ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ลืมเขียนไปว่า วันที่ไทยฟรีนิวส์ เชิญ ดร. สุนัย จุลพงศธร มาบรรยายในงาน Dinner & Talk ของไทยฟรีนิวส์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น สิ่งที่ ดร.สุนัยพูดไว้แล้วมีคนเห็นด้วยจำนวนมากคือ วันนี้ประชาชนเริ่มจะอ้วก และเบื่อกับระบอบเกาหลีเหนือนี้แล้ว
ดร.สุนัยบอกว่า ยิ่งคนต่างจังหวัด เขายิ่งเบื่อจนแทบจะอ้วกกันแล้ว ไปพูดที่ไหน ก็รับความรู้สึกนี้อย่างชัดเจน ซึ่งจริงๆ ผมว่าพอพูดถึงพวกเราทุกคนก็เข้าใจ คือ มันจุก อิ่มจนแทบจะอ๊วกแล้ว กับระบบนี้ เรียกว่า enough กันแล้ว
ดร.สุ นัยพูดว่า มันเหมือนกับคนฝรั่งเศส สมัยปฎิวัติใหญ่ 1789 ที่ก่อนระเบิดมันก็เป็นแบบนี้แหละ ไล่จับ ไล่ฆ่า พยายามรักษาสภาพเดิมไว้ พอประชาชนเริ่มอ๊วก ก็เลยระเบิดกันตูม ผลก็อย่างที่เห็น
วันนี้ผมว่าคนไทยเริ่มรู้สึกว่า จะรับไม่ไหวแล้ว อะไรมันจะมากไปขนาดนี้
วันนี้สงครามของพวกอำมาตย์ ระหว่างทักษิณ นั้นยังไม่จบ แนวรบใหม่ กับนักวิชาการ ปัญญาชนเริ่มขึ้นแล้ว
แนวรบนี้ ไม่ได้มีว่าทักษิณเลว ฉันดี
แต่เป็นแนวรบ เสรีภาพในการแสดงความเห็น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กับการพยายามกดให้ความเป็นมนุษย์ลดน้อยลงของพวกอำมาตย์
เป็นแนวรบทางอุดมการณ์กับปัญญาชนไปแล้ว
ในภาวะที่ประชาชนเริ่มจะอ๊วก กับการเปิดแนวรบใหม่ของอำมาตย์ ผมว่าคงเละน่าดูแน่ๆ
ดูตัวอย่างการปลุกกระแสล้มเจ้าของฝ่ายขวา ประชาชนไม่ขยับเลย
เหมือนรู้ทันว่า เอาอีกแล้วหรือพวกเอ็ง ต้องการให้คนมอบ คลานกันไม่จบสิ้นอีกหรือ
วันนี้สงครามขยายแนวรบ บานปลายไปเรื่อยๆ
ผมรู้สึกว่าลูกตุ้มนาฬิกาที่มันแกว่งไปสุดแรงเหวี่ยงมันแล้ว
วันนี้มันกำลังแกว่งกลับแรงพอกัน
ลัทธิสุดกู่อะไร คนเริ่มไม่เอากันแล้ว
รบกันมา 5 ปี หากจะปลุกระดมด้วยระบอบเดิมอีก ผมไม่คิดว่าจะปลุกขึ้น
คนรากหญ้าที่โดนฆ่าไปเมื่อสองปีที่แล้ว เขาเจ็บ เขารู้ว่าใครสั่ง
งานนี้ปลุกยังไงก็ไม่ขึ้น
Re:
จุดเปลี่ยนที่ผมเห็นว่ากระเทือนเข้าไปในจิตวิญญาณของประชาชนทั่วไปคือ วันที่เห็น "ชาวเกาหลีเหนือร้องไห้" กันเป็นวักเป็นเวร
วันนั้นผมว่า หลายคนตื่นขึ้น อะไรมันจะขนาดนั้น
มองเขาแล้วมองย้อนมาที่ตัวเรา อะไรมันจะขนาดนั้น
หากเราต้องอยู่เกาหลีเหนือ เราจะละอายตนเองขนาดไหน
ผมว่าความละอายมันเกิดขึ้นกับการดูภาพคนเกาหลีเหนือร้องไห้
วันนี้การปลุกกระแสมันจึงไม่ติด ทำอย่างไรมันก็ไม่ติด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 7, 2012
55 แนวรบอำมาตย์ยิ่งสู้ยิ่งบานปลาย ศัตรูยิ่งมาก และประชาชนเริ่มอิ่ม Enough แล้ว
ไม่มีเจ้าของสินค้าหรือนักธุรกิจใหญ่ใด ออกมาต่อต้านนิติราษฎร์เลย (นอกจากเบียร์)
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ผมว่าการบอยคอตของคนเสื้อแดง นั้นน่าจะได้ผลบ้างในบางระดับ เพราะปีนี้ การขัดแย้งเรื่อง 112 นี้ถือว่าแรงมากพอสมควร หากนับตามจารีตของไทย แต่การออกมาเคลื่อนไหวของมวลชนน้อยมาก เจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ ก็ไม่ออกมาต่อต้าน แย่งกันแสดงความจงรักฯ เหมือนเมื่อก่อนที่ผ่านมาเลย
แม้ จะมีทายาทเจ้าของเบียร์สิงห์ ออกมารณรงค์ต้าน แต่เธอมีบทบาททางการเมืองอยู่แล้ว ก็คงอยากสร้างกระแสให้ตัวเองดัง แต่ทำครั้งเดียวแล้วเงียบไปเลย เพราะมีกระแสบอยคอตเบียร์สิงห์ขึ้นมา น่าจะมีผลพอสมควรกับสัญญาณนี้ เพราะหากไม่มีผลอะไร เธอต้องลุยต่ออย่างรุนแรงไปแล้ว
ธุรกิจใหญ่ ๆ คงชิ่งจากการเมืองไปเลย แม้จะสนับสนุนฝ่ายใด ก็คงทำเป็นการลับ (ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร เพราะนักธุรกิจก็ต่อสายไว้กับทุกกลุ่มอยู่แล้ว) แต่อย่าออกมาในนามของธุรกิจตนเอง เพื่อใช้ฐานธุรกิจของตนสนับสนุนเท่านั้น
กระแสบอยคอต แค่กระจายกันในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ก็มีพลังอย่างเพียงพอนะครับ
ไม่ต้องรณรงค์เสียเงิน จ้างสื่อออกข่าว เลย
แต่มันก็ได้ผลมากพอสมควร
ฝากถึง อ.วรเจตน์
ที่มา thaifreenews
โดย Friend-of-Red
Tone Tipayanon :นั่งรถแท๊กซี่เมื่อวาน คนขับถามว่าเป็นอาจารย์หรือเปล่า ตอบว่าเป็น
ถามต่ออีกว่ารู้จักอ.วรเจตน์ไหม ตอบว่ารู้จัก(ใครๆก็รู้จักอ.วรเจตน์ทั้งนั้น)
คน ขับบอกว่า ฝากไปบอกอาจารย์ด้วยครับว่าอย่าท้อ พวกเราสนับสนุนอาจารย์ อาจารย์ผ่านไปตลาดสี่มุมเมืองได้นะครับทานฟรี พวกเราคุยถึงอาจาย์ทุกวันนับถือความกล้าหาญอาจารย์มาก
ฟังแล้วดีใจ แทนอ.วรเจตน์ด้วยที่มีแฟนคลับมากมายเหลือเกิน แต่เนื่องจากข้าพเจ้าไม่รู้จักอ.วรเจตน์ ฝากอ.สาวตรี Sawatree Suksri ไปบอกทีนะครับว่าผ่านไปแถวนั้น เชิญแวะเข้าร้านส้มตำ ไก่ย่างได้ทุกร้าน
ย้ำนะครับว่าอ.วรเจตน์ไปทานได้เลยที่นั่นมีคนอยากรอเลี้ยง อยากเจอเต็มไปหมด
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=341109212575786&id=100000301303427
"เกษียร" วิพากษ์จุดอ่อนของทฤษฎีสมคบคิดว่าอเมริกาอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด
ที่มา thaifreenews
โดย bozo

นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ \ได้เขียนวิเคราะห์วิจารณ์
แนวคิดเรื่องสหรัฐอเมริกาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วุ่นวาย
และความขัดแย้งทั้งหมดทางการเมืองไทย
ที่ถูกนำเสนอโดยสื่อบางสำนักและนักวิชาการบางราย ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว
มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังนี้
การหาความรู้แบบข่าวกรอง-แผนสมคบคิด-ภูมิรัฐศาสตร์
แบบนี้มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ควรคำนึงนะครับ
จุดแข็งคือเก่งในแง่ขุดคุ้ยเจาะลึกหาข้อมูลเอกสารนโยบายลับ
และเชื่อมโยงเส้นสายความสัมพันธ์ทางการเงิน
แต่จุดอ่อนคือจะตีความความเชื่อมโยงนั้นอย่างไร?
จะแปรความต้องสงสัย (suspicion - หลักตรรกะดำเนินการของงานข่าวกรอง)
ไปเป็นการพิสูจน์จริงอย่างสิ้นสงสัย
(proof - หลักตรรกะดำเนินงานของงานวิชาการและกระบวนการยุติธรรม) อย่างไร
จุดโหว่สำคัญอีกอย่างของการหาความรู้แบบข่าวกรอง-แผนสมคบคิด-ภูมิรัฐศาสตร์ก็คือ
หยาบง่ายและคำนึงน้อยไปถึงความ สลับซับซ้อนของ
1)causal linkages (สายโซ่เหตุผล - มติชนออนไลน์) จากต้นทางที่อ้างเป็นเหตุ เช่น
แหล่งเงิน ไปถึงปลายทางที่ระบุเป็นผล เช่น
องค์กรที่รับเงินอุดหนุน นั้นมีห่วงโซ่เชื่อมโยงหลากหลายข้อมาก
ในแต่ละข้อสามารถมีเจตจำนงและหลักดำเนินงาน
ที่แตกต่างบิดเบนเปลี่ยนแปลงไปจากต้นทาง
ใช่ว่าจะสั่งได้ตรงเต็มร้อย
โดยไม่แปรตามสภาพความเป็นจริงและเป็นไปในแต่ละท้องถิ่นเลย
ต้นทางอาจออกเงินหนุนประชาธิปไตย
แต่ระหว่างทางอาจแปรเป็นหนุนพรรคพวกเพื่อนพ้อง
พอไปปลายทางกลายเป็นหนุนกลุ่มจัดตั้งขวาจัดมุ่งบ่อนทำลายประชาธิปไตยก็เป็นได้
นึกออกไหมครับ?
2) คิดตื้นและง่ายเกินไปเกี่ยวกับแรงจูงใจของตัวละครแต่ละตัว
ในสายโซ่เหตุผล ตีความเหมารวมว่า
แรงจูงใจง่ายตรงหรือเหมือนกับต้นทางของเงินหมด
ใคร ๆ ก็รู้ว่าในชีวิตจริง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ตัวละครในสายโซ่ที่ยาวแต่ละข้อล้วนมีเจตจำนงแรงจูงใจต่างกันไป
และนี่ย่อมส่งผลโดยตรงต่อปฏิบัติการที่ออกมา
เป็นไปได้ว่าต้นทางต้องการครอบงำ
แต่ระหว่างทางมันเป็นสถาบันวิจัย/วิชาการที่เน้นบรรทัดฐานคุณค่าอีกชุดหนึ่ง
สองอย่างนี้จะไม่ส่งปฏิกิริยาต่อกันเชียวหรือ? บ้างเลยหรือ?
เพราะฉะนั้นก็ทำไปเถิดครับ
แต่อย่ามองข้ามจุดอ่อน
อย่าคิดแต่ในกรอบเดียวตรรกะเดียว มันเท่ห์ดี แต่มันแคบและอาจพลาดได้
สุดท้ายคือ
มันถูกบิดเบือนฉวยใช้ไปเพื่อภารกิจการเมืองเฉพาะหน้าของฝ่ายต่างๆ ได้ง่ายมาก
โดยเป้าหมายของภารกิจนั้นอาจไม่เกี่ยวกับความรู้ทั้งเรื่องนั้นเลย เช่น
กรณีที่คณะเอเอสทีวีและพี่ยุค ศรีอาริยะหยิบข้อมูลเหล่านี้มาใช้
เพื่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกาหรือ?
หรือเพื่อภารกิจเฉพาะหน้าอย่างอื่นกันแน่?
พูดด้วยภาษาโพโม (โพสต์โมเดิร์น - มติชนออนไลน์) คือ
เอา Grand Conspiracy Narrative (เรื่องเล่าใหญ่เกี่ยวกับการสมคบคิด - มติชนออนไลน์)
มากดทับ Local Specific Narratives (เรื่องเล่าเฉพาะของท้องถิ่นต่างๆ - มติชนออนไลน์)
ทั้งหมด ไม่ให้มันมีความหมายอื่นได้เลย นอกจากในความหมาย (ซึ่งจริงหรือเท็จก็ไม่รู้แน่)
ของเรื่องเล่าใหญ่ (ที่หลวม ๆ โหว่ ๆ) นั้น
คลิกอ่าน
วิวาทะ "ยุค ศรีอาริยะ-เกษียร เตชะพีระ" อเมริกาใช้ "คอร์แนล" ครอบงำความคิดปัญญาชนไทยจริงหรือ?
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328360499&grpid=01&catid=02
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328538618&grpid=03&catid=&subcatid=
สื่อขยะแบบนี้ แบนให้หมด!
ที่มา thaifreenews
โดย HardCoreLady
กับข่าวนี้ ปรากฎการณ์“ยิ่งลักษณ์”อ่านโพยให้เก้าอี้ฟัง! จาก Manager
"ปู"หน้าแตกไร้คนฟัง-ต้อนหน้าม้าก่อนจ้อ จาก Manager
ส.สื่อศก.ห่วย "ปู" เก็บอาการฉุน หลังคนเข้าฟังปาฐกถา "ถอดรหัส GDP ปี 55" โหรงเหรง จาก แนวหน้า
นายกสื่อศก.ขอโทษ'ปู'จัดงานคนน้อย
"นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ" ทำหนังสือกราบขอโทษ "ยิ่งลักษณ์" หลังจัดงานแล้วคนโหรงเหรง จาก คมชัดลึก
กลาย เป็น Talk the town ของบรรดาพวกแอนตี้ผู้นำที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เมื่อสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้สร้างความอัปยศ โดยเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นองค์ปาฐกถา แล้วปรากฎว่า เกิดการประชาสัมพันธ์ไม่แน่น จนเกิดภาพนักธุรกิจและผู้ลงทุน มีความสนใจในการร่วมงานน้อย ...
งานนี้นอกจาก เจ-วรกร และบล็อคโอเคเนชั่น จะพากันร่วมเล่น เหน็บแนมหน้าเพจเรื่องจำนวนผู้ฟัง เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตนายกอภิสิทธิแล้ว ยังมีสลิ่ม และพันธมิตร ร่วมปั่นกระแสกันอย่างมันส์ปาก โดยไร้สมอง และสติปัญญาที่จะรู้เลยว่า...สาเหตุไม่ใช่มาจาก นายกและทีมรัฐบาล แต่มันมาจาก
นายกสื่อศก.ขอโทษ'ปู'จัดงานคนน้อย
"นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ" ทำหนังสือกราบขอโทษ "ยิ่งลักษณ์" หลังจัดงานแล้วคนโหรงเหรง
3ก.พ.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้จัดงานสัมนางาน "ถอดรหัส จีดีพี ปี 2555" และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “มุมมองเศรษฐกิจ ปี 55” ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมงานน้อยมาก จนต้องเกณฑ์ ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ พนักงานโรงแรม และนักศึกษาฝึกงานมาร่วมรับฟัง ล่าสุดสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดย นายธนะชัย ณ นคร นายกสมาคมฯ ได้ออกหนังสือขอโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รับเชิญเป็นองค์ปาฐกถา
โดยเนื้องหาในหนังสือระบุ ว่า "ตามที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้เรียนเชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมาเป็นองค์ปาฐากในงาน "ถอดรหัส จีดีพี ปี 2555" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2555 เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี
แต่งานวันดังกล่าวเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคและการประสานงานของสมาคม กระผมนายธนะชัย ณ นคร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจและกรรมการทุกท่าน จึงขออนุญาตทำหนังสือกราบขออภัยต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ความผิดพลาดได้สร้างความเสื่อมเกียรติอย่าง มากต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะองค์ปาฐกของงาน
กระผมในฐานะนายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ขอเป็นตัวแทนกรรมการทุกท่าน ยอมรับความผิดพลาดและ กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ พร้อมขอยืนยันวาจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความผิดพลาดดังกล่าวขึ้นอีก
โดย ดิฉันได้ติดตามข่าวนี้จากหลายๆสื่อ เช่น มติชน ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด กรุงเทพธุรกิจฯ แล้ว ไม่มีสื่อใดที่จะแสดงความคิดเห็น เรื่องจำนวนคน เพราะความผิดครั้งนี้ ไมไ่ด้มาจากทีมงานนายก แต่เป็นผู้จัดงานเอง...
อย่าเนรคุณต่อทุนหลวง..จำไว้
ที่มา thaifreenews
โดย แม่ปังคุง แดงนิติราษฎร์

Re:
โดย HardCoreLady
เอามาฝาก...ประวัติของ ทุนการศึกษา
ประวัติการให้ทุนการศึกษาในเมืองไทย
การศึกษาตามแบบประเพณีเดิมของไทยนั้นเป็นที่คุ้นเคยและปฏิบัติกันตามความพอ ใจและตามฐานะของบุคคล เรียกกันว่าศึกษาในวัดและในวัง ดังนั้นการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ จากผู้ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ตรงตามความพอใจ หรือฐานะของบุคคล เช่น การศึกษาความรู้แบบตะวันตกที่ชาวตะวันตกอยากจะให้หรือที่ผู้ปกครองบ้านเมือง ไทยตระหนักเห็นความจำเป็นที่คนไทยต้องรู้จึงจำเป็นต้องมีสิ่งจูงใจหรือการ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ที่จะเรียน
ในอดีตมีหลักฐานการให้สิ่งจูงใจให้เล่าเรียน เช่น ประชุมพงศาวดาร (ภาคที่ ๓๒) ระบุว่าคณะสอนศาสนาชาวฝรั่งเศสเคยให้ทุนคนไทยไปศึกษาต่างประเทศในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๒๑๙-๒๒๓๑) แห่งกรุงศรีอยุธยามีการช่วยเหลือการเล่าเรียนของเด็กไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คน ไทยในระดับเจ้านายและขุนนางข้าราชการ เริ่มสนใจความรู้ของตะวันตกซึ่งหมอสอนศาสนาหรือมิชชันนารีตะวันตกนำมาเผย แพร่ มิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียน ชาวอเมริกัน ที่ตั้งโรงเรียนในเมืองไทยหาเด็กเข้าเรียนไม่ได้ ต้องใช้วิธีจ้างเด็กให้เรียน มิชชันนารีชาติเดียวกันนี้ได้ให้ทุนสตรีไทยคือนางเต๋อ หรือนางเอสเทอร์ (Esther)ไปศึกษาวิชาผดุงครรภ์แผนใหม่ที่สหรัฐอเมริกาและกลับมาเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓ เมื่อทางราชการเริ่มจัดการศึกษาแผนใหม่ในระบบโรงเรียนตามแบบตะวันตกอย่าง จริงจัง เพื่อรับเอาความรู้ของตะวันตกมาใช้ในการบริหาร และสร้างความเจริญให้ประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่งนักเรียน ไปศึกษาวิชาภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ และวิชาการตะวันตกที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๔ นักเรียนเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาในพระบรม ราชานุเคราะห์ทั้งสิ้น
ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น ก็มีทุนของเอกชนชาวต่างประเทศซึ่งอยู่ในเมืองไทย คือหมอเฮาส์ (Samuel House) มิชชันนารีชาวอเมริกันให้แก่นายเทียนฮี้ สารสิน ต่อมารับราชการได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสารสินสวามิภักดิ์ ไปศึกษาวิชาแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กลับมาเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔
ทุนการศึกษาที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่นักเรียนไทยให้ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ ก็โดยพระราชประสงค์จะให้กลับมารับราชการ ได้ใช้และถ่ายทอดความรู้ของตะวันตกเผยแพร่ทั่วไปในหมู่อนุชนคนไทยแทนผู้ เชี่ยวชาญและครูอาจารย์ชาวต่างประเทศรุ่นแรกๆ ที่รัฐบาลจ้างมา ดังปรากฏในพระราชปรารภในกฎหมายข้อบังคับสำหรับนักเรียนสยามที่เรียนวิชา อยู่ ณ ประเทศยุโรป ร.ศ. ๑๐๘ (พ.ศ. ๒๔๓๒) ว่า"...โดย พระบรมราชประสงค์เพื่อจะให้ได้วิชา]เวลากลับเข้ามากรุงเทพฯ จะได้ทำการสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์แก่ราชการและบ้านเมืองต่อไป เพราะเหตุฉะนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเด็กคนไทยส่งออกไปเล่าเรียนวิชา และพระราชทานเงินหลวงเป็นค่าเล่าเรียน เสื้อผ้า กินอยู่เบ็ดเสร็จตามสมควร..." ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๐ มีการวางระเบียบการพระราชทานเงินส่งนักเรียนไปศึกษาวิชา ณต่างประเทศ แยกเป็นทุน "คิงส์สกอลาร์ชิป" (King's Scholarship) ส่วนพระองค์ ซึ่งผู้ได้รับพระราชทานทุนนี้ไม่จำเป็นต้องกลับมารับราชการประเภทหนึ่ง กับทุนตามความต้องการของกระทรวง ซึ่งผู้ศึกษาต้องกลับมารับราชการอีกประเภทหนึ่ง ทุนประเภทแรกภายหลังวิวัฒนาการมาเป็นทุนเล่าเรียนหลวง หลังจากที่ขาดตอนไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ และรื้อฟื้นใหม่ในรัชกาลปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ส่วนทุนประเภทหลังวิวัฒนาการมาเป็นทุนรัฐบาลไปศึกษาวิชาในต่างประเทศตามความ ต้องการของราชการสืบต่อมาไม่ขาดตอน คือทุนซึ่งคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)เป็นผู้บริหารในปัจจุบัน
นอกจากทุนของทางราชการไทยแล้ว ก็ยังมีทุนของมูลนิธิเอกชนไทยอีกหลายทุน เช่น ทุนระพีมูลนิธิ ซึ่งบรรดาศิษย์และผู้คุ้นเคยของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ร่วมกันตั้งขึ้นถวายกุศล เริ่มให้ทุนส่งนักเรียนกฎหมายไปศึกษาต่อต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ทุนของมูลนิธิต่างประเทศ เช่น ทุนร็อกกีเฟลเลอร์ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในรัชกาลปัจจุบัน) ทรงเจรจาติดต่อขอมาเป็นทุนให้นักเรียนไทยไปศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ และสาขาอักษรศาสตร์ในประเทศทางยุโรปและอเมริกา
ทุนให้ไปศึกษาวิชาในต่างประเทศหลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็น ประชาธิปไตย พ.ศ. ๒๔๗๕ นอกจากทุนของรัฐบาล และเอกชนไทยแล้ว ก็มีทุนจากรัฐบาลและองค์การต่างประเทศมากขึ้นโดยลำดับ เช่น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาวิชาในประเทศ มากที่สุด
ในปัจจุบัน ทุนการศึกษามิได้มีให้เฉพาะนักเรียนไทยไปศึกษาในต่างประเทศ เพราะมีความจำเป็นที่ต้องเรียนความรู้แบบตะวันตกเท่านั้นหากเมื่อการศึกษา วิชาการในสถาบันการศึกษาแพร่หลายและมีประโยชน์เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปทุนให้ ผู้เรียนศึกษาภายในประเทศก็ปรากฏตามมาและมากขึ้น เพื่อผู้ขัดสนแต่มีสติปัญญาและความมานะพยายามจะได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษา อย่างเสมอภาคกันตามที่ควรจะได้
นอกจากให้ทุนนักเรียนไทยได้เรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว รัฐบาลไทยในสมัยหลังยังให้ทุนนักศึกษาต่างประเทศได้เข้ามาศึกษาวิชาการใน ประเทศไทยได้ด้วย เช่น ทุนรัฐบาลไทยภายใต้ความร่วมมือกับองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ที่เริ่มมีให้หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๘๒- ๒๔๘๘) มีนักศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกทุกทวีป ได้รับทุนปีละประมาณ ๑๐ คนมาศึกษาค้นคว้าในสถาบันอุดมศึกษาของไทยทุกปี
ชัดเจนนะคะ..ทุนการศึกษา มาจากเงินประชาชนค่ะ ที่มา...สารานุกรมไทย
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถนนประชาธิปไตย ไทยใต้กระแสขวาคลั่ง
ที่มา ประชาไท
ปีศาจตนหนึ่ง กำลังหลอกหลอนไปทั่วสังคมไทย ทำให้ชนชั้นนำและกลุ่มฝ่ายขวาทั้งหมด ต้องผนึกกันเป็นแนวร่วมเพื่อต่อต้าน ตั้งแต่บางปีกในรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย กลุ่มผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มเนติบริกร ผู้นำกองทัพ อธิบดีกรมตำรวจ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ สยามสามัคคี กลุ่มสลิ่มสารพัดสี และผู้เกินกว่าราชาทั้งหลาย ต่างก็ช่วยกันกู่ร้องประสานเสียงประณามคณะนิติราษฎร์ วาดภาพให้คณะนิติราษฎร์เป็นผีปีศาจปลุกคนไทยมาต้านคณะนิติราษฎร์ บ้างก็ไปถึงขนาดข่มขู่ว่าจะสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร ดูบรรยากาศน่าตกใจอย่างยิ่ง เพียงแต่สิ่งน่าตกใจกว่านั้นสำหรับชนชั้นนำไทย คือ การพิจารณาแลกเปลี่ยนเชิงเหตุผลในประเด็นที่คณะนิติราษฎร์เสนอมีน้อยมาก จึงแทบจะไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านภูมิปัญญาเลย
ลองพิจารณาจากตัวอย่าง ตั้งแต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงในวันที่ 25 มกราคม ว่า ความเคลื่อนไหวในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ จะเป็นการจุดชนวนความแตกแยกในบ้านเมือง และยังทำให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังกลุ่มนิติราษฎร์ และย้ำว่าได้สั่งการให้ตำรวจสันติบาลติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติ ราษฎร์ ซึ่งถ้าหากว่า พบการกระทำความผิดจะจับกุมดำเนินคดีทันที ปัญหาคือ ร.ต.อ.เฉลิมทำราวกับว่า การเสนอให้มีการแก้กฎหมายของนิติราษฎร์เป็นเรื่องของการก่ออาชญากรรม ที่จะต้องคอยจ้องจับเพื่อดำเนินคดี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องของความพยายามที่อาจจะไม่ปกติ อยากจะทำโน่นทำนี่ โดยไม่คิดว่าอะไรควรไม่ควร นักวิชาการเหล่านี้ จะต้องกลับไปทบทวนว่าสถาบันทรงคุณต่อแผ่นดินอย่างไร ไม่ใช่ไปบังคับ หรือผูกขาดความจงรักภักดี แต่ต้องการให้ทุกคนระลึกอยู่เสมอว่าบ้านเมืองมีชื่อเสียงเกียรติยศในโลกนี้ ส่วนใหญ่ที่รู้จักประเทศไทย รู้จักมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อนทั้งสิ้น และว่า “ผมเคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง คนทั้งแผ่นดินเคารพเทิดทูน แต่ท่านมาทำลายความรู้สึกของคนทั้งแผ่นดิน ขอถามว่าท่านจะได้อะไร อย่าให้ว่า ผมใช้คำรุนแรง เมื่อท่านรุนแรง ผมก็รุนแรงกับท่าน แต่ผมอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่มีการทำอะไรนอกกฎหมายทั้งสิ้น ท่านอย่าทำผิดกฎหมายก็แล้วกัน” ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะไม่ได้ปรากฏเลยว่า คณะนิติราษฎร์จะพูดอะไรรุนแรงกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในวันที่ 27 มกราคม นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เเละ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน นำกลุ่มเเนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติ ไปชุมนุมเผาหุ่นนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ บริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นได้นำรายชื่อประชาชนหลายหมื่นคนเสนอต่อศาลเพื่อขอให้อำนาจ ตุลาการเข้ารับผิดชอบในการหยุดยั้งการทำลายชาติ ตลอดการเคลื่อนไหวมีการปลุกเร้าให้รักชาติ และมีการเผาหุ่นณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แถมเข้าไปด้วย แต่ไม่มีการชี้แจงโต้แย้งข้อเสนอนิติราษฎร์ในทางเหตุผลเลย
วันที่ 28 มกราคม ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยประชาชนประมาณ 50 คน ร่วมชูป้ายต่อต้านคณะนิติราษฎร์ที่มีข้อความ อาทิ ทำเพื่อพ่อขจัดนิติทรราชพวกอกตัญญูไม่รู้คุณแผ่นดิน หรือ นิติราษฎร์ออกไป เป็นต้น เพื่อแสดงถึงจุดยืนคัดค้านแนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ น.ส.จิตภัสร์ได้อ่านแถลงการณ์ที่มีใจความว่า เรารู้สึกอึกอัด เสียใจ ซึ่งที่ผ่านมามีกระบวนการเคลื่อนไหวบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหา กษัตริย์ ที่รักและเคารพยิ่งของคนไทยทุกคน วันนี้จึงอยากเรียกร้องให้ทุกคนที่มีจุดยืนเดียวกันคือ รักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ทำความเข้าใจกับบุคคลที่อาจเข้าใจผิด หรือได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่น่าแปลกคือ น.ส.จิตภัสร์ไม่ได้อธิบายในเชิงเหตุผลเลยว่า คณะนิติราษฏร์เสนออะไร ไม่ถูกต้องอย่างไร มีความเป็นไปได้ว่า เธออาจจะไม่เคยอ่านข้อเสนอของนิติราษฎร์เลย
ที่เหลือเชื่อว่ากว่านั้น คือ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของคณะนิติราษฎร์ สร้างความแตกแยกให้เพิ่มขึ้นในบ้านเมือง ทั้งๆ ที่กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี มีมาตราอื่นๆ ที่สมควรแก้มากมาย แต่คณาจารย์กลุ่มนี้กลับไม่เอาสมองไปคิด แต่ขอยืนยันย้ำว่า คณะนิติราษฎร์ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และกล่าวอีกว่า น่าสงสัยถึงเจตนาในการเสนอแก้ไขกฎหมายของคณะนิติราษฎร์ว่าไปรับจ๊อบ รับงานอะไรที่มีวาระแอบแฝงมาหรือไม่ ขอให้พี่น้องประชาชน รวมทั้งลูกศิษย์ของนักวิชาการกลุ่มนี้ออกมาต่อต้านกันเยอะๆ เชื่อว่าถ้าคณะนิติราษฎร์ยังไม่หยุด จะเจอคลื่นมหาชนแน่ นายประชาสรุปว่า "ผมขอเตือนคณะนิติราษฎร์ให้ระวังไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ตอนบ้านเมืองเกิดวิกฤตพวกคุณไม่เคยออกมา หายหัวหมด วันนี้ออกมาเหมือนอยู่เมืองไทยไม่สงบสุขหรืออย่างไร" ซึ่งจะเห็นได้ว่า คำกล่าวของนายประชาแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากพวกกลุ่มฝ่ายขวาและพรรคประชาธิ ปัตย์ และก็ไม่ได้แย้งในเชิงเหตุผลเลยเช่นกัน
ยังมีตัวอย่างอีกมากมายถึงสภาพการรุมถล่มคณะนิติราษฎร์ โดยเฉพาะหลายคนจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาถล่มรายวัน จนไม่อยากจะยกตัวอย่างในที่นี้ ที่น่าสังเกตคือ สื่อกระแสหลักก็ให้พื้นที่กับการรุมถล่มครั้งนี้อย่างเต็มที่ จน สาวตรี สุขศรี สมาชิกนิติราษฎร์ ได้อธิบายสถานะของกลุ่มว่า “ใครจะได้ใช้ชีวิตคุ้มกว่าชาวคณะนิติราษฎร์คงไม่มีอีกแล้วใน พ.ศ.นี้ !!... เพราะคณะฯ เราทำหรือเป็นมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะ รับงานทักษิณ ล้มเจ้า ล้มรัฐบาล รับงานอเมริกา เนรคุณคนให้ทุน เป็นทรอสกี้อิสต์ เป็นพวกสร้างความแตกแยก ไร้เดียงสา วิชาเกิน เป็นคอมมิวนิสต์ พวกอยากดัง พวกคลั่งประชาธิปไตย พ่อแม่ไม่สั่งสอน นักวิชาการกำมะลอ สวะสังคม กินยาผิด สมองปลายเปิด ศาสดา หรือกระทั่ง ปลาโลมา”
ความจริงแล้ว มาตรา 112 เป็นเพียงมาตราหนึ่งในกฎหมายอาญา ที่ว่าด้วยการป้องกันสถานะอันแตะต้องมิได้ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี มกุฎราชกุมาร และ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่กลุ่มฝ่ายขวา พรรคประชาธิปัตย์ และชนชั้นนำสมองปลายปิด ได้ทำให้กฎหมายมาตรานี้ กลายเป็นเรื่องแตะต้องไม่ได้ไปด้วย แต่ไม่มีนักวิชาการฝ่ายขวาหรือเนติบริกรคนใด ย้อยไปตำหนิ อำนาจเผด็จการเมื่อ พ.ศ.2519 ที่แก้ไขมาตรา 112 โดยพลการ ด้วยการเพิ่มการลงโทษให้รุนแรงมากขึ้น จนชาวบ้านเดือดร้อน และทำให้ประเทศไทยมีกฏหมายป้องกันประมุขที่มีบทลงโทษสูงสุดในโลก คนเหล่านี้ พร้อมรับอำนาจเผด็จการอย่างหน้าชื่น แต่ไม่พร้อมจะอภิปรายในเชิงเหตุผลกับคนที่คิดแตกต่าง
การเคลื่อนไหวโจมตีคณะนิติราษฎร์ที่เกิดขึ้นในระยะ 2 สัปดาห์นี้ จึงเป็นการสะท้อนว่า สังคมไทยยังอยู่ในยุคล่าแม่มดอย่างแน่นอน เหมือนกับช่วงปลายสมัยกลางของประวัติศาสตร์ยุโรป ที่ชนชั้นนำในสังคม สร้างกรอบให้คนคิดและศรัทธาต่อพระเจ้าในแบบเดียวกัน ถ้าใครคิดต่าง หรือศรัทธาพระเจ้าแบบอื่น จะถูกกล่าวหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นแม่มด และจะถูกลงโทษโดยการเผาทั้งเป็น ทำให้มีการเผาทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ต่อมา ในสมัยแห่งเหตุผล จึงได้มีการเสนอหลักการเรื่องเสรีภาพทางความคิด และความเชื่อ และกลายเป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย เพราะชาวยุโรปได้สรุปบทเรียนมาแล้วว่า ยุคแห่งการล่าแม่มด เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เสรีภาพในการความคิดที่แตกต่างจึงได้รับการยอมรับ และทำให้สังคมพัฒนาต่อมา
ในสังคมไทยก็เคยมีบทเรียนมาแล้ว ในกรณีขวาคลั่ง นั่นคือเหตุการณ์ช่วงหลังกรณี 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ในขณะนั้น มีการเติบโตของแนวคิดสังคมนิยมในขบวนการนักศึกษา กลุ่มชนชั้นนำก็ตอบโต้โดยการตั้งกลุ่มขวาคลั่งขึ้นมาต่อต้าน และปลุกกระแสขวาจัดในลักษณะเดียวกัน และท้ายที่สุดก็ได้อ้างกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเงื่อนไขในการสร้าง กระแสการเข่นฆ่าปราบปรามนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ แล้วก่อการรัฐประหารทำลายประชาธิปไตยในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 กระแสขวาคลั่งครั้งนั้นยังเป็นบทเรียนสำคัญ ที่สร้างความเสียหายแก่สังคมไทยมากมาย ทำให้การเมืองไทยล้าหลังไปหลายปี
มาถึงวันนี้ ชนชั้นนำไทยควรจะต้องสรุปบทเรียน และยอมรับในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเสียที การคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ทำได้โดยการแลกเปลี่ยนเหตุผล ไม่ใช่การสร้างกระแสขวามาข่มขู่คุกคาม และถ้าหากมีการแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผล สังคมไทยจะบรรลุวุฒิภาวะที่จะทำให้ประชาชนฉลาดขึ้นโดยทั่วกันวิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา
ที่มา ประชาไท
ชัชรินทร์ ชัยดี นักสื่อสารสังคม
โคงการจัดทำข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อสื่อสารสังคม ประเด็นความไม่เป็นธรรมในระบบเกษตรพันธสัญญา
เมล็ดฟักทองสีแสดอ่อนถูกนำมาผึ่งลมไว้บนถุงปุ๋ย เป็นวิธีการเตรียมเพาะเมล็ดพืชเพื่อนำไปปลูกลงดินให้เผชิญกับสภาพแวดล้อมของ โลกอันกว้างใหญ่ ประดั่งจุดเริ่มต้นของชีวิตเด็กน้อยชาวกุยแห่งบ้านตูมที่กำลังถูกบ่มเพาะ เพื่อให้งอกขึ้นมา เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกโอบอุ้มด้วยมือของพ่อแม่เพื่อเคลื่อนย้ายไปในดินแดน ที่มีไร่อ้อยหนาตาอยู่เป็นประจำ
ขณะเดียวกันกลุ่มชาติพันธุ์กุย จากบ้านตูม อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เคลื่อนย้ายแรงงานมากว่า 2 ทศวรรษ กอปรกับมีการเคลื่อนย้ายจำนวนแรงงานเกือบทั้งหมู่บ้านเพื่อไปตัดอ้อยทั่ว ประเทศ รวมถึงมีบางคนได้ตัดสินใจข้ามชาติไปตัดอ้อยที่มาเลเซีย ดั้งนั้นวิถีแห่งแรงงานและเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เมื่อออกจากฝักก็ต้องเดินทาง สู่ป่าอ้อยเรื่อยมา เพราะฉะนั้นโลกของเขาจึงมีบางแง่มุมที่แตกต่างจากการเดินทางท่องเที่ยว ความกินดีอยู่ดีของคนรวย และที่พักสบายๆ ของใครบางคนในโลกนี้
บางมุม : โลกแห่งแรงงานและวิถีเมล็ดพันธุ์เมื่อไกลบ้าน
ฤดูหนาวเริ่มต้นขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้แรงงานพ่อแม่ลูกอ่อน เตรียมตัวเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อเคลื่อนย้ายแรงงานตนไปตัดอ้อยในจังหวัด ห่างบ้าน ชีวิตของ 5 ครอบครัว กว่า 20 ชีวิตจากบ้านตูม ได้ทำพิธีกรรมไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ประจำตระกูล โดยมีเหล้าขาวราดรดลงกองดินเพื่อบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และผู้เฒ่าจะผูกด้ายขาวพร้อมกับส่งเสียงอวยพรให้มีแต่ความปลอดภัยและหาเงิน กลับบ้านได้มากๆ
วันที่ 15 ธันวาคม 2554 ล้อรถบรรทุกของเถ้าแก่หัวหน้าโควตาอ้อย ได้บรรทุกคนกลุ่มชาติพันธุ์กุยกลุ่มนี้เดินทางจากบ้านเกิดเพื่อมาใช้แรงงาน ตัดอ้อยที่ บ้านคุยชัย ตำบลนาโพธิ์ อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม และท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บ แสงไฟได้ถูกสุมขึ้นหน้าเพิงพักที่สร้างด้วยสังกะสีเก่าหลังเล็กๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
แสงไฟบรรเทาความหนาวหน้าเพิงพักของแรงงาน
สถานที่สร้างเพิงพักได้เคยเป็นที่ตั้งแคมป์เดิมของชาวบ้านตูมกลุ่มแรก ที่มาบุกเบิกการตัดอ้อยในแถบนี้ ซึ่งจะประกอบไปด้วย สระน้ำใช้ ป่าอ้อยรายรอบที่ได้ใช้เป็นสุขา และเถ้าแก่จะให้ยืมรถไถ 1 คัน สำหรับรับ-ส่งแรงงานระหว่างแคมป์กับไร่อ้อย สาธารณูปโภคแค่นี้ ถึงแม้บ่นว่าไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ต้องสู้เพื่อเอาชีวิตตัวเอง และเมล็ดพันธุ์แห่งสายเลือดให้อยู่รอดต่อไป
เด็กน้อย 5 ชีวิตได้ติดตามพ่อแม่มาผจญกับป่าอ้อยที่มหาสารคาม ซึ่งบางคนอยู่ในวัยที่ควรได้รับโอกาสทางการศึกษา และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่ด้วยโครงสร้างการกระจายรายได้ในระบบการผลิตน้ำตาลที่รายได้ตกไปอยู่กับ เจ้าของทุนมากกว่าแรงงาน จึงทำให้ความแร้นแค้นตกอยู่กับแรงงานเหล่านี้มาหลายทศวรรษ
นอกจากนี้เด็กบางคนเริ่มผูกผ้าคลุมหน้า จับพร้าออกแรงตัดอ้อยร่วมกับบุพการี บางคนเริ่มเรียนรู้ชีวิตในป่าอ้อย สลับกับการดูแลน้องเล็กในเปลผ้าขาวม้าอย่างมิละสายตา จรดการตัดอ้อยสิ้นสุดจึงจะกลับไปที่แคมป์พร้อมกับผู้เป็นแม่ซึ่งไปหุงหา อาหาร ส่วนผู้เป็นพ่อถ้าไม่ได้เผาอ้อยก็จะออกหา นก หนู ปู ปลา มาเตรียมไว้เป็นอาหารสำหรับมื้อต่อไป สายตาของชายหนุ่มมุ่งมั่นเสมือนมีความหวังมากกับอาหารที่ไม่ต้องซื้อ ทั้งนี้แคมป์ก็อยู่ไกลเกินไปสำหรับคนที่ไม่มีรถไปตลาด ดั้งนั้นพวกเขาจะแก้ปัญหาโดยหาอาหารตามธรรมชาติ และจะออกไปตลาดครั้งละสัปดาห์เพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็นมาตุนไว้
การตัดอ้อยช่วยพ่อแม่และการใช้ชีวิตในป่าอ้อยของเด็กน้อยชาวกุย
สมหมาย ละครศรี แม่ลูกอ่อนถ่ายทอดบรรยากาศ การไปตลาดว่า เราไปซื้อของมาเก็บไว้ บางครั้งเราได้เจอพี่น้องบ้านตูมเดินตลาดก็รู้สึกดีใจ ต่างมีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งเรื่องความทุกข์ ความสุขปนเปกันไป การคุยอย่างออกอรรถรสด้วยประสบการณ์การตัดอ้อยต่างถิ่น “มาตัดไส เป็นจั่งไดแน่” เป็นประโยคคลาสสิกที่ถูกเอ่ยออกมาเมื่อเจอหน้าคนบ้านเดียวกัน
ออกแรงตัดอ้อยแลกเงิน
เสียงเพลงจากทรานซิสเตอร์ดังขึ้นกลางแคมป์ ในรุ่งอรุณที่ 5 มกราคม 2555 แรงงานหลายคนตื่นตั้งแต่ตี 4 มาเตรียมสำรับอาหารเพื่อออกเดินทางไปตัดอ้อยเมื่อฟ้าสาง แรงงานอัดกันแน่นบนรถไถนาเพื่อไปยังไร่อ้อยที่เผาไว้เมื่อคืน ซึ่งห่างแคมป์ประมาณ 1 กิโลเมตร ทุกคนขนสำภาระลงใต้ร่มไม้ใกล้เถียงนาและรับประทานอาหารเช้าก่อนลงแรงตัดอ้อย
การตัดอ้อยเริ่มขึ้นประมาณ 7 โมงเช้า ชายหนุ่มพ่อลูกอ่อนเริ่มตัดเป็นคนแรก และตามด้วยคนอื่นๆ การตัดอ้อยจะแบ่งกันตัดครอบครัวละ 3 แถวเป็นแนวยาวจนสุด ค่อยกลับมาเริ่มแถวใหม่ไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาเลิกงาน ส่วนรายได้ของการตัดอ้อยจะขึ้นอยู่กับจำนวนหมัดที่ตัด และอ้อยที่ถูกแบกขึ้นรถว่าได้จำนวนกี่ตัน โดยเฉลี่ย 1 หมัดจะเท่ากับ 1 บาท และน้ำหนักที่แบกขึ้นรถเฉลี่ยตันละ 40-50 บาท ซึ่งสมหมาย จะเป็นคนบันทึกจำนวน จนกว่าวันสิ้นสุดการตัดอ้อยถึงจะไปรับเงินกับเถ้าแก่ ซึ่งต้องหักออกจากเงินที่เถ้าแก่จ่ายให้ก่อนมาตัดอ้อย
เหล่าเมล็ดพันธุ์ได้ร่มไม้เป็นที่หลับนอน และนั่งเล่น
ชีวิตเปรียบดังกล้าอ่อนของแรงงาน
พันนา ยาดี (หนุ่ม) อายุ 20 ปี เขาเสมือนกล้าอ่อนของแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา เพราะเพิ่งเริ่มมาตัดอ้อยเป็นครั้งแรก แต่ประสบการณ์ในการใช้แรงงานเขาไม่ต่ำกว่า 10 ปี เนื่องจากตอนเป็นเด็กได้ติดตามพ่อไปตัดอ้อย พออายุเข้า 10 ขวบ เริ่มใช้แรงช่วยพ่ออย่างจริงจังที่ไร่สัปปะรด ในจังหวัดระยอง
การเดินทางในครั้งนี้เขามาพร้อมสาวคู่ใจจากเมืองระยอง ทั้งสองตัดอ้อยช่วยกัน แต่เจอปัญหาเมื่อเท้าแฟนสาวของหนุ่มเริ่มมีอาการเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ จากบาดแผลเดิม หนุ่มเลยบอกให้แฟนหมัดอ้อยแทน การตัดอ้อยดำเนินไปท่ามกลางแดดที่เริ่มแผดเผาทั้งคนและต้นอ้อยที่ถูกไฟไหม้ จนทำให้เหงื่อชุ่มไปทั่วตัว ทั้งน้ำตาลได้ซึมทะลุผ่านเปลือกอ้อยออกมา ความเหนียวผสมกับขี้เถ้าสีดำเปื้อนตามมือและร่างกายของชายหนุ่ม แต่ด้วยเหตุผลที่ “เขาบอกว่ามันดี เลยอยากมาลองเบิ่ง” จึงทำให้เขาเก็บแรงไว้สู้ต่อเพื่ออนาคตที่ต้องกินต้องใช้
ลำบากแต่ต้องมาตัดอ้อย?
การตัดอ้อยเป็นเรื่องลำบาก แต่ด้วยความจำเป็นเพราะถ้าอยู่บ้านก็ไม่รู้จะทำอะไร ทำนาก็พอได้กิน บ้างมีที่ดินน้อย ขณะเดียวกันเถ้าแก่ก็ทำให้เราสามารถกู้เงินมาซื้อของที่เราต้องการก่อนได้ เราค่อยไปทำงานใช้หนี้ทีหลัง แล้วถ้าหากไม่ทำก็อดกินแน่นอน ท่วงทำนองเช่นนี้ผุดขึ้นในความคิดของแรงงานตัดอ้อยหลายคน และชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของคนจน คือ พวกเขายังจำเป็นต้องพึ่งการบริโภคอาหารจากตลาด การผลิตเพื่อขายเข้าสู่ระบบตลาด ขณะที่ปัจจัยการผลิตหลายอย่างยังคงตกอยู่กับนายทุน การใช้แรงงานอย่างหนักเพื่อแลกเงินจึงยากจะปฏิเสธ
ไร่อ้อยที่ถูกเผาจำต้องมีคนเฝ้าไม่ให้รุกลามไปไร่คนอื่น แต่บางที่อาจมีการลอบจุดเพื่อเร่งส่งอ้อยเข้าโรงงาน
แรงงาน : ความอึดอัดข้างในและคำถามส่งท้าย
ขณะที่ไฟถูกจุดในไร่อ้อยอีกแปลงในยามค่ำ บ่งบอกว่า พรุ่งนี้จะเริ่มตัดอ้อยต่อไป ควันไฟโขมงคุ้งฟ้า ประกายไฟแตกกระจายเป็นละออง บ้างคล้ายพลุเฉลิมฉลองเทศกาล แต่สำหรับพวกเขา มันคือการตัดอ้อยที่ต้องแลกด้วยการใช้แรงงานอย่างหนัก ถึงแม้จะมีพ่อบางคนในแคมป์ เปรยว่า “ไม่เคยคิดว่าจะมาตัดอ้อย แต่ก่อนเคยบอกว่า โง่ แต่วันนี้ ตัวเองมาโง่เอง แถมยังเอาลูกมาโง่ด้วย” สำนวนแบบนี้ไม่รู้ใครเป็นคนคิดแต่ติดมากับการดูถูกอาชีพแบบนี้มาเนิ่นนาน บางคราฟังแล้วสะเทือนใจ แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ถูกเล่าจากหนึ่งในแรงงานที่มาตัดอ้อยในครั้งนี้
ถึงแม้คำว่า “โรคเหลื่อมล้ำ” ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาจะอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้นได้อย่างมีพลัง แต่โครงสร้างของระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมแบบใดเล่า ที่จะไม่สูบเลือดกินเนื้อและให้สวัสดิการที่แฟร์กับคนใช้แรงงานอย่างหนัก หน่วงเช่นนี้ได้ ในสังคมไทยปัจจุบัน?
* อ้อยพันธสัญญา หมายถึง เมื่อโรงงานผลิตน้ำตาลไม่ผลิตอ้อยเอง แต่จะรับอ้อยจากผู้ปลูกอ้อยแทน และเพื่อควบคุมการส่งอ้อยเข้าโรงงานให้มีประสิทธิภาพ โรงงานจะมีตัวแทน ที่เรียกว่า “หัวหน้าโควต้า” ซึ่งจะทำหน้าที่ทำสัญญาเพื่อซื้อขายอ้อยกับผู้ปลูกอ้อย โดยหัวหน้าโควตาจะได้รับส่วนแบ่งจากการจัดการนี้ ซึ่งเรียกว่า “ค่าหัวตัน” จากโรงงาน ขณะที่แรงงานตัดอ้อยจะเป็นกลุ่มคนล่างสุดในสายพานการผลิตนี้
ข่ายสุขภาพติงรัฐตั้ง “เมดิคัลฮับ” ในมหาวิทยาลัยแพทย์ คิดดีๆ
ที่มา ประชาไท
เครือข่ายสุขภาพส่งจดหมายเปิ
6 ก.พ.55 น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า ตามที่นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่
“การผลักดันให้ไทยเป็นเมดิคัลฮั
จากงานศึกษาของ รศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง และ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารวิ
“หากไม่มีการจัดการที่ดี การผลักดันอุตสาหกรรมการรั
http://www.who.int/bulletin/









