ที่มา : สำนักข่าวไทย 

ททบ.5 1 ก.พ. - พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่ทหารพรานยิงชาวบ้าน บ้านตันหยงปูโล๊ะ ม. 1 ต.ปูละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เสียชีวิตและบาดเจ็บ ว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่เกิดการสูญเสีย แต่ต้องเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของทหารด้วย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก บอกแล้วว่า ต้องสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร ทหารทำเกินกว่าเหตุหรือไม่
"ยืนยันได้ว่า กองทัพเป็นลูกผู้ชาย ถ้าผิด เรายอมรับผิด ไม่ได้เกี่ยงงอนอะไรทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ต้องเยียวยา เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และต้องทำโดยเร็วอย่างยุติธรรม แต่ทหารทำงาน 24 ชั่วโมง ไม่ได้ทำเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น เราเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ ไม่สามารถเลือกได้ว่า จะถูกโจมตีเวลาใด เป็นเรื่องทางยุทธวิธี ที่เราต้องมีความพร้อม 24 ช.ม. ทุกพื้นที่เราใช้กฎกติกาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก คงต้องรอผลการสอบสวน ถ้าผิดก็ต้องยอมรับผิดอย่างลูกผู้ชาย แต่เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากได้ ต้องระวังและรับฟังทั้ง 2 ฝ่าย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าว.- สำนักข่าวไทย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, February 1, 2012
รมว.กห.ยืนยันกองทัพเป็นลูกผู้ชาย พร้อมรับผิดชอบกรณีชาวปัตตานี
กต.เชิญทูตยุโรปชี้แจงสถานการณ์ไทยหวังถอนประกาศเตือนก่อการร้าย
ที่มา : สำนักข่าวไทย 

กระทรวงการต่างประเทศ 1 ก.พ.- นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศให้ข้อมูลและชี้แจงสถานการณ์ให้แก่ประเทศ ต่าง ๆ ที่ยังคงออกประกาศคำแนะนำการเดินทางต่อประเทศไทยเกี่ยวกับกรณีอาจมีการก่อ การร้ายในไทย เพื่อให้พิจารณาปรับหรือทบทวนประกาศดังกล่าว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้หารือเพิ่มเติมกับบางประเทศและมีการถอนประกาศเตือนไป แล้ว 8 ประเทศ ยังคงเหลืออีก 14 ประเทศ ที่ยังคงคำประกาศเตือน โดยในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและปลัดกระทรวงการต่างประเทศจะพบกับเอก อัครราชทูตหรือผู้แทนของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ซึ่งจะได้ใช้โอกาสดังกล่าวให้ข้อมูลและชี้แจงพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ที่ ถูกต้องให้ทราบ เพื่อให้แต่ละประเทศพิจารณาปรับหรือทบทวนข้อความในประกาศคำแนะนำของตนต่อ ไป.-สำนักข่าวไทย
พท.เดินหน้าแก้ไข รธน.มาตรา 291
ที่มา : สำนักข่าวไทย 

เพื่อไทย 31 ม.ค. - นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย วันนี้ (31 ม.ค.) ได้กำหนดท่าทีชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะแก้มาตรา 291 ให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากทุกจังหวัด จะไม่แตะต้องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกำชับให้ ส.ส.และสมาชิกพรรคแต่ละคนไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน โดยในขั้นตอนต่อไป จะมีการหารือในรายละเอียดกับพรรคร่วมรัฐบาล
"พรรคเพื่อไทยไม่แก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ขอให้คนบางกลุ่มที่พยายามนำประเด็นการแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 มาเคลื่อนไหวโจมตีพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล เพื่อหวังให้เกิดความวุ่นวายจนนำไปสู่การทำรัฐประหาร ได้ยุติการเคลื่อนไหวดังกล่าว เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย" นายพร้อมพงศ์ กล่าว.- สำนักข่าวไทย
Tuesday, January 31, 2012
อำมาตย์กำลังติดหล่มสงครามยืดเยื้อ แนวรบใหม่กับกองทัพ "ปัญญาชน" เกิดขึ้น
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
วันนี้หากเป็นสงคราม (จริงๆ มันก็คือสงคราม ที่จริงสงครามมันเป็นแค่เครื่องมือชนิดหนึ่งของการต่อสู้กันทางการเมือง) การเมืองไทย จากสงครามที่คิดว่าจะชนะได้ในเวลาสั้นๆ ก็กลายเป็นสงครามยืดเยื้อไปเรียบร้อยแล้ว
จากที่ต่อสู้กับทักษิณ และอิทธิพลของทักษิณ
วันนี้ กลายเป็นการต่อสู้กับ "ปัญญาชน" ในประเด็น "เสรีภาพในการแสดงความเห็น" เสรีภาพในการคิดและความเชื่อ เป็นประเด็นทางอุดมการณ์ไปเรียบร้อยแล้ว
วันนี้ จะด่าว่า "ปัญญาชน" ตั้งแต่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ก่อนหน้านี้สัก 3-4 ปีที่แล้ว เป็นพวกตรงข้ามกับทักษิณ แล้วสลับมาอยู่ตรงกลาง วันนี้กลายเป็นหนึ่งใน 112 คน ที่เป็นแนวรบใหม่ในการต่อสู้กับอำมาตย์
หนึ่งสงคราม สองแนวรบ แนวรบทักษิณกับผู้ศรัทธาทักษิณ แนวรบนักวิชาการปัญญาชนก้าวหน้า สองแนวรบแรงๆ ทั้งสิ้น
แนว รบปัญญาชน ควรที่จะต่อสู้กันด้วยปัญญาในโลกยุค "ข้อมูลข่าวสาร" แต่กลับเลือกใช้ "การปิดกั้นสถานที่" การใส่ร้ายกันเหมือนนักการเมือง
วันนี้ ไม่มี "ผีคอมมิวนิสต์" จะปลุกผีตัวไหนมา ผีตัวไหนก็ไม่น่ากล้าต่อประชาชนแล้วในวันนี้ นอกจากปีอำมาตยาธิปไตย ที่น่ากลัวเป็นที่สุดสำหรับประชาชน
จะรับมืออย่างไร ใช้กำลังดิบๆ ชนอย่างนั้นหรือ
วันนี้ โลกเชื่อมโยงกันด้วยระบบอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ข่าวสารปิดกั้นไม่ได้ "สารที่ทรงไว้ซึ่งปัญญาของนิติราษฎร์ ต่อต้านไม่ได้ด้วยกำลังหรือการบิดเบือน เพราะพวกอำมาตย์ปิดกั้นข่าวสารไม่ได้อีกต่อไป"
ไม่ให้เขาใช้ห้อง ประชุมธรรมศาสตร์ นิติราษฏร์อาจประยุกต์ใช้ "เทคโนโลยี Youtube จัดแถลงการณ์ที่ไหนแล้วให้ "คุณม้าเร็ว Speedhorse ไปถ่ายทอดให้ก็ได้ ผู้เข้าร่วมประชุมในห้องจริงๆ ไม่ต้องมากก็ได้สัก 30-40 คนก็พอ เพื่อซักถามประเด็น แล้วถ่ายทอดผ่านเว็บ ผ่านยูทูปต์ ผมว่ามันก็ได้ผลพอๆ กัน
มันไม่จำเป็นต้องใช้หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ก็ได้
แนะนำให้ไปจัดแถลงการณ์ต่อไปที่ ร้านอาหาร "บ้านประภัสสร" หรือร้านอาหารใหญ่ๆ ที่ไหนสักแห่งก็ได้
ผมว่ามีร้านอาหารเสื้อแดงที่เต็มใจให้จัดถมเถไป
วันนี้แนวรบขยายตัว ยิ่งสู้ยิ่งขยายศัตรูออกไปเรื่อยๆ
ผู้รักประชาธิปไตย และเสรีภาพ ย่อมมีอยู่อย่างไม่สิ้นสุด
ยิ่งปิดกั้นเสรีภาพ มันยิ่งขยายตัว
ยิ่งขมขู่ คนก็ยิ่งสู้
ครม.เห็นชอบปรับเงินเดือนข้าราชการวุฒิ ป.ตรี 15,000
ที่มา ประชาไท
คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบในหลักการการปรับขึ้นอัตราเงินเดือนราชการ ปริญญาตรี-โท-เอก-ปวช.-ปวส. ในปีแรก 2555 มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555
สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานวันนี้ (31 ม.ค.) ว่านายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบในหลักการการปรับขึ้นอัตราเงินเดือนราชการ ปริญญาตรี-โท-เอก-ปวช.-ปวส. ในปีแรก 2555 มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ใช้งบประมาณ 5,600 ล้านบาท พร้อมทั้งปรับขึ้นเงินเดือนราชการที่มีอายุงานตั้งแต่ 1 - 10 ปี ตามฐานเงินเดือนจริง ส่วนที่มีอายุงานเกิน 10 ปีขึ้นไปอยู่ระหว่างพิจารณา
สำหรับฐานเงินเดือนที่ยังไม่ถึง 15,000 บาท จะเพิ่มเงินการครองชีพชั่วคราวให้ไม่เกิน 15,000 บาท โดยเงินเดือนที่ปรับฐานใหม่ คือ ปริญญาตรี จากเดิม 9,140 บาท เพิ่มเป็น 11,680 บาท, ปริญญาโท จากเดิม 12,600 บาท เป็น 15,300 บาท , ปริญญาเอก จากเดิม 17,010 บาท เป็น 19,000 บาท , ปวช. จากเดิม 6,410 บาท เป็น 7,620 บาท และ ปวส. จากเดิม 7,600 บาท เป็น 9,300 บาท
ขณะที่การพิจารณาการปรับขึ้นอัตราเงินเดือนราชการในปี 2556 ต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังก่อน เพื่อไม่ให้กระทบระบบเศรษฐกิจประเทศ
ฯพณฯณัฐวุฒิไม่ลับลวงพรางฟันธงโชะไม่แก้112 แดงขอนแก่นก่อหวอดคราวหน้าอย่าเลือกเพื่อไทย
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 มกราคม 2555
ณัฐวุฒิยันเพื่อไทยชัดเจนไม่แก้มาตรา 112
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.50 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯและแกนนำ นปช.ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงโจมตีพรรคเพื่อไทย ว่าอยู่เบื้องหลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ในการเสนอแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 ว่า เป็นรูปธรรมที่ทำให้ประชาชนเห็นชัดอีกครั้ง ว่ามีคนบางกลุ่มบางพวก นำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเอ่ยอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมายาวนาน จนกลายเป็นสถานการณ์ความไม่เข้าใจกัน
และใช้เป็นพื้นที่ผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังคงดำรงอยู่ในสังคม เพราะท่าทีและจุดยืนของพรรคเพื่อไทย และรัฐบาล ชัดเจนจนแทบไม่ต้องอธิบายหรือมีคำถามใด ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว
" เพราะว่ารัฐบาลโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้ว ส่วนพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วเช่นกัน อีกทั้งมติการดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่หลักในการพิจารณาแก้ไขข้อกฏหมาย ก็มีความชัดเจนว่าไม่มีแนวทางและแนวคิดที่จะแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 เพราะฉะนั้น หากมองย้อนหลังไป ก็จะเห็นว่าทุกอย่างมีความชัดเจน ยกเว้นแต่ทางพรรคประชาธิปัตย์ ที่เจตนาจะไม่เข้าใจและเจตนาที่จะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม เพื่อที่จะได้ประโยชน์จากพื้นที่ทางการเมือง"นายณัฐวุฒิ กล่าว
เชื่อว่ากรณีดังกล่าวนี้ประชาชนจะสามารถใช้วิจารณญาณได้ แล้วพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลก็มีการออกมาระบุชัดเจนตรงไปตรงมา แน่ใจว่าประเด็นนี้ได้ข้อยุติลงแล้ว
นอกจากนั้นทางสภาฯ ยังมีท่าทีชัดเจนว่าไม่มีแนวคิดที่จะแก้ไขมาตรานี้ จะเห็นว่าทุกอย่างชัดเจน มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ที่เจตนาจะไม่เข้าใจและเจตนาสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม เพื่อจะได้เป็นพื้นที่ประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง แต่ประชาชนรู้เท่าทัน และในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวเรื่องนี้
"ประเด็นนี้ได้ข้อยุติแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์จงใจที่จะไม่ให้มีข้อยุติ ผมขอฝากข้อคิดถึงประชาธิปัตย์ว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็เพราะท่านเที่ยวพูดเที่ยวทำอยู่อย่างนี้ มันมีข้อกล่าวหาหรือวิธีการใดอีกที่ไม่เคยกล่าวหา หรือใช้ประโยชน์ทางการเมืองโดยทำให้พรรคเพื่อไทยเกิดความเสียหาย และในท้ายที่สุดประชาชนสามารถแยกแยะเหตุผลและข้อเท็จจริงได้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มองย้อนเหตุการณ์ 4-5ปี ที่ผ่านมาก็น่าจะได้ข้อคิดและปรับเปลี่ยนวิธีทำงานทางการเมืองเสียใหม่
ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้ปล่อยเกาะหรือทอดทิ้งกลุ่มนิติราษฎร์ อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามกล่าวหา แต่เราเป็นสังคมประชาธิปไตย ไม่มีการผูกยึดกับบุคคลหรือองค์กร นอกจากเหตุผลหรือข้อเท็จจริงในแต่ละสถานการณ์ บางข้อเสนอสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สังคมขานรับ และบางข้อเสนออาจไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้อง และอาจทำให้เกิดความสับสน ก็จะมีการตั้งข้อสังเกต และแสดงความเห็นต่าง เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย" นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่ดีที่สุดขณะนี้คือรับฟังทุกฝ่ายและยอมรับความ จริงว่าประเทศนี้ต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข แล้วทุกฝ่ายยุติการเอ่ยอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
อย่างไรก็ตามนายณัฐวุฒิกล่าวว่า แม้ฝ่ายต่อต้านการแก้ไข112บอกว่าทำไปเพื่อปกป้องสถาบัน แต่ฝ่ายเสนอแก้ไขนั้นก็ได้ยืนยันเช่นกันว่า แก้ไขเพืิ่อปกป้องสถาบัน ไม่มีฝ่ายใดคิดจ้องล้มสถาบันดังที่มีการโจมตีกัน เป็นเพียงความเห็นต่างในระบอบประชาธิปไตย
คนขอนแก่นฮึ่มเตือนเพื่อไทยสมัยหน้าไม่เลือก จะหันไปเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์แทน
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง"แก้ไขมาตรา 112 ฟื้นฟูประชาธิปไตย"ที่โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมงานมากกว่า 200 คน ซึ่งคนเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่นที่เข้าร่วมในงาน ได้พากันอภิปรายว่า จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยยกทั้งจังหวัดในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุด แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้สนองเจตนารมณ์คนเสื้อแดง และชาวขอนแก่้น โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 112
ได้มีการกล่าววิจารณ์ในที่ประชุมเสวนาว่า พรรคเพื่อไทยที่ไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112นั้นไม่ทราบว่าจะยึกยักรอให้เขา ยึดอำนาจก่อนหรืออย่างไร และเสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้ สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทน
ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวว่า เป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่า ข้อเสนอแก้ไข112จะไม่มีทางสำเร็จ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ยอมสนับสนุน แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งวาด รวี 1 ในคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)กล่่าวตอบในที่เสวนาว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายมีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีส.ส.สนับสนุน หรืออาจจะไปแท้งตั้งแต่ถึงมือประธานสภา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ประชาชนจะเข้าชื่อแก้ไขกฎหมายก็ได้ หากกฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่หากประธานสภาตีความว่า 112 ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ก็อาจจะไม่บรรจุเข้าสู่วาระการแก้ไข ก็จะแท้งแต่ต้น "ซึ่งหากไม่ผ่าน เพราะแท้งตั้งแต่ต้น หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภา ทางครก.112ก็จะรณรงค์ทางสังคมต่อไป"
ขณะที่ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวว่า หากประธานรัฐสภาทำเช่นนั้นก็ถือว่าไม่เคารพเสียงประชาชน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็เป็นส.ส.ที่คนขอนแก่นเลือกไป คราวหน้าก็อย่าหวังจะได้เข้าสภาอีก และขอบอกไปยังประชาชนจังหวัดอื่นๆว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนการแก้ไข มาตรา112 การเลือกตั้งหนหน้าก็ต้องมีการลงโทษทางสังคมด้วยการยุติการสนับสนุน แล้วไปเลือกพรรคการเมืองอื่นที่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 และข้อเสนอลบล้างผลพวงการรัฐประหาร19กันยาของคณะนิติราษฎร์แทน (อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:สนนท.ประณามASTV-หมอสลิ่มให้ร้ายฝ่ายรณรงค์แก้112ล้มเจ้า ย้อนที่ทำำกำลังสนองพระราชดำรัส)
โพลล์ไทยอีนิวส์เผยจะหันไปเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์
ไทยอีนิืวส์ได้จัดทำแบบสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด? ผลสำรวจในช่วง 2 วันที่ผ่านมากว่า 65% ตอบว่าจะเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และจะเลือกพรรคเพื่อไทยเพียง 28% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติต่ำที่สุดเท่าที่เราเคยสำรวจมา
*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กาลครั้งหนึ่งเมื่อไวๆนี้กับเสนาบดีณัฐวุฒิ:อย่าทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง มิเช่นนั้น เราขาดกัน
ผมขอวิงวอนผู้บริหารและพรรคเพื่อไทยให้นึกถึงหยดเลือดคราบน้ำตา ของพี่น้อง อิสรภาพที่คนเสื้อแดงอุทิศทุ่มเทลงไปสละลงเป็นเส้นทางเพื่อให้ท่านเดินมา เป็นรัฐบาล แต่ขอว่าอย่ามาเหยียบย่ำการต่อสู้ หรือทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง หากท่านไม่ทำอย่างนั้นเราก็จะเดินทางไปร่วมกันต่อไป แต่หากท่านทำอย่างนั้นเมื่อใด ผมก็จะใช้เสรีภาพของนักต่อสู้ออกไปยืนอยู่กับคนเสื้อแดง-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นศ. มธ. ประท้วง และแถลงเกรียนโหดสัดส่งมาโปรดแด่ผู้บริหารมธ.:แม้โลกนี้จะมีเสรีภาพ แต่ธรรมศาสตร์ไม่เกี่ยวข้อง!
ที่มา Thai E-News

มติชนออนไลน์ รายงานข่าวว่า
หลัง จากที่เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัย คณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณี ประมวลกฎหมายมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยหรือ มหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาวิทยาลัย จนมหาวิทยาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยได้
ทั้งนี้มีรายงานว่ากลุ่ม ธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยจะทำการวางพวงหรีดเพื่อ คัดค้านการห้ามรณรงค์เกี่ยวกับมาตรา 112 และไว้อาลัยให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ทำลายตัวเองด้วยการปิดกั้น เสรีภาพดังกล่าว ที่รูปปั้นอ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ เวลาบ่ายสองโมง และที่รูปปั้นอ.ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ เวลาบ่ายสองโมง




แถลงเกรียนโหดสัดส่งมาโปรดแด่ผู้บริหารมธ.:แม้โลกนี้จะมีเสรีภาพ แต่ธรรมศาสตร์ไม่เกี่ยวข้อง!

อ่าน "แถลงเกรียนชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง กรณีมาตรา 112" แล้วก็เห็นว่าสมควรจะช่วยเผยแพร่เพื่อให้ข้อความนั้นไปถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้รีบตอบสนองต่อแถลงการณ์โดยพลัน โดยเฉพาะ ข้อเรียกร้องมาตรา 6 เราอ่านแล้ว เราชอบมาก
"6. ต่อจากนี้ไปหากนักศึกษาต้องการแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ นักศึกษาไปแสดงออกในห้องส้วมขณะขับถ่าย โดยสามารถขีดเขียนฝาผนังได้ตามใจชอบ ทางมหาวิทยาลัยจะได้จัดปากกาเคมีชนิดลบไม่ออกให้อย่างพอเพียงทุกตารางนิ้ว"
โดย ชัชชวย คนทน
31 มกราคม 2555
สืบ เนื่องจากที่คณะผู้บริหารฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองกรณี มาตรา 112 เพราะเกรงว่าสังคมภายนอกจะเข้าใจผิดคิดว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันทรง เกียรติจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ อีกทั้งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยังถือเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ อาจนำมาซึ่งความรุนแรง เพราะเป็นการแสดงความคิดต่างทางการเมือง
การ ประกาศดังกล่าวมีนัยยะเป็นการประกาศมาตรฐานใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทางคณะผู้บริหารฯ คาดว่าจะมีนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เนื่องจากนักศึกษามักจะมีความเชื่อมั่นในสติปัญญาของตนเองสูงจนเกินควร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการชี้แจ้งเพิ่มเติมเพื่อให้นักศึกษามีความสำนึกใน เจตนารมณ์ใหม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังต่อไปนี้
1. มหาวิทยาลัยขอประกาศยกเลิกการรำลึก ฟื้นฟูสถานะ ตลอดจนอ้างอิงถึงผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ และอาจาร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ด้วยเกรงว่านักศึกษาจะยึดเอาคุณธรรมและความกล้าหาญของบุคคลทั้งสองเป็น เยี่ยงอย่าง
2. ขอประกาศยกเลิกวันงานธรรมศาสตร์สามัคคี เพราะการเดินขบวนของนักศึกษาเข้ายึดมหาวิทยาลัยคืนจากทหารเมื่อ พ.ศ. 2494 เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งตามมาตรฐานใหม่ เนื่องจากเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ในทางกลับกัน ในภาวะสุ่มเสี่ยงทางการเมืองเช่นนี้นั้น ทางเลือกเดียวที่จะทำให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อยได้ ย่อมต้องอาศัยการรักษาความปลอดภัยโดยทหาร
3. เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอประกาศและยืนยันใหม่ว่าไม่เคยเกี่ยวข้อง ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของนักศึกษาบางส่วนกับประชาชนภายนอกที่รู้ เท่าไม่ถึงการ ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในพื้นที่สาธารณะ จนก่อให้เกิดความรุนแรง และบาดเจ็บล้มตายในท้ายที่สุด
4. เช่นเดียวกับข้อ 3 ในกรณี 6 ตุลา 2519 ให้ถือเป็นความผิดพลาดของผู้บริหารในยุคนั้นที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ จึงทำให้ขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจออกคำสั่งห้ามนักศึกษาใช้สถานที่
5. สืบเนื่องจากข้อ 2, 3, และ 4 ทางคณะผู้บริหารจึงห้ามจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมือง ของมหาวิทยาลัย เพราะทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเหตุการณ์เหลวไหลไร้สาระ ไม่ได้มีส่วนส่งเสริมให้นักศึกษาได้ดิบได้ดีในสังคมในภายภาคหน้า
6. ต่อจากนี้ไปหากนักศึกษาต้องการแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ นักศึกษาไปแสดงออกในห้องส้วมขณะขับถ่าย โดยสามารถขีดเขียนฝาผนังได้ตามใจชอบ ทางมหาวิทยาลัยจะได้จัดปากกาเคมีชนิดลบไม่ออกให้อย่างพอเพียงทุกตารางนิ้ว
7. คำขวัญใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ “แม้โลกนี้จะมีเสรีภาพ แต่ธรรมศาสตร์ไม่เกี่ยวข้อง!”
จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
คณะผู้บริหารร่างกายในยามวิกฤติ
เตรียมเข้าแถวรอซื้อโดยพลัน "ฟ้าเดียวกัน # 33 “จากทหารพระราชา สู่ทหารพระราชา?”
ที่มา Thai E-News
กอง ทัพสมัยใหม่ของสยามนั้นกำเนิดขึ้นมาในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีภารกิจที่แท้จริงคือการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และรักษาความมั่นคง ของราชบัลลังก์ ดังภารกิจของทหารประจำการที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุกคนจะได้รับการฝึกอบรมให้มีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะถือว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองให้บรรดาทหารได้รับความร่มเย็น เป็นสุข เป็นผู้พระราชทานเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง เครื่องใช้สอยให้ทหาร ดังนั้นหน้าที่ของทหารจึงต้องพร้อมที่จะพลีชีพจนเลือดหยดสุดท้ายเพื่อเป็น ประโยชน์และเกียรติยศแห่งสิ่งที่รักและนับถืออยู่เสมอทุกเมื่อ”
ขณะ ที่กองทัพของสยามไม่ต้องทำหน้าที่ป้องกันประเทศจากศัตรูภายนอกอย่างจริงจัง นอกจากรบกับ “ศัตรูภายใน” หน้าที่หลักของกองทัพในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงได้แก่ การรักษาความมั่นคงภายในของกษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงความทันสมัยอวดโลกภายนอก หรือเป็น “ทหารพระราชา” นั่นเอง
อย่างไรก็ดี ในเวลาไม่นานเชื้อมูลแห่งการเปลี่ยนแปลงก็บ่มเพาะขึ้นในกองทัพเสียเอง นั่นคือ นายทหารคณะ ร.ศ. 130 ซึ่งเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ก้าวสู่ภาวะ “ศรีวิลัย” ซึ่ง “ราษฎรได้รับความอิศรภาพเสมอหน้ากัน ไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้าสำหรับกดคอกันเล่น” แม้ว่าจะล้มเหลว แต่อีก 20 ปีต่อมา นายทหารกลุ่มหนึ่งได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรกระทำการยึดอำนาจจากกษัตริย์ และประกาศกลางพระนครว่า “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง”
ช่วง เวลา 15 ปีหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ทหารได้เป็น “ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ปกป้องระบอบใหม่ของคณะราษฎรจากการโต้กลับของคณะเจ้า แต่ภารกิจดังกล่าวก็สิ้นสุดลงพร้อมกับการเมืองยุคคณะราษฎร เมื่อเกิดการรัฐประหารในปี 2490 ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง (เครือข่าย) สถาบันกษัตริย์กับทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก
2 วันหลังรัฐประหาร หนังสือพิมพ์ เอกราช ได้พาดหัวข่าวว่า “ในหลวงรู้ปฏิวัติ 2 เดือนแล้ว” โดย พล.ท. กาจ กาจสงคราม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาส่งโทรเลขลับรายงานแผนการไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ล่วงหน้า 2 เดือนก่อนรัฐประหาร
การ รัฐประหาร 2490 นำไปสู่การฟื้นฟูอำนาจทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ผู้นำกองทัพกลายเป็น “ขุนศึก” ซึ่งสามารถขึ้นมาเป็นผู้ปกครองและตัวแสดงที่มีฐานอำนาจทางการเมืองและ เศรษฐกิจเป็นของตนเองในเวลาต่อมา
ถึงยุคสงครามเย็น คอมมิวนิสต์กลายเป็นศัตรูหลักที่คุกคามความมั่นคงของชาติ ด้วยการสนับสนุนจากมหามิตรอเมริกัน อำนาจและบทบาททางการเมืองของทหารขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันกษัตริย์ในฐานะหุ้นส่วนและแหล่งอ้างอิง ความชอบธรรมของกองทัพ
ในระหว่างการทำสงครามต่อสู้กับ คอมมิวนิสต์ กองทัพและสถาบันกษัตริย์ยังได้ขยายบทบาทไปทำงาน “พัฒนา” ในฐานะเป็นยุทธวิธีสู้กับภัยคุกคามในชนบท และภายหลังได้หันมาใช้ “ประชาธิปไตย” เป็นยุทธวิธีในการสู้กับคอมมิวนิสต์ อันเป็นที่มาของนโยบาย 66/2523
หลังสงครามเย็นยุติลง ดูเหมือนภารกิจของกองทัพจะไม่มีความชัดเจน ขณะที่บทบาทและอำนาจทางการเมืองของตนก็ถูกลดทอนลงตามลำดับ แม้ผู้นำทหารจะก่อการรัฐประหารอีกในปี 2534 แต่ก็ต้องล่าถอยไปอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดทางให้แก่กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย
แต่ แล้ว เมื่อการเมืองในระบบการเลือกตั้งเข้มแข็งขึ้นจนท้าทายเครือข่ายอำนาจเก่าที่ รวมศูนย์อยู่ที่สถาบันกษัตริย์ กองทัพจึงหวนคืนสู่เวทีการเมืองเต็มตัวอีกครั้งในฐานะ “ทหารของพระราชา” กระทั่งก่อการรัฐประหารในปี 2549 เพื่อรักษา “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จนนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยืดเยื้อและลงลึกถึงราก
ปัจจุบัน แม้กองทัพจะได้มีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ถูกท้าทายมากขึ้น รวมถึงสถาบันกษัตริย์ที่เป็นแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพก็ถูกตั้ง คำถามด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมใหม่ทั้งภายในและ ภายนอกประเทศ ซึ่งเรียกร้องให้จัดวางบทบาทและตำแหน่งแห่งที่ของกองทัพเสียใหม่ด้วย โดยเฉพาะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับ (รัฐบาล) พลเรือน ดูเหมือนว่ากองทัพไทยจะยังคงยึดมั่นกับบทบาทการเป็น “ทหารพระราชา” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ขณะที่สำนึกประชาธิปไตย สำนึกความเป็นพลเมืองของประชาชนขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนลงลึกถึงระดับรากหญ้าในขณะนี้ แต่กองทัพไทยที่เริ่มต้นจากการเป็น “ทหารพระราชา” จะยินดีที่จะเป็น “ทหารพระราชา” อยู่เช่นเดิม
สิ่ง ที่น่าตระหนักคือไม่เพียงแต่สำนึกทางการเมืองของกองทัพกลับย้อนไปสู่ยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ พอใจอยู่กับการเป็น “ทหารของพระราชา” เท่านั้น แต่สถาบันกษัตริย์ในฐานะแหล่งอ้างอิงความชอบธรรม ก็อาจจะพอใจที่จะให้กองทัพดำรงสถานะเช่นนี้ตลอดไป ราวกับว่า 80 ปีของปฏิวัติสยาม ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย

ผู้สนับสนุนการแก้ 112 เป็นมวลชนก้าวหน้า หากไม่สนับสนุนเพื่อไทยคงแพ้ ในที่สุด
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
หากพรรคเพื่อไทยยังกลัวอำมาตย์ และมาขัดขวางการแก้ไข 112 ผมเชื่อว่าในที่สุดอาจแตกคอกันจนได้ และหากแตกคอกันในที่สุดเมื่อวันนั้นมาถึง พรรคเพื่อไทยก็คงโดยยุบพรรค แม้จะชนะเลือกตั้งแต่คงไม่ได้เกินครึ่งและเป็นฝ่ายค้านแน่นอน
ทักษิณ คงไม่ได้กลับบ้าน และจบบทบาทการต่อสู้ทางการเมืองในที่สุดในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า เพราะหากเกิดจุดอ่อนเช่นนี้ ผมไม่เชื่อว่าอำมาตย์จะไม่มุ่งโจมตีจุดอ่อนอย่างแน่นอน
ตอนนี้เขาก็ พยายามสร้างสถานการณ์ขู่ เพื่อให้รัฐบาลและกลุ่มทักษิณกลัว ต่อต้าน 112 ซึ่งจะนำไปสู่การแตกคอกับเสื้อแดงก้าวหน้าในที่สุด หากยังประเมินสถานการณ์ไม่ได้ ผมเชื่อว่าความย่ำแย่ทางยุทธศาสตร์ก็คงมาถึงอย่างแน่นอน
วันนี้ถึงอย่างไร ไปกราบเขา เขาก็ไม่ปรองดองกับพวกท่าน ยกเว้นต้องลุยให้ถึงที่สุดแล้วเขาจะมาขอกราบปรองดองเอง
หากยังตีประเด็นทางยุทธศาสตร์ไม่แตกก็คงแพ้ในที่สุดแม้ทำท่าจะชนะแล้วก็ตาม
ก็๋ อย่างที่ผมประเมินแต่ต้นนะครับ เสื้อแดงก้าวหน้า แม้เป็นเสื้อแดงส่วนน้อย แต่เป็น "ส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเกินครึ่ง หากไม่มีเสื้อแดงก้าวหน้าทุ่มกำลังช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยจะพอใจพรรคเพื่อไทยนัก พรรคเพื่อไทยก็คงได้ไม่เกิน 230 ที่นั่ง และกลายเป็น พรรคฝ่ายค้านที่ได้คะแนนมากที่สุด แต่คงไม่ได้เป็นรัฐบาล
หากยังตีความต้องนี้ไม่ออกระวังหายนะจะมาถึง
เรื่อง 112 แม้พวกฝ่ายขวาไม่พอใจ แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะทำรัฐประหารได้ แต่ให้ทำรัฐประหารก็คงอยู่ไม่ได้ และพรรคเพื่อไทยก็คงกลับมาอีกในที่สุด เพราะมวลชนคงร่วมหัวจมท้ายด้วย
แต่หากแตกคอกันเรื่อง 112 ความเพลี่ยงพร้ำทางยุทธศาสตร์ก็คงมาถึงอย่างแน่นอน
ผมเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทย แม้ไม่สนับสนุนตอนนี้ ก็๋ไม่ควรแสดงบทบาทต่อต้าน หรือขัดขวาง ปล่อยให้เป็นการเคลื่อนไหวของมวลชนไป
พรรค เพื่อไทยจะคิดว่า จะลุยทางด้านเศรษฐกิจเพื่อให้คนพอใจ วันนี้สถานการณ์มันเลยกว่าจุดนั้นไปค่อนข้างมากแล้ว แม้เศรษฐกิจจะสำคัญขาดไม่ได้ แต่เรื่องการเมืองก็สำคัญกว่ามาก หากมุ่งแต่เศรษฐกิจ ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่โตเป็น 7-10% อย่างแน่นอน การเมืองไม่ได้ สุดท้ายก็คงไม่มีผลงานอะไรดีเด่น แม้คนยังเลือก ก็คงได้ไม่เกินครึ่ง
ได้ไม่เกินครึ่งคือหายนะ ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่
ดัง นั้น คนของพรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องมาย่ำเรื่องการไม่เห็นด้วยกับ 112 ให้มากนัก อะไรที่เงียบได้ก็ควรเงียบ และไม่ต้องกลัวฝ่ายตรงข้ามจนหัวหด
ผม บอกตรงๆ ชัดๆ เลยว่า การแตกแยกทางอุดมการณ์นั้น มีผลรุนแรงกว่าการแตกแยกทางด้านผลประโยชน์ ต่อให้บริหารเศรษฐกิจดีอย่างไร หากแนวร่วมเกิดรอยแยกทางอุดมการณ์ เมื่อไหร่ รอยแยกจะรุนแรงมากขึ้นกว่า เรื่องผลประโยชน์มากนัก
ขบวนการเสื้อแดงจะไม่มีทางแตกแยกกันเพราะ "แกนนำไม่ได้เป็นรัฐมนตรี" อย่างแน่นอน อันนั้นเรื่องขี้ประติ๋ว แต่จะแตกแยกกันแน่หากพรรคไทย "ค้าน 112" แล้วโดนอำมาตย์หลอกให้ทำโน้นทำนี่ให้ เป็นเงื่อนไขก่อนปรองดอง (แต่ทางยุทธศาสตร์เขาไม่ปรองดองอย่างแน่นอน เพราะมันคือการขัดแย้งกันทางอำนาจที่คงอยู่ร่วมกันยาก)



