WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 29, 2012

'จิตภัสร์' นำหลากสีต้านแก้ 112 'นิติ มธ.2501' จี้ปลด 'อาจารย์นิติราษฎร์'

ที่มา ประชาไท

จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี' และแกนนำเสื้อหลากสีลั่นชุมนุมทุกเสาร์ต้านข้อเสนอ 'กลุ่มนิราษฎร์' ด้านกลุ่ม 'นิติ มธ. 2501' จี้ปลดอาจารย์ 'นิติราษฎร์' ลั่น ห้ามใช้สถานที่ มธ. จัดกิจกรรมจาบจ้วง ด้าน 'ชวน' เชื่อ ม.112 แก้ไม่ได้แน่นอน

28 ม.ค. 55 - เว็บไซต์ไทยรัฐรายงาน ว่าที่ลานพระบรมรูปทรงม้า น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ "ตั๊น" อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกลุ่มเยาวชนคนไทยหัวใจรักสถาบัน และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี รวมทั้งประชาชนประมาน 200 คน ได้ออกมารวมตัวแสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบัน และต่อต้านกลุ่มนิติราษฎร์ที่ออกมาเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 นั้น โดยกิจกรรมในครั้งนี้ มีการสักการะพระบรมรูปทรงม้า และอ่านแถลงการณ์ของกลุ่มต่างๆ เพื่อแสดงจุดยืน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยอมถอย ต่างยืนฟังแถลงการณ์กลางสายฝน อีกทั้งยังได้ตั้งโต๊ะแจกเอกสารสำหรับลงชื่อคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 ด้วย

นพ.ตุลย์ เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อมาแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 และต่อต้านการแสดงความคิดเห็นที่บิดเบือนของกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งเกินความเป็นจริง โดยมีข้อสังเกตหลายอย่างที่มีความน่าสงสัย โดยมีคนโพสต์ข้อความไปในทางที่ผิดของการให้ร้าย และเข้าเกี่ยวข้องกับสถาบัน รวมถึงการเข้าใจผิดของหลักการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นของคนหมู่มาก ไม่ใช่ของคนมีอำนาจเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่ตัวแทนที่ได้รับคัดเลือกจากระบอบประชาธิปไตยต้องเป็นตัวแทนทำเพื่อประเทศ ขาติ ไม่ใช่มาเปลี่ยนแปลง หรือลดบทบาทอำนาจของสถาบันลง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งนี้ เราได้ล่ารายชื่อแล้วประมาน 3,000 กว่ารายชื่อ ซึ่งต้องหาให้ได้กว่า 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอการคัดค้านในครั้งนี้ให้รัฐสภาพิจารณา โดยเราจะมีการนัดชุมนุมทุกวันเสาร์ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ด้าน น.ส.จิตภัสร์ กล่าวว่า ตนในฐานะตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ มีความไม่สบายใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในการออกมาเคลื่อนไหวของบางกลุ่มที่มีความ บิดเบือนในเรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบัน จึงได้ออกมารวมตัวกันในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ทุกคนเห็นและทราบข้อมูลอันเป็นจริง เพื่อนำไปแก้ไขและเผยแพร่ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งการรวมตัวในครั้งนี้ตนมิได้นัดอย่างเป็นทางการ แต่ได้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสื่อนัดรวมตัว โดยกลุ่มของตนไม่ใช่กลุ่มเดียวกับกลุ่มเสื้อหลากสี เป็นเพียงกลุ่มที่มีความคิดเห็นตรงกันเท่านั้น จึงมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย

“การออกมารวมตัวกันครั้งนี้ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมกันต่อสู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วนการเคลื่อนไหวนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด เพราะทำในฐานะส่วนตัวที่รักสถาบัน ซึ่งคิดว่าพรรคก็คงจะมีการแถลงแสดงจุดยืนในส่วนของพรรคอีกทาง” น.ส.จิตภัสร์ กล่าว

นิติ มธ.2501 จี้ปลดอาจารย์ 'นิติราษฎร์'

ด้านเว็บไซต์คมชัดลึกรายงาน ว่าชมรมนิติ มธ. 2501 นำโดย นายสุเทพ นิรันดร และนายสุชาติ สหัสโชติ ประธานชมรม ได้ออกแถลงการณ์ และทำจดหมายเปิด ผนึกเรียกร้องอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการห้ามไม่ให้มีการใช้สถานที่ ของ ม.ธรรมศาสตร์ รณรงค์ยกเลิกหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 อันเป็นพฤติกรรมเหิมเกริมจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด

นอกจากนี้ ยังให้กลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ชายหญิง คณะนิติศาสตร์ 5 คน และคณะอื่นอีกบางคณะ ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ทันที เพื่อไม่ให้นักศึกษารับความคิดมิจฉามาเป็นแบบอย่างต่อไป

นิติมธ.2501 ยังเรียกร้องให้มีการดำเนินการสอบสวน เพื่อลงโทษทางวินัยกลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ ซึ่งมีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้ไม่นิยมเลื่อมใสการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ข้าราชการไทยทุกคนจะต้องมีด้วย

ด้านนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ และประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในเพื่อนร่วมรุ่นนิติ มธ. 2501กล่าวว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว รณรงค์ยกเลิก หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 8 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ของกลุ่มนิติราษฎร์

"แม้ว่า พวกเขาจะมีสิทธิเสนอความเห็นทางวิชาการได้ แต่การแก้ไขแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 8 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 จะต้องดำเนินการผ่านรัฐสภา ซึ่งผมคิดว่า เรื่องดังกล่าว ไม่มีทางการผ่านสภา ออกมาบังคับใช้ทางกฎหมายได้แน่นอน" นายชวน ระบุ

พิพากษากรณีที่เจ้าหน้าที่ซ้อมทรมาน 'อัสฮารี สะมะแอ' 30 ม.ค. นี้

ที่มา ประชาไท

28 ม.ค. 55 - มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเปิดเผยว่าในวันที่ 30 มกราคม 2555 เวลา 10.00 น. ศาลปกครองสงขลา นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 39/2553 โดยคดีดังกล่าว นางแบเดาะ สะมาแอ ในฐานะผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากกระทรวงกลาโหม ที่ 1 กองทัพบก ที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 3 และสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 4 เป็นผู้ถูกฟ้องคดี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ได้กระทำละเมิดใน ระหว่างปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกควบคุมตัวนายอัสฮารี สะมาแอ บุตรชายของผู้ฟ้องคดี กับพวก และได้ซ้อมทรมานทำร้ายร่างกายในระหว่างการควบคุมตัวจนเป็นเหตุให้นายอัสฮารี สะมาแอ เสียชีวิตในเวลาต่อมา จึงขอเชิญท่านที่สนใจเข้าฟังคำพิพากษาของศาลร่วมกันตามวันและเวลาดังกล่าว ข้างต้น
อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีที่โอนมาจากศาลแพ่ง โดย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กับหน่วยเฉพาะกิจที่ 13 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ร่วมกันปิดล้อม ตรวจค้น และควบคุมตัวนายอัสอารี สะมาแอ กับพวก บริเวณสวนยางพารา หมู่ที่ 5 บ้านจาเราะซีโป๊ะ ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก ปรากฏว่าเวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอัสฮารีฯ ไปส่งที่โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เนื่องจากนายอัสฮารีฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และแพทย์ได้ส่งไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลปัตตานี และโรงพยาบาลศูนย์ยะลาตามลำดับ โดยได้เสียชีวิตในวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 เวลาประมาณ 05.20 น. ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา โดยใบความเห็นแพทย์ระบุว่า เสียชีวิตเนื่องจากสมองบวม ตามร่างกายมีรอยฟกช้ำ ต่อมาผู้ถูกจับกุมและควบคุมตัวพร้อมนายอัสฮารีฯ ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายในระหว่างการควบคุมตัวทำให้ได้รับบาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่ได้ทำร้ายร่างกายนายอัสฮารีจนเป็นเหตุให้นายอัสฮารีฯเสีย ชีวิต
นางแบเดาะ สะมาแอ มารดา จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดใน ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ต่อศาลแพ่ง แต่เนื่องจากคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองสงขลา ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งโอนคดีไปศาลปกครองสงขลา

ธรรมศาสตรา: สนทนาธรรมกับ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติราษฎร์ (ตอนที่ 1

ที่มา ประชาไท

"วิจักขณ์ พานิช" สนทนาธรรมกับ "อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" แห่งคณะนิติราษฎร์ ชวนคุยในประเด็นธรรมะกับการเมือง ตอนที่ 1 ศรัทธาที่เป็นเหตุเป็นผล
(๑) ศรัทธาที่เป็นเหตุเป็นผล
วิจักขณ์: วันนี้มาแปลกนิดนึงนะครับ คืออยากชวนอาจารย์คุยในประเด็นธรรมะกับการเมือง ก่อนอื่นอยากถามว่า อาจารย์วรเจตน์มีความสนใจเรื่องศาสนาอยู่บ้างไหมครับ
วรเจตน์: ตอนสมัยเรียนอยู่มัธยม หรือสมัยมหาวิทยาลัยช่วงที่สนใจการเมืองเยอะๆ ผมก็แอนตี้เรื่องศาสนาอยู่เหมือนกันนะ คือ การสอนศาสนาในโรงเรียนเป็นเรื่องของการให้ท่องจำ แล้วก็บังคับให้เชื่อ พอดีผมก็เป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบเชื่ออะไรง่ายๆ ประกอบการเรียนในชั้นเรียนวิชาพุทธศาสนา ก็มีแต่สอนให้ท่องธรรมะข้อนั้นข้อนี้ แล้วก็เวลาสอบก็ท่องไปตอบ เช่น พรหมวิหาร 4 มีอะไร... ผมเลยไม่ค่อยชอบ เพียงแต่ว่าการไม่ชอบก็อยู่ในใจ ไม่ได้แสดงออกมาทางภายนอกมาก ก็อาจมีถกเถียงกับเพื่อนที่สนใจเรื่องนี้บ้าง
ที่นี้พอเราโตมากขึ้น เห็นโลกมากขึ้น สงสัยมากขึ้น ก็ศึกษามากขึ้น จุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตของผมครั้งหนึ่ง ก็คือ คุณพ่อผมเสียตอนที่ผมกำลังจะขึ้นปี 2 ซึ่งก็กระทบกับทางบ้านเยอะ พูดง่ายๆ คือ ต้องรีบเรียนหนังสือให้จบออกมาทำงาน มันก็เป็นธรรมดา พอเราเสียเสาหลักไป... คือ ผมรักคุณพ่อมาก สนิทกันมากเลย... เราก็รู้สึกเหมือนว่าอะไรบางส่วนของเราหายไป ก็เลยพยายามแสวงหาว่า โลกมันคืออะไร ชีวิตคืออะไร ทำไมมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับเรา ที่นี้ทางบ้านเค้าก็เชื่อแบบในแง่วิญญาณอะไรไป แต่สำหรับผม การตายของพ่อก็ทำให้ผมเริ่มสนใจอะไรในด้านนี้ขึ้นมาบ้าง
แต่สิ่งที่ผมสนใจมากๆ ก็คือ ปรัชญา ที่นี้พอสนใจปรัชญา ก็หนีไม่พ้นที่ต้องมาสนใจศาสนาด้วย เหมือนเป็นของคู่กัน ผมชอบมากๆ ตอนที่หลุดออกจากโรงเรียนในชั้นมัธยมมาได้ ตอนนั้นผมสอบเทียบแล้วได้เข้าเรียนที่ธรรมศาสตร์ พอเข้ามหาวิทยาลัย เราก็ได้เรียนวิชาที่เราอยากเรียน วิชานึงที่ผมเลือก ก็คือ วิชาปรัชญาพื้นฐาน เพื่อนๆ ก็พยายามท้วงว่าอย่าไปเรียน วิชานี้มันยาก คือปกติในมหาวิทยาลัยรุ่นพี่ก็พยายามช่วยจัด แนะนำว่าให้ลงวิชานี้สิง่าย ลงเซ็คชั่นนี้กับอาจารย์คนนี้นะ จะได้เกรดดี แต่ผมเป็นคนไม่สนใจรุ่นพี่ ผมก็เลยจัดวิชาที่ผมอยากเรียนเอง... คือมหาวิทยาลัยมันก็ดีอย่างนี้ เราได้เรียนในสิ่งที่เราชอบ แล้วมันก็เสรีในแง่ที่ไม่มีใครมาบังคับเรา มันเปลี่ยนจากการอยู่ในกรอบแบบโรงเรียน ที่บังคับให้ต้องตัดผมสั้นเท่านี้ ต้องเรียนร.ด. ซึ่งบางเรื่องผมรู้สึกว่ามันไร้สาระ แล้วมันก็ไม่ได้ช่วยพัฒนาอะไรในตัวเรา สิ่งแวดล้อมแบบมหาวิทยาลัยทำให้ผมมีความสุขมากๆ พอเราเรียนแบบมีความสุขก็เรียนได้ดี
ด้วยรูปแบบการเรียนช่วงมหาวิทยาลัย ท้ายๆ ผมก็เริ่มสนใจศาสนาพุทธแล้ว แต่จุดที่ทำให้ผมสนใจศาสนาพุทธมาก ก็คือตอนที่ผมได้รับทุนอานันทมหิดลไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน ตอนนั้นผมเรียนที่เมืองกัทธิงเน่น ก่อนรวมประเทศเมืองนี้จะอยู่เกือบๆ ชายแดนระหว่างฝั่งเยอรมันตะวันออกกับเยอรมันตะวันตก แต่พอรวมประเทศแล้ว กัทธิงเน่นก็อยู่ตรงกลาง ที่นี้ที่เมืองนี้ คือ ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอก พอไปเรียนก็ได้รู้ว่า มันเป็นศูนย์กลางของการศึกษาพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่ง โปรเฟสเซอร์ทางด้านพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงก็อยู่ที่นี่ ในเมืองจะมีศูนย์พุทธศาสนาอยู่บนเขา ผมก็จะชอบขี่จักรยานขึ้นเขาไปที่นี่ มันเป็นบ้านของโปรเฟสเซอร์ที่เค้าเคยสอนอยู่ที่นี่ แล้วภายหลังก็อุทิศให้กับมหาวิทยาลัย แล้วก็เหมือนเป็นห้องสมุดที่มีหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาค่อนข้างเยอะ ผมก็เริ่มศึกษา เริ่มอ่าน บางทีก็ซีร็อกซ์เก็บไว้ก็มี
การศึกษาพุทธศาสนาแบบตะวันตกจะมีลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นศาสตร์มากขึ้น ซึ่งเราก็เข้าสู่ความรู้สึกนึกคิดทางพุทธศาสนาผ่านในแง่ความมีเหตุมีผลเชิง วิชาการเข้าไป อ่านทั้งหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์พระพุทธเจ้า และหนังสือที่อธิบายคำสอนพระพุทธเจ้าในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจ
จริงๆ ผมก็เอาหนังสือจากเมืองไทยไปด้วยหลายเล่มเหมือนกัน เล่มหนึ่งคือ หนังสือพุทธธรรม ของท่านพระธรรมปิฎก และหนังสือบางเล่มของ อ.สมภาร พรมทา ช่วงนึงตอนที่ผมจบปริญญาโทแล้วกลับมาเมืองไทย ผมก็เริ่มมีความสนใจมากขึ้น ทำให้ผมศึกษาค้นคว้า แล้วก็พบว่า คำสอนในศาสนาพุทธหลายๆ เรื่องก็มีเหตุมีผลในเชิงที่ทำให้เราเข้าใจโลกและเข้าใจชีวิตมากขึ้น แต่ผมก็ไม่ได้เป็นคนที่สนใจพุทธศาสนาในลักษณะปฏิบัติธรรมแบบเคร่งครัด ก็อยู่แบบโลกย์ๆ นี่แหละ ก็ใช้ข้อธรรมบางข้อที่พระพุทธเจ้าสอนแล้วรู้สึกกินใจเรา เวลาที่เรามีปัญหาทุกข์ใจ เราก็ใช้การระลึกเอา อย่างเช่น เจริญมรณานุสติ ระลึกดูว่าจริงๆ ชีวิตเรามันก็สั้น วันนึงก็ต้องตาย สุดท้ายก็เอาอะไรไปไม่ได้หมด เราเกิดมาชั่วเวลาหนึ่งก็ต้องตาย โลกนี้เป็นของชั่วคราว คือ ผมว่าเวลามีปัญหาเกิดขึ้นกับตัวเรา แล้วเราสามารถมองโลกและจักรวาลในมิติที่มันกว้าง เราก็จะรู้สึกว่าเราก็เป็นแค่สิ่งเล็กมากๆ ในจักรวาล ปัญหาที่เรารู้สึกว่ามันใหญ่มาก เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว เดี๋ยวมันก็จะหายไป คือในแง่นี้ เวลาที่มีปัญหาหลายอย่างรุมเร้า มันก็ช่วยในแง่ของจิตใจทำให้เราเข้มแข็ง ศาสนาก็จะช่วยผมในแง่นี้มากกว่า แต่ถึงขนาดนั่งสมาธิ ลงลึกไปในทางจิตวิญญาณ ผมยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะว่ามันก็ยังถูกร้อยรัดกับเรื่องของโลกย์ๆ ก็พยายามทำบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดประสบความสำเร็จอะไร และส่วนตัวมีความรู้สึกว่า เรื่องในทางจิตเนี่ยเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน มันยาก แล้วก็หลงทางได้ง่าย ถ้าเราไปผิดทางเนี่ย มันก็จะผิดไปเลย การทดลองอะไรกับเรื่องจิตเป็นเรื่องที่เราต้องระมัดระวังมากๆ เพราะว่าถ้าหลงทาง มันก็อาจจะหลงไปไกลจนกู่ไม่กลับ
อีกอย่างนึง คือเวลาที่พูดว่าผมสนใจเรื่องพุทธเนี่ย ผมก็ไม่ได้ติดว่าตัวเองต้องเป็นคนดีอะไรมากมาย คือความรู้สึกของผม การเป็นคนดีก็คือ แค่เราไม่ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน แล้วก็ทำอะไรให้คนอื่นบ้าง แต่ว่าชีวิตที่ใช้ ก็เป็นชีวิตแบบโลกย์ๆ ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่บริสุทธิ์อะไรเลย เป็นคนธรรมดามากๆ สำหรับผมถ้าก้าวไปสูงกว่านั้นได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ถึงขั้นนั้น เราอยู่กับโลกย์ๆ เราก็ไม่ควรจะต้องรู้สึกผิดอะไร ตราบที่เราไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และเบียดเบียนตัวเองมากจนเกินไป
วิจักขณ์: ถึงตอนนี้ความรู้สึกแอนตี้ศาสนามันหายไปมั๊ยครับ
วรเจตน์: ตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เพราะพอเราได้ศึกษาเองมากขึ้น เราก็เห็นเหตุเห็นผลในคำสอนพระพุทธเจ้าด้วยตัวเราเองมากขึ้น คือบางทีพุทธศาสนามันอาจจะมาพร้อมกับการเติบโตของชีวิตด้วย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ยึดติดกับมันมากเกินไป
มองย้อนกลับไป สิ่งที่ผมมีปัญหากับพุทธศาสนาในบ้านเรา มันอาจจะไม่ใช่ตัวพุทธศาสนาเอง แต่เป็นรูปแบบการนำเสนอหรือการสอนบางอย่างที่มันเป็นตำนานเสียมาก แล้วเวลาสอนก็เป็นลักษณะท่องจำ ผมไม่รู้สึกว่าเราจะได้อะไรจากการจำธรรมะได้เยอะๆ อีกอย่างคือในเรื่องความเชื่อทำไมต้องบังคับ ทำไมไม่ปล่อยให้คนศึกษา แล้วตัดสินใจเอง ผ่านการคิดตรึกตรองของเขา แล้วรู้สึกว่าเหมาะกับจริตของเขา
ประสบการณ์ของผมในโลกตะวันตก อย่างในชั้นเรียนที่เยอรมัน ก็มีคนถามผมว่าผมเชื่อพระเจ้ามั๊ย ผมก็บอกว่าผมไม่เชื่อพระเจ้า โดยผมบอกเขาไปว่า ถ้าพระเจ้ามีจริงแบบตำนานว่าไว้เนี่ย แล้วพระเจ้าสร้างโลก สร้างมนุษย์อะไรจริง ทำไมถึงสร้างให้มันมีความแตกต่างกันเยอะแยะขนาดนี้ ทำไมถึงสร้างให้มันมีความดีความชั่ว ทำไมไม่สร้างโลกนี้ให้มันดีพร้อมไปเลย แล้วผมก็รู้สึกว่าคำอธิบายนี้มันไม่ค่อยตรงกับจริตของผมเท่าไหร่ แต่สุดท้ายผมก็มองว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ผมก็มองว่าพระเจ้าอาจจะมีในหลายความหมายก็ได้ อาจจะไม่ได้มีความหมายในแบบที่เป็นอะไรบางอย่างซึ่งมีเจตจำนงในการเนรมิต ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างที่สอนๆ กันมา แต่อาจจะมีหลายๆ นัยยะ เพราะฉะนั้น พระเจ้าในลักษณะที่เป็นพระผู้สร้างนั้นผมไม่เชื่อ แต่ในเซ้นส์อื่นนั้นผมไม่รู้ คืออย่างในทางพุทธเนี่ย ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยทั้งนั้น หากจะสืบสาวหาจุดเริ่มต้น และจุดจบก็ไม่ได้ เอาเข้าจริงมันก็อยู่ตรงระหว่างทั้งสิ้น แต่ถ้ามากไปกว่านั้นเกี่ยวกับโลก กับชีวิต ผมก็ไม่รู้หรอก ก็รู้เท่านี้แหละ แต่ถ้าถามว่าผมเชื่อมั๊ยว่ามีใครเป็นคนบงการ สร้างโลกอะไรแบบนี้ ผมไม่เชื่อ
(บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้มี 5 ตอน โปรดติดตามตอนที่ 2 เร็วๆ นี้)

ยูนิเซฟเผย มีเด็กเสียชีวิตในเหตุรุนแรงซีเรียแล้ว 384 ราย

ที่มา ประชาไท

เหตุรัฐบาลสังหารหมู่ประชาชนในซีเรียระลอกล่าสุดเกิดขึ้นตามเมืองสำคัญ ต่างๆ โดยฝ่ายรับบาลใช้อาวุธหนักอย่างปืนกล ปืนครก จรวด ยิงถล่มเข้าใส่ ด้านองค์กรพิทักษ์เด็กเผยมีเด็กเสียชีวิตรวมแล้ว 384 ราย และมีถูกกุมขังอีก 380 รายนับตั้งแต่การลุกฮือ 10 เดือน
องค์กรพิทักษ์สิทธิเด็ก (UNICEF) กล่าวเมื่อวัน ที่ 27 ม.ค. ว่านับตั้งแต่การลุกฮือในซีเรีย มีเด็กถูกสังหารรวมแล้วอย่างน้อย 384 ราย และมีจำนวนใกล้เคียงกันที่ถูกกุมขัง (ที่มาภาพ: Aljazeera)
27 ม.ค. 2012 - นักกิจกรรมในซีเรียเปิดเผยว่ากองกำลังฝ่ายรัฐบาลได้ทำการล้อมปราบประชาชนใน เมืองฮอมของประเทศซีเรียจนมีผู้เสียชีวิตอีกราว 30 ราย
โดยกองกำลังฝ่ายรัฐบาลได้ใช้ปืนครกและปืนกลยิงเข้าใส่ ซึ่งถือเป็นความรุนแรงครั้งหนักสุดนับตั้งแต่มีการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาล อัสซาด 10 เดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้แล้วยังมีรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดรถยนต์ที่จุดตรวจนอกเมือง อิดหลิบ โดยทางองค์กรเฝ้าระวังเรื่องสิทธิมนุษยชนในซีเรีย (SOHR) รายงานเรื่องนี้ผ่านผู้พบเห็นเหตุการณ์โดยยังไม่ทราบข้อมูลความเสียหาย
กลุ่มตัวแทนสันนิบาตชาติอาหรับที่เข้ามาสังเกตการณ์เหตุในซีเรียเปิด เผยว่ามีเหตุรุนแรงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อช่วง 3 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเมือง ฮอม, ฮามา และ อิดลิบ
นายพล โมฮัมเมด อาห์เมด มุสตาฟา อัล-ดาบี ตัวแทนสันนิบาตฯ จากซูดาน แถลงว่า สถานการณ์ความรุนแรงในปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำให้เกิดบรรยากาศที่ทุกๆ ฝ่ายลงมานั่งพูดคุยเจรจากัน และนายพลจากซูดานยังได้เรียกร้องให้หยุดการกระทำรุนแรงเพื่อปกป้องประชาชน ชาวซีเรียและหาหนทางแก้ปัญหาอย่างสันติ
เหตุสังหารหมู่ที่น่าหวาดผวา
เหตุสังหารหมู่ในเมืองฮอมเริ่มต้นในช่วงก่อนรุ่งสาง โดยเริ่มโจมตีจากย่าน คาม อัล-เซตุน ผู้อยู่อาศัยในเมืองประสบความยากลำบากเนื่องจากมีเสียงปืนยิงอยู่ตลอดเวลา
"มันเป็นการสังหารหมู่ที่น่าหวาดกลัว" รามี อับดุล-ราห์มัน ผู้อำนวยการ SOHR กล่าว และเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. ด้วย
กลุ่ม LCC ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมผู้ประท้วงต่อต้าน ปธน. อัสซาด เปิดเผยว่าฝ่ายรัฐบาลได้ใช้ปืนใหญ่และจรวดขีปนาวุธยิงถล่มย่าน บับ เซบา นอกจากนี้ยังได้ยินเสียงสู้รบเกิดขึ้นที่เขต บาบา อัมโร ด้วย
SOHR บอกอีกว่าในใจกลางเมืองฮามา ก็ถูกโจมตีในช่วงเช้าวันที่ 27 ม.ค. โดยมีการยิงปืนกลหนักและมีเสียงระเบิดให้ได้ยิน
ยูนิเซฟเผย มีเด็กเสียชีวิตในเหตุรุนแรงซีเรียแล้ว 384 ราย
ที่เขตชานเมืองของดามากัส มีเด็กอายุ 11 ปีถูกสังหารที่จุดตรวจในฮามูริเยห์ และในอเลปโป เมืองที่ใหญ่รองจากกรุงดามากัสก็มีประชาชนเสียชีวิต 2 รายเมื่อเจ้าหน้าที่สั่งว่า "ยิงไม่เว้น"
องค์กรพิทักษ์สิทธิเด็ก (UNICEF) กล่าวเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ว่านับตั้งแต่การลุกฮือในซีเรีย มีเด็กถูกสังหารรวมแล้วอย่างน้อย 384 ราย และมีจำนวนใกล้เคียงกันที่ถูกกุมขัง
"จนถึงวันที่ 7 มกราคม มีเด็กถูกสังหารแล้ว 384 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย มีเด็กถูกกุมขัง 380 ราย บางคนอายุต่ำกว่า 14 ปี" ริมา ซาลาห์ รักษาการผู้อำนวยการ UNICEF กล่าว โดยบอกอีกว่าทาง UNICEF มีพันธะต้องปกป้องและรักษาสิทธิเด็กในซีเรีย
"ที่ทำการของพวกเราในซีเรียยังคงทำงานอยู่ พวกเราคอยปรึกษาหารือกับรัฐบาลและภาคประชาสังคมอยู่ตลอดเวลา" ริมากล่าว
ก่อนหน้านี้การสำรวจตัวเลขเด็กผู้เสียชีวิตในซีเรียอยู่ที่ 307 ราย ซึ่งเป็นข้อมูลจากการแถลงข่าวของข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ นาวี พิลเลย์ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2011
ที่มา:
Syria activists report 'massacre' in Homs, Aljazeera, 27-01-2012
http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2012/01/2012127132326703799.html

ระวังมัสยิดเป็นพื้นที่สังหาร เงื่อนไขต่อต้านรัฐในชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เปิดผลวิจัย มัสยิด “แดง” ทอนความรู้สึกรุนแรงต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชี้เหตุรุนแรงที่กรือเซะ-อัลฟุรกอน ขยายความขัดแย้ง เตือนรัฐบาลป้องกันจริงจัง

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

เมื่อเวลา 8.30 วันที่ 27 มกราคม 2555 สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ร่วมกับ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิยาลัยวลัยลักษณ์ และมูลนิธิเอเชีย จัดเสวนาหัวข้อสภาวะความเป็นสมัยใหม่ อันแตกกระจาย การค้นหาประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม ปาตานี Fragmented Modernites : The Quest of a Social and Cultural History of Patani

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถานำและนำเสนอบทความหัวข้อ มัสยิด “แดง”: ทอนความรุนแรงต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในสังคมมนุษย์ว่า สังคมมลายูมุสลิมยึดมั่นว่า มัสยิดคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมัสยิด คือ การวิสามัญฆาตกรรมขบวนการต่อต้านรัฐในมัสยิดกรือเซะ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 และการลอบสังหารผู้กำลังละหมาดในมัสยิดอัลฟุรกอน จังหวัดนราธิวาส ในเดือนมิถุนายน 2552 เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้วางใจรัฐ เนื่องจากมองเห็นว่า ศาสนสถานของพวกเขาไม่ได้รับการเคารพจากเจ้าหน้าที่รัฐ

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าว ส่งผลให้การต่อต้านรัฐขยายวงกว้างมากขึ้น จึงทำให้ฝ่ายขบวนการที่อาจดูเหมือนแพ้ในการรบ แต่กลับชนะในแง่ของการสามารถทำให้ชาวมลายูรู้สึกว่า พวกเขาตายอย่างไม่เป็นธรรมจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นเหตุให้มีข้ออ้างในการต่อต้านรัฐของฝ่ายขบวนการจนถึงปัจจุบัน

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่เพียงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ที่เจ้าหน้าที่รัฐหวาดระแวงการรวมกลุ่มของชาวมุสลิมในพื้นที่ความขัดแย้ง แต่ยังเกิดในหลายพื้นที่ในโลก เช่น ช่วงปี ค.ศ. 2002 ที่มีกระแสการก่อการร้ายทั่วโลก ตำรวจเยอรมันได้เข้าตรวจค้นมัสยิดกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ เพราะเชื่อว่าเป็นแหล่งซ่องสุ่มของผู้ก่อเหตุไม่สงบในประเทศ แต่ช่วงหลังๆ เจ้าหน้าที่ยอมรับว่ามองผิดพลาดไป ซึ่งเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ความหวาดระแวงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับมุสลิมเกิดขึ้นทั่วโลก

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อสัญลักษณ์ทางศาสนากลายเป็นพื้นที่สังหารหรือถูกทำร้ายโจมตีจากเจ้า หน้าที่รัฐ จนทำให้เกิดความขุ่นเคืองต่อผู้ศรัทธาต่อสถานที่นั้น ประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวกลายเป็นเรื่องศักดิ์ศรี ซึ่งจะส่งผลให้ความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานขึ้น

“ผมคิดว่าความรุนแรงต่อศาสนสถานและศาสนบุคคลเป็นความรุนแรงที่กำลังแพร่ ขยายไปอย่างกว้าง และยิ่งทำให้ความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์ยืดเยื้อเข้มข้นมากขึ้นและอันตราย ยิ่งขึ้น ผมจึงเสนอให้รัฐบาลตระหนักและแสดงถึงความจริงจังในการป้องกันไม่ให้เกิด เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขในการใช้ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีก”ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

ในวันเดียวกัน ยังมีผู้นำเสนอบทความทางวิชาการอีก 9 ชิ้น ได้แก่ นายพุทธพล มงคลวรวรรณ เรื่องปาตานีผ่านแว่นของจักรวรรดิและดวงตาสมัยใหม่: การสำรวจทางมานุษย วิทยาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในรัฐมลายูของสยาม ค.ศ.1899–1900 (A Modern Gaze, the Imperial Science: the Cambridge Anthropological Survey of Patani, 1899-1900)

นายนิยม กาเซ็ง เรื่องเส้นทางสู่ความทันสมัย: ประวัติศาสตร์สังคมของถนนทางหลวงสายใหม่สู่ ปาตานี (A Route to Modernity: A Social History of Modern Roads to Patani) นายมูฮัมหมัด อิลยาส หญ้าปรัง เรื่องการตีความความเป็นสมัยใหม่: ต่วนกูรู อิสมาแอล สะปันยัง (2498 - ) อูลามาอ์สายจารีตในสังคมปาตานีสมัยใหม่ (Interpreting Modernity: Tuan Guru Ismael Sapanyang, a Traditional Ulama in a Modern Patani Society)

นางสาวทวีลักษณ์ พลราชม และนายวารชา การวินพฤฒ เรื่อง ณ ระหว่างพื้นที่: ประสบการณ์ || อัตลักษณ์ || มุสลิมมะฮฺปัตตานีบนเส้นทางการศึกษาสมัยใหม่ (In-Between Space: Experiences || Identities || the Pattani Women on a Modern Route of Education)

นางสาวอสมา มังกรชัย เรื่อง ตำรวจมลายู: ลูกผสมของความเป็นสมัยใหม่แบบอาณานิคม ประวัติศาสตร์บาดแผล และความรุนแรง (The Melayu Police: A Colonial Hybridity of Modernity, a Wounded History, and the Violence) นายบัณฑิต ไกรวิจิตร เรื่อง พิธีกรรมและศิลปะการละเล่นพื้นบ้านมลายูปาตานี: วัฒนธรรมลูกผสมกับสภาวะความ เป็นสมัยใหม่อันแตกกระจาย

นายสะรอนี ดือเระ เรื่อง เสียงเพรียกใหม่: นิตยสารอาซานและกลุ่มปัญญาชนใหม่ในปาตานีกลางทศวรรษ 2510 (A New Voice: the Azan Magazine and New Intellectuals in Patani, 1970s) นางสาวปิยะนันท์ นิภานันท์ เรื่อง ความทันสมัยในภาพเรืองแสง: ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของโรงภาพยนตร์ในสังคม ปาตานี (Illuminating Modernities: a Cultural History of Cinema in the Patani Society)

นายบัญชา ราชมณี เรื่อง โมเดิร์นดิเกมิวสิค: อุตสาหกรรมดนตรีและพัฒนาการของสื่อบันเทิงในปาตานี (Modern Dikir Music: Music Industry and Development of Entertaining Media in Patani)

ส่วนในวันที่ 28 มกราคม 2555 จะมีการนำเสนอบทความทางวิชาการอีก 6 ชิ้น

เหิมเกริมยิ่งนัก: ชมรมนิติมธ 2501 บังอาจมาไล่อาจารย์นิติราษฎร์ของประชาชนออกจากธรรมศาสตร์

ที่มา Thai E-News

29 มกราคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์




เห็น ข่าวนี้จากมติชน แล้วทำเอาชาวไทยอีนิวส์ปวดหัวใจ เมื่อเห็นมรดกรัฐบาลรัฐประหารสฤษดิ์ 2501 เหิมเกริมหนัก บังอาจมาขับไล่อาจารย์นิติราษฎร์ออกจากมหาลัยในข้อหา "เป็น ผู้ไม่นิยมเลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ข้าราชการไทยทุกคนจะต้องมี"

ไม่ ทราบว่าข้าราชการไทยนี่กินข้าวจากเงินภาษีของประชาชนหรือเปล่า ถึงกล้ากระทำการที่กระทบกระเทือนหัวใจประชาชนผู้เสียภาษี โดยไม่สำนึกบุญคุญข้าวแดงแกงร้อนของประชาชน

ช่างบังอาจยิ่งนักที่คิด จะขับไล่อาจารย์ที่ทำคุณประโยชน์เพื่อประชาชนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ก่อตั้งโดยผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของระบอบประชาธิปไตยของไทย ศาสตราจารย์ปรีดี พนมยงค์!


0 0 0 0 0


ที่มาของอาการโรคหัวใจกำเริบ มติชนออนไลน์


ชมรม นิติมธ.2501 นำโดย นายสุเทพ นิรันดร และนายสุชาติ สหัสโชติ ประธานชมรม ออกแถลงการณ์และทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการห้ามไม่ให้มีการใช้สถานที่ของม.ธรรมศาสตร์รณรงค์ยกเลิกหรือแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา 8 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 อันเป็นพฤติกรรมเหิมเกริมจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด

และให้กลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ชายหญิงคณะนิติศาสตร์ 5 คน และคณะอื่นอีกบางคณะ ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ทันที

เพื่อไม่ให้นักศึกษารับความคิดมิจฉาทิฐิมาเป็นแบบอย่างต่อไป

พร้อม ทั้งให้มีการดำเนินการสอบสวนเพื่อลงโทษทางวินัยกลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ ซึ่งมีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้ไม่นิยมเลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นพระประมุข ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ข้าราชการไทยทุกคนจะต้องมี

0 0 0 0 0

พร้อมกับนี้ขอร่วมประชาสัมพันธ์ลิงค์หนังสือ คู่มือประชาชนล้มรัฐประหาร ของนิติราษฎร์ สำหรับทุกท่านที่สนใจ



ล้ม รัฐประหาร 19 กันยา
ล้าง ผลพวงรัฐประหาร
ร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ลงประชามติโดยประชาชน

ดาวน์โหลดได้ที่นี่
PDF File : http://www.mediafire.com/?dlrunr98md2i67o
MS Powerpoint : http://www.mediafire.com/?z4laak2b8dfllsa

บทความวิเคราะห์: การปลอบใจตนเอง กับคำว่า "ลับ ลวง พราง"

ที่มา Thai E-News

29 มกราคม 2555

โดย ดวงจำปา

ที่มา Doungchampa Spencer

มีเพื่อนท่านหนึ่งส่งข้อความมาให้หลังไมค์ ให้ความเห็นต่างๆ และบอกว่า "อย่าไปห่วงอะไรเลย เพราะพรรคเพื่อไทยกำลังเล่นเกมส์ 'ลับลวงพราง' กับฝ่ายอำมาตย์อยู่ รออีกสักพักกับความหวังที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะเราจะได้เห็นกันเองว่า ที่แท้จริงแล้ว เขากำลังต่อรองเพื่อประชาชน"

ดิฉัน อ่านแล้ว ก็พยายามใช้วิจารณญาณถามตนเองว่า พรรคที่ประชาชนเขาเลือกเข้าไปปฎิบัติหน้าที่นั้น คนส่วนใหญ่เลือกเพื่อให้เข้าไปเล่นเกมส์ต่อรองกันหรือ? ไปๆ มาๆ ผู้แทนราษฎร กลายเป็น broker แบบตลาดหุ้นไปเสียแล้ว

ท่านผู้ที่ส่งข้อความมานี้ ยังได้อธิบายถึงตำราในเรื่องสามก๊ก เกี่ยวกับ ตัวละครชื่อ "อุยเอี๋ยน" รวมทั้งแผนการต่างๆ ในตำราพิชัยสงคราม ฯลฯ

จะ ขอตอบท่านใน Notes ฉบับนี่้ว่า ท่านผู้ที่ส่งข้อความมาให้ เป็นผู้มีความซื่อสัตย์และยึดตัวอยู่กับพรรคที่ท่านสังกัดอยู่เป็นอย่างยิ่ง ท่านสามารถแก้ต่างให้กับพรรคและตัวแกนนำ (หรือผู้นำ) ในทุกๆ เรื่องได้ ท่านเป็นฐานเสียงอย่างซื่อสัตย์ของพรรคที่แท้จริง รวมไปถึงทัศนคติของการมองโลกในแง่ดีและการใช้เวลาโดยการ "รอความหวังที่กำลังจะเกิดขึ้น" (ซึ่งทางฝ่ายอำมาตย์ชอบมากๆ ที่ประชาชนไม่ต้องไปทำอะไรกัน)

ดิฉันจะถามกลับไปถึงท่านว่า การ "รอ" ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนั้น มันเป็นประโยชน์กับตัวท่านเองหรือเปล่า? ท่าน สามารถทำอะไรให้กับสังคมและประเทศชาติได้บ้าง เพื่อการพัฒนาบ้านเมืองไปสู่รูปแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน บริหารโดยประชาชน และ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง?

การ พัฒนาจะเกิดขึ้นได้เพราะการสื่อสารและการกระทำสองทาง คือ ท่านต้องสื่อสารกับรัฐบาล และรัฐบาลต้องสื่อสารกลับมาถึงตัวท่าน มันถึงประสบความสำเร็จได้ ถ้าเป็นแบบ one-way มันก็เหมือนกับปรบมือข้างเดียว

คำว่า "รออีกสักพัก" สักพักของท่านนั้น อาจจะใช้เวลาอีกเป็นปีๆ ก็ได้ รถไฟขบวนที่ท่านต้องการจะโดยสารไปด้วยนั้น อาจจะไม่เดินทางมาจอดที่สถานีของท่านเลย ท่านปล่อยให้เวลาผ่านไปจริงๆ โดยการ "รออีกสักพัก"


----------------

ถ้าถามความคิดเห็นส่วนตัวของดิฉัน เรื่องลับลวงพราง หรือ เกมส์ต่างๆ นั้น ดิฉันขอยืนยันว่า มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกสมัยสามก๊ก

ความ คิดเรื่อง "ลับลวงพราง" เป็นความคิด ที่พวกเรา "คิดกันเอง" มากกว่า เป็นเรื่องของการปลอบใจตนเองว่า "เราไม่ได้ถูกต้มตุ๋น หรือ ถูกหลอกลวง" พยายามบอกกับตัวเองว่า "เราเรียนสูงขนาดนี้ มีความรู้ขนาดนี้ จะมาเสียโง่ ได้อย่างไร?" นั่นคือ การสร้างกลไกทางจิตใจเป็นเกราะกำบังขึ้นมา อย่างทางจิตวิทยาเรียกว่า defense machanisms เพื่อปกป้องกับความรู้สึกอันแท้จริงที่ว่าเสียใจหรือชอกช้ำใจนั่นเอง

บางทีเราต้องยอมรับว่า มันเป็นไปได้และเกิดขึ้นแล้ว เหมือนกับความรัก

ความรักทำให้คนตาบอด อะไรก็ตามที่คนรักพูด ก็เชื่อว่าเป็นจริงได้หมด เพราะหัวใจบอกไว้ก่อน เรื่องเหตุผลตามมาทีหลัง

กว่า จะรู้ว่า คนที่เราเคยรักนั้น เขาหรือเธอทำตัวแท้จริงอย่างไร เมื่อเราทำตัวเป็นกลาง ไม่นำเอาความรักมาเป็นปัจจัย เมฆหมอกที่เคยปกคลุมสายตาให้พร่ามัวเริ่มเจือจางลง เราจะได้เห็นหรือยอมรับรู้กับเหตุผลที่ดีขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร ภาษาอังกฤษกล่าวว่า เปลี่ยนจาก Subjective (เอาความคิดตนเองเป็นหลัก) มาเป็น Objective (เอาเรื่องจุดประสงค์หรือเหตุผลเป็นหลัก) แทน

สมัย นี้ โลกการสื่อสารต่างๆ เป็นเรื่องที่ไร้พรมแดน การพูดอะไรหรือให้สัมภาษณ์จากตัวแทนพรรคการเมือง โดยเฉพาะที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูง เป็นเรื่องที่่สามารถเอามาอ้างอิงได้ในการเลือกตั้งคราวต่อๆ ไป

และเป็นเรื่องที่สามารถนำมา "สังหารตัวเอง" ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะเป็นแบบ "ปลาหมอตายเพราะปาก" จริงๆ เนื่องจากมีการบันทึกทุกอย่างแล้วว่า เคยพูดอะไรไว้, เมื่อไร, ที่ไหน ย้อนหลังไปได้เท่าไร ไม่ลืมกันง่ายๆ หรอก (ตัวอย่างเช่น อภิสิทธิ์พูดว่า คนๆ เดียว หรือ หนึ่งแสนคน... คงไม่มีใครลืมกัน..)

และ อีกอย่างหนึ่งคือ การพูดออกมาหรือประกาศตัวตนออกมาว่า มันเป็นนโยบายของพรรคที่จะไม่ทำอย่างนู้นอย่างนี้ แถมไปด่ากราดกระทบผู้คนที่เขาเสนอความคิดเห็นอีกรูปแบบหนึ่ง (ในระบอบประชาธิปไตย) มันไม่ได้กระทบอยู่กับประเทศไทยแต่เพียงประเทศเดียว

สังคม ในศตวรรษที่ 21 เป็นสังคมโลก ข่าวต่างๆ ที่พวกนี้ พูดออกมา มีการแปลความหมายและคำพูดออกไปทั่วทุกมุมโลกว่านโยบายตนเองเป็นอย่างไร คำกล่าวและการกระทำของรัฐบาลจะมากลับกลอกหลอกลวงกับประชาคมโลกไม่ได้

ที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ดิฉันมั่นใจว่า เรื่องการเล่นเกมส์ต่างๆ รวมไปถึง เรื่องลับลวงพราง โดยทางรัฐบาลฝ่ายพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นเรื่องของการปลอบใจต่อบุคคลที่มีศรัทธาต่อพรรคที่ตนเองชื่นชอบ เพราะมันเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด

การให้สัมภาษณ์จากผู้คนในระดับสูงของรัฐบาลนั้น จะมาพูดเล่นๆ ลวงหลอกกันไม่ได้ค่ะ

และอยากถาม ท่านทั้งหลายว่า ครั้ง สุดท้ายที่ท่านเห็น พรรคการเมือง ออกมาเล่นเกมส์ ลับลวงพราง เพื่อช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ครั้งสุดท้ายน่ะ มันเกิดเมื่อไร? ขอยกตัวอย่างให้ทราบด้วย เพราะดิฉันจำไม่ได้ค่ะ

เรื่อง การเล่นลับลวงพราง เป็นการทำให้ทางฝ่ายรัฐบาลเอง ต้องเสียเครดิทและความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก รวมทั้งถูกประชาชนตำหนิในสายตาทั่วทุกมุมโลกโดยเฉพาะกับทางการเมืองระหว่าง ประเทศ ไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น

การที่ฝ่ายรัฐบาลจะ ปฎิบัติอะไรก็ตามแต่ ต้องเป็นตามที่กล่าวและยืนยันไว้ ไม่อย่างนั้น จะถูกตราหน้าว่า ปลิ้นปลอกหลอกลวง เพราะไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน

ในขณะนี้ สื่อต่างประเทศทั่วโลก ได้รายงานถึงจุดยืนของรัฐบาลไทย ในเรื่องการปฎิเสธการแก้ไขกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ลองไป search ดูใน Googleได้ว่า เขารายงานในลักษณะไหนกัน หรือว่า ไมต้องแคร์ก็ได้ เพราะพวกนี้ ไม่รู้ดีในเรื่อง "ความเป็นไทย" เหมือนกับที่ทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลายๆ ท่านได้กล่าวถึง

จุดยืนเหล่า นี้ จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่วิถีทางการเมืองของประเทศไทย โดยเฉพาะทางพรรคเพื่อไทยเองว่า ตัวพรรคจะพยายามฉุดและดึงประชาชนให้อยู่กับตนเองหรือเปล่า เพราะประชาชนมีแนวคิดที่ล้ำหน้าไปมากกว่านั้นแล้ว

บทเรียนคือ ถ้าตนเองไม่ยอมก้าวล้ำหน้าเข้ามาสู่กระแสโลกาภิวัฒน์ ส่วนหนึ่งของประชาชนที่สนับสนุนหรือเคยสนับสนุนก็คงจะต้องเดินทางไปกันเอง หรือไม่ก็หาขบวนรถไฟที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับสภาวการณ์ของเขา

ประชาชน ที่มีความคิดแบบแนวก้าวหน้าสามารถเกิดขึ้นได้ภายใน 2 ปีที่ผ่านมา มันมีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการตั้งกลุ่มหรือพรรคของประชาชนที่ยึดถือ นโยบายในรูปแบบโลกาภิวัฒน์เกิดขึ้น ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีข้างหน้าเป็นอย่างช้าที่สุด (ตัวดิฉันเอง คาดว่า จะเกิดการก่อตัวจัดตั้งพรรคการเมืองแนวที่สามภายในหรือภายนอกประเทศไทยอย่าง แน่นอนค่ะ)

----------------------------------------------------

ดิฉันขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ก่อนเลยว่า การ หาเสียงเลือกตั้งคราวหน้าและในคราวต่อๆ ไป จะใช้ระบบ Online และ Social Networks มากขึ้นในการเข้าถึงประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง การ หาเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม สามารถแสดงให้ประชาชนเห็นทันทีเลยว่า ตัวแทนของรัฐบาลเคยพูดและกล่าวอะไรไว้บ้างในแง่ลบ ด้วยการ Replay จากคลิปต่างๆ ได้ตลอด การโจมตีด้วยคำพูดที่ตนเองเคยกล่าวไว้ มีประสิทธิภาพมาก เพราะเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงจุดอ่อนที่อีกฝ่ายสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความ ได้เปรียบ

การสร้างเวปไซค์ออนไลน์โดยพรรคการเมืองแบบแนวที่สาม สามารถขึ้นมาต่อสู้กับพรรคการเมืองใหญ่ๆ ได้ทุกเรื่อง ถึงแม้ว่าเงินทุนจะน้อยกว่าก็ตาม เพราะระดับ web นั้น มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันหมด

พรรค การเมือง แบบแนวที่สามไม่ต้องไปจัดคอนเสริ์ทหรือปรากฎตัวกับประชาชนในที่สาธารณะอย่าง บ่อยครั้ง สามารถตอบคำถามที่ประชาชนส่งให้ทางออนไลน์ได้หมด จะทำแบบ Town Hall Meetings ได้ทันที เพียงแต่นัดกันว่า จะพบกับประชาชนเมื่อไร สามารถ phone-in และเชิญวิทยากรผู้มีความรู้ความสามารถมาร่วมรายการได้เช่นเดียวกัน

การบริจาคเงินช่วยเหลือสามารถทำได้ ในรูปแบบของการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร แม้กระทั่ง PayPal ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วทุกมุมโลก

นอกไปจากนั้น ประชาชนสามารถส่งหรือถามคำถามผู้สมัครเกี่ยวกับนโยบายหลักของพรรคตนเองที่ทำ สัญญาไว้กับประชาชน โดยใช้ระบบ instant message (chat) หรือ SMS แบบ Skype / Window Messenger ไม่ต้องออกไปไหนมาไหน ผจญกับปัญหารถติดหรือเสียเวลา จะไปหาเพื่อนๆ แล้วรับฟังรับชมด้วยกันที่บ้านก็ได้ หรือแม้แต่จะบริจาคเงินก็ทำได้ทุกอย่าง จาก SmartPhone นี่เอง จะอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถร่วมการแสดงความคิดเห็นได้ เพราะทุกอย่างเป็นแบบ Virtual Meeting หรือการพบปะกันออนไลน์ ท่านจะอยู่ที่กรุงเทพฯ, อุบลราชธานี, ประเทศเยอรมัน, ประเทศในทวีปยุโรป, อัฟริกา, ประเทศบราซิล หรือ ประเทศออสเตรเลีย มีค่าเท่าเทียมกันทั้งหมดในสังคม Virtual Online Meeting

(อย่าคิดว่า ประชาชนที่อยู่นอกกรุงเทพฯ จะใช้ไม่เป็นนะคะ นั่นคือความประมาทอันแท้จริงเพราะท่านไม่ได้สำรวจอะไรเลย)

เมื่อ ประชาชนมีความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องออกไปแสดงให้คนทราบว่า ตนเองสังกัดพรรคไหน (เพื่อความปลอดภัยของตนเอง), กำลังคิดอะไรอยู่ หรือ จะเลือกพรรคไหนดี เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากสำหรับพรรคการเมืองที่ชอบหว่านเงินซื้อเสียงหรือ พรรคใหญ่โตของฝ่ายอำมาตย์ (แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยเอง ก็ควรจะ "หนาว" ด้วย) เพราะเรื่องนี้ คือ "คลื่นใต้น้ำ" อันแท้จริงที่ทุกๆ ฝ่ายไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า จิตใจของประชาชน กำลังจะกาหรือลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใดบ้าง

ความปลอดภัยกับชีวิต และทรัพย์สินของตัวผู้สมัครย่อมมีมากขึ้น อาจจะออกไปปราศรัยอย่างพอสมควร แต่สามารถใช้ระบบ online และ virtual meeting นี้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นโดยตรง

เรื่องจะเอาเงินมาหว่านหรือพูดจากล่อมผู้คนคงจะยากในการเลือกตั้งคราวหน้า และ คราวต่อๆ ไปในอนาคต

อย่าลืมว่า เมื่อปีที่แล้ว มีสำนวน "รับเงินหมา กาเบอร์หนึ่ง" บางทีคำกล่าวแบบนี้ อาจจะย้อนกลับเข้ามาหาพรรคตัวเองได้เหมือนกัน....

และ ในปัจจุบัน ประชาชน 99% เขาได้เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้วว่า เขาอยู่ฝ่ายไหน สีไหน ฐานเสียงไม่เปลี่ยนแปลงแน่ ถ้ายังมีการสาดโคลนโจมตีตัวบุคคลกันอยู่ แทนที่จะเสนอนโยบายแบบสร้างสรรค์ ประชาชนก็คงจะเอือมระอาที่จะลงคะแนนให้

เพราะ คะแนนเสียงลงไป ไม่สามารถแก้ไขอะไรจริงๆ จังๆ ได้ ถ้าต้องการเปลี่ยนคะแนนเสียงจากฐานเสียงเดิม คุณจะต้องใช้นโยบายสร้างสรรค์ว่า คุณสามารถทำประโยชน์อะไรให้กับประชาชนเขาได้บ้าง นโยบายคุณเป็นอย่างไร แทนที่จะไปประชดว่า "ไอ้พรรคนี้มันรับเงินนายใหญ่จากที่่นั่นที่นี่" ถ้าเป็นจริง คุณก็น่าจะยื่นเรื่องฟ้อง แต่ถ้าไม่เป็นจริง คุณก็ไม่ได้สร้างอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันกับประชาชนเขาได้เลย...

สำหรับ ตอนนี้ มันอยู่ที่ตัวของท่านเองว่า ท่านมีความเชื่อมั่นในขบวนรถไฟสายนี้ขนาดไหน หรือว่า น่าจะลองขึ้นขบวนรถไฟที่สนับสนุนการดำเนินการของทางฝ่ายนิติราษฎร์เขาบ้าง เพราะขบวนที่ท่านโดยสารอยู่ในขณะนี้ มันดูเหมือนกับว่า เขาไม่ต้องการจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีจังหวัดเชียงใหม่ แต่กำลังพาท่านไปสู่จุดหมายอันแท้จริงซึ่งอยู่ประมาณ 4 กิโลเมตรเศษๆ จากวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ต่างหาก....

Saturday, January 28, 2012

มังกรไฟ

ที่มา การ์ตูนมะนาว



รู้เขารู้เรา สุนัย สุทิน 27-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1055

โหนนน เจ้าาาา จนตรอก บิดเบือนนิติราษฎร์ หวังปิดประเทศ

ที่มา thaifreenews

โดย NuDang

เปิดตำราการเมืองเล่น
สูตรสำเร็จ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย
แอบอิงสถาบันกษัตริย์ แย่งชิงอำนาจการเมือง
หวังเพื่อทำลายล้างศัตรู จากบารมีของกษัตริย์
ผิดเจตนา ที่กษัตริย์ได้...มอบอำนาจการปกครองให้ประชาชน
แต่คนโหนเจ้า...ก็ได้ใช้บารมีหยิบอำนาจนั้นไว้กับตัวเอง
ใช้ทหารเป็นเครื่องมือ เพราะมีอาวุธปืน ระเบิด รถถัง
ใช่ว่าเหตุเกิดมาครั้งเดียว...แต่เกิดมาซ้ำหลายครั้ง
ไม่ว่าจะเป็น หญิง ชาย เด็ก สตรี นักศึกษา หากขัดขืน
ล้วนโดนกำจัดให้หายชีวิต ไม่ต้องมีใครมารับผิดชอบ
................................
ผบ.ทบ. นายประยุทธ คาดหวังอะไร ?
กับการจ้อไมค์ออกทีวี .......กล่าวหานิติราษฎร์ ไม่จงรักภักดี
เขาไม่รู้ใช่ไหม ว่าการใช้วิธีดังกล่าวจะเกิดผลอย่างไรตามมา
หรือกำลังขาดสติ ใช้อารมณ์ มากกว่าหาเหตุผล จากหน่วยงานข่าวกรอง
ที่ตัวเองสามารถ กรองข่าว ตรวจสอบ ให้ชัดเจนก่อน ที่จะจ้อข่าว
หรือตั้งใจพูดแบบนั้น
เพื่อให้ผมเข้าใจว่า ท่านต้องการปลุกระดม “คนไทยฆ่าคนไทย” อีกครั้ง
เพื่อท่าน ผบ.ทบ. จะได้ปิดประเทศ ใช้กำลังทหาร ออกมาควบคุมสถานะการณ์
เพื่อเอาอำนาจการปกครองไว้กับตัวเอง...ด้วยเหตุผล รัฐบาลไม่สามารถควบคุมความสงบได้
เข้าตำรา โหนเจ้า เล่มเดิม ของแท้
...............
กลุ่มนิติราษฎร์ จึงถูกบิดเบือนเจตนา
จากต้องการปกป้องสถาบัน เพื่อไม่ให้นักการเมือง
เอามาเป็นเครื่องมือ หลังจากเกิดเหตุการเดิมๆ
ที่กลุ่มโหนเจ้าชอบใช้ มาตรา 112 เล่นงานทางการเมือง
ออกมาให้ข่าวเฉพาะบางส่วน ที่ทำกระทบต่อจิตใจของคนไทย
ด้วยการถามหาความจงรักภักดี
แต่ไม่ได้ยกเหตุผล ที่มา ที่ไป ของเจตนา ของนิติราษฎร์
กลับยกประเด็น ชี้นำ จากปากของ ตัวเอง จากความคิดของตัวเอง
เพื่อให้กลุ่มนิติราษฎร์ กำลังล้มเจ้า......
แต่ถ้าสังเกตให้ชัดเจน จะพบว่า
ผบ.ทบ. พูดยอมรับเองว่า ไม่มีปัญญาทำอะไร นิติราษฎร์
เพราะนิติราฎร์ทำตามกฏหมาย อยู่ในกรอบของกฎหมาย
สามารถเคลื่อนไหวได้.........
ถ้านิติราษฎร์ อยากจะล้มเจ้าจริง ทำไมถึงจะเล่นงานทางกฎหมายไม่ได้ จริงไหม ?
แสดงว่ามีทหารเลวต้องการ “ปิดประเทศ” จริงๆ

..................................