดหมายจริงๆ จึงตัดสินทำอะไรที่ไม่ควรทำเช่นนี้ ที่ในระยะยาวมีแต่จะเป็นการลดทอนชื่อเสียงเกียรติภูมิและฐานะทางประวัติ ศาสตร์ของพี่เสกลงไปอีก

ก่อนอื่น ใครที่ได้อ่านจดหมายของพี่เสกฉบับนี้ ก็ยากจะหลีกเลี่ยงอดคิดไม่ได้ว่า ที่พี่เสกเพิ่งมาออกจดหมายฉบับนี้ – สองสัปดาห์หลังจากมีการประกาศชื่อผู้ร่วมลงนามสนับสนุนร่างแก้ไข 112 ของ นิติราษฎร์ (ซึ่งรวมชื่อพี่เสกอยู่ด้วย) ก็เพราะหลายวันที่ผ่านมา มีกระแสโจมตี “นิติราษฎร์” อย่างหนัก ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียใจว่า “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” ผู้เคยนำมวลชนลุกขึ้นสู้อย่างกล้าหาญไม่ถอย เมื่อ 40 ปีก่อน (ในท่ามกลางเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนที่หวั่นไหวกับการขู่ของอำนาจทหารฟัส ซิสต์) กลายมาเป็นคน “ใจเสาะ” อ่อนไหวง่ายกับกระแสโจมตี ที่ทั้งหมด มีแต่เสียงคำรามแบบป่าเถื่อน ไม่มีร่องรอยของภูมิปัญญาอยู่เลยนี้ ไปได้เสียแล้ว

ความจริง กระแสโจมตีในขณะนี้ พุ่งเป้าไปที่นิติราษฎร์เท่านั้น เรียกว่าไม่มีการกล่าวถึงคนอื่นๆที่ร่วมลงนามเลย อย่าว่าแต่พี่เสกเลย แม้แต่คนที่ใกล้ชิดหรือมีท่าทีสนับสนุนนิติราษฏร์มากกว่าพี่เสกหลายเท่า เช่น อาจารย์ชาญวิทย์ หรือ อาจารย์นิธิ (ที่พูดในงานเปิดตัวด้วย) ก็ยังเรียกว่าไปไม่ถึง ก็แล้วทำไมพี่เสกจะต้อง “ร้อนตัว” ออกจดหมายมาชี้แจงแบบนี้เล่า?

ผมเชื่อว่า ทุกคนตระหนักดีว่า ในการรณรงค์ที่ใช้รูปแบบร่วมลงชื่อกันมากๆ เป็นร้อยคนขึ้นไปเช่นนี้ แต่ละคนย่อมอาจจะมีเหตุผลเฉพาะของตัวเอง และไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกับคนที่เป็นผู้ริเริ่มทั้งหมด แต่อย่างน้อย ในฐานะที่แต่ละคนเป็นผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะและวิจารณญาณกันแล้ว (อย่าว่า “ชรา” แล้ว อย่างพี่เสก) การลงชื่อ หรือยอมให้ชื่อของตัวเองรวมเข้าไปด้วย ย่อมมาจากการต้องเห็นด้วยกับข้อเสนอเช่นนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือมุมมองเฉพาะของตัวเองอย่างไร ดังนั้น จะว่าไปแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นที่แต่ละคนจะต้องออกมาชี้แจงเลย ยิ่งในเมื่อกระแสโจมตีในกรณีนี้ หาได้พุ่งเป้าไปที่ใครโดยเฉพาะ (นอกจากนิติราษฎร์) ที่แน่ๆ ผมก็ไม่เห็นกระแสโจมตีนี้ ไปแตะถึงตัวพี่เสกเลย

แต่ตอนนี้ พี่เสกกลับรู้สึกว่าจำเป็นต้อง “ชี้แจงจุดยืนของตัวเองให้กระจ่าง” โดยอ้างว่า ที่ลงชื่อไปนั้น “เนื่องจากถูกขอร้องโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ และผมเองก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในกรอบของการปฏิรูป กฎหมาย มีเนื้อหากลางๆ ออกไปในแนวมนุษยธรรม และที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ”

ก่อนอื่น ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า หลังๆ ดูๆ พี่เสกจะชอบ “ออกตัว” เวลาทำอะไรที่มีลักษณะเป็นประเด็นถกเถียง (controversial) ในลักษณะนี้คือ “ถูกผู้ใหญ่ขอร้อง” คราวที่พี่เสกไปรับตำแหน่งในคณะกรรมการปฏิรูป ก็บอกว่า “หนึ่ง-ผมเกรงใจท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ที่อุตส่าห์เชิญผมไปร่วมงาน” (ใน คำสัมภาษณ์นิตยสาร “ค คน”) พี่เสกก็แก่มากแล้ว ทำไมจะต้องคอย “ออกตัว” (แก้ตัว) ในลักษณะนี้ให้เด็กๆ อายุคราวหลานหลายคนที่เขาร่วมลงชื่อครั้งนี้รู้สึกสมเพชด้วยเล่า? พวกเขาเด็กปานนั้น ยังไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าที่ทำไปเพราะคนเป็นผู้ใหญ่กว่าขอให้ทำเลย

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการออกมาชี้แจงด้วยเหตุผลที่เห็นได้ชัดว่า ต้องการให้ตัวเอง “ดูดี” ว่า ไม่ได้เป็นพวก “ล้มเจ้า” แบบที่กระแสโจมตีอันป่าเถื่อนกำลังกล่าวหา “นิติราษฎร์” ในขณะนี้ ไม่เช่นนั้น ทำไมจะต้องอุตส่าห์ใส่ข้อความว่าที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ” ด้วย มิหนำซ้ำ ในข้อความที่ตามมา ยังอุตส่าห์เขียนในลักษณะ “เป็นนัยๆ” ในลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า innuendo (พูดเป็นนัยๆ ให้เสียหาย) ว่า “ผมต้องขอยืนยันว่าผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนักวิชาการกลุ่มนี้ และยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อเสนอในประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง

คือถ้าพูดกันด้วยภาษาชาวบ้านๆ ใครที่อ่านหนังสือไทยได้ ก็เข้าใจว่า พี่เสกกำลังบอกเป็นนัยว่า “ผมจงรักภักดีนะ ผมไม่เกี่ยวข้องกับพวกนั้น (นิติราษฎร์) เลย ที่พวกนั้นออกมาในแนวไม่จงรักภักดี (คือไม่มี “จุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ” เหมือนผม) ผมไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ” – คือถ้าไม่ให้ตีความเช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายการที่พี่เสกต้อง “ร้อนตัว” มาบอกว่า ไม่เกี่ยวข้องกับนิติราษฎร์ได้ยังไง ในเมื่อ (ก) ในประเทศไทย ไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าพี่เสกเกี่ยวข้องกับนิติราษฎร์ และ (ข) ถ้า “ข้อเสนอในประเด็นอื่น” ที่นิติราษฎร์ “ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” เป็น เรื่องอื่น ไม่ใช่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ (ที่พวกเขาเสนอให้ปฏิรูปตามอารยประเทศประชาธิปไตย) พี่เสกจะต้องออกมา “ชี้แจง” เช่นนี้ และต้องพาดพิงถึง “ประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” ด้วยหรือ?

ผมเสียใจที่พี่เสกยิ่งแก่ยิ่งกล้าหาญน้อยลงๆ ถ้าพี่เสกเห็นว่า สิ่งที่นิติราษฎร์ “ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” เป็นอะไรที่ไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ (ที่พี่เสกปวารณาจะ “พิทักษ์รักษา”) ก็ควรกล้าที่จะอธิบายออกมาตรงๆ ไม่ใช่ใช้วิธี innuendo แบบนี้

น่าเสียใจด้วยว่า ในคำสัมภาษณ์ “ค คน” พี่เสกได้พูดถึง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” โดยเสนอว่า ลักษณะ “โครงสร้างแบบอำนาจนิยม” ของ “ชนชั้นนำ” ในปัจจุบัน “เป็นโครงสร้างอำนาจเดียวกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จริงอยู่ พี่เสกกำลังโจมตีนักการเมือง ซึ่งเป็น “ผู้ใช้อำนาจการปกครอง [ในปัจจุบัน] ไม่ใช่พระมหากษัตริย์เหมือนแต่ก่อน” (พี่เสกพูดต่อด้วยคำที่เบาลงมาด้วยว่า “หรือบางทีก็เป็นผู้นำกองทัพ”) แต่ในเมื่อพี่เสกกล่าวว่า “โครงสร้าง” การใช้อำนาจปัจจุบันซึ่งพี่เสกวิพากษ์นั้น “แทบจะเหมือนเดิมทุกประการ” กับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ย่อมหมายความว่า พี่เสก ไม่เห็นด้วยกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน แต่ไฉน พี่เสกจึงมายอมค้อมหัวให้กับกระแสโจมตีนิติราษฎร์ในขณะนี้ ที่มาจากอุดมการณ์และวิธีคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างชัดเจนด้วยเล่า?

วินาทีแรกที่ผมอ่านจดหมายของพี่เสกจบ ผมนึกถึงกาพย์ของจิตร ภูมิศักดิ์ ท่อนนี้ ขึ้นมาทันที

หนทางพิสูจน์ม้า และเวลาพิสูจน์คน
ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา

ด้วยความเศร้าใจจริงๆ
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

กระบวนการยุติธรรมที่ไร้ความรู้สึก

ที่มา ประชาไท

กฎหมายในโลกสมัยใหม่จำเป็นต้องมีความชัดเจน แน่นอน มั่นคง เพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเนื้อหาสาระของการกระทำใดที่จะเป็นความผิดจะต้องมีการระบุและอธิบายไว้ อย่างชัดเจนล่วงหน้า เพื่อหวังว่าคนที่กำลังชั่งใจว่าจะทำดีหรือไม่จะได้ใช้เป็นต้นทุนประกอบการ ตัดสินใจและงดเว้นการกระทำผิดเสีย
อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญกว่า คือ กระบวนการที่จะพิสูจน์ว่าบุคคลได้กระทำการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดหรือไม่
กฎหมายหมายในปัจจุบันจึงต้องมีการบัญญัติถึง กระบวนการพิสูจน์ “ความจริง” ว่าบุคคลได้กระทำจริงดังที่ได้มีการกล่าวหากันหรือไม่ การตัดสินว่าบุคคลนั้น “ถูก หรือ ผิด” จึงเกิดตามภายหลังดังนั้นกระบวนการยุติธรรมที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงจะต้องยืน อยู่บนหลักฐานในเชิงประจักษ์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ผลที่ชัดเจนแน่นอน ก่อนที่จะนำข้อเท็จจริงนั้นมาปรักปรำให้บุคคลต้องรับโทษทัณฑ์
จากประสบการณ์อันเลวร้ายในทุกสังคม ซึ่งประวัติศาสตร์ได้สะท้อนการกระทำอันเป็นผลร้ายต่อผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บทเรียนเหล่านั้นได้ก่อให้เกิดกระบวนการยุติธรรมต้องมีการประกันสิทธิของคู่ กรณี เพื่อป้องกันการลงโทษ “แพะ” ที่ถูกลากมาให้ “รับบาป” จากสิ่งที่ตนมิได้กระทำ
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปัจจุบันจึงกำหนดให้ คู่กรณีฝ่ายที่ถูกกล่าวหา หรือ “จำเลย” ได้รับการประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างเข้มแข็ง ด้วยเหตุว่า ถ้าจำเลยต้องคำพิพากษาว่า “ผิดจริง” จะต้องรับโทษทางอาญาที่มีผลร้ายแรง ลิดรอนสิทธิอย่างกว้างขวางและยาวนาน
บทบาทการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงต้อง คำนึงถึง หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้อย่างปราศจากข้อสงสัย ว่าผิดจริง ดังที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ในคดีอาญาหลายกรณี ศาลได้ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยอาจจะมิได้พิเคราะห์คำอธิบาย ที่แตกต่างจากการรับรู้ทั่วไปของสังคมที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของวาทกรรม “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งมีความคลุมเครือ
ยกตัวอย่างคดีอาญาหลายคดี เช่น คดีสิ่งแวดล้อม คดียาเสพย์ติด คดีก่อการร้าย คดีการใช้สิทธิในการชุมนุม และคดีการแสดงความคิดเห็นอันสุ่มเสี่ยงต่อความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือความ มั่นคง ประชาชนที่ตกเป็นจำเลยมักจะพยายามอธิบายการกระทำซึ่งเป็นข้อเท็จจริงแห่งคดี ที่แตกต่างไปจากวาทกรรมเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ และตุลาการเข้าใจ และยึดถือเป็นสรณะ แต่ในแทบทุกคดีไม่ได้รับการตอบสนอง
ท่ามกลางข้อถกเถียงและโต้แย้งว่า ขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ควรจะหมายถึงอะไร กรณีใดจะเข้าลักษณะดังกล่าว ประชาชนที่แสดงความเห็นต่างในหลายคดี ก็ต้องคำพิพากษาจำคุกมาอย่างต่อเนื่อง
จากการทบทวนความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยในพื้นที่สื่อสาธารณะทั้งหลาย ทั้งในข่าว บทสัมภาษณ์ เครือข่ายทางสังคมบนโลกอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งโพลล์ คนในสังคมไทยมักแสดงออกว่ายอมรับในความหลากหลาย แต่เมื่อเกิดคดีในกลุ่มข้างต้น พวกเขากลับดูดายต่อผู้ที่เห็นต่างในกรณีเหล่านี้ โดยเฉพาะในเมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม
การตีความเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ของผู้ที่ใช้อำนาจรัฐทั้งฝ่ายปกครองอันมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นหลัก และการตีความของฝ่ายตุลาการที่มีผู้พิพากษาเป็นหัวหอก โดยพยายามเชื่อมโยงประเด็นเหล่านี้เข้ากับ “ความรู้สึก” ย่อมมีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้เห็นต่างเป็นอย่างมาก ไม่ว่ารัฐจะอ้างว่าเป็น “ความรู้สึกของปวงชนชาวไทย” แต่คนที่อ้างก็มิเคยทำประชามติหรือประชาพิจารณ์ หรือแม้มีลูกขุนมาให้ความเห็นเลยสักครั้ง
ท่ามกลาง “ฝุ่นควันของความขัดแย้งทางความคิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน” การใช้อำนาจรัฐดำเนินการต่อความหลากหลายทางความคิดย่อมกดทับ ความพยามยามในการต่อสู้ทางการเมืองบนพื้นฐานของสันติวิธีให้เหี้ยนเตียนไป อนึ่งการแสดงความคิดเห็นเป็นวิธีการที่ประหยัดเลือดเนื้อที่สุดอันควรค่าแก่ การรักษา
กระบวนการยุติธรรมที่ตีความขยายขอบเขตเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” “ความสงบเรียบร้อยของสังคม” และ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ออกไปจำกัดการใช้สิทธิของประชาชน โดยอ้างเรื่อง “ความรู้สึก” ย่อมเป็นการทำลายความเป็นคนที่ตั้งอยู่บนความแตกต่างหลากหลายเป็นที่สุด
หากต้องการรักษาสันติภาพไว้ในสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่แหลม คมขึ้นเรื่อง การตีความและใช้กฎหมายบนพื้นฐานของเหตุผลที่รองรับด้วยกฎหมายที่ประกันสิทธิ เสรีภาพเป็นที่ตั้ง ย่อมเป็นหนทางที่ “ต้องเลือก” อย่างถึงที่สุด เนื่องด้วยกฎหมายลำดับรองและการบังคับใช้กฎหมายเหล่านั้นภายใต้บริบทของรัฐ ไทยที่มีปัญหาเรื่องอำนาจนิยมจะมีผลต่อการลิดรอนสิทธิของประชาชนไม่ฝ่ายใดก็ ฝ่ายหนึ่งเสมอ แล้วแต่ว่าตอนนั้นอำนาจรัฐอยู่กับใคร ดังนั้นการยึดมั่น “สิทธิตามรัฐธรรมนูญ” จึงมีความสำคัญต่อทุกคนที่อาจจะตกเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐเมื่อไหร่ก็ได้
หากกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านยังไม่มีการปรับตัว และคงดำเนินไปอย่างชาชินต่อความรู้สึกเจ็บปวด ทรมาน ไม่ยุติธรรม ของเหยื่ออธรรม ซึ่งสั่งสมขึ้นเป็นความคลั่งแค้น กงล้อแห่งความรุนแรงย่อมหมุนไปบนเงื่อนไขที่ทำให้สังคมก้าวเดินไปสู่ภาวะ “ไร้ความรู้สึกต่อเพื่อนมนุษย์” ในท้ายที่สุด
เมื่อจุดแตกหักทางความคิดและกระบวนการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมา ถึง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “มนุษยธรรม” ต่อผู้ที่เห็นต่าง ก็อาจจะไม่หลงเหลืออยู่ในสังคมนี้อีกเลย เพราะท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่น และพร้อมที่จะระเบิดขึ้นนั้น คนที่มีความกลัวย่อมเกิดความหวากระแวงและพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเข้าประหัต ประหารฝ่ายตรงข้ามในในอีกไม่ช้า