ที่มา thaifreenews
โดย น่ารัก ก็ไม่บอก

ชมภาพทั้งหมดคลิ้ก ที่นี่
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา thaifreenews
โดย น่ารัก ก็ไม่บอก

ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา ประชาไท
ชำนาญ จันทร์เรือง
ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมลงชื่อพร้อมหลักฐาน คือ สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมิได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 หรือ ครก.แต่อย่างใด และไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ในทุกข้อ เพียงแต่เห็นด้วยในหลักการโดยรวมว่าควรที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงประมวล กฎหมายอาญามาตรานี้และเห็นด้วยในหลักการที่จะต้องมีการปฏิรูปกองทัพและ ปฏิรูปศาล แต่เมื่อได้ติดตามความเคลื่อนไหวมาระยะหนึ่งแล้วพบว่า กระบวนการดำเนินการของนิติราษฎร์นั้นยังมีความผิดพลาดอยู่ในบางประเด็น คือ
1) นิติราษฎร์มองประเด็นกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว โดย เชื่อว่าเมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมายแล้วย่อมสามารถทำได้โดยไม่สนใจ ประเด็นอื่นๆ ซึ่งนิติราษฎร์อ้างว่าได้จุดชนวนหรือเสนอประเด็นแล้ว การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องของ ครก.ไม่ใช่เรื่องของตนเอง (ทั้งๆที่บางคนในนิติราษฎร์ก็เป็น ครก.ด้วย) จึงทำให้เกิดผลประหลาด(absurd)ตามมา เช่น ผู้ที่ร่วมลงชื่อในตอนแรกหลายคนออกมาปฏิเสธว่าเห็นด้วยแต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปเซ็นชื่อเพื่อเสนอกฎหมายพร้อมกับหลักฐาน เป็นต้น
ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ กรณีของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่หลายคนออกมารุมประณามอย่างเสียๆหายๆซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะผมเห็นว่าเป็นตัวตนและสิทธิของเสกสรรค์โดยแท้ กอปรกับในการติดต่อขอรายชื่อนั้นยังมีความไม่ชัดเจน เพราะโดยปกติในกระบวนการขอรายชื่อเพื่อเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างหรือเพื่อออก แถลงการณ์นั้นจะต้องมีความชัดเจนว่าจะเอารายชื่อไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร หากเอาไปทำแถลงการณ์ก็ต้องมีการเวียนเนื้อหาให้ดูก่อน หากจะให้ดีก็ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไขก่อนเผยแพร่ด้วยก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบ
ในกรณีเดียวกับเสกสรรค์นี้ยังหมายความรวมถึงอีกหลายๆคน ซึ่งผมไม่อยากยกมาเป็นตัวอย่างเดี๋ยวเจ้าตัวผู้ที่เล่าให้ฟังจะเคืองกัน เปล่าๆ จึงทำได้เพียงแต่มีเสียงบ่นเบาๆเพราะไม่อยากให้ไปกระทบต่อการเคลื่อนไหวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแถลงข่าวของ ครก.ครั้งล่าสุดที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลานั้น 112 คนในรายชื่อนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ครก.หรือไม่ ที่สำคัญก็คือหากถือว่าเป็นแล้ว รายชื่อนั้นเห็นด้วยแล้วหรือไม่ อย่างไร หากไม่ถือว่าเป็น ครก.แล้ว 112 คนนั้นอยู่ในฐานะอะไรเพราะหลายคนไม่ได้ลงชื่อพร้อมหลักฐานเพื่อยื่นขอแก้ไข กฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการมองเพียงประเด็นทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวนั้นยัง ไม่เพียงพอ ต้องมองประเด็นอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ประเด็นทางการเมือง
แม้ ว่าวรเจตน์ ภาคีรัตน์จะออกมาย้ำอยู่เสมอแม้ในครั้งล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์ต่อจอมขวัญ หลาวเพชร ในรายการคมชัดลึกว่ามิใช่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นแต่เพียงการเสนอความเห็นทางวิชาการก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเสนอให้แก้ไข ม.112 โดยการเปิดเวทีเพื่อระดมรายชื่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเสนอความเห็น ในสื่อต่างๆนั้น คือ “การเมือง”ตามนิยามศัพท์ทางทฤษฎีรัฐศาสตร์อย่างแน่นอน (การ เมือง คือ การได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร - Politics is,who gets “What”, “When”, and “How– Harold Lasswell) ซึ่งมิใช่เรื่องที่จะต้องออกมาปฏิเสธเพื่อลอยตัวแต่อย่างใด เพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้การรองรับของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่อง ที่สามารถกระทำได้อยู่แล้ว และไม่ต้องกลัวว่าความเห็นทางวิชาการจะถูกแปดเปื้อนจากการเมืองแต่อย่างใด จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะถูกมองว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง”อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อันว่าฝ่ายการเมืองนั้น นิติราษฎร์จะต้องการหรือไม่ต้องการก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทั้งในทางบวกและลบ แต่ที่แน่ๆก็คือพรรคเพื่อไทยนั้นไม่เอาด้วยอย่างแน่นอนเพราะพรรคเพื่อไทย ย่อมเห็นว่าจะกระทบต่อการเกี้ยเซี้ยระหว่างพรรคเพื่อไทยกับกองทัพและอำมาตย์ ทั้งหลาย ทั้งๆที่หากปล่อยสถานการณ์ ม.112 ไปอย่างนี้จะเป็นผลกระทบต่อสถาบัน แต่พรรคเพื่อไทยยังเลือกที่จะไม่ทำอะไรให้เปลืองตัว
2) นิติราษฎร์กำหนดกลยุทธหรือจัดลำดับความสำคัญผิด เพราะ ในสถานการณ์หลังการรัฐประหารกันยา 49 และตุลาการภิวัฒน์ ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะเสนอแนวคิดที่จะปฏิรูปกองทัพและศาล ซึ่งจะสามารถหาแนวร่วมได้มากมายมหาศาลจากผู้ที่ได้รับความคับแค้นใจ หรือขุ่นข้องหมองใจจากการแทรกแซงทางการเมืองขององค์กรทั้งสองมาโดยตลอด แต่นิติราษฎร์กลับจัดลำดับความสำคัญแก่ ม.112 ก่อน จึงเข้าทางของกองทัพและ(โฆษก)ศาลตลอดจนแนวร่วมที่ต่างก็ดาหน้าออกมารุมสหบา ทานิติราษฎร์กันอย่างเมามัน
จะเห็นได้ว่าการที่นิติราษฎร์ออกมาแถลงเกี่ยวกับ ม.112 ก่อน แรงต้านยังไม่ปรากฏเท่าใดนัก แต่พอไปเสนอปฎิรูปกองทัพและศาลตามมาเลยไปเข้าล็อกของฝ่ายที่เสวยสุขจากการ รัฐประหารและพวก Ultra Royalist (ผู้เป็นราชายิ่งกว่าพระ ราชาธิบดี) ทั้งหลายที่พากันออกมารุมยำนิติราษฎร์เสียเละตุ้มเป๊ะ ซึ่งหากนิติราษฎร์ดำเนินการในทางกลับกันโดยเอาประเด็นปฏิรูปกองทัพและศาล ขึ้นมาก่อนแล้วทิ้งช่วงไว้สักระยะหนึ่ง พอประเด็นนี้ติดแล้วจึงค่อยเสนอประเด็น ม.112 ตามมา หากดำเนินดังที่ว่านี้ผลที่ตามมาก็จะไม่ออกมาเช่นนี้ เพราะเหตุผลที่อ้างความจงรักภักดีย่อมฟังดูดีกว่าการอ้างว่าชื่นชอบรัฐ ประหารอย่างแน่นอน ยกเว้นคนบางคนแถวบ้านพระอาทิตย์ที่ผีเข้าตอนตรุษจีนที่ออกมาเรียกร้องให้ ทหารออกมายึดอำนาจ แต่ก็ไม่พ้นเรื่องการอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเหตุผลเรียกร้องให้ทหาร ออกมาทำรัฐประหารอยู่ดี
ผมเชื่อว่าการปฎิรูปกองทัพและศาลนั้นถึงแม้จะเป็นงานหิน แต่ก็ง่ายกว่าประเด็น ม.112 แน่นอน การหวังผลความสำเร็จของงานในลักษณะเช่นนี้ย่อมเริ่มจากงานที่ง่ายไปสู่งาน ที่ยากเป็นลำดับ เพราะผลแห่งความสำเร็จในงานแรกย่อมเป็นพลังอย่างดีที่จะขับเคลื่อนงานที่ตาม มาอย่างแน่นอน
หรืออีกนัยหนึ่งในความเป็นจริงซึ่งเมื่อนิติราษฎร์ได้เสนอประเด็น ม.112 ไปก่อนแล้ว หากเสนอเพียงประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียวโดยไม่รีบด่วนเสนอประเด็นแก้ไขรัฐ ธรรมนูญเพื่อปฏิรูปกองทัพและศาลในระยะเวลาตามมาเพียง 2 สัปดาห์ โอกาสที่ประเด็น ม.112 จะถูกต้านผมเชื่อว่าจะน้อยกว่านี้ และโอกาสที่จำนวนรายชื่อจะถึงมือประธานสภาผู้แทนราษฎรมีมากกว่าปัจจุบันนี้ อย่างแน่นอน
อย่าง ไรก็ตาม มิได้หมายความว่าแนวความคิดที่จะแก้ไข ม.112 หรือ ปฏิรูปกองทัพและศาลจะไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่ว่าช้าหรือเร็วต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน หากเมื่อใด ประชาชนมีความเห็นสอดคล้องต้องกันแล้ว ไม่มีใครสามารถขัดขืนต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ แท้จริงได้อย่างแน่นอน
ผมไม่เชื่อว่าเราจะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่กล่าวมา นี้ด้วยระยะเวลาเพียงชั่วข้ามวันข้ามคืนหรือเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันทันที เพราะอะไรก็แล้วแต่เมื่อมาเร็วก็ย่อมไปเร็ว ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ เป็นขั้นเป็นตอน จัดลำดับกระบวนการขับเคลื่อนให้ดี ความสำเร็จย่อมเป็นอันคาดหมายได้อย่างแน่นอน
ที่มา ประชาไท
(7 ก.พ.55) สืบเนื่องจากกรณีสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โพสต์ภาพจดหมายซึ่งใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ลงชื่อโดยรองอุปนายก อมธ. โดยมีเนื้อหาเสนอให้มีการลงมติโดยนักศึกษาในการใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการ เมืองและเรื่องมาตรา 112 ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงถึงอำนาจในการออกจดหมายดังกล่าว (อ่านเพิ่มเติม)
ล่าสุด เวลาประมาณ 21.00น. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เผยแพร่แถลงการณ์ในเพจเฟซบุ๊กขององค์กร ชี้แจงว่า จดหมายฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของ นายภาณุพงศ์ รอดทอง และไม่อาจออกจดหมายโดยใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ เนื่องจากการลงมติใดๆ ซึ่งรวมถึงการออกหนังสือของ อมธ. ต้องได้รับเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร อมธ.ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่ามีการประชุมคณะกรรมการบริหาร อมธ.ในกรณีดังกล่าว รวมถึงนายภาณุพงศ์ รอดทอง ไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหาร อมธ.

เนื้อความฉบับเต็มมีดังนี้
"ตามจดหมายเรื่อง เสนอให้ลงมติโดยนักศึกษาในการใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองและเรื่อง มาตรา ๑๑๒ ถึง ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีฯ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ลงนาม นายภาณุพงศ์ รอดทอง รองอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
๑. การลงมติใดๆ ซึ่งหมายความรวมถึงการออกหนังสือขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ต้องได้รับเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามความในข้อ ๔๗ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
เมื่อมิได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ในกรณีที่จดหมายดังกล่าวกล่าวถึงเลย การที่นายภาณุพงศ์ รอดทองได้ทำจดหมายถึง อธิการบดีฯ นั้น จึงมิใช่การออกจดหมายในนามองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดังนั้นจดหมายฉบับดังกล่าวจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของ นายภาณุพงศ์ รอดทอง และไม่อาจออกจดหมายโดยใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้
๒. นายภาณุพงศ์ รอดทอง มิได้เป็นคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๔
ด้วยจิตคารวะ
คณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕"
ที่มา ประชาไท
เปิดรายชื่อกรรมการสอบเหตุยิง 4 ศพ คำสั่ง กอ.รมน.ให้เวลา 10 วันรายงานผล ศอ.บต.เยียวยาทันทีหลังได้ผลสอบ ชาวบ้านทำบุญครบ 7 วัน

7 วัน - บรรยากาศในงานทำบุญครบรอบการตาย 7 วัน
ของชาวบ้านตันหยงบูโละห์ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
กอ.รมน.ให้ 10 วัน สอบคดียิง 4 ศพ
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่ 10/2555 เรื่อง แต่งตั่งคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียิงชาวบ้าน 4 ศพ ที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และเหตุยิงถล่มจุดตรวจบ้านน้ำดำ ตำบลปุโละปุโย ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555
คณะกรรมการชุดดังกล่าว ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายต่างๆ รวม 13 คน โดยมีตัวแทนชาวบ้านรวมอยู่ด้วย 3 คน โดยคำสั่งระบุให้คณะกรรมการชุดนี้รายงานผลการตรวจสอบ ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้ง
ชาวบ้านทำบุญครบ7วัน
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 6 มกราคม 2555 ที่มัสยิดบ้านตันหยงบูโละห์หมู่ที่ 1 ตำบลปุโล๊ะปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีการจัดเลี้ยงทำบุญครบรอบ 7 วัน ให้แก่ชาวมุสลิมที่เสียชีวิตจากเหตุยิงชาวบ้านบ้านตันหยงบูโละห์เสียชีวิต 4 ศพ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555
ในงานมีนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา นายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี รศ.ปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายใต้ (ศอ.บต.) พล.ต.วรารัตน์ นาฬบุตร ผู้ชำนาญการกองทัพบก นายเศรษฐ์ อัลยูฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี และประชาชนประมาณ 200 คน มาร่วมงาน
บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านคำภีร์อัลกุอานเพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้เสียชีวิต
นายยา ดือราแม คนขับรถคัดเกิดเหตุ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากนายนายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี 10,000 บาท และจากพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4จำนวน 3,000 บาท
นายยา เปิดเผยว่า ตนได้ให้ปากกคำต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองจิกแล้ว 3 ครั้ง คือที่สถานีตำรวจภูธรหนองจิก 2 ครั้ง และที่สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี 1 ครั้ง
นายยา เปิดเผยอีกว่า หลักเกิดเหตุดังกล่าว ทำให้ตนรู้สึกหวาดกลัวมาก จนไม่กล้าไปละหมาดอีซาช่วงกลางคืนกับละหมาดซุบฮ์ในช่วงเช้ามืดที่มัสยิดใน หมู่บ้านอีก เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
ศอ.บต.เยียวยาทันทีหลังได้ผลสอบ
รศ.ปิยะ เปิดเผยว่า เมื่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ปัตตานีแต่งตั้งและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ออกมา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้จะเข้าดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้ รับผลกระทบทันที ทั้งด้านเงิน จิตใจ การศึกษาและการประกอบอาชีพ
เปิดรายชื่อกรรมการสอบเหตุยิง4ศพ
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่ 10/2555 เรื่อง แต่งตั่งคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียิงชาวบ้าน 4 ศพ ที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 มีรายชื่อคณะกรรมการ ดังนี้
1. นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
2. นายอาหะมะ หะยีอาวัง ตัวแทนโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดในเขตอำเภอหนองจิก
3. นายอดินัน ดือราแม ตัวแทนชาวบ้าน
4. นายยูโซะ ดอเลาะ ตัวแทนชาวบ้าน
5. นายอาแว เตาะสาตู ตัวแทนชาวบ้าน
6. นายอนุกูล อาแวปูเตะ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมปัตตานี
7. นายประสิทธิ์ เมฆสุสวรรณ ประธานสภประชาสังคมชายแดนใต้
8. นายอิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์ ประธานเครือข่ายอาสาสมัครยุติธรรมทางเลือก
9. รศ.ปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้
10. นายกิตติ สุระคำแหง ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรม ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้
11. พล.ท.มนตรี อุมารี หัวหน้าคณะทำงานเยียวยาและศาสนา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
12. เสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี
13. พ.อ.ชุมพล แก้วล้วน หัวหน้าคณะทำงานยุติธรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
ที่มา ประชาไท
อารีด้า สาเม๊าะ
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)
กรมการ กงสุลเผย พบสาวเหนือ-อีสานถูกตุ๋นค้ากามในแดนเสือเหลืองเป็นพัน เตือนหญิงชายแดนใต้มีสิทธิเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ เผยชีวิตรันทด สาวเหยื่อแก๊งค์ไนจีเรีย ชวนเที่ยวต่างประเทศ ตีสนิทจนท้อง ยัดโคเคนในครรภ์ส่งกลับไทย

ภาพจาก http://icare.kapook.com/missing.php?ac=detail&s_id=61&id=3004
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โรงแรม บีพี แกรนด์ทาวเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสุวัฒน์ แก้วสุข ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ การดูแลคนไทยในต่างประเทศ ในการสัมมนานักจัดรายการวิทยุมุสลิมระดับภูมิภาค ระหว่างวันที่ 6 - 7 กุมภาพันธ์ 2555 มีนักจัดรายการวิทยุจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วม ประมาณ 80 คน
นายสุวัฒน์ บรรยายว่า กรมการกงสุลเคยบันทึกสถิติไว้ว่า มีคนไทยที่ไปติดคุกในประเทศมาเลเซียมากถึง 1,400 คน ในจำนวนนี้มีถึง 400 คนที่ถูกจับกุมข้อหามีสารเสพติดไว้ครอบครัว และ 24 คนถูกศาลมาเลเซียตัดสินประหารชีวิต
นายสุวัฒน์ บรรยายว่า ทุกวันนี้มีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศทุกวัน โดยเป็นนักท่องเที่ยวกว่า 2,000,000 คน เดินทางไปตั้งรกรากในต่างประเทศทั่วโลกกว่าร้อยประเทศ รวม 1,000,000 กว่าคน และขายรายงานกว่า 500,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานในโควตาของกระทรวงต่างประเทศปีละ 100,000 คน
นายสุวัฒน์ บรรยายว่า คนไทยในต่างประเทศจำนวนหนึ่งสร้างปัญหาซับซ้อนให้เจ้าของประเทศมาก เนื่องจากไปละเมิดกฎหมายต่างประเทศ แต่การช่วยเหลือและติดต่อขอให้ส่งตัวกลับประเทศไทย เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะบางคนถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ซึ่งสำนักงานกงสุลไทยในประเทศเหล่านั้นเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้
นายสุวัฒน์ บรรยายว่า คนไทยที่มีพฤติกรรมชอบละเมิดกฎหมายต่างประเทศ ต้องระวังให้ดีเพราะกฎหมายต่างประเทศเข้มแข็งกว่าไทย กรมการกงสุลไทยแทบจะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ ตัวอย่าง 24 รายที่ถูกศาลมาเลเซียสั่งประหารชีวิต หลังจากจับได้ว่าค้ายาเสพติด กรมการกงสุลจะช่วยเหลือด้านคดียากมาก ถ้าไม่ใช่ครอบครัวผู้เสียหายจัดการเอง แต่หลายคนจะเข้าใจผิด คิดว่าสถานกงสุลไทยในต่างประเทศจะสามารถช่วยเหลือด้านคดีได้
นายสุวัฒน์ บรรยายอีกว่า ปัญหาใหม่ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ตอนนี้คือ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกหลอกไปใช้แรงงานในประเทศมาเลเซีย โดยมีนายหน้ามารับตัวไป แล้วส่งไปอยู่ตามร้านเสริมสวย สปา และส่วนมากถูกบังคับให้ค้าประเวณีด้วย บางรายถูกเจ้านายข่มขืนจนตั้งท้อง เนื่องจากกฎหมายมาเลเซียห้ามทำแท้ง ทำให้ต้องปล่อยให้คลอดลูกออกมา จึงยิ่งตอกย้ำให้ชีวิตในต่างแดนรันทดมากขึ้น
“ปีที่ผ่านมา มีสถิติที่ได้จากการร้องเรียนว่าถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศเกินกว่า 1,000 ราย ซึ่งนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีอีกส่วนที่ยินยอมค้าประเวณี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนภาคอีสานและภาคเหนือ แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่า มีสาวมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ค้าประเวณีด้วยหรือไม่” นายสุวัฒน์ กล่าว
นายสุวัฒน์ บรรยายว่า ผู้ที่หลอกสาวไทยไปค้าประเวณีส่วนใหญ่ มักเป็นผู้ใกล้ชิดหรือญาติสนิทที่หลอกว่าจะหางานให้ทำในต่างแดน แต่เมื่อข้ามชายแดนไปแล้วจะมีผู้รอรับไปส่งยังสถานที่เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารไทย หรือร้านสปานวดเท้า จึงขอให้ระวังตัวด้วย เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจจะประสบกับบุตรหลานของชาวจังหวัดชายแดนใต้ได้ เนื่องจากเดินทางไปฝั่งมาเลเซียบ่อย
นายสุวัฒน์ บรรยายด้วยว่า ยังมีหญิงไทยที่มักถูกแก็งค์ชาวต่างชาติหลอกให้ขนยาเสพติดข้ามประเทศทั้งที่ รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะจากหนุ่มชาวประเทศไนจีเรียที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยเฝ้า ติดตามมาระยะหนึ่งนั้น พบว่า มีการทำเป็นขบวนการที่ซับซ้อนและมีการกระทำทารุณต่อผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ อย่างมาก
นายสุวัฒน์ บรรยายว่า เส้นทางการลำเลียงยาเสพติดของชาวไนจีเรีย จะมีการติดต่อสื่อสารกับสาวไทยผ่านโปรแกรมแชททางอินเตอร์เน็ต ซึ่งสาวไทยจะรับสัมพันธ์ด้วยแม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน โดยชายชาวไนจีเรียกลุ่มนี้จะซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศและโอนเงินให้สาวไทย ใช้หลายครั้ง เพื่อให้เหยื่อตายใจ และเมื่อถึงขั้นสนิทสนมกันแล้ว ก็จะหลอกให้ส่งของกลับมายังประเทศไทย โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว หลังจากนั้นหนุ่มไนจีเรียจะข่มขืนเหยื่อจนตั้งท้อง เพื่อให้สามารถส่งของผ่านด่านตรวจได้ง่ายขึ้น
“แก๊งค์ค้ายาจะให้สาวท้องกลืนโคเคนเข้าไปในท้อง เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ก็จะให้เหยื่อถ่ายออกมา แล้วส่งต่อให้พ่อค้ายาเสพติดในประเทศไทย” นายสุวัฒน์ กล่าว
นายสุวัฒน์ บรรยายต่อไปว่า รายล่าสุดที่กรมการกงสุลสามารถช่วยเหลือมาได้ คือเหยื่อสาวไทยที่ถูกจับได้ในประเทศกัมพูชา และถูกศาลประเทศกัมพูชาตัดสินจำคุก 29 ปี แต่สาวไทยคนนี้คลอดลูกในเรือนจำที่นั่น ซึ่งสร้างความโกลาหนให้เจ้าหน้าที่กัมพูชามาก กรมการกงสุลจึงติดต่อขอตัวเด็กกลับมาจดทะเบียนเป็นคนไทยและส่งตัวให้สถาน ดูแลเด็กกำพร้าเลี้ยงดูต่อไปที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ที่มา Thai E-News
ทีนี้ปัญหาก็จะเกิดเนื่องจากมีโพลเปรียบเทียบผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าประชาชนเห็นว่า ดีกว่ารัฐบาลก่อนที่ทำงานมาถึงสามปีเสียอีก
นักการเมืองและแกนนำเหล่านี้จึงไม่น่าจะมั่นใจในอนาคตทางการ เมืองของตน ทางออกที่พอทำได้คือการพยายามแยกรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยให้ออกห่างจากประชาชน ให้ได้ด้วยกลเม็ดต่างๆ เช่นการแสดงภาพยอมสยบต่อฝ่ายเผด็จการในรูปแบบต่างๆทั้งวาจาและการกระทำโดย หวังกันว่าฝ่ายเผด็จการจะเอ็นดูตนเหมือนสุนัขที่เก็บมาเลี้ยง
คดีความต่างๆก็ดูเหมือนจะมีการจัดฉากให้ไม่สามารถหาคนมารับผิด ชอบได้ มีแต่การเล่นละครให้ดูขึงขังไปเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังคงพูดกันต่อไป กระซิบ กระซาบกันต่อไป
สรุปแล้วการยึดอำนาจดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำได้ และต้องรีบลงมือก่อนที่จะมีการแก้กฎหมายทหารจากรัฐสภา แต่ปัญหาก็คือ จะมีทหารสักเท่าไรที่จะออกมาฆ่าประชาชนได้สนุกมือเหมือนครั้งที่ผ่านมา
คงมีแต่เรื่องสถาบัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นที่สนใจของต่างประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบเดียวกับไทย แต่เรื่องนี้ฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปกลับจะต้องการใช้ประเด็นนี้เพราะส่วนมากจะ เป็นนักวางแผนรุ่นโบราณ ถนัดแต่การสั่ง การบังคับและการใช้กำลัง จุดอ่อนจึงจะเกิดจากจุดนี้
ที่มา Thai E-News
8 กุมภาพันธ์ 2555
ที่มา มติชนออนไลน์
ภาย หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตลอดจน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปรามให้ผู้รณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยุติการเคลื่อนไหว
นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า
"ถ้า นี่เป็นประเทศที่มีกฎเกณฑ์ มารยาทการเมืองแบบประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี จะต้องไล่ ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งทันที
"ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รองนายกฯ และ ผบ.ทบ.) คุณไม่มีสิทธิ์ มา ′ปราม′ ไม่ให้ประชาชนแสดงความเห็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง
"นี่เป็นการ ′เสียมารยาท′ ′เสียบรรทัดฐาน′ เป็นการแสดงความไม่มีความรู้พื้นฐานของความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยเลย
"การแสดงความเห็นจะแก้หรือจะเลิกกฎหมายฉบับใด เป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นพลเมือง ที่ละเมิดไม่ได้ครับ"
/////
"พูด จริงๆ บางทีอ่านข่าวประเภทยุทธศักดิ์ หรือเฉลิม เรื่อง 112 แล้ว รู้สึกว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ เสียเสียงที่เลือกเปล่าๆ (ขอคืนได้ไหมฟะ?)
"คือ คุณไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเรื่อง 112 ก็พูดว่า ′ไม่เห็นด้วย เราไม่ยกมือให้′ อะไรแบบนั้น ก็พอ
"คุณมีสิทธิอะไรมาปราม ทำอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่คนอื่น
"ถามจริงๆ"
//////////
"คุณยิ่งลักษณ์ครับ
"รัฐมนตรีของคุณ กำลังละเมิดหลักการปกครองประชาธิปไตย ละเมิดหลักการรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิมนุษยชน
"พวกคุณไม่ใช่เจ้าของประเทศคนเดียว ไม่ใช่เจ้านายเหนือหัวของราษฎร
"มีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวปราม-ขู่การใช้สิทธิ์เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงกฎหมายของราษฎรครับ?
"มันชักจะมากไปแล้วนะครับ"
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51