WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 12, 2012

"เครือข่ายศิลปิน" เปิดโครงการ “เล่าเรื่องโกง” ผ่านเรื่องสั้น – หนังสั้น ให้คนไทยเท่าทันคอรัปชั่น

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปชี้ดึง 11 นักเขียน 11 ผู้กำกับ เล่าเรื่องโกงผ่านเรื่องสั้น-หนังสั้น ทั้งเปิดโอกาสให้นักเขียน-ผู้กำกับหน้าใหม่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานปลุกกระแส สังคมรู้ทันภัยร้าย “โกง” นำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ หลังพบสถิติสังคมยอมรับการคอรัปชั่นสูงถึง 64.5 %




10 ก.พ. 55 - เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป สำนักงานปฏิรูป สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กองทุนศรีบูรพา สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเครือข่ายสังคมคุณธรรม ศูนย์คุณธรรม เปิดตัวโครงการ “เล่าเรื่องโกง” เท่าทันการโกง (Corruption Literacy) ผ่านศิลปิน “เรื่องสั้น” “หนังสั้น” และ “ละครเร่” เผยมี 11 นักเขียน 11 ผู้กำกับแถวหน้าของประเทศมา “เล่าเรื่องโกง” เป็น 11 เรื่องสั้น 10 หนังสั้น ต่อต้านการโกงหรือคอรัปชั่นที่เกิดขึ้น สร้างค่านิยมต่อสังคมไทยให้เท่าทันโกง
โดยนายดนัย หวังบุญชัย กรรมการและหน่วยเลขานุการ เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า เมื่อปีที่ผ่านมาองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี ค.ศ. 2011 พบว่าประเทศไทยโกงเยอะขึ้นติดอันดับที่ 80 จาก 182 ประเทศ และในขณะเดียวกันจากการสำรวจของศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบคโพลล์) เกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น พบว่า คนไทยมองว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลมีทุจริตคอรัปชั่นทั้งนั้น ถ้าทุจริตคอรัปชั่นแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรืองประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์ด้วย ก็ยอมรับได้สูงถึง 64.5 % ซึ่งจากผลการสำรวจดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยมีความไม่เป็น ธรรมและความเลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดการทุจริตคอรัปชั่น ที่เป็นเสมือนการทำลายประเทศ ทำให้การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ขาดโอกาส ขาดศักยภาพ ทางคณะกรรมการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปจึงได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทำโครงการ “เล่าเรื่องโกง” เท่าทันการโกง ผ่านศิลปิน “เรื่องสั้น” “หนังสั้น” และ “ละครเร่” ขึ้น โดยมีนักเขียนมาร่วมเล่าเรื่องราวการโกงถึง 11 คน อาทิ อัศศิริ ธรรมโชติ, คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์, ชาติ กอบจิตติ, ประภัสสร เสวิกุล, ไพฑูรย์ ธัญญา, วินทร์ เลียววาริณ, บินหลา สันกาลาคีรี, เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์, ปราบดา หยุ่น, วัชระ สัจจะสารสิน และอุทิศ เหมะมูล ซึ่งนอกจากนักเขียนแล้ว ยังมีผู้กำกับชื่อดังอีก 11 คน อาทิ เป็นเอก รัตนเรือง, นนทรีย์ นิมิบุตร,บัณฑิต ทองดี, ก้องเกียรติ โขมศิริ, อุรุพงษ์ รักษาสัตย์, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, โสภณ ศักดาพิศิษฐ์, พิมพกา โตวิระ, ทราย เจริญปุระ- ชาคร ไชยปรีชา และอนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง มารวมตัวกันและสร้างสรรค์หนังสั้น 10 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการ “โกง” ในรูปแบบต่างๆ ที่มีในสังคม เพื่อสะท้อนให้สังคมได้หันกลับไปมองหรือดูแล้วรับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ มีอยู่จริง
“นอกจากเขียน 11 คน ผู้กำกับ 11คน แล้วโครงการ “เล่าเรื่องโกง” ยังเปิดโอกาสให้ทั้งนักเขียนผู้มีไฟ และผู้กำกับหน้าใหม่มาสร้างสรรค์ผลงานผ่าน เรื่องสั้น และหนังสั้นอีกประเภทละ 10 เรื่อง เพื่อต่อต้านการโกงหรือการคอรัปชั่น ซึ่งผู้ที่สนใจต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการ “เล่าเรื่องโกง” เท่าทันการโกง (Corruption Literacy) ผ่านศิลปิน “เรื่องสั้น” “หนังสั้น” สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครได้ที่ www.artculture4health.com โดยจะเปิดรับตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และจะประกาศผลวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นี้ จากนั้นผลงานการเขียนทั้ง 21 เรื่องจะถูกมารวมเป็นเล่มร่วมกัน และหนังสั้นทั้ง 20 เรื่องของ จะนำไปจัดแสดง พร้อมการแสดงละครเร่ จากกลุ่มเด็กรักป่า จ.สุรินทร์ ในการประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคมและ 1 เมษายน 2555 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนาต่อไป” ประธานคณะกรรมการครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป กล่าว

ตำรวจเลื่อนรายงานตัว “ก้านธูป” ไม่มีกำหนด

ที่มา ประชาไท

10 ก.พ. 55 – สืบเนื่องจากการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ “ก้านธูป” นักศึกษาปี 1 คณะ สังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ก่อนหน้านี้มีกำหนดให้ผู้ต้องหาต้องไปรายงานตัวกับสถานีตำรวจบางเขนซึ่ง เป็นเจ้าของสำนวนสั่งฟ้องในวันที่ 11 ก.พ. นั้น

วันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นเจ้าของคดี พ.ต.ท. แบ๊งค์ บัวนวล ได้แจ้งกับผู้ต้องหา “ก้านธูป” ว่า ให้เลื่อนการรายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหาออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากทางตำรวจอาจจะตัดสินใจไม่สั่งฟ้องจำเลย

เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานว่า ล่าสุด ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ รักษาราชการแทน(รรท.)รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดตรวจสอบคดี “ก้านธูป” ซึ่งมีผู้ระบุว่าเผยแพร่ข้อความหมิ่นเบื้องสูงทางอินเทอร์เน็ต ว่า คดีดังกล่าวเมื่อมารับหน้าที่ก็ได้ทำต่อ โดยช่วงนั้นน้ำท่วมโรงพัก(สน.บางเขน)ก็ท่วม งานเลยชะลอไปและมีการเปลี่ยนแปลงพนักงานสอบสวน เมื่อได้รื้อฟื้นเอกสารมาตรวจสอบใหม่พบว่ามีประเด็นที่ต้องสอบเพิ่มเติมอยู่ จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอซีที ส่วนหมายเรียกที่เรียกมาสอบเพิ่มเติมก็ให้ชะลอไว้ก่อน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการแจ้งข้อหาแต่อย่างใด เรื่องนี้มีขั้นตอนตามกฎหมายอยู่แล้ว

“ตำรวจทำงานอย่างตรงไปตรงมาทุกคนอยู่ใต้กฎหมายไทย หากผิดก็คือผิด ไม่ผิดก็คือไม่ผิด หากผิดแล้วบอกว่าเขาไม่ผิดต่อไปก็เคารพตัวเองไม่ได้ แต่หากไม่ผิดก็ต้องกล้าบอกว่าไม่ผิดด้วยเหตุผลใด ถึงขั้นตอนนี้อยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น โดยต้องสอบผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์ให้ชัดเจนมากกว่านี้” รรท.รอง ผบช.น.กล่าว

พล.ต.ต.นเรศ กล่าวว่า หากมีคนกล่าวอ้างต้องดูว่าถูกทำขึ้นหรือไม่ เป็นของจริงหรือไม่ ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน เบื้องต้นยังไม่ได้สอบสวนก้านธูป ซึ่งการจะไปสอบได้นั้นก็ต้องรวบรวมพยาน หลักฐานให้ชัดเจนก่อน เรื่องนี้คุยกับ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น.บอกว่าต้องมีเหตุผลคือไม่ผิดเพราะอะไร หรือผิดเพราะอะไร ต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นใครก็กล่าวหากันได้ ใครก็หลุดคดีได้ เรื่องอย่างนี้ทำเล่นๆไม่ได้ หลวมก็ไม่ได้ แต่ต้องขอเวลาก่อน ก่อนหน้านี้ก็ไปคุยกับทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) รวมถึงกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)มาแล้ว ต้องให้เวลาด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่าก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวน สน.บางเขน รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้ว รวมทั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ก็ไม่ได้ยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้โพสต์ข้อความ พนักงานจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง "ก้านธูป" เนื่องจากหากส่งฟ้องไปศาลก็ยกฟ้อง เพราะสอบพยานหลักฐานแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นคนโพสต์ข้อความดังกล่าว และช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิด ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเพียง 13-14 ปี ไม่น่าจะมีความคิดเห็นที่รุนแรงทางการเมือง พนักงานสอบสวนจึงสันนิษฐานว่ามีผู้อื่นไปโพสต์ข้อความแทนโดยใช้ชื่อ "ก้านธูป"

แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่าสำนวนคดีดังกล่าว พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องมา 3 เดือนกว่าแล้ว และทำเรื่องเสนอความเห็นเสนอไม่ฟ้องไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) แต่ทาง บก.น.2 มีความเห็น ให้สอบ"ก้านธูป"เพิ่มเติม พนักงานสอบสวนสน.บางเขนจึงจำเป็นจะต้องออกหมายเรียกมาสอบเพิ่มเติมตามขั้น ตอนกฎหมาย กระทั่งมีการเปลี่ยนชุดตรวจสอบคดีใหม่เป็นพล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ จึงให้ชะลอออกหมายเรียกสอบเพิ่มเติมไปก่อนจนกว่าจะรวบรวมพยานหลักพิสูจน์ได้ ชัดเจน

“ก้านธูป” เปิดเผยกับประชาไทว่า หลังจากที่ทราบข่าวในวันนี้ ตนค่อนข้างรู้สึกแปลกใจมาก และค่อนข้างสับสน เนื่องจากมิได้รับแจ้งจากตำรวจโดยตรง แต่กลับรู้มาจากบุคคลอื่นก่อน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ยืนยันกับทนายความและตำรวจเจ้าของคดีแล้ว ก็รู้สึกลำบากใจ เนื่องจากได้มารับทราบอย่างกะทันหัน และในขณะนี้สถานะของคดีก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน

ทั้งนี้ “ก้านธูป” ระบุว่า ได้ตัดสินใจยกเลิกกิจกรรมให้กำลังใจที่เดิมวางแผนไว้ในวันเสาร์เช้า 10 โมง บริเวณหน้าสถานีตำรวจบางเขน และตนเองจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับ “ไท” ปณิธาน พฤกษาเกษมสุขที่จะเริ่มประท้วงอดอาหาร 112 ชั่วโมงบริเวณหน้าศาลอาญา เวลา 4 โมงเย็นแทน

กรรม!การ์ดนปช.นัดล้านคนโบนันซ่าต้านแก้112 ฯพณฯอารี ไกรนรา กดLikeในเฟซบุ๊คคอนเฟิร์ม

ที่มา Thai E-News



คลิปปาฐกถาของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง ‘ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง’ และเสวนาเรื่อง "สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย" โดย ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ และ ดร.สุรพศ ทวีศักดิ์ (รายละเอียดเพิ่มเติม www.konthaiuk.eu)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 กุมภาพันธ์ 2555

เดลินิวส์รายงานข่าวหัวข้อ การ์ดเสื้อแดงประกาศต้านแก้ม.112ที่โบนันซ่า ว่า เมื่อว้ันที่ 10 ก.พ. นายอารี ไกรนรา ผู้ช่วยเลขา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าการ์ดคนเสื้อแดง เปิดเผยถึงกรณีณีที่กลุ่มนักวิชาการ ในนามคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 ( ครก.112 ) ออกมารณรงค์แก้ไข ประมวลกฏหมายอาญา ม.112 นั้นก็เป็นสิทธิของกลุ่มดังกล่าว แต่ยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่นอน โดยจะประกาศจุดยืนบนเวทีเขาใหญ่ โบนันซ่า นัดรวมพลคนเสื้อแดงแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 และต่อต้านการแก้ไข ม.112 อย่างชัดเจน ไม่ว่าเวทีไหนของคนเสื้อแดงมีเจตนารมย์ตรงกัน

หากมีการรณรงค์ล่ารายซื่อแก้ไข ม.112 ให้ไปทำเวทีอื่นไม่ให้มาร่วมใช้เวทีของคนเสื้อแดงแน่นอน ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในวันดังกล่าว ตนคาดว่าจะโฟนเข้ามาร้องเพลง ทุกคนสามารถเข้าไปร่วมงานได้เนื่องจากเจ้าของสถานที่ได้จัดพื้นที่ไว้กว้าง ขวางสามารถรองรับคนได้ 1 ล้านคนขึ้นไป และได้เตรียมสร้างห้องน้ำไว้จำนวนเกือบ 200 ห้อง มีวงดนตรีซื่อดังมาบรรเลงตลอดงานตั้งแต่เวลา 12.00 น.ของวันที่ 25 ก.พ.จนถึง เวลา 06.00 น.ของวันที่ 26 ก.พ. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด พร้อมจัดที่จอดรถไว้ด้วยนำรถมาจอดใกล้งานได้เป็นหมื่นคัน

ฯพณฯการ์ดเสื้อแดงกดlike ข่าวการ์ดเสื้อแดงประกาศต้านแก้ม.112ที่โบนันซ่า


ทั้งนี้เมื่อไทยอีนิวส์ตรวจสอบไปที่เฟซบุ๊คของอารี ไกรนรา ปรากฎว่าสถานะของเฟซบุ๊คอารี ไกรนรา ได้กดlike หรือ ถูกใจ ลิ้งค์ข่าว การ์ดเสื้อแดงประกาศต้านแก้ม.112ที่โบนันซ่าด้วย

นปช.เร่งเดินสายอีสานเปิดเวทีขับเคลื่อนแก้ ม.112

ขณะที่สำนักข่าวเนชั่น รายงาน ว่า นายคารม พลพรกลาง ประธานสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและสังคม และนายเทิดศักดิ์ บำรุงชัย ประธาน นปช.ชัยภูมิ ร่วมกันเปิดเวทีสร้างความเข้าใจเรื่องกฎหมาย ต่อตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ชัยภูมิ กว่า 500 คน ที่โรงแรมเลิศนิมิต ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

นายคารม กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง เท่านั้น แต่เปิดเวทีให้ ทุกสีทุกฝ่ายสามารถมาร่วมได้ แต่อาจจะมีคนเสื้อแดงสนใจมาร่วมมากกว่า เพื่อที่จะต้องการมาสร้างความเข้าใจในด้านกฎหมาย และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนได้รับรู้ในรายละเอียดมากขึ้น เพื่อไม่ต้องการให้นำไปสู่ความขัดแย้ง

กฎหมายทุกเรื่องสามารถแก้ได้ ไม่เฉพาะมาตรา 112 ไม่อยากให้นำไปเป็นประเด็นการเมือง เพราะทุกคนที่เป็นคนไทย ไม่มีใครกล้าที่จะไปกระทบสถาบันเบื้องสูงของชาติอย่างแน่นอน อยู่เหนือล้นเกล้าล้นกระหม่อมอยู่แล้ว แต่ต้องมาพูดเรื่องที่ควรแก้ได้ และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ในกระบวนการยุติธรรมทางคดี จากนี้ไป การสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย น่าจะมีมากขึ้นทุกพื้นที่ ซึ่งน่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อให้เวทีให้ความรู้มากขึ้นเข้าใจมากขึ้น ช่วยลดความขัดแย้งในสังคมลงได้ ดีกว่าเผชิญหน้ากันโดยไม่เข้าใจรายละเอียด

"ธงชัย" ชี้112ถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักลัทธิกษัตริย์นิยม นิติราษฎร์ช่วยเสนอทางออกจากปัญหา

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ ได้จัดปาฐกถาในรายการสนทนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ โดยนายธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์คณะประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ได้ปาฐกถาในหัวข้อ “ระบอบสังคมการเมืองที่ขัดฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง”

เนื้อหาส่วนหนึ่งของการปาฐกถาระบุว่านักวิชาการคณะนิติราษฎร์และคณะกรรมการ รณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 คือผู้เกิดก่อนกาล ที่พยายามผลักดันการเปลี่ยนแปลง แต่กลับถูกทำร้ายแทบไม่ได้ผุดได้เกิด ทว่าอนาคตกลับพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์จะยืนอยู่ข้างพวกเขา

นายธงชัยกล่าวถึงประเด็นเรื่องกฎหมายอาญาม.112ว่า ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีการใช้กฎหมายนี้พร่ำเพรื่อนัก และไม่ใช่เครื่องมือบังคับควบคุมความคิดของคน ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงจัดอยู่ที่การหมิ่นประมาท และแทบไม่มีนัยหรือผลกระทบทางการเมือง

แต่กฎหมายหมิ่นฯ เริ่มเป็นอาวุธทรงพลังก็ต่อเมื่อนักลัทธิกษัตริย์นิยมเอากฎหมายมาตราดัง กล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยสถาปนา“ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์” เมื่อช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยถือว่าความผิดนี้ไม่ใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่เป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ”

ส่งผลให้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตกอยู่ใต้กระบวนการยุติธรรมที่ผิดปกติ เช่นเดียวกับบรรดาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงอื่นๆ ภายใต้ระบอบเผด็จการอันยาวนานของไทย

ความบิดเบี้ยวสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ผิดปกติ ก็คือ การที่มักถือว่าจำเลยกระทำความผิดร้ายแรงจนกว่าจำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าตน บริสุทธิ์ ดังนั้น จึงมักไม่ให้ประกันตัว และภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับจำเลยแทนที่จะตกอยู่กับฝ่ายโจทก์ นอกจากนี้ การพิสูจน์ความผิดอาญาโดยปกติต้องเคร่งครัด หากไม่ชัดเจนต้องยกประโยชน์ให้จำเลย แต่คดีความมั่นคงมักตีความกฎหมายอย่างกว้างให้ครอบคลุมการกระทำที่ต้องสงสัย แม้ไม่ชัดเจนก็ตาม ซึ่งคดี “อากง” ช่วยอธิบายความผิดปกติเหล่านี้ได้ดี

นักวิชาการผู้นี้กล่าวต่อว่า ความผิดปกติวิปลาศที่สำคัญที่สุดของกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ก็คือ เนื่องจากเป็นความผิดต่อความมั่นคงจึงเปิดให้ใครก็ตามที่พบเห็นการกระทำที่ สงสัยว่าเข้าข่ายความผิด สามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานได้ ต่างกับคดีหมิ่นประมาททั่วไปซึ่งผู้เสียหายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิฟ้อง

นี่คือเหตุผลที่นิติราษฎร์เสนอให้เอากฎหมายมาตรานี้ออกจากหมวดความมั่นคง คล้ายกันกับที่ คอป. ของนายคณิต ณ นคร ที่พยายามหาทางออกเพื่อแก้ปมปัญหา โดยเสนอว่า ความผิดต่อความมั่นคงชนิดนี้ต้องให้อำนาจแก่ผู้เสียหายหรือหน่วยงานที่รับ ผิดชอบแทนเท่านั้นเป็นผู้ฟ้อง

นายธงชัยระบุอีกว่าม.112 เป็นมากกว่ากฎหมายอาญามาตราหนึ่ง คือเป็นเครื่องมือบังคับควบคุมความคิดของลัทธิ Hyper-royalism โดยการบังคับใช้ม.112 ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การบังคับใช้แบบล่าสุดในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ การใช้ทำลายจิตวิญญาณ หมายถึงการใช้อย่างไร้ความปรานีจนกว่าจะยอมรับสารภาพ คือมักจับไว้ก่อน ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาลับ ลงโทษรุนแรง แต่ให้ความหวังว่าจะพ้นคุกได้เร็วถ้ายอมรับสารภาพ จนหลายคนยอมแพ้ในที่สุด

“นี่คือการทำร้ายถึงจิตวิญญาณ หากต้องการอิสรภาพทางกายต้องยอมแพ้ราบคาบทางมโนสำนึก หลังจากนั้นชีวิตที่มีอิสระทางกายต้องกักขังจิตวิญญาณเสรีไว้ข้างในตลอดไป” ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ กล่าว

นายธงชัยชี้ว่า การจะแก้ม.112 ไม่แก้ แก้แค่ไหนอย่างไร หรือควรยกเลิกไปเลย มิใช่แค่ปัญหาเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ใหญ่โตกว่านั้นมาก และเป็นความขัดแย้งที่มีลักษณะเฉพาะของปัจจุบัน แต่จะส่งผลมหาศาลต่ออนาคตของสถาบันฯ และระบอบประชาธิปไตยของไทย

“ถ้าหากผู้สมาทาน Hyper-royalism ต้องการรักษามาตราศักดิ์สิทธิ์เพื่อหวังรักษาระบอบประชาธิปไตยอำมาตย์ไว้ ก็จะยิ่งผลักให้สถาบันฯ กับประชาธิปไตยขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้น แต่หากไม่อยากให้อันตรายต่อสถาบันฯ และประชาธิปไตยสะสมไปมากกว่านี้ นิติราษฎร์ได้เสนอทางออกหนึ่งไว้ให้แล้วด้วยเจตนาที่ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง ไปถึงจุดที่ทุกคนต้องสลดใจ” นายธงชัยกล่าวและว่า “ในอนาคตอีก 50 ปีข้างหน้า ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่า เป็นความผิดพลาดมหันต์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่ฟังนิติราษฎร์และครก.112 แถมยังผลักไสทำร้ายความปรารถนาดีของพวกเขาเสียอีก”

ลูกชายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดอาหาร 112 ชม. เพื่อเสรีภาพของพ่อ "Free My Day"

ที่มา Thai E-News



11 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ขณะที่สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกพาตัวไปยังเรือนจำสงขลาเพื่อรอขึ้นศาลที่ต่างจังหวัดเป็นนัดสุดท้ายในวัน ที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ทางครอบครัวคุณสมยศ นำโดยภรรยา สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข และลุกชายปฎิธาน (ไท) พฤกษาเกษมสุข ได้รณรงค์เคลือนไหวเพื่อเสรีภาพของคุณสมยศ โดยเฉพาะเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว

ตั้งแต่วันที่ 11 - 16 กุมภาพันธ์ 2555 ไท ลูกชายของสมยศจะทำการอดอาหารประท้วงเพื่อพ่อที่หน้าศาอาญา รัชดา

ทั้งนี้ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)แจ้งกิจกรรม "Free My Day สู้เพื่อพ่อผู้ให้กำเนิด" ไว้ดังนี้

11 กุมภาพันธ์ 2555 ตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไป ให้กำลังใจ "ไท" นายปณิธาน พฤษภาเกษมสุข

ลูกชายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมด้านแรงงาน นักประชาธิปไตย ซึ่งถูกคุมขังด้วยข้อหามาตรา 112 และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมาย
ตลอดการถูกคุมขัง และถูกปฏิเสธการให้ประกันตัวแม้คดียังไม่เป็นที่สิ้นสุด

ในการอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 112 ชั่วโมง บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดา เพื่อเรียกร้องให้บิดาของตนได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม


สถานที่ : หน้าศาลอาญา หรือเรือนจำ
วันที่ : 11 กุมภาพันธ์ (เวลา 15.00 น.) ถึง 16 กุมภาพันธ์ (8.00 น.)


วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 13.00น นัดแถลงข่าวที่รัฐสภา

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 13.00น นัดรวมพล

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 11.00 น. บุคคลสำคัญเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ

วันที่ 13 กุมภาพันธ์
10.00 น. โกนหัวประท้วงร่วมกับตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 10.00น รวบรวมดอกไม้
มีหมอมาตรวจสุขภาพ

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ อดอาหารร่วมกับผู้สนใจตั้งแต่ 6.00น - 18.00น

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ไปยื่นหนังสือให้กระทรวงยุติธรร
ม และเข้าเยี่ยมพ่อ


ขอเชิญประชาชนผู้รักความเป็นธรร
ม อยู่ร่วมเป็นเพื่อนไทได้ตลอด 24 ชั่วโมง


0 0 0 0 0

ทั้งนี้ทีมงานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยแจ้งเชิญขวนว่า ทุกท่านสามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่ไหนก็ทำได้กับการ "รณรงค์ Free My Dad : สู้เพื่อพ่อผู้ให้กำเนิด"

กิจกรรมที่ 1.
วันที่ 13 กพ. 55 ขอเชิญมิตรสหายในแต่ละพื้นที่โกนหัวเพื่อพ่อผู้ให้กำเินิด พร้อมกันทุกพื้นที่

กิจกรรมที่ 2.
วันที่ 15 กพ. 55 ขอเชิญมิตรสหายที่สุขภาพร่างกายและจิตใจพร้อมร่วมอดอาหารตั้งแต่ 06.00 - 18.00 น. (ในกรุงเทพร่วมอดอาหารที่บริเวณหน้าศาลอาญา) ****ในพื้นที่อื่น ๆ ตามสะดวกนะค๊ะ

แล้วส่งรูปถ่าย คลิปวีดีโอ และข่าวมายังลูกตาล
Suwanna Tallek สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-5007232

0 0 0 0 0

ภาพกิจกรรมวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555

โดย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)



14.45 น. อาจารย์สุลักษณ์มาเยี่ยมไท ก่อนที่จะมีการอดอาหารเวลา 16.00 น.
ไทให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน 15.20 น.

แถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนไทย

นาทีที่ 1 ของการอดอาหาร 112 ชั่วโมงครับ


มีเพื่อนๆนักศึกษาต่างชั้นปี ต่างคณะ ต่างสถาบัน มาร่วมนั่งพูดคุยสนทนา
0 0 0 0 0


ดูข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประชาไท:“สมยศ” ตระเวนทั่วไทยสืบพยานถึง “นครสวรรค์”
Free Somyot และ ความเป็นมาของคดี สมยศ พฤกษาเกษมสุข

คุณทักษิณ ถ้าไม่ลำบากนักช่วยอธิบายเรื่องนี้หน่อย

ที่มา Thai E-News




"เปรม" ลดกระจกเรียก "ยิ่งลักษณ์" ไปคุย

(วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555, ทำเนียบรัฐบาล) เวลา 20.00 น. หลังงาน "รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย" ได้เสร็จสิ้นลง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ พร้อมคณะรัฐมนตรี เดินมาส่งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษที่รถ และเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไป

ทั้งนี้ หลังจากที่ พล.อ.เปรม ได้ ขึ้นไปนั่งในรถแล้ว และก่อนที่รถจะเคลื่อนออกจากทำเนียบฯ ปรากฎว่าพล.อ.เปรม ได้ลดกระจกรถลง และเรียกให้นายกฯเข้าไปหา และได้พูดคุยอะไรบางอย่าง ซึ่งนายกฯ ได้ยิ้ม โดยใช้เวลาคุยไม่นาน จากนั้น รถของ พล.อ.เปรม ได้เคลื่อนออกจากทำเนียบฯไป (ดูในคลิปที่ 2 ) / บันทึกภาพไว้ได้ โดย เจเจ สาทร(ที่มา:เว็บไซต์go6)



5 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก นปก.บุกสี่เสาไล่เปรม

( 22 กรกฎาคม 2550 , บ้านสี่เสา เทเวศร์ ) แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ หรือ นปก.ในยุคที่ยังใส่เสื้อเหลือง เคลื่อนขบวนไปขับไล่พล.อ.เปรม พ้นตำแหน่งประธานองคมนตรีที่หน้าบ้านพักสี่เสา เทเวศร์ จบลงด้วยการถูกปราบปรามและกวาดจับแกนนำไปขังคุก ต่อมาได้รวมตัวใหม่ในนาม นปช.และใช้เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ โดยมีการกล่าวโจมตีพล.อ.เปรมอย่างต่อเนื่องว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโค่น ล้มทักษิณ



ทักษิณแฉเปรมเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

( 27 มีนาคม 2552 )ทักษิณ แฉ"ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"ในการชุมนุมใหญ่ปี 2552 โดยพุ่งเป้าชนไปที่พลเอกเปรมอย่างชัดแจ้ง ผลของการชุมนุมหนนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ปี2552

*******
จงเติมคำในช่องว่างให้ถูกต้อง (............)


********
ขอบคุณที่ย้ายมาเรือนจำหลักสี่ข่า่วสั้นๆจากนักโทษการเมือง

ข่าวจากเรือนจำหลักสี่..

ข่าวจากกลุ่มเพื่อนนักโทษการเมืองไทย "Friends of Thai Political Prisoners (FTP)

พี่น้อง ข่าวจากเรือนจำหลักสี่ ด่วนมาก

น้องๆๆทีมงานแจ้งมาว่าตอนนี้พี่น้องเรามีอาการทางจิตหรือเป็นบ้าไปแล้ว 4 คน

อีกสามคนทางทีมงานได้โอนเงินค่ายาไปแล้ว7พันกว่าปายๆๆพี่น้องเราต้องทานยากันแล้ว

สว่นพี่อีกคนยาก็เอาไม่อยู่แล้ว

น้องๆขออาสาสมัครจากพี่น้องที่พอมีเวลาไปเยี่ยมพูดคุยกับคนที่เหลือ

พี่น้องเราอยากได้กำลังใจอยากมีคนไปเยี่ยมมากครับ

ตอนนี้กำลังใจ สำคัญมากเราไม่รู้จะมีอีกกี่คนต้องเป็นบ้าไปอีก

ที่มา่:บอร์ด IF

1รอบศตวรรษปฏิวัติ2455ความคิดล้ำยุคเรื่อง′ประชาธิปไตยสยาม'ของผู้มาก่อนกาลเมื่อ100ปีก่อน

ที่มา Thai E-News




โดย วิภา จิรภาไพศาล
ที่มา มติชนรายวัน

วันที่ 24 มิถุนายน ปีนี้เป็นวันครบรอบ 80 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสู่ "ระบอบประชาธิปไตย" โดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475

หากแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยในประเทศเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นหลายปี

ที่มีหลักฐานเป็นเรื่องเป็นราวคือความพยายาม เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2455 หรือ การปฏิวัติ ร.ศ.130 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

หากคณะ ร.ศ.130 ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากผู้นำสูงสุดเพียงผู้เดียวที่สืบทอดอำนาจด้วย การแต่งตั้ง สู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งแนวทางขณะนั้นคือ "รีพับลิก" แบบฝรั่งเศส, จีน, อเมริกา ฯลฯ หรือ "ลิมิตเต็ด มอนากี้" แบบอังกฤษ, ญี่ปุ่น ฯลฯ

แม้การปฏิวัติจะไม่บรรลุผล แต่ความคิดเรื่องระบอบประชาธิปไตยก็แจ้งเกิดบนเวทีการเมืองสยาม ถึงจะเป็นของผิดกฎหมายก็ตาม

เหตุการณ์ผ่านไปจะครบ 100 ปี ในเดือนเมษายนนี้ ก็คงผ่านไปเหมือนเหตุการณ์อื่นๆ หาก ณัฐพล ใจจริง ค้นคว้าเอกสารหลายฉบับที่ทำให้เราท่านได้เห็นความคิดของผู้นำฝ่ายต่างๆ ในนิตยสาร "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ในบทความชื่อว่า "สยามบน′ทางสองแพร่ง′ : 1 ศตวรรษของพยายามปฏิวัติ ร.ศ.130"

ความเห็นของผู้นำในคณะ ร.ศ.130 ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบ่งเป็น 2 แนวคิด คือ รีพับลิก และลิมิตเต็ด มอนากี้ กลุ่มผู้ก่อการได้แก่ ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์, ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์, ร.ท.จรูญ ณ บางช้าง, ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์, ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์, ร.ต.เขียน อุทัยกุล, ร.ต.วาส วาสนา, ฯลฯ มีแนวคิดให้เปลี่ยนเป็นการปกครองแบบ "รีพับลิก"

โดยให้เหตุว่า 1.การปกครองแบบ "ลิมิตเต็ด มอนากี้" อาจทำให้เกิดการหมุนกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีก 2.ประหยัดงบประมาณแผ่นดินในส่วนของราชสำนัก 3.ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้ปกครอง (ประธานาธิบดี)
ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (หมอเหล็ง ศรีจันทร์) ผู้นำของคณะนักปฏิวัติ พ.ศ.2455 หรือ 100 ปีที่แล้ว

ในบันทึกที่ชื่อ "ว่าด้วยความเสื่อมซามแลความเจริญของประเทศ" หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่เขียนด้วยลายมือของ ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง) บันทึกว่า

"ถ้าประเทศหนึ่งประเทศใด รู้จักจัดการปกครองดี โดยใช้กฎหมายแลแบบธรรมเนียมที่ยุติธรรมซึ่งไม่กดขี่และเบียดเบียนให้ราษฎร ได้รับความเดือดร้อน ประเทศนั้นก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองแลศรีวิลัยยิ่งขึ้นทุกที เพราะราษฎรได้รับความอิศรภาพเสมอหน้ากัน ไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้าสำหรับกดคอกันเล่นดังเช่นประเทศซึ่งอยู่ในยุโหรปแล อเมริกา"

กลุ่มของสมาชิกที่เพิ่มขึ้นภายหลัง ค่อนข้างประนีประนอม มีแนวคิดให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบ "ลิมิตเต็ด มอนากี้" โดยให้เหตุผลว่า 1.ประชาชนยัง "โง่เขลา" 2.ผู้ปกครองที่เสียอำนาจไม่ได้เคียดแค้นทำตัวเป็นศัตรูตลอดกาลขณะที่พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าเกล้าอยู่หัวผู้นำสูงสุดที่ปกครองบ้านเมืองในขณะ นั้น ทรงมีความคิดเห็นต่างออกไป


คำว่า "ศรีวิลัย" ของ ร.ศ.130 ซึ่งถอดมาจาก "civilize" พระองค์ทรงใช้วิธีเขียนทับศัพท์ว่า "ศิวิไลซ์" และทรงวินิจฉัยความหมายของคำว่า เป็นภาวะที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความตกต่ำเสื่อมทรามทั้งคุณธรรมและจริยธรรม โดยความเสื่อมทรามดังกล่าวเกิดจากการเลียนแบบชาวยุโรป

นอกจากนี้ยังมีพระบรมราชวินิจฉัยถึง "ความเสมอภาค" ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสร้างให้เกิดขึ้น แม้ระบอบประชาธิปไตยที่มักอ้างอิงเรื่องของความเสมอภาคก็ไม่สามารถสร้างความ เสมอภาคได้เช่นกัน

โดยจดหมายเหตุรายวันในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวบันทึกเรื่องนี้ว่า

"การที่จะแก้ไขความไม่เสมอหน้ากันและแก้ความไม่พอใจอันบังเกิดขึ้นแต่ความ ไม่เสมอหน้ากันนั้นก็เห็นจะมียาอยู่ขนานเดียวที่จะแก้ได้ คือ การจัดลักษณการปกครองเปนอย่างประชาธิปไตย

แต่ยาขนานนี้ก็ได้มีชาติต่างๆ ลองใช้กันมาหลายรายแล้ว มีจีนเปนที่สุด ก็ยังไม่เห็นว่าเปนผลได้จริง ไม่บำบัด ′โรคอิจฉา′ และ ′โรคมักใหญ่มักมาก′ แห่งพลเมือง จึ่งเปนที่จนใจอยู่"

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงโต้แย้งข้อกล่าวหาของ "คณะ ร.ศ.130" ที่วิจารณ์การบริหารราชการภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเหตุให้เกิดคน ยากจนมากมายในราชอาณาจักรว่า

ไม่มีหลักฐานใดชี้ว่าพสกนิกรของพระองค์อดตาย พระองค์ทรงยกตัวอย่างว่า ณ เวลานั้น รถไฟของสยามยังบรรทุกคนหัวเมืองหรือ "ชาวบ้านนอก" เข้ามายังกรุงเทพฯ ตลอดเวลาเพื่อมาเล่นการพนันและหวย พสกนิกรของพระองค์มีที่ดิน มีอาหารบริบูรณ์ เงินไม่มีความสำคัญกับพวกเขา

ในพระราชนิพนธ์ "โคลนติดล้อ" บทที่ 7 เรื่อง ความจนไม่มีจริง พระองค์ทรงยืนยันว่า เงินมีประโยชน์สำหรับพสกนิกรของพระองค์เพียง 2 ประการเท่านั้น คือ "(1) เสียภาษีและ (2) เล่นการพนัน"

ตัวอย่างความคิดเห็นของผู้นำฝ่ายต่างๆ ที่ยกมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงบ้างส่วนจากบทความของณัฐพล ที่ช่วยทำให้เราเห็นทัศนคติของบรรดาผู้นำที่มีต่อประชาชน ต่อบ้านเมือง ในอดีต และยังมีผลจนถึงปัจจุบัน


........

(ที่มา:มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 7 ก.พ.2555) บทความเดิมชื่อ ความคิดเห็นเรื่อง′ประชาธิปไตย′ ของผู้นำสยามเมื่อ พ.ศ.2455

เปิดเอกสารหายากที่เพิ่งค้นพบสายธารปฏิวัติไทย ร่วมใจฉลองปีมหามงคล 80ปี2475-100ปีร.ศ.130

ที่มา Thai E-News



2555 ปีมหามงคลประชาชนไทย-ปีนี้เป็นวาระมหามงคลของประชาชนชาวไทย เป็นโอกาสครบรอบ 80 ปีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และวาระครบ 100 ปีกบฎร.ศ.130( 27 กุมภาพันธ์ 2455) แม้เหตุการณ์สำคัญยิ่งนี้จะถูกทำให้พร่าเลือนลืมหลง ประชาชนไทยพึงรู้เถิดว่า"ประวัติศาสตร์ยังตื่นอยู่เสมอสำหรับชนชั้น หลัง"(ภาพ:ประชาทอล์ก)


โดย ณัฐพล ใจจริง
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม กุึมภาพันธ์ 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความชุดนี้นำมาจากเอกสารชื่อ จาก“คณะร.ศ.130” ถึง “คณะราษฎร” :ความเป็นมาของความคิด“ประชาธิปไตย”ในประเทศไทย เขียนโดย ณัฐพล ใจจริง ท่านสามารถดาวน์โหลดอ่านเอกสารต้นฉบับได้ตามลิ้งค์ http://www.rsu-cyberu.com/leadership/media/Leadership_Forum/RorSor130.pdf


1 ศตวรรษบรรพชนปฏิวัติ 2455--คณะกบฎ รศ.130( พ.ศ.2455 หรือ 100 ปีที่แล้ว) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนายทหารหนุ่ม ได้แรงบัลดาลใจจากการปฏิวัติซินไห่ ของหมอซุนยัดเซ็น โดยต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบ สาธารณรัฐแบบเดียวกับจีน

แต่ต่อมามีสมาชิกอาวุโสเพิ่มเติมเข้ามาในคณะก่อการมากขึ้น เสนอให้เปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญก็พอ

นิตยศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นำเสนอบทความเรื่อง จาก "คณะ ร.ศ.130" ถึง "คณะราษฎร": ความเป็นมาของความคิด "ประชาธิปไตย" ในประเทศไทย ของ ณัฐพล ใจจริง ที่นำเสนอหลักฐานใหม่ว่า แกนนำผู้ริเริ่มก่อการปฏิวัติรศ.130(พ.ศ.2455 หรือ 99 ปีที่แล้ว)ต้องการยกเลิกระบอบราชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบ สาธารณรัฐ อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดได้ลงมติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบลิมิเต็ดมอร์นา กี้

โดย ณัฐพล ตั้งคำถามว่า ระบอบ "ประชาธิปไตย" ตามความคิดของ "กบฏ ร.ศ.130" ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างสูงไปยัง "คณะราษฎร" ในปี 2475 นั้น คือ ประชาธิปไตยแบบใด ก่อนที่ณัฐพลจะให้คำตอบว่า แกนนำของคณะ ร.ศ.130 มีความคิดโน้มเอียงไปในทาง "รีปัปลิ๊ก"(สาธารณรัฐ) อย่างไรก็ดีในท้ายที่สุดคณะราษฎรได้ลงเอยด้วยการเลือกระบอบลิมิเต็ด มอร์นากี้(กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ) แบบเดียวกับที่คณะรศ.130ได้ลงมติในตอนท้ายสุด


สยามในบริบทของการปฏิวัติแห่งศตวรรษที 20

แทบไม่น่าเชื่อ เมื่อรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ถูกสถาปนาขึ้นจากกระบวนการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองกลับเข้าสู่พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯได้ปรากฎผลสำเร็จขึนในปี 2435 แต่เพียงราว 2 ปี ภายหลังรัชกาลของพระผู้ทรงสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และพระผู้ทรงเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างของสยามได้สิ้น สุดลง(2453) ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นพระราชมรดกของพระองค์ได้ถูกท้าทายอย่างหนัก หน่วงจากกระแสความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ที่ก่อตัวขึ้น

ในกลุ่มคนชั้นใหม่ภายในสังคมสยาม ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. 130 (2455) รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เข้าจับกุมกลุ่มนายทหารและพลเรือนหัวก้าวหน้า กลุ่มหนึ่งที่คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบ“ประชาธิปไตย”

( ยังคงมีข้อถกเถียงกันในวันที “คณะ ร.ศ. 130” ถูกจับกุม จากบันทึกความทรงจำของร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ใน คน 60 ปี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฏกษัตริยาราม 21
ธันวาคม 2523(กรุงเทพฯ : หจก.เซ็นทรัลเอ็กเพรสศึกษาการพิมพ์, 2523), หน้า 111 และ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต.
เนตร พูนวิวัฒน์ , หมอเหล็งรำลึก: ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.130(พ.ศ.2454) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานศพ
ของร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์(นายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 19 เมษายน 2503 , (กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์กิมหลีหงวน), หน้า 83 ระบุว่า วันที ถูกจับกุมคือ 27 กุมภาพันธ์ 2454 (นับอย่างใหม่ คือ 2455)

แต่การศึกษาของแถมสุข นุ่มนนท์ , ยังเติร์กรุ่นแรก กบฎ ร.ศ. 130 (กรุงเทพฯ : เรืองศิลป์, 2522),หน้า196 และอัจฉราพร
กมุทพิสมัย, กบฏ ร.ศ. 130 กบฏเพื อประชาธิปไตย : แนวคิดทหารใหม่ (กรุงเทพฯ : อมรินทร์วิชาการ, 2540), หน้า
188 ระบุว่า วันที ถูกจับกุม คือ 1 มีนาคม 2454 (นับอย่างใหม่ คือ 2455) )

แม้ว่า ที่ผ่านมาจะมีหนังสือและงานวิจัยที่ชิ้นสำคัญทำการศึกษาประวัติศาสตร์ของ ความพยายามที่เปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงดังกล่าวก็ตาม เช่น งานของแถมสุข นุ่มนนท์ ที่มุ่งเน้น การศึกษาเหตุการณ์ที เรียกว่า “กบฎร.ศ.130”

อัจฉราภรณ์ กมุทพิศสมัย ที ศึกษาการปรับตัวของกองทัพสยามสมัยใหม่ ส่วนกุลลดา เกษบุญชู-มี้ด ที่ศึกษาการการล่มสลายของรัฐ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม โดยพินิจไปที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จากรัฐศักดินามาสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเคลื่อนไปสู่รัฐประชาชาติเป็น ผลมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนชั้นศักดินากับกลุ่มคนชั้นใหม่ที่กำเนิด ขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานศึกษาชิ้นใดที่มุ่งไปตรงไปยังตัวความคิดทางการเมืองที่เรียกกัน ว่า“ประชาธิปไตย”อันเริ่มต้นจาก “คณะ ร.ศ.130” อย่างเป็นระบบเท่าที่ควร

ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาในเชิงประวัติความคิดทางการเมืองไทย ด้วยวิธีการตีความข้อมูลและตัวบททางประวัติศาสตร์

คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผู้เขียนเกี่ยวกับความพยายามปฏิวัติทางการเมืองของ “คณะร.ศ.130” คือ พวกเขามีความต้องการเปลี่ยนการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามไปสู่ ระบอบใด หรือแบบใดกันแน่ รวมถึง ผู้เขียนต้องการทราบว่า ผู้คนในสังคมสยามขณะนั้น รับรู้ความคิดถึงแบบการปกครองนั้นได้อย่างไร

มีร่องรอยการปรากฏตัวของความคิดถึงแบบการปกครองนั้นๆในการปฏิวัติ 2475 หรือไม่ และมีความสัมพันธ์ระหว่าง “คณะร.ศ.130” กับ “คณะราษฎร” อย่างไร

การอำพรางความคิด“ประชาธิปไตย”ของ “คณะร.ศ.130”


กว่า 3 ทศวรรษที่มีการศึกษา “คณะร.ศ.130” นักวิชาการได้ใช้เอกสารชั้นต้นในหอจดหมายเหตุ และบันทึกความทรงจำของสมาชิกคณะร.ศ.130 โดยเฉพาะอย่างยิ งบันทึกที ชื อ “หมอเหล็งรำลึก:ประวัติปฏิวัติครั้งแรกของไทย ร.ศ.130(พ.ศ.2454)” ที เขียนโดยร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์และร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ พิมพ์เผยแพร่ในงานศพของร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์ เมื่อปี 2503

แต่ผู้เขียนยังคงไม่ได้รับคำตอบอย่างพอใจถึงแบบของการปกครองใดกันแน่ที่พวก เขาต้องการ ในบันทึกเล่มดังกล่าว ร.ต.เหรียญ และร.ต.เนตรบันทึกที กำกวมเพียงว่า “ที่ประชุมลงมติให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่มี กษัตริย์เหนือกฎหมายเป็นประชาธิปไตยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ดังนั้น คำถามที่ผุดในใจของผู้เขียน คือ อะไร คือ ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ในช่วงบริบทแห่งชีวิตและในความคิดของพวกเขา ตลอดจน พวกเขาได้อำพราง“ประชาธิปไตย”ของพวกเขาในบริบททางการเมืองที เปลี ยนไปอย่างไร7

การเริ่ มต้นตอบคำถามข้างต้น ผู้เขียนพบว่า งานศึกษาในเรื่องเหตุการณ์ร.ศ.130นั้น ล้วนอ้างอิงจาก“หมอเหล็งรำลึก”ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามที่ผู้เขียนต้องการ ทราบได้ อีกทั้งแทบไม่มีใครให้ความสนใจกับคำว่า“ประชาธิปไตย”ที่ ปรากฏในงานเขียนของพวกเขาว่า หมายความว่าอย่างไร


อีกทั้งปราศจากการถอดรหัส ความหมายของคำดังกล่าวของพวกเขา จนกระทั่ังผู้เขียนได้พบหนังสือเล่มเขียนโดย ร.อ. เหล็ง และ ร.ต. เนตร ชื อ “ปฏิวัติ ร.ศ.130” ซึ งเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาถึงเป้าหมายทางการเมืองของพวกเขา โดยเฉพาะแกนนำในครั้งนั้น

หนังสือเล่มนี้พิมพ์แรกในปี 2484 โดยมีปรีดี พนมยงค์ แกนนำของ“คณะราษฎร” และผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแกนนำ“คณะร.ศ.130”
หลังการปฏิวัติ 2475 เขามีส่วนการผลักดันให้พวกเขาเขียนประวัติของความพยายามปฏิวัติครั้งแรกเพื่อเผยแพร่สู่สังคมสยาม

ด้วยเหตุที่ บริบทที่หนังสือเล่มดังกล่าวพิมพ์เผยแพร่ในยุคคณะราษฎร หนังสือเล่มนี้จึงบันทึกอย่างเปิดเผยถึงความคิดทางการเมือง เป้าหมายและความเห็นพ้องร่วมกันของแกนนำนายทหาร และพลเรือนหัวก้าวหน้าเมื อ 100 ปีที แล้วว่า พวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ งแกนนำมีความคิดโน้มเอียงไปในทาง “รีปัปลิ๊ก” และความคิดดังกล่าวได้ปรากฎในหลักฐานแวดล้อมในเวลาต่อมา

(หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2484 สมจิตร เทียนศิริ ผู้เรียบเรียงได้บันทึกว่า เขาได้เรียบเรียงเรื่องราวจากบันทึกของร.ต.เนตร และหนังสือเล่มดังกล่าวได้รับการตรวจ “ทุกตัวอักษร” จากร.อ.เหล็ง ภูมิหลังของการเกิดหนังสือเล่มนี้เกิดจากความต้องการของนายปรีดี ดังนี้

“ท่านรัฐมนตรี(นายปรีดี)ได้เป็นผู้หนึ่งซึ่งร่วมมือในการปฏิวัติ เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งที่สองที่สำเร็จลง ท่านรัฐมนตรีได้คิดทีจะเรียบเรียงประวัติของคณะราษฎรนี้ไว้ แต่เมื่อท่านเห็นว่าประวัติศาสตร์ชิ้นน้จะสมบูรณ์ก็โดยที่ควรจะมีใครคนหนึ่ง ทำเหตุการณ์ในสมัย ร.ศ.๑๓๐ ขึ้นก่อน และท่านก็ได้เรียกนายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ซึ่งเป็นผู้ก่อการที่เข้มแข็งผู้หนึ่งในสมัย ร.ศ.๑๓๐ ไปพบ
และแจ้งความคิดในการเรียบเรียงที่จะกระทำของท่านขึ้น กับขอให้นายร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ เล่าเหตุการณ์ของคณะร.ศ.๑๓๐ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบลง แล้วจึงขอให้นายร้อยตรีเนตร ถ้ามีเวลาให้สละเพื่อทำการบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ แต่เนื่องจาก ด้วยบุคคลทั้งสองยังหาเวลาที่จะปลีกตนมากระทำให้เป็นผลสำเร็จไม่ได้ ทั้งท่านรัฐมนตรี และนายร้อยตรีเนตร จึงปล่อยเวลาให้เนิ่นมาจนกระทั่งบัดนี้)

ความเปลี่ยนแปลงของบริบททางการเมือง“หลังยุคคณะราษฎร” อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บันทึกของพวกเขาใน“หมอเหล็งรำลึก” ที่พิมพ์ในปี 2503 ปราศจาการเปิดเผยถึง ความคิดทางการเมือง และเป้าหมายของระบอบการปกครองที่แท้จริงของพวกแกนนำในครั้งนั้น

เนื่องจาก หากพิจารณาจากบริบทแล้ว หนังสือเล่มนี้พิมพ์ขึ้น ในช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” สิ้นอำนาจไปแล้ว พร้อมกับบรรยากาศเริ่มต้นในการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์อย่างรอบด้าน ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ ธนะรัชต์ อาจทำให้พวกเขาระมัดระวังไม่กล้าเปิดเผยความคิดทางการเมืองของพวกเขาเมือง ของพวกเขาเมื่อครั้งเก่าออกสู่สังคม“หลังยุคคณะราษฎร”อย่างเปิดเผย

ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจต้องอำพรางความคิดทางการเมืองของ พวกเขา ด้วยการใส่รหัส(encoding)ความหมายโดยการใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” ซี่งเป็นคำศัพท์เก่าในบริบทการเมืองใหม่

ดังนั้น หากเราจะถอดรหัส(decoding)ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”ของพวกเขา เราต้องตีความคำดังกล่าวหรือหาความหมายของคำนี้ในบริบทที่ใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ก่อนการปฏิวัติ 2475 ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” หมายถึง “การปกครองที่ ผู้เป็นหัวหน้าแห่งอำนาจบริหารไม่ใช่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน คือเป็นบุคคลสามัญหรือ คณะบุคคลซึ่งราษฎรได้เลือกตั้งไว้มีกำหนดเวลา การอยู่ในตำแหน่งไม่เป็นมฤดกตกทอดไปได้แก่ผู้อยู่ในสกุลเดียวกัน” ( http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_the_Republic_of_China เข้าถึง 27 ธันวาคม 2553)

หรือ หมายถึงการปกครองแบบ “รีปัปลิ๊ก”ที่พวกเขาได้เคยนำเสนอความคิดเอาไว้ใน และแกนนำในครั้งนั้น มีท่าทีสนับสนุนการปฏิวัติไปในทิศทางดังกล่าว

แม้“หมอเหล็งรำลึก” ถูกบันทึกขึ้น' โดยแกนนำของคณะจะอำพรางความคิดทางการเมืองของพวกเขาไว้ แต่ “ปฏิวัติ ร.ศ.130” ที่พวกเขาได้บันทึกและพิมพ์ขึ้นในปี 2484 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่“คณะราษฎร” มีอำนาจทางการเมือง บริบทดังกล่าวทำให้พวกเขาได้เปิดเผยให้เห็นร่องรอยความคิดทางการเมืองของพวก เขา

แต่หนังสือเล่มนี้กลับไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ซึ่งอาจมีผลทำให้การศึกษาความคิด“ประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมสยามมาหนึ่งศตวรรษนี้ หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองและประวัติศาสตร์การเมืองของ ไทยไปอย่างน่าเสียดาย

จากนี้ไปผู้เขียนจะพาท่านสะกดรอยเพื่อหาความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ควบคู่ไปกับการพิจารณาบทบาท ความเคลื่ อนไหวของ”คณะร.ศ.130” และความสัมพันธ์ที ใกล้ชิดระหว่างพวกเขากับ“คณะราษฎร” ในประวัติศาสตร์การเมืองและประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองไทยเมื่อราว หนึ่งศตวรรษที่ ผ่านมา

ร.ต.วา ศ วาสนา (คนที่ 2 จากขวาแถวนั่งหน้าสุด)กับสหายคณะรศ.130ขณะถูกฝ่ายรัฐบาลพระมงกุฎเกล้าฯจับ กุมสมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาศ กล่าวกับสหายในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า "เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น"

รุ่งอรุณของความคิด“ประชาธิปไตย” ใต้เงาระบอบเอกาธิปไตยสยาม

ความเสื่อมทรามที่เกิดขึ้น จากการปกครองจีนของราชวงศ์ชิง และความเคลื่อนไหวของขบวนการ“ถงเหม็งฮุ่ย” หรือ ขบวนการปฏิวัติจีนที่นำโดยซุนยัดเซนก่อให้เกิดการโค่นล้มราชวงศ์ชิงในปี 2454 ผนวกกับ“ความเสื่อมซาม “ของระบอบเอกาธิปไตยสยามทำให้ในปลายเดือนธันวาคม 2454 เกิดแสงสว่างทางปัญญาท่ามกลางฤดูหนาวในสยาม เมื่อนายทหารหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่ง ได้เริ่มพูดคุยกันถึงการสร้างความก้าวหน้าให้กับสยาม

ประกายความคิดได้ถูกจุดขึ้นจากร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต.จรูญ ษตะเมษ และร.ต.เนตร ได้ปรึกษากันถึงอนาคตของสยามที่กองปืนกลที่ 1 รักษาพระองค์ ถนนซางฮี และได้ใช้หนังสือชื่อ“ประวัติศาสตร์การปฏิวัติ”ซึ งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศ ต่างๆมาเป็นตัวอย่างแนวทางการปฏิวัติ

ต่อมา พวกเขาได้ไปหา ร.อ.เหล็ง ที บ้านถนนสาธร เมื่อวันที 10 มกราคม 2455 ร.อ.เหล็งได้นําหนังสือพงศาวดารของประเทศต่างๆมาให้ดูเหตุการณ์ปฏิวัติที เกิดขึ้น เปรียบเทียบเป็นยุคๆเพื อให้เหล่านักปฏิวัติหนุ่มพิจารณา

การพบปะครั้งนั้นของนายทหารนักปฏิวัติหนุ่ม นางอบ ศรีจันทร์ ภริยาของร.อ.เหล็งได้ร่วมกินข้าวเย็น และรับฟังแผนการต่างๆ พร้อมกับเหล่านักปฏิวัติด้วย
“ในฐานะที่เธอเป็นสตรี ซึ่งตามลักษณะธรรมดา เมื่อพบว่า สามีของเธอและเพื่อนกับน้องชายต่างคิดการดังเช่นกบฏต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง เอาศีร์ษะเข้าแลกกับคมดาบนั้นแล้ว หน้าที่เธอจะตระหนกตกใจยับยั้งความคิดของสามีเธอ กับเพื่อน แต่เธอกลับแสดงความคิดเห็นและปิติยินดีต่อหน้าที่ของคณะผู้คิดการณ์ไกลจะกู้ ราชการบ้านเมืองอีกด้วย เธอได้กล่าวส่งเสริมความยินดี อวยชัยให้พร ขอให้ความคิดของคณะจงสัมฤทธิผล เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาราษฎร กับนํามาซึ่งความเป็นอารยะเทียมทันบรรดาประเทศชาติอื่นๆทั้งหลายต่อไป”

ต่อมาได้มีการประชุมจัดตั้ง “คณะพรรค ร.ศ. 130” ขึ้นเมื่ อ 13 มกราคม 2455 ที่บ้านร.อ.เหล็ง การประชุมครั้งนั้นมีผู้เข้าร่ วมประชุม จํานวน 7 คน คือ ร.อ.เหล็ง ร.ต.เหรียญ ร.ต.จรูญ ร.ต.เนตร ร.ต.ปลั่ ง บูรณโชติ ร.ต. ม.ร.ว แช่ รัชนิกร และร.ต.เขียน อุทัยกุล

พวกเขาได้ร่วมกันกําหนดสัญลักษณลับของ “คณะพรรค ร.ศ. 130” เป็นเครื่องหมายธงมีตัวอักษรว่า “เสียชีพดีกว่าเสียชาติ” ส่วนเครื ่องหมายของสมาชิก คือ ผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่ ปักมุมด้วยอักษร 2 ตัว สีเดียวกันว่า “ร”และ “ต” โดย“ร” หมายถึงจงระวังตัว ส่วน “ต” หมายถึง จงเตรียมตัวไว้เพื อเคลื อนที ได้

และการประชุมในครั้งต่อมา ได้มีการพูดถึง “ความเสื่อมซาม”ของระบอบเอกาธิปไตยสยาม หลังจากนั้นมีการเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที มีกษัตริย์เหนือกกฎหมายไปสู่ “ประชาธิปไตย”

“ความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ”: ถอดรหัสความคิด“ประชาธิปไตย”ของ “คณะร.ศ.130”

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2455 รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เข้าจับกุม“คณะร.ศ.130” เจ้าหน้าที ได้ยึดเอกสารชิ้นหนึ งในบ้านของแกนนําสําคัญ คือ ร.อ.เหล็ง เอกสารชิ้นนั้นชื อ “ความเสื่อมซาม และความเจริญของประเทศ” ซึ่ งเป็นเอกสารที่ สะท้อนให้เห็นความคิดทางการเมืองของแกนนําคณะอย่างแจ่มชัด

ในบันทึกมีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความก้าวหน้าของประเทศ ต่างๆทั วโลกนั้น จะรุ่งเรือง หรือเสื อมทรามลงก็เพราะการกครองของประเทศนั้น
“ ถ้าประเทศหนึ่งประเทศใดรู้จักจัดการปกครองโดยใช้กฎหมายแลแบบธรรมเนียมที่ ยุติธรรม ซึ่งไม่กดขี่และบียดเบียนให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประเทศนั้นก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองแลศรีวิลัยยิ่งขึ้นทุกที เพราะราษฎรได้รับความอิสรภาพเสมอหน้ากันไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้า สําหรับกดคอกันเล่นดังเช่นประเทศซึ่งอย่ในูยุโรป แลอเมริกา เป็นต้น

ประเทศเหล่านี้ แต่เดิมก็เคยมีกระษัตริย์ปกครองอยู้่เหนือกฎหมายใช้อํานาจ แอ็บโซล๊ดเต็มที่สําหรับกดขี่ราษฎรได้ตามความพอใจ ครั้นนต่อมาเมื่อราษฎรเกิดความรู้แลความฉลาดมากขึ้นแล้ว จึงได้ช่วยกันลบล้างประเพณีอันชั่วร้ายของกระษัตริย์เสียหมด คิดจัดตั้งประเพณีการปกครองบ้านเมืองขึ้นใหม่ บางประเทศก็บังคับให้กระษัตริย์อยู่ใต้กดหมาย บางประเทศก็ยกเลิกไม่ให้กระษัตริย์ปกครอง คือ การจัดตัั้งการปกครองเป็นรีปับลิ๊ก...”

หัวใจสําคัญของบันทึกดังกล่าวได้เสนอ และวิเคราะห์แนวทางการปกครองในโลกว่า มี 3 แบบ คือ

แบบแรก“แอ็บโซลุ๊ดมอนากี”

แบบที สอง“ลิมิตเต็คมอนากี”

และแบบสุดท้ายคือ “รีปัปลิ๊ก”

สําหรับการปกครองแบบแอ็บโซลุ๊ดมอนากี”นั้น บันทึกวิจารณ์ว่า
เป็นระบอบการปกครองที่ กษัตริย์มีอํานาจเต็ม อยู่เหนือกฎหมาย“กระษัตริย์จะทําชั่วร้ายอย่างใดก็ทําได้” จะกดขี่ แลเบียดเบียนราษฎรให้ได้รับความทุกข์ได้ทุกประการ ทรัพย์สิน สมบัติและที่ ดินจะถูกกระษัตริย์เบียดเบียนเอามาเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างไม่มีขีดจํา กัด เช่น ไล่ที ่ทําวัง เงินภาษีอากรจะถูกนํามาบํารุงความสุขให้ส่วนตัว พระราชวงศ์และบ่าวไพร่ เงินบํารุงบ้านเมืองจึง“ไม่เหลือหรอ” ประเทศสยามเป็นประเทศหนึ่งที ปกครองในระบอบดังกล่าว และมีพวกที คอย“ล้างผลาญ”ภาษีอากรที่ เข้ามา“กัดกันกินเลือดเนื้อของประเทศ”

ในบันทึกวิเคราะห์ต่อไปว่า ประเทศที่ปกครองแบบดังกล่าวจะทําให้ประเทศทรุดโทรมและถึงแก่กาลวินาศ

การปกครองแบบ“ลิมิตเต็คมอนากี้” ในบันทึกวิเคราะห์ว่า
การปกครองแบบนี้ กระษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมาย ดังนั้นกษัตริย์จึงไม่มีอํานาจ พวกเต้นเขนและพวกเทกระโถนตามวังเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นขุนนางเลย วิธีการปกครองแบบนี้ เริ่มต้นจากอังกฤษ ประเทศต่างๆได้ทําตามแบบดังกล่าว เช่น ตุรกี และญี่ปุ่น แต่บางประเทศทําเลยไปถึงรีปัปลิ๊ก

บันทึกเห็นว่า คงเหลือแต่ประเทศสยามเท่านั้นที่ ยังคงระบอบการปกครองที่ ่ทําให้ พวกกระษัตริย์ได้รับความสุขสนุกสบายมากเกินไปจนไม่มีเงินจะบํารุงประเทศ

การปกครองแบบสุดท้าย คือ "รีปัปลิ๊ก” บันทึกนิยามว่า
การปกครองแบบนี้เป็นการปกครองที่ยกเลิกไม่ให้มีกระษัตริย์ ปกครองอีกต่อไป แต่มีที่ประชุม สําหรับจัดการบ้านเมืองอย่างแข็งแรง โดยมีประธานาธิบดีเป็นประธานสําหรับการปกครองประเทศ ประชาชนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

การปกครองรูปแบบนี้ ในบันทึกวิเคราะห์ว่า “ ราษฎรทุกประเทศจึงอยากเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นรีปัปลิ๊กทั้งหมด เวลานี้ ประเทศใหญ่น้อยต่างๆเป็นรีปัปลิ๊กกันเกือบทั่วโลกแล้ว” เช่นประเทศในยุโรป อเมริกา และจีนกําลังต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นรีปัปลิ๊ก


นายแพทย์นักปฏิวัติ-ร้อย เอกนายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์ หรือ"หมอเหล็ง"ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ เพราะประสงค์จะเจริญรอยตามจีนที่ได้นายแพทย์ซุนยัดเซ็นเป็นหัวหน้าคณะ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จมาก่อนหน้านี้

ร.อ.เหล็ง และร.ต.เนตรได้บันทึกต่อไปอีกว่า ที่ ประชุมในช่วงแรกๆหลายครั้งให้การสนับสนุนการปกครองอย่างหลังสุดตามแบบจีน พวกเขาได้บันทึกบรรยากาศในประชุมเมื อครั้งนั้นว่า “ที่ประชุมเอนเอียงไปในระบอบแผนการปฏิวัติของประเทศจีน เนื่องจาก[จีน]มีฐานะและสภาพไม่ต่างจากเรา[สยาม] ”

สอดคล้องกับร.ต.จรูญ ษตะเมษ หนึ่งในสมาชิกของ “คณะร.ศ. 130” ได้ย้อนความทรงจําว่า แนวทางในการปฏิวัติเปลี ยนแปลงปกครองของพวกเขาได้แบบจากจีน แต่แนวความคิดในการปกครองได้มาจากตะวันตก

แนวทางตัดสินใจไปสู่ “ประชาธิปไตย”นั้น พวกเขาบันทึกว่า ได้รับการสนับสนุนจากทั้งนายทหารกลุ่มหนึ งและพลเรือน เช่น พระยารามบัณฑิตสิทธิเศรณี(เซี่ยง สุมาวงศ์) พระพินิจพจนาตรถ์(น่วม ทองอินทร์) บุญเอก ตันสถิตย์(อดีตนักเรียนฝรั่เศส ขณะนั้นทํางานในสถานทูตฝรั่งเศส)และอุทัย เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา

แม้ในบันทึกของพวกเขาเล่าว่า เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้นในการประชุมแต่ละครั้งทําให้เกิดกลุ่มสายกลางขึ้น กลุ่มดังกล่าวมี ร.ต.จือ ควกุล และสมาชิกบางส่วนที เป็นสมาชิกที่มีอายุมากต้องการเปลี่ยนเป็นระบอบ “ลิมิเต็ดมอนากี”มากกว่า

กลุ่มสายกลางให้เหตุผลว่า “ไม่ต้องการให้เกิดความชอกช้ำมากเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอํานาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทําตัวเป็นศัตรูอย่ตลอดกาล” ร.ต.เนตร ซึ งเป็นเลขาธิการคณะได้ประเมินความคิดของกลุ่มสายกลางว่า “ไม่ได้ความเลย”

น่าสังเกตว่า ในบันทึกของพวกเขาและท่าทีที่ ปรากฎในบันทึกหลายเล่ม พวกเขามิได้เคยรวม ร.อ.เหล็ง ร.ต.เนตรและร.ต.เหรียญ ซึ งเป็นแกนนําสําคัญของคณะสายทหารเอาไว้ในกลุ่มสายกลางเลย

มิพักถึงท่าทีของกลุ่มพลเรือนในคณะซึ่งมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับแกนนํา สายทหาร ดังนั้น เราจึงอาจวิเคราะห์ได้ว่า พวกเขาที่เป็นแกนนําทั้งสายทหารและพลเรือนมิได้จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มสายกลาง

กล่าวอีกอย่าง คือ พวกเขามิได้เห็นด้วยกับทิศทางการปฏิวัติเปลี ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบ“ลิมิเต็ดมอนากี”ให้ เกิดขึ้นในสยามในครั้งนั้น แม้แนวทางที พวกเขาต้องการมิได้ประสบชัยชนะ ด้วยคะแนนเสียงที น้อยกว่าเพียงเล็กน้อย แกนนําได้ยอมรับมติที ประชุมในครั้งสุดท้าย

และได้ตกลงกันลงมือปฏิวัติในวันถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน 2455 แต่ความหวังของพวกเขาในการเปลี ยนแปลงการปกครองของสยาม ไม่อาจบรรลุผลได้เนื องจาก พวกเขาถูกจับกุมในเวลาต่อมาก่อนการลงมือเพียง 1 เดือน

เนื องจาก พ.อ.พระยากําแพงราม(แต้ม คงอยู่)ได้ทรยศหักหลังนําแผนการของพวกเขาไปแจ้งต่อรัฐบาล ทําให้การปฏิวัติครั้งนั้นไม่สําเร็จ

การทรยศดังกล่าวทําให้ พระยากําแพงรามได้ทุนจากรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปศึกษาด้านการทหารในฝรั ่งเศส แต่ทําให้พวกเขาเหล่าผู้กล้าที มาก่อนกาลบางคน เช่น ร.ต.ชอุ่ม สังกัด กองทหารม้าที 1 ยิงตัวตายด้วยการใช้ปืนเล็กสั้นของนายทหาร “ยัดเข้าปาก” ปลิดชีพตนเอง
คณะผู้มาก่อนกาล-ทหาร หนุ่มคณะรศ.130ช่วงติดคุกการเมือง หลังพ้นโทษได้เผยแพร่ความคิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อนายทหารหนุ่มใน รุ่นถัดมา ทำหนังสือพิมพ์โฆษณาให้คนไทยคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง และถอดบทเรียนให้คณะราษฎรก่อการ 2475 สำเร็จในอีก 20 ปีต่อมา


สมาชิกส่วนใหญ่ถูกโยนเข้าคุกไปเป็นเวลากว่า 12 ปี ความรุนแรงของตัดสินโทษของรัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ มีต่อเพื่อนๆของพวกเขา ทํา ให้ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์ สมาชิกคนหนึ งที ยังไม่ถูกจับกุมได้ลักลอบส่งจดหมายติดต่อกับเพื่อนที่ ต้องโทษทัณฑ์ว่า เขาจะเป็นผู้ถือ “ธงรีปัปลิ๊ก” นําขบวนการปฏิวัติปลดปล่อยเพื่อนออกจากการลงทัณฑ์โดยรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ แต่เคราะห์ร้ายที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยึดจดหมายบับนี้ได้ทําให้เขาถูกจับกุมในเวลาต่อมา

ในระหว่างที่พวกเขาถูกลงโทษ สมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาศ วาสนา หนึ่งในสมาชิกของคณะ เขาได้กล่าวกับเพื่อนๆในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า “เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น”

การรับรู้การปฏิวัติจีนและความเคลื่อนไหวของ “ไทยเหม็ง”



100ปีเก๊กเหม็ง-ภาพยนตร์ 1911 ซึ่งออกฉายในปี 2554 ที่ผ่านมา เฉลิมฉลองโอกาส 100 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนจากราชาธิปไตยสู่สาธารณรัฐ

หากหันมาดูบทบาทของปรีดี พนมยงค์ แกนนําสายพลเรือนในคณะราษฎรซึ่งมีส่วนในการก่อตั้ง“คณะราษฎร” ขึ้นในปารีสเพื่อทําการปฏิวัติ 2475 จนสําเร็จนั้น ในเวลาต่อมา เขาได้เล่าย้อนถึงแรงดลใจของเขานั้นเกิดขึ้นจากความสําเร็จของการปฏิวัติจีน และความกล้าหาญของ “ไทยเหม็ง” หรือ “คณะ ร.ศ. 130” ว่า

“ฝ่ายพวกจีนเก็กเหม็งที่อยุธยาก็ได้ใช้วิธีโฆษณา โดยเช่าห้องไว้ที่ตลาดหัวรอไว้เป็นห้องอ่านหนังสือ มีภาพการรบเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้สนใจ ส่วนงิ้วที่ศิลปินจีนแสดงประจําที่วัดเชิง (วัด พนัญเชิง)นั้น ก็เปลี่ยนเรื่องเล่นใหม่ให้สมกับสมัย คือ เล่นเรื่องกองทหารเก็กเหม็งรบกับกองทหารกษัตริย์ จึงทําให้คนดูเห็นเป็นการสนุกด้วย”

ปรีดี ได้เล่าย้อนในวัยเด็กต่อไปว่า เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เขาเห็น ชายจีนทุกคนตัดผมเปียทิ้ง ทั้ง ๆ ที่ได้ไว้เปียมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ชาวจีนเหล่านั้นอธิบายกับเขาว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีนเป็นผู้กําหนดให้ไว้ผมเปียได้ถูกล้มล้างไป แล้ว จีนได้เปลี่ยนการปกครองก้าวสู่สาธารณรัฐอันมีซุนยัดเซนเป็นผู้นํา

เขาบันทึกว่า “ในสมัยนั้น หนังสือพิมพ์ยังไม่แพร่หลายในสยาม โดยเฉพาะในจังหวัดบ้านเกิดของข้าพเจ้า บิดาข้าพเจ้าเห็นว่าข้าพเจ้ากระหายใคร่รู้ข่าวคราวต่าง ๆ มากนัก จึงได้นําหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ของญาติของข้าพเจ้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนายทหารแห่งกองทัพบกมาให้ข้าพเจ้าอ่าน ทําให้ข้าพเจ้ารับรู้ทีละเล็กทีละน้อยว่า ระบอบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น มีข้อเสียหรือข้อบกพร่องอย่างไร ชาวจีนจึงได้ต่อต้านการปกครองระบอบนี้ และเปลี่ยนมาเป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ”

นอกจากนี้ ครูวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของเขาได้สอนให้เขารู้จักรูปแบบการปกครอง ฉบับย่อ ว่า “ครูสอนว่าแบบการปกครองประเทศแยกออกเป็นสามชนิด คือ ๑.พระเจ้าแผ่นดินอย่เหนือกฎหมาย เรียกว่า ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’๒.พระเจ้าแผ่นดินอยู่ใต้กฎหมายการปกครองแผ่นดิน ๓.ราษฎรเลือกตั้งขึ้นเป็นประมุขเรียกว่า ‘รีปับลิก’… มีคณะเสนาบดี การปกครองประเทศตามความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร…ครูบางท่านที่ก้าวหน้าได้ ติดตามข่าวแล้วเอามาวิจารณ์ให้นักเรียนฟังว่า วันไหนฝ่ายใดชนะฝ่ายใดแพ้ ซึ่งทําให้ปรีดีและนักเรียนที่สนใจเกิดสนุกกับข่าวนั้น”

ต่อมาในภายหลัง เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ครูมัธยมผู้นี้ อาจเป็นสายจัดตั้งของ“คณะ ร.ศ. 130” เพราะนําความคิดประชาธิปไตยมาเผยแพร่ แก่นักเรียน โดยเฉพาะในช่วงเกิดสงครามในประเทศจีนระหว่างฝ่ายเก็กเหม็งกับฝ่ายกษัตริย์ ราชวงศ์แมนจู

ครูได้สอนอีกว่า “ ต่อมาในไม่ช้า ความปรากฏว่าฝ่ายกษัตริย์แห่งราชวงศ์แมนจูต้องพ่ายแพ้ ครูที่ก้าวหน้าจึงพดเปรย ๆ กับปรีดีว่า ระบบสมบูรณาฯ ก็สิ้นไปแล้วในจีน ยังเหลือแต่รุสเซียกับเมืองไทยเท่านั้น ครูไม่รู้ว่าระบบสมบูรณาฯ ใดใน ๒ ประเทศนี้ประเทศใดจะสิ้นสุดก่อนกัน”

การปฏิวัติจีนกับหนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” : การแพร่ กระจายของความคิด “ประชาธิปไตย”ในสังคมสยาม
ต้นแบบ-หมอซุนยัดเซ็น ผู้นำการปฏิวัติพ.ศ.2454 ต้นแบบของหมอเหล็งแลเะคณะในปีต่อมา

ไม่แต่เพียงการรายงานข่าวความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่สาธารณรัฐของจีนจะ สร้างความตื่นตัวและสนใจให้กับสังคมสยามเป็นเวลาหลายปี ท่ามกลางความสนใจของสังคมสยามในช่วงกลางทศวรรษ 2460 ได้ปรากฎการแปลความคิดทางการเมืองของซุนยัดเซนและเหตุการณ์การปฏิวัติจีน เป็นหนังสือหลายเล่ม เช่น ซุ่ยเทียม ตันเวชกุล “สุนทรพจน์ของท่านซุนยัดเซน เรื่อง ความเพียรนำามาซึ่งผล หรือ เรื่อง การเก๊กเหมงในประเทศจีน ปี พ.ศ.2454”(2465) และ“มินก๊กอินหงี” (2467)

ต่อมา ตันบุญเทียม อังกินันทน์ ได้แปล “ลัทธิตรัยราษฎร์”ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสําคัญของซุนยัดเซนที่ถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ของการปฏิวัติจีนเป็นตอนๆบนหน้าหนังสือพิมพ์หลักเมืองในช่วงปี 2468

การนําเข้าความคิด“ประชาธิปไตย”แบบจีนและความคิดทางการเมืองของซุนยัดเซน ผ่านการแปลในหนังสือพิมพ์และตีพิมพ์เป็นหนังสือได้สร้างความหวั่นวิตกให้กับ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ งเมื่ อ ต.บุญเทียมได้ตีพิมพ์ผลงานแปลความคิดของซุนยัดเซนเป็นเล่ม และใช้ชื อหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นสามภาษาซึ่งแสดงความเป็นสากลของความคิดว่า “ลัทธิตรัยราษฎร์ ซามินจูหงี (三民主義 San Min Chu I : The Three Principles of The People)”(2472)

จากบันทึกของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตํารวจ นายทหารผู้ใกล้ชิด“คณะราษฎร” และอดีตนายทหารมหาดเล็กคนหนึ่งในขณะนั้น ได้บันทึกเรื่องราวในช่วงดังกล่าวว่า “ คณะหนังสือพิมพ์หลักเมืองของนาย ต. บุญเทียม เจ้าของโรงพิมพ์หลักเมือง ก็ได้เผยแพร่ ลัทธิไตรราษฎร์หรือซามินจูหงี ขึ้น ซึ่งลัทธินี้เป็นลัทธิการต่อสู้ที่น่าสนใจของคณะก๊กมินต๋องที่ต่อสู้มากับ ระบบเจ้าขุนมูลนายเป็น
ผลสําเร็จ... คําว่าเก็กเหม็งหรือการปฏิวัติก็เริ่มเผยแพร่ เข้ามาอย่ในความรู้สึกของคนไทย ”

ไม่นานจากนั้น รัฐบาลได้สั่งเก็บหนังสือเล่มดังกล่าวออกไปจากตลาดหนังสืออย่างรวดเร็วและนําไปทําลายทิ้ง หลังจากจําหน่ายได้เพียงไม่กี่เล่ม

โดยรัฐบาลขณะนั้นอาศัยอํานาจตาม พระราชบัญญัติสมุดเอกสารแลหนังสือพิมพ์ พระพุทธศักราช 2465

ด้วยเหตุนี้ การทําลายหนังสือดังกล่าวย่อมสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลขณะนั้นไม่ต้องการให้ความคิดการปฏิวัติและความคิด “ประชาธิปไตย”เข้ามาสู่สังคมสยาม

ภารกิจของคณะ ร.ศ.130 และศรีกรุงกับการสนับสนุนการปฏิวัติครั้งใหม่

หลังจาก ปรีดี ว่าที่ นักปฏิวัติรุ่นใหม่ ได้ไปเรียนต่อในโรงเรียนกฎหมาย เมื่อเขาสําเร็จการศึกษา เขาได้รับทุนไปศึกษาต่อด้านกฎหมายที่ฝรั่งเศสในปี 2463 พร้อมกับการนําการรับรู้การพยายามปฏิวัติของ“คณะ ร.ศ.130” ไปด้วย และต่อมา เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่ งของ“คณะราษฎร” ที่ก่อตั้งขึ้นในปารีสเมื อ 2469 และได้ร่วมนําการปฏิวัติ 2475 ในอีกไม่กี ปีต่อมาจากนั้น โดยมี “คณะร.ศ.
130” เป็นแนวร่วมในการบ่มเพาะและปลุกกระแสความตื่นตัวของสังคมสยามให้พร้อมในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กําลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ในระหว่างที่คณะ ร.ศ.130 ถูกจําคุกอย่างทรมานระหว่าง 2455-2467 ในบันทึกของสมาชิกของคณะได้บันทึกว่า แม้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ ถูกทารุณ แต่ความคิดทางการเมืองของพวกเขายังคงสว่างไสว ทําให้พวกเขายังคงเคลื่ อนไหวทางการเมืองต่อไป ด้วยการลักลอบเขียนบทความแสดงการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาลสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์และนวนิยายส่งไปลงตามหนังสือพิมพ์การเมืองหลายฉบับ เช่น “จีโนสยามวารศัพท์” “ผดุงวิทยา”ของเซียวฮุดเส็ง “สยามราษฎร์” ของมานิต วสุวัต “ยามาโต” “วายาโม” “พิมพ์ไทย” “ตู้ทอง” และ “นักเรียน” เป็นต้น

หลังพ้นโทษในปี 2467 สมาชิกหลายคนไปทํางานหนังสือพิมพ์ เช่น ร.ท.ทองดํา คล้ายโอภาศ ร.ต.จือ ควกุล ทํางานหนังสือพิมพ์ “บางกอกการเมือง” ซึ่งมีอุทัย เทพหัสดินทร์ เพื่อนนักปฏิวัติผู้มีหุ้นส่วนในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว

ส่วน ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ ร.ต.ถัด รัตนพันธุ์ ร.ต.สอน วงษ์โต ร.ต.โกย วรรณกุล และร.ต.เนตร ทํางานที ”ศรีกรุง” และ “สยามราษฎร์” ของมานิต วสุวัต

สมาชิกของคณะร.ศ.130 ได้เล่าความมุ่งมั่นของพวกเขาในการทําหน้าที่นักหนังสือพิมพ์ว่า “ผู้ที่เคยก่อการ(คณะร.ศ.130)เป็นนักหนังสือพิมพ์แท้ มักตระหนักชัดแจ้งว่า (พวกเขา)เป็นส่วนหนึ่งของชาติหน่วยหนึ่ง

พอเลิกงานแล้วมักจะออกเที่ยวคบค้าสมาคมตามสโมสรและแหล่งชุมนุมต่างๆ เพื่อสังสรรกลั่นกรองความคิดความเห็นและข่าวสารการเมืองเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งกันและกัน”
เผ่า ศรียานนท์

บทบาทของเหล่าผู้มาก่อนกาลยังคงต้องการผลักดันการปฏิวัติของสยามต่อไป ดังที่ พล.ต.อ.เผ่า ในขณะนั้นเขามียศเพียงร.ต.ทหารมหาดเล็กฯได้บันทึกว่า เขาได้รับอิทธิพลทางความคิด “ประชาธิปไตย”จาก“คณะร.ศ.130” และต่อมานายทหารผู้นี้ได้ให้การสนับสนุนการปฏิวัติ 2475 และร่วมต่อสู้กับอํานาจเก่าจนเขาพ้นจากอํานาจไป

เขาได้บันทึกต่ออีกว่า “(ความคิดปฏิวัติได้แพร่ เข้ามาอยู่ในกระแสความคิดของคนสยามและนายทหาร) เพราะพวกทหารที่คิดเก็กเหม็งหรือคิดปฏิวัติในรัชกาลก่อน(รัชกาลที 6)นั้น ก็มาทํางานตามโรงพิมพ์หนังสือรายวันต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงพิมพ์ศรีกรุง เชิงสะพานมอญ และคําภาษาไทยใหม่ๆก็ได้เกิดขึ้นขนานค่กับลัทธิไตรราษฎร์ของดร.ซุนยัดเซนที่ เผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์หลักเมือง เช่น คําว่า เสมอภาค ภราดรภาพ ดังนี้เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเร้าอารมณ์ของนายทหารหนุ่มๆ ยิ่งหนังสือพิมพ์หลักเมืองถูกปิด โรงพิมพ์ศรีกรุงถูกปิด ก็ทําให้มีนายทหารเป็นจํานวนมากแอบซื้อหนังสือพิมพ์นี้มาอ่าน ”

พล.ต.อ เผ่า ได้บันทึกความทรงจําต่อไปว่า ด้วยความกระหายใคร่รู้ของนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จํานวนหนึ ง พวกนายทหารเหล่านั้นได้เริ่มต้นค้นหาความหมายของคําว่า“เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ที่เคยเป็นแต่เสียงกระซิบกระซาบ ก็เกิดมีการค้นคว้ากันว่า มัน คือ อะไร”

และเมื่ อนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จํานวนหนึ่ งเริ่มตระหนักสนใจในแนวคิดเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์เริ่มระแคะระคายถึงความตื ่นตัวทางการเมืองดังกล่าว ทําให้เกิดการจัดตั้ง “สมาคมลับแหนบดํา”ขึ้นเพื อทําการต่อต้านการปฏิวัติ โดยสมาคมนี้มีหน้าที่ป้องกันการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที เริ่มปรากฎขึ้นภายในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์

พล.ต.อ.เผ่าเชื อว่า พล.อ.พระยาสุรเดชรณชิต ทําหน้าที ่สืบข่าวและปรามความคิดทางการเมืองของเหล่านายทหาร

แม้รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามจะติดตามกระแสความคิดที ่ไม่พึงปรารถนามิให้เผยแพร่ในกองทัพ แต่กระนั้นก็ดี ร.ต.บ๋วย สมาชิกคณะ ร.ศ.130 ก็ยังคงเพียรทําหน้าที เข้าไปเผยแพร่แนวความคิดในสโมสรนายทหารมหาดเล็กต่อไป

ดังที่ พล.ต.อ.เผ่า ได้บันทึกบทบาทของ “คณะร.ศ.130”ว่า “ลัทธิเก็กเหม็งหรือปฏิวัติแบบซุนยัดเซนก็กระพือสะพัดไปทั่ว นายทหารที่คิดการปฏิวัติเมื่อร.ศ.130 ก็เริ่มเป็นดาราดวงเด่นขึ้น มีคนอยากรู้อยากฟังเรื่องปฏิวัติใน ร.ศ.130 และส่วนมากของนายทหารซึ่งได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ในสมัยรัชกาลที่หกนั้น ก็เข้าทํางานหาเลี้ยงชีพอยู่ตามโรงพิมพ์เป็นส่วนมาก ผู้ที่ขึ้นชื่อที่สุด คือ ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ เป็นนักเขียนเรื่องเริงรมย์ทางสวาทชั้นยอด ร.ต.บ๋วยทํางานอยู่โรงพิมพ์ศรีกรุงได้มีโอกาสมาเยี่ยมทหารมหาดเล็กบ่อยๆและ ชอบเล่าเรื่องการปฏิวัติใน ร.ศ.130

บางคนถามว่าอยู่ในคุกลําบากไหม ร.ต.บ๋วยตอบว่า จะเอาอะไรล่ะคุณ เราก็เป็นทหาร เคยเป็นนักเรียนนายร้อย กินอย่างไรก็ได้ นอนอย่างไรก็ได้ ในคุกนั้นมีของทุกอย่าง เว้นไว้แต่ช้าง ไม่มี เพราะลอดประตูคุกเข้าไปไม่ได้ ทุกๆคนนิ่งฟัง ชมเชยในความกล้าหาญ อีกคนถามว่า กลัวถูกยิงเป้าไหม ร.ต.บ๋วยตอบว่า กลัวน่ะกลัวกันทุกคน แต่อย่างมากคนเราก็แค่ตายเท่านั้น ผมพดอย่างนี้จริงหรือไม่ แล้วสังคมก็ครื้นเครงอารมณ์ไปในทางเลื่อมใส ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์เป็นอย่างยิ่ง”

ร.ต.บ๋วยได้พยายามเผยแพร่ แนวความคิด“ประชาธิปไตย”ให้กับนายทหารอย่างต่อเนื ่อง แม้ในเวลาต่อมา มีคําสั งห้ามมิให้นายทหารชวนคนภายนอกเข้ามาในสโมสร แต่ร.ต.บ๋วยก็ยังคงเพียรเปลี ยนแปลงความคิดของนายทหารต่อไปด้วยการส่งหนังสือพิมพ์มาให้ห้องสมุดนายทหาร มหาดเล็กเสมอ และได้ย้ายวงสังสรรค์ออกไปนอกกรมทหาร ตามรอบสวนเจ้าเชตุ บางวันก็ไปกินเลี้ยงกันตามร้านอาหารใหญ่ เช่น ร้านฮงเฮง ร้านฮั วตุ้น ตามแต่ขณะนั้นจะมีเงินมากหรือเงินน้อย

การพบปะสังสรรค์แลกเปลี ยนความคิดทางการเมืองระหว่างร.ต.บ๋วยกับนายทหารคนอื ่นๆทําให้นายทหารเริ ่มรับรู้และเห็นด้วยกับความคิดทางการเมืองนั้น ดังที่ พล.ต.อ.เผ่าบันทึกไว้ว่า“เรื่องกบฏเก็กเหม็งในเมืองไทยและ ที่ในเมืองจีนซึ่งกําลังต่อสู้กันอยู่ก็เริ่มกระจ่างแจ้งในใจของผู้บังคับ หมวด คือ ร.ต.เผ่า ศรียานนท์”


การบรรจบกันของ“คณะร.ศ.130” กับ “คณะราษฎร” ในการปฏิวัติ 2475
ปรีดี พนมยงค์

เมื อปรีดีเดินทางกลับสู่สยาม ภายหลังที เขาสําเร็จการศึกษาและร่วมจัดตั้ง “คณะราษฎร” ที่ปารีสแล้ว เขาได้มีโอกาสพบปะกับ ร.ต.เนตร อดีตแกนนําของ“คณะ ร.ศ.130” ด้วย

เมื่ อมีความคุ้นเคยระหว่างกันมากขึ้น เขาได้เคยถามถึงสภาพชีวิตในคุกของเหล่าคณะร.ศ.130 และได้แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อโศกนาฏกรรมที่ เหล่าผู้มาก่อนกาลได้รับโทษทัณฑ์ และเขาได้ซักถามถึงสาเหตุของความล้มเหลวของ“คณะ รศ.130” คือ อะไร

เขาได้รับคําตอบจากร.ต.เนตรว่า เกิดจากการทรยศหักหลังของคนในคณะนําความลับไปแจ้งแก่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ ร.ต.เนตรมั ่นใจว่า หากไม่มีเหตุการณ์ทรยศดังกล่าว ร.ต.เนตรมั่ นใจว่าการปฏิวัติจะประสบความสําเร็จ

ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเขากับแกนนําใน “คณะร.ศ.130” นี้ เขาได้บันทึกยืนยันความสัมพันธ์นี้ว่า “ปรีดีสนใจในข่าวนี้มาก เพราะเห็น
ว่า เมืองไทยก็มีคณะ ร.ศ.130 รักชาติกล้าหาญ เตรียมเลิกระบบสมบูรณาฯ หากแต่มีคนหนึ่งในขณะนั้นทรยศนําความไปแจ้งแก่รัฐบาล ปรีดีจึงพยามสอบถามแก่ผู้รู้เพื่อทราบเรื่องของ ร.ศ.130ด้วยความเห็นใจมาก”

จากประสบการณ์ของ “คณะร.ศ.130” ที ่เขาได้รับฟังมา ทําให้เขาต้องสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ดังที่ เขาบันทึกว่า “มีคนกลุ่มหนึ่งเช่นอย่างร.ศ.130 ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่จะทํา(การปฏิวัติ)แต่ถูกหักหลัง ถ้าไม่ถูกหักหลังเขาก็สําเร็จ...ผมก็เอาบทเรียนที่เขา(คณะร.ศ.130)พลาดพลั้ง มาศึกษา... ”

เมื่ อความสัมพันธ์พิเศษระหว่าง “คณะร.ศ. 130” กับ “คณะราษฎร” มีความแนบแน่นมากขึ้น จนนําไปสู่ความร่วมมือกัน ดังสมาชิกสําคัญใน“คณะร.ศ.130” ได้บันทึกถึงบาทบาทของพวกเขาในการสนับสนุนการปฏิวัติ 2475 ว่า “เราในโรงพิมพ์ศรีกรุงซึ่งมีสมองปฏิวัติอยู่แล้วแต่เดิม เมื่อเห็นเขาเต้นเขารําก็อดไม่ได้ มิหนําซํ้ามีบางคนได้ตกปากรับคํากับสายสื่อของคณะ พ.ศ.2475 เป็นทางลับไว้ด้วยว่า จะขออนุญาตเจ้าของโรงพิมพ์ใช้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงเป็นปากเสียง(organ)ของคณะ 2475 ก็เผอิญนายมานิต วสุวัต ท่านเจ้าของโรงพิมพ์ศรีกรุงซึ่งมีนิสัยใจคอใคร่เห็นความเจริญก้าวหน้าของ ประเทศชาติให้ทันสมัยอยู่่แล้วได้อนุญาตอย่างลูกผู้ชายนับแต่นั้นเป็นต้นมา ”

ความหมายของ“ประชาธิปไตย”ก่อนการปฏิวัติ 2475


ก่อนการปฏิวัติ 2475 ปรีดีรับราชการในกระทรวงยุติธรรมและเขายังได้ทําหน้าที ผู้สอนวิชากฎหมายปกครองในโรงเรียนกฎหมายและได้เขียนตํารา “คําอธิบายกฎหมายปกครอง”เล่มสําคัญขึ้น เพื อสอนเหล่านักเรียนกฎหมาย

ในตํารามีการจําแนกของคําว่ารัฐบาลในโลกนี้ ออกเป็น 2 แบบ คือ แบบแรก คือ รัฐบาลราชาธิปไตย ซึ งมีหลายชนิดตั้งแต่ รัฐบาลราชาธิปไตยอํานาจไม่จํากัด (Monarchie absolue)ซึ งพระเจ้าแผ่นดินมีอํานาจเต็ม จนถึง รัฐบาลราชาธิปไตยอํานาจจํากัด (Monarchie limitee)ซึ ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่มีอํานาจในการแผ่นดิน
และแบบที สอง คือ รัฐบาลประชาธิปไตย คือ รัฐบาลที ่มีหัวหน้าของผู้บริหารเป็นคนสามัญธรรมดา ไม่มีการสืบทอดตําแหน่งไปยังทายาท แต่การเข้าสู่ตําแหน่งมาจากมาจากการเลือกตั้ของประชาชนตามกําหนดเวลา รัฐบาลประชาธิปไตยมี สองชนิด คือ รัฐบาลที มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้า เช่น ฝรั งเศส กับ รัฐบาลที อํานาจ
บริหารอยู่กับคณะบุคคล เช่น สหภาพโซเวียต

การเรียนการสอนและการถกเถียงถึงรูปแบบการปกครองแบบต่างๆของโรงเรียนกฎหมายใน ช่วงก่อนการปฏิวัติ 2475 นั้น สร้างความตื่นตัวทางการเมืองให้กับผู้สนใจในความรู้สมัยนั้น โดยเฉพาะนักเรียนกฎหมาย จนกระทั ่งนายทหารผู้หนึ่ งขณะนั้นคนหนึ ่งบันทึกว่า “ มีข่าวแพร่มาว่า ที่โรงเรียนกฎหมายได้วิพากษ์วิจารณ์ลัทธิการปกครองแบบใหม่อย่างกว้างขวาง... ที่ของโรงเรียนกฎหมายอันเป็นแหล่งเพาะวิชาปกครองบ้านเมืองและเป็นสถาบันค้น คว้าวิชาการปกครองได้แพร่สะพัดออกมาว่า การที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กันเช่นนั้นได้ เพราะเป็นสถานที่ๆให้การศึกษาวิชา
กฎหมายจึงไม่กีดกันความคิดเห็นแต่อย่างใด ”

เมื องานฉลองพระนคร 150 ปี (เมษายน 2475)ใกล้เข้ามา มีข่าวลือแพร่ สะพัดไปทั วตามเบียร์ฮออล์ บาร์ ร้านจําหน่ายสุรา สถานที่ เต้นรํา แม้กระทั งในสโมสรนายทหารว่า จะเกิดการจลาจล ทําให้รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์สั่ งการให้ตํารวจภูบาลซึ งเป็นตํารวจลับของระบอบเก่าปลอมตัวเข้ามาเป็นแขกขายเนื้อสเต๊ะเข้ามาสืบข่าว ในกรมทหารอย่างสมํ าเสมอ ประกอบกับบทบาทของ“ศรีกรุง” ได้ลงบทความโจมตีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างต่อเนื่ อง ทําให้เหล่านักหนังสือพิมพ์ชาว“คณะร.ศ.130” ถูกติดตามจากตํารวจภูบาลด้วยเช่นกัน

ข่าวการเข้ามาสืบข่าวของตํารวจลับแพร่ออกไป พล.ต.อ.เผ่าได้บันทึกว่า “ร.ต.บ๋วย บุณยรัตน์พันธ์ อาจารย์เก็กเหม็งก็หัวเราะร่วนในวงสุราว่า เห็นไหมล่ะ ผมว่าแล้วมีข่าวแปร่งๆในหมู่ทหารบก พวกเรานี่ เมืองไทยนั้นถึงคราวมาช้านาน ถ้าพร้อมเพรียงกันเป็นสําเร็จแน่”

ความคิด “ประชาธิปไตย”ในประกาศคณะราษฎร
ทหารคณะราษฎรแจกจ่ายเอกสารประกาศคณะราษฎร พร้อมเปล่งเสียงไชโยให้กับการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

พลันที ่การปฏิวัติได้เริ่มต้นขึ้น ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ปรีดี ได้รับภารกิจสําคัญจาก“คณะราษฎร” ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน และร่าง “ประกาศคณะราษฎร”ซึ่ งถือเป็นคําประกาศอิสรภาพของราษฎรจากการปกครองระบอบเก่าและประกาศก้าวสู่ ระบอบใหม่ ว่า

“เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอํานาจอย่เหนือกฎหมายเดิม

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง..คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้ กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกําหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอํานา จลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจําเป็นที่ประเทศจะต้องมีการ ปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ใน ตําแหน่งตามกําหนดเวลา…"


ประกาศคณะราษฎรฉบับที่1

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า แม้ความคิด“ประชาธิปไตย”ที่ เริ่มต้นขึ้นจากความคิดของ“คณะร.ศ.130”จะมิได้เกิดขึ้นจริง แต่ความคิดดังกล่าวยังปรากฏแพร่หลายในสังคมสยามโดยสื อผ่านเหตุการณ์การปฏิวัติในจีน หนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” ของซุนยัดเซ็นและปรากฏขึ้นมาอย่างสําคัญอีกครั้งในคําประกาศคณะราษฎร

เมื่ อพ้นเช้าแห่งประวัติศาสตร์ที่ เกิดการปฏิวัติในสยาม เมื อ 24 มิถุนายน 2475 ในช่วงบ่ายพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้า“คณะราษฎร” ได้เชิญ ร.อ.เหล็งและเหล่า“คณะร.ศ.130” มาที ่พระที่นั งอนันตสมาคม ซึ งขณะนั้นเป็นกองบัญชาการของ“คณะราษฎร” ในเวลา 13.00 น. หัวหน้า“คณะราษฎร” ได้ยื่ นมือสัมผัสกับอดีตผู้ก่อการรุ่นก่อนหน้า

เขาได้กล่าวกับ “คณะร.ศ.130” ว่า “ถ้าผมไม่ได้ไปเรียนที่เยอรมนี ก็เห็นจะเข้าอยู่ในคณะของคุณอีกคนเป็นแน่” เขาเล่าให้“คณะร.ศ.130” ฟังว่า ในเช้าตรู่ ของวันที 24 มิถุนายน ในระหว่างที เขาคุมกําลังทหารเข้าปฏิวัติ เขาได้จับกุมพระยากําแพงราม(แต้ม) ผู้ทรยศคณะร.ศ.130ได้ และต้องการสั่งยิงเป้าพระยากําแพงรามเพื อเซ่นธงชัยเฉลิมพลที สี ่แยกเกียกกาย แต่พระยาทรงสุรเดช แกนนําสําคัญของคณะราษฎร ได้ห้ามไว้

ส่วนพระยาทรงสุรเดช ผู้เป็นเพื ่อนนักเรียนนายร้อยทหารบกรุ่นเดียวกับร.ต.บ๋วย ได้กล่าวทักทายว่า “พอใจไหมบ๋วย ที่กันทําในครั้งนี้” อดีตนักปฏิวัติได้กล่าวตอบว่า “ พอใจมากครับ เพราะทําอย่างเดียวกับพวกผม”

และในบ่ายวันนั้น “คณะร.ศ.130” ได้พบกับปรีดี แกนนําฝ่ายพลเรือน เขาได้กล่าวกับกล่าวกับเหล่าผู้มาก่อนกาลว่า “พวกผมถือว่า การปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทําที่ต่อเนื่องกันมาจากการกระทําเมื่อ ร.ศ.130 จึงขอเรียกคณะร.ศ.130 ว่า พวกพี่ๆต่อไป”

เมื อการปฏิวัติในวันนั้นผ่านพ้นไป บรรดาเหล่าผู้ที่ ได้เคยสนับสนุนความคิด“ประชาธิปไตย”ได้ให้การสนับสนุน“คณะราษฎร” เช่น การบริจาคสิ ่งของ และการจัดพิมพ์สิ ่งพิมพ์สนับสนุนการปฏิวัติ 2475 โดย ต. บุญเทียม ผู้แปลหนังสือ“ลัทธิตรัยราษฎร์” และ“คณะร.ศ.130” ได้เข้าสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้อย่างแข็งขัน

พวกเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกของประวัติศาสตร์ เช่น ร.ต. เนตร จรูญ ณ บางช้าง ต่อมา สมาชิกบางส่วนได้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที มีความกล้าหาญและมีฝีปากกล้าในการคัดค้านพระราชประสงค์ของพระปกเกล้าฯที ่ขัดรัฐธรรมนูญซึ ่งเป็นตัวอย่างสําคัญยิ่งของประวัติศาสตร์สภาผู้แทนราษฎร เช่น ร.ต. สอน (ชัยนาท) ร.ท.ทองคํา(ปราจีนบุรี) และร.ต. ถัด (พัทลุง)

สมาชิกบางส่วนกลับเข้ารับราชการภายหลังที ่“คณะราษฎร”นิรโทษกรรมความผิดที ผ่านมาให้ นอกจากนี้ พวกเขาได้สนับสนุนพิมพ์หนังสือเอกสารสนับสนุนการปฏิวัติออกแจกจ่ายด้วย รวมทั้ง มานิต วสุวัต ผู้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ที เสียสละยอมให้หนังสือพิมพ์ของตนเป็นหัวหอกในการสนับสนุนการปฏิวัติได้รับการ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนชุดแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทยเช่นกัน

แม้ “คณะราษฎร” จะทําการปฏิวัติเปลี่ ยนแปลงระบอบการปกครองของสยามได้ แต่กลุ่มอํานาจเก่ามิได้ถูกขจัดไปทั้งหมด ทําให้การปฏิวัติ 2475หาได้ปลอดจากการต่อต้าน เห็นได้จากกลุ่มอํานาจเก่าให้การสนับสนุนกบฎบวรเดช(2476) แต่ “คณะราษฎร”ก็สามารถปราบกบฏบวรเดชลงได้

และต่อมามีการจัดงานฌาปนกิจศพเหล่าทหารและตํารวจ ฝ่ายคณะราษฎร จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เชิญ“คณะร.ศ.130” ร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพเจ้าหน้าที ฝ่ายรัฐบาลที สละชีวิตปกป้องระบอบใหม่

แบบและประสบการณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศสในความคิดของแกนนําคณะราษฎร
วัฒนธรรมปฏิกริยาต้านปฏิวัติ-ฝ่าย ปฏิกริยาได้ผลิตงานโฆษณาชวนเชื่้อออกมาจำนวนมากเพื่อต่อต้านการปฏิวัติ หนึ่งในนั้นคือนวนิยาย"สี่แผ่นดิน"ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเป็นละครเวทีที่เต็มไปด้วยชุดวาทกรรมประณามการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เช่น"ทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน ,ชิงสุกก่อนห่าม ,คิดเอาอย่างฝรั่งโดยหลงลืมวัฒนธรรมและัการเมืองแบบไทยๆ" ตลอดจนโหยหาชีวิตในสทัยราชาธิปไตยว่าเต็มไปด้วยความสุขสมบูรณ์ชวนฝัน จนถึงล่าสุดเขียนบทให้ 1 ในคณะปฏิวัติรำพึงรำพันสารภาพผิดที่ก่อการปฏิวัติในวันนั้น

ภายหลังการปฏิวัติ 2475 สังคมสยามมีความตื่ นตัวกับการเปลี ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวอย่างมาก เห็นได้จากในขณะนั้น มีการผลิตหนังสือที กล่าวถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั งเศสหลายเล่ม เช่น “ประวัติศาสตร์สมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส”(2477) “ปฏิวัติฝรั่งเศส ฉบับพิศดาร” และ “ขุมปฏิวัติ(ปฏิวัติฝรั่งเศสฉบับประชาชน)”

มีการเกริ ่นนําในหนังสือว่า “ดุเดือดที่สุด… เลวร้ายที่สุด…ทารุณี.สุด…แต่ก็ดีที่สุด ปฏิวัติฝรั่งเศสระเบิดขึ้นในปี ค.ศ.1789 ไม่ใช่แต่ฝรั่งเศสเท่านั้นเปลี่ยนโฉมหน้าไป โลกทั้งโลกก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเป็นการพลิกประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่”

สองปีหลังการปฏิวัติ เราจะเห็นท่าทีของนายปรีดีที มีความประนีประนอม เนื ่องจาก เขาอาจคิดว่า กลุ่มอํานาจเก่าคงจะไม่ต่อต้านการปฏิวัติ 2475อีก และเขาต้องการทํางานมากกว่าการพะวักพะวงกับปัญหาการต่อต้าน เขากล่าวว่า เป้าหมายของเขาอยู่ที่ ความสุขสมบูรณ์ของประชาชนมากกว่าการเปลี ยนแต่เพียงแบบ และเขาวิจารณ์การปฏิวัติฝรั งเศส 1789 ว่า การปฏิวัติฝรั งเศสเป็นการปฏิวัติที ไม่สมบูรณ์(Revolution imparfaite) เนื องจากให้ความสําคัญกับการ“เปลี่ยนแบบ เปลี่ยนบุคคลผู้เป็นประมุขแห่งการปกครอง” มากกว่าการสร้างความสุขสมบูรณ์ของประชาชน การดําเนินการของคณะปฏิวัติฝรั่ งเศสจึงนําไปสู่การช่วงชิงอํานาจทางการเมืองที ไม่รู้จบ เขาเห็นว่า แบบการปฏิวัติฝรั งเศสที ่หาได้มุ่งสู่ความสุขสมบูรณ์เป็นแบบที ไม่ควรนํามาใช้กับสยาม

ในขณะที ในเวลาต่อมา จอมพล ป. เพื ่อนนักปฏิวัติในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอย่างตระหนักถึงผลที ่จะตามมาภายหลังการปฏิวัติของ“คณะราษฎร”จากการต่อต้านโดยกลุ่มอํานาจเก่าต่อ สภาผู้แทนฯในปี 2482 หลังรัฐบาลได้ปราบปรามการก่อการบกบฎและก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มอํานาจเก่าลงได้ เช่น กบฏบวรเดช การลอบสังหาร“คณะราษฎร” และตัวเขา(2476-2481) เขาได้กล่าวว่า “การเปลีjยนแปลงการปกครองนัhน ใช่ว่าจะเปลีjยนแต่ระบอบแล้วย่อมเป็นการเพียงพอ ...ยังต้องคอยควบคุมดูแลมิให้ถอยหลังกลับเข้าสู่ที่เดิมอีก ู ”

และในปี 2483 เขาได้กล่าวย้ำกับสภาผู้แทนฯอีกว่า “ระบอบเก่าและระบอบใหม่นี้จะต้องรบกันไปอีกนานจนกว่าระบอบใดจะชะนะ และผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วยจะต้องรบกันไปอีกและแย่งกันระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้ ”

บทความนี้ ขอสรุปด้วยการยกคําพูดของ ปรีดี แกนนําสําคัญใน“คณะราษฎร” ผู้ร่างประกาศคณะราษฎร(2475) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที สุด(2475) ผู้เคยไม่เห็นด้วยกับการนําแบบการปฏิวัติฝรั งเศสมาใช้(2477) ผู้เคยเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์(2484-2489) และต่อมาเขาได้พยายามปรองดองและปลดปล่อยกลุ่มอํานาจเก่าโดยหวังว่า กลุ่มอํานาจเก่าจะลืมความขัดแย้งในอดีต และร่วมมือกันสร้างสรรค์การปกครองที่ ยอมรับอํานาจประชาชน(2488)

ไม่นานจากนั้นเขาได้ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการสวรรคต(2489-2490) และพ้นอํานาจไปด้วยกลุ่มคนที่เขาเคยทําดีด้วย(2490) ในเวลาต่อมา เขาได้วิเคราะห์การเมืองไทยด้วยสายตาของนักปฏิวัติในช่วงปลายแห่ง ชีวิต(2526)ที่น่าคิดว่า
“ในเมืองไทยเวลานี้ ซากทาส-ศักดินายังมีพลังมากหรือน้อยเพียงใดก็ไม่ควรประมาท คิดว่าได้อํานาจรัฐแล้ว จะไม่มีซากเก่าคอยจองล้างจองผลาญอย่างนั้นหรือ ? ”


********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ซีรีส์ชุด ร่วมเฉลิมฉลองปีมหามงคลบรรพชนปฏิวัติ80ปี2475-100ปีร.ศ.130

Friday, February 10, 2012

"รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย" ชื่นมื่น

ที่มา Voice TV



Voice News ประจำวันที่ 10 ก.พ. 55

- "รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย" ชื่นมื่น

- แอมนาสตี้ย้ำมหาวิทยาลัยไทย อย่าละเมิดสิทธิฯ

- เสกโลโซ พร้อมกับเข้าสังคมแล้ว

"รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย" ชื่นมื่น
งาน"รักเมืองไทยเดินหน้าประเทศไทย" ชื่นมื่น คนสำคัญจากทุกแวดวงเข้าร่วมงานรวมทั้งคนสำคัญอย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์


แอมนาสตี้ย้ำมหาวิทยาลัยไทย อย่าละเมิดสิทธิฯ
องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนชื่อดังอย่างแอมนาสตี้เรียกร้องมหาวิทยาลัยไทย เปิดพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการย้ำมติห้ามเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


เสกโลโซ พร้อมกับเข้าสังคมแล้ว
เสกโลโซ พร้อมกลับสู่สังคมแล้ว หลังรับการบำบัดยาเสพติดนานครึ่งเดือนเจ้าตัวเผยไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อีก พร้อมเอาอาชีพนักร้องในวงการการันตี

รีวิวหนังสือ A Life’s Work โดย พอล เอ็ม แฮนด์ลีย์

ที่มา ประชาไท


“งานชิ้นนี้ไม่ได้เข้ายึดครองการอธิบายเกี่ยวกับสถาบันฯโดยตรง
แต่เป็นงานที่พยายามให้สถาบันกษัตริย์ผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ให้ง่ายขึ้น”

---

ปลายปีที่ผ่านมามีการออกหนังสือ King Bhumibol Adulyadej, A Life’s Work: Thailand’s Monarchy in Perspective หนังสือเล่มนี้เป็นที่สนใจของปัญญาชนทั้งสายอนุรักษ์นิยมและสายวิพากษ์ โดยถือว่าเป็น “เสียง” ที่ออกมาจากทางฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์หลังจากที่ประเทศไทยผ่านวิกฤตการณ์ ทางการเมืองโดยเฉพาะตั้งแต่รัฐประหาร พ.ศ.2549 เป็นต้นมา

พอล เอ็ม แฮนด์ลีย์ นักข่าวผู้เขียนหนังสือเล่มสำคัญคือ The King Never Smiles: A Biography of Thailand’s Bhumibol Adulaydej ซึ่งเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย ได้เขียนบทรีวิวหนังสือเล่มนี้ในเวบไซต์นิวมันดาลา [http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2012/01/16/review-of-a-life%E2%80%99s-work-tlcnmrev-xxxi/] ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในกระทู้นี้ และมุมมองต่อหนังสือเล่มนี้อันแตกต่างกันไปอย่างสำคัญ

คณะนักเขียนแสงสำนึกเห็นว่า บทรีวิวนี้มีประโยชน์ในการจะเปิดพื้นที่การอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องสถาบันพระ มหากษัตริย์ไทยในสมัยใหม่ จึงแปลและเรียบเรียงมาแลกเปลี่ยนกับผู้ที่สนใจ

0 0 0

ในวาระครบรอบการครองราชย์ 50 ปีของพระมหากษัตริย์ในปี พ.ศ.2539 ราชสำนักได้ออกหนังสือเล่มหนาเกี่ยวกับชีวิตและงานของพระองค์ ซึ่งเสนอภาพใหม่ๆ ของรัชกาลปัจจุบัน การออกหนังสือในปีนั้นถือว่าช้าไปมากแล้ว ประเทศไทยผ่านการเติบโตทางเศรษฐกิจติดต่อกันเป็นสิบๆ ปี และทำให้สังคมมีสปริตของความมุ่งมั่น เพราะความเป็นสังคมทุนนิยมอย่างเข้มข้นและบริโภคนิยม ทำให้เกิดข้อเรียกร้องจะมีรัฐบาลที่ดีกว่าเดิม มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม การเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งนั้นทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกทิ้งให้ล้าหลัง แน่นอน เราในวันนี้รู้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจกำลังจะตามมาในหนึ่งปีหลังจากนั้น แต่ในเวลานั้นไม่มีใครรู้ และจะต้องมีอะไรบางอย่างที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทันกับยุคกับสมัย

เพราะฉะนั้นหนังสือ Thailand’s Guiding Light [1] จึงเกิดขึ้น พิมพ์โดยบางกอกโพสต์ แต่ชัดเจนว่าได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก ในหนังสือเล่มนี้ สุเมธ ตันติเวชกุล และอานันท์ ปันยารชุน ได้กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างระมัดระวังในฐานะสถาบันในสมัยใหม่ สุเมธผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาของพระมหากษัตริย์ได้ฉายภาพว่า พระองค์เป็น “นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม” สมัยใหม่ ด้วยทรงเข้าใจถึงปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้ากระแสเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเกิดเสียอีก ท่ามกลางข้อเรียกร้องให้มีส่วนร่วมของสาธารณะในโครงการใหญ่ต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านนั้น สุเมธกล่าวว่า “พระองค์ทรงยึดหลักการมีส่วนร่วมรับรู้รับฟังของสาธารณะตลอด 30 ปีที่ผ่านมา...ซึ่งเป็นกระบวนการที่โปร่งใสในการมีส่วนร่วมของสาธารณะ...มัน ไม่ได้เป็นระบบระเบียบ แต่เป็นธรรมชาติ”

ส่วนอานันท์ ผู้มีความใกล้ชิดกับทางราชสำนัก ได้อธิบายถึงพระเจ้าอยู่หัวฯว่า เป็นนักรัฐธรรมนูญที่ยึดหลักความรับผิดชอบ

ปัจจุบันประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข มุ่งหวังจะเป็นประเทศที่สังคมพัฒนาแล้ว แต่หลักการทางจารีตประเพณีของธรรมราชาและทศพิธราชธรรมยังคงมีความสำคัญอัน ยิ่งยวดต่อสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน พระองค์ได้ทรงแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องถึงความเข้าใจต่อความเป็นกษัตริย์ใน ระบอบรัฐธรรมนูญ และความเป็นสัญลักษณ์ของจารีตประเพณีการปกครองของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ในขณะเดียวกัน

ต่างจากในอดีตที่ผ่านมา อานันท์ได้ยืนยันว่า พระมหากษัตริย์ทรงเกี่ยวข้องกับการเมือง ทรงพบกับนายกรัฐมนตรีทุกสัปดาห์ “เพราะฉะนั้นอิทธิพลทางอ้อมของพระองค์ต่อนโยบายและมาตรการของรัฐบาลไม่ควร ถูกมองข้าม” นี่เป็นเรื่องใหม่และสร้างสรรค์และเป็นประชาธิปไตยในสมัยใหม่ อานันท์ยังได้กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีสิทธิทางรัฐธรรมนูญ โดยเขาไม่ได้อ้างกฎหมายไทย แต่อ้างไปถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบอบรัฐธรรมนูญชาวอังกฤษของศตวรรษที่ 19 วอลเตอร์ เบกอต ผู้ซึ่งกล่าวว่ากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญอังกฤษทรงมีสิทธิสามประการ คือให้คำแนะนำ ตักเตือน และกระตุ้น อานันท์เสริมว่า “พระองค์ยังทรงยึดหลักความรับผิดชอบ ที่พระองค์ทรงทำนั้นสาธารณะสามารถเห็นได้ ซึ่งมันไม่ใช่ภาระความรับผิดชอบในความหมายทางกฎหมาย ...แต่มันมีความโปร่งใสอยู่...”

การให้ภาพใหม่แม้ไมได้นำสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทันไปกับยุคสมัยเศรษฐกิจ เติบโต แต่ก็ได้นำสถาบันฯออกมาข้างหน้า การล่มสลายของเศรษฐกิจในปีถัดมา ทำให้สิ่งต่างๆ กลับหัวกลับหางชั่วคราว แต่ทันใดนั้นก็ทำให้พระมหากษัตริย์มีตำแหน่งแห่งที่อย่างสมบูรณ์ โดยอยู่ตรงกลางของ ยุคสมัย ของความเป็นสมัยใหม่และความเรียบง่าย และทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงก็อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด พระองค์ทรงกินข้าวกล้อง และทุกคนก็ปฏิบัติตาม รู้ว่าทรงเป็นฝ่ายถูกมาโดยตลอด

---

ทศวรรษครึ่งถัดมา วาระพระชนมพรรษา ครบ 7 รอบ คลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่ทำให้สถาบันเริ่มตกสมัยก็ได้ผลักให้หนังสือ เล่มใหม่ออกมา อีกครั้งที่มีอานันท์และสุเมธเป็นผู้นำ อีกครั้งหนึ่งที่พวกเขานำสถาบันฯมาข้างหน้า และอีกครั้ง หากแต่ด้วยความระมัดระวังล้นเกิน และการอาศัยการตีความ พวกเขาไปไม่ถึงในสิ่งที่จะต้องทำให้แก่สถาบัน แต่พวกเขาก็ได้ทำมากพอที่จะรักษาภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์เอาไว้ และนั่นดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับวันนี้

A Life’s Work เป็นหนังสือเล่มหนาจากสำนักพิมพ์สัญชาติสิงคโปร์ Didier Millet เขียนโดยนักเขียนผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองไทยอย่างคริส เบเกอร์ เดวิด สเตร็คฟัส พอพันธ์ อุยยานนท์ นักข่าวและอดีตนักข่าว โดมินิค ฟาวเดอร์ จูเลียน เกียริ่ง ริชาร์ด เออลิช พอล วีเดล โรเบิร์ต ฮอร์น และโรเบิร์ต วูดโรว รวมทั้งนักเขียนสารคดีท่องเที่ยวโจ คัมมิ่งส์

ผู้ดูแลการผลิต ในแง่หนึ่งถือได้ว่า เป็นคณะกรรมการด้านยุทธศาสตร์จากทางราชสำนัก อานันท์ สุเมธ บุตรี วีระไวทยะ ปราโมทย์ ไม้กลัด วิษณุ เครืองามและคนอื่นๆ

ในขณะที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคปลายรัชกาล และหลังจากที่ความวุ่นวายในหลายปีที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดการอภิปรายและการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างกว้างขวาง (รวมทั้งงานของผู้เขียนเอง) พระมหากษัตริย์ควรจะมีหนังสือใหม่อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับพระองค์ เกี่ยวกับชีวิตและงานของพระองค์ เป็นหนังสือที่ไม่ต้องมีทิศทางแบบวิพากษ์วิจารณ์ แต่สามารถเติมรอยโหว่ของหนังสือชีวประวัติของพระองค์ที่ผ่านมา สามารถแก้ไขวันที่และรายชื่อต่างๆ ให้ถูกต้อง เป็นหนังสือที่ “นำเสนอ” มากกว่าที่จะ “สรรเสริญ” ชีวิตของพระองค์ หลังจากระยะเวลา 65 ปีของการครองราชย์นั้น กระบวนการสร้างมายาคติสามารถทำงานของมันได้เองอยู่แล้ว

ชื่อรองของหนังสือ “Thailand’s Monarchy in Perspective” บอกถึงจุดประสงค์อีกอันหนึ่ง คือมันส่งสัญญาณว่า ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่ได้เป็นการตอบโดยตรงต่อ The King Never Smiles [2, TKNS หลังจากนี้] และงานวิพากษ์อื่นๆ จากนั้น แต่มันก็คือการตอบโต้ คือการ “ขอคืนพื้นที่” การอธิบายจากผู้ที่วิพากษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมด มันขอคืนพื้นที่จาก TKNS จากสเตรคฟัส [3] จากสื่อและองค์กรสิทธิมนุษยชนเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขอคืนพื้นที่การอธิบายจากพอพันธ์ [4] และนิตยสารฟอร์บส์ [5] ในเรื่องความมั่งคั่งของราชวงศ์ และงานอื่นๆ ที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์สมัยใหม่

ทางราชสำนักยังมีอีกบางเรื่องที่ต้องสื่อสารออกมา คือหนึ่ง - สถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกคุกคาม ซึ่งทำให้การคงอยู่ของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเป็นเรื่องจำเป็น สอง - เรื่องความมั่งคั่งของราชวงศ์ ว่าเป็นของราชวงศ์เอง ไม่ใช่ของสาธารณะ และสาม – สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชจะเป็นผู้ขึ้นครองราชย์

ไม่มีอะไรผิดเกี่ยวกับการประกาศจุดยืนของตนเอง สถาบันจะต้องตามสถานการณ์ปัจจุบันให้ทัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่เวบไซต์ประชาไทหรือในห้องแชทต่างๆ แต่กับเวทีอภิปรายวิชาการต่างๆ กับสื่อต่างประเทศ และสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ 2540 ที่ปฏิเสธไม่ได้ และต้องหยุดข้อสงสัยโดยเฉพาะเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์

ในแง่ของสไตล์ หนังสือเล่มนี้เป็นความยุ่งเหยิง มันแสดงเรื่องประวัติศาสตร์กษัตริย์ของราชอาณาจักรสยาม ชีวิตของพระมหากษัตริย์ในช่วง 12 รอบที่ผ่านมา งานด้านการพัฒนา และส่วนที่พูดถึงประเด็นร้อน – ความร่ำรวยของสถาบัน เรื่ององคมนตรี การสืบราชสันตติวงศ์และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เราไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียนและตรวจส่วนต่างๆ เหล่านี้ แต่อย่างน้อยเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า กองบรรณาธิการพยายามไม่ให้มัน “แรงเกินไป” โดยเฉพาะว่าผู้เขียนเหล่านี้ก็คือคนที่ต้องการตามให้ทันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้ในขณะที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่ A Life’s Work ไม่ได้เป็นงานอำพรางข้อเท็จจริง งานชิ้นนี้ไม่ได้เข้ายึดครองการอธิบายเกี่ยวกับสถาบันฯโดยตรง แต่มันพยายามให้สถาบันกษัตริย์ผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ให้ง่ายขึ้น

คำนำของอานันท์แสดงให้เห็นว่า ราชสำนักได้เห็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารใหม่ที่ตนเองจะต้องพบ และเน้นในวิธีการ “สร้างความสมดุลย์ ความเป็นภววิสัย และความถูกต้อง” ในเรื่อง “ที่เป็นที่สนใจไปตลอดของคนจำนวนมากขึ้นเรื่อย” (น.11)

คำบรรยายเกี่ยวกับประเพณีของสถาบันกษัตริย์ก็เป็นไปตามปกติมาตรฐานที่ อธิบายกันทั่วไป โดยอธิบายพัฒนาการของมโนทัศน์เรื่องธรรมราชาอันมีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งในสมัยอยุธยานั้นอ่อนแอ แต่เริ่มมาแข็งแรงมากขึ้นในยุคของราชวงศ์จักรี ข้อมูลเพิ่มเติมของพระมหากษัตรยิ์ในราชวงศ์จักรีนั้น ดูจะมีมายาคติน้อยกว่าที่เคย โดยมีการเปรยถึงความโกลาหลสมัยรัชกาลที่ 6 และรับรู้ถึงความอ่อนแอที่นำมาซึ่งการปฏิวัติ พ.ศ.2475 แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ใส่ร้ายคณะราษฎร การสละราชย์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มันก็หยุดการอธิบายอย่างที่เคยผ่านมา ว่ารัชกาลที่ 7 ทรงมีศีลธรรมอันสูงส่งกว่าเหล่านักการเมืองที่เข้ามาแสวงหาอำนาจ ถึงกระนั้นงานชิ้นนี้ก็ยกพระมหากษัตริย์ว่าเป็นตัวเลือกที่ “เหมาะสมที่สุด” (น.41) ในการจะกอบกู้ราชบัลลังก์ แต่โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยคำยกยอปอปั้นหรือคำสรรเสริญแต่อย่างใด

ในส่วนชีวประวัติของ A Life’s Work นั้น ดูจะดีที่สุดจากมุมมองของการอธิบายแบบกระแสหลัก มันพูดถึงเหตุการณ์สำคัญๆ เกือบทั้งหมด ได้เรียงร้อยเรื่องการเมืองเข้ากับพัฒนาการของครอบครัว และโครงการส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ กรณีสวรรคตของในหลวงอานันท์ก็ถูกพูดถึง พูดถึงทฤษฎีที่มีการกล่าวถึงทั้งหมด – แต่ไม่รวมถึงทฤษฎีที่คนกล่าวถึงมากที่สุดเอาไว้ด้วย เป็นที่น่าประหลาดใจว่า ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ในเรื่องนี้เลย ทิ้งให้เรื่องนี้เป็นปริศนาเหมือนเดิม

ความวุ่นวายของช่วงกลางทศวรรษที่ 2510 ก็ถูกเล่าแปลกๆ ซ้ำๆ หนังสือเล่าว่า เดือนธันวาคม พ.ศ.2518 พระมหากษัตริย์ทรง “ไม่ได้วิตกกับการล้มลงของโดมิโนในอินโดจีน” (น.133) ยังเล่าอีกว่า ในเดือนกันยายน พ.ศ.2519 พระมหากษัตริย์และพระราชินีไม่ได้พบกับถนอม กิตติขจร หลังจากที่เดินทางกลับเมืองไทยและบวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ส่วนวันที่ 6-7 ตุลาคม พระมหากษัตริย์เสวยข้าวเย็นกับเจ้าหญิงอลิกซ์ของเบลเยียม จากนั้นก็พบผู้บริจาคเงินโครงการพระราชดำริ และทรงออกไปวิ่งจ๊อกกิ้ง “โดยลำพังอย่างครุ่นคิด” (น.137)

รัฐประหารในปีพ.ศ.2534-2535 และการลุกขึ้นประท้วง ก็ถูกเล่าออกมา ส่วนใหญ่จากมุมมองของผู้ประท้วง โดยดูจะพยายามไม่เลือกข้าง

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ หนังสือได้กล่าวถึงเรื่องของบุคคลสำคัญทางการเมืองที่จะต้องต่อสู้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาในสื่อกระแสหลักและหนังสือเรียนไม่เคยพูดถึง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปรีดี พนมยงค์ และนายกรัฐมนตรีเกือบทุกคน อาจจะยกเว้นก็คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ในวัฒนธรรมทางการก็ไม่มีคนทั้งสองเช่นกัน

แม้บทบาทของบุคคลสำคัญทางการเมืองเหล่านี้ดูจะไม่ชัดเจนในหนังสือเล่มนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด มันได้แสดงให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์และความแตกต่างของประเด็นทางการเมืองที่ เป็นปัญหาของทั้งสองฝ่าย จอมพล ป.มี “บุคคลิกที่มีเสน่ห์เวลาปรากฏตัว” และ “หนังเหนียว” (น.94) แน่นอนว่าจอมพลสฤษดิ์จงรักภักดีมากกว่า แต่ชื่อเสียงในทางลบก็มีมาก ส่วนของจอมพลถนอม-ประภาสแทบจะไม่มีการกล่าวถึง แต่สิ่งที่กล่าวนั้นก็ค่อนข้างเป็นแง่ลบทีเดียว สำหรับเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์นั้นมีอำนาจ “ปานกลาง” (น.137)

งานชิ้นนี้ก็ครอบคลุมถึงทักษิณ ชินวัตร และการต่อสู้เสื้อเหลืองเสื้อแดง โดยยอมรับถึงความนิยมของทักษิณ และลักษณะความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด ในหนังสือเล่มนี้ทักษิณดูจะเป็นบุคคลผู้จงรักภักดีอย่างมาก กล่าวถึงเสื้อเหลืองเสื้อแดงว่า ต่างสร้างความวุ่นวายและความเสียหาย ทั้งนี้เสื้อแดงดูจะแย่กว่าเล็กน้อย – รัฐประหาร พ.ศ.2549 นั้นเป็น “หายนะ” (น.178) และองคมนตรีสุรยุทธ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ล้มเหลว

และหนังสือก็กล่าวอย่างไม่อ้างอิงหลักฐานใดๆ ถึงสมาชิกราชวงศ์และงานศพของผู้เคลื่อนไหวเสื้อเหลืองคนหนึ่ง (น.180) และเสียงกระซิบกระซาบถึงคำวิจารณ์และความวุ่นวายทางการเมือง อย่างไรก็ตาม หนังสือยืนยันว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไม่แสดงสัญญาณการเข้าข้างฝ่ายใดๆ” (น.180) ในส่วนการรัฐประหาร พ.ศ.2549 ทรงดำรงอยู่เหนือความขัดแย้ง เมื่อประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญได้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

ในขณะที่หนังสือเล่มนี้เป็นการพยายามปรับปรุงจากประวัติศาสตร์ฉบับทางการ ก่อนหน้านี้ แต่มันก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ไม่ใช่เพราะว่ามันเต็มไปด้วยอคติ หากแต่เพราะมันใช้ “วิธีการทางประวัติศาสตร์แบบฟอเรสต์ กัมป์” ในหนังเรื่องนั้น เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการมองแบบคลุมเครือ โหยหาอดีต ประวัติศาสตร์แบบนี้ไม่มีอะไรดีหรือเลว เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นในยุคของมัน

ดังนั้นในหนังสือเล่มนี้ การปฏิวัติ พ.ศ.2475 กรณีสวรรคตของในหลวงอานันทมหิดล และความพ่ายแพ้ของจอมพล ป. และปรีดี ความรุนแรงในทศวรรษที่ 2510 และเหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ.2535 ได้เกิดขึ้นทั้งหมด กลุ่มต่างๆ ปะทะกัน สันติภาพกลับมา และประเทศไทยก็เดินต่อไป แต่มันไม่ชัดเจนเลยว่า ทำไมบุคคลหรือเหตุการณ์เหล่านั้นได้เกิดขึ้น พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ที่นั่นเสมอ อย่างต่อเนื่องและแน่วแน่อยู่ข้างประชาชน และอานันท์ก็ได้สรุปในส่วนนี้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทในการให้คำปรึกษา กระตุ้น และตักเตือนรัฐบาล แต่ “เช่นเดียวกับราชวงศ์ทั่วโลก” พระองค์ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับสาธารณชน

ส่วนที่สองของหนังสือครอบคลุมงานของพระมหากษัตริย์ในเรื่องสาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาชนบทและเศรษฐกิจพอเพียง ถึงแม้จะมีรายละเอียดบางประการที่แสดงให้เห็นข้อวิจารณ์ของโครงการพระราช ดำริก็ตาม แต่โดยรวมแล้วไม่มีอะไรใหม่ในส่วนนี้ ส่วนที่พูดถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง เหมือนรายงานของ UNDP ในปีพ.ศ.2550 ที่เคยเขียนมาแล้ว จุดประสงค์หลักของส่วนนี้ คือต้องการแก้ไขความเข้าใจผิดต่อพระมหากษัตริย์ ว่าจริงๆ แนวคิดของพระองค์เป็นหลักการโดยกว้าง ไม่ได้เป็นแผนการพัฒนา และพระองค์หมายความถึง ความพอเพียงโดยรวม ไม่ใช่กับเฉพาะปัจเจกเท่านั้น โดยยังมีหวังว่านักวิชาการจะเห็นด้วย

เวลาไม่กี่ปีอาจสั้นเกินไปที่จะประเมินผลกระทบของของหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้เน้นว่า ยังต้องการการเปลี่ยนแปลงของความคิดอย่างลึกซึ้ง และนั่นคงกำลังเกิดขึ้น แต่จะต้องรอการขึ้นมาของคนรุ่นที่ได้ศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่โรงเรียน (น.279)

---

ส่วนที่ 3 ของ A Life’s Work “มงกุฏ” ไม่ได้พูดถึงพระมหากษัตริย์ แต่เป็น “ประเด็นที่เราจะต้องขบคิด เพราะคนจะไม่หยุดพูดถึงเรื่องเหล่านี้” นั่นก็คือเรื่องความมั่งคั่งของราชวงศ์ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การสืบราชสันตติวงศ์ และเรื่องคณะองคมนตรี แต่ละเรื่องถูกพูดถึงทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และแง่กฎหมาย และส่วนนี้ของหนังสือเห็นได้ถึงการยอมรับการตรวจสอบมากขึ้นของราชสำนัก

ในเรื่องคณะองคมนตรี หนังสือยืนยันว่า องคมนตรีมีบทบาทจำกัดและไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง โดยมีอยู่เพื่อพิจารณาโครงการหลวงและตรวจสอบเอกสารการขอพระราชทานอภัยโทษตาม ที่องคมนตรีเกษม วัฒนชัย ได้กล่าวเอาไว้ว่า คนเชื่อว่าองคมนตรีมีอำนาจเพราะชื่อตำแหน่ง และนักข่าว นักวิชาการมักนำสิ่งที่องคมนตรีกล่าวไปเสนอซ้ำ “คนไทยเชื่อว่าอะไรที่ดูสูงส่งมักจะมีอำนาจ” (น.322)

กระนั้นหนังสือก็กล่าวว่า คณะองคมนตรี “จู่ๆก็กลายมาเป็นประเด็นการอภิปรายอย่างกว้างขวาง” (น.3231) รวมทั้งข้อกล่าวหาที่ว่า องคมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารในปี พ.ศ.2549 หนังสือไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ แต่กล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง องคมนตรีคงได้ “กระทำไปโดยฐานะส่วนตัว” คำพูดของ พล.อ.เปรม ที่กล่าวกับกองทัพหน่วยต่างๆ ก่อนหน้าการรัฐประหารที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางนั้น “ไม่ได้กระทำในฐานะประธานองคมนตรี” (น.323)

ในเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ หนังสือได้กล่าวถึงฐานะทางประวัติศาสตร์และกฎหมายโดยละเอียด ยืนยันราชประเพณีของราชวงศ์จักรีว่า “รัชทายาทที่ฉลาดที่สุดและเหมาะสมที่สุดจะถูกเลือก” (น.327) หนังสือยังกล่าวถึงอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการเลือกผู้ที่พระองค์ต้องการ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลปี พ.ศ.2467 จะบัญญัติว่าอย่างไร

แต่ก็แปลกที่หนังสือกล่าวถึงการอนุญาตให้มีผู้สืบทอดหญิงในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 โดยไม่อธิบายว่าเพราะอะไร – ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเป็นเพียงรัชทายาทชายองค์เดียวที่เหลือในรุ่นของ พระองค์ และหนังสือก็ไม่ได้กล่าวว่า รัฐธรรมนูญและกฎหมายปี พ.ศ.2467 ที่ว่าผู้หญิงไม่สามารถขึ้นครองราชย์ได้นั้นถูกประนีประนอมอย่างไร ในหนังสือไม่มีการกล่าวถึงสมเด็จพระเทพฯ ในบทเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ แม้จะได้รับความนิยมและได้รับตำแหน่งเป็นสยามบรมราชกุมารีในปี พ.ศ.2520 นัยว่าทรงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งด้วย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น หนังสือสรุปว่า

ยังมีความเชื่อกันอยู่ว่า...ยังไม่มีการตัดสินใจว่าใครจะเป็นผู้ที่จะ ขึ้นครองราชย์...หากทุกอย่างยังเป็นเช่นในปี พ.ศ.2554 เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คณะรัฐมนตรีจะเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จะเชิญเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชขึ้นครองราชย์ (น.333)

ส่วนที่พูดถึงความมั่งคั่งของสถาบันฯและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ก็น่าสังเกต ที่อ้างถึงงานศึกษาชิ้นสำคัญของพอพันธ์ อุยยานนท์ ว่ามีทรัพย์สินอยู่ 3 หมื่น 3 พันล้านเหรียญ (ในปี พ.ศ.2548) และนั่นก็เป็นหลักฐานที่นิตยสารฟอร์บส์นำไปใช้ในการมองพระมหากษัตริย์ว่า เป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก (โดยไม่ได้นับรวมความมั่งคั่งจากการค้าน้ำมันของกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ของ อ่าวเปอร์เซียด้วย) ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ซึ่งดูเหมือนว่าจะช่วยในการเขียนส่วนนี้ ดูจะยอมรับว่า มีความสนใจพุ่งมาที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เขาได้เพิ่มรายละเอียดทางประวัติศาสตร์บางอย่างลงไป และได้ยืนยันตรงไปตรงมาว่า สำนักงานทรัพย์สินฯไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ แม้ว่ากฎหมายจะบัญญัติให้พระองค์มีอำนาจเช่นนั้นก็ตาม แต่สำนักงานทรัพย์สินฯเป็นของพระมหากษัตริย์ในฐานะ “สถาบัน” (น.283) และมันไม่ได้เป็นภาระใดๆ ของประชาชน แต่หลักการรับผิดชอบก็มีข้อจำกัดของมันเช่นกัน จิรายุกล่าวว่า “ความสงสัยที่เกิดขึ้นมากมายจะทำให้ความสัมพันธ์ที่มีเกียรติและดำรงอยู่ ด้วยความเชื่อนั้นเสื่อมถอยลง กำไรที่เพิ่มขึ้นของสำนักงานทรัพย์สินฯในยุคสมัยนี้ ทำให้ผมคิดอย่างจริงจังอยู่ตลอดเวลาถึงความสมดุลย์อันเหมาะสม” (น.301)

และส่วนสุดท้าย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เวลานี้มีผู้ถูกจับกุมมากมาย และหลายคนก็ถูกตัดสินคุมขังจากกฎหมายนี้แล้ว ฉะนั้นราชสำนักก็คงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ได้ยาก หนังสือกล่าวว่า เรื่องนี้เป็น “ขวากหนามอันใหญ่” (น.303) ในหลายกรณี แต่ไม่ได้บอกว่าเพราะเหตุใด ตอนนี้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ออกมาแล้ว ใครๆ ก็กล่าวหาคนอื่นได้ คดีก็จะไปตามระบบราชการ และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าคดีจะตกไป ความเสี่ยงเรื่องการจะได้รับโทษนั้น “มีอย่างท่วมท้น” (น.309)

หนังสือกล่าวว่า นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีอยู่ของกฎหมาย แต่อยู่ที่การเพิ่มขึ้นของการใช้กฎหมาย อัตราโทษ และกฎหมายถูกใช้ในฐานะอาวุธทางการเมือง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 แต่หากนี่จะทำให้ใครคิดว่าราชสำนักจะส่งสัญญาณว่า ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ ก็นับว่าคิดผิดถนัด เพราะในขณะเดียวกัน หนังสือก็กล่าวด้วยว่า ทำไมกฎหมายนี้ถึงจำเป็น ถึงแม้ว่าพระมหากษัตริย์ทรง “ไม่เคยฟ้องร้องประชาชนของพระองค์หรือใช้กฎหมายนี้เองเลย” (น.309)

สำหรับผู้เชี่ยวชาญกฎหมายฝ่ายนิยมเจ้าอย่างบวรศักดิ์ อุวรรณโณแล้ว กฎหมายนี้มีรากความเป็นมายาวนานในวัฒนธรรมไทย และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ “มีลักษณะเฉพาะ” นอกจากนี้อานันท์กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าพระองค์ไม่ได้สนพระทัยว่า กฎหมายนี้มีอยู่หรือไม่ แต่คนไทยจะไม่ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์พระองค์” (น.313)

หนังสือกล่าวว่า มากกว่านั้นคือภัยคุกคามที่แท้จริงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้สภาความมั่นคงแห่งชาติในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้พิจารณาว่า การบังคับใช้กฎหมายนี้จะส่งผลเสียต่อประเทศและสถาบันฯเอง แต่ข้อสรุปสำคัญก็คือ “กฎหมายหมิ่นฯยังจำเป็นสำหรับการต่อต้านผู้ที่มีจุดประสงค์จะล้มล้าง สถาบันฯ” และ “คณะกรรมการฯพิจารณาเห็นว่าไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อกฎหมายหมิ่นฯ ทั้งนี้เพราะมีภัยที่แท้จริงต่อสถาบันฯ ซึ่งจะมองข้ามไปไม่ได้” (น.312) ยังมีต่ออีกว่า

ชัดเจนว่าการโจมตีพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์และสถาบันของราชวงศ์ในอินเตอร์เน็ต และการพูดในสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องนี้มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ เรื่องการต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายนี้ (น.308)

หนังสือไม่ได้บอกว่าภัยนั้นคืออะไร และมาจากไหน ไม่มีความคิดเห็นโดยตรงจากราชสำนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่สำหรับใครที่หวังว่าจะมีการออกมาวิพากษ์กฎหมายโดยพระมหากษัตริย์นั้นล่ะ ก็ ผู้เขียนเห็นว่า การตอกย้ำความชอบธรรมของกฎหมายนี้ก็ถือว่าชัดเจนอยู่แล้วว่าราชสำนักคิดอะไร หนังสือกล่าวไว้ว่า ราชสำนักมองว่า ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายหมิ่นฯบางประเภทนั้นอันตราย ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ เช่นนักวิชาการ นักข่าว ชาวต่างชาติขี้เมา เป็นต้น ไม่ได้สลักสำคัญ และไม่เห็นความจำเป็นในการลงโทษจริงจังอะไร แต่หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงยอมรับว่า คนทุกคนไม่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย แต่มันยังไม่ได้ตอบคำถามว่า แล้วคนไทยที่นำงานเขียนของนักวิชาการและนักข่าวต่างประเทศมาเผยแพร่ล่ะ? มันจะมีวิธีที่ชอบธรรมในระยะยาว ในการบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างไม่เป็นการเมืองไหม?

---

ในฐานะที่เป็นหนังสือที่ระลึกของรัชสมัยปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ (รวมทั้งรูปที่พระองค์ทรงยิ้มที่เราไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก) ก็ทำหน้าที่ของมันได้ดี ทำให้ทันสมัยและปัดฝุ่นชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่แม้ว่าส่วนที่ 3 จะต่างออกไปจากส่วนอื่นของหนังสือมากก็ตาม บางคนก็อยากจะปรบมือให้กับราชสำนักที่รวมประเด็นร้อนๆ เหล่านี้เข้าไปในหนังสือด้วย และแน่นอนว่า มันถึงเวลาที่จะต้องมีการส่งสัญญาณของรัชกาลต่อไป หนังสือเล่มนี้ให้เหตุผลสนับสนุนการไม่เปลี่ยนแปลงของสถาบันฯ ซึ่งนั่นดูจะไม่ใช่วิธีอยู่ต่อไปที่ดีนัก

* พอล เอ็ม แฮนด์ลีย์ นักข่าว Agence France-Presse ในวอชิงตัน เขาเป็นผู้เขียนหนังสือสำคัญ The King Never Smiles: A Biography of Thailand’s Bhumibol Adulyadej (2006)

อ้างอิง
1. King Bhumibol Adulyadej : Thailand’s Guiding Light (Bangkok: Post Publishing, 1996).

2. Paul M. Handley, The King Never Smiles: A Biography of Thailand’s Bhumibol Adulaydej (New Haven: Yale University Press, 2006).

3. David Streckfuss, Truth on Trial in Thailand: Defamation, Treason, and Lèse-majsté (Milton Park, Oxon., and New York: Routledge, 2011).

4. ตัวอย่างเช่น Porphant Ouyyanont, “The Crown Property Bureau from Crisis to Opportunity,” pp. 155-186 in Pasuk Phongphaichit and Chris Baker, Thai Capital after the 1997 Crisis (Chiang Mai: Silkworm Books, 2008).

5. ดูเร็วๆนี้ใน “The World’s Richest Royals,” Forbes, 29 April 2011, at http://www.forbes.com/sites/investopedia/2011/04/29/the-worlds-richest-royals/.