ที่มา thaifreenews
โดย bozo
กาแฟ
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1113
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, February 5, 2012
เพื่อไทย จี้ ปชป.รับผิดชอบรุกที่ดินเขาแพง
ที่มา Voice TV
ส.ส.พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกี่ยวข้องกับคดีการรุกที่ดินเขาแพง ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี แสดงความรับผิดชอบ พร้อมให้รัฐบาลเร่งรัดการตรวจสอบ
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าว แม้มีคำสั่งจากกรมที่ดินไปแล้ว แต่น่าจะมีปัญหาติดขัดที่ระบบราชการใน จ.สุราษฎร์ธานี โดย นายจำลอง โพธิ์เพชร รักษาการเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย มาตั้งแต่ปี 2552 ได้มีพฤติกรรมที่อาจจะดึงเวลาในเรื่องหรือไม่อย่างไร
ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่า มีเหตุผลใดที่นายจำลองถึงกล้าขัดคำสั่ง ไม่เกรงกลัวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมที่ดิน หรือเป็นเพราะมีนักการเมืองใหญ่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดการตรวจสอบ
สำหรับ กรณีดังกล่าว ถูกเปิดเผย ในช่วงปี 2553 มีบทสรุปของคดี ที่โยงถึงการกระทำผิด เกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของรัฐ และป่าไม้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2584 ด้วยการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ จากการถือครองที่ดินบริเวณเขาแพง หมู่ที่ 6 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎธานี ของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้งปัญหาการถือครองที่ดินในบริเวณภูเขาลูกเดียวกัน ที่ภายหลังปรากฏนิติกรรม การขายที่ดินให้กับบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่เชื่อมโยงกับผู้บริหารพรรคประชา ธิปัตย์คนหนึ่งด้วย
ยิ่งลักษณ์...คำราม!!!
ที่มา vattavan
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
เมื่อ กลางเดือนนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปเยือนอินเดีย ซึ่งการเยือนครั้งนี้ นอกจากเป็นการไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติเรา และความร่วมมือของสองประเทศแล้ว ที่โดดเด่นอย่างมาก ก็คือ
การยกย่องของอินเดีย ที่มีต่อผู้นำของประเทศไทย!
นายกรัฐมนตรีของเรา ได้ร่วมพิธีวันวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ (Republic Day) วันที่ 26 มกราคม 2555 ในฐานะ Chief Guest ซึ่งแต่ละปี อินเดียจะเชิญผู้นำต่างชาติเพียงหนึ่งประเทศเท่านั้น
สื่อทั้งเทศและไทย ต่างระบุตรงกันว่า
นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีต่ออินเดีย โดยนายกรัฐมนตรีผู้หญิงของเรา นับเป็นผู้นำเอเชียคนที่สาม ที่ได้รับเชิญต่อจากประธานาธิบดีเกาหลีใต้ (นายลี เมียงบัค) เมื่อปีพ.ศ.2553 และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย (นายซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน) เมื่อปีพ.ศ.2554
เธอเป็นสุภาพสตรีลำดับที่ 2 ซึ่งได้รับเกียรติเช่นนี้ แต่น่าทึ่งไปกว่านั้น เพราะท่านแรก คือ
สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 แห่ง สหราชอาณาจักร!!!
นั่น ‘บ่งบอก’อะไร?
วิสัชนาให้เข้าใจกันง่ายๆ ได้ดังนี้
รัศมีของนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องฉายแสง “เข้าตา” ผู้นำอินเดีย ทางประเทศภารตะถึงได้ยกย่อง ให้เกียรตินายกฯผู้หญิงของไทยคนนี้ ขึ้นชั้นเทียบเท่ากับผู้นำที่โดดเด่นในเอเชีย อย่างประธานาธิบดีอีกสองประเทศ ที่ถูกจัดว่าเป็นผู้นำที่บารมีเข้าขั้น ‘เรืองรอง’ ผ่องอำไพเลยทีเดียว
ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งนัก ที่ผู้นำหญิงของประเทศไทย ซึ่งเพิ่งเข้าบริหารบ้านเมืองไม่กี่เดือน กลับได้รับเกียรติในฐานะผู้นำประเทศ และ...
เข้าตาผู้นำนานาชาติ ได้อย่างรวดเร็ว จนน่าอัศจรรย์!
จึงน่าที่พวก ‘คอการเมือง -สีเหลือง’ ทั้งหลาย จะนำไปวิเคราะห์กันบ้าง เพราะพวกเขาเหล่านั้น เคยหลงผิดไปเชียร์ทั้งคนและพรรคกาลี จนในที่สุด ได้ประจักษ์แจ้งแก่ตนเองว่า
ทั้งพรรคและหัวหน้า ที่พวกตัวเคยเชียร์นั้น และผลักดันจนได้บริหารบ้านเมือง อย่างค้านสายตาพี่น้องประชาชนนั้น
ได้สร้างความผิดหวัง ให้กับพวกตัวแค่ไหน?
ในที่สุด ‘คอการเมือง –สีเหลือง’ นั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายทนไม่ได้ จนออกมาเปิดเผยเอง ว่า
ทั้งหัวหน้าและพรรคกาลี ที่ประชาชนส่วนใหญ่ ให้การปฏิเสธ และร่วมใจกัน ‘ถีบ’ จนตกจากเก้าอี้บริหารประเทศไปนั้น ได้สร้างความจังไรอัปรีย์ ไว้กับบ้านนี้เมืองนี้ อย่างไรกันบ้าง?
จริงใช่ไหมล่ะ!?
ความโดดเด่นของนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังปรากฏในรูปแบบอื่น เช่น น้องสาวประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบกระจุ๋มกระจิ๋ม ว่า
นายกฯปูของเราเป็น...พี่สะใภ้ในฝันทีเดียว!
ใช่แต่แค่นั้น ระหว่างที่กำลังเยือนอินเดียอยู่นั้น หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ของอังกฤษ ยังชมเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสม แถมยังตบท้ายอีกด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย นั้น มีคุณสมบัติครบเครื่อง คือ
สวย รวย เก่ง!!!
ฮู้ยยยย......ข่าวนี้ทำให้ไอ้พวกขี้อิจฉา ถึงกับขอบตาร้อนผะผ่าว วูบวาบ วาบวูบ กันไปเลยทีเดียว...เจ้าค่ะ!
น่าแปลกใจนัก ที่ไอ้พวกขี้เหลือง และบรรดาไอ้อีขี้อิจฉาทั้งหลาย ยังคงความโง่งมงาย คงเส้นคงวาเหนียวแน่น ได้แสดงคำพูด ดูถูก ดูแคลนผู้นำสตรีคนแรกของประเทศเรา ทั้งๆที่คนต่างชาติ กลับมองไปในทิศทางตรงกันข้าม แตกต่างจากกับพวกมันโดยสิ้นเชิง
ปัจจุบันนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่า ประเทศไทยไม่ต้องเสียเงินงบประมาณ ค่าทำพีอาร์ประชาสัมพันธ์ ให้ต่างชาติรู้จักเพราะนายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นแม่เหล็ก ที่ดึงดูดทั้งสื่อ และนักลงทุนจากต่างชาติ
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ...
ปาฏิหาริย์ที่เธอสร้างขึ้น ในการใช้เวลาไม่ถึงห้าสิบวัน ก็ช่วงชิงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ ของชาติเก่าแก่อย่างไทยแลนด์แดนสยามมาได้นั้น
แค่นี้ก็ถือเป็น “จุดขายสำคัญ” แล้ว ที่จะทำให้คนต่างชาติเขาสนใจ ว่า ผู้หญิงสวยคนนี้
มีอะไรดี นักหนานะ?
ข้อพิสูจน์ในเรื่องความสนใจ ของสื่อต่างชาติ ในตัวนายกฯหญิงของไทยนั้น ที่เห็นได้ชัดเจน คือ
สำนักข่าวเก่าแก่ BBC แห่งเมืองผู้ดี ยกภาพนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ติด 1 ใน 12 ภาพประจำปี 2011 แห่งเอเชีย
เท่านั้น...ยังไม่พอนะจ๊ะ
สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ อย่าง ‘รอยเตอร์’ ยังยกภาพ “นายกปูฯ- ชูหนึ่งนิ้ว” เป็นภาพข่าวแห่งปี 2011
ไม่ต้องเสียงงบประมาณ สัปดาห์ละ 159 ล้านบาท โฆษณาผลงานตัวเอง อย่างพรรคประชาธิเปรตทำ
เอาเงินโฆษณาผลงานรัฐบาล ไปซื้อแท็บเล็ตแจกเด็กนักเรียน ได้ประโยชน์มากมายกว่าแยะ แถมเงินยังเหลืออีกด้วย!
...จริงหรือเปล่าล่ะ!!
ผมอ ยากให้ท่านผู้อ่านลองสังเกต การวางตัวของนายกฯปู ที่ผู้คนพูดกันมาก คือ ท่าทีหรือท่วงท่า ที่เธอแสดงออกกับบุคคลอื่น ซึ่งสังคมได้เห็นกันอย่างแจ่มแจ้งว่า
กริยาที่เธอแสดงออกนั้นเหมาะเจาะ ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนสตรี ที่จะจดจำไว้เป็นตัวอย่าง ได้เป็นอย่างดี เช่น

เมื่อทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าให้เข้าเฝ้า เพื่อถวายข้อราชการ ท่าทีในการนั่งของเธอ แม้จะไม่ใช่การหมอบเฝ้าอย่างโบราณ แต่การนั่งของนายกฯปูนั้น เธอนั่งไม่เกินเศษหนึ่งส่วนสองของเก้าอี้ และค้อมกายไปข้างหน้า เข่าชิด มือประสานเข้าด้วยกัน ด้วยท่าทางอย่างนี้ สามารถสื่อให้ผู้คนเห็นว่า
เธอถวายความเคารพอย่างสูง ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
เยี่ยง ‘พสกนิกร’ ที่ดีคนหนึ่ง!
แม้จะทรงพระกรุณาให้นั่งเก้าอี้แล้ว แต่เธอก็นั่งเพียงไม่ถึงครึ่งเก้าอี้เท่านั้น และยังแสดงท่าน้อมกายลง เหมือนกำลัง ‘หมอบเฝ้า’ อยู่ ตามธรรมเนียมเดิมแต่โบราณ อีกทั้งท่าทีของผู้นำหญิงของเรา ได้แสดงความตั้งอกตั้งใจ ที่จะรับพระราชกระแสใส่เกล้าฯตน อย่างเต็มที่
ภาพ นี้เอง ทำให้ประชาชนทั่วไป ปลาบปลื้ม และไม่มีข้อสงสัย ในความจงรักภักดี ที่นายกฯสตรีผู้นี้มีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา!
นอกจากการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่ประทับใจประชาชนแล้ว การพบปะกับผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ หลังการเลือกตั้ง นายกฯปูก็ไม่ได้แสดงความยำเกรง ในอำนาจของผู้นำฝ่ายทหาร แม้พวกเขาเคยแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะ เพราะพรรคทหารนั้น สนับสนุนพรรคดักดานอย่างออกหน้าออกตา ตรงนี้ฝ่ายทหารจะปฏิเสธไม่ได้เลย
แต่...
นายกฯสตรีคนแรกของประเทศไทย พบกับผู้นำเหล่าทัพ ด้วยท่วงท่าสง่างาม ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด โดยไม่ได้ทิ้งความ
นิ่มนวล อ่อนโยน และเป็นมิตร!
นี่เอง ทำให้ปฏิกิริยาของกองทัพ ที่ดูจะมีความแข็งกร้าว หลังทราบชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไป
ดูอ่อนยวบ ไปทันที!
ดังนั้น เมื่อนายกฯปูสั่งการให้กองทัพ เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในตอนน้ำท่วมใหญ่ เราจึงได้เห็นภาพนายกฯรัฐมนตรี เคียงคู่กับ ผบ.ทบ. ไปถึงพื้นที่น้ำท่วมด้วยกัน ร่วมทักทายให้กำลังใจ และแจกสิ่งของให้พี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งดับกระแสยุแยงตะแคงรั่ว ให้เกิดรอยร้าวระหว่างทหารกับรัฐบาล
บรรดาขี้เหลือง และไอ้สลิ่มเวรตะไล ขัดใจยิ่งนัก!
สิ่งที่ผู้คนจับตาดูกันมาก คือ การพบปะกันระหว่างนายพลเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งผู้คนในประเทศทราบกันดีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการ ‘คว่ำ’ รัฐบาลนายกฯทักษิณ
แต่...
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งเป็นน้องคุณทักษิณ ไม่ได้แสดงท่าทียำเกรง ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นตัวการ ในการโค่นล้มรัฐบาลพี่ชายเธอแต่อย่างใด หาก แต่แสดงความเคารพตามสมควร ในฐานะผู้น้อยพึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโส อีกทั้งเจ้าคุณเปรมเอง เคยดำรงตำแหน่งเดียวกันกับเธอมาก่อนด้วย ต่างกันตรงที่ท่านเจ้าคุณ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

ภาพจึงออกมา ในลักษณะที่นายกฯหญิงคนแรกของไทยแลนด์แดนสยาม
ทรงไว้ซึ่งความสง่างาม อย่างไม่มีที่ติ!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
การปรับคณะรัฐมนตรีคราวนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง กล้าหาญ และการรักษาความ ‘ลับสุดยอด’ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งของนายกฯปู
ที่พูดกันอื้ออึง ในหมู่ผู้ถืออาวุธ คือ การที่นายกฯผู้หญิงหาญกล้า ปรับตำแหน่งสำคัญ อย่างตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึง อย่างผู้คนคาดไม่ถึง นั้น
เป็นการประกาศ ‘ศักดา’ ของนายกฯหญิงคนนี้...ชัดเจน!
หลังจากปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว บังเอิญผมได้บทความใน น.ส.พ.มติชน รายวัน ฉบับประจำวันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม 2555 ของคุณ ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช ซึ่งเขียนถึงเพลงที่แสดงความเข้มแข็งของผู้หญิง เพลงชื่อ
“I Am Woman”
สรรเสริญหญิงเหล็กทั้งหลายเมื่อ 40 ปีก่อน ผู้ที่ร้องเพลง
"ข้าฯคือสตรี" ชื่อ Helen Reddy ร้องเพลง และกลายเป็นอันดับหนึ่งของบิลบอร์ด คุณศุภาศิริ เขียนว่า
...นอก จากทำนองอันทรงพลังแล้ว เนื้อเพลงยังกระตุ้นผู้หญิงในโลกตะวันตก ให้ลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของตนเองอีกด้วยทุกวันนี้องค์กรสตรีหลายแห่งยังใช้ I Am Woman เป็นเพลงประจำองค์กร
"I am woman / Hear me roar....ข้าฯคือสตรี จงฟังข้าฯคำราม พวกข้าฯมีมากเกินกว่าที่ท่านจะมองข้าม...ข้าฯเคยถูกเหยียบย่ำมาแล้ว บัดนี้รู้อะไรดีๆเกินกว่าจะยอมให้เหยียบต่อไป / ข้าฯสุขุม ข้าฯเรียนรู้จากความเจ็บปวด... / ท่านอาจงอข้าฯได้ แต่ข้าฯจะไม่มีวันหัก และจะกลับมาแกร่งยิ่งกว่าเดิม...I am strong / I am invincible / I Am Woman ข้าฯแข็งแกร่ง ข้าฯคงกระพัน ...ข้าฯคือสตรี"
ขอมอบ เพลงนี้ให้หญิงเหล็กทั้งหลายในโลก ไม่ว่าจะเป็นหญิงเหล็กระดับโลก หรือระดับบ้าน-บ้านไม่มีหญิงเหล็กกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมา ชายทั้งหลายก็ไม่มีวันรอด จนโตขึ้นเป็นชายเหล็ก ชายกะไหล่ ชายอะลูมิเนียมฯลฯ อย่างทุกวันนี้หรอก....
ผมอ่านข้อเขียนนี้แล้ว ต้องขออนุญาต กราบเรียน ต่อท่านทั้งหลาย ว่า
มาถึงวันนี้ นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้แสดงความ ‘เหนือชั้น’ กว่าอดีตนายกฯชายกะไหล่ นายกฯชายอะลูมิเนียม รวมทั้ง นายกฯชายเก๊-ชายเกย์ ฯลฯ อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆเลย
ถึงแม้จะไม่เปล่งวาจา ออกเป็นคำพูดออกมา แต่ทีท่าของเธอนั้น ได้แสดงออกต่อสาธารณชน อย่างชัดเจน แล้วว่า...
I am strong / I am invincible / I Am Woman
ข้าฯแข็งแกร่ง...ข้าฯคงกระพัน...
ข้าฯ คือสตรี ชื่อ...ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
จงฟัง ข้าฯ...คำราม!!!
.......................
(***คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ยิ่งลักษณ์...คำราม!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555)
ตอบเทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ: เลิก “นั่งเทียน” ในงานวิเคราะห์เสียที
ที่มา ประชาไท
ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ ไม่ควรใช้วุฒิทางการศึกษา “ดร” นำหน้าชื่อ เพราะการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2455 ทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ชี้ชัดว่า เทียนชัย “นั่งเทียนเขียน” เกี่ยวกับอภิมหายุทธศาสตร์ (grand strategy) ของสหรัฐฯ ซึ่งอิงจินตนาการมากกว่าการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ จุดมุ่งหมายของนายเทียนชัยอยู่ที่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงความพยายาม “ล้างสมอง” นักศึกษาไทยโดยผ่านทางสถาบันศึกษาที่มีชื่อของสหรัฐฯ ผมมีความเห็นว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง ไทยก็ไม่ด้อยไปกว่าสหรัฐฯ ในเรื่องการล้างสมองนักศึกษาของเรา โดยเฉพาะการยบังคับให้เชื่อในเรื่องปาฏิหารย์ของผู้นำเราเอง
ผมขอตอบโต้ในแต่ละประเด็นที่นายเทียนชัยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ ในฐานะที่ผมได้รับการศึกษาทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (และเคยรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน) ผมมีความเห็น ดังนี้
1. เป็นเรื่องจริงที่ได้เกิดการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะโลกในยุคหลังสงครามเย็นในปัจจุบัน การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปลายทศวรรษที่ 1980 นำไปสู่การเกิดขึ้นของโลกระบบหลายขั้ว ที่มีสหรัฐฯ เป็นอภิมหาอำนาจ ในบริบทของเอเชียนั้น จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของภูมิภาค (พร้อมด้วยอินเดีย) และได้พยายามสร้างเขตอิทธิพลของตนเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นได้จากการที่จีนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกรอบ ความร่วมมืออาเซียน เพราะในที่สุดแล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คือ “backyard” ของจีน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากจีนต้องการผลประโยชน์หลายๆ ด้านจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมกระบวนการเติบโตของจีนเอง หรือที่เรียกว่า China’s rise ไม่ว่าจะเป็นความต้องการในแง่วัตถุดิบ ความต้องการครอบครองตลาดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในแง่การเมืองที่จีนต้องการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ (และเพื่อต้องการสร้างพลังการต่อรองในประเด็นการอ้างกรรมสิทธิเหนือหมู่เกาะ ในทะเลจีนใต้ เป็นต้น) สำหรับสหรัฐฯ นั้น ได้ถอนตัวออกไปจากภูมิภาคนี้ตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม หลังจากสงครามเย็น สหรัฐฯ หันไปให้ความสนใจกับภูมิภาคอื่น และในจุดหนึ่ง ได้หันไปให้ความสนใจกับการเมืองภายในมากกว่าการต่างประเทศด้วยซ้ำ (นำไปสู่การมองว่า สหรัฐฯ หันกลับไปใช้นโยบายโดดเดี่ยวตัวเอง หรือ isolationism) ยิ่งหลังจากเหตุการณ์ 9/11 แล้ว ความสนใจของสหรัฐฯ เปลี่ยนไปที่โลกมุสลิมในตะวันออกกลางเป็นหลัก นโยบายที่เปลี่ยนผันนี้ได้ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความสนใจจากผู้นำสหรัฐฯ มากนัก มีบ่อยครั้งที่สหรัฐฯ ไม่ส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมการประชุมกับอาเซียน (อาทิ การกระชุม ASEAN Regional Forum) ดังนั้น เมื่อประธานาธิบดี Obama ประกาศที่จะให้ความสนใจกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง (ดังที่เห็นจากการเดินทางมาเยือนภูมิภาคนี้ถึงสองครั้ง การเข้ารวมลงนามใน Treaty of Amity and Cooperation หรือ TAC กับอาเซียน และการเข้าเป็นสมาชิกของ East Asia Summit หรือ EAS เมื่อปีที่ผ่านมา) นักวิเคาระห์จึงมองว่า นี่คือการกลับมาของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง หรือ US’s re-engagement with Southeast Asia
2. การกลับมาครั้งนี้นำไปสู่การแข่งขันกันระหว่างสองมหาอำนาจ กล่าวคือ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยมีประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเดิมพัน ผมได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจนี้ ในวารสาร Southeast Asian Affiars (2011) มีสาระดังนี้
Ian Bremmer has rightly observed that the United States and China are growing dangerously hostile towards one another. He questioned: Could this be worse than the Cold War?The fact that the “list of irritants” in Sino-U.S. relations has grown in past years seems to validate Bremmer’s point. For example, throughout 2010, burgeoning bilateral tensions almost led to a trade and currency war. U.S. Treasury Secretary Timothy Geithner claimed that China’s refusal to rapidly increase the value of its currency was hurting America’s economic recovery. Rejecting the claim, Chinese leaders stressed that the United States was wrong to blame China for its own economic woes.On top of this, the United States accused China of failing to protect the intellectual property of foreign companies. But economic issues were not the only flash points in Sino-U.S. relations. The two countries disagreed on sanctions against Iran over its nuclear programme. The United States kept a watchful eye on the power transition in North Korea — a country which has enjoyed a special relationship with China. Meanwhile, China criticized the United States for interfering in the Sino-Japanese dispute over the ownership of the Diaoyu/Senkaku islands — the issue that stole the limelight during the 17th ASEAN Summit in Hanoi in late October 2010. In the Southeast Asian context, the United States was uneasy about the closeness between the Chinese leaders and their counterparts in Myanmar. Besides, the resurgence of the territorial disputes in the South China Sea, which involve China, Taiwan, and four members of ASEAN — Vietnam, Malaysia, Brunei, and the Philippines — has threatened peace and security in the region. The United States perceived developments in the South China Sea as a threat to its own interests: the right to freely navigate the area of disputes. U.S. Secretary of State Hillary Clinton called the conflict “a leading diplomatic priority” for the United States during the ASEAN Regional Forum (ARF) meeting in Vietnam in July 2010.[i]
อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ของเทียนชัยเกี่ยวกับการห้ำหั่นระหว่างจีนและสหรัฐฯ เพื่อชิงความเป็นเจ้าโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมานั้น ขัดต่อหลักทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศต่างๆ ในโลก ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการแข่งขัน สงครามและความสูญเสีย แต่ยังมีมิติอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และยังสามารถทำให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ “ความร่วมมือ” เป็นหนึ่งในมิติดังกล่าว แม้สหรัฐฯ และจีนเองอาจจะมีความขัดแย้งต่อกันสูง ทำให้การแข่งขันมีความเผ็ดร้อน แต่ทั้งสองประเทศก็เห็นประโยชน์ของความร่วมมือเพื่อสร้างอิทธิพลเหนือกัน โดยเฉพาะในความร่วมมือที่ต่างมีกันอาเซียน ทั้งนี้ การแข่งขันไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยสิ่งที่เรียกว่า zero-sum game คือฝ่ายหนึ่งแพ้และฝ่ายหนึ่งชนะเท่านั้น แต่สองฝ่ายอาจชนะได้ทั้งคู่ นี่คือหัวใจของการสร้างสมดุลย์ทางอำนาจและระเบียบโลกหรือภูมิภาคที่มี สันติภาพเป็นหัวใจสำคัญ
ในปัจจุบัน สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่จีนก็มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจสูง จึงต้องการสร้างบรรยายกาศที่มีสันติภาพเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของ ตน (peaceful environment for growth) งานวิเคราะห์ของเทียนชัยไม่ได้มองเกมส์การเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น จริงในปัจจุบัน
3. ขอให้เทียนชัยกลับไปศึกษาพัฒนาการเกี่ยวกับการเจรจาหกฝ่ายบนคาบสมุทรเกาหลี เทียนชัยอ้างว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ลูกระเบิดไปตกที่เกาหลีเหนือ ถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าสหรัฐฯ คาดการณ์สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีผิดโดยสิ้นเชิง เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในการครอบครอง และหากถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เกาหลีเหนือจะตอบโต้กลับโดยอาวุธนิวเคลียร์ คำถามคือสหรัฐฯ พร้อมแล้วหรือที่จะเผฃิญหน้ากับเกาหลีเหนือในรูปแบบนี้ นี่ก็ชี้ว่า การวิเคราะห์ของเทียนชัย “เอามันส์” ไว้ก่อน ไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ อีกประเด็นหนึ่งที่ชี้ถึงความผิดพลาดในการวิเคราะห์ของเทียนชัย จีนไม่เคยวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งบทคาบสมุทรเกาหลี จีนยังมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับเกาหลีเหนือ (ต่างยังเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ด้วยกัน) และจีนเห็นถึงความสำคัญในการใช้เกาหลีเหนือเป็นปัจจัยลดทอนอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออก นอกจากนั้น จีนยังไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งญี่ปุ่นและ เกาหลีใต้ดังที่เทียนชัยได้อ้างไว้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้แต่นักศึกษาที่ไม่มีพื้นฐานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็น่าจะรู้ได้ ว่า ปัจจัยทางด้านประวัติศาสตร์ยังมีความสำคัญในการกำหนดรูปแบบปฏิสัมพันธ์ของ ประเทศในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะในกรณีความขมขืนทางประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่นได้ทำไว้กับจีน) ความไม่ไว้วางใจกันนำไปสู่การแข่งขันระหว่างสองประเทศ สาเหตุหนึ่งที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างแข็งขันในอาเซียนก็เพราะต้อง การสร้างพันธมิตรเพื่อลดอิทธิพลของฝ่ายตรงข้าม กลยุทธของญี่ปุ่นคือการนำเอาประเทศนอกภูมิภาคมามีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนมาก ขึ้นเพื่อลดอิทธิพลของจีน (เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) นำไปสู่การจัดตั้งอาเซียน+6 และต่อมาก็คือ EAS ฉะนั้น การอธิบายแบบง่ายๆ ของเทียนชัย ชี้ถึงการขาดมุมมองด้านการทูตแบบพหุภาคีอย่างแท้จริง
4. การมอบสถานะพันธมิตรหลักนอกนาโต้ที่สหรัฐฯ มีให้กับไทย (Major non-NATO ally) มีความสำคัญจริงอย่างที่เทียนชัยได้กล่าวถึง เพียงแต่ว่าเป็นความสำคัญที่เข้าใจได้และไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนไปกว่าที่ เทียนชัยอ้าง ไทยมิใช่เป็นประเทศเดียวที่ได้รับสถานะนี้ ฟิลิปปินส์ก็ได้รับเช่นกัน สาเหตุอยู่ที่การขอแนวร่วมของไทยในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายสากล ซึ่งเป็นผลมาจากนโยยบายที่แปลี่ยนไปของสหรัฐฯ นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 ที่สำคัญ การมอบสถานะนี้เป็นไปตาม commitment ของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทยในฐานะประเทศพันธมิตรทางทหาร หากเทียนชัยจะเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องนี้ เทียนชัยต้องตั้งคำถามด้วยว่า ทำไมเราจึงยินยอมพร้อมใจในการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐฯ (Cobra Gold) ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น ทำไมสหรัฐฯ จึงมีความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำกับกองทัพไทยรวมถึงสถาบันกษัตริย์ของไทย แล้วทำไมจู่ๆ สหรัฐฯ จึงหันมาญาติดีกับทักษิณฯ อะไรเป็นสาเหตุที่เทียนชัยมีความเห็นเช่นนี้
ในที่สุด เทียนชัยก็พูดขัดแย้งกับตัวเอง เทียนชัยบอกว่า สหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการก่อรฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ชี้ชัดได้ว่าสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนฝ่ายเจ้ามาตลอด ใช่หรือไม่ รวมถึงการให้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรด้วย
ส่วนการโต้เถียงว่าสหรัฐฯ มีบทบาทในเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของไทยนั้น เทียนชัยต้องมีหลักฐานสนับสนุน ไม่ใช่พูดลอยๆ (ในฐานะที่ตัวเองก็จบการศึกษาถึงระดับปริญญาเอก) ในความเป็นจริง สหรัฐฯ ยังไม่สามารถแม้แต่จะเข้าถึงผู้นำไทยที่ดูแลปัญหาภาคใต้
5. ส่วนเรื่องการเผาบ้านเผาเมืองนั้น (ซึ่งการให้คำนิยมเช่นนี้ถือว่าผิดธรรมเนียมของนักวิเคราะห์ที่ดี เพราะเหตุกาณ์นั้น เป็นเพียงการเผา “ห้างสรรพสินค้า” เท่านั้น ไม่ใช่เผาบ้านเผาเมือง) ผมเพิ่งเสร็จสิ้นงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ตามที่ปรากฏในบทความที่ชื่อว่า “The Rich, the Powerful and the Banana Man: The United States’ Position in the Thai Crisis” (2012) จากการทำ fieldwork สรุปได้ว่า สหรัฐฯ ยังขาดความเข้าใจต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทย (นับประสาอะไรจะเข้ามามีบทบาทโดยตรง) สหรัฐฯ ยังขาดเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจและรู้เรื่องเมืองไทยดี ทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศหสรัฐฯ หรือแม้แต่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในไทย ทั้งนี้ มุมมองของสหรัฐฯ ยังถูกติดตรึงไว้กับการเมืองแบบสงครามเย็น กล่าวคือ การมองว่า สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันสำคัญที่สุดทางการเมือง หากสหรัฐฯ สร้างพันธมิตรกับสถาบันกษัตริย์ได้ (และก็ทำได้จริงๆ) สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายใดๆ ต่อไป นี่ก็ชี้ว่า สหรัฐฯ ตามความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยไม่ทัน ไม่รู้ว่า ขณะนี้สังคมไทยขับเคลื่อนไปไกลมากเพียงใด และ “สถาบันประชาชน” ได้ก้าวขึ้นมามีส่วนสำคัญในการกำหนดรูปแบบทางการเมืองแค่ไหน ผมคิดว่า ไม่เพียงแต่สหรัฐฯ ที่ยังก้าวข้ามไม่พ้นยุคสงครามเย็น แม้แต่เทียนชัยเองก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้
นี่คือข้อความส่วนหนึ่งที่ผมกล่าวถึง “ความไม่รู้” ของสหรัฐฯ ต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย
The disinclination of the United States to shift from its pro-establishment stance raises the crucial question of whether Washington has simply aimed to pursue its interests or whether it has indeed failed fully to comprehend Thailand’s political development over the course of the past decade. In interviews with a group of Thai and American diplomats, it was clear that since the end of the Cold War and the consequent decrease in American influence in this region, the U.S. government has not adequately invested in training experts on Southeast Asia, including Thailand. As the American role in Southeast Asia diminished, a series of U.S. governments have taken their ties with countries in the region for granted. The lack of experts has led to misjudgement of the evolving political process in Thailand. The United States has tended to rely on its old connections with traditional elites, while shoring up their argument that the Red Shirt movement is antithetical to Thai democracy and even a menace to the monarchical institution — an argument that aligns with the pro-monarchy position of the United States. A former American diplomat revealed that the United States was “freaking out” about the fact that there was a gap in its understanding of the Thai situation. The vacuum of information compelled the U.S. government to interpret its relations with Thailand on the basis of its constricted perception in favour of maintaining the political status quo even as new players in the Thai political landscape were emerging. United States ambassador Eric John has been criticized by some American expatriates for being out of touch with Thailand’s complex politics and cultural mores.[ii]
6. ประการสุดท้ายเป็นเรื่องการล้างสมองของสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ โดยมีการอ้างถึง ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่าเป็นผลพวงของระบบการศึกษาแบบอเมริกัน ประเด็นนี้ของเทียนชัยไม่มีเนื้อหาการวิจารณ์แบบวิชาการแต่อย่างใด แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีเท่านั้น มหาวิทยาลัย Cornell มีชื่อเสียงในระดับโลก โดยเฉพาะในด้านการศึกษาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีต มีบุคคลสำคัญของไทยที่ได้รับการศึกษาจากสถาบันนี้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สถาบันของสหรัฐฯ มีความเป็นอิสระอย่างมากจากการครอบงำของรัฐและสนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการ อย่างยิ่ง (ต่างไปจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน) ผมไม่รู้ (และไม่สนใจ) ว่าคุณเทียนชัยได้รับปริญญาเอกมาจากที่ไหน แต่ผมเชื่อว่า มาตรฐานของมหาวิทยาลัยที่เทียนชัยศึกษานั้นคงอยู่ในระดับต่ำอย่างยิ่ง เพราะสามารถผลิตบุคลากรที่ไม่เคยใช้หลักวิชาการในการโต้เถียง นอกจากการใส่ร้ายป้ายสีไปวันๆ เท่านั้น
4 ศพชาวบ้านที่ชายแดนใต้ ผู้ใหญ่ต้องมีสปิริตมากกว่าคำว่าเสียใจ เยียวยา
ที่มา ประชาไท
ดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
เพ็ญ ภัคตะ: หากไม่มีนิติราษฎร์
ที่มา ประชาไท
เพ็ญ ภัคตะ
เราจะฝันใฝ่อะไรกันดีในปี 2555
ที่มา ประชาไท
Michael Hardt & Antonio Negri
แปลโดย เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Adbuster #99
การต่อสู้เรียกร้องที่สร้างแรงบันดาลใจที่สุดของปี 2554 ได้ชูความสำคัญของปัญหาประชาธิปไตย
ถึงแม้จะเกิดขึ้นจากเงื่อนไขที่แตกต่างกันมาก การเคลื่อนไหวต่างๆ ไล่ตั้งแต่การรุกฮือของอาหรับสปริงถึงการต่อสู้ของสหภาพในวิสคอนซิน การประท้วงของนักศึกษาในชิลีไปจนถึงสหรัฐและยุโรป การจลาจลในอังกฤษไปจนถึงการยึดครองของ indignados ในสเปน (ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของสเปน ชื่อเต็ม Los Indignados มีความหมาย “The Outraged” ในภาษาอังกฤษ: ผู้แปล) การยึดจตุรัส Syntagma ในกรีซและออคคิวพายวอลล์สตรีทจนกระทั่งรูปแบบท้องถิ่นอีกนับไม่ถ้วนของการ ปฏิเสธทั่วทุกโลกได้มีลักษณะร่วมประการแรกคือ ข้อเรียกร้องในเชิงปฏิเสธ นั่นคือ รับไม่ได้กับโครงสร้างของเสรีนิยมใหม่อีกต่อไป! การตะโกนโห่ร้องที่พ้องกันนี้ไม่เพียงเป็นการประท้วงในเชิงเศรษฐกิจ แต่เป็นเชิงการเมืองไปในตัวด้วย เพื่อต่อต้านคำกล่าวอ้างจอมปลอมของการเมืองระบบตัวแทน ทั้งมูบารักและเบน อาลี หรือนายธนาคารวอลล์สตรีท สื่อชนชั้นสูงและแม้แต่ประธานาธิบดี ผู้ว่าการรัฐฯ สมาชิกรัฐสภาหรือข้าราชการที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเอง ต่างไม่มีใครเลยทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้พวกเรา
แน่นอน แรงขับเคลื่อนมหาศาลของการปฏิเสธมีความสำคัญมาก แต่เราควรจะระมัดระวังไม่ให้หลงทางไปท่ามกลางเสียงอีกทึกของการชุมนุมและ ความขัดแย้งที่ศูนย์กลาง ซึ่งดำเนินไปไกลเกินกว่าการประท้วงและต่อต้าน การเคลื่อนไหวเหล่านี้ยังร่วมแบ่งปันความปรารถนาสำหรับประชาธิปไตยรูปแบบ ใหม่ ที่ในบางกรณีแสดงออกในรูปของเสียงที่ไม่หนักแน่นและไม่แน่ใจนักแต่ในหลาย กรณีมั่นคงและทรงพลัง พัฒนาการของความปรารถนานี้คือส่วนหนึ่งของสายใยที่พวกเราร้อนรนอย่างยิ่งที่ จะดำเนินตามรอยในปี 2555
ต้นตออันหนึ่งของความเป็นปรปักษ์ ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้แม้กระทั่งขบวนการที่เพิ่งได้ล้มผู้นำเผด็จ การไปแล้วจะต้องเผชิญก็คือ ความบกพร่องของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับระบบแรงงาน ทรัพย์สินและการเป็นตัวแทน (representation) ในรัฐธรรมนูญเหล่านี้
ประการแรกสุด การขายแรงงานแลกค่าจ้าง คือกุญแจของการเข้าถึงรายได้และสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นพลเมือง มันเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่อย่างกระท่อนกระแท่นมายาวนานสำหรับ ผู้ที่อยู่ภายนอกตลาดแรงงานปกติ ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนว่างงาน แรงงานหญิงที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ผู้อพยพและอื่นๆ แต่วันนี้ รูปแบบของแรงงานทั้งหมดยิ่งปรากฏความเปราะบางและขาดความมั่นคงมากขึ้นอีก แน่นอน แรงงานยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งของความมั่งคั่งในสังคมทุนนิยม แต่มันกลับถูกวางอยู่ภายนอกความสัมพันธ์กับทุนมากยิ่งขึ้นและบ่อยครั้ง อยู่ภายนอกความสัมพันธ์กับค่าจ้างที่มีเสถียรภาพ (stable) ดังนั้น รัฐธรรมนูญทางสังคมของเรายังคงต้องการให้แรงงานรับจ้างได้รับสิทธิและการ เข้าถึงอย่างเต็มที่ภายในสังคมซึ่งแรงงานประเภทนี้นับวันจะยิ่งน้อยลงไป ทุกที
ทรัพย์สินเอกชนคือเสาหลักที่สองของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมวันนี้ไม่เพียงแต่ทัดทานกฏเกณฑ์ของระบบธรรม รัฐแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberal governance) ทั้งในระดับชาติและระดับโลก แต่ยังรวมถึงกฎเกณฑ์ของทรัพย์สินโดยทั่วไปอีกด้วย ทรัพย์สินไม่เพียงธำรงรักษาลำดับชั้นและการแบ่งแยกทางสังคม แต่ก็กำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ที่ทรงพลังที่สุดบางอย่าง (บ่อยครั้งเป็นความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง) ที่พวกเราต่างมีซึ่งกันและกันและมีร่วมกันในสังคม แต่การผลิตเชิงเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันนั้นก็ได้ปรากฏลักษณะร่วมที่เด่น ชัดซึ่งท้าทายและไปไกลกว่าขอบเขตของระบบทรัพย์สินนั้น ความสามารถของทุนในการสร้างกำไรจึงลดลงเนื่องจากมันกำลังสูญเสียสมรรถภาพ เชิงประกอบการและพลังที่จะจัดระบบระเบียบและความร่วมมือทางสังคมลง แต่ทุนก็กลับสะสมความมั่งคั่งได้เพิ่มมากขึ้นผ่านรูปแบบของค่าเช่าเป็นหลัก ซึ่งบ่อยครั้งถูกจัดตั้งผ่านเครื่องมือทางการเงินที่สามารถฉกฉวยมูลค่าที่ ถูกผลิตในเชิงสังคมและ (มูลค่านั้น) มักไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจของตัวทุนเอง อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ขณะของการสะสมทุนเอกชนได้ก่อให้เกิดการลดทอนอำนาจและผลิตภาพของสังคม ทรัพย์สินเอกชนจึงไม่เพียงมีลักษณะเป็นกาฝากมากขึ้นแต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการ ผลิตเชิงสังคมและสวัสดิการสังคมอีกด้วย
สุดท้าย เสาหลักที่สามของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ตามที่ได้กล่าวไปในตอนต้นนั้น ได้กลายเป็นเป้าของความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น อยู่ที่ระบบตัวแทนและคำกล่าวอ้างกำมะลอว่าด้วยการสร้างธรรมรัฐประชาธิปไตย (democratic governance) การทำลายบทบาทของอำนาจในทางการเมืองของบรรดาตัวแทนมืออาชีพคือหนึ่งในไม่กี่ สโลแกนที่ตกทอดมาจากจารีตแบบสังคมนิยมที่เราเต็มใจที่จะตอกย้ำภายใต้ เงื่อนไขร่วมสมัยของเรา นักการเมืองมืออาชีพ ร่วมกับผู้นำองค์กรธุรกิจและผู้ครอบครองสื่อนั้นควบคุมบริหารระบบตัวแทน ประเภทที่อ่อนแอที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่านักการเมืองฉ้อโกง (ถึงแม้ในหลายกรณีจะเป็นเรื่องจริง) แต่กลับอยู่ที่โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญได้แบ่งแยกกลไกของการตัดสินใจทางการ เมืองออกจากอำนาจและความปรารถนาของมวลมหาชน (multitude) กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยไม่ว่าแบบใดก็ตามในสังคมเราจำเป็นต้องพุ่งเป้าไป ที่ปัญหาการขาดตัวแทนและความเสแสร้งของการเป็นตัวแทนที่ตั้งอยู่ตรงใจกลาง ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว
การตระหนักถึงตรรกะและความจำเป็นของการปฏิวัติต่อเสาหลักทั้งสามและอื่นๆ ที่เหลือซึ่งทำให้การต่อสู้เรียกร้องจำนวนมากในปัจจุบันโลดแล่นอยู่นั้น ที่จริงแล้วเป็นเพียงก้าวแรกอย่างแท้จริง คือจุดตั้งต้นของการเดินทาง ความเร่าร้อนของความคับข้องต่อสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและการปะทุขึ้นพร้อมกันของ การปฏิวัติจะต้องได้รับการจัดตั้งเพื่อให้ดำรงอยู่ข้ามเวลาและเพื่อนำไปสู่ รูปแบบใหม่ของชีวิต หรือการก่อตัวของสังคมทางเลือก
ความลับของก้าวต่อไปนี่แหละ ที่หายากพอกับที่มันมีค่ามหาศาล
ในปริมณฑลเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องค้นหานวัตกรรมสังคมเพื่อให้สามารถผลิตร่วมกันอย่างเสรีและแจก จ่ายความมั่งคั่งที่ปันกันนี้อย่างเท่าเทียม คำถามก็คือ พลังในการผลิตและความปรารถนาของพวกเราจะถูกนำเข้าไปและต่อเติมในระบบ เศรษฐกิจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของทรัพย์สินเอกชนได้อย่างไร? สวัสดิการและทรัพยากรพื้นฐานทางสังคมจะถูกจัดหาให้กับทุกคนในโครงสร้างสังคม ที่ไม่ได้ถูกกำกับและครอบงำโดยสถาบันของรัฐได้อย่างไร ? เราต้องสร้างความสัมพันธ์ทางการผลิตและแลกเปลี่ยน รวมทั้งโครงสร้างของสวัสดิการสังคมที่ประกอบขึ้นจากสังคมและเหมาะสมกับสังคม
ความท้าทายของปริมณฑลทางการเมืองก็แหลมคมพอกัน เหตุการณ์ต่างๆ และการปฏิวัติที่สร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมาได้ ทำให้ความคิดและปฏิบัติการทางประชาธิปไตยมีลักษณะถอนรากโดยการเข้ายึดครอง และจัดการกับพื้นที่ อย่างเช่น จตุรัสสาธารณะ ด้วยโครงสร้างหรือสมัชชาที่เปิด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและธำรงรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตยใหม่นี้เอาไว้ได้หลาย สัปดาห์หรือหลายเดือน แท้จริงแล้ว การจัดองค์กรภายในของขบวนการเองก็ตกอยู่ภายใต้กระบวนการทำให้เป็น ประชาธิปไตย (democratization) อย่างต่อเนื่องด้วย
เมื่อมีความพยายามที่จะสร้างโครงสร้างแบบเครือข่ายที่มีส่วนร่วมแบบแนว ระนาบ การปฏิวัติต่อต้านระบบการเมืองที่ครอบงำ นักการเมืองมืออาชีพและโครงสร้างที่ไม่ชอบธรรมของระบบตัวแทนนั้นจึงไม่ได้มี เป้าหมายเพื่อรื้อฟื้นระบบตัวแทนแบบที่ชอบธรรมที่เราคิดได้ แต่มีเป้าหมายที่การทดลองรูปแบบใหม่ของการแสดงออกในเชิงประชาธิปไตย นั่นคือ democracia real ya (หรือ Real Democracy Now ในภาษาอังกฤษ เป็นการจัดตั้งในระดับรากหญ้าในสเปน ที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2554 และพัฒนาไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชน: ผู้แปล) คำถามก็คือ เราจะแปรเปลี่ยนความคับข้องใจและการต่อต้านให้กลายเป็นกระบวนการตรวจสอบจาก เจ้าของอำนาจที่คงทนได้อย่างไร ? การทดลองประชาธิปไตยจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจจากเจ้าของ ที่ไม่เพียงทำให้จตุรัสสาธารณะหรือละแวกบ้านกลายเป็นประชาธิปไตยแต่ถึงกับ ประดิษฐ์สังคมทางเลือกที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริงได้อย่างไร ?
เพื่อเผชิญกับประเด็นเหล่านี้ พร้อมกับประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย เราได้เสนอก้าวแรกที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ที่มีหลักประกัน (guaranteed income) สิทธิในการเข้าถึงความเป็นพลเมืองโลก (the right to global citizenship) และกระบวนการแบบประชาธิปไตยของการยึดคืนให้เป็นสมบัติร่วมของสังคม (reappropriation of the common) แต่เราก็ไม่ได้ตกอยู่ใต้ภาพหลอนว่าเรามีคำตอบทั้งหมดแล้ว แต่เรากลับอุ่นใจต่างหากจากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ใช่แค่พวกเราที่กำลังถามคำ ถามเหล่านี้ ที่จริงแล้ว เรามั่นใจว่ากลุ่มคนที่ไม่พึงพอใจกับชีวิตที่ถูกเสนอให้โดยสังคมเสรีนิยม ใหม่ร่วมสมัยนั้น ทั้งที่คับข้องจากความอยุติธรรม รู้สึกต่อต้านอำนาจของการสั่งการและการขูดรีด และที่กำลังโหยหารูปแบบประชาธิปไตยทางเลือกของชีวิตที่อยู่บนฐานของการแบ่ง ปันความมั่งคั่งร่วมกันนั้น ด้วยการตั้งคำถามเหล่านี้และเดินตามความปรารถนาของตน พวกเขาจะสรรสร้างคำตอบใหม่ที่เรายังคงไม่สามารถแม้กระทั่งจะจินตนาการไปถึง ทั้งหมดคือความใฝ่ฝันที่ดีที่สุดบางประการสำหรับปี 2555
--------------------
*Michael Hardt และ Antonio Negri ผู้เขียน Empire และ Multitude เขียนบทความนี้ใน Adbusters นิตยสารแนวปฏิเสธระบบทุนและต่อต้านบริโภคนิยมที่ใช้รูปแบบของการป่วนทาง วัฒนธรรม (culture-jamming) ซึ่งเน้นการเปิดโปงอุดมการณ์เบื้องหลังการโฆษณาชวนเชื่อขององค์กรธุรกิจ นิตยสารนี้มีส่วนสำคัญในการจุดประกายการชุมนุมเพื่อยึดสวนซุกคอตติใน นิวยอร์ค ต้นกำเนิดของขบวนการออคคิวพายวอลล์สตรีท
ที่มา : Michael Hardt & Antonio Negri. What to expect in 2012. Adbusters #99. 8/12/54 http://www.adbusters.org/magazine/99/under-no-illusions.html
ความเป็นไทยในรามเกียรติ์ฉบับไทย: การสร้างขึ้นมาใหม่
ที่มา ประชาไท
ศุภชัย เจริญศักดิ์วัฒนา
3 กุมภาพันธ์ 2555
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: “ประชารัฐ” --- รัฐของประชาชน
ที่มา ประชาไท
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
3 กุมภาพันธ์ 2555
ชาญวิทย์ตอบจดหมายศิษย์ มธ. กรณีถูกพาดพิงลงไทยโพสต์
ที่มา ประชาไท
อดีตอธิการบดี มธ. ตอบจดหมายศิษย์ระบุ ในสังคมประชาธิปไตย รวมทั้งใน มธ. ความเห็นและจุดยืนที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา และควรจะเป็นธรรมชาติ แจงการลงชื่อสนับสนุนแก้ไข ม.112 ได้ไตร่ตรองทางวิชาการแล้ว ชี้ยุโรปตะวันตกหรือญี่ปุ่นมีสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคงสถาพรก็เพราะได้ปฏิรูป แก้ไขให้สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่ใช้ “พระคุณ” ให้เกิดความรัก ความเชื่อ ศรัทธา มากกว่าการใช้ “พระเดช”
เมื่อเวลาประมาณ 13.20 น. วันนี้ (5 ก.พ.) นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์บทความ “From a Student and a Teacher” ลงในเฟซบุค เพื่อตอบจดหมายลูกศิษย์ ซึ่งส่งจดหมายชี้แจงและขอโทษกรณีพาดพิงนายชาญวิทย์ โดยนายชาญวิทย์ ได้ตอบชี้แจงด้วยโดยมีรายละเอียดดังนี้
From a Student and a Teacher
Sunday, 5 February 2012 at 13:2
จากศิษย์ Ruj Krongbhumin สาสน์ชี้แจง ผมขอชี้แจง ดังนี้
1. ผมต้องกราบขอโทษอาจารย์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และขอโทษแก่ทุกท่านที่เคารพรักอาจารย์ ที่ผมได้กล่าวพาดพิงและทำให้ท่านได้รับความเสียหาย จากการเคลื่อนไหวต่อต้านนิติราษฎร์ของผม
2. ผมน้อมรับคำติจากทุกท่านหลังจากที่ผมได้กล่าวไปในคลิปดังที่ทุกท่านได้เห็น ท่านอาจารย์ไม่ได้สั่งสอนให้ผมล้มสถาบันหรือชิงชังต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งหมดเกิดจากการเสพสื่อที่ต่อต้าน กระบวนการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ เกิดจากความคิดของผมเองและข่าวที่เสพไป
3. ผมกราบขออภัย อาจารย์ทุกท่านโดยเฉพาะอาจารย์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และต้องขอโทษที่อ้างอิงชื่อโครงการทำให้โครงการได้รับความเสียหาย ผมยังเคารพและให้เกียรติท่าน
4. อนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่ได้ให้ไว้กับทางไทยโพสต์ เนื้อหาใจความบางส่วนถูกบิดเบือนไปมาก ผมไม่ได้ให้สัมภาษณ์ในเนื้อหาเช่นนั้นทั้งหมด ทั้งนี้ผมจะขอชี้แจงต่อไทยโพสต์เพื่อขอให้มีการข่าวในสิ่งที่ผมพูดไปข้างต้น และหาแนวทางแก้ไขข่าวเพื่อรักษาชื่อเสียงของอาจารย์และโครงการฯ
5. ผมยังยืนยันที่จะเคลื่อนไหวในแนวทางของผม และขออภัยแก่ท่านอาจารย์และทุกท่านครับ
ขอโทษด้วยเจตนาบริสุทธิ์และหวังว่าจะได้รับคำให้อภัยจากท่าน
000
จากอาจารย์ Chanvit Ks
ไม่เป็นไรหรอก ครับ ไม่มีอะไรที่จะต้อง “เจ็บแค้น เคืองโกรธ โทษ...”
ในสังคมประชาธิปไตย (รวมทั้งในธรรมศาสตร์) ความเห็นและจุดยืน ที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องธรรมดา และควรจะเป็นธรรมชาติด้วย
หนึ่ง) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” และ “กลุ่มสันติประชาธรรม” ให้ปฏิรูป แก้ไข กม. หมิ่น มาตรา 112 นั้น เป็นข้อเสนอ ที่ผมได้ไตร่ตรองทางวิชาการ ทั้งทางด้านรัฐศาสตร์ ปวศ และ นิติศาสตร์แล้ว และเห็นพ้องด้วย ควรสนับสนุน จึงได้ลงนามร่วมไปกับทั้งบรรดาอาจารย์ และบุคคลทั้งหลายจำนวนมาก
สอง) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” และ “กลุ่มสันติประชาธรรม” ถ้าสามารถจะดำเนินการให้ผ่านสภาฯ ได้ จะช่วยให้สังคมไทยของเรามีสันติสุข และจะทำให้สถาบันกษัตริย์ของเรา มั่นคง สถาพร ได้มาตรฐานสากล เช่น นานาอารยประเทศ อย่างสหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น ไม่อ่อนแอ เกิดปัญหา และล่มสลายไปอย่างในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออก และ/หรือเอเชียใต้
สาม) จากการศึกษาทางวิชาการของผม พบว่าสหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น มีสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคง สถาพร ก็เพราะได้ปฏิรูป แก้ไขให้สถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันที่ใช้ “พระคุณ” ให้เกิดความรัก ความเชื่อ ศรัทธา มากกว่าการใช้ “พระเดช” ที่ทำให้เกิดความกลัว ความเกลียดชัง และข่มขู่ด้วยคุกตาราง หรือแม้แต่การใช้ความรุนแรง เข้าประหัตประหารกัน ดังที่เราได้เห็นมาแล้วในโศกนาฏกรรม ที่เกิดขึ้นกับ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ของเรา กับ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับเหยื่อในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเหยื่อในเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 ฯลฯ
สี่) จากการศึกษาของผม พบว่ามีข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับ ม. 112 อยู่ในหนังสือเล่มใหม่ ที่ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานรวบรวมและจัดพิมพ์ ในวโรกาศ 84 พรรษา เรื่อง King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work, หนา 383 หน้า ราคา 1, 235 บาท 40 US$ มีนักเขียนที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการ เช่น คริส เบเกอร์-พอพันธ์ อุยยานนท์-เดวิด สเตร็กฟุส ขอแนะนำให้อ่านเป็น “การบ้าน” เพิ่มเติม
ห้า) ในหนังสือเล่มนี้ บทที่ว่าด้วย “กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย...” หน้า 303-313 The Law of Lese Majeste มีข้อความ ถอดเป็นภาษาไทย ดังนี้ “จากปี 2536 (1993) ถึงปี 2547 (2004)โดยเฉลี่ยแล้ว จำนวนคดีหมิ่นฯ ใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง ไม่มีคดีหมิ่นฯ เลยในปี 2545 (2002)....... อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ จำนวนคดีหมิ่นฯ ที่ผ่านเข้ามาในระบบศาลของไทยนั้น เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต ในปี 2552 (2009) มีคดีฟ้องร้องที่ส่งไปยังศาลชั้นต้น สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 165.....
หก) ข้อความดังกล่าว ขยายความต่ออีกว่า “ขณะนี้ ประเทศไทย มีกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีโทษรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี เทียบได้ก็แต่ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นในยามสงคราม (โลก ครั้งที่ 2) เท่านั้น โทษขั้นต่ำสุด (ของไทย) เท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน และเป็นสามเท่าของโทษในประเทศระบอบกษัตริย์โดยรัฐธรรมนูญ ในยุโรป....
เจ็ด) นี่ นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ ซึ่งก็ทำให้ “ราชอาณาจักรไทย” สมัยนี้ของเรา มีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก เช่นกัน
แปด) ผมคิดว่า ข้อมูลเชิงประจักษ์จากหนังสือสำคัญเล่มดังกล่าวนี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เรา ในประชาคมทางวิชาการ จักต้องนำมาพิจารณาเพื่อปฏิรูป ปรับปรุง แก้ไข ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดถึง คดีที่ค้างคากันอยู่จำนวนมาก รวมทั้งกรณีของ “อากง” และ/หรือ “ก้านธูป” ฯลฯ
ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน ได้เรียนต่อสูงๆ ขึ้นไป มีอนาคตสดใส ได้การงานอาชีพที่ดี ครับ โชคดีในการแสวงหา “แสงสว่าง ทางปัญญา” และอย่าลืมว่า “ที่นี่ (ที่ธรรมศาสตร์ หรือ มหาวิทยาลัยใดๆ สถาบันการศึกษาใดๆ ก็ตาม) มีแต่ความว่างเปล่า ถ้าเราไม่แสวงหา”
(5 กุมภาพันธ์ ก่อนวันวาเลนไทน์ 2555/2012)

