WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 1, 2012

ปี 2555 ...เมืองไทยควรเดินหน้านโยบาย 2 สูง

ที่มา ประชาไท

นอกจาก “ทฤษฎี 2 สูง” จะเอื้อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มเม็ดเงินในมือของประชาชนมาก ขึ้น ทำให้ประชาชนมีอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้น กล้าจับจ่ายใช้สอยและซื้อสินค้าในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้นแล้ว ทฤษฎีดังกล่าวยังมี “นัยยะ” ที่สำคัญอีกประการหนึ่งซ่อนอยู่ข้างใน นั่นคือ การผลักดันให้องค์กรหรือประเทศมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Adding) แทนการเป็นผู้ผลิตแต่สินค้าคอมมอดิตี้ที่ใช้ราคาถูกเป็นจุดขาย

เพราะ “การเพิ่มมูลค่า” จึงทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่อง “ต้นทุน” ด้วยว่าสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ย่อมสามารถตั้งราคาได้สูง (อาจบางครั้ง) เกินกว่าทุนเป็นหลายเท่า โดยที่ผู้บริโภคก็ “ยินดีซื้อ” มิได้เกี่ยงงอนเรื่องราคาแต่อย่างใด ดังกรณีโทรศัพท์มือถือ iPhone ของสตีฟ จ๊อบส์ ที่คนเข้าคิวยาวเป็นหางว่าวแย่งกันอย่างกับขนม ทั้งที่สนนราคาสูงถึงกว่า 20,000 บาทต่อเครื่อง

แนวคิดสองสูงของ “ท่านประธาน แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์” จึงเป็นการชี้นำให้องค์กรมุ่งสู่การเพิ่มมูลค่าของสินค้า ผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟ เมื่อปรุงสุกย่อมมีมูลค่าสูงกว่าจำหน่ายเป็นไก่สดแช่แข็ง และเมื่อมี “แบรนด์เนม” ก็ยิ่งมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ

เมื่อเดินยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่า จึงมิพักต้องกังวลเรื่อง “ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท” ด้วยเหตุนี้หากธุรกิจในประเทศต่างพากันเดินไปในทิศทางดังกล่าว ความมั่งคั่งย่อมเกิดขึ้นกับ “คนไทย” ในทุกระดับชั้นโดยทั่วกัน

ประเทศเพื่อนบ้านที่เลือกยุทธศาสตร์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Adding) ไปแล้วก็คือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งได้สะท้อนออกมาในรูปของความมั่งมีศรีสุขของประชากร สิงคโปร์เองมีรายได้ต่อหัวของประชาชนสูงถึงร่วม 30,000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปี (สูงกว่าไทยเราตั้ง 10 เท่า) ธุรกิจในสิงคโปร์กว่า 60% ของ GDP เป็นธุรกิจภาคบริการ เช่น การเงิน การธนาคาร การค้าปลีก ค้าส่ง ภัตตาคาร &โรงแรม ตลอดจนบริการคมนาคมขนส่งทางเรือ และทางอากาศ ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่ให้มูลค่าเพิ่มสูงแก่ผู้ประกอบการทั้งสิ้น

การวัดผลงานของ CEO สมัยใหม่นั้น เขาวัดกันที่ความสามารถในการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ตัวชี้วัดเรียกว่า EVA หรือ Economic Value Added ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่า CEO สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นและผู้ให้กู้ได้หรือไม่ นัยยะก็คือเม็ดเงินที่นำมาลงทุนในกิจการทุกบาททุกสตางค์มี “ต้นทุน” ด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ส่วนของ “เจ้าของ” ก็ยังคิดดอกเบี้ยเข้าไปด้วย หนทางเดียวที่ซีอีโอจะเอาชนะ “เครื่องกีดขวาง” ซึ่งในที่นี้คือ “ต้นทุน &ค่าใช้จ่าย” ที่ถูกยกให้สูงขึ้น ก็คือการเดินยุทธศาสตร์ High Value Added นั่นเอง

บริษัทจากโลกตะวันตกที่มาลงทุนในไทยล้วนบริหารด้วยยุทธศาสตร์ “มูลค่าเพิ่มสูง” จึงไม่ควรตั้งแง่หากจะแบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้คนไทยได้ค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น บ้าง แต่ไหนแต่ไรพวกเขาใช้ทฤษฏี “1 สูง 1 ต่ำ” มาโดยตลอด กล่าวคือ ผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มเพื่อให้ได้ราคาแล้วมาอาศัยแรงงานราคาถูกในบ้านเรา

รัฐบาลควรเดินนโยบาย 2 สูง ด้วยการออกมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่า ของสินค้า เพื่อจะได้ขายสินค้าได้ราคาและสามารถจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ได้โดยไม่เดือดร้อน ภายใต้นโยบายดังกล่าว กระทรวงต่างๆ อันเป็นแขนขาในการบริหารบ้านเมือง จักต้องร่วมมือกันระดมสรรพกำลังคิดมาตรการเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมต่างๆ เดินหน้าไปในแนวทางดังกล่าวนี้

จะตั้งหน่วยงานขึ้นมาเป็น “เจ้าภาพ” สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ... ว่าเรื่องนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะก็จะดีไม่น้อยเลยครับ

ถึงเวลาที่เมืองไทยจะต้องปรับตำแหน่ง (Repositioning) ตัวเองมาเป็นประเทศ “มูลค่าเพิ่ม” เสียที และวางยุทธศาสตร์ผลักดัน เรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจริงจัง เราเคยตัดไม้สักขายเป็นท่อนซุงจนหมดป่า ส่งออกปอกระเจาอัดเบลแทนที่จะนำไปทอเป็นกระสอบ ขายยางแผ่นดิบรมควันให้มาเลเซียไปเพิ่มมูลค่าเป็นยางรถยนต์ ถุงมือแพทย์ ฯลฯ วันนี้เราต้องหันมาดูอย่างพินิจพิเคราะห์ว่า “ข้าว” ที่เราส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลกนั้นเพิ่มมูลค่าได้เพียงแค่หุงให้สุกเท่านั้นหรือ ?

เป็นการบ้านข้อใหญ่ สำหรับรัฐบาลท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่จะต้องสางต่อครับ

นักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติกว่า 200 คน ลงชื่อหนุนแก้ม.112

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรมจาก 16 ประเทศ สนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขม.112 (ครก.112) ตามข้อเสนอนิติราษฏร์ พร้อมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ระบุ ต้องแก้ไขม.112 เพื่อ"คุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทยและเสริมสร้างประชาธิปไตยและนิติ รัฐในความหมายที่กว้าง”

ในจดหมายเปิดผนึกที่ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ตามที่แนบมาพร้อมกันนี้) นักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติจำนวน 224 คนได้แสดงความกังวลอย่างมากต่อการใช้มาตรา112 และการลิดรอนสิทธิพื้นฐานของผู้ที่ถูกกล่าวโทษภายใต้มาตรานี้ ผู้ที่ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกยืนยันว่า “มาตรา112 ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงอิทธิพลในการใช้ปิดปากคู่ขัดแย้งทางการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่ขัดแย้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์”

ดร. เควิน ฮิววิสัน ศาสตราจารย์ด้านเอเชียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัย นอร์ทแคโรไลนาแชเปิลฮิลล์และผู้เชียวชาญด้านไทยศึกษาแสดงความเห็นว่า “การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปในทางที่ผิดในทางการเมืองนั้นมีส่วน สัมพันธ์กับสภาวะเสื่อมถอยของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย การใช้อำนาจตรวจสอบ การเซ็นเซอร์ตัวเอง และข้อกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างรุนแรง”

ผู้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกฯสนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เพราะ “การปฏิรูปกฎหมายนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของ ประชาชนไทยและเสริมสร้างประชาธิปไตยและนิติรัฐในความหมายที่กว้าง”

การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา112 ที่นำเสนอโดยกลุ่มนิติราษฎร์จะทำให้การลงโทษได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด, จำกัดให้ผู้ที่สามารถแจ้งความกล่าวโทษได้เป็นสำนักราชเลขาธิการแทนที่จะเป็น ใครก็ได้, จำแนกการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตออกจากการอาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์, และแยกการละเมิดมาตรา 112 ให้อยู่ในหมวดความผิดต่อเกียรติยศชื่อเสียงของสถาบันกษัตริย์แทนที่จะจัดให้ อยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ

ดร.ราเชล แฮริสัน นักวิชาการผู้เชียวชาญด้านวัฒนธรรมไทยศึกษากล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักคิดและนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติจำนวนมากร่วม ลงชื่อกับเราในการสนันสนุนการปฏิรูปมาตรา 112 เป็นการแสดงให้เพื่อนชาวไทยที่กำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายนี้เห็น ว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว และเรื่องนี้จะถูกติดตามอย่างใกล้ชิดจากประชาคมนานาชาติ”

ผู้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ประกอบด้วย (ตามรายนามที่แนบมาด้วยนี้) นักวิขาการ นักเขียนและนักกิจกรรมทางสังคมจาก 16 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, แคนาดา, เดนมาร์ก, เยอรมนี, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เนเธอร์แลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, สวีเดน, ตรินิแดดและโตเบโก, อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา

0000

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ทำเนียบรัฐบาล

ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต

กทม.10330

ประเทศไทย

โทรสาร +66-2288-4016

1 กุมภาพันธ์ 2555

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในฐานะผู้สังเกตการณ์นานาชาติที่ติดตามและห่วงใย สถานการณ์ประเทศไทย เราขอประกาศยืนหยัดเคียงข้างคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ที่นำโดยนักวิชาการไทยที่สังคมให้ความนับถืออย่างมาก เช่น ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 เราเฝ้าติดตามด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะจำนวนของผู้ที่ถูกฟ้องร้องและดำเนินคดีได้เพิ่มขึ้นอย่างทับทวีคูณ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของการกดขี่ในนามของการปราบปรามมากขึ้น ขณะที่การละเมิดสิทธิพื้นฐานของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงการไม่ให้สิทธิในการประกันตัวและการปฏิเสธสิทธิในการพิจารณาคดีอย่าง เปิดเผยได้กลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการลงโทษจำคุกที่รุนแรงที่สุดภายใต้มาตรา 112 กับนายอำพล (หรือ “อากง”) ที่ถูกพิพากษาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ให้ต้องโทษจำคุก 20 ปี ในความผิดที่ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการส่งข้อความต่อต้านสถาบันกษัตริย์จำนวนสี่ ข้อความ(sms) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมามีคดีที่ถูกฟ้องร้องและพิพากษาลงโทษจำนวนมาก และอีกไม่ทราบจำนวนที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณชน แต่ปรากฏอยู่ในสถิติการดำเนินคดีของศาล เรามีความกังวลมากยิ่งขึ้นต่อการใช้มาตรา 112 ที่ให้ใครก็ได้สามารถแจ้งความกล่าวโทษบุคคลใดว่าละเมิดกฎหมายนี้ต่อเจ้า หน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มที่หลังจากได้รับ แจ้งความ สิ่งที่เป็นความกังวลอันสำคัญยิ่งนี้เพราะจำนวนที่เพิ่มขึ้นของการกล่าวหา และการดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 เกิดขึ้นเพราะสังคมไทยมีการแบ่งเป็นฝักฝ่ายมากขึ้นตามอุดมการณ์และความเชื่อ ทางการเมือง ภายใต้บริบทเช่นนี้ มาตรา 112 ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงอิทธิพลในการที่ปิดปากคู่ขัดแย้งทางการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่ขัดแย้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ระยะเวลาของโทษจำคุกที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วนกับ ความผิดที่ถูกกำหนดไว้ภายใต้มาตรา 112 ได้ทำลายบุคคลที่ต้องโทษและครอบครัวของพวกเขา พรากปู่จากหลาน พรากพ่อจากลูก และพรากสามีจากภรรยา ยิ่งไปกว่านั้น การที่ระยะเวลาของโทษจำคุกเหล่านี้เทียบเท่าได้กับโทษที่ผู้ค้ายาเสพติดและ ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงได้รับนั้น ทำให้เกิดบรรยากาศความกลัวในหมู่ประชาชนชาวไทยอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อประชาชนไม่อาจแน่ใจได้ว่าเมื่อไรที่เสียงเคาะประตูบ้านที่ดังขึ้น นั้นจะมาจากข้อความที่พวกเขาเขียน บทความที่พวกเขาโพสต์ในโลกออนไลน์ หรือจากการกระทำใดๆที่ถูกนับว่าเป็นการไม่จงรักภักดี ก็จะเกิดการจำกัดความคิดและการแสดงออก [ที่มีต่อสถาบัน] ตราบใดที่สิ่งนี้ยังเกิดขึ้น สิทธิมนุษยชนที่สมบูรณ์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นจริงในประเทศไทย

เราขอยืนหยัดสนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เพราะการปฏิรูปเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทย และเสริมสร้างประชาธิปไตยและนิติรัฐในความหมายที่กว้าง ร่างแก้ไขกฎหมายที่นำเสนอโดยกลุ่มนิติราษฎร์จะแก้ปัญหาวิกฤติต่างๆที่เกิด จากการใช้มาตรา 112 ในทางที่ผิดโดยการทำให้การลงโทษเป็นเหตุเป็นผลและได้สัดส่วนกับความผิด การจำกัดให้ผู้ที่สามารถแจ้งความกล่าวโทษได้เป็นสำนักราชเลขาธิการแทนที่จะ เป็นใครก็ได้ การจำแนกการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตจากการอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และดำเนินการกับการละเมิดมาตรา 112 ในกรอบของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแทนที่จะเป็นเรื่องการละเมิดกฎหมายความ มั่นคงแห่งรัฐเราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาการแก้ไขมาตรา 112 ตามที่มีการเสนอโดยเร็ว

ขอแสดงความนับถือ

(ตามลำดับตัวอักษรนามสกุล)

1. Patricio N. Abinales

Professor, School of Pacific and Asian Studies

University of Hawaii-Manoa

2. Tariq Ali

Writer

3. Nadje Al-Ali

Professor of Gender Studies

School of Oriental and African Studies (SOAS)

4. Robert B. Albritton

Professor, Department of Political Science

University of Mississippi

5. Dennis Altman, AM FASSA

Professor of Politics and Director of the Institute for Human Security

LaTrobe University

6. Gene Ammarell

Associate Professor of Anthropology

Ohio University

7. Barbara Watson Andaya

Professor of Asian Studies

University of Hawai'i

8. Dennis Arnold

Lecturer

Maastricht University

9. Edward Aspinall

Professor, Department of Political and Social Change

Australian National University

10. Chris Baker

Independent Scholar

11. Joshua Barker

Associate Professor of Anthropology

University of Toronto

12. Frieda Behets

Professor of Epidemiology and Research Professor of Medicine

University of North Carolina at Chapel Hill

13. Peter Bell

Emeritus Professor

State University of New York at Purchase

14. Trude Bennett

Associate Professor, Gillings School of Global Public Health

University of North Carolina at Chapel Hill

15. Chris Berry,

Professor of Film & TV Studies, Department of Media & Communications

Goldsmiths, University of London

16. Robert J. Bickner

Professor (Thai), Department of Languages and Cultures of Asia

University of Wisconsin

17. Julia Bindman

London, UK

18. David JH Blake

PhD Candidate, School of International Development, Faculty of Social Sciences

University of East Anglia, Norwich

19. John Borneman

Professor of Anthropology

Princeton University

20. Katherine Bowie

Professor of Anthropology

University of Wisconsin-Madison

21. Francis Bradley

Assistant Professor, Department of Social Sciences and Cultural Studies

Pratt Institute

22. Shaun Breslin

Professor, Department of Politics and International Studies

University of Warwick

23. Lisa Brooten

Associate Professor, College of Mass Communication and Media Arts

Southern Illinois University Carbondale

24. Andrew Brown

Lecturer

University of New England

25. James Buchanan

MA, Southeast Asian Studies

School of Oriental and African Studies

26. Poowin Bunyavejchewin

Alumnus

University of Hull

27. Michael Burawoy

Professor of Sociology

University of California, Berkeley

28. Pongphisoot Busbarat

Research Associate, Department of Political & Social Change

Australian National University

29. Peter Carey

Emeritus Fellow in History, Trinity College

Oxford University

30. Toby Carroll

Senior Research Fellow, Lee Kuan Yew School of Public Policy

National University of Singapore

31. Pavin Chachavalpongpun

Fellow

Institute of Southeast Asian Studies

32. Dipesh Chakrabarty

Lawrence A. Kimpton Distinguished Service Professor, Department of History and

Department of South Asian Languages and Civilizations

The University of Chicago

33. Dae-oup Chang

Senior Lecturer, Department of Development Studies

School of Oriental and African Studies

34. Hilary Charlesworth

Australian Research Council Laureate Fellow and Director and the Center for

International Governance and Justice

Australian National University

35. Pheng Cheah

Professor, Department of Rhetoric

University of California at Berkeley

36. Nicholas Cheesman

Projects Officer

Asian Legal Resource Centre

37. Hyaeweol Choi

Professor

Australian National University

38. Noam Chomsky

Institute Professor (retired)

Massachusetts Institute of Technology

39. John Clark

Professor of Asian Art History and ARC Professorial Fellow

University of Sydney

40. Peter A. Coclanis

Department of History

University of North Carolina, Chapel Hill

41. Joshua Cohen

Marta Sutton Weeks Professor of Ethics in Society

Stanford University

42. Paul T. Cohen

Senior Research Fellow, Department of Anthropology

Macquarie University

43. Elizabeth Fuller Collins

Professor, Classics & World Religions, Southeast Asian Studies Program

Ohio University

44. Michael Kelly Connors

Associate Professor, School of Social Sciences

La Trobe University

45. Jason Cons

Postdoctoral Fellow in Development Sociology

Cornell University

46. Christopher Cramer

Professor of the Political Economy of Development

School of Oriental and African Studies

47. Altha Cravey

Associate Professor of Geography,

University of North Carolina, Chapel Hill

48. Simon Creak

Associate Professor, Center for Southeast Asian Studies

Kyoto University

49. Vicki Crinis

Research Fellow

University of Wollongong

50. Michael Cullinane

Associate Director, Center for Southeast Asian Studies

University of Wisconsin-Madison

51. Susan M. Darlington

Professor of Anthropology and Asian Studies

Hampshire College

52. Tony Day

Visiting Professor of History

Wesleyan University

53. Bina D'Costa

Fellow, Research School of Asian and Pacific Studies

Australian National University

54. Heather D’Cruz

Adjunct Research Associate, Centre for Human Rights Education

Curtin University of Technology

55. Deirdre de la Cruz

Assistant Professor, Asian Languages and Cultures and History

University of Michigan

56. Arif Dirlik,

Knight Professor of Social Science (retired)

University of Oregon

57. Ariel Dorfman

Author and Distinguished Professor

Duke University

58. Ian Down

Associate Professor, Department of Political Science

University of Tennessee, Knoxville

59. George Dutton

Vice Chair and Associate Professor, Department of Asian Languages and Cultures

University of California, Los Angeles

60. Nancy Eberhardt

Professor of Anthropology

Knox College

61. Pilapa Esara

Assistant Professor, Department of Anthropology

The College at Brockport (State University of New York)

62. Grant Evans

Senior Research Fellow

Ecole Francaise d'Extreme Orient

63. Brett Farmer

Lecturer, BALAC Program, Faculty of Arts

Chulalongkorn University

64. Nicholas Farrelly

Research Fellow, School of International, Political and Strategic Studies

Australian National University

65. Didier Fassin

James D. Wolfensohn Professor of Social Science

Institute for Advanced Study, Princeton

66. Jane M. Ferguson

Lecturer, School of Culture, History, and Language

Australian National University

67. Federico Ferrara

Assistant Professor

City University of Hong Kong

68. Jessica Fields

Associate Professor of Sociology

San Francisco State University

69. Thamora Fishel

Outreach Coordinator

Cornell Southeast Asia Program

70. Tim Forsyth

Reader in Environment and Development, Department of International Development

London School of Economics and Political Science

71. Nancy Fraser

Henry A. & Louise Loeb Professor of Philosophy and Politics

New School for Social Research

72. Arnika Fuhrmann

Research Scholar

University of Hong Kong.

73. David Fullbrook

Graduate Student

National University of Singapore

74. Narayanan Ganesan

Professor

Hiroshima Peace Institute

75. Lisa Gardner

Journalist

76. Paul K. Gellert

Associate Professor, Department of Sociology

University of Tennessee

77. Kenneth M. George

Professor of Anthropology

University of Wisconsin-Madison

78. Amitav Ghosh

Author

79. Tamra Gilbertson

Carbon Trade Watch

Barcelona, Spain

80. Henry A. Giroux

Global Television Network Chair, Department of English and Cultural Studies

McMaster University

81. Jim Glassman

Associate Professor of Geography

University of British Columbia

82. Lawrence Grossberg

Morris Davis Distinguished Professor of Communication Studies

University of North Carolina at Chapel Hill

83. Geoffrey C. Gunn

Professor of International Relations, Faculty of Economics

Nagasaki University

84. Tyrell Haberkorn

Research Fellow, Department of Political and Social Change

Australian National University

85. Vedi Hadiz

Professor of Asian Societies and Politics, Asia Research Centre

Murdoch University

86. Jeffrey Hadler

Associate Professor, Department of South and Southeast Asian Studies

University of California, Berkeley

87. Shahar Hameiri


Senior Lecturer in International Politics, School of Social Science and Humanities


Murdoch University

88. Annette Hamilton

Professor, Faculty of Arts and Social Sciences

University of New South Wales

89. Paul Handley

Journalist and Author of The King Never Smiles

90. Eva Hansson

Senior Lecturer, Department of Political Science

Stockholm University, Sweden

91. Harry Harootunian

Adjunct Professor, Weatherhead East Asian Institute, Columbia University

Visiting Professor, Literature Program, Duke University

92. Rachel Harrison

Reader in Thai Cultural Studies

SOAS, University of London

93. Gillian Hart

Professor of Geography & Chair of Development Studies

University of California, Berkeley

94. Paul Healy

Senior Lecturer, School of Humanities

University of New England

95. Steve Heder

Faculty of Law and Social Sciences

School of Oriental and African Studies

96. Chris Hedges

Author

97. Sascha Helbardt

Lecturer for Southeast Asian Studies

University of Passau

98. Dagmar Hellmann-Rajanayagam

Associate Professor for Southeast Asian Studies

University of Passau

99. Ariel Heryanto

Associate Professor, Southeast Asia Centre

Australian Natioanl University

100. Kevin Hewison

Professor of Asian Studies

University of North Carolina-Chapel Hill

101. Allen Hicken

Associate Professor

University of Michigan

102. Maureen Helen Hickey

Postdoctoral Research Fellow, Asia Research Institute

National University of Singapore

103. CJ Hinke

Independent Scholar

Freedom Against Censorship Thailand (FACT)

104. Scott A. Hipsher

Visiting Professor, Fort Hays State University

Hays, KS USA (China Campus)

105. Philip Hirsch

Professor of Human Geography

University of Sydney

106. Preedee Hongsaton

PhD Candidate

Australian National University

107. Alexander Horstmann

Senior Research Affiliate

Max Planck Institute for the Study of Ethnic and Religious Diversity

108. Thomas Hoy

Lecturer

Thammasat University

109. Caroline Hughes

Director, Asia Research Centre

Murdoch University

110. Adadol Ingawanij

Senior Research Fellow

Westminster University

111. Feyzi Ismail

Doctoral candidate

School of Oriental and African Studies

112. Soren Ivarsson

Associate Professor

University of Copenhagen

113. Peter A. Jackson

Professor of Thai History, College of Asia and the Pacific

Australian National University

114. Arne Kalleberg

Professor of Sociology

University of North Carolina at Chapel Hill

115. Ward Keeler

Associate Professor, Department of Anthropology

University of Texas at Austin

116. Charles Keyes

Professor Emeritus of Anthropology and International Studies

University of Washington

117. Khoo Boo Teik

Political analyst and author

Member, Aliran Kesedaran Negara, Penang, Malaysia

118. Khoo Gaik Cheng

Lecturer

Australian National University

119. Ben Kiernan

Whitney Griswold Professor of History

Yale University

120. Sung Chull Kim

Professor

Hiroshima Peace Institute

121. Damien Kingsbury

Professor and Director, Centre for Citizenship, Development and Human

Rights, Faculty of Arts and Education

Deakin University

122. Sherryl Kleinman

Professor, Department of Sociology

University of North Carolina, Chapel Hill

123. H. Ruediger Korff

Professor for Southeast Asian Studies

University of Passau

124. Andrew Alan Johnson

Postdoctoral Fellow, Asia Research Institute

National University of Singapore

125. Lee Jones

Lecturer in International Politics, School of Politics & International Relations

Queen Mary, University of London

126. Hjorleifur Jonsson

Associate Professor of Anthropology, School of Human Evolution and Social

Change

Arizona State University

127. Sarah Joseph

Director, Castan Centre for Human Rights Law

Monash University

128. John Langer

Honorary Fellow, School of Communication and the Arts

Victoria University

129. Tomas Larsson

Lecturer, Department of Politics and International Studies

Cambridge University

130. Laurids S. Lauridsen

Professor

Roskilde University

131. Doreen Lee

Assistant Professor of Anthropology

Northeastern University

132. Namhee Lee

Associate Professor of Modern Korean History, Department of Asian

Languages & Cultures

University of California, Los Angeles

133. Christian C. Lentz

Assistant Professor, Department of Geography

University of North Carolina-Chapel Hill

134. Samson Lim

Assistant Professor, Humanities, Arts and Social Sciences

Singapore University of Technology and Design

135. Peter Limqueco

Co-Editor, Journal of Contemporary Asia

136. Larry Lohmann

The Corner House, UK

137. Tamara Loos

Associate Professor of Southeast Asian History

Cornell University

138. Gregore Pio Lopez

PhD Candidate, Crawford School of Economics and Government

Australian National University

139. Trevor H.J. Marchand

Professor of Social Anthropology

School of Oriental and African Studies

140. Thomas Marois

Lecturer in Development Studies

School of Oriental and African Studies, University of London

141. Andrew MacGregor Marshall

Freelance journalist and author

142. Geoff Mann

Associate Professor

Simon Fraser University

143. Mary E. McCoy

Lecturer & Outreach Coordinator

University of Wisconsin-Madison

144. Colleen McGinn

PhD Candidate

Columbia University

145. Katharine McGregor

Senior Lecturer in Southeast Asian History

University of Melbourne

146. Shawn McHale

Associate Professor of History, Elliott School of International Affairs

George Washington University

147. Robert Meeropol

Executive Director

Rosenberg Fund for Children

148. Gayatri Menon

Department of Sociology

Franklin and Marshall College

149. Mary Beth Mills

Professor of Anthropology

Colby College

150. Art Mitchells-Urwin

SOAS Thai Society President

School of Oriental and African Studies, University of London

151. Michael Montesano

Visiting Research Fellow

Institute of Southeast Asian Studies, Singapore

152. Rosalind Morris

Professor, Department of Anthropology

Columbia University

153. Frank Munger

Professor of Law

New York Law School

154. Melissa Nickols

Honours Candidate

Australian National University

155. Nguyen-vo Thu-huong

Associate Professor, Asian Languages and Cultures and Asian American

Studies

University of California, Los Angeles

156. Don Nonini

Professor of Anthropology

University of North Carolina, Chapel Hill

157. Rachel Sarah O'Toole

Assistant Professor of History

University of California, Irvine

158. Piya Pangsapa

Head and Senior Lecturer, Institute for Gender and Development Studies

The University of the West Indies

159. Raj Patel

Visiting Scholar, Center for African Studies

University of California at Berkeley

160. Jamie Peck

Canada Research Chair in Urban & Regional Political Economy

University of British Columbia

161. Maurizio Peleggi

Associate Professor, Department of History 


National University of Singapore

162. Thomas Pepinsky

Assistant Professor, Department of Government

Cornell University

163. Sheldon Pollock

Ransford Professor of Sanskrit and Indian Studies

Columbia University

164. Oliver Pye

Lecturer for Southeast Asian Studies

Bonn University

165. Rahul Rao

Lecturer in Politics

School of Oriental and African Studies, University of London

166. Rajah Rasiah

Khazanah Nasional Chair of Regulatory Studies and Professor of Technology

and Innovation Policy, Faculty of Economics and Administration

University of Malaya

167. Leon Redler

Faculty (since 1970), Former Chair of the Association

Philadelphia Association, London, UK

168. Anthony Reid

Professor [emeritus]

Australian National University

169. Craig Reynolds

Professor, School of Culture, History, and Language

Australian National University

170. Andrea Riemenschnitter

Professor and Chair of Modern Chinese Studies, Director of the

University Research Priority Program “Asia and Europe”

University of Zurich

171. Jonathan Rigg

Professor, Geography Department

Durham University

172. Geoffrey B. Robinson

Professor and Vice-Chair, Department of History

University of California, Los Angeles

173. Garry Rodan


Professor of Politics and International Studies


Murdoch University

174. John Roosa

Associate Professor, History Department

University of British Columbia

175. Danilyn Rutherford

President, Society for Cultural Anthropology

Professor and Chair, Department of Anthropology

University of California, Santa Cruz

176. Saskia Sassen

Robert S. Lynd Professor of Sociology, Department of Sociology

Co-Chair, Committee on Global Thought

Columbia University

177. Wolfram Schaffar

Professor for Development Studies, Institute of Development Studies

University of Vienna

178. Tilman Schiel

Professor, Chair of Insular Southeast Asian Studies

University of Passau

179. Johannes Dragsbaek Schmidt

Associate Professor

Aalborg University

180. Sarah Schulman

Distinguished Professor of the Humanities

City University of New York

181. Raymond Scupin

Director, Center for International and Global Studies and Chair, Department of

Anthropology and Sociology

Lindenwood University

182. Laurie J. Sears

Professor of History and Director, Southeast Asia Center

University of Washington

183. Mark Selden

Coordinator

The Asia-Pacific Journal

184. Sarah Sexton

The Corner House, UK

185. Jeffrey Shane

Southeast Asian Librarian, Curator, David K. Wyatt Thai Collection and

Chair of CORMOSEA

Ohio University

186. John T. Sidel

Sir Patrick Gillam Professor of International and Comparative Politics

London School of Economics and Political Science

187. Dan Slater

Associate Professor, Department of Political Science

University of Chicago

188. elin o'Hara slavick

Distinguished Professor of Art

University of North Carolina, Chapel Hill

189. Claudio Sopranzetti

PhD Candidate

Harvard University

190. Chris Sneddon

Associate Professor, Environmental Studies Program and Geography

Department

Dartmouth College

191. Irene Stengs

Senior Research Fellow, Ethnology Department, Meertens Institute

Royal Netherlands Academy of Arts and Sciences

192. Carolyn Strange

Senior Fellow, School of History

Australian National University

193. Donald K. Swearer

Harvard University

194. David Szanton

Executive Director, emeritus, International and Area Studies Center

University of California, Berkeley

195. Eduardo Climaco Tadem

Professor of Asian Studies

University of the Philippines, Diliman

196. Teresa S. Encarnacion Tadem

Professor of Political Science

University of the Philippines, Diliman

197. Neferti Tadiar

Professor and Chair, Department of Women's, Gender, & Sexuality Studies

Barnard College

198. Eric Tagliacozzo

Associate Professor, Department of History

Cornell University

199. Michelle Tan

Independent Scholar

200. Nicola Tannenbaum

Professor of Anthropology, Department of Sociology & Anthropology

Lehigh University

201. Nicholas Tapp

Professor Emeritus, Australian National University

Chair, Department of Sociology, East China Normal University

202. Ross Tapsell

Lecturer in Asian Studies

Australian National University

203. Benjamin Tausig

PhD Candidate, Department of Music

New York University

204. James Taylor

Senior Lecturer

The University of Adelaide

205. Nora A Taylor

Alsdorf Professor of South and Southeast Asian Art, Department of Art

History, Theory and Criticism

School of the Art Institute of Chicago

206. Robert Tierney

Lecturer, School of Business

Charles Sturt University

207. Serhat Uenaldi

Doctoral Candidate

Humboldt-University of Berlin

208. Giles Ji Ungpakorn

209. Peter Vandergeest

Associate Professor, Department of Geography

York University

210. Andrew Walker

Senior Fellow, College of Asia and the Pacific

Australian National University

211. Joel Wainwright

Associate Professor, Department of Geography

Ohio State University

212. Napisa Waitoolkiat

Lecturer at South East Asian Institute of Global Studies

Payap University

213. Meredith L. Weiss

Associate Professor of Political Science

University at Albany, SUNY

214. Marion Werner

Department of Geography

University at Buffalo, SUNY

215. Cornel West

Class of 1943 University Professor

Center for African American Studies

Princeton University

216. Frederick F. Wherry

Associate Professor of Sociology

University of Michigan (Ann Arbor)

217. Jerome Whitington

Research Fellow, Asia Research Institute

National University of Singapore

218. Ingrid Wijeyewardene

Lecturer

University of New England

219. Andrew Willford

Associate Professor of Anthropology

Cornell University

220. Joanna Williams

Professor Emerita, History of Art & South/Southeast Asian Studies

University of California at Berkeley

221. Ara Wilson

Director, Program in the Study of Sexualities and Associate Professor,

Women's Studies & Cultural Anthropology

Duke University

222. Leslie Woodhouse

Lecturer, History

University of San Francisco

223. Susan L. Woodward

The Graduate Center

City University of New York

224. Rebecca Zorach

Associate Professor, Art History

University of Chicago

แชร์กระจาย เฟซบุ๊ค ‘อภินันท์ บัวหภักดี’ เขียนถึงเรื่องเดิม เหยื่อใหม่ ‘นิติราษฎร์’

ที่มา ประชาไท

2 ก.พ.55 อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ถูกกล่าวหาแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ เนื่องจากภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ มีใบหน้าคล้ายองค์รัชทายาท ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เขียนถึงสถานการณ์ที่เกิดกับนิติราษฎร์ โดยได้รับการแชร์อย่างกว้างขวาง

“วันนี้ ขอแสดงความคิดเห็นทางการเมืองสักครั้ง

ในฐานะคนที่เคยโดนทำร้ายด้วยกฎหมายมาตราที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และ พระราชวงศ์

... อย่างไม่เป็นธรรม ย้ำอีกครั้ง อย่างไม่เป็นธรรม ...

แถมท้ายว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงคนทั้งประเทศ

ที่ประชาชนทั้งประเทศจำนวนไม่น้อย ก็ตั้งใจที่จะเชื่อด้วยว่า

การใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวง นั้น ... เป็นความจริง

กรณี การล่าชื่อเพื่อให้แก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ นั้น

ผมเห็นว่า กฎหมายมาตรานี้ ก็เป็นกฎหมายมาตราหนึ่ง

ทำไมกลุ่มคนที่จะต้องมีส่วนปฏิบัติตามกฎหมายนี้ ..จะขอให้แก้ไขบางส่วน ..ไม่ได้

สิทธินี้ ควรเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

และจริงๆ วิธีการแก้ไขก็มีระบุไว้อยู่แล้ว

ทำไมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จึงต้องกระทำการดัง ... การล่าแม่มด ...

คือการกล่าวหา ...ใส่ร้ายป้ายสี ...หลอกลวงคนทั้งประเทศ ...

ว่าคณะ นิติราษฎร์ มีแผนการ มีความคิดว่าจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

แล้วก็โยงใยไปถึง กลุ่ม นปช. คนเสื้อแดง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ..แบบเหมารวม

ผมเห็นว่า เรื่องแนวคิดทางการเมือง ..ย่อมมีการเห็นตรงกันได้ ..

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ..จะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน ...

และผมก็ไม่เห็นว่า คณะนิติราษฎร์ จะมีแนวคิด มีแผนการ

จะคิดโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ตรงไหน

ฝ่ายที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์ กำลังกระทำการอย่างที่คุ้นเคย

คือการกล่าวร้าย ด่าทอ ใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงประชาชน

เพื่อสร้างความรู้สึกโกรธแค้น ชิงชัง ..จนทำให้ฝ่ายที่ได้รับข้อมูล พร้อมที่จะเชื่อ ...

เรื่องแบบนี้ทำมาเหมือนๆ กัน ตั้งแต่การกล่าวหา ..ท่านปรีดี กรณีลอบปลงพระชนม์ ร. 8

กรณี หมิ่นพระบรม ฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ...ของผม

มาจนถึง คณะนิติราษฎร์ กำลังเป็นเหยื่อรายปัจจุบัน ครับ”

ธรรมศาสตรา: สนทนาธรรมกับ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติราษฎร์ (ตอนที่ 2)

ที่มา ประชาไท

"วิจักขณ์ พานิช" สัมภาษณ์ "อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" แห่งคณะนิติราษฎร์ ชวนคุยในประเด็นธรรมะกับการเมือง ตอนที่ 2 โลกย์ที่ไม่เสียหลัก
(2) โลกย์ที่ไม่เสียหลัก
วิจักขณ์: อย่างในศาสนาจะพูดถึงการยึดมั่นในหลักธรรม แล้วในทางนิติศาสตร์ อาจารย์ก็มักพูดอยู่เสมอๆ ว่าต้องยืนอยู่บนหลักการ ยึดมั่นในหลักวิชาที่ถูกต้อง การยึดมั่นในหลักสองแบบนี้มีความคล้ายกันอยู่มั้ยครับ
วรเจตน์: คงมีส่วนที่ร่วมกันอยู่นะ เพียงแต่ว่าหลักธรรมหรือหลักการพวกนี้ เวลาเอามาใช้จริงๆ มันก็ขึ้นอยู่กับบริบทของการตีความ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในทางพุทธศาสนา อย่างหลักธรรมที่อยู่ในพระไตรปิฎก พอนำมาใช้จริง มันก็ต้องถูกตีความ ปัญหาคือการตีความแบบไหนถึงจะเป็นการตีความที่ถูก ซึ่งตรงนี้บางทีมันก็เป็นปัญหานะ
ในความเข้าใจของผม เวลาที่เราพูดถึงหลักธรรมหรือหลักการ คือ เรายอมรับว่าในการที่เราเป็นมนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา คิดได้ มันคงต้องมีอะไรบางอย่างเป็นฐานยึดโยงสังคมของมนุษย์เอาไว้ด้วยกัน เราจะบอกว่าโอเค ไม่มีหลักการ อะไรเลย งั้นปัญหาคือ สังคมที่เราอยู่ก็จะไม่เป็นสังคมของมนุษย์ที่มีความเป็นอารยะ
ดังนั้นผมเข้าใจว่าคำสอนทางศาสนา เวลาถูกสอนนั้นคงต้องมีหลักการอะไรบางอย่างอยู่ หลักการที่สอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างเป็นอารยะพอสมควร แต่ว่าแน่นอนว่าสภาพของโลกมันไม่ได้อยู่นิ่งหรอก มันวิวัฒนาการ มันผันแปร มันเปลี่ยนไป การยึดหลักธรรมในบางเรื่อง เวลาที่มันตีความ ผมเข้าใจว่าก็ต้องคำนึงถึงสภาพบางอย่างที่เปลี่ยนไปด้วย อย่างเช่น เวลาพระพุทธเจ้าวางกฎเกณฑ์ให้ภิกษุปฏิบัติ พระพุทธเจ้าก็ยอมรับว่าบางเรื่องก็เปลี่ยนแปลงได้ สิกขาบทเล็กน้อย พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เข้มงวดว่าจะต้องติดตรึงเอาไว้ แต่สามารถปรับหรือตัดทิ้งไปได้ แต่หลักใหญ่ใจความ อย่างหลักอริยสัจ ซึ่งโอเคมันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสัจจะแล้ว ไม่ต้องตีความอะไร เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่าได้ค้นพบ เราก็ดูว่าจริงมั้ย ชีวิตมนุษย์เป็นทุกข์เนี่ย จริงหรือเปล่า
ผมคิดว่ามีบางอย่างที่แม้จะต่างบริบท มันก็เหมือนกันอยู่เหมือนกัน แต่เวลาที่คนเอามาใช้อ้างนี่แหละที่จะเป็นปัญหา ทุกอย่างมันเกิดจากการอ้าง อ้างในบริบทไหน มันเป็นเรื่องบริบทของการเอาหลักธรรมนั้นๆ มาอ้าง
วิจักขณ์: แล้วในกรณีพุทธศาสนาไทยที่เป็นพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งโดยหลักคือการพยายามปฏิบัติตามรูปแบบและคำสอนตามบริบทในอดีต คือในสมัยพุทธกาลให้มากที่สุด มันจะกลายเป็นลักษณะของการพยายามย้อนอดีตอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า ความพยายามเช่นนั้นจะเป็นปัญหาในตัวมันเองมั้ยครับ อย่างเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยที่สามารถตัดหรือปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน
วรเจตน์: ส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่เราอาจจะต้องพิจารณาแบบนี้ คือ เวลาที่เราพูดถึงพุทธในไทย มันก็มีปะปนกันอยู่หลายส่วน อย่างแรกคือเราปฏิเสธไม่ได้ว่าพุทธศาสนาในชีวิตประจำวันมันปะปนด้วยลัทธิ พิธีต่างๆ มากมาย อย่างผมก็โตมาในสังคมชนบท ก็เห็นถึงการมีอยู่ของความเชื่อที่หลากหลายปนๆ กันอยู่ และแน่นอนว่าบางคนอาจมองว่าความเชื่อเหล่านั้นเป็นผลร้ายกับพุทธศาสนา แต่ผมว่ามันก็ไม่ทั้งหมดหรอก เพราะบางทีกระพี้มันก็ห่อหุ้มตัวที่เป็นแก่นเอาไว้ หรือช่วยรักษาตัวแก่นเอาไว้ก็ได้ เพียงแต่ว่าคนธรรมดาทั่วไปก็อาจจะไปติดกับตรงนั้นเยอะ แทนที่จะทะลุไปถึงตัวแก่นตัวคำสอน แล้วบางทีมันก็เบี่ยงเบนไปจากคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า
แล้วในทางปฏิบัติ ผมว่าพระเถรวาทในบ้านเราหลายส่วนก็มีวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่พระ พุทธเจ้าสอนเอาไว้ ในความคิดเห็นของผม เรื่องวินัยถ้าเป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เป็นหลัก ผมว่ามันน่าจะดี ในเซ้นส์ของการรักษาตัววัตรปฏิบัติให้บริสุทธิ์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งผมว่าในปัจจุบันมันไม่เป็นแบบนั้น มันเปลี่ยนอะไรไปเยอะมากๆ เลยในสังคมสงฆ์ แล้วก็ในทุกระดับ เพราะในความเข้าใจของผม สังคมของสงฆ์ในระดับหนึ่งก็พัวพันอยู่กับผลประโยชน์ในทางโลก เอื้อกันระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายศาสนา ฝ่ายราชอาณาจักรกับฝ่ายศาสนจักร เอื้อกันในทางผลประโยชน์ ซึ่งบางทีมันก็พัวพันกันในทางการเมืองอยู่ด้วย มันไม่ได้กลับไปในคำสอนแท้ๆของพระพุทธเจ้า ผมว่านี่เป็นปัญหา เพราะในด้านหนึ่ง ในแง่ของการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติย้อนกลับไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ผมว่าอันนี้เนี่ยดี แต่ในแง่ของการวินิจฉัยหรือการตีความศีล ในโลกปัจจุบันเนี่ย ผมว่าบางเรื่องมันก็อาจจะเป็นปัญหาอยู่
วิจักขณ์: อย่างที่อาจารย์ว่าบริบทมันแตกต่างออกไป ยิ่งโดยเฉพาะคำสอนเข้ามาสู่สังคมสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น…
วรเจตน์: ใช่… อย่างเช่นประเด็นของการทำแท้ง เวลาพูดเรื่องทำแท้ง ถามว่าทำแท้งบาปไหม? ผมว่าในทางศาสนาพุทธ มันก็ต้องบอกว่าบาป ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว แต่อีกคำถามนึงคือ แล้วเราจะกำหนดกติกาเรื่องการทำแท้งยังไงในสังคมปัจจุบัน
โอเคล่ะ ในฐานะชาวพุทธ เราบอกว่าทำแท้งบาป เพราะว่าชีวิตมนุษย์ในทัศนะของพุทธศาสนาก็คือ เกิดขึ้นเมื่ออสุจิของพ่อไปเจอกับไข่ของแม่ ปฏิสนธิ วิญญาณจิตหยั่งลงในครรภ์ของแม่ วินาทีนั้นเกิดเป็นชีวิตแล้ว การทำให้ชีวิตล่วงไปตั้งแต่นั้น มันก็คือการฆ่า ก็ถือว่าเป็นบาป แต่ปัญหาก็คือว่าในบริบทสังคมสมัยใหม่แบบปัจจุบัน การวินิจฉัย หรือการกำหนดกติกาเกี่ยวกับเรื่องของการทำแท้ง มันจะเข้มงวดแบบในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ไหม อันนี้ผมกำลังโยงคำสอนทางศาสนาเข้ากับหลักกฏหมายแล้ว โอเค ถ้าจะเอาตามหลักศาสนา ตามการตีความเพียวๆ คุณก็บอกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่บาป ซึ่งผมว่ามันก็ต้องยอมรับ เพราะมันคือคำสอน การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา ก็ต้องยอมรับว่าไม่ถูกต้อง แต่ว่าไอ้สิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางธรรมะ ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเนี่ย ถามว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ตัวระบบกฎหมายหรือกติกาในทางสังคมต้องเดินตามใน ทุกกระเบียดนิ้ว โดยที่ไม่สามารถปรับกติกาแบบนี้ให้มันอยู่กับชีวิตแบบโลกย์ๆ ได้ไหม ผมคิดว่าหลายเรื่อง บางทีเราไปเอาสองอย่างมาผสมปนกัน คือว่าเราจะไปเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นเกณฑ์มาตรฐาน กับการมีชีวิตอยู่ในสังคมในทุกๆเรื่อง แล้วก็พยายามทำกฎหมายให้มันเป็นแบบนั้น ซึ่งผมคิดว่าอันนี้มันไม่น่าจะถูกนะ
วิจักขณ์: กลายเป็นว่าคำสอนทางศาสนาเลยมีอำนาจควบคุมโลกย์ไปเสียอย่างนั้น
วรเจตน์: ในความเห็นผม เวลาที่เราทำกติกาอยู่ร่วมกันแบบที่เรายังเป็นมนุษย์ ยังเป็นปุถุชนมีกิเลส มีปัญหาแบบโลกย์ๆ แบบนี้เนี่ย กฎเกณฑ์บางอย่างมันอาจจะต้องเบี่ยงเบนไปจากตัวคำสอนของพระพุทธเจ้าบ้าง บ้างในแง่ที่ว่า.. ยกตัวอย่างการทำแท้งเนี่ย.. มันก็เป็นเรื่องบาป อย่างในการสอนธรรมะ เราก็ต้องสอนว่ามันเป็นเรื่องบาป แต่ถามว่ารัฐจะเอาผิดกับคนทำแท้ง ไม่อนุญาตให้เค้าทำแท้งในทุกกรณี แล้วก็เอาผิดกับคนทำแท้ง เอาผิดกับแม่ที่ไปทำแท้งในทุกกรณีเนี่ย มันถูกต้องมั้ย ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง เพราะว่าปัญหาในชีวิตประจำวันจริงๆ ของคนมันมีความซับซ้อน มีความหลากหลาย มันมีมิติในทางสังคมไปเกี่ยวพันอยู่เยอะ ระบบกฎหมายต้องพยายามหาจุดสมดุลระหว่างสองอันนี้ให้ได้ และการหาจุดสมดุลระหว่างสองอันนี้ มันไม่ใช่ว่าระบบกฎหมายกำลังส่งเสริมให้คนทำบาป แต่มันเป็นเรื่องของการพยายามหาทางแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นเวลาที่มันมีปัญหาแบบนี้ แล้วพวกที่เคร่งในศาสนามากๆ ออกมาต่อต้านเนี่ย ในหลายกรณีจึงเป็นเรื่องที่สุดโต่งจนเกินไป และก็เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คนในสังคมเลย
วิจักขณ์: ดู เหมือนมันก็คล้ายๆ กันนะครับ ระหว่างหลักศีลธรรมกับหลักกฎหมาย คือก็อาจมีคุณค่าในเชิงอุดมคติของมันอยู่ แต่เอาเข้าจริงมันก็เป็นเรื่องของศิลปะของการนำมาใช้ทำความเข้าใจชีวิต และปรับใช้ให้เข้ากับความเป็นจริง โดยหาจุดที่สมดุลระหว่างอุดมคติกับความเป็นจริง คนในสังคมจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
วรเจตน์: ใช่ คือทั้งกฎหมายและศีลธรรมจริงๆ มันก็เป็น norm ทั้งคู่ คือเป็นบรรทัดฐานกำหนดความประพฤติของมนุษย์ ความเหมือนกันอยู่ตรงนี้ แต่ความแตกต่างมันอยู่ตรงที่ว่า ศีลธรรมเนี่ยมันกำหนดลึกเข้าไปถึงในจิตใจคน มันไปมากกว่ากฏหมาย ดังนั้นการเรียกร้องในทางศีลธรรมมันจึงเรียกร้องได้มากกว่า เพราะมันเข้าไปถึงภายในใจของคน ในขณะที่กฎหมายเนี่ย มันเป็นเรื่องของกฏเกณฑ์กติกาในการทำให้สังคมพออยู่ร่วมกันได้ในมาตรฐานขั้น ต่ำ แล้วก็มีสภาพบังคับ โดยปกติสภาพบังคับตามกฏหมาย คือ สภาพบังคับในทางกายภาพ ถ้าทำผิดกฎหมาย ก็ถูกจับ เอาไปขังคุกอะไรแบบนี้ มันไม่ใช่สภาพบังคับแบบรู้สึกผิด รู้สึกเป็นบาป มันเป็นสภาพบังคับในแง่ของการต้องเสียค่าปรับ ต้องไปติดคุก ตรงไปตรงมาประมาณนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบัญญัติกฏหมาย เราจึงไม่บัญญัติล้วงลึกเข้าไปถึงในใจของคน
อย่างในศาสนาพุทธ เวลาที่เราพูดถึงการกระทำ มันมีทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม สามอย่าง ลึกเข้าไปถึงความคิดนึกเลย แต่ในทางกฎหมายเนี่ย มันคุมแค่กายกรรมกับวจีกรรม คือสิ่งที่แสดงออกมาภายนอก มันไม่ได้ล้วงลึกเข้าไปถึงตัวมโนกรรม นี่คือความแตกต่างกันของตัวกฎหมาย
ที่นี้เอาล่ะ ศาสนาก็คุมกายกรรมเหมือนกัน กฏหมายก็คุมเหมือนกัน แต่ว่าระดับของการคุมมันอาจจะต่างกัน หรือระดับของ sanction หรือสภาพบังคับมันอาจจะต่างกัน เพราะฉะนั้นเมื่อระดับมันต่างกัน เวลาที่เราคิดกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา มุมหรือมิติที่จะมองมันก็อาจจะต่างกัน เช่น ศาสนาอาจจะปรารถนาไม่ให้มีการพรากชีวิตเลยในทุกมิติ ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ เพราะมันเป็นชีวิตเท่ากัน และต้องการรักษาชีวิตเอาไว้ และตามหลักศาสนาการพรากชีวิตนั้นเป็นบาป นั่นคือในข้อที่ศาสนาเคร่งครัด แต่ว่าพอในทางกฏหมายปุ๊บ เอาล่ะเราไม่พรากชีวิตทั่วๆ ไป ชีวิตที่คลอดออกมาแล้ว เป็นทารกแล้วเนี่ยโอเค แต่พอมาถึงชีวิตในครรภ์มารดาปุ๊บเนี่ย มันมีความเหลื่อมกันอยู่ อีกทั้งยังมีมิติที่ต้องคิดว่า โอเค ลูกเนี่ย ตอนที่ยังไม่เกิดมาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของแม่ ศาสนาจะเรียกร้องว่าแม่ไม่ควรจะฆ่าลูก ...แต่ว่าเราจะไปรู้เหรอ ชีวิตของคนน่ะมันมีอะไรตั้งหลายอย่างที่มันเกิดเป็นปัญหา แล้วเราไปเรียกร้องกับคนในทางกฎหมาย มากเท่ากับในทางศาสนานั้นมันเป็นไปไม่ได้ แล้วการพูดในมุมนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาศาสนา แต่กำลังจะบอกว่าฟังก์ชั่นมันคนละแบบ แล้วระบบกฎหมายต้องพยายามหาทางจัดการปัญหานี้ให้ได้ดุลยภาพกัน

ผู้เชี่ยวชาญสื่อกังวลไทยหนุนนโยบายเซ็นเซอร์ของทวิตเตอร์

ที่มา ประชาไท

ผู้เชี่ยวชาญสื่อกังวลไทยหนุนนโยบายเซ็นเซอร์ของทวิตเตอร์

สืบเนื่องจากกรณีการที่นางจิราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ถึงการสนับสนุนนโยบายการ “เลือกเซ็นเซอร์” (selective censorship) ของ ทวิตเตอร์ที่ประกาศเมื่อเร็วๆนี้ ที่จะเซ็นเซอร์ข้อความที่ไม่เหมาะสมตามกฎหมายภายในตามคำร้องขอจากทางการ ประเทศต่างๆ ทำให้เกิดความกังวลจากหลายฝ่ายว่านโยบายดังกล่าวอาจถูกใช้โดยรัฐเพื่อปิด กั้นข้อมูลข่าวสารมากกว่าเดิมนั้น

ทาง Gayathry Venkiteswaran ผู้อำนวยการองค์กร “พันธมิตรสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Southeast Asian Press Alliance - SEAPA) ซึ่งรณรงค์เรื่องเสรีภาพสื่อในระดับนานาชาติ ได้ให้ความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า ถึงแม้นโยบายการเลือกเซ็นเซอร์ของทวิตเตอร์จะไม่ใช่สิ่งใหม่ในหมู่โซเชียลมี เดียรายอื่นๆ เพราะกูเกิ้ลหรือเฟซบุ๊กก็ใช้วิธีแบบเดียวกัน แต่การที่ประเทศซึ่งมีกฎหมายริดรอนสิทธิเสรีภาพนำนโยบายดังกล่าวไปใช้ อาจทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเสี่ยงต่อการเผชิญการปิดกั้นข้อมูลที่เข้มข้นมาก ขึ้น

Gayathry มองว่า ถึงแม้ทวิตเตอร์จะยืนยันในหลักการความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยคำร้องขอจาก รัฐบาล และเนื้อหาที่ถูกปิดกั้น แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลอาจจะหาข้ออ้างเพื่อปิดกั้นข้อมูลดังกล่าวได้อยู่ดี เช่น อ้างว่าเป็นข้อมูลในระหว่างการสืบสวนคดี เป็นต้น

“เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ภาคประชาสังคมควรจับตาดูนโยบายนี้อย่างใกล้ชิด” Gayathry กล่าว

ทั้งนี้ ทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมาว่า จะเริ่มใช้นโยบาย “เลือกเซ็นเซอร์” ข้อความที่ไม่เหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ เช่น การแบนเนื้อหาที่สนับสนุนนาซีในเยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นต้น โดยทวิตเตอร์ระบุถึงข้อดีนโยบายนี้ว่า จะปิดกั้นการเข้าถึงข้อความนั้นๆ เฉพาะจากภายในประเทศ แต่ผู้ใช้จากประเทศอื่นๆ ยังคงสามารถเข้าถึงได้อยู่ ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ที่ผู้ให้บริการจำเป็นต้องลบข้อความออกจากฐานข้อมูล สากลทั้งหมด

Twitter selective censorship

หลังจากที่ทวิตเตอร์ประกาศ นโยบายดังกล่าว ก็เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้ทวิตเตอร์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อ และการแสดงออกจำกัด พร้อมกับการนัดประท้วงออนไลน์เพื่อคัดค้านนโยบายนี้ด้วย อ้าย เหว่ย เหว่ย ศิลปินวิพากษ์สังคมชื่อดังของจีน ก็ได้ทวีตข้อความที่ระบุว่า “หากทวิตเตอร์จะเซ็นเซอร์ ผมก็จะหยุดใช้”

“ทวิตเตอร์นั้นถูกนำเข้า มาใช้ในขบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองอย่างแยกไม่ออก มันเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปแล้ว ฉะนั้น ทวิตเตอร์ก็ไม่ควรจะแยกตัวเองออกไปจากหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน นั่นคือเสรีภาพในการแสดงออก” Gayathry ให้ความคิดเห็น

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง เช่น The Guardian, The Next Web ก็ได้รายงานกรณีที่ทางการไทยกลายเป็นที่แรกในโลกที่ออกมาขานรับนโยบายใหม่ นี้อย่างเปิดเผย และตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนโยบายการปิดกั้นข้อมูลและเสรีภาพการแสดงออกรุนแรง ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ทางด้านปลัดกระทรวงไอซี ทียืนยันว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าหากเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตไปกระทบกับสถาบันฯ และหมิ่นเบื้องสูง ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้กฎหมายเข้ามาจัดการ

"เรายืนยันว่ายังให้ สิทธิ์แสดงเสรีภาพ แต่หากการแสดงนั้นไปละเมิดเรื่องที่คนไทยเคารพ หรือเกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือเชื้อพระวงศ์ ก็เป็นสิ่งที่กระทรวงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น เราได้อธิบายกับผู้ดูแลทวิตเตอร์รับทราบอย่างดีถึงสถาบันกษัตริย์ของไทยที่ ใครจะละเมิดไม่ได้ เรายอมรับว่าได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปให้ผู้ดูแลทวิตเตอร์จริง และทางนั้นก็ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเรา แต่อาจบังเอิญว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่ทางทวิตเตอร์ได้ประกาศจะเข้มข้นกับ เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมด้วย ส่วนบางคนที่โพสต์ด้วยถ้อยคำหรือสำนวนที่ทางทวิตเตอร์แปลแล้วไม่เข้าใจ ก็จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงไอซีทีในการติดตามและเอาผิดทางกระบวนการยุติธรรม" นางจิราวรรณ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา

5 องค์กรสิทธิแถลงร่วม วอน มธ.ทบทวนมติขัดเจตนาธรรมศาสตร์ อัดรัฐไม่ปกป้อง

ที่มา ประชาไท

แถลงการณ์ องค์กรสิทธิห่วงใยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกรอบรัฐธรรมนูญ กำลังถูกคุกคาม

31 มกราคม 2555 มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.), เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (คนส.), โครงการ นิติธรรมสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ร่วม กรณีคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพของกลุ่มนิติราษฎร์ ระบุ รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าวของประชาชนทุกคน กลับปรากฏว่าผู้นำของรัฐบาลทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติบางคนได้ แสดงออกไปในทางเสียดสี ข่มขู่ กระทั่งคุกคามเสียเอง

ในแถลงการณ์ยังระบุถึงกรณีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อแก้ไข ประมวลกฎหมาอาญามาตรา ๑๑๒ ว่า สถาบันการศึกษามีภารกิจในการส่ง เสริมเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นต้นแบบของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมเสมอมา มติของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสถาบัน ตามครรลองของกฎหมายและประชาธิปไตยเป็นการทำลายจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์

แถลงการณ์ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทบทวนคำ สั่งห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำกิจกรรมตราบใด ที่การทำกิจกรรมดังกล่าวอยู่ในกรอบของสันติวิธีและสิทธิมนุษยชน

0 0 0

แถลงการณ์
องค์กรสิทธิห่วงใยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกรอบรัฐธรรมนูญ
กำลังถูกคุกคาม

จากข้อเสนอของนักวิชาการนิติศาสตร์กลุ่มนิติราษฎร์และกิจกรรมของคณะ รณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ หรือที่ทราบกันทั่วไปว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้นำมาซึ่งการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้านซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย ตราบใดที่การใช้สิทธิดังกล่าวได้ดำเนินไปในกรอบของสันติวิธีและเป็นไปตามตาม ขั้นตอนของกฎหมาย โดยรัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าวของประชาชนทุกคน แต่ในขณะที่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ บางกลุ่ม ได้แสดงออกในลักษณะของการคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น แทนที่รัฐจะได้ทำหน้าที่ดังกล่าวของตน กลับปรากฏว่าผู้นำของรัฐบาลทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติบางคนได้ แสดงออกไปในทางเสียดสี ข่มขู่ กระทั่งคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพของกลุ่มนิติราษฎร์

ประเทศไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย ภายใต้บรรยากาศของความแตกต่างทางความคิดทางการเมือง การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างของคณะนิติราษฎร์เป็นเสรีภาพทางวิชาการ และเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและความเชื่อ ตลอดจนข้อเสนอต่อการดำเนินการแก้ไขกฎหมายตามกรอบวิธีการที่เป็นไปตามรัฐ ธรรมนูญจึงเป็นสิ่งปกติ เมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ไม่เห็นชอบด้วยกับความเห็นและข้อเสนอดังกล่าว ก็ย่อมมีสิทธิที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตน และสามารถถกเถียงโต้แย้งได้ด้วยเหตุผล อย่างสันติและอารยะ แต่ต้องเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจาก ตน ซึ่งเป็นแก่นของคุณค่าแห่งประชาธิปไตย ดังนั้นเมื่อการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างตามครรลองประชาธิปไตยและรัฐ ธรรมนูญ กลับนำมาซึ่งการคุกคามสิทธิเสรีภาพของคนอื่น รัฐจึงจึงมีหน้าที่ต้องปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่าง และสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการแก้ไขและการปฏิรูปกฎหมายอันเป็น สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือรัฐจะต้องไม่เป็นผู้คุกคามสิทธิเสรีภาพดังกล่าวนี้เสียเอง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามหน้าที่ของตนในการปกป้องสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดและ ยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพดังกล่าวของประชาชนโดยทันที

ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันการศึกษามีภารกิจในการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานที่มิใช่พียงแต่เป็นสถาบันซึ่งผลิตปัญญาชน เพื่อรับใช้ประชาชนและสังคมประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและความเป็นธรรม โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นพื้นที่สำหรับสิทธิและเสรีภาพเสมอมา ดังนั้นการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งประกอบด้วย อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเองใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อ แก้ไขประมวลกฎหมาอาญามาตรา ๑๑๒ อันเป็นสิทธิและเสรีภาพที่กลุ่มนิติราษฎร์และประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ ตามหลักการประชาธิปไตย จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเป็นสถาบันศึกษาของ รัฐและประเพณีปฏิบัติอันดีงามของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพความคิดและการแสดงออก ตามครรลองของกฎหมายและประชาธิปไตยเป็นการทำลายจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ จึงขอเรียกร้องให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้โปรดทบทวนคำสั่งห้าม กลุ่มนิติราษฎร์ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำกิจกรรมตราบใดที่การทำ กิจกรรมดังกล่าวอยู่ในกรอบของสันติวิธีและสิทธิมนุษยชน

อนึ่งพึงตระหนักว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย บุคคลอาจไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของบุคคลอื่น แต่พึงปกป้องสิทธิในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของเขา

วันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2555
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.)
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (คนส.)
โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/02/55 ฮีโร่ในเครื่องแบบ...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน
คือ..ฮีโร่ ในเครื่องแบบ แทบไม่เชื่อ
ใคร? หนุนเกื้อ เรื่องปกปิด ผิดกฎหมาย
ใคร? ดีเลว ผิดหรือชอบ อยู่รอบกาย
ใคร? ชิบหาย ใคร? รุ่งเรือง เรื่องพวกคุณ....

บ่อน ซ่อง ส่วย หวย ยา ไหลมาเพิ่ม
ใคร? เหิมเกริม คิดชั่ว จนหัวหมุน
อ้างนายสั่ง สร้างระยำ เพื่อทำทุน
แล้วหมกมุ่น ด้วยหวังวาด อำนาจเงิน....

เอาเครื่องแบบ มาบังหน้า ท้ากฎหมาย
ไร้ยางอาย คิดฉกฉวย ไม่ขวยเขิน
เส้นทางเถื่อน พวกอุบาทว์ ฟาดกันเพลิน
สิ่งยับเยิน จึงบรรจบ ครบเรื่องเลว....

ภาพเครื่องแบบ แปดเปื้อน ไม่เลือนลบ
ใคร? สมคบ ใคร? จัญไร ใคร? ดิ่งเหว
ที่ผ่านมา ใคร? หน้าไหน สุมไฟเปลว
ใคร? แหลกเหลว ลองพินิจ แล้วคิดดู....

พวก..ฮีโร่ ในเครื่องแบบ ที่แสบสันต์
เส้นทางนั้น อาจสมหวัง ยังเลิศหรู
รอความจริง ผ่านไปถึง พวกมึง-กู
จะได้รู้ ความเจ็บปวด รวดร้าวระทม....

๓ บลา / ๑ ก.พ.๕๕

จดหมายจากอธิการบดี ถึงอธิการบดี (A Letter to a Rector)

ที่มา Thai E-News


1 กุมภาพันธ์ 2555


เรื่อง หลักการประชาธิปไตย-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ กับการ “เปิด-ปิด” พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เรียน อธิการบดี ศ. สมคิด เลิศไพฑูรย์ และคณะกรรมการบริหาร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์


เนื่อง ในโอกาสวันแห่ง “ความรัก” ที่เวียนมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ศกนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดี มายังท่านอธิการบดี กับคณะ และขออวยพรให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทั้งนี้เพื่อจักได้ปฏิบัติงานเพื่อมหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ประชาชนของเรา

สืบเนื่องจากการที่ท่านอธิการบดี กับคณะกรรมการบริหารฯ ได้แถลงว่า

“ที่ ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบัน มีมติเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยฯ คณะ สำนัก สถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยฯ เพื่อเคลื่อนไหวกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยฯ หรือมหาวิทยาลัยฯ เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาวิทยาลัยฯ จนมหาวิทยาลัยฯ ไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคล และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยฯได้”

ผมในฐานะส่วนหนึ่งของประชาคมธรรมศาสตร์ และ ส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ของสยามประเทศไทย ขอแสดงความคิดเห็นมาดังต่อไปนี้

หนึ่ง) ผมมีความเห็นว่าคำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ และจิตวิญญาณของการสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (The University of Moral and Political Sciences UMPS) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักประการที่ 6 ที่ว่า “จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” ของ “คณะราษฎร” ที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

สอง) คำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามขนบประเพณีของธรรมศาสตร์ ที่ยืนยันในหลักการของ “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ” ที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์ ตลอดจน ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ศ. สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเคยกล่าวเป็นหลักการหนึ่งของมหาวิทยาลัยว่า “ธรรมศาสตร์ มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” (อธิการบดี 2514-2516)

สาม) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ทั้ง 7 ข้อตามที่ทราบกันนั้น (ดูล่างสุด) ต้องการใช้หลัก “วิชาการ” เพื่อ “ปฏิรูป-แก้ไข” กฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ล้าหลัง

และ เป็นมรดกของระบอบอำนาจนิยม และในขณะเดียวกัน ก็เพื่อให้สถาบันกษัตริย์สยามประเทศไทยของเรามั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น ข้อเสนอดังกล่าว หาใช่เป็นการทำลาย หรือ ล้มล้าง-ล้มเจ้าไม่

สี่) เราในแวดวงวิชาการทั้งหลายทราบกันดีว่า สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ ที่มั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากลของโลก และนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น นั้น เป็นสถาบันที่ใช้ “พระคุณ” หรือ “ความรัก”ความเมตตากรุณา (love) เป็นหลักปฏิบัติ และหลักกฎหมาย มากกว่าใช้ “พระเดช” หรือ “ความกลัว” ความเกลียดชัง (fear&hate) หรือการข่มขู่ ด้วยคุกด้วยตะรางอย่างเช่น รัสเซีย/ปรัสเซีย/ออตโตมันตุรกี/จีน/หรือ/เนปาล

ห้า) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ทั้ง 7 ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาให้สถาบันกษัตริย์ของเรามั่นคง สถาพร และเป็นสมัยใหม่นั้น สมควรที่จะได้รับการพิจารณาด้วยสติปัญญา และ ขันติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงทางวิชาการและมหาวิทยาลัย มากกว่าที่จะใช้ “โลภะ โทสะ โมหะ” กับ “ภยาคติ” หรือ “อวิชชา”

หก) ผมมีความเห็นว่าแทนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรา จะ “ปิด” พื้นที่ในการแสวงหาแสงสว่างทางปัญญา ตามพุทธภาษิตที่ว่า “นตถิ ปญญา สมาอาภา” ด้วยการถกเถียง แลกเปลี่ยนทางวิชาการ ในกรอบของกฎหมาย ขนบประเพณี และรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนสถาบันทางการศึกษาและภูมิปัญญาทั้งปวงทั่วประเทศ จำเป็นที่จะต้อง “เปิด” พื้นที่เหล่านี้ เป็นอย่างยิ่ง

เจ็ด) ผมขอเสนอให้ท่านอธิการบดีเอง และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณบดี ผู้อำนวยการ ฯลฯ) ได้ดำเนินการ “เปิด” พื้นที่ดังกล่าว โดยท่านอธิการบดี และ/หรือคณะผู้แทน จัดให้มีการถกเถียง แลกเปลี่ยน อภิปราย และดำเนินการหา “ทางออก” ให้กับสังคมและประเทศชาติของเราในยามนี้

คง ไม่มีเวลาไหน นับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2310 ที่สังคมของเราแตกเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นสี มากมายเช่นนี้ แหล่งศึกษาและ/หรือมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ที่นี่ ที่ท่าพระจันทร์ ที่รังสิต ที่ลำปาง หรือ ที่ไหนๆ ในสยามประเทศไทย น่าจะต้องเป็นองค์กรกลางในการช่วยกันแก้ปัญหา และหาทางออก

การระดม ความคิด ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน (แต่ต้องไม่ใช่ในรูปของการโต้วาที หรือไฮปาร์ค เอาชนะคะคาน) กันนั้น เป็นพันธกิจและภารกิจที่เร่งด่วนสุด และสำคัญสูงสุด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ
(ข้าราชการบำนาญ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
1 กุมภาพันธ์ (ก่อนวันวาเลนไทน์ 2555/2012)

หมายเหตุ: ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์”

1.ให้ยกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร

2.เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3.แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

4.เปลี่ยน บทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5.เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

6.เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ

7.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์