WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 8, 2012

ชมภาพ นายกฯ ปู ต้อนรับ รมต.กระทรวงการต่างประเทศ ติมอร์-เลสเต 7ก.พ.55

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก

นายซาการีอัส อัลบาโน ดา คอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ - เลสเต เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี




ชมภาพทั้งหมดคลิ้ก ที่นี่

ขอติงนโยบายขายหุ้น ปตท. ของ ดร.โกร่งครับ เพราะ ปตท.ผูกขาดก๊าซธรรมชาติ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


อันที่จริงผมไม่อยากขัดคอรัฐบาล เรื่องการหาเงินมาเพื่อลงทุนป้องกันน้ำท่วมมากนัก เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่ก็ขอติงนโยบายการขายหุ้นของ ปตท. กับ การบินไทย ให้ต่ำกว่าร้อยละ 49 เพื่อไม่ให้รัฐวิสาหกิจสองแห่งนี้
เป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป เพราะหากรัฐถือหุ้นต่ำกว่า 49% ตามกฎหมายรัฐวิสาหกิจ บริษัทมหาชนทั้งสองบริษัทนี้
ก็ ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป ซึ่งมีผลให้ เงินกู้ของทั้ง ปตท. และการบินไทย กระทรวงการคลังต้องค้ำประกันอีกต่อไป ซึ่งสองบริษัทนี้มีเงินกู้รวมกันน่าจะเป็นแสนล้าน ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่ เมื่อปลดภาระหนี้ตรงนี้ได้ หนี้ภาครัฐก็ลดลง เพดานที่จะกู้มาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็สามารถเพิ่มได้อีก

ผมไม่มีปัญหากับการบินไทย เพราะการบินไทยอยู่ในตลาดแข่งขัน จะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่เป็น ไม่มีปัญหาอะไร
มากนัก

แต่ ปตท.นั้นตรงกันข้ามนะครับ
เพราะ ปตท.นั้น ผูกขาดก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติของสังคมไทยอยู่
การ ให้ เอกชนผูกขาดกิจการทรัพยากรธรรมชาติ นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะกำไรจากการผูกขาดที่ควรเป็นของสังคม ก็จะตกเป็นของเอกชนไป ซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น

ผลก็คือ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื่อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทย ที่จะส่งผลถึงค่าไฟฟ้า ก็อาจจะแพงขึ้น เพราะบริษัทที่ผูกขาดย่อมมีอำนาจในการกำหนดราคาได้อยู่แล้ว หรือไม่อย่างนั้นก็โยกกำไรส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่ง

หากจะขาย ปตท. ให้เป็นเอกชน ก็ต้องแก้ไขปัญหาการผูกขาดในส่วนนี้ก่อน เช่น ตัดโอนธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ไปให้ ปตท.สผ. แล้วซื้อหุ้นของ ปตท.สพ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ส่วน ปตท. ก็ขายหุ้นทิ้งไปเป็นเอกชน (แต่ ปตท.จะยอมหรือไม่ ? เพราะเท่ากับตัดชิ้นปลามันไปเลยทีเดียว)

สรุปคือ รัฐบาลนายกฯปูคงต้องทบทวน แนวทางขายหุ้น ปตท.ให้เหลือต่ำกว่า 50% นะครับ

ชำนาญ จันทร์เรือง: ความผิดพลาดของนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมลงชื่อพร้อมหลักฐาน คือ สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมิได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 หรือ ครก.แต่อย่างใด และไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ในทุกข้อ เพียงแต่เห็นด้วยในหลักการโดยรวมว่าควรที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงประมวล กฎหมายอาญามาตรานี้และเห็นด้วยในหลักการที่จะต้องมีการปฏิรูปกองทัพและ ปฏิรูปศาล แต่เมื่อได้ติดตามความเคลื่อนไหวมาระยะหนึ่งแล้วพบว่า กระบวนการดำเนินการของนิติราษฎร์นั้นยังมีความผิดพลาดอยู่ในบางประเด็น คือ

1) นิติราษฎร์มองประเด็นกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว โดย เชื่อว่าเมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมายแล้วย่อมสามารถทำได้โดยไม่สนใจ ประเด็นอื่นๆ ซึ่งนิติราษฎร์อ้างว่าได้จุดชนวนหรือเสนอประเด็นแล้ว การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องของ ครก.ไม่ใช่เรื่องของตนเอง (ทั้งๆที่บางคนในนิติราษฎร์ก็เป็น ครก.ด้วย) จึงทำให้เกิดผลประหลาด(absurd)ตามมา เช่น ผู้ที่ร่วมลงชื่อในตอนแรกหลายคนออกมาปฏิเสธว่าเห็นด้วยแต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปเซ็นชื่อเพื่อเสนอกฎหมายพร้อมกับหลักฐาน เป็นต้น

ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ กรณีของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่หลายคนออกมารุมประณามอย่างเสียๆหายๆซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะผมเห็นว่าเป็นตัวตนและสิทธิของเสกสรรค์โดยแท้ กอปรกับในการติดต่อขอรายชื่อนั้นยังมีความไม่ชัดเจน เพราะโดยปกติในกระบวนการขอรายชื่อเพื่อเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างหรือเพื่อออก แถลงการณ์นั้นจะต้องมีความชัดเจนว่าจะเอารายชื่อไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร หากเอาไปทำแถลงการณ์ก็ต้องมีการเวียนเนื้อหาให้ดูก่อน หากจะให้ดีก็ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไขก่อนเผยแพร่ด้วยก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบ

ในกรณีเดียวกับเสกสรรค์นี้ยังหมายความรวมถึงอีกหลายๆคน ซึ่งผมไม่อยากยกมาเป็นตัวอย่างเดี๋ยวเจ้าตัวผู้ที่เล่าให้ฟังจะเคืองกัน เปล่าๆ จึงทำได้เพียงแต่มีเสียงบ่นเบาๆเพราะไม่อยากให้ไปกระทบต่อการเคลื่อนไหวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแถลงข่าวของ ครก.ครั้งล่าสุดที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลานั้น 112 คนในรายชื่อนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ครก.หรือไม่ ที่สำคัญก็คือหากถือว่าเป็นแล้ว รายชื่อนั้นเห็นด้วยแล้วหรือไม่ อย่างไร หากไม่ถือว่าเป็น ครก.แล้ว 112 คนนั้นอยู่ในฐานะอะไรเพราะหลายคนไม่ได้ลงชื่อพร้อมหลักฐานเพื่อยื่นขอแก้ไข กฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการมองเพียงประเด็นทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวนั้นยัง ไม่เพียงพอ ต้องมองประเด็นอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ประเด็นทางการเมือง

แม้ ว่าวรเจตน์ ภาคีรัตน์จะออกมาย้ำอยู่เสมอแม้ในครั้งล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์ต่อจอมขวัญ หลาวเพชร ในรายการคมชัดลึกว่ามิใช่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นแต่เพียงการเสนอความเห็นทางวิชาการก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเสนอให้แก้ไข ม.112 โดยการเปิดเวทีเพื่อระดมรายชื่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเสนอความเห็น ในสื่อต่างๆนั้น คือ “การเมือง”ตามนิยามศัพท์ทางทฤษฎีรัฐศาสตร์อย่างแน่นอน (การ เมือง คือ การได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร - Politics is,who gets “What”, “When”, and “How– Harold Lasswell) ซึ่งมิใช่เรื่องที่จะต้องออกมาปฏิเสธเพื่อลอยตัวแต่อย่างใด เพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้การรองรับของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่อง ที่สามารถกระทำได้อยู่แล้ว และไม่ต้องกลัวว่าความเห็นทางวิชาการจะถูกแปดเปื้อนจากการเมืองแต่อย่างใด จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะถูกมองว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง”อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อันว่าฝ่ายการเมืองนั้น นิติราษฎร์จะต้องการหรือไม่ต้องการก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทั้งในทางบวกและลบ แต่ที่แน่ๆก็คือพรรคเพื่อไทยนั้นไม่เอาด้วยอย่างแน่นอนเพราะพรรคเพื่อไทย ย่อมเห็นว่าจะกระทบต่อการเกี้ยเซี้ยระหว่างพรรคเพื่อไทยกับกองทัพและอำมาตย์ ทั้งหลาย ทั้งๆที่หากปล่อยสถานการณ์ ม.112 ไปอย่างนี้จะเป็นผลกระทบต่อสถาบัน แต่พรรคเพื่อไทยยังเลือกที่จะไม่ทำอะไรให้เปลืองตัว

2) นิติราษฎร์กำหนดกลยุทธหรือจัดลำดับความสำคัญผิด เพราะ ในสถานการณ์หลังการรัฐประหารกันยา 49 และตุลาการภิวัฒน์ ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะเสนอแนวคิดที่จะปฏิรูปกองทัพและศาล ซึ่งจะสามารถหาแนวร่วมได้มากมายมหาศาลจากผู้ที่ได้รับความคับแค้นใจ หรือขุ่นข้องหมองใจจากการแทรกแซงทางการเมืองขององค์กรทั้งสองมาโดยตลอด แต่นิติราษฎร์กลับจัดลำดับความสำคัญแก่ ม.112 ก่อน จึงเข้าทางของกองทัพและ(โฆษก)ศาลตลอดจนแนวร่วมที่ต่างก็ดาหน้าออกมารุมสหบา ทานิติราษฎร์กันอย่างเมามัน

จะเห็นได้ว่าการที่นิติราษฎร์ออกมาแถลงเกี่ยวกับ ม.112 ก่อน แรงต้านยังไม่ปรากฏเท่าใดนัก แต่พอไปเสนอปฎิรูปกองทัพและศาลตามมาเลยไปเข้าล็อกของฝ่ายที่เสวยสุขจากการ รัฐประหารและพวก Ultra Royalist (ผู้เป็นราชายิ่งกว่าพระ ราชาธิบดี) ทั้งหลายที่พากันออกมารุมยำนิติราษฎร์เสียเละตุ้มเป๊ะ ซึ่งหากนิติราษฎร์ดำเนินการในทางกลับกันโดยเอาประเด็นปฏิรูปกองทัพและศาล ขึ้นมาก่อนแล้วทิ้งช่วงไว้สักระยะหนึ่ง พอประเด็นนี้ติดแล้วจึงค่อยเสนอประเด็น ม.112 ตามมา หากดำเนินดังที่ว่านี้ผลที่ตามมาก็จะไม่ออกมาเช่นนี้ เพราะเหตุผลที่อ้างความจงรักภักดีย่อมฟังดูดีกว่าการอ้างว่าชื่นชอบรัฐ ประหารอย่างแน่นอน ยกเว้นคนบางคนแถวบ้านพระอาทิตย์ที่ผีเข้าตอนตรุษจีนที่ออกมาเรียกร้องให้ ทหารออกมายึดอำนาจ แต่ก็ไม่พ้นเรื่องการอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเหตุผลเรียกร้องให้ทหาร ออกมาทำรัฐประหารอยู่ดี

ผมเชื่อว่าการปฎิรูปกองทัพและศาลนั้นถึงแม้จะเป็นงานหิน แต่ก็ง่ายกว่าประเด็น ม.112 แน่นอน การหวังผลความสำเร็จของงานในลักษณะเช่นนี้ย่อมเริ่มจากงานที่ง่ายไปสู่งาน ที่ยากเป็นลำดับ เพราะผลแห่งความสำเร็จในงานแรกย่อมเป็นพลังอย่างดีที่จะขับเคลื่อนงานที่ตาม มาอย่างแน่นอน

หรืออีกนัยหนึ่งในความเป็นจริงซึ่งเมื่อนิติราษฎร์ได้เสนอประเด็น ม.112 ไปก่อนแล้ว หากเสนอเพียงประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียวโดยไม่รีบด่วนเสนอประเด็นแก้ไขรัฐ ธรรมนูญเพื่อปฏิรูปกองทัพและศาลในระยะเวลาตามมาเพียง 2 สัปดาห์ โอกาสที่ประเด็น ม.112 จะถูกต้านผมเชื่อว่าจะน้อยกว่านี้ และโอกาสที่จำนวนรายชื่อจะถึงมือประธานสภาผู้แทนราษฎรมีมากกว่าปัจจุบันนี้ อย่างแน่นอน

อย่าง ไรก็ตาม มิได้หมายความว่าแนวความคิดที่จะแก้ไข ม.112 หรือ ปฏิรูปกองทัพและศาลจะไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่ว่าช้าหรือเร็วต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน หากเมื่อใด ประชาชนมีความเห็นสอดคล้องต้องกันแล้ว ไม่มีใครสามารถขัดขืนต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ แท้จริงได้อย่างแน่นอน

ผมไม่เชื่อว่าเราจะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่กล่าวมา นี้ด้วยระยะเวลาเพียงชั่วข้ามวันข้ามคืนหรือเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันทันที เพราะอะไรก็แล้วแต่เมื่อมาเร็วก็ย่อมไปเร็ว ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ เป็นขั้นเป็นตอน จัดลำดับกระบวนการขับเคลื่อนให้ดี ความสำเร็จย่อมเป็นอันคาดหมายได้อย่างแน่นอน

-------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555

อมธ.ออกแถลงการณ์แจง จม.จากรองอุปนายก เป็นความเห็นส่วนตัว

ที่มา ประชาไท

(7 ก.พ.55) สืบเนื่องจากกรณีสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โพสต์ภาพจดหมายซึ่งใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ลงชื่อโดยรองอุปนายก อมธ. โดยมีเนื้อหาเสนอให้มีการลงมติโดยนักศึกษาในการใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการ เมืองและเรื่องมาตรา 112 ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงถึงอำนาจในการออกจดหมายดังกล่าว (อ่านเพิ่มเติม)

ล่าสุด เวลาประมาณ 21.00น. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เผยแพร่แถลงการณ์ในเพจเฟซบุ๊กขององค์กร ชี้แจงว่า จดหมายฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของ นายภาณุพงศ์ รอดทอง และไม่อาจออกจดหมายโดยใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ เนื่องจากการลงมติใดๆ ซึ่งรวมถึงการออกหนังสือของ อมธ. ต้องได้รับเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร อมธ.ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่ามีการประชุมคณะกรรมการบริหาร อมธ.ในกรณีดังกล่าว รวมถึงนายภาณุพงศ์ รอดทอง ไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหาร อมธ.

เนื้อความฉบับเต็มมีดังนี้

"ตามจดหมายเรื่อง เสนอให้ลงมติโดยนักศึกษาในการใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองและเรื่อง มาตรา ๑๑๒ ถึง ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีฯ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ลงนาม นายภาณุพงศ์ รอดทอง รองอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

๑. การลงมติใดๆ ซึ่งหมายความรวมถึงการออกหนังสือขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ต้องได้รับเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามความในข้อ ๔๗ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

เมื่อมิได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ในกรณีที่จดหมายดังกล่าวกล่าวถึงเลย การที่นายภาณุพงศ์ รอดทองได้ทำจดหมายถึง อธิการบดีฯ นั้น จึงมิใช่การออกจดหมายในนามองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดังนั้นจดหมายฉบับดังกล่าวจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของ นายภาณุพงศ์ รอดทอง และไม่อาจออกจดหมายโดยใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้

๒. นายภาณุพงศ์ รอดทอง มิได้เป็นคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๔

ด้วยจิตคารวะ
คณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕"

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

ที่มา ประชาไท

เปิดรายชื่อกรรมการสอบเหตุยิง 4 ศพ คำสั่ง กอ.รมน.ให้เวลา 10 วันรายงานผล ศอ.บต.เยียวยาทันทีหลังได้ผลสอบ ชาวบ้านทำบุญครบ 7 วัน

7 วัน - บรรยากาศในงานทำบุญครบรอบการตาย 7 วัน
ของชาวบ้านตันหยงบูโละห์ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

กอ.รมน.ให้ 10 วัน สอบคดียิง 4 ศพ
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่ 10/2555 เรื่อง แต่งตั่งคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียิงชาวบ้าน 4 ศพ ที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และเหตุยิงถล่มจุดตรวจบ้านน้ำดำ ตำบลปุโละปุโย ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555

คณะกรรมการชุดดังกล่าว ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายต่างๆ รวม 13 คน โดยมีตัวแทนชาวบ้านรวมอยู่ด้วย 3 คน โดยคำสั่งระบุให้คณะกรรมการชุดนี้รายงานผลการตรวจสอบ ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้ง

ชาวบ้านทำบุญครบ7วัน
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 6 มกราคม 2555 ที่มัสยิดบ้านตันหยงบูโละห์หมู่ที่ 1 ตำบลปุโล๊ะปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีการจัดเลี้ยงทำบุญครบรอบ 7 วัน ให้แก่ชาวมุสลิมที่เสียชีวิตจากเหตุยิงชาวบ้านบ้านตันหยงบูโละห์เสียชีวิต 4 ศพ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555

ในงานมีนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา นายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี รศ.ปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายใต้ (ศอ.บต.) พล.ต.วรารัตน์ นาฬบุตร ผู้ชำนาญการกองทัพบก นายเศรษฐ์ อัลยูฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี และประชาชนประมาณ 200 คน มาร่วมงาน

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านคำภีร์อัลกุอานเพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้เสียชีวิต

นายยา ดือราแม คนขับรถคัดเกิดเหตุ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากนายนายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี 10,000 บาท และจากพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4จำนวน 3,000 บาท

นายยา เปิดเผยว่า ตนได้ให้ปากกคำต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองจิกแล้ว 3 ครั้ง คือที่สถานีตำรวจภูธรหนองจิก 2 ครั้ง และที่สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี 1 ครั้ง

นายยา เปิดเผยอีกว่า หลักเกิดเหตุดังกล่าว ทำให้ตนรู้สึกหวาดกลัวมาก จนไม่กล้าไปละหมาดอีซาช่วงกลางคืนกับละหมาดซุบฮ์ในช่วงเช้ามืดที่มัสยิดใน หมู่บ้านอีก เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

ศอ.บต.เยียวยาทันทีหลังได้ผลสอบ
รศ.ปิยะ เปิดเผยว่า เมื่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ปัตตานีแต่งตั้งและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ออกมา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้จะเข้าดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้ รับผลกระทบทันที ทั้งด้านเงิน จิตใจ การศึกษาและการประกอบอาชีพ

เปิดรายชื่อกรรมการสอบเหตุยิง4ศพ
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่ 10/2555 เรื่อง แต่งตั่งคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียิงชาวบ้าน 4 ศพ ที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 มีรายชื่อคณะกรรมการ ดังนี้

1. นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
2. นายอาหะมะ หะยีอาวัง ตัวแทนโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดในเขตอำเภอหนองจิก
3. นายอดินัน ดือราแม ตัวแทนชาวบ้าน
4. นายยูโซะ ดอเลาะ ตัวแทนชาวบ้าน
5. นายอาแว เตาะสาตู ตัวแทนชาวบ้าน
6. นายอนุกูล อาแวปูเตะ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมปัตตานี
7. นายประสิทธิ์ เมฆสุสวรรณ ประธานสภประชาสังคมชายแดนใต้
8. นายอิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์ ประธานเครือข่ายอาสาสมัครยุติธรรมทางเลือก
9. รศ.ปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้
10. นายกิตติ สุระคำแหง ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรม ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้
11. พล.ท.มนตรี อุมารี หัวหน้าคณะทำงานเยียวยาและศาสนา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
12. เสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี
13. พ.อ.ชุมพล แก้วล้วน หัวหน้าคณะทำงานยุติธรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เหตุคนร้ายยิงถล่มจุดตรวจบ้านน้ำดำ และเหตุยิงชาวบ้านเสียชีวิต 4 ศพดังกล่าว โดยให้รายงานผลการตรวจสอบ ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้ง

มาเลย์สั่งประหาร 20 คนไทย ยัดโคเคนในครรภ์ส่งขายกรุงเทพ

ที่มา ประชาไท

อารีด้า สาเม๊าะ
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

กรมการ กงสุลเผย พบสาวเหนือ-อีสานถูกตุ๋นค้ากามในแดนเสือเหลืองเป็นพัน เตือนหญิงชายแดนใต้มีสิทธิเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ เผยชีวิตรันทด สาวเหยื่อแก๊งค์ไนจีเรีย ชวนเที่ยวต่างประเทศ ตีสนิทจนท้อง ยัดโคเคนในครรภ์ส่งกลับไทย

ภาพจาก http://icare.kapook.com/missing.php?ac=detail&s_id=61&id=3004

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โรงแรม บีพี แกรนด์ทาวเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสุวัฒน์ แก้วสุข ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ การดูแลคนไทยในต่างประเทศ ในการสัมมนานักจัดรายการวิทยุมุสลิมระดับภูมิภาค ระหว่างวันที่ 6 - 7 กุมภาพันธ์ 2555 มีนักจัดรายการวิทยุจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วม ประมาณ 80 คน

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า กรมการกงสุลเคยบันทึกสถิติไว้ว่า มีคนไทยที่ไปติดคุกในประเทศมาเลเซียมากถึง 1,400 คน ในจำนวนนี้มีถึง 400 คนที่ถูกจับกุมข้อหามีสารเสพติดไว้ครอบครัว และ 24 คนถูกศาลมาเลเซียตัดสินประหารชีวิต

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า ทุกวันนี้มีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศทุกวัน โดยเป็นนักท่องเที่ยวกว่า 2,000,000 คน เดินทางไปตั้งรกรากในต่างประเทศทั่วโลกกว่าร้อยประเทศ รวม 1,000,000 กว่าคน และขายรายงานกว่า 500,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานในโควตาของกระทรวงต่างประเทศปีละ 100,000 คน

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า คนไทยในต่างประเทศจำนวนหนึ่งสร้างปัญหาซับซ้อนให้เจ้าของประเทศมาก เนื่องจากไปละเมิดกฎหมายต่างประเทศ แต่การช่วยเหลือและติดต่อขอให้ส่งตัวกลับประเทศไทย เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะบางคนถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ซึ่งสำนักงานกงสุลไทยในประเทศเหล่านั้นเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า คนไทยที่มีพฤติกรรมชอบละเมิดกฎหมายต่างประเทศ ต้องระวังให้ดีเพราะกฎหมายต่างประเทศเข้มแข็งกว่าไทย กรมการกงสุลไทยแทบจะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ ตัวอย่าง 24 รายที่ถูกศาลมาเลเซียสั่งประหารชีวิต หลังจากจับได้ว่าค้ายาเสพติด กรมการกงสุลจะช่วยเหลือด้านคดียากมาก ถ้าไม่ใช่ครอบครัวผู้เสียหายจัดการเอง แต่หลายคนจะเข้าใจผิด คิดว่าสถานกงสุลไทยในต่างประเทศจะสามารถช่วยเหลือด้านคดีได้

นายสุวัฒน์ บรรยายอีกว่า ปัญหาใหม่ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ตอนนี้คือ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกหลอกไปใช้แรงงานในประเทศมาเลเซีย โดยมีนายหน้ามารับตัวไป แล้วส่งไปอยู่ตามร้านเสริมสวย สปา และส่วนมากถูกบังคับให้ค้าประเวณีด้วย บางรายถูกเจ้านายข่มขืนจนตั้งท้อง เนื่องจากกฎหมายมาเลเซียห้ามทำแท้ง ทำให้ต้องปล่อยให้คลอดลูกออกมา จึงยิ่งตอกย้ำให้ชีวิตในต่างแดนรันทดมากขึ้น

“ปีที่ผ่านมา มีสถิติที่ได้จากการร้องเรียนว่าถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศเกินกว่า 1,000 ราย ซึ่งนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีอีกส่วนที่ยินยอมค้าประเวณี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนภาคอีสานและภาคเหนือ แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่า มีสาวมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ค้าประเวณีด้วยหรือไม่” นายสุวัฒน์ กล่าว

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า ผู้ที่หลอกสาวไทยไปค้าประเวณีส่วนใหญ่ มักเป็นผู้ใกล้ชิดหรือญาติสนิทที่หลอกว่าจะหางานให้ทำในต่างแดน แต่เมื่อข้ามชายแดนไปแล้วจะมีผู้รอรับไปส่งยังสถานที่เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารไทย หรือร้านสปานวดเท้า จึงขอให้ระวังตัวด้วย เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจจะประสบกับบุตรหลานของชาวจังหวัดชายแดนใต้ได้ เนื่องจากเดินทางไปฝั่งมาเลเซียบ่อย

นายสุวัฒน์ บรรยายด้วยว่า ยังมีหญิงไทยที่มักถูกแก็งค์ชาวต่างชาติหลอกให้ขนยาเสพติดข้ามประเทศทั้งที่ รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะจากหนุ่มชาวประเทศไนจีเรียที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยเฝ้า ติดตามมาระยะหนึ่งนั้น พบว่า มีการทำเป็นขบวนการที่ซับซ้อนและมีการกระทำทารุณต่อผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ อย่างมาก

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า เส้นทางการลำเลียงยาเสพติดของชาวไนจีเรีย จะมีการติดต่อสื่อสารกับสาวไทยผ่านโปรแกรมแชททางอินเตอร์เน็ต ซึ่งสาวไทยจะรับสัมพันธ์ด้วยแม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน โดยชายชาวไนจีเรียกลุ่มนี้จะซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศและโอนเงินให้สาวไทย ใช้หลายครั้ง เพื่อให้เหยื่อตายใจ และเมื่อถึงขั้นสนิทสนมกันแล้ว ก็จะหลอกให้ส่งของกลับมายังประเทศไทย โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว หลังจากนั้นหนุ่มไนจีเรียจะข่มขืนเหยื่อจนตั้งท้อง เพื่อให้สามารถส่งของผ่านด่านตรวจได้ง่ายขึ้น

“แก๊งค์ค้ายาจะให้สาวท้องกลืนโคเคนเข้าไปในท้อง เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ก็จะให้เหยื่อถ่ายออกมา แล้วส่งต่อให้พ่อค้ายาเสพติดในประเทศไทย” นายสุวัฒน์ กล่าว

นายสุวัฒน์ บรรยายต่อไปว่า รายล่าสุดที่กรมการกงสุลสามารถช่วยเหลือมาได้ คือเหยื่อสาวไทยที่ถูกจับได้ในประเทศกัมพูชา และถูกศาลประเทศกัมพูชาตัดสินจำคุก 29 ปี แต่สาวไทยคนนี้คลอดลูกในเรือนจำที่นั่น ซึ่งสร้างความโกลาหนให้เจ้าหน้าที่กัมพูชามาก กรมการกงสุลจึงติดต่อขอตัวเด็กกลับมาจดทะเบียนเป็นคนไทยและส่งตัวให้สถาน ดูแลเด็กกำพร้าเลี้ยงดูต่อไป

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/02/55 ใครป่วนใครกันแน่...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ใครป่วนใคร..บอกให้รู้ ดูให้ชัด
ใครวางแผน ล้มรัฐ สัตว์..ใช่ไหม?
ใครโจมตี รายวัน มันเป็นใคร?
ใครเล่าใคร ดิสเครดิส คิดอัปรีย์....

ใครใส่ความ สร้างข่าว เรื่องราวเท็จ
ใครโกหก หมกเม็ด เข็ดไหมนี่
ใครมารยา ใส่ร้าย หลายวิธี
ใครย่ำยี นิติรัฐ ขัดนิติธรรม....

ใครยังหวัง ส้มหล่น จนตัวสั่น
ใครยังคิด ดึงดัน ฝันขำๆ
ใครไหนเล่า เห่าโฮ่งๆ โพล่งลืมคำ
ใครไม่จำ พวกตอแหล แพ้ทั้งปี....

หวังทางลัด จัดเก้าอี้ วิธีเถื่อน
จิตฟั่นเฟือน จัญไร ไร้ศักดิ์ศรี
หลากแนวคิด ต่ำช้า พวกกาลี
หวังย่ำยี ประชาธิปไตย ให้จมดิน....


ต้องรู้ทัน พวกวิปริต คิดอุบาทว์
หวังแตกหัก ด้วยอำนาจ จนขาดวิ่น
แล้วกดหัว คนไทย อยู่ใต้ตีน
หากหยดเลือด ไหลหลั่งริน คงสิ้นไทย....

๓ บลา / ๘ ก.พ.๕๕

ฤามาตรา 112จะเป็นเพียงข้ออ้างรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News


ฤกษ์หามยามซวย-ขุนทหารใหญ่ไปทำพิธีที่วัดอ้อน้อย นครปฐม ซึ่งมีนัยทางการเมืองว่าอาจสุมหัวสมคบคิดเอาฤกษ์เอาชัยก่อการรัฐประหาร แต่ดูเหมือนฟ้าดินไม่เป็นใจ เพราะเกิดเหตุไฟไหม้เตาหลอมพระในพิธีขึ้น เคราะห์ดีไม่มีใครตายซักคน

โดย Pegasus
8 กุมภาพันธ์ 2555

หลังจากที่ได้มีการประชุมลับทั้งนอกและในประเทศแถวใกล้ๆนครปฐมแล้ว เหล่าเผด็จการก็คิดแผนกันว่ามีทางเลือกในการล้มรัฐบาลนี้กันอย่างไร และควรทำอะไรกันต่อไป

แม้ว่าจะไม่มีใครเอาข้อมูลมาเปิดเผยแต่ก็คงเดากันได้ไม่ยาก เพราะที่หวังว่าการใช้น้ำท่วมกรุงเทพฯโดยมีการรื้อพนังกั้นน้ำ การไม่ทำการขุดลอก คู คลอง การออกสื่อหลอกรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้ผล และกลับเป็นว่าประชาชนยังคงให้ความไว้วางใจให้รัฐบาลทำงานต่อไป

ทีนี้ปัญหาก็จะเกิดเนื่องจากมีโพลเปรียบเทียบผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าประชาชนเห็นว่า ดีกว่ารัฐบาลก่อนที่ทำงานมาถึงสามปีเสียอีก

นี่คือสิ่งที่ฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปเริ่มไม่อาจจะปล่อยรัฐบาลให้ลอยนวลได้ต่อ ไป เมื่อคิดว่าจะทำน้ำท่วมอีกรอบ รัฐบาลก็รู้ทันสั่งให้รายงานปริมาณน้ำทุกสัปดาห์ เข้าทำการขุดลอกคลองแทน กทม.

และที่สำคัญธุรกิจของกลุ่มทุนนิยมผูกขาดก็พลอยเสียหายไปด้วยจนมีคำสั่งระงับแผนน้ำท่วมซ้ำสองไปแล้ว

สิ่งที่ฝ่ายเผด็จการกลัวมากกว่าอย่างอื่นคือ ความรู้ทางการเมืองของประชาชนที่กระจายกว้างขวางขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะยิ่งปล่อยเวลามากไป คนยิ่งรู้เรื่องที่มาที่ไปของกฎหมาย มาตรา 112 มากยิ่งขึ้น รู้ว่าการเมืองไทยเป็นเผด็จการได้อย่างไร

ความคิดที่ว่าสังคมไทยมีความสุข ความสามัคคีนั้นเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อให้หลงมึนงงกับการกดขี่ ขูดรีดของเหล่าเผด็จการเท่านั้น


ยิ่งความรู้ของประชาชนขยายตัวไปยังกลุ่มต่างๆมากขึ้น กว้างขวางขึ้น การเปิดโปงความลับต่างๆมีมากขึ้น การส่งต่อข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งหลายนี้คือสิ่งที่ผู้ปกครองไม่อาจจะทนได้

ยิ่งไปกว่านั้น หากปล่อยเนิ่นนานไปหากกฎหมายทหารมีการแก้ไข ทหารก็จะกลายเป็นของฝ่ายประชาธิปไตย การแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นเครื่องมือในการรวบอำนาจไว้ไม่สามารถรักษาไว้ได้ ทหารเองก็กลับจะเป็นอันตรายต่อระบอบเผด็จการเสียอีก

ไม่ต่างจากสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ทหารมีส่วนนำในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ การเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ตามมาคือข้าราชการอื่นๆที่เคยปกครองได้ก็จะพากันตีตัวออกห่างตามทหาร ไป เนื่องจากอำนาจทหารที่จะคอยป้องกัน หากมีเหตุผิดพลาดนั้นได้กลับกลายเป็นอื่นไปเสียแล้ว

สิ่งที่อาจสยบทหารได้ทันที ก็คือการออกกฎหมายประกาศให้การยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารปี 49 เป็นโมฆะเช่นที่นิติราษฎร์เสนอไว้ ทำให้เกิดความคิดว่าในอนาคตแม้ว่าจะยึดอำนาจจนมีเงินมีทองไปซื้อบ้านใน อังกฤษได้ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดพ้นความผิดไปได้ในภายหลัง เมื่อกลับเป็นประชาธิปไตยแล้ว และอายุความก็น่าจะเป็น 20 ปี เพราะเป็นเรื่องกบฏ เชื่อได้อย่างไรว่าระบอบทหารจะยังคงทนอยู่ได้ตลอดระยะเวลายี่สิบปีนั้น เป็นต้น

สำหรับเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการคือ ตุลาการภิวัฒน์ กับการยึดอำนาจโดยทหาร สนับสนุนโดยสื่อและกลุ่มนักวิชาการผู้รับใช้เผด็จการเพื่อสร้างความชอบธรรม

เมื่อหันมาดูการยุบพรรคโดยตุลาการภิวัฒน์เพื่อดึงบางส่วนของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยมาเข้ากับฝ่ายเผด็จการซึ่งก็มีร่องรอยให้น่าคิดอยู่มาก ทั้งเรื่องการไม่เห็นด้วยกับแนวทางของนิติราษฎร์ ทั้งๆที่เป็นความเห็นทางวิชาการ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองไหนต้องมาแสดงความเห็นเช่นนั้น

ที่สำคัญคือพฤติกรรมหลายประการเช่นการ ขู่ปิดเว็บไซต์ ด้วยกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นการข่มขู่ และเหมารวมอย่างกว้างขวางเหมือนกับรับงานพิเศษมาทำเพื่อกดดันไม่ให้ฝ่าย ประชาธิปไตยเคลื่อนไหวในทางวิชาการมากเกินไป

สิ่งน่าสังเกตอื่นๆเช่น ความล่าช้าของคดี 91 ศพ คดียาเสพติดของบางพรรคการเมืองที่สุดท้ายน่าจะไม่ถึงตัวใหญ่ รวมถึงใช้วาทกรรม “การล้มเจ้า” ซึ่งแม้แต่คนที่มาพูดยังไม่รู้เลยว่า นิยามของการล้มเจ้าคืออะไร ระบอบประชาธิปไตยกับราชาธิปไตยต่างกันอย่างไร เป็นต้น

ล้วนแต่ใช้คำประดิษฐ์ที่แม้แต่คนพูดก็ยังไม่รู้ความหมายได้แต่จำคำพูดของผู้นำตนมาพูดต่อเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มนักการเมืองหรือแกนนำเสื้อแดงบางกลุ่มที่มีทีท่าจะแยกตัวจากคน กลุ่มใหญ่ของประเทศนี้ ก็ต้องคิดหนักเพราะการทรยศเช่นกรณีงูเห่าในพรรคที่เคยเกิดมานั้นเมื่อพบการ เลือกตั้งอีกครั้ง ก็มีความชัดเจนว่าประชาชนไม่ยอมให้อภัย มีการลงโทษกันอย่างสาสม ยกเว้นการใช้อำนาจโกงการเลือกตั้งมาเท่านั้น กระนั้นก็ยังเหลือต่ำสิบ บางส่วนยังขอกลับมาพรรคเดิมของตนหลังจากทรยศไปเป็นเวลานาน
นักการเมืองและแกนนำเหล่านี้จึงไม่น่าจะมั่นใจในอนาคตทางการ เมืองของตน ทางออกที่พอทำได้คือการพยายามแยกรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยให้ออกห่างจากประชาชน ให้ได้ด้วยกลเม็ดต่างๆ เช่นการแสดงภาพยอมสยบต่อฝ่ายเผด็จการในรูปแบบต่างๆทั้งวาจาและการกระทำโดย หวังกันว่าฝ่ายเผด็จการจะเอ็นดูตนเหมือนสุนัขที่เก็บมาเลี้ยง

แต่แท้จริงแล้วผลจะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบได้ แต่ถ้าหากจะถามฝ่ายเผด็จการว่าจะไว้ใจคนเหล่านี้ได้หรือไม่ ก็น่าจะไม่สนิทใจนักเพราะเมื่อมีผลประโยชน์คนเหล่านี้พร้อมที่จะทรยศได้ตลอด เวลา ในขณะที่ประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้นทุกขณะ ต่างประเทศสนับสนุนประชาชนคนไทยมากขึ้นทุกขณะเช่นนี้

ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลในหน่วยทหารเช่นเดิมคงไม่ใช่ของง่ายอีกต่อไปแล้ว

ปัญหาสำคัญที่สุดสำหรับกลุ่มเผด็จการนี้คือ หน้ากากนักบุญผู้ดีมีคุณธรรมของพวกตนถูกกระชากออกมาจนหมดสิ้น กับคำพูดที่ใช้ใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้ามโดยเฉพาะนักการเมือง เช่น การเป็นนักเลือกตั้งหรือซื้อเสียง การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็พบแต่พรรคการเมืองฝ่ายเผด็จการเท่านั้นที่ทำกันออก หน้าออกตาโดยมีกรรมการเป็นพวกด้วย

หรือการด่าว่าดร.ทักษิณฯว่าเป็นทุนสามานย์ ทุจริต คอรัปชั่น ก็พบว่าหลายปีที่ผ่านมาและย้อนกลับไปถึงสมัยรัฐบาลพรรคเดียวกันของฝ่ายแมลง สาบ ก็ไม่ได้มีการเหนียมอายในการทุจริตกันตั้งแต่วันแรกที่ทำงานจนวันสุดท้าย ทิ้งทวนงบประมาณ

พอเปลี่ยนมาเป็นการปกครองโดย คมช. เมื่อมีคนถามถึงการใช้เงิน ก็มีคำตอบสวนออกมาว่า ทหารเป็นวีรบุรุษเรื่องเงินไม่ต้องมาตรวจสอบกัน หรือทำงานเพื่อบ้านเมืองไม่ต้องมาถามเรื่องทุจริตเป็นต้นโดยเงินก็หายไป เรื่อยๆ

ที่ร้ายไปกว่านั้นคือพบว่าเครือข่ายที่สนับสนุนเหล่าแมลงสาบล้วนเป็นทุนสามานย์ผูกขาดตัวจริงที่ทำนาบนหลังคนไทยมานานแสนนาน เป็นต้น

เหตุของความยากจน การไร้การศึกษา และถูกหลอกลวงให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่คิดที่จะขวนขวายมีชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงปัญหาทางสังคมต่างๆเช่น ยาเสพติด ของเถื่อน มาเฟีย การเรียกค่าคุ้มครอง การส่งส่วยที่ทำให้ทุกอย่างแพงอย่างไม่ควรจะเป็น

ในขณะที่ทุนสามานย์ตัวจริงล้วนอิ่มหมี พีมัน และคำใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนั้นแท้จริงก็คือสิ่งที่พวกตนคิดและกระทำอยู่ในขณะ นั้นนั่นเอง แต่มาโยนความชั่วของตนเบี่ยงเบนไปที่ฝ่ายการเมืองฝั่งตรงกันข้าม

จนในที่สุดเมื่อการเปิดเผยความจริงชักจะลามมากเกินไป การสั่งฆ่าจึงเกิดขึ้น เช่นการระบุเขตการใช้กระสุนจริง การใช้อาวุธสงคราม การเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และห้างใกล้เคียง โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ล้วนระบุตรงกันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทหารที่ควบคุม พื้นที่ไว้แล้วทั้งสิ้น

แต่เนื่องจากอำนาจของฝ่ายเผด็จการนั้นแผ่รังสีอำมหิตครอบคลุมประเทศชาติไว้ ความจริงเหล่านี้จึงได้แต่รอคอยการเปิดเผยอย่างหมดเปลือกในอนาคต

คดีความต่างๆก็ดูเหมือนจะมีการจัดฉากให้ไม่สามารถหาคนมารับผิด ชอบได้ มีแต่การเล่นละครให้ดูขึงขังไปเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังคงพูดกันต่อไป กระซิบ กระซาบกันต่อไป

การใช้กฎหมายมาตรา 112 เพื่อปิดปากและเก็บกวาดประชาชนก็ยังมีอยู่ต่อไปโดยระบบราชการเผด็จการที่ยัง คงทำงานไม่หยุดยั้ง ด้วยการสมรู้ ร่วมคิดจากฝ่ายการเมืองของรัฐบาลบางส่วน รวมถึงท่าทีการยอมสยบต่ออำนาจเผด็จการของรัฐบาลที่คงเป็นการเล่นละครน้ำเน่า ด้วยหวังว่าจะได้รับความเอ็นดูดังกล่าวแล้ว

แต่ทว่ายิ่งรัฐบาลอยู่นานเท่าไร ความจริงต่างๆก็ยังขยายตัวกันต่อๆไปในหมู่ประชาชน หากช้าเกินไปการปกปิด การตัดปัญหาต่างๆจะทำได้ยากขึ้นทุกขณะ จนอาจมีผลต่อการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ไว้ในที่สุด และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ ดร.ทักษิณฯ ไม่ว่าจะอย่างไร แม้ว่าจะทรยศถอนตัวออกมา ทั้งหมดก็ต้องถูกกำจัดให้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป เช่นคดีใบแดงและการตามด้วยยุบพรรคบางพรรคในขณะนี้จึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

สรุปแล้วการยึดอำนาจดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำได้ และต้องรีบลงมือก่อนที่จะมีการแก้กฎหมายทหารจากรัฐสภา แต่ปัญหาก็คือ จะมีทหารสักเท่าไรที่จะออกมาฆ่าประชาชนได้สนุกมือเหมือนครั้งที่ผ่านมา

เงื่อนไขสำคัญในครั้งนี้ก็คือ การได้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีสิทธิที่จะต่อต้านการรัฐประหารด้วยการประกาศรัฐบาลพลัดถิ่น แม้ว่าทางตระกูลชินวัตรอาจจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม

เพราะรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นใครก็จัดตั้งได้อยู่ที่การรับรองของต่างประเทศ ซึ่งหากว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตรยังอยู่ในต่างประเทศ ไม่หลงกลเดินทางกลับไทยโดยเงื่อนไขทางการเมืองไม่เปลี่ยนก่อนแล้ว

การหาประเทศสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นไม่ยาก และ ดร.ทักษิณฯอาจประกาศแทนก็ได้ หรือหากทำไมได้ด้วยเหตุใดก็ตาม นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยก็คงจะฉวยโอกาสประกาศรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ดี เพราะจะเป็นเงื่อนไขเดียวทางการเมืองที่เป็นไปได้ในขณะนั้น และก็คงจะไม่มีใครยอมฟังเสียงโทรศัพท์ลึกลับอีกต่อไป

ส่วนการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นแทบไม่มีปัญหาผู้รับรองและน่าจะมาจากกลุ่ม สหภาพยุโรปทั้งหมด จีน อาเซียน อินเดีย อาจมีรัสเซีย บางประเทศในอัฟริกาและอเมริกาใต้ กลุ่มตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด และแม้แต่สหรัฐฯที่จะเข้าข้างผู้ชนะเสมอ รวมประชากรแล้วน่าจะเกิน 2 ใน 3 ของโลก

เมื่อมีรัฐบาลพลัดถิ่นถูกต้องตามกฎหมายการต่อสู้กันก็จะใช้เวลาไม่มากนักคง ยุติลง แต่จะยุติแบบใดนั้นอนาคตคงคาดเดาได้ยาก แต่จากสถิติพบว่าฝ่ายประชาชนนั้นชนะเสมอ แต่จะชนะมากหรือน้อยอยู่ที่ความเข้าใจทางการเมืองของประชาชนเองและแกนนำใน ขณะนั้นว่า เป็นใครและรู้สำนึกหรือไม่ว่า การยอมอ่อนข้อให้เผด็จการนั้น รังก็แต่นำความเดือดร้อนเข้าใส่ตัวโดยใช่เหตุเท่านั้นเอง

จำเป็นต้องกวาดล้างให้สิ้นซากเช่นเดียวกับที่เขาทำกับเราเช่นกัน

ทว่าการจะให้ทหารออกมายึดอำนาจได้จะต้องมีคำขวัญดีๆสักชุดมาล้างสมองประชาชน ซึ่งในเวลานี้จะใส่ร้ายในเรื่องการบริหาร การทำงานของรัฐบาลก็ไม่อาจมีใครมาต่อว่าได้เพราะผลโพลก็บอกว่าทำงานดีกว่า รัฐบาลก่อนมาก เรื่องทุจริตก็ไม่มี

คงมีแต่เรื่องสถาบัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นที่สนใจของต่างประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบเดียวกับไทย แต่เรื่องนี้ฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปกลับจะต้องการใช้ประเด็นนี้เพราะส่วนมากจะ เป็นนักวางแผนรุ่นโบราณ ถนัดแต่การสั่ง การบังคับและการใช้กำลัง จุดอ่อนจึงจะเกิดจากจุดนี้

โดยครั้งนี้การสนับสนุนจากประชาชน การจัดหน้าม้าไปเสียบดอกไม้ในปากกระบอกปืนอีกครั้งคงไม่มีหรือมีก็ไม่มีใคร เชื่ออีกต่อไป ฝ่ายเผด็จการจะคิดเหมือนๆกับที่เป็นข่าวรายวันคือ ทุกเรื่องเกิดจาก ดร.ทักษิณฯ เมื่อมองในมุมกลับ ดร.ทักษิณฯคือตัวอันตราย ไม่ต่างจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ การกำจัดจึงเป็นเรื่องจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความคิดแบบโบราณนี้ มุ่งทำลายแต่บุคคล ละเลยเรื่องโครงสร้าง ไม่นานนักก็จะกลายเป็นจุดอ่อนและพ่ายแพ้ไปเองในที่สุด

จากการประมวลเรื่องราวตามที่ได้ยกมาให้เห็นนี้ ก็คงเข้าใจกันได้อย่างดีแล้วว่า การที่มีการพยายามยกประเด็น มาตรา 112 มาพูดกันในทำนองว่าจะเป็นการล้มสถาบัน ซึ่งไม่ได้เป็นความจริงเลย ซ้ำจะเป็นการช่วยสถาบันจากการถูกแอบอ้างทางการเมืองด้วยซ้ำ

แต่ทำไมจึงพูดกันซ้ำซาก ไม่ยอมฟังเหตุผลและไม่มีเหตุผลมาแก้ได้ในทางกฎหมายมหาชนเลย ไม่ว่าจะเป็นมือกฎหมายของฝ่ายอำมาตย์คนไหนก็ตาม แต่พร่ำพูดแต่คำว่า ไม่บังควร

ซึ่งก็นิยามไม่ได้อีกว่า ไม่บังควรหมายถึงอะไร เพราะหากจะว่าไม่บังควรเพราะห้ามแก้ ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่ากฎหมายนี้ถูกแก้โดยคณะปฏิรูปฯซึ่งคือเผด็จการ ทำไมไม่ไปว่าที่ตรงนั้น

การแก้กลับไปไม่มีโทษขั้นต่ำซึ่งเหมือนกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชทำไมจึงทำไม่ได้ เป็นต้น

ส่วนที่บอกว่าจะทำให้คนวิจารณ์ได้นั้นเป็นการพูดไปโดยไม่อ่านข้อมูลว่า เป็นคนละประเด็นเพราะยังคงมีความผิดตามกฎหมายและถูกจับได้เช่นเดิมเพียงแต่ ไม่กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ก็เท่านั้นเอง

ส่วนการวิจารณ์ในเรื่องโครงการพระราชดำรินั้น เมื่อเป็นภาษีประชาชนทั้งสิ้น ไม่ใช่ราชทรัพย์ส่วนพระองค์ (ในอังกฤษมูลนิธิฯของราชวงศ์แม้เป็นราชทรัพย์ส่วนพระองค์ยังถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ามีเจตนาทางการเมือง)ก็ ต้องวิจารณ์ได้ หยุดได้ เลิกได้โดยมีฝ่ายการเมืองรับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์ ที่เราเรียกว่าผู้รับสนองฯ ซึ่งจะถูกวิจารณ์หรือมีความผิดแทนพระมหากษัตริย์ทำให้สถาบันไม่ต้องแปด เปื้อนทางการเมือง หรือมีอิทธิพลทางการเมืองในทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งเป็นข้อห้ามในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก

ยกเว้นประเทศไทยกลับโดนมาตรา 112 แค่เพียงสงสัยหรือตั้งคำถามเท่านั้น แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ

สาระสำคัญคือฝ่ายเสื้อหลากสีหรือเหลืองแปลงร่างซึ่งได้แสดงถึงแสนยานุภาพใน การต่อต้านคณะนิติราษฎร์ไปแล้ว โดยมีผู้ถือป้ายทั้งสิ้น 4 คน และการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าฯที่มืดฟ้ามัวดิน ไม่ต่ำกว่า 10 คนแต่ไม่เกิน 200 คนเพราะฝนจะตก ทำให้คำว่าล้มเจ้าหมดความขลังลงไปอย่างมาก

เหมือนตอนพยายามจะบอกว่าใครรักสถาบันให้ไปเลือกพรรคการเมืองที่เป็นฝ่าย สถาบัน ซึ่งเป็นการดึงสถาบันมาแปดเปื้อนอีกครั้ง โดยทหารใหญ่ และสว.ลากตั้ง

แล้วผลก็ออกมาอย่างที่เห็น ทั้งๆที่โกงคะแนนกันอย่างจะๆแล้วก็ตาม ภาพยนตร์ของคนที่อ้างสถาบันว่าอยู่ฝ่ายตนขาดทุนย่อยยับ ไม่มีคนดูเรื่องแล้วเรื่องเล่า ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า มวลชนที่จะมาเห็นด้วยการการต่อต้านนิติราษฎร์ที่คาดว่า จะเป็นคนไทยทั่วประเทศนั้นมีแค่นี้จริงๆ

หนทางที่จะจบปัญหาด้วยการลงประชามติต่างๆ ฝ่ายแมลงสาบเองนั่นแหละจะเป็นผู้คัดค้าน และในที่สุด การพยายามโยงมาตรา 112 ว่านิติราษฎร์กับคนเสื้อแดงและรัฐบาลเป็นพวกเดียวกันก็ออกมา ไม่ใช่เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อเพราะคนไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่เพื่อให้ทหารที่มีกำลังในการยึดอำนาจเชื่อจะได้ลงมือทำแทนพวกตน ส่วนผลที่ตามมาต่อพวกทหารหลังรัฐประหารแล้วอยู่ไมได้พวกตนไม่เกี่ยว ขอให้ได้อำนาจหรือรักษาอำนาจไว้ให้ได้ก่อน

ความจริงแล้วฝ่ายเผด็จการในทุกประเทศสามารถรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนไว้ ได้ถ้าไม่โลภเกินไป ยอมผ่อนปรนให้กับประชาชน เลิกการลงมือสังหาร เลิกการใช้กำลังทหาร เลิกการใช้อำนาจทางการเมืองแบบผิดๆ ปล่อยประชาธิปไตยเดินหน้าไป

แต่น่าแปลกแท้ๆ ทรราชเผด็จการทุกแห่งล้วนลงเอยด้วยเส้นทางเดียวกันหมด ในประเทศไทยก็คงเดินตามรอยเดิม โดยจะเริ่มต้นด้วยการใช้มาตรา 112 เป็นข้ออ้างอย่างบ้าคลั่งกระตุ้นให้เกิดการรัฐประหาร

จากนั้นก็ปิดฉากจบละครโรงนี้เสียที
****************

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ถาม "ประยุทธ์-ยุทธศักดิ์-เฉลิม" มีสิทธิ์อะไรมาปรามความเห็นประชาชน

ที่มา Thai E-News


8 กุมภาพันธ์ 2555

ที่มา มติชนออนไลน์

ภาย หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตลอดจน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปรามให้ผู้รณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยุติการเคลื่อนไหว

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

"ถ้า นี่เป็นประเทศที่มีกฎเกณฑ์ มารยาทการเมืองแบบประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี จะต้องไล่ ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งทันที


"ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รองนายกฯ และ ผบ.ทบ.) คุณไม่มีสิทธิ์ มา ′ปราม′ ไม่ให้ประชาชนแสดงความเห็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง

"นี่เป็นการ ′เสียมารยาท′ ′เสียบรรทัดฐาน′ เป็นการแสดงความไม่มีความรู้พื้นฐานของความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยเลย

"การแสดงความเห็นจะแก้หรือจะเลิกกฎหมายฉบับใด เป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นพลเมือง ที่ละเมิดไม่ได้ครับ"


/////


"พูด จริงๆ บางทีอ่านข่าวประเภทยุทธศักดิ์ หรือเฉลิม เรื่อง 112 แล้ว รู้สึกว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ เสียเสียงที่เลือกเปล่าๆ (ขอคืนได้ไหมฟะ?)

"คือ คุณไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเรื่อง 112 ก็พูดว่า ′ไม่เห็นด้วย เราไม่ยกมือให้′ อะไรแบบนั้น ก็พอ

"คุณมีสิทธิอะไรมาปราม ทำอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่คนอื่น

"ถามจริงๆ"

//////////


"คุณยิ่งลักษณ์ครับ

"รัฐมนตรีของคุณ กำลังละเมิดหลักการปกครองประชาธิปไตย ละเมิดหลักการรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิมนุษยชน

"พวกคุณไม่ใช่เจ้าของประเทศคนเดียว ไม่ใช่เจ้านายเหนือหัวของราษฎร

"มีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวปราม-ขู่การใช้สิทธิ์เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงกฎหมายของราษฎรครับ?

"มันชักจะมากไปแล้วนะครับ"