WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 8, 2012

มาเลย์สั่งประหาร 20 คนไทย ยัดโคเคนในครรภ์ส่งขายกรุงเทพ

ที่มา ประชาไท

อารีด้า สาเม๊าะ
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

กรมการ กงสุลเผย พบสาวเหนือ-อีสานถูกตุ๋นค้ากามในแดนเสือเหลืองเป็นพัน เตือนหญิงชายแดนใต้มีสิทธิเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ เผยชีวิตรันทด สาวเหยื่อแก๊งค์ไนจีเรีย ชวนเที่ยวต่างประเทศ ตีสนิทจนท้อง ยัดโคเคนในครรภ์ส่งกลับไทย

ภาพจาก http://icare.kapook.com/missing.php?ac=detail&s_id=61&id=3004

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โรงแรม บีพี แกรนด์ทาวเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสุวัฒน์ แก้วสุข ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ การดูแลคนไทยในต่างประเทศ ในการสัมมนานักจัดรายการวิทยุมุสลิมระดับภูมิภาค ระหว่างวันที่ 6 - 7 กุมภาพันธ์ 2555 มีนักจัดรายการวิทยุจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วม ประมาณ 80 คน

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า กรมการกงสุลเคยบันทึกสถิติไว้ว่า มีคนไทยที่ไปติดคุกในประเทศมาเลเซียมากถึง 1,400 คน ในจำนวนนี้มีถึง 400 คนที่ถูกจับกุมข้อหามีสารเสพติดไว้ครอบครัว และ 24 คนถูกศาลมาเลเซียตัดสินประหารชีวิต

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า ทุกวันนี้มีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศทุกวัน โดยเป็นนักท่องเที่ยวกว่า 2,000,000 คน เดินทางไปตั้งรกรากในต่างประเทศทั่วโลกกว่าร้อยประเทศ รวม 1,000,000 กว่าคน และขายรายงานกว่า 500,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานในโควตาของกระทรวงต่างประเทศปีละ 100,000 คน

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า คนไทยในต่างประเทศจำนวนหนึ่งสร้างปัญหาซับซ้อนให้เจ้าของประเทศมาก เนื่องจากไปละเมิดกฎหมายต่างประเทศ แต่การช่วยเหลือและติดต่อขอให้ส่งตัวกลับประเทศไทย เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะบางคนถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ซึ่งสำนักงานกงสุลไทยในประเทศเหล่านั้นเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า คนไทยที่มีพฤติกรรมชอบละเมิดกฎหมายต่างประเทศ ต้องระวังให้ดีเพราะกฎหมายต่างประเทศเข้มแข็งกว่าไทย กรมการกงสุลไทยแทบจะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ ตัวอย่าง 24 รายที่ถูกศาลมาเลเซียสั่งประหารชีวิต หลังจากจับได้ว่าค้ายาเสพติด กรมการกงสุลจะช่วยเหลือด้านคดียากมาก ถ้าไม่ใช่ครอบครัวผู้เสียหายจัดการเอง แต่หลายคนจะเข้าใจผิด คิดว่าสถานกงสุลไทยในต่างประเทศจะสามารถช่วยเหลือด้านคดีได้

นายสุวัฒน์ บรรยายอีกว่า ปัญหาใหม่ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ตอนนี้คือ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกหลอกไปใช้แรงงานในประเทศมาเลเซีย โดยมีนายหน้ามารับตัวไป แล้วส่งไปอยู่ตามร้านเสริมสวย สปา และส่วนมากถูกบังคับให้ค้าประเวณีด้วย บางรายถูกเจ้านายข่มขืนจนตั้งท้อง เนื่องจากกฎหมายมาเลเซียห้ามทำแท้ง ทำให้ต้องปล่อยให้คลอดลูกออกมา จึงยิ่งตอกย้ำให้ชีวิตในต่างแดนรันทดมากขึ้น

“ปีที่ผ่านมา มีสถิติที่ได้จากการร้องเรียนว่าถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศเกินกว่า 1,000 ราย ซึ่งนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีอีกส่วนที่ยินยอมค้าประเวณี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนภาคอีสานและภาคเหนือ แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่า มีสาวมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ค้าประเวณีด้วยหรือไม่” นายสุวัฒน์ กล่าว

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า ผู้ที่หลอกสาวไทยไปค้าประเวณีส่วนใหญ่ มักเป็นผู้ใกล้ชิดหรือญาติสนิทที่หลอกว่าจะหางานให้ทำในต่างแดน แต่เมื่อข้ามชายแดนไปแล้วจะมีผู้รอรับไปส่งยังสถานที่เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารไทย หรือร้านสปานวดเท้า จึงขอให้ระวังตัวด้วย เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจจะประสบกับบุตรหลานของชาวจังหวัดชายแดนใต้ได้ เนื่องจากเดินทางไปฝั่งมาเลเซียบ่อย

นายสุวัฒน์ บรรยายด้วยว่า ยังมีหญิงไทยที่มักถูกแก็งค์ชาวต่างชาติหลอกให้ขนยาเสพติดข้ามประเทศทั้งที่ รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะจากหนุ่มชาวประเทศไนจีเรียที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยเฝ้า ติดตามมาระยะหนึ่งนั้น พบว่า มีการทำเป็นขบวนการที่ซับซ้อนและมีการกระทำทารุณต่อผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ อย่างมาก

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า เส้นทางการลำเลียงยาเสพติดของชาวไนจีเรีย จะมีการติดต่อสื่อสารกับสาวไทยผ่านโปรแกรมแชททางอินเตอร์เน็ต ซึ่งสาวไทยจะรับสัมพันธ์ด้วยแม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน โดยชายชาวไนจีเรียกลุ่มนี้จะซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศและโอนเงินให้สาวไทย ใช้หลายครั้ง เพื่อให้เหยื่อตายใจ และเมื่อถึงขั้นสนิทสนมกันแล้ว ก็จะหลอกให้ส่งของกลับมายังประเทศไทย โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว หลังจากนั้นหนุ่มไนจีเรียจะข่มขืนเหยื่อจนตั้งท้อง เพื่อให้สามารถส่งของผ่านด่านตรวจได้ง่ายขึ้น

“แก๊งค์ค้ายาจะให้สาวท้องกลืนโคเคนเข้าไปในท้อง เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ก็จะให้เหยื่อถ่ายออกมา แล้วส่งต่อให้พ่อค้ายาเสพติดในประเทศไทย” นายสุวัฒน์ กล่าว

นายสุวัฒน์ บรรยายต่อไปว่า รายล่าสุดที่กรมการกงสุลสามารถช่วยเหลือมาได้ คือเหยื่อสาวไทยที่ถูกจับได้ในประเทศกัมพูชา และถูกศาลประเทศกัมพูชาตัดสินจำคุก 29 ปี แต่สาวไทยคนนี้คลอดลูกในเรือนจำที่นั่น ซึ่งสร้างความโกลาหนให้เจ้าหน้าที่กัมพูชามาก กรมการกงสุลจึงติดต่อขอตัวเด็กกลับมาจดทะเบียนเป็นคนไทยและส่งตัวให้สถาน ดูแลเด็กกำพร้าเลี้ยงดูต่อไป

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/02/55 ใครป่วนใครกันแน่...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ใครป่วนใคร..บอกให้รู้ ดูให้ชัด
ใครวางแผน ล้มรัฐ สัตว์..ใช่ไหม?
ใครโจมตี รายวัน มันเป็นใคร?
ใครเล่าใคร ดิสเครดิส คิดอัปรีย์....

ใครใส่ความ สร้างข่าว เรื่องราวเท็จ
ใครโกหก หมกเม็ด เข็ดไหมนี่
ใครมารยา ใส่ร้าย หลายวิธี
ใครย่ำยี นิติรัฐ ขัดนิติธรรม....

ใครยังหวัง ส้มหล่น จนตัวสั่น
ใครยังคิด ดึงดัน ฝันขำๆ
ใครไหนเล่า เห่าโฮ่งๆ โพล่งลืมคำ
ใครไม่จำ พวกตอแหล แพ้ทั้งปี....

หวังทางลัด จัดเก้าอี้ วิธีเถื่อน
จิตฟั่นเฟือน จัญไร ไร้ศักดิ์ศรี
หลากแนวคิด ต่ำช้า พวกกาลี
หวังย่ำยี ประชาธิปไตย ให้จมดิน....


ต้องรู้ทัน พวกวิปริต คิดอุบาทว์
หวังแตกหัก ด้วยอำนาจ จนขาดวิ่น
แล้วกดหัว คนไทย อยู่ใต้ตีน
หากหยดเลือด ไหลหลั่งริน คงสิ้นไทย....

๓ บลา / ๘ ก.พ.๕๕

ฤามาตรา 112จะเป็นเพียงข้ออ้างรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News


ฤกษ์หามยามซวย-ขุนทหารใหญ่ไปทำพิธีที่วัดอ้อน้อย นครปฐม ซึ่งมีนัยทางการเมืองว่าอาจสุมหัวสมคบคิดเอาฤกษ์เอาชัยก่อการรัฐประหาร แต่ดูเหมือนฟ้าดินไม่เป็นใจ เพราะเกิดเหตุไฟไหม้เตาหลอมพระในพิธีขึ้น เคราะห์ดีไม่มีใครตายซักคน

โดย Pegasus
8 กุมภาพันธ์ 2555

หลังจากที่ได้มีการประชุมลับทั้งนอกและในประเทศแถวใกล้ๆนครปฐมแล้ว เหล่าเผด็จการก็คิดแผนกันว่ามีทางเลือกในการล้มรัฐบาลนี้กันอย่างไร และควรทำอะไรกันต่อไป

แม้ว่าจะไม่มีใครเอาข้อมูลมาเปิดเผยแต่ก็คงเดากันได้ไม่ยาก เพราะที่หวังว่าการใช้น้ำท่วมกรุงเทพฯโดยมีการรื้อพนังกั้นน้ำ การไม่ทำการขุดลอก คู คลอง การออกสื่อหลอกรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้ผล และกลับเป็นว่าประชาชนยังคงให้ความไว้วางใจให้รัฐบาลทำงานต่อไป

ทีนี้ปัญหาก็จะเกิดเนื่องจากมีโพลเปรียบเทียบผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าประชาชนเห็นว่า ดีกว่ารัฐบาลก่อนที่ทำงานมาถึงสามปีเสียอีก

นี่คือสิ่งที่ฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปเริ่มไม่อาจจะปล่อยรัฐบาลให้ลอยนวลได้ต่อ ไป เมื่อคิดว่าจะทำน้ำท่วมอีกรอบ รัฐบาลก็รู้ทันสั่งให้รายงานปริมาณน้ำทุกสัปดาห์ เข้าทำการขุดลอกคลองแทน กทม.

และที่สำคัญธุรกิจของกลุ่มทุนนิยมผูกขาดก็พลอยเสียหายไปด้วยจนมีคำสั่งระงับแผนน้ำท่วมซ้ำสองไปแล้ว

สิ่งที่ฝ่ายเผด็จการกลัวมากกว่าอย่างอื่นคือ ความรู้ทางการเมืองของประชาชนที่กระจายกว้างขวางขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะยิ่งปล่อยเวลามากไป คนยิ่งรู้เรื่องที่มาที่ไปของกฎหมาย มาตรา 112 มากยิ่งขึ้น รู้ว่าการเมืองไทยเป็นเผด็จการได้อย่างไร

ความคิดที่ว่าสังคมไทยมีความสุข ความสามัคคีนั้นเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อให้หลงมึนงงกับการกดขี่ ขูดรีดของเหล่าเผด็จการเท่านั้น


ยิ่งความรู้ของประชาชนขยายตัวไปยังกลุ่มต่างๆมากขึ้น กว้างขวางขึ้น การเปิดโปงความลับต่างๆมีมากขึ้น การส่งต่อข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งหลายนี้คือสิ่งที่ผู้ปกครองไม่อาจจะทนได้

ยิ่งไปกว่านั้น หากปล่อยเนิ่นนานไปหากกฎหมายทหารมีการแก้ไข ทหารก็จะกลายเป็นของฝ่ายประชาธิปไตย การแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นเครื่องมือในการรวบอำนาจไว้ไม่สามารถรักษาไว้ได้ ทหารเองก็กลับจะเป็นอันตรายต่อระบอบเผด็จการเสียอีก

ไม่ต่างจากสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ทหารมีส่วนนำในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ การเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ตามมาคือข้าราชการอื่นๆที่เคยปกครองได้ก็จะพากันตีตัวออกห่างตามทหาร ไป เนื่องจากอำนาจทหารที่จะคอยป้องกัน หากมีเหตุผิดพลาดนั้นได้กลับกลายเป็นอื่นไปเสียแล้ว

สิ่งที่อาจสยบทหารได้ทันที ก็คือการออกกฎหมายประกาศให้การยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารปี 49 เป็นโมฆะเช่นที่นิติราษฎร์เสนอไว้ ทำให้เกิดความคิดว่าในอนาคตแม้ว่าจะยึดอำนาจจนมีเงินมีทองไปซื้อบ้านใน อังกฤษได้ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดพ้นความผิดไปได้ในภายหลัง เมื่อกลับเป็นประชาธิปไตยแล้ว และอายุความก็น่าจะเป็น 20 ปี เพราะเป็นเรื่องกบฏ เชื่อได้อย่างไรว่าระบอบทหารจะยังคงทนอยู่ได้ตลอดระยะเวลายี่สิบปีนั้น เป็นต้น

สำหรับเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการคือ ตุลาการภิวัฒน์ กับการยึดอำนาจโดยทหาร สนับสนุนโดยสื่อและกลุ่มนักวิชาการผู้รับใช้เผด็จการเพื่อสร้างความชอบธรรม

เมื่อหันมาดูการยุบพรรคโดยตุลาการภิวัฒน์เพื่อดึงบางส่วนของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยมาเข้ากับฝ่ายเผด็จการซึ่งก็มีร่องรอยให้น่าคิดอยู่มาก ทั้งเรื่องการไม่เห็นด้วยกับแนวทางของนิติราษฎร์ ทั้งๆที่เป็นความเห็นทางวิชาการ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองไหนต้องมาแสดงความเห็นเช่นนั้น

ที่สำคัญคือพฤติกรรมหลายประการเช่นการ ขู่ปิดเว็บไซต์ ด้วยกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นการข่มขู่ และเหมารวมอย่างกว้างขวางเหมือนกับรับงานพิเศษมาทำเพื่อกดดันไม่ให้ฝ่าย ประชาธิปไตยเคลื่อนไหวในทางวิชาการมากเกินไป

สิ่งน่าสังเกตอื่นๆเช่น ความล่าช้าของคดี 91 ศพ คดียาเสพติดของบางพรรคการเมืองที่สุดท้ายน่าจะไม่ถึงตัวใหญ่ รวมถึงใช้วาทกรรม “การล้มเจ้า” ซึ่งแม้แต่คนที่มาพูดยังไม่รู้เลยว่า นิยามของการล้มเจ้าคืออะไร ระบอบประชาธิปไตยกับราชาธิปไตยต่างกันอย่างไร เป็นต้น

ล้วนแต่ใช้คำประดิษฐ์ที่แม้แต่คนพูดก็ยังไม่รู้ความหมายได้แต่จำคำพูดของผู้นำตนมาพูดต่อเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มนักการเมืองหรือแกนนำเสื้อแดงบางกลุ่มที่มีทีท่าจะแยกตัวจากคน กลุ่มใหญ่ของประเทศนี้ ก็ต้องคิดหนักเพราะการทรยศเช่นกรณีงูเห่าในพรรคที่เคยเกิดมานั้นเมื่อพบการ เลือกตั้งอีกครั้ง ก็มีความชัดเจนว่าประชาชนไม่ยอมให้อภัย มีการลงโทษกันอย่างสาสม ยกเว้นการใช้อำนาจโกงการเลือกตั้งมาเท่านั้น กระนั้นก็ยังเหลือต่ำสิบ บางส่วนยังขอกลับมาพรรคเดิมของตนหลังจากทรยศไปเป็นเวลานาน
นักการเมืองและแกนนำเหล่านี้จึงไม่น่าจะมั่นใจในอนาคตทางการ เมืองของตน ทางออกที่พอทำได้คือการพยายามแยกรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยให้ออกห่างจากประชาชน ให้ได้ด้วยกลเม็ดต่างๆ เช่นการแสดงภาพยอมสยบต่อฝ่ายเผด็จการในรูปแบบต่างๆทั้งวาจาและการกระทำโดย หวังกันว่าฝ่ายเผด็จการจะเอ็นดูตนเหมือนสุนัขที่เก็บมาเลี้ยง

แต่แท้จริงแล้วผลจะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบได้ แต่ถ้าหากจะถามฝ่ายเผด็จการว่าจะไว้ใจคนเหล่านี้ได้หรือไม่ ก็น่าจะไม่สนิทใจนักเพราะเมื่อมีผลประโยชน์คนเหล่านี้พร้อมที่จะทรยศได้ตลอด เวลา ในขณะที่ประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้นทุกขณะ ต่างประเทศสนับสนุนประชาชนคนไทยมากขึ้นทุกขณะเช่นนี้

ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลในหน่วยทหารเช่นเดิมคงไม่ใช่ของง่ายอีกต่อไปแล้ว

ปัญหาสำคัญที่สุดสำหรับกลุ่มเผด็จการนี้คือ หน้ากากนักบุญผู้ดีมีคุณธรรมของพวกตนถูกกระชากออกมาจนหมดสิ้น กับคำพูดที่ใช้ใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้ามโดยเฉพาะนักการเมือง เช่น การเป็นนักเลือกตั้งหรือซื้อเสียง การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็พบแต่พรรคการเมืองฝ่ายเผด็จการเท่านั้นที่ทำกันออก หน้าออกตาโดยมีกรรมการเป็นพวกด้วย

หรือการด่าว่าดร.ทักษิณฯว่าเป็นทุนสามานย์ ทุจริต คอรัปชั่น ก็พบว่าหลายปีที่ผ่านมาและย้อนกลับไปถึงสมัยรัฐบาลพรรคเดียวกันของฝ่ายแมลง สาบ ก็ไม่ได้มีการเหนียมอายในการทุจริตกันตั้งแต่วันแรกที่ทำงานจนวันสุดท้าย ทิ้งทวนงบประมาณ

พอเปลี่ยนมาเป็นการปกครองโดย คมช. เมื่อมีคนถามถึงการใช้เงิน ก็มีคำตอบสวนออกมาว่า ทหารเป็นวีรบุรุษเรื่องเงินไม่ต้องมาตรวจสอบกัน หรือทำงานเพื่อบ้านเมืองไม่ต้องมาถามเรื่องทุจริตเป็นต้นโดยเงินก็หายไป เรื่อยๆ

ที่ร้ายไปกว่านั้นคือพบว่าเครือข่ายที่สนับสนุนเหล่าแมลงสาบล้วนเป็นทุนสามานย์ผูกขาดตัวจริงที่ทำนาบนหลังคนไทยมานานแสนนาน เป็นต้น

เหตุของความยากจน การไร้การศึกษา และถูกหลอกลวงให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่คิดที่จะขวนขวายมีชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงปัญหาทางสังคมต่างๆเช่น ยาเสพติด ของเถื่อน มาเฟีย การเรียกค่าคุ้มครอง การส่งส่วยที่ทำให้ทุกอย่างแพงอย่างไม่ควรจะเป็น

ในขณะที่ทุนสามานย์ตัวจริงล้วนอิ่มหมี พีมัน และคำใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนั้นแท้จริงก็คือสิ่งที่พวกตนคิดและกระทำอยู่ในขณะ นั้นนั่นเอง แต่มาโยนความชั่วของตนเบี่ยงเบนไปที่ฝ่ายการเมืองฝั่งตรงกันข้าม

จนในที่สุดเมื่อการเปิดเผยความจริงชักจะลามมากเกินไป การสั่งฆ่าจึงเกิดขึ้น เช่นการระบุเขตการใช้กระสุนจริง การใช้อาวุธสงคราม การเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และห้างใกล้เคียง โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ล้วนระบุตรงกันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทหารที่ควบคุม พื้นที่ไว้แล้วทั้งสิ้น

แต่เนื่องจากอำนาจของฝ่ายเผด็จการนั้นแผ่รังสีอำมหิตครอบคลุมประเทศชาติไว้ ความจริงเหล่านี้จึงได้แต่รอคอยการเปิดเผยอย่างหมดเปลือกในอนาคต

คดีความต่างๆก็ดูเหมือนจะมีการจัดฉากให้ไม่สามารถหาคนมารับผิด ชอบได้ มีแต่การเล่นละครให้ดูขึงขังไปเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังคงพูดกันต่อไป กระซิบ กระซาบกันต่อไป

การใช้กฎหมายมาตรา 112 เพื่อปิดปากและเก็บกวาดประชาชนก็ยังมีอยู่ต่อไปโดยระบบราชการเผด็จการที่ยัง คงทำงานไม่หยุดยั้ง ด้วยการสมรู้ ร่วมคิดจากฝ่ายการเมืองของรัฐบาลบางส่วน รวมถึงท่าทีการยอมสยบต่ออำนาจเผด็จการของรัฐบาลที่คงเป็นการเล่นละครน้ำเน่า ด้วยหวังว่าจะได้รับความเอ็นดูดังกล่าวแล้ว

แต่ทว่ายิ่งรัฐบาลอยู่นานเท่าไร ความจริงต่างๆก็ยังขยายตัวกันต่อๆไปในหมู่ประชาชน หากช้าเกินไปการปกปิด การตัดปัญหาต่างๆจะทำได้ยากขึ้นทุกขณะ จนอาจมีผลต่อการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ไว้ในที่สุด และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ ดร.ทักษิณฯ ไม่ว่าจะอย่างไร แม้ว่าจะทรยศถอนตัวออกมา ทั้งหมดก็ต้องถูกกำจัดให้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป เช่นคดีใบแดงและการตามด้วยยุบพรรคบางพรรคในขณะนี้จึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

สรุปแล้วการยึดอำนาจดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำได้ และต้องรีบลงมือก่อนที่จะมีการแก้กฎหมายทหารจากรัฐสภา แต่ปัญหาก็คือ จะมีทหารสักเท่าไรที่จะออกมาฆ่าประชาชนได้สนุกมือเหมือนครั้งที่ผ่านมา

เงื่อนไขสำคัญในครั้งนี้ก็คือ การได้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีสิทธิที่จะต่อต้านการรัฐประหารด้วยการประกาศรัฐบาลพลัดถิ่น แม้ว่าทางตระกูลชินวัตรอาจจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม

เพราะรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นใครก็จัดตั้งได้อยู่ที่การรับรองของต่างประเทศ ซึ่งหากว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตรยังอยู่ในต่างประเทศ ไม่หลงกลเดินทางกลับไทยโดยเงื่อนไขทางการเมืองไม่เปลี่ยนก่อนแล้ว

การหาประเทศสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นไม่ยาก และ ดร.ทักษิณฯอาจประกาศแทนก็ได้ หรือหากทำไมได้ด้วยเหตุใดก็ตาม นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยก็คงจะฉวยโอกาสประกาศรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ดี เพราะจะเป็นเงื่อนไขเดียวทางการเมืองที่เป็นไปได้ในขณะนั้น และก็คงจะไม่มีใครยอมฟังเสียงโทรศัพท์ลึกลับอีกต่อไป

ส่วนการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นแทบไม่มีปัญหาผู้รับรองและน่าจะมาจากกลุ่ม สหภาพยุโรปทั้งหมด จีน อาเซียน อินเดีย อาจมีรัสเซีย บางประเทศในอัฟริกาและอเมริกาใต้ กลุ่มตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด และแม้แต่สหรัฐฯที่จะเข้าข้างผู้ชนะเสมอ รวมประชากรแล้วน่าจะเกิน 2 ใน 3 ของโลก

เมื่อมีรัฐบาลพลัดถิ่นถูกต้องตามกฎหมายการต่อสู้กันก็จะใช้เวลาไม่มากนักคง ยุติลง แต่จะยุติแบบใดนั้นอนาคตคงคาดเดาได้ยาก แต่จากสถิติพบว่าฝ่ายประชาชนนั้นชนะเสมอ แต่จะชนะมากหรือน้อยอยู่ที่ความเข้าใจทางการเมืองของประชาชนเองและแกนนำใน ขณะนั้นว่า เป็นใครและรู้สำนึกหรือไม่ว่า การยอมอ่อนข้อให้เผด็จการนั้น รังก็แต่นำความเดือดร้อนเข้าใส่ตัวโดยใช่เหตุเท่านั้นเอง

จำเป็นต้องกวาดล้างให้สิ้นซากเช่นเดียวกับที่เขาทำกับเราเช่นกัน

ทว่าการจะให้ทหารออกมายึดอำนาจได้จะต้องมีคำขวัญดีๆสักชุดมาล้างสมองประชาชน ซึ่งในเวลานี้จะใส่ร้ายในเรื่องการบริหาร การทำงานของรัฐบาลก็ไม่อาจมีใครมาต่อว่าได้เพราะผลโพลก็บอกว่าทำงานดีกว่า รัฐบาลก่อนมาก เรื่องทุจริตก็ไม่มี

คงมีแต่เรื่องสถาบัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นที่สนใจของต่างประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบเดียวกับไทย แต่เรื่องนี้ฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปกลับจะต้องการใช้ประเด็นนี้เพราะส่วนมากจะ เป็นนักวางแผนรุ่นโบราณ ถนัดแต่การสั่ง การบังคับและการใช้กำลัง จุดอ่อนจึงจะเกิดจากจุดนี้

โดยครั้งนี้การสนับสนุนจากประชาชน การจัดหน้าม้าไปเสียบดอกไม้ในปากกระบอกปืนอีกครั้งคงไม่มีหรือมีก็ไม่มีใคร เชื่ออีกต่อไป ฝ่ายเผด็จการจะคิดเหมือนๆกับที่เป็นข่าวรายวันคือ ทุกเรื่องเกิดจาก ดร.ทักษิณฯ เมื่อมองในมุมกลับ ดร.ทักษิณฯคือตัวอันตราย ไม่ต่างจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ การกำจัดจึงเป็นเรื่องจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความคิดแบบโบราณนี้ มุ่งทำลายแต่บุคคล ละเลยเรื่องโครงสร้าง ไม่นานนักก็จะกลายเป็นจุดอ่อนและพ่ายแพ้ไปเองในที่สุด

จากการประมวลเรื่องราวตามที่ได้ยกมาให้เห็นนี้ ก็คงเข้าใจกันได้อย่างดีแล้วว่า การที่มีการพยายามยกประเด็น มาตรา 112 มาพูดกันในทำนองว่าจะเป็นการล้มสถาบัน ซึ่งไม่ได้เป็นความจริงเลย ซ้ำจะเป็นการช่วยสถาบันจากการถูกแอบอ้างทางการเมืองด้วยซ้ำ

แต่ทำไมจึงพูดกันซ้ำซาก ไม่ยอมฟังเหตุผลและไม่มีเหตุผลมาแก้ได้ในทางกฎหมายมหาชนเลย ไม่ว่าจะเป็นมือกฎหมายของฝ่ายอำมาตย์คนไหนก็ตาม แต่พร่ำพูดแต่คำว่า ไม่บังควร

ซึ่งก็นิยามไม่ได้อีกว่า ไม่บังควรหมายถึงอะไร เพราะหากจะว่าไม่บังควรเพราะห้ามแก้ ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่ากฎหมายนี้ถูกแก้โดยคณะปฏิรูปฯซึ่งคือเผด็จการ ทำไมไม่ไปว่าที่ตรงนั้น

การแก้กลับไปไม่มีโทษขั้นต่ำซึ่งเหมือนกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชทำไมจึงทำไม่ได้ เป็นต้น

ส่วนที่บอกว่าจะทำให้คนวิจารณ์ได้นั้นเป็นการพูดไปโดยไม่อ่านข้อมูลว่า เป็นคนละประเด็นเพราะยังคงมีความผิดตามกฎหมายและถูกจับได้เช่นเดิมเพียงแต่ ไม่กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ก็เท่านั้นเอง

ส่วนการวิจารณ์ในเรื่องโครงการพระราชดำรินั้น เมื่อเป็นภาษีประชาชนทั้งสิ้น ไม่ใช่ราชทรัพย์ส่วนพระองค์ (ในอังกฤษมูลนิธิฯของราชวงศ์แม้เป็นราชทรัพย์ส่วนพระองค์ยังถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ามีเจตนาทางการเมือง)ก็ ต้องวิจารณ์ได้ หยุดได้ เลิกได้โดยมีฝ่ายการเมืองรับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์ ที่เราเรียกว่าผู้รับสนองฯ ซึ่งจะถูกวิจารณ์หรือมีความผิดแทนพระมหากษัตริย์ทำให้สถาบันไม่ต้องแปด เปื้อนทางการเมือง หรือมีอิทธิพลทางการเมืองในทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งเป็นข้อห้ามในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก

ยกเว้นประเทศไทยกลับโดนมาตรา 112 แค่เพียงสงสัยหรือตั้งคำถามเท่านั้น แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ

สาระสำคัญคือฝ่ายเสื้อหลากสีหรือเหลืองแปลงร่างซึ่งได้แสดงถึงแสนยานุภาพใน การต่อต้านคณะนิติราษฎร์ไปแล้ว โดยมีผู้ถือป้ายทั้งสิ้น 4 คน และการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าฯที่มืดฟ้ามัวดิน ไม่ต่ำกว่า 10 คนแต่ไม่เกิน 200 คนเพราะฝนจะตก ทำให้คำว่าล้มเจ้าหมดความขลังลงไปอย่างมาก

เหมือนตอนพยายามจะบอกว่าใครรักสถาบันให้ไปเลือกพรรคการเมืองที่เป็นฝ่าย สถาบัน ซึ่งเป็นการดึงสถาบันมาแปดเปื้อนอีกครั้ง โดยทหารใหญ่ และสว.ลากตั้ง

แล้วผลก็ออกมาอย่างที่เห็น ทั้งๆที่โกงคะแนนกันอย่างจะๆแล้วก็ตาม ภาพยนตร์ของคนที่อ้างสถาบันว่าอยู่ฝ่ายตนขาดทุนย่อยยับ ไม่มีคนดูเรื่องแล้วเรื่องเล่า ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า มวลชนที่จะมาเห็นด้วยการการต่อต้านนิติราษฎร์ที่คาดว่า จะเป็นคนไทยทั่วประเทศนั้นมีแค่นี้จริงๆ

หนทางที่จะจบปัญหาด้วยการลงประชามติต่างๆ ฝ่ายแมลงสาบเองนั่นแหละจะเป็นผู้คัดค้าน และในที่สุด การพยายามโยงมาตรา 112 ว่านิติราษฎร์กับคนเสื้อแดงและรัฐบาลเป็นพวกเดียวกันก็ออกมา ไม่ใช่เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อเพราะคนไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่เพื่อให้ทหารที่มีกำลังในการยึดอำนาจเชื่อจะได้ลงมือทำแทนพวกตน ส่วนผลที่ตามมาต่อพวกทหารหลังรัฐประหารแล้วอยู่ไมได้พวกตนไม่เกี่ยว ขอให้ได้อำนาจหรือรักษาอำนาจไว้ให้ได้ก่อน

ความจริงแล้วฝ่ายเผด็จการในทุกประเทศสามารถรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนไว้ ได้ถ้าไม่โลภเกินไป ยอมผ่อนปรนให้กับประชาชน เลิกการลงมือสังหาร เลิกการใช้กำลังทหาร เลิกการใช้อำนาจทางการเมืองแบบผิดๆ ปล่อยประชาธิปไตยเดินหน้าไป

แต่น่าแปลกแท้ๆ ทรราชเผด็จการทุกแห่งล้วนลงเอยด้วยเส้นทางเดียวกันหมด ในประเทศไทยก็คงเดินตามรอยเดิม โดยจะเริ่มต้นด้วยการใช้มาตรา 112 เป็นข้ออ้างอย่างบ้าคลั่งกระตุ้นให้เกิดการรัฐประหาร

จากนั้นก็ปิดฉากจบละครโรงนี้เสียที
****************

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ถาม "ประยุทธ์-ยุทธศักดิ์-เฉลิม" มีสิทธิ์อะไรมาปรามความเห็นประชาชน

ที่มา Thai E-News


8 กุมภาพันธ์ 2555

ที่มา มติชนออนไลน์

ภาย หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตลอดจน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปรามให้ผู้รณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยุติการเคลื่อนไหว

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

"ถ้า นี่เป็นประเทศที่มีกฎเกณฑ์ มารยาทการเมืองแบบประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี จะต้องไล่ ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งทันที


"ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รองนายกฯ และ ผบ.ทบ.) คุณไม่มีสิทธิ์ มา ′ปราม′ ไม่ให้ประชาชนแสดงความเห็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง

"นี่เป็นการ ′เสียมารยาท′ ′เสียบรรทัดฐาน′ เป็นการแสดงความไม่มีความรู้พื้นฐานของความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยเลย

"การแสดงความเห็นจะแก้หรือจะเลิกกฎหมายฉบับใด เป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นพลเมือง ที่ละเมิดไม่ได้ครับ"


/////


"พูด จริงๆ บางทีอ่านข่าวประเภทยุทธศักดิ์ หรือเฉลิม เรื่อง 112 แล้ว รู้สึกว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ เสียเสียงที่เลือกเปล่าๆ (ขอคืนได้ไหมฟะ?)

"คือ คุณไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเรื่อง 112 ก็พูดว่า ′ไม่เห็นด้วย เราไม่ยกมือให้′ อะไรแบบนั้น ก็พอ

"คุณมีสิทธิอะไรมาปราม ทำอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่คนอื่น

"ถามจริงๆ"

//////////


"คุณยิ่งลักษณ์ครับ

"รัฐมนตรีของคุณ กำลังละเมิดหลักการปกครองประชาธิปไตย ละเมิดหลักการรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิมนุษยชน

"พวกคุณไม่ใช่เจ้าของประเทศคนเดียว ไม่ใช่เจ้านายเหนือหัวของราษฎร

"มีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวปราม-ขู่การใช้สิทธิ์เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงกฎหมายของราษฎรครับ?

"มันชักจะมากไปแล้วนะครับ"

Tuesday, February 7, 2012

เตรียมตัวไว้ได้เลย

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ทัศนะในวัยหนุ่มของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าด้วยม. 112

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: เว็บไซต์คณะนิติราษฎร์เผยแพร่บทความจากผู้อ่าน เรื่อง ทัศนะในวัยหนุ่มของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าด้วยม. 112 ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่อีกครั้ง

โดยส่วนตัวนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร แต่ก็มีความเคารพนับถือท่านเสมอมา ถึงจะมีความเห็นต่างกับท่านในหลายเรื่องก็ตาม เมื่อได้อ่านบทสัมภาษณ์ของท่านที่ตีพิมพ์เมื่อประมาณ ๒๘ ปีก่อน เกี่ยวกับการดำเนินคดีท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ตามมาตรา ๑๑๒ แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกเลื่อมใสการแสดงความเห็นในวัยหนุ่มของท่านเป็นอย่างมาก

บทสัมภาษณ์ดังกล่าวน่าจะถือว่าเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์สำคัญชิ้นหนึ่ง ที่ทั้งผู้แก่ผู้เฒ่าและเยาวชนคนรุ่นใหม่ควรจะได้อ่านอย่างมีโยนิโสมนสิการ แม้ข้อเท็จจริงบางส่วนอาจจะล่วงสมัยไปบ้าง แต่ก็มีหลักการสำคัญอยู่หลายประการที่มีความร่วมสมัยและเป็นสากล จึงเห็นสมควรนำเนื้อหาสำคัญบางตอนจากบทสัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ในวัยหนุ่มมากล่าวเป็นลำดับไป โดยจะดึงใจความสำคัญของท่อนนั้นๆ ขึ้นมาเป็นหัวข้อเพื่อความสะดวกในการอ่าน อย่างไรก็ตามผู้อ่านพึงระมัดระวังว่าข้อความที่ยกมานี้แม้จะยกมาค่อนข้างยาว แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์เท่านั้น การทำความเข้าใจให้ถูกต้องครบถ้วนตามบริบท จำต้องพิจารณาจากบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ซึ่งสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ “ลอกคราบ ส.ศิวรักษ์” โดยกองบรรณาธิการมติมหาราษฎร์, บริษัทสำนักพิมพ์สัญลักษณ์จำกัด (กันยายน, ๒๕๒๗) หน้า ๗๑ – ๙๕.

+ + + +

ควรจะมองพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นคนธรรมดา

“ถ้าอาจารย์สุลักษณ์ได้พูดอย่างนั้น ผมเห็นด้วยในประเด็นนี้ว่าควรจะมองพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นคนธรรมดา และคนที่จะสนับสนุนความคิดนี้เป็นคนแรกก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นเพียงแต่คนบางคนจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต้องการจะเทิดทูลสถาบันขึ้นไปให้เหนือฟ้า ผมคิดว่าถ้าได้คุยกับสมเด็จพระเทพฯ หรือพระราชวงศ์ผู้ใหญ่อื่นๆ จะเห็นว่าท่านก็เหมือนคนธรรมดา คนข้างนอกเท่านั้นที่ทำให้ท่านเหมือนลอยล้ำฟ้าไป ผมคิดว่าความดีความประเสริฐของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ก็สืบ เนื่องมาจากท่านทำพระองค์เป็นคนธรรมดา และนี่เป็นสิ่งที่ประทับใจราษฎรอย่างมาก และผมคิดว่าการที่ท่านทำพระองค์เองเป็นมนุษย์ธรรมดานั้นได้ประสบความสำเร็จ อย่างมาก”

“ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันนี้ควรจะกระทำก็คือเพิ่มความ เป็นมนุษย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระบรมราชินีนาถและพระราชวงศ์ต่างๆ ผมคิดว่าควรจะทำอย่างนี้ สถาบันไม่ว่าสถาบันใด ถ้าห่างเหินกับความเป็นจริงมากเกินไป ถ้ามีช่องว่างระหว่างหลักการหรือสมมุติฐานของสถาบันกับความเป็นจริงทางสังคม ผมคิดว่าสถาบันนั้นๆ จะอยู่ไม่ได้”

สิ่งที่ต้องทำสำหรับคนที่ต้องการสร้างแต้มทางการเมือง

“ผมคิดว่าสำหรับคนที่จะต้องการสร้างแต้มทางการเมืองนั้น สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ พยายามเทิดทูนสถาบันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำโน่นทำนี่เพื่อสถาบันเพื่อแสดงความจงรักภักดี ผมคิดว่าเขาอาจจะนับถือจริงก็ได้ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นการใช้สถาบันเพื่อประโยชน์ของตน ถ้าใช้สถาบันไปในทางที่สร้างสรรค์ให้เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วยนี่ผมคิด ว่าไม่เป็นไร แต่ผมคิดว่ามันมิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป”


การติเพื่อก่อนั้นควรจะกระทำ

“ในส่วนตัวของผม ๆ [sic] คิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่เกี่ยวกับมนุษย์ ความเป็นมนุษย์และสังคมมนุษย์ และผมคิดว่า ไม่ว่าสำหรับสถาบันใดๆ ก็ตาม การติเพื่อก่อหรือวิจารณ์เพื่อก่อนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจะมีและควรจะกระทำ”

ความเข้มแข็งของสถาบันอยู่กับความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับข้อครหาข้อวิจารณ์

“ผมคิดว่าความเข้มแข็งของสถาบันอันใดอันหนึ่งนี่ขึ้นอยู่กับความสามารถ ที่จะเผชิญหน้ากับข้อครหาข้อวิจารณ์ และถ้าข้อวิจารณ์นั้นเป็นความจริงทั้งหมด เพียงบางส่วน สถาบันนั้นควรจะสามารถปรับตัวให้ดีขึ้นได้”

มันเป็นข้ออ้างของคนรุ่นหลัง ๒๔๗๕ ที่อ้างว่าติสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้

“สถาบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์หรืออะไรอื่นๆ ถ้าเป็นสิ่งที่อยู่กับที่ เป็นสิ่งที่ไม่เติบโตไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขยายตัวก็จะเป็นสิ่งที่ตายไปแล้ว ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ผมคิดว่ามันเป็นข้ออ้างของคนรุ่นหลัง ๒๔๗๕ ที่อ้างว่าติสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้ ไม่จริงที่ว่าข้อติทุกประการเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นการตีความในช่วงหลัง โดยกลุ่มผู้มีอำนาจโดยเฉพาะช่วงหลังจอมพลสฤษดิ์มาแล้ว เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะกำจัดทำลายพวกกลุ่มต่อต้านกลุ่มอำนาจเหล่านี้”

ในสมัยสุโขทัย การร้องทุกข์ของราษฎรเป็นการติการปกครองโดยสถาบัน

“ถ้ามองกลับไปตั้งแต่สมัยสุโขทัยราษฎรมีสิทธิถวายฎีกาต่อพ่อขุนฯ เขามีสิทธิร้องทุกข์ว่าอะไรเป็นธรรมอะไรไม่เป็นธรรมซึ่งส่วนหนึ่งก็หมายถึง ว่าเป็นการติการปกครองโดยสถาบันนี้ แล้วก็ไม่ต้องไปไกลดูแค่รัชกาลที่ ๕ ก็ได้ สมัยนั้นปัญญาชนยังมีจำกัด ฉะนั้นข้อวิจารณ์จึงมีจำกัด แต่ก็ยังมีอยู่”

เป็นหน้าที่ลูกที่จะวิจารณ์พ่อ

“อย่างพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ ๕ ทรงเขียนถึงปู่ผม สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปยุโรปเมื่อทศวรรษ ๑๘๙๐ เขียนไว้ในทำนองว่า “พ่อนี้เป็นคนล้าสมัย พ่อนี้อาจจะทำอะไรให้เป็นที่ขวางหูขวางตาคนเขา เป็นหน้าที่ของลูกที่จะวิจารณ์พ่อ ว่าพ่อทำอะไรผิด” เพราะฉะนั้นคอนเซฟที่ว่า เป็นเจ้าเหนือมนุษย์เหนือชีวิตเหมือนกับเทวดา มันไม่ใช่เป็นคอนเซฟเก่า”

ผู้ที่รักสถาบันควรจะเข้าใจประวัติศาสตร์ว่าความสำคัญของสถาบันไม่เกี่ยวกับเรื่องการมีอำนาจ

“ในหลักการนั้น การติเพื่อก่อไม่ผิดแม้ว่าในประวัติศาสตร์หรือในปัจจุบัน และผมคิดว่าผู้ที่สนับสนุนสถาบันในประเทศซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่รักสถาบันที่เทิดทูนสถาบัน ไม่ควรจะมีความอ่อนไหวมากนักเกี่ยวกับข้อติวิจารณ์ที่มาจากคนส่วนน้อย คนเหล่านี้ควรจะเข้าใจว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นมีบทบาทมีสถานะที่ลึกซึ้งมากในประวัติศาสตร์ไทย ในโลกทัศน์ของคนไทย ในวัฒนธรรมการเมืองของคนไทย ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจเลย ถึงแม้ว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้หมดไปแล้ว เมื่อ ๒๔๗๕ ในยุคที่เรียกประชาธิปไตยนี้ ความสำคัญของสถาบันนี้ก็ยังคงมีอยู่ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องการมีอำนาจหรือไม่มีอำนาจ”


ข้อวิจารณ์ไม่กี่ข้อไม่สามารถจะบั่นทอนความมั่นคงของสถาบันได้

“พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์นี้ทรงมีบารมีมาตลอด ไม่น่าคิดว่าคำพูดไม่กี่คำ ข้อวิจารณ์ไม่กี่ข้อจะสามารถบั่นทอนความมั่นคงของสถาบันได้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นความคิดที่แย่มาก ที่จริงแล้วคนที่ควรถูกจับในข้อหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นคือคนที่มี ความคิดเช่นนั้น เพราะเขาทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดูเหมือนเป็นสถาบันที่อ่อนแอ ผมคิดว่าเขาเข้าใจสถาบันนี้แตะต้องไม่ได้”


สถาบันคือเกียรติภูมิของประเทศ เพราะไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้ทำผิด

“อังกฤษมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่เหนือการเมืองที่เป็นอยู่ตอนนี้ เหนือการเมืองจริงๆ มีหน้าที่เพียงทางพิธีการ นอกจากจะมีวิกฤตการณ์อันใดเกิดขึ้น ในกรณีนั้นจะเป็นบ่อเกิดแห่งความชอบธรรมแห่งสุดท้าย นี้เป็นหน้าที่ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่ดีมาก”

“อย่างถ้าดูในอเมริกาสมัยวอเตอร์เกต ปัญหาหลักคือว่าผู้นำรัฐบาลกับผู้นำประเทศเป็นคนๆ เดียวกัน ผู้นำรัฐบาลทำเสียเพราะฉะนั้นเกียรติภูมิของผู้นำประเทศก็เลยเสียไปด้วย คำว่าอำนาจของประธานาธิบดี มันลดไป ทำให้เกียรติภูมิของประธานาธิบดีสมัยต่อมาลดไปจะเกิดความยุ่งเหยิงอย่างมาก ที่ได้ทราบดีอยู่แล้ว แต่อย่างอังกฤษนี้รัฐบาลเป็นอะไรก็ช่าง รัฐบาลจะออกไป เกียรติภูมิของประเทศก็ยังมีอยู่ ใช่ไหมฮะ คือผู้นำประเทศก็ยังอยู่ เพราะไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้ทำผิด เป็นสถาบันที่เหนือการเมืองจริงๆ”

“ผมว่านี่เป็นคอนเซฟที่เราพยายามนำมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทย แต่ว่าก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะว่าคนหลายกลุ่มพยายามใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นประโยชน์เพื่อผล ประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ส่วนรวมในการตีความของตน”

“ที่อังกฤษนี้ การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นไปในทางวิชาการเป็นอย่างมาก และก็กษัตริย์ไหนที่ไม่ดีก็บอกว่าไม่ดี กษัตริย์ไหนดีก็บอกว่าดี คือเป็นไปในทางวัตถุวิสัยมาก ควีนอลิซาเบธทำอะไรไม่ชอบไม่ควร ปริ๊นซชาร์ล ปริ๊นซแอนดรูร์หรือปริ๊นแซสแอนด์ซึ่งทำอะไรไม่ดี คนเขาก็ติ จุดนี้ก็มีผลเหมือนกันทำให้ เจ้านายระวังพระองค์มากขึ้น ที่จะทำอะไร เมื่อเป็นคนในสายตาสาธารณชนก็ต้องระวังตนเข้าไว้”

ไม่ควรมีข้อวิจารณ์ส่วนพระองค์เลย

“ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดนะฮะ ไม่ควรจะมีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องส่วนพระองค์เลย เรื่องส่วนตัวผมหมายถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง หรือเกี่ยวกับผลประโยชน์แห่งชาติ หรือความมั่งคงของชาติ ข้อวิจารณ์นั้นผมคิดว่าควรจะมีบ้าง แต่หนึ่งต้องเป็นข้อวิจารณ์ที่ต้องมากจากการวิเคราะห์ในทางวัตถุวิสัย และในทางวิชาการเป็นศาสตร์มากที่สุดด้วย และก็สองควรเป็นการติเพื่อก่อ คิดว่าสิ่งเหล่านี้นี่ในที่สุดจะทำให้สถาบันมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต”

ไม่มีสถาบันไหนอยู่ได้โดยไม่มีการปรับตัว

“ไม่มีสถาบันไหน อยู่ได้โดยไม่มีการปรับตัวหรือยอมรับข้อมูลจากภายนอก มีศัพท์รัฐศาสตร์อันหนึ่งเขาเรียกอาโทรฟี่ (ATROPHY) คือบางสิ่งบางอย่างถ้าไม่ได้รับปัจจัยจากภายนอก มักจะเหี่ยวเฉา ผมยังไม่คิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถึงขั้นนั้น แต่ผมคิดว่าสถาบันทั่วๆ ไปแล้วถ้าไม่ได้รับอินพุท (INPUT) จากข้างนอกอย่างเพียงพอไม่ได้หายใจ ไม่ได้กินน้ำสูดอากาศไม่ได้รับอาหารจะต้องเหี่ยวเฉาตายไป”

นิยามการติเพื่อก่อเป็นเรื่องของผู้ร่างกฎหมายซึ่งก็คือประชาชน

“ในแง่หลักการ การติเพื่อก่อควรจะมีขึ้นได้ ส่วนจะนิยามความหมายว่าอะไรคือการติเพื่อก่อ อะไรไม่ใช่นี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องผู้ที่ทำกฎหมาย ผู้ที่ร่างพระราชบัญญัติซึ่งก็หมายถึงประชาชน ถ้าเรายังยึดระบอบประชาธิปไตยอยู่”


โทษควรลงสถานเบา นอกจากพิสูจน์ว่าเป็นกบฏ

“เมื่อจับเขา [ส.ศิวรักษ์] แล้วนี้ ผมคิดว่าให้ถูกต้องที่สุดให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป เพราะลงถ้าจับเขาแล้วไม่ดำเนินการตามกฎหมายมันก็ผิดทุกทางเพราะว่า หมายความว่าเขาไม่ผิดปล่อยตัวเขาเดี๋ยวนี้แสดงว่าเขาไม่ผิดจริงใช่ไหม และถ้าเขาไม่ผิดจริงแล้วทำไมไปจับเขา เมื่อตัดสินใจจับไปแล้วนี้มันปวดหัว มันยากจริงๆ”

“แต่ผมคิดว่า โทษนั้นควรจะอยู่ในสถานเบา นอกจากจะพิสูจน์ได้ว่าเจตนารมณ์เขาไม่ดี มีเจตนารมณ์ที่จะโค่นสถานบันสำคัญๆ ของชาติ คือพูดง่ายๆ ว่าเป็นกบฏ ผมคิดว่าควรให้โทษสถานเบาถ้าเขาผิดจริง หลังจากลงโทษแล้ว ก็อาจมีการนิรโทษกรรมได้”

ยิ่งจับเขายิ่งทำให้เขาเป็นวีรบุรุษ ผลก็ตรงกันข้ามกับที่คนเทิดทูนสถาบันต้องการ

“มีคนเล่าสู่กันฟัง ผมไม่ทราบเป็นจริงแค่ไหน เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนี้ก็เคยมีตำรวจจะไปจับอาจารย์สุลักษณ์ แล้วผู้ห้ามปรามเอาไว้ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยตรัสว่าจับเขาไปทำไม ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะ ในที่สุดคนก็ไม่ฟังเขาไปเอง อะไรทำนองนี้นะฮะ ยิ่งจับเขายิ่งทำให้เขาเป็นวีรบุรุษไป ผมคิดว่าถ้าพระองค์ท่านทรงตรัสคำพูดดังกล่าวนะฮะ ผมคิดว่าเราควรจะยึดมั่นในคำตรัสของท่าน การจับนี้ยิ่งทำให้อาจารย์สุลักษณ์เป็นวีรบุรุษและทำให้มีคนอยากอ่านลอกคราบ สังคมไทยมากขึ้น และถ้าคนที่ถูกจับเพราะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วออกมาเป็นวีรบุรุษ ผลก็ตรงข้ามกับที่คนเทิดทูนสถาบันต้องการ”

+ + + +

จะว่าไปแล้ว ข้อความข้างต้นทั้งหมดนี้ หากไม่บอกว่าเป็นเรื่องเมื่อเกือบ ๓๐ ปีก่อน และหากลบชื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กับท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ออก เชื่อได้ว่าท่านผู้อ่านคงจะนึกว่าเป็นบทสัมภาษณ์ไม่เกิน ๓ วันที่ผ่านมา และก็อาจจะนึกไปด้วยว่าน่าจะเป็นบทสัมภาษณ์ของอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งในคณะ นิติราษฎร์เป็นแน่ เพราะเนื้อหาที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิจารณ์มิได้บั่นทอนความมั่นคง แต่จะทำให้สถาบันมั่นคงยิ่งขึ้น, สถาบันคือเกียรติภูมิของประเทศ, ประวัติศาสตร์การใช้การตีความเพื่อประโยชน์ทางการเมือง, การวิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้, การห้ามวิจารณ์เรื่องส่วนพระองค์, ความสำคัญของสถาบันมิได้อยู่ที่การมีอำนาจ เป็นต้น ล้วนแต่สอดคล้องกับหรือเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เกือบจะทั้ง หมด ในแง่นี้ บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าฐานความคิดของข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ได้ดำรงอยู่ในแวดวงปัญญาชนมาข้านานแล้ว มิใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด ดูเหมือนว่าคุณูปการสำคัญของคณะนิติราษฎร์คือการทำให้กระแสความคิดเชิง นามธรรมที่มีอยู่แล้วนั้นกลายเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นมา

และสุดท้ายนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งคือ ทุกครั้งที่มีใครออกมาอธิบายเรื่องทำนองนี้ ก็เป็นที่คาดหมายได้ทันทีว่าจะมีกระบวนการปลุกปั่นอย่างไร้ยางอายและไร้ เหตุผลว่าผู้ที่อธิบายนั้นกระทำการล้มเจ้าบ้าง เนรคุณบ้าง คิดโค่นสถาบันบ้าง สุดแท้แต่อกุศลจิตที่ท่านนั้นๆ จะมีอยู่ในการสรรหาถ้อยคำมาลดความมีเหตุผลของมนุษย์ ซึ่งในเรื่องนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แม้จะอยู่ในราชนิกุลก็คงจะประสบปัญหาเช่นกัน จึงได้กล่าวปิดท้ายการสัมภาษณ์ว่าตนมิได้คิดโค่นสถาบันแต่อย่างใด ด้วยข้อความที่ยึดยาวอย่างไม่ควรจะเป็น ดังนี้

“ที่ผมให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ก็ไม่ใช่อะไร ผมคิดว่าการที่ผมเกิดมาในสายเลือดเจ้า ควรเป็นข้อพิสูจน์อย่างแน่วแน่ว่า ผมนั้นจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าผมคิดโค่นหรือบั่นทอนสถาบันนี้ ก็หมายความว่าในที่สุดแล้วผมพยายามลบล้างตัวเอง ลบล้างรากเหง้าของตระกูลผม ลบล้างวัฒนธรรมแนวความคิดของผมทุกประการ รวมทั้งลบล้างวิญญาณของผมเอง ฉะนั้น ผมคิดว่าอันนี้คงไม่เกิดขึ้นได้”

“อีกประการหนึ่ง บรรพบุรุษผมได้เข้ารับใช้ราชการด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดีมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปู่ผมนับได้ว่าเป็นพระบิดาองค์หนึ่งของกองทัพไทยมาตลอด อันนี้ควรจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ดีเช่นกันว่าเจตนารมย์ [sic] ของผมไม่ใช่เป็นเจตนารมย์ [sic] ที่ไม่ดี ตรงกันข้าม ผมให้สัมภาษณ์ด้วยความหวังดีและความห่วงใยเป็นการติเพื่อก่อ ไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นแต่อย่างใด”.

กองทัพซีเรียเหิมหนัก รุกถล่มฝ่ายต้านในเมืองฮอม

ที่มา ประชาไท

กองทัพรัฐบาลซีเรียจู่โจมเมืองฮอมด้วยอาวุธหนักเข้าใส่บ้านเรือนผู้อยู่อาศัย ทั้งจรวด ปืนครก และรถถัง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วย

6 ก.พ. 2012 - สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่ากองทัพรัฐบาลซีเรียได้รุกคืบเข้าโจมตีกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในเมืองฮอม จากการบอกเล่าของนักกิจกรรมและผู้อยู่ในเหตุการณ์ การบุกโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียและจีนคัดค้านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีเป้าหมายต้องการหยุดความรุนแรงในซีเรีย

อาบู อับโด อัลฮอมซี นักกิจกรรมกลุ่มสภาปฏิวัติในเมืองฮอมเล่าเหตุการณ์การโจมตีของทหารให้กับผู้สื่อข่าว ขณะที่ฉากเหตุการณ์เบื้องหลังยังมีกลุ่มควันขโมงลอยขึ้นสู้ท้องฟ้า

"ที่นี่เลวร้ายมาก มีจรวดตกลงมา มีระเบิดขนาดใหญ่ที่ทำให้อาคารสั่นไหว พวกเราไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกันแน่" อัลฮอมซีกล่าว

"มันเป็นการบุกโจมตีอย่างหนักหน่วง การสังหารหมู่ครั้งใหม่กำลังเกิดขึ้นที่นี่ ไม่มีใครสามารถออกไปได้ พวกเราไม่รู้ว่ามีบ้านเรือนประชาชนกี่หลังที่ถูกถล่ม ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่เสียชีวิต" อัลฮอมซีเล่าเหตุการณ์

คณะปฏิวัติของซีเรียเปิดเผยว่าในวันที่ 6 ก.พ. มีประชาชน 15 รายถูกสังหารในฮอมและมีอย่างน้อยอีก 3 รายเสียชีวิตในเมืองอเลปโป

ภาพวีดิโอของสำนักข่าวอัลจาซีร่าที่ได้มาจากนักกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลซีเรีบ เผยให้เห็นภาพซากการทำลายล้างจากการโจมตีของทหารในย่าน บับ อัมร์ ของเมืองฮอม

นักกิจกรรมและผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ทหารไล่ยิงคนในย่านดังกล่าวไม่เลือกหน้ามาตั้งแต่ช่วงเช้าวันอาทิตย์ (5 ก.พ.) ที่ผ่านมาแล้ว

การโจมตียังคงดำเนินต่อไป
ภาพในวีดิโอดังกล่าวยังได้เผยให้เห็นคนที่ถูกยิงและถูกสะเก็ดระเบิด มีภาพของเด็กที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย

แดนนี่ อับดุล ดาเยม ผู้อาศัยในเมืองฮอมเปิดเผยว่า "เหตุการณ์เลวร้ายมาก มีการระเบิดอย่างต่อเนื่องไม่หยุด จากอาวุธจรวด ปืนครก และปืนรถถัง มีผู้คนมากกว่า 50 รายได้รับบาดเจ็บในย่านบับ อัมร์ ในวันนี้"

"ผมเห็นมากับตาตัวเอง เห็นเด็กที่ขาขาด เด็กที่กรามล่างขาด มันช่างเลวร้าย" ดาเยมเล่า

ทางด้านกลุ่มจับตามองด้านสิทธิมนุษยชนของซีเรียรายงานว่า ในวันที่ 6 ก.พ. ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย กลุ่มทหารหนีทัพได้บุกเข้าทำลายฐานปฏิบัติการของทหารรัฐบาล สังหารเจ้าหน้าที่ 3 ราย และจับกุมตัวทหารไว้ได้ 19 ราย

โดยเหตุบุกโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน อัล บารา ในเขตเอดเลบ ซึ่งทางกลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่าฝ่ายทหารหนีทัพไม่มีใครเสียชีวิต และฐานปฏิบัติการของทหารรัฐบาลถูกทำลายจนสิ้น

ตัวเลขผู้เสียชีวิตในซีเรียตอนนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 88 รายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลระบุว่ามีประชาชนอย่างน้อย 6,000 รายในซีเรียเสียชีวิตนับตั้งแต่มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอัสซาดยาวนาน 11 เดือน

ยุโรปเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร
ขณะเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ได้ออกมาแถลงว่าประเทศแถบยุโรปได้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลซีเรียมากขึ้นเพื่อกดดันให้รัฐบาลซีเรียถูกทอดทิ้ง ไม่มีทางออก และเพื่อช่วยเหลือฝั่งต่อต้านรัฐบาลในซีเรีย อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสก็ยังไม่กล้าใช้มนตรการขับไล่ทูตซีเรีย เนื่องจากเกรงว่าสถานทูตฝรั่งเศสในซีเรียซึ่งมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจะได้รับผลกระทบไปด้วย

ขณะที่เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา รัสเซียและจีนก็คัดค้านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ต้องการประณามการปราบปรามผู้ประท้วงในซีเรีย จนทำให้ทั้งกลุ่มผู้นำประเทศอื่นๆ และกลุ่มต้านรัฐบาลในซีเรียวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของทั้งสองประเทศนี้

ที่มา
Syrian army 'steps up Homs offensive' , Aljazeera, 06-02-2012
http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2012/02/20122614732355122.html

วิวาทะอุปนายก-รองอุปนายก อมธ.: ความเห็นส่วนตัว-ในนามองค์กร?

ที่มา ประชาไท

อธิการบดี มธ.โพสต์ จม.จาก "อมธ." เสนอทำประชามติห้ามใช้พื้นที่ มธ.เคลื่อนไหวการเมืองและม. 112 ด้านอุปนายกฯ โพสต์แจงเป็นความเห็นส่วนตัวของรองอุปนายกฯ แต่ใช้หัวกระดาษองค์กร

(7 ก.พ.55) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีการโพสต์ภาพจดหมายซึ่ง ใช้หัวกระดาษขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ลงชื่อโดยภาณุพงศ์ รอดทอง รองอุปนายก อมธ. เรื่อง "เสนอให้ลงมติโดยนักศึกษาในการใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองและเรื่อง มาตรา 112" โดยสมคิดระบุว่า "เช้านี้ได้รับหนังสือจากรองอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นว่านศ.ส่วนใหญ่ในมธ.เห็นด้วยกับท่าทีของมหาลัย"


ภาพจดหมายที่ถูกโพสต์ในวอลล์ของสมคิด

เนื้อหาในจดหมายดังกล่าว ลงวันที่ 6 ก.พ.55 ระบุว่า "เนื่องด้วยองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีความประสงค์ที่จะแสดงให้คนภายนอกเห็นถึงความมีเสรีภาพและเพื่อลดแรงกดดัน ต่อคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทางองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จึงมีความคิดเห็นว่าให้จัดการลงมติโดยนักศึกษาเพื่อแสดงจุดยืนให้คนภายนอก ทราบว่าไม่เพียงแต่คณะผู้บริหารที่มีมติเพื่อป้องกันเหตุรุณแรงที่จะเกิด ขึ้น ทั้งนักศึกษาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยเนื่องจากพื้นที่การศึกษานี้คนที่ได้รับผล กระทบโดยตรงคือนักศึกษา ในเมื่อเรามี กกต.ที่สามารถดำเนินการได้ทันที องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งในการใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ทั้งไม่มีผลประโยชน์และพวกที่มีผลประโยชน์แอบแฝง จึงเรียนมาเพื่อขอความอนุเคราะห์ไตร่ตรองขอเสนอ"

ทั้งนี้ ท้ายจดหมายฉบับดังกล่าว สมคิดเขียนด้วยลายมือว่า "การลงมติโดย นศ.เห็นว่าทำได้ และผมใคร่ขอให้ นศ.เป็นผู้ดำเนินการครับ" ลงวันที่เดียวกัน

จากนั้น รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ อุปนายก อมธ. แสดงความเห็นในโพสต์ดังกล่าวว่า "จดหมายดังกล่าวเป็นการแอบอ้างใช้กระดาษหัวองค์การของราชการ และไม่ใช่มติขององค์การนักศึกษา" แต่ต่อมาข้อความดังกล่าวถูกลบไป จึงเขียนชี้แจงอีกครั้งในเฟซบุ๊กของตนเอง มีใจความว่า "ผมขอชี้แจงอีกรอบ ว่าจากจดหมายที่ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอามาลงนั้น เกิดจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเพียงผู้เดียว ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับทางองค์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ผู้เขียนนำหัว กระดาษมาเขียนเพื่อเป็นเอกสารทางการ

"การกล่าวอ้างว่า"นักศึกษาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย" นั้นไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด น่าจะเกิดจากความเห็นส่วนตัว เพราะไม่มีการลงมติใดๆจากนักศึกษาเลย

"ผมได้ทำการชี้แจงลงบนหน้าวอลล์โพสต์ของท่านอธิการบดีสมคิด ก็กลับถูกลบไปอย่างรวดเร็ว (ตอนนี้ไปเขียนเพิ่มอีกนิดแล้ว ไม่รู้ว่าจะโดนลบอีกเมื่อไร) ผมจึงอยากชี้แจงในวอลล์ตนเองอีกครั้ง

"ผมเชื่อว่าองค์การนักศึกษายังคงยืนยันแถลงการณ์เดิมเพื่อให้ฝ่ายบริหาร ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทบทวนมติที่ออกไป และยังไม่มีแถลงการณ์อื่นใดต่อจากนั้น

"นี่คือการกระทำที่แอบอ้าง โดยการใช้ชื่อองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทำให้เกิดการเข้าใจผิด บิดเบือน เป็นความจงใจกลั่นแกล้งทางการเมืองที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีท่ามกลางช่วงเวลาที่ ทุกฝ่ายควรใช้เหตุผลในการหาทางออก มิใช่การแอบอ้างเพื่อสร้างความเข้าใจผิดและความแตกแยกต่อองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"

ต่อมา ภาณุพงศ์ รอดทอง แสดงความเห็นในโพสต์เดียวกันของสมคิด ชี้แจงเพิ่มเติมว่า "สมาชิก อมธ.ท่าพระจันทร์ จากกหนังสือที่ส่งไปเป็นการประชุมและลงความเห็นอย่างถูกต้องตามกระบวนการโดย มีฝ่ายต่างๆ ไม่ได้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวแต่อย่างใด พวกเราหวังเพียงหากพวกท่านมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่หลายๆท่านเรียกร้อง เราเสนอให้ลงมติเพื่อจะลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นทุกคนก้อ้างไปอ้างมา อยู่เช่นนี้ บางท่านไปออกทีวีขึ้นว่า ตัวแทนนักศึกษาธรรมศาสตร์ ทั้งที่จริงสิ่งเหมาะสมที่สุด คือนายก อมธ. เพราะมาจากการเลือกตั้ง นั่นไม่ใช่เสียงทั้งหมดแต่ก็มาจากกระบวนการประชาธิปไตย ใช่ไหมครับ มีคนบอกว่า เรียนแล้วไม่คิดเสียเวลา คิดโดยไม่ได้เรียน อันตราย สิทธินั้นคู่กับเสรีภาพแต่อีกอย่างคือไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น? ด้วยความเคารพทุกท่าน"

ล่าสุด รักษ์ชาติ์เขียนถามถึงกระบวนการลงมติดังกล่าวในวอลล์ของตนเอง เนื่องจากตนเองไม่เคยรับทราบการประชุม พร้อมโต้ว่า ที่รองอุปนายกฯ ระบุว่าตัวแทนนักศึกษาต้องเป็นนายกซึ่งมาจากการเลือกตั้งนั้น เขาบอกว่าตนเองก็มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน ขณะที่ตำแหน่งรองนายกมาจากการแต่งตั้ง ซึ่งหากจะอ้างความชอบธรรมว่าตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งควรจะเป็นตัวแทนนัก ศึกษา เช่นนั้นแล้ว รองอุปนายกมีความชอบธรรมใดในการออกมติ ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า เขาออกสื่อโดยใช้ชื่อว่าตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ชี้แจงว่าได้บอกทุกรายการที่ไปออกว่าเขาพูดในนามส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวกับ อมธ.แต่อย่างใด

"ชวน" แนะใช้เงินทักษิณชดเชยเสื้อแดง เพราะมาชุมนุมเพื่อทักษิณ

ที่มา ประชาไท

พร้อมเสนอให้ชดเชยผู้เสียชีวิตกรณีภาคใต้ด้วย เพราะความเสียหายเกิดจาก "ระบบฆ่าทิ้ง" และ "นโยบายโจรกระจอก" สมัยทักษิณ ชี้กรณีชดเชยเสื้อแดงต้องแยกให้ออก ไม่ใช่เอาถาษีชาวบ้านไปชดเชยพวกที่ทำเพื่อตัวเอง ด้าน "อภิสิทธิ์" ชี้งานเลี้ยง ศปภ. กระทบความรู้สึกคนจำนวนมาก หลายคนยังรอการเยียวยา แต่คนมีหน้าที่การงานกลับมาเลี้ยงฉลองกัน

ชวนแนะใช้เงินทักษิณจ่ายเสื้อแดง เพราะมาชุมนุมเพื่อทักษิณ

เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานเมื่อวานนี้ (6 ก.พ.) ว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกรณีคณะกรรมการอิสลามประจำ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เท่าเทียมการจ่ายเงินเยียวยาคนเสื้อแดง 7.5 ล้านบาทว่า

รัฐบาลต้องแยกแยะเพราะผู้เสียหายจากการชุมนุมที่กรุงเทพนั้นคนละเรื่อง กัน เพราะกรณีของภาคใต้นั้นเป็นเรื่องความเสียหายจากนโยบายที่ต้องย้อนกลับไปใน ปี 2544 ที่ผิดพลาดจากนโยบายที่ใช้ระบบฆ่าทิ้ง และนโยบายโจรกระจอก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯถ้าจะมีการชดเชยก็ต้องเอาเงินของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมาชดเชยเพราะผู้ชุมนุมมาเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งต้องแยกกันให้ออก ไม่ใช่เอาภาษีชาวบ้านไปชดเชยพวกที่ทำเพื่อตัวเอง เพราะฉะนั้นความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ไม่ใช่เฉพาะเหตุการณ์ ที่กรือเซะและตากใบเท่านั้น ซึ่งมีผลพวงจนถึงวันนี้ 5 พันกว่าคน ที่มาจากผลพวงของนโยบายรัฐบาลไม่ใช่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในกรุงเทพฯ

"เพราะฉะนั้นเราต้องแยกประเด็นให้ออก ไม่ใช่จะใช้วิธีช่วยพรรคพวกตัวเอง แล้วเอาที่อื่นมากลบเกลื่อน ทำไม่ได้ และการที่รัฐบาลอ้างว่า กรณีภาคใต้ไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐแต่ในกรุงเทพฯรัฐต้องเข้าไปรับผิดชอบนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เขามาก็เพื่อเรียกร้องให้มาเพื่อ ล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่กรณีภาคใต้ ก็ถือเป็นนโยบายโจรกระจอก ซึ่งเรื่องนี้พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้ยอมรับด้วยตัวเองในการให้สัมภาษณ์หนังสือ พิมพ์เสตรทไทม์ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนพ.ย.54 ว่าผิดพลาด ซึ่งเรื่องนี้คนที่ทำก็ยอมรับแล้วจะให้แก้ตัวแทนก็คงฟังไม่ขึ้น และย้ำจุดยืนของพรรคไม่เห็นด้วยที่จะจ่ายชดเชย 7.5 ล้านบาทให้กับคนเสื้อแดง เพราะเขามาเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย เงินของท่านเยอะแยะต้องไปใช่เป็นส่วนตัวไม่ใช่เอาเงินภาษีประชาชนมาจ่ายแทน สิ่งที่เขาทำก็เพื่อพวกท่านทั้งหลาย" นายชวนกล่าว

อภิสิทธิ์ชี้งานเลี้ยง ศปภ. กระทบความรู้สึกคนจำนวนมาก ไม่ทราบจริงๆ มีเป้าประสงค์อะไร

ขณะเดียวกันในวันนี้ (7 ก.พ.) เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กรณีงานเลี้ยงที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 10 ก.พ.นี้ มีการได้เชิญผู้นำฝ่ายค้านด้วยหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ได้รับเชิญ และตนไม่ทราบว่าการจัดเลี้ยงครั้งนี้มีเป้าประสงค์อะไร ซึ่งหากเป็นการเลี้ยงเพื่อตอบแทนคนทำงานแล้วก็สามารถทำได้ในรูปแบบที่ไม่จำ เป็นต้องหรูหรา แต่การจัดงานเลี้ยงนี้เพื่อแสดงให้เห็นความสำเร็จของการทำงานของ ศปภ.แล้ว ตนก็เห็นว่าอาจกระทบความรู้สึกของคนจำนวนมาก

“ผมไม่ทราบจริง ๆ นะครับว่าการจัดครั้งนี้เป้าประสงค์จริง ๆ คืออะไร ผมคิดว่าถ้าจะเป็นการตอบแทนคนทำงานก็สามารถทำได้ในรูปแบบซึ่งไม่หรูหรา และไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปเลี้ยงบุคคลภายนอก แต่ถ้าการจัดงานเลี้ยงนี้เหมือนแสดงให้เห็นว่า ศปภ. ได้ทำงานมาแล้วประสบความสำเร็จ ผมว่ามันก็กระทบความรู้สึกของคนจำนวนมาก เพราะหลายคนที่เดือดร้อนกับปัญหาการบริหารจัดการปีที่แล้ว หลายคนที่ยังรอคอยความช่วยเหลือการเยียวยา แต่คนที่มีหน้าที่ในการทำงานกลับเหมือนกับมาเลี้ยงฉลองกัน ผมว่าก็เป็นความคิดที่ไม่ดี”

ส่วนเรื่องการเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษมาเป็นประธานในงานนี้จะเป็นการส่งสัญญาณอย่างไรนั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่าไม่ทราบว่าแนวคิดเรื่องการเชิญนั้นเป็นมาอย่างไร ตนเห็นว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเราคิดว่างานเลี้ยงนี้เหมาะสมที่จะจัดหรือ ไม่อย่างไร

“ผมไม่ทราบว่าแนวคิดเรื่องการเชิญประธานองคมนตรีนั้นเป็นมาอย่างไร จะมีนัยยะหรือมีผลทางการเมืองหรือไม่นั้น ผมคิดว่าประเด็นสำคัญยังอยู่ที่ว่า เราคิดว่างานเลี้ยงนี้เหมาะสมที่จะมีหรือเปล่า ก่อนที่จะเชิญบุคคลมาเป็นประธาน ผมมองว่าขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะมาจัดเลี้ยงอะไรกันอย่างนี้ การจะขอบคุณคนทำงานผมคิดว่าทำได้หลายรูปแบบแต่ถ้าเกิดมาเป็นงานเลี้ยงที่ทำ ให้เกิดความเข้าใจว่า อ๋อ นี่จะเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จแล้ว ผมคิดว่าไม่น่าทำเลย”

ผู้ป่วยโรคไตฮึ่ม! ระดมพลทั่วประเทศต้าน หาก รมว.สธ.ป้อง 'แพทย์พาณิชย์'

ที่มา ประชาไท

กรณี นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ ผู้แทนสมาคมรพ.เอกชนในบอร์ด สปสช.ชุดใหม่ที่ถูกบอร์ดชุดเดิมตั้งกรรมการสอบและชี้มูลว่า มีความพฤติเสื่อมเสียตามมาตรา 16(6) เพราะใช้อำนาจหน้าที่มีหนังสือชักชวน รพ.เอกชนในสังกัดสมาคม รพ.เอกชนไม่ให้เข้าร่วมให้บริการผู้ป่วยไตวาย สปสช. เพราะจะทำให้เสียราคาและถูกชมรมผู้ป่วยโรคไตแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้นายวิทยา บูรณศิริ รมว.สาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ด สปสช.ชุดใหม่ ใช้อำนาจหน้าที่ให้สมาคม รพ.เอกชนเปลี่ยนผู้แทนคนใหม่ที่สังคมรับได้แทน

เมื่อวันที่ 6 กพ.ณ ห้องประชุมสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ สปสช. นายวิทยา บูรณศิริ รมว.สาธารณสุข ได้สั่งให้บรรจุเรื่องผลสอบนพ.เอื้อชาติ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติชุดใหม่ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบตามข้อเสนอของ นพ.ไพจิตร วราชิต ประธานคณะอนุกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ที่เสนอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ กฤษฎีกาตีความว่าผลสอบและมติของคณะกรรมการ สปสช..ชุดที่แล้วที่มีตนและผู้แทนปลัดหลายกระทรวงร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย จะมีผลต่อ นพ.เอื้อชาติ ซึ่งเป็นบอร์ด สปสช.ชุดใหม่หรือไม่

ต่อกรณีมติบอร์ด สปสช.ใหม่ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ นพ.พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เปิดเผยว่า “เป็นไปตามที่สังคมคาดเดาไว้แล้วว่าจะมีการใช้มติบอร์ดใหม่ อุ้ม ฟอกตัว ให้ผู้ที่เคยมีผลสอบว่า มีความประพฤติเสียหายต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างชัดเจน เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นทางกฎหมายที่ต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกามาพิจารณา ตีความเพราะประเด็นกฎหมายได้พิจารณาจบตั้งแต่บอร์ด สปสช.เดิมมีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรีถอดถอนเพราะมีความพฤติเสื่อมเสียตาม มาตรา16(6)แล้ว และขณะนี้เหลือแค่ประเด็นจริยธรรมว่าบุคคลดังกล่าวที่ถูกชี้มูลว่ามีความ ประพฤติเสื่อมเสีย เห็นประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าชีวิตของผู้ป่วยโรคไต ยังมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้กำหนดนโยบายดูแลผู้ป่วยไตวายทั้งประเทศในระบบ หลักประกันสุขภาพอีกหรือไม่”

ขณะที่ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “เรื่องนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความไม่จริงใจและการสมคบระหว่างนักการ เมืองที่มุ่งแสวงหาประโยชน์ระยะสั้นกับกลุ่มแพทย์พาณิชย์ในการทำร้ายระบบ หลักประกันสุขภาพอย่างชัดเจน”

กรรมการผู้แทนกระทรวงผู้หนึ่งที่ขอสงวนนามกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นแพทย์ในบอร์ด สปสช.รู้สึกระอายใจที่เห็นหนังสือที่ชักชวนไม่ให้บริการผู้ป่วยไตวาย เพราะกลัวจะเสียราคา ทั้งๆที่รู้ว่าผู้ป่วยไตวายถ้าไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่องจะเสียชีวิต เรื่องนี้เป็นเรื่องศีลธรรมที่นายกแพทย์สภาควรจะนำเข้าพิจารณาจริยธรรม และจรรยาบรรณมากกว่าที่จะเป็นองครักษ์พิทักษ์ผู้ทำผิดดังที่มีการอภิปรายกัน ในที่ประชุม

ต่อเรืองนี้ นายสุบิน นกสกุล ประธานชมรมผู้ป่วยโรคไตแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า “ผู้ป่วยโรคไตทั่วประเทศรู้สึกสะเทือนใจและผิดหวังต่อพฤติกรรมของฝ่ายการ เมืองที่ปกป้องแพทย์พาณิชย์ในการทำลายระบบหลักประกันสุขภาพที่ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์สร้างกันมากว่าสิบปี ทางชมรมผู้ป่วยโรคไตจะประชุมสมาชิกทั่วประเทศและมีมาตรการตอบโต้เรื่องนี้ อย่างจริงจังจนกว่าจะมีการเปลี่ยนตัวกรรมการหลักประกันสุขภาพคนนี้ และทำให้ระบบที่กำลังจะถูกทำลายนี้กลับคืนมาเป็นระบบที่มีคุณธรรม เป็นระบบของประชาชนไม่ใช่ระบบของนักการเมืองและแพทย์พาณิชย์” ประธานชมรมเพื่อนโรคไตกล่าวเรียกร้องให้เครือข่ายผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพทั่วประเทศร่วมเคลื่อนไหวกับชมรมแพทย์ชนบท เพื่อปกป้องระบบ สปสช.และขับไล่กลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ออกไป