WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 12, 2012

โลกตะลึงนักข่าวหัวเห็ดเปิดลับลอดช่องแตก

ที่มา Thai E-News


Andrew MacGregor Marshall อดีตผู้สื่อข่าวที่ลาออกจากสำนักข่าวรอยเตอร์ หลังรอยเตอร์ปฏิเสธจะตีพิมพ์เรื่องราวของเขา และหันมาเขียนเรื่อง ‘ความจริง’ เกี่ยวกับประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลเรื่อง สิงคโปร์แตก( The fall of Singapore, February 1942 ) โดยเปิดเผยเอกสารหลักฐานที่บันทึกไว้ในเวลานั้น

คลิ้กอ่าน http://www.zenjournalist.com/ แล้วคุณจะพบว่า พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก
แม้คุณจะเป็นคนประเภทที่ไม่เคยอยากสนใจใคร่รู้เรื่องเมืองลอดช่องมาก่อนก็เถอะ...มันมี"ข้อมูลสำคัญมาก"ที่คุณควรได้อ่าน

อ่านปาฐกถา "ธงชัย วินิจจะกูล: ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง" ฉบับเต็มที่นี่

ที่มา ประชาไท

อ่านปาฐกถา "ธงชัย วินิจจะกูล: ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง" ฉบับเต็มที่นี่

ปาฐกถาของ “ธงชัย วินิจจะกูล” ในงานเสวนาซึ่งจัดโดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ “เคยคิดไหมว่า อีก 50 ปีข้างหน้าประวัติศาสตร์จะบันทึกความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร จะบันทึกความขัดแย้งกรณีมาตรา 112 ว่าสะท้อนภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างไร ประวัติศาสตร์จะมองย้อนกลับมาแล้วประเมินและวิเคราะห์ปัจจุบันจากความรู้และ ทัศนะของอนาคตอย่างไร”

หมายเหตุ: เมื่อเวลา 19.00 น. วันนี้ (11 ก.พ.) ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัยวิสคอลซิล เมดิสัน สหรัฐอเมริกา กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ระบอบสังคมการเมืองที่ขัดฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง” ในรายการสนทนาซึ่งจัดโดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ เพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน โดยมีรายละเอียดของการปาฐกถาดังนี้

0 0 0 0 0 0

ระบอบสังคมการเมืองที่ขัดฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง

ธงชัย วินิจจะกูล
Department of History
University of Wisconsin-Madison, USA
& Asia Research Institute
National University of Singapore

ปาฐกถาในรายการสนทนาเพื่อหารายได้
สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์
จัดโดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ
11 กุมภาพันธ์ 2555

หมายเหตุ เอกสารนี้คือฉบับเต็มของคำบรรยายซึ่งต้องตัดให้สั้นลงตามเวลาที่กำหนด แต่เนื่องด้วยเวลาตระเตรียมเอกสารนี้มีจำกัด ผู้เขียนสามารถประมวลความคิดที่่ต้องการนำเสนอได้ แต่ไม่สามารถทำเชิงอรรถอ้างอิงของเนื้อหาสาระหลายแห่งที่ผู้เขียนเรียนรู้ จากผลงานของผู้อื่นให้ถูกต้องเรียบร้อยได้ จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ และผู้เขียนจะปรับปรุงให้สมบูรณ์ในโอกาสต่อไป หากผู้ใดจะนำเอกสารนี้ไปใช้ สรุปความ หรือรายงานทางสื่อใดๆ ขอความกรุณากระทำด้วยความรับผิดชอบ ไม่บิดเบือนสาระหรือสื่อความผิดไปจากที่นำเสนอในที่นี้

เคยคิดไหมว่า อีก 50 ปีข้างหน้าประวัติศาสตร์จะบันทึกความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร จะบันทึกความขัดแย้งกรณีมาตรา 112 ว่าสะท้อนภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างไร ประวัติศาสตร์จะมองย้อนกลับมาแล้วประเมินและวิเคราะห์ปัจจุบันจากความรู้และ ทัศนะของอนาคตอย่างไร

การปฏิวัติ 2475 และปรีดี พนมยงค์ถูกใส่ร้ายเข้าใจผิดอยู่เป็นเวลา 30 กว่าปีจาก 2490 จนถึงประมาณ 2520 กว่าๆ ทุกวันนี้สังคมเข้าใจการปฏิวัติ 2475 และท่านปรีดีต่างจากช่วง 30 ปีนั้นอย่างลิบลับ

6 ตุลา 2519 ใช้เวลา 20 ปีจึงพอจะโงหัวขึ้นมาพูดได้เต็มปากว่าอาชญากรรมของรัฐไทย ในวันนั้นน่าอัปยศและยังรอการสะสาง ผิดลิบลับกับช่วงหลังเหตุการณ์ใหม่ๆซึ่งฆาตกรกลายเป็นวีรชน ได้รับการยกย่องจากคนสำคัญของสังคมไทยว่าช่วยกำจัดศัตรูของชาติ

แม้เราจะบอกไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ปีนี้ ปีหน้า หรือประมาณ 5-10 ปีข้างหน้า แต่แนวโน้มกระแสความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆของสังคมไทยและของโลกในแง่ระบอบการ เมือง กลับพอจะมองออกได้

จิตร ภูมิศักดิ์ไม่ใช่คนแรกและคนเดียวที่เกิดก่อนกาล แต่ทุกยุคสมัยมีคนจำนวนหนึ่งที่เกิดก่อนกาล พยายามผลักดันการเปลี่ยนแปลง แต่กลับถูกทำร้ายทำโทษแทบไม่ได้ผุดได้เกิด ทว่าอนาคตพิสูจน์ว่าของประวัติศาสตร์ยืนอยู่ข้างเขา

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า นิติราษฎร์และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 คือผู้กล้าประเภทนี้ อนาคตจะพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์ของสังคมไทยยืนอยู่ข้างพวกเขา

ผู้เขียนขอเสนอว่า อีก 50 ปีข้างหน้า ประวัติศาสตร์จะอธิบายบริบทหรือภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน จะบันทึกถึงความขัดแย้งกรณีมาตรา 112 และจะอธิบายการฉุดรั้งขัดฝืนความเปลี่ยนแปลง ดังอธิบายในข้อเขียนชิ้นนี้

ข้อสังเกตต่อการปรับตัวและฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา

ก่อนอื่น ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตบางประการต่อการปรับตัวและฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาในสังคมไทย

1. ถ้าหากเราไปถามใครก็ตามว่า สังคมควรรู้จักปรับตัวให้ทันความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ทุกคนจะตอบว่าควร แต่หากถามเฉพาะเจาะจงลงไปว่าควรปรับอะไรอย่างไร จะพบความเห็นต่างขัดแย้งกันเต็มไปหมด จนเกิดการต่อสู้ระหว่างความคิดที่ต่างกันเป็นปกติตามแต่อุดมการณ์ ความรู้ ทัศนะ ประสบการณ์ ผลประโยชน์ วัยและ generation ก็มีผลต่อความคิดเกี่ยวกับการปรับตัวเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

2. แต่สังคมต่างๆมีความสามารถจัดการความขัดแย้งชนิดนี้ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ปัจจัยสำคัญของความสามารถมากน้อย ก็คือ

2.1 กระบวนการที่เอื้ออำนวยต่อการจัดการความขัดแย้งและการปรับตัว

2.1.1. เสรีภาพที่จะแสดงความคิดต่อสาธารณะ เป็นเงื่อนไขจำเป็นเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกัน มาบอกอธิบายต่อสังคมแต่เนิ่นๆ จึงจะปรับตัวได้ทัน

2.1.2. ถกเถียงกันอย่างอารยชน ไม่ใช่หมายถึงพูดจาภาษาดอกไม้ ดัดจริตจีบปากจีบคอ แต่หมายถึงไม่มีการใช้กำลัง ไม่ข่มขู่คุกคามหรือดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่เจตนาบิดเบือนทำร้ายกันอย่างไม่เป็นธรรมเพียงเพราะความคิดแตกต่างกัน

2.1.3. ประชาธิปไตย แท้ที่จริงแล้วประชาธิปไตยไม่ได้กำหนดว่าสังคมอุดมคติเป็นอย่างไร แต่ประชาธิปไตยคือกระบวนการในอุดมคติ

เหตุผลที่ทำให้ประชาธิปไตยเป็นกระบวนการในอุดมคติ ก็เพราะสังคมเติบโตก็ยิ่งมีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นทั้งความคิดและผล ประโยชน์ ปัญหาไม่ใช่เพราะมีคนเลวจึงเกิดความขัดแย้งแตกต่าง ต่อให้ทั้งสังคมไม่มีคนเลวเลยแม้แต่คนเดียว ก็ยังมีความขัดแย้งแตกต่างกันในทุกเรื่อง ต่อให้ทุกคนเห็นแก่ผลประโยชน์ของชาติด้วยกันทั้งนั้นก็ยังมีความขัดแย้งแตก ต่างกันอยู่ดี

ประชาธิปไตยคือกระบวนการที่อนุญาตให้ความขัดแย้งแตกต่างปะทะกันอย่าง สันติ มีกติกา แล้วนำไปสู่การตัดสินใจ อีกทั้งยังสามารถตัดสินใจใหม่ได้หากพบว่าการตัดสินใจคราวก่อนผิดพลาด

ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่ด้วยมูลเหตุดังกล่าวมาจนบัดนี้มนุษย์ค้นพบว่าการเลือกตั้งคือรูปแบบการ จัดการความแตกต่างอย่างเป็นธรรมที่สุดแก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่ระบอบที่ฝากความหวังกับผู้อ้างว่ามีคุณธรรมหรือปัญญาเป็นเลิศกว่าใคร อื่น ไม่ใช่ 70/30 ไม่ใช่ธรรมิกสังคมนิยม ไม่ใช่เผด็จการไม่ว่าทหาร หรือชนชั้นกรรมาชีพ

2.2. นอกจากเรื่องกระบวนการและกติกาแล้ว อีกปัจจัยที่สำคัญคือ สติปัญญาของสังคมนั้นๆมีมากน้อยเพียงใด มีวุฒิภาวะเพียงใดที่จะใชัปัญญาหาทางออกแก้ไขความขัดแย้ง ไม่ใช้อารมณ์ความเชื่อไม่มีเหตุผล หรือใช้กรรมวิธีอวิชชาอื่นๆ

3. ประวัติศาสตร์ของการปรับตัวครั้งใหญ่ๆในสังคมไทย มักมีผลตามมาในลักษณะต่อไปนี้

3.1. ปรับไม่ได้ เกิดความขัดแย้งรุนแรง สังคมไทยจะกลบเกลื่อน ปล่อยผ่านไปโดยไม่สร้างบรรทัดฐานว่าอะไรถูกผิด และไม่เรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต

3.2. ปรับได้ปรับทัน จึงยึดติดกับความสำเร็จนั้น จนระบอบดังกล่าวกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนแปลงระลอกต่อมา ตัวอย่างเช่น

การปรับตัวเข้าสู่สมัยใหม่จนสำเร็จภายใต้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่งผลให้เกิดรัฐสมัยใหม่ ข้าราชการและชนชั้นใหม่ซึ่งเรียกร้องต้องการความเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา แต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฉุดรั้งขัดฝืนความเปลี่ยนแปลง เกิดการปฏิวัติ 2475

การปรับตัวของรัฐไทยภายใต้ยุคสงครามเย็นและเศรษฐกิจโลกยุคใหม่หลังสงคราม โลกครั้งที่สองทำได้สำเร็จภายใต้เผด็จการ สร้างชนชั้นกลางที่เติบโตมากับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมซึ่งเรียกร้องต้องการ ประชาธิปไตยในเวลาต่อมา แต่รัฐเผด็จการยุคสงครามเย็นฉุดรั้งขัดฝืนความเปลี่ยนแปลง เกิดการปฏิวัติ 14 ตุลา 2516

จะเห็นได้ว่าระบอบการเมืองที่ประสบความสำเร็จได้เถลิงอำนาจนาน มักสร้างพลังทางการเมืองอย่างใหม่ที่เติบโตขึ้นมาท้าทายระบอบการเมืองนั้นใน เวล่าต่อมา แต่ระบอบการเมืองดังกล่าวกลับไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง จึงฉุดรั้งขัดฝืนไม่ยอมปรับตัว

ผู้เขียนเห็นว่าระบอบการเมืองปัจจุบันยึดติดกับความสำเร็จของตนระหว่าง 20-30 ปีก่อน แต่กำลังถูกท้าทายโดยผลพวงของความสำเร็จนั้น ระบอบการเมืองปัจจุบันกลับขัดฝืนความเปลี่ยนแปลงที่ตนมีส่วนสร้างขึ้นมา

นี่คือภาพใหญ่ภาพหนึ่งของกระแสความขัดแย้งและวิกฤติการเมืองไทยในปัจจุบัน

มูลเหตุ 3 ประการของวิกฤติการเมืองปัจจุบัน

วิกฤติของการเมืองที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 ยังคงปกคลุมสังคมไทยอยู่จนทุกวันนี้ แต่เรายังอยู่ท่ามกลางวิกฤติ ใกล้ตัวเกินไปทั้งกาละและเทศะ จึงมักมองเห็นแต่ปรากฎการณ์รูปธรรมระยะสั้นๆ ไม่ตระหนักถึงภาพใหญ่ของกระแสความเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ผลิตปรากฎการณ์ รูปธรรมเหล่านั้นออกมา

หากเราถอยออกมาสักนิด มองกระแสความเปลี่ยนแปลงในมุมกว้างขึ้นระยะยาวขึ้น ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าจะเป็นมุมมองต่อปัจจุบันในอีก 50 ปีข้างหน้า เราจะเห็นว่าวิกฤติปัจจุบันเป็น perfect storm ที่เกิดจากมูลเหตุหลักๆ 3 ประการ

I) สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว เกิดพลังใหม่ทางการเมืองที่หนุนประชาธิปไตย

II) ระบบอบเมืองประชาธิปไตยใต้บงการอำมาตย์พยายามฉุดรั้งไม่ยอมปรับตัว

III) ความไม่แน่นอนของสภาวะปลายรัชกาล

I) สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว เกิดพลังใหม่ทางการเมือง

ไม่กี่ปีมานี้ มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่พยายามอธิบายความสำเร็จของทักษิณ ความเข้าใจทั่วๆไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่เห็นทักษิณเป็นปีศาจ จะอธิบายว่าความสำเร็จมาจากเงิน เงิน เงิน ที่ซื้อได้ทั้งนักการเมืองเลวๆมาเข้าค่ายและซื้อประชาชนที่โง่เขลาขาดการ ศึกษา ตามทัศนะนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญใดๆ วิกฤติเป็นเรื่องของทุนสามานย์ นักการเมืองเลวๆกับประชาชนโง่ๆ

แต่การศึกษาทั้งโดยนักวิชาการไทยและเทศ อย่างสมชัย ภัทระธีรานนท์ (ม. มหาสารคาม) พฤกษ์ เถาถวิล (ม. อุบลฯ) อภิชาติ สถิตนิรามัย (ธรรมศาสตร์) อรรถจักร สัตยานุรักษ์ (ม. เชียงใหม่) การวิเคราะห์ของ นิธิ เอี่ยวศรีวงค์ และการวิจัยต่อเนื่องเป็นระบบใน 10 ปีที่ผ่านมาโดย Andrew Walker (ANU) ล้วนยืนยันตรงกันว่า สังคมชนบทและหัวเมืองของไทยเปลี่ยนไปอย่างมากมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เราท่านเห็นอยู่ตำตา แต่เรานึกไม่ถึงว่าจะมีผลกระทบกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อ ประชาธิปไตยไทย

กล่าวคือการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังสงครามเย็นในประเทศยุติลง (คือหลังการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์) เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญตั้งแต่ครึ่งหลัง ของทศวรรษ 2520 คือหันมาเน้นการส่งออก ประสบความสำเร็จสูงต่อเนื่องมาถึงวิกฤติปี 2540 และแม้จะเสียหายหลายปีแต่โดยภาพรวมสามารถกลับฟื้นมาได้ ความเติบโตตลอดช่วงนี้พลิกโฉมชนบทและหัวเมืองทั่วประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่กระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพฯ ปริมณฑล หรือศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในรอบก่อนหน้านั้น

ผลที่สำคัญคือวิถีชีวิตของผู้คนในชนบทและหัวเมืองเปลี่ยนไปมาก เข้าถึงการศึกษาระดับสูง เกิดการขยับชั้นทางสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างเมือง-ชนบทเปลี่ยนไป ผู้คนรู้จักแสวงโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างตัวเอง มิใช่รอการสงเคราะห์จากรัฐอีกต่อไป ทั้งรู้จักการต่อรองต่อสู้เพื่อทรัพยากรจากภาครัฐด้วย Walker เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ชนบทกลายเป็นชนชั้นกลางไปหมด

ผลกระทบสำคัญทางการเมืองคือผู้คนที่แต่ก่อนเคยอยู่นอกวงการเมือง ไม่ได้รับดอกผลของระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งเท่าที่ควร (เพราะการเมืองระดับชาติเป็นเรื่องของคนกรุงและผู้มีอันจะกิน) กลับเปลี่ยนพฤติกรรมขนานใหญ่ เพราะเขาตระหนักว่าการเลือกตั้งคือช่องทางที่เขาสามารถดึงทรัพยากรจากนโยบาย และโครงการของรัฐบาลที่เขาเลือกให้กลับมาเป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นของเขาได้ การเลือกตั้งคือช่องทางที่ชนชั้นกลางรากชนบทเหล่านี้ใช้เอาชนะระบบราชการและ รัฐที่เอียงเข้าข้างคนกรุงมาตลอด

ดังนั้น ความสำเร็จของทักษิณไม่ใช่เรื่องของทุนสามานย์หลอกลวงประชาชนโง่ๆ แต่เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย สร้างพลังทางการเมืองอย่างใหม่ขนาดใหญ่มหึมาขึ้นมา ซึ่งต้องการระบบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง พลังทางการเมืองอย่างใหม่นี้เปิดช่องแก่ใครก็ได้ที่มองเห็นโอกาสนี้และมี ความสามารถสร้างนโยบายที่เหมาะสม ก็จะกลายเป็นผู้ชนะในระบอบรัฐสภา ภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจสังคมเช่นนี้ปรากฏการณ์ทักษิณจึงเกิดได้

กล่าวอีกอย่างก็คือ ทักษิณไม่ได้ซื้ออำนาจจากชาวบ้านโง่ๆ แต่พลังทางการเมืองอย่างใหม่ที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยต่างหากที่สร้าง ทักษิณขึ้นมา

ความเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานเช่นนี้ไม่ใช่ปรากฎการณ์ชั่ววูบชั่วคราว ไม่ใช่ผลของยุทธวิธีทางการเมืองหรือเงิน แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีทางย้อนกลับได้อีกแล้ว

แต่ผู้ครอบงำได้เปรียบในระบอบการเมืองปัจจุปันไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง นี้ นักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนมากไม่เข้าใจ พวกเขาคิดว่ากำจัดปีศาจทักษิณแล้วทุกอย่างก็จะย้อนกลับไปเป็นอย่างเก่า พวกเขาไม่เห็นว่าประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ซึ่งครอบงำการเมืองไทยมา 40 ปี กำลังขัดฝืนความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยระดับพื้นฐาน

II) ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ไม่ยอมปรับตัว

ผู้เขียนเคยเรียกระบอบประชาธิปไตยที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ทุกวันนี้ว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา” สาระสำคัญที่สุดคือเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีพวกกษัตริย์นิยม [1] อยู่ “เหนือ” หรืออยู่ข้างบนของระบอบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอีกชั้นหนึ่ง

แต่ไม่กี่ปีมานี้มีการใช้คำว่า “อำมาตย์-ไพร่” ซึ่งมิได้หมายถึงการแบ่งชนชั้นตามกฎหมายในอดีต แต่เป็นการเทียบเคียงการแบ่งชั้นชนตามสถานะและอำนาจของยุคปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่าคำว่า “อำมาตย์-ไพร่” เชิงเทียบเคียงมีประโยชน์ต่อการเข้าใจระบอบการเมืองปัจจุบันอย่างมาก โดยมิได้หลงคิดว่าเหมือนระบบศักดินาในอดีตแต่อย่างใด แต่กลับชี้ให้เห็นมรดกของการแบ่งชั้นชนที่ยังคงมีอยู่อยู่หนาแน่นในสังคมไทย ได้ปัจจุบันเป็นอย่างดี ผู้เขียนจึงขอเปลี่ยนคำรุ่มร่าม “ประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา” เป็นคำว่า “ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์” แทน

ระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ มีรากเหง้ามาจากความปรารถนาของฝ่ายเจ้าที่พ่ายแพ้เมื่อ 2475 จึงเรียกได้ว่าเป็นมรดกหนึ่งของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อุดมคติของพวกเขาหรือความฝันของ”ชาวน้ำเงินแท้” คือต้องการฟื้นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อยู่เหนือประชาธิปไตยรัฐสภาที่ ประชาชนเลือกตั้ง พวกเขาเข้าใจประวัติศาสตร์ตามลัทธิราชาชาตินิยมที่เชื่อว่าประชาธิปไตยที่ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 กำลังจะพระราชทานคือประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทย แต่ถูกคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่ามไปเสียก่อน

ความคิดของพวกเขาเผยตัวเป็นรูปธรรมครั้งแรกในช่วงสั้นๆที่ฝ่ายเจ้ามี โอกาสทางการเมืองหลังการรัฐประหาร 2490 ความคิดนี้เติบโตขึ้นมากช่วงต้นทศวรรษ 2510 โดยนักวิชาการเสรีนิยมของยุคนั้นที่ไม่พอใจเผด็จการทหารจึงพยายามแสวงหาทาง เลือกอื่น ประสานกับปัญญาชนอนุรักษ์นิยมซึ่งเผยแพร่ประชาธิปไตยในอุดมคติของฝ่ายเจ้า ในเวลานั้นฝ่ายกษัตริย์นิยมเติบโตขึ้นอีกครั้งด้วยความร่วมมือและอุปถัมภ์ ของระบอบสฤษดิ์ โดยรวมศูนย์อยู่ที่การสร้างสถาบันกษัตริย์อย่างใหม่ที่สาธารณชนนิยมและเป็น ประชาธิปไตย (แบบอำมาตย์) [2]

ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์จึงแยกไม่อออกจากสถาบันกษัตริย์ที่มีคุณสมบัติจำ เป็นในแบบหนึ่งซึ่งพวกกษัตริย์นิยมเพียรสร้างขึ้นมาในรัชกาลปัจจุบัน และแยกไม่ออกจากการฟื้นฟูและส่งเสริมลัทธิกษัตริย์นิยมอย่างขนานใหญ่ในสังคม ไทย

จุดพลิกผันที่เปิดโอกาสให้พวกกษัตริย์นิยมสามารถปักหลักในระบบการเมือง ไทยได้คือ การลุกขึ้นสู้ของประชาชนต่อต้านระบอบเผด็จการทหารเมื่อ 14 ตุลา 2516

ระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์เริ่มมาตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้น แม้ว่าจะต้องฝ่าด่านอุปสรรคหลายอย่างกว่าจะสถาปนาอำนาจนำได้อย่างแท้จริง ด่านแรกคือการท้าทายของกระแสสังคมนิยม รวมทั้งความกลัวว่าการปฎิวัติอินโดจีนจะแผ่ลามเข้ามาในประเทศไทย ฆาตกรรมเมื่อ 6 ตุลา 2519 เป็นการร่วมมือของทุกฝ่ายที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ คือทั้งเผด็จการทหารและพวกกษัตริย์นิยมที่พยายามสถาปนาประชาธิปไตยอำมาตย์ (เห็นได้จากแผนบันได 16 ปีสู่ประชาธิปไตยของธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีพระราชทานหลังฆาตกรรมที่ธรรมศาสตร์)

ด่านที่สองซึ่งโหดเหี้ยมทารุณน้อยกว่าฆาตกรรมประชาชนในที่แจ้ง แต่กินเวลายาวกว่าและหลายยก คือการต่อสู้กับอำนาจทหาร กล่าวอย่างรวบรัดได้ว่าเริ่มจากการสยบทหารให้เป็นรองนับจาก 14 ตุลา แม้จะไม่ราบรื่นเป็นบางช่วงก็ตาม ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบคือความร่วมมือระหว่างพวกกษัตริย์นิยมและภาคประชาชน เพื่อลดทอนบทบาทอำนาจทหารลงเรื่อยๆ แม้จะไม่ราบรื่นแต่ลงท้ายการต่อสู้รอบนี้จบลงในเหตุการณ์พฤษภา 2535 กองทัพถอยออกจากการเมือง หมายถึง กองทัพสยบยอมอยู่ภายใต้อำนาจของระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ คือเป็นประชาธิปไตยรัฐสภา มีการเลือกตั้ง โดยมีพวกกษัตริย์นิยมอยู่ชั้นบนเหนือระบบรัฐสภาอีกที

นับจาก 2516 เป็นต้นมา ระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นแบบไทยๆมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นหลัง 2549 ผู้แทนประชาชนถูกจำกัดบทบาท ต้องยอมรับอำนาจกองทัพและอำมาตย์ทั้งโดยเปิดเผยและโดยนัย ระบอบรัฐสภาอ่อนแอตั้งแต่พรรคการเมืองจนถึงสถาบันรัฐสภา

หากมองในแง่ฐานพลังทางการเมืองในสังคมไทย อาจกล่าวได้ว่ายังไม่พลังใดที่เข้มแข็งใหญ่โตพอที่จะหนุนให้เกิดระบอบ ประชาธิปไตยนอกอุ้งเท้าอำมาตย์ จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่กล่าวถึงเป็นมูลเหตุข้อแรก

หลังรัฐประหาร 2549 พวกกษัตริย์นิยมโฆษณาประชาธิปไตยแบบไทยๆ มิใช่เพราะพวกเขาพยายามสร้างสิ่งใหม่ แต่เป็นการเรียกร้องให้ยึดมั่นอยู่กับประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ อย่าเฉไฉ ออกนอกลู่นอกทางอย่างยุคทักษิณ แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่า ทักษิณมิได้เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง เขาเป็นแค่ผู้คว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานของสังคมได้ก่อนใคร อื่น ผู้เขียนเชื่อว่าทักษิณมิได้ตระหนักด้วยซ้ำไปว่า ตนเป็นผลผลิตของความเปลี่ยนแปลงที่ตนก็ควบคุมไม่ได้และไม่ได้สร้างขึ้นมา ไม่ได้คิดว่าปรากฎการณ์รูปธรรมของความขัดแย้งกับอำมาตย์ที่เขาประสบอยู่เป็น แค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของความเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานที่ใหญ่กว่านั้น ผู้คนโดยทั่วไปจนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นไม่เข้าใจ

พวกกษัตริย์นิยมที่ครองอำนาจผ่านระบอบประชาธิปไตยอำมาตย์มองไม่เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานของสังคมเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยแบบ อำมาตย์สถาปนาอำนาจนั่นแหละ ระบอบการเมืองของพวกเขาสร้างพลังการเมืองอย่างใหม่ขึ้นมา และพลังใหม่นี้เองที่กำลังท้าทายระบอบการเมืองของพวกเขา ต้องการออกจากใต้อุ้งเท้าของพวกเขา แต่กลับเห็นว่าปัญหาทุกอย่างเป็นแค่เรื่องของความฉ้อฉลของนักการเมืองทุน สามานย์ที่มักใหญ่ใฝ่สูงกับประชาชนโง่ๆที่ตกเป็นเครื่องมือ

พวกเขาไม่รู้ว่าระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์กำลังฉุดรั้งขัดฝืนการเปลี่ยน แปลงที่ไม่มีทางย้อนกลับได้อีกแล้ว และการฝืนความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาคืออันตรายต่อสังคมไทย

อันตรายเกิดขึ้นแล้วในการรัฐประหาร 2549 การปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนเมษา-พฤษภา 2553 และอีกหลายเหตุการณ์รวมทั้งการคุกคามต่อต้านผู้ที่ต้องการแก้ไขมาตรา 112

III) สภาวะปลายรัชกาล

ระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์นับจาก 2516 เติบโตขึ้นมาได้ด้วยปัจจัยจำเป็น 2 อย่าง คือ หนึ่ง สถาบันกษัตริย์แบบที่แยกไม่ออกจากพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน และ สอง ลัทธิ Hyper-royalism ที่เติบโตขึ้นมาอย่างมากใน 40 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 2 ปัจจัยอิงแอบซึ่งกันและกัน

ผู้เขียนจะกล่าวถึง Hyper-royalism 40 ปีที่ผ่านมาในหัวข้อต่อไป ในที่นี้เรามาพิจารณากันก่อนว่าปัจจัยแรกเป็น 1 ใน 3 ของสาเหตุของ Perfect Storm อย่างไร

10 ปีที่ผ่านมา คนจำนวนมากในสังคมไทยตระหนักดีถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อทั้งสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ การสืบราชสมบัติ

สมมติว่าไม่มีประชาธิปไตยแบบอำมาตย์นับจาก 2516 ไม่มีการอ้างสถาบันกษัตริย์เป็นแหล่งความชอบธรรมของอำนาจ ไม่มีอำนาจของพวกกษัตริย์นิยมเหนือระบบประชาธิปไตยรัฐสภา การสืบราชสมบัติและคุณสมบัติของพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันหรือพระองค์ ต่อไปย่อมไม่มีผลใดๆต่ออำนาจทางการเมืองและย่อมไม่เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติ ทางการเมือง ไม่เป็นประเด็นที่ผู้คนต้องวิตกซุบซิบนินทากันทั้งบ้านทั้งเมือง

แต่ความจริงคือระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์อิงแอบอวดอ้างสถาบันกษัตริย์ อย่างมาก จึงทำให้การสืบราชสมบัติกลายเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะย่อมมีผลต่อการเมืองและสังคมทั้งระบบและโดยเฉพาะต่อพวกกษัตริย์นิยมเอง การซุบซิบนินทาจึงหนาหูอย่างยิ่งในหมู่อำมาตย์นั่นเอง

ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ของพวกกษัตริย์นิยมคือตัวการใหญ่ที่สุดที่ดึงเอา สถาบันกษัตริย์มาผูกกับการเมือง และคือสาเหตุที่ทำให้การสืบราชสมบัติเป็นประเด็นขึ้นมาอย่างไม่ควรจะเป็น

ถ้ามูลเหตุ I คือเงื่อนไขพื้นฐานของสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว หยุดไม่ได้ ห้ามไม่ได้

ถ้ามูลเหตุ II คือ ระบอบการเมืองที่ฉุดรั้งขัดฝืนข้อ I

มูลเหตุ III คือ ชนวนที่จุดประทุความขัดแย้งจนระเบิดขึ้นมาในเวลาปัจจุบัน

หมายความว่าถ้าไม่มี III ความขัดแย้งระหว่าง I กับ II อาจมีเวลายื้อยุดกันอีกนานพอควร

ถ้าไม่มี III พวกกษัตริย์นิยมคงไม่เห็นทักษิณเป็นปีศาจ หรือคงไม่กล่าวหาเหลวไหลว่า ทักษิณเหิมเกริมอยากเป็นใหญ่ แต่เพราะ III พวกกษัตริย์นิยมจึงวิตกว่าจะสูญเสียอำนาจในวันพรุ่ง วิตกว่าทักษิณจะเป็นตัวแปรที่มีอำนาจมากไปในการสืบราชสมบัติที่กำลังจะเกิด ขึ้น พวกเขามองทุกอย่างด้วยแว่นของ III ทั้งๆที่ความขัดแย้งรากฐานคือ I กับ II

การมองเห็นและเข้าใจว่าสังคมเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกกษัตริย์นิยมไม่ตระหนักแม้กระทั่งว่า ระบอบที่เขาปรารถนาให้คงอยู่ถาวรนั้นอิงอยู่กับพระองค์ปัจจุบันเท่านั้น ไม่ก่อนและไม่หลังไปจากรัชกาลนี้ ไม่ว่าพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปจะเป็นใครก็ตาม

ทั้งมูลเหตุ I และ III จึงไม่อยู่ข้างระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์เลย

ถ้าไม่ปรับตัว สถาบันกษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยจะไปด้วยกันไม่ได้

ปรับตัวหมายความว่าอะไร

การปรับตัวหมายถึงอย่างน้อยต้องทำให้สถาบันกษัตริย์ไม่ขัดฝืนกับระบอบ ประชาธิปไตย ต้องทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญและอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง ต้องไม่มีการอ้างอิงสถาบันกษัตริย์เป็นแหล่งอำนาจอีกต่อไป ต้องไม่มีพวกกษัตริย์นิยมอยู่ชั้นบนเหนือระบอบรัฐสภาที่มาจากประชาชน

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลัทธิกษัตริย์นิยมเสนออย่างโจ่งแจ้งว่า ระบอบการเมืองที่พวกเขาต้องการคือลดประชาธิปไตย เพิ่มพระราชอำนาจ ข้อเสนอเช่นนั้นจะยิ่งผลักให้สถาบันกษัตริย์ขัดแย้งกับกระแสความเปลี่ยนแปลง หนักยิ่งขึ้นไปอีก และจะเป็นอันตรายของสถาบันกษัตริย์เอง

ยังมีความเข้าใจผิดอยู่มากว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องของฝรั่ง ส่วนของไทยคือพระราชอำนาจ การเลือกตั้งเป็นวิธีฝรั่ง การสรรหาแล้วแต่งตั้งคนดีมีคุณธรรมเป็นวิธีของไทย

แท้ที่จริงแล้วกระแสประชาธิปไตยมีรากฐานอยู่ที่วิวัฒนาการทางสังคมไม่ว่า ขาติไหน ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามที สาระที่แท้จริงของประชาธิปไตยคือ เป็นกระบวนการ (วิธีการ) ที่เปิดโอกาสให้พลังทางการเมืองต่างๆมาปะทะต่อรองอำนาจกันในกรอบกติกาอย่าง สันติ ไม่ว่าจะเป็นพลังทางการเมืองเก่าหรือใหม่ ชนชั้นสูงหรือต่ำ รวยหรือจน ไม่ว่าอำมาตย์หรือไพร่ เสรีนิยมหรืออนุรักษ์นิยม รักเจ้ามาก น้อย หรือไม่รักเลย กระบวนการนี้จึงไม่มีจุดหมายตายตัว แต่เปิดรับพลังต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมไปได้เรื่อยๆ

ประชาธิปไตยตามอุดมคติจึงเป็นวิธีการ (means) ที่เอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนแปลงปรับตัวของสังคม ลดความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มอำนาจเก่ายึดมั่นเคยตัวคิดว่าตนควรมี อำนาจอย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหทาร กรรมาชีพ หรือพวกกษัตริย์นิยม

รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งล้วนเป็นรูปธรรมของวิธีการในอุดมคตินี้ มนุษยชาติยังไม่ค้นพบวิธีการที่ดีกว่านี้ หรือสังคมยังเปลี่ยนไปไม่ถึงจุดที่สามารถมีวิธีการอื่นที่ดีกว่่านี้มาทดแทน

ดังนั้นประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เรื่องของฝรั่งหรือไทย แต่เป็นกระบวนการวิธีการที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาจัดการกับอำนาจในสังคมที่ แตกต่างและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สังคมไทยก็แตกต่างและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน มิใช่สังคมหรือชุมชนเล็กๆที่ผู้คนมีผลประโยขน์เหมือนๆกันและคิดคล้ายๆกันอีก ต่อไป สังคมไทยเต็มไปด้วยความแตกต่างขัดแย้งซับซ้อน ต่อให้ทุกคนในสังคมไทยเป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่มีคนเลวเลยแม้แต่คนเดียว ก็ยังมีความแตกต่างขัดแย้งอยู่ดี จึงต้องอาศัยวิธีการประชาธิปไตยมาจัดการความขัดแย้งที่เป็นเรื่องปกติของ สังคม

ประชาธิปไตยแบบไทยๆหรือความเชื่อในพระราชอำนาจว่าจะจัดการความขัดแย้งแตก ต่างได้ จึงเป็นความเพ้อเจ้อที่จะยิ่งดึงสถาบันกษัตริย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความแตก ต่างขัดแย้ง ยิ่งสังคมเติบโตแตกต่างมาก การหวังพึ่งพระราชอำนาจจะยิ่งทำให้สถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น

ผู้เขียนเคยตั้งคำถามตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 ใหม่ๆ (ในบทความ “สัมฤทธิผลนิยม” พ.ย.2549) ว่า “ฤๅนี้จะเป็นอภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้าย” ก็เพราะประชาธิปไตยแบบไทยๆที่หลายท่านอวดอ้างจะผลักสถาบันกษัตริย์เข้าชนกับ ประชาธิปไตย

ในเมื่อเราห้ามหรือหยุดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้(พระพุทธองค์สอนไว้ 2600 ปีพอดีในปีนี้) ทางออกจึงมีทางเดียวคือปรับตัว ขอยืมคำของเกษียร เตชะพีระ เมื่อไม่กี่วันก่อนมากล่าวอีกทีว่า นี่ไม่ใช่เสนอให้ล้มเจ้า แต่ต้องการล้มการอ้างอิงสถาบันกษัตริย์เพื่อเถลิงอำนาจ ฉุดรั้งทำร้ายประชาธิปไตยและทำร้ายประชาชน

นี่คือทางออกเดียวที่จะช่วยให้การสืบราชสมบัติไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นประเด็นที่ต้องวิตกกังวล ไม่เป็นเหตุให้องคมนตรี ขุนทหาร อดีตนายกฯหรือผู้มีอำนาจคนใดต้องซุบซิบเรื่องนี้ให้ทูตอเมริกันรายงานจนรู้ กันทั่วโลกอีก

นี่เป็นทางออกเดียวที่สังคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้ ระหว่างคนที่รักเจ้ามากด้วยศรัทธาโดยไม่ต้องมีเหตุผลเลยแม้แต่นิดเดียว กับคนที่รักด้วยเหตุผล กับคนที่ไม่ค่อยรักเท่าไหร่แต่เคารพคนที่ยังรักอยู่ และกับคนที่ไม่รักเลย ถ้าความรักเจ้ามากน้อยกว่ากันไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ก็ไม่ต้องเสียงบประมาณไปซื้อเครื่องล่าแม่มดตามปิดเวบไซต์ คนไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องไล่ใครออกไปไหน ไม่ต้องหยาบคายล่วงเกินพ่อแม่คนอื่น ไม่ต้องมีนักสื่อสารกษัตริย์นิยมเที่ยวล่าแม่มด ไม่ต้องแขวนคอใคร ไม่ต้องเผาคนทั้งเป็น

แถมนี่ยังเป็นหนทางที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยด้วย

Hyper-royalism [3]

เพียงแค่นี้ก็น่าจะพอเห็นแล้วว่า การใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือค้ำจุนระบอบที่ขัดฝืนต่อการเปลี่ยนแปลง ยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ดังนั้นการเสนอแก้ไขมาตรา112 คือความพยายามหนึ่งที่จะปลดล็อกการขัดฝืนระหว่างสถาบันกษัตริย์กับ ประชาธิปไตย

แต่ผู้เขียนอยากจะนำเสนอประเด็นใหญ่อีกเรื่องเพื่อที่จะเข้าใจปัญหาของ มาตรา 112 โดยเฉพาะยิ่งขึ้น ผู้เขียนเห็นว่าสภาวะที่ทำให้มาตรานี้กลายเป็นจุดของการปะทะขัดฝืนกัน ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย คือ สภาวะ Hyper-royalism

Hyper-royalism มีลักษณะกว้างๆ 5 ประการ ดังต่อไปนี้

1) สภาวะที่ลัทธิกษัตริย์นิยมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติทางสังคมและชีวิต ประจำวันของปัจเจกชนอย่างมากยิ่งกว่ายุคใดๆในประวัติศาสตร์ คือ เข้มข้นกว่ายุคราชาธิปไตยหรือยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

ดัชนีประการหนึ่งที่บ่งชี้สภาวะดังกล่าวคือ ปริมาณพื้นที่และเวลาของชีวิตประจำวันและประจำปีที่ลัทธิกษัตริย์นิยมเข้าครอบครอง

หลักฐานชัดๆคือปริมาณของกิจกรรมของทุกหน่วยงานทั้งเอกชนและราชการ รายการโทรทัศน์ วิทยุ สื่อมวลชนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ พิธีเฉลิมฉลองครบรอบวาระสำคัญทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ทั้ง ชนิดประจำปีและชนิดพิเศษเฉพาะปี ถูกผลิตขึ้นมากมายถี่ยิบในเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ส่วนมากเป็นประเพณีประดิษฐ์ (invented traditions) คือ อ้างว่าเป็นของเก่าแต่ที่จริงผลิตขึ้นใหม่

นี่คือการเข้าครอบครองกาละและเทศะของชีวิตปกติอย่างเข้มข้นขึ้นทุกที จนพื้นที่และเวลาของปัจเจกชนและของสังคมไทยที่ปลอดจากลัทธิกษัตริย์นิยม เหลือน้อยลงทุกที

2) การยกย่องพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์อย่างเหลือเชื่อเหนือมนุษย์ เกินพอเหมาะพอควร เกินงามและเกินจำเป็น อาจมีผู้แย้งว่าเป็นการยกย่องตามธรรมเนียม แต่การเชิดชูบูชาพระมหากษัตริย์ในสมัยก่อนเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมตาม ธรรมเนียมโบราณ ส่วนการยกยอปอปั้นในปัจจุบันเป็นการสร้างอภิมนุษย์ตามค่านิยมของกระฎุมพี สมัยใหม่ Hyper-royalism คือการประจบสอพลอของยุค 40 ปีมานี้เอง

คงไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างความสอพลอที่มีมากมายจนเป็นปกติและการแข่งกัน ว่าใครจะสอพลอได้น่ามหัศจรรย์กว่ากัน นักลักธิกษัตริย์นิยมไม่ตระหนักว่าความสอพลอพรรค์นี้เป็นลบมากกว่าบวก อีก 50 ปีข้างหน้าการสอพลอเหล่านี้จะเป็นเรื่องตลกที่น่าสมเพชในประวัติศาสตร์

3) สถาบันกษัตริย์กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นทุกที ความสัมพันธ์กับประชาชนอาศัยศรัทธาและความเหลือเชื่อมากขึ้นทุกที การใช้เหตุผลความเข้าใจลดน้อยถอยลงทุกที ความจงรักภักดีเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยลง แต่กลับเป็นความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นทุกที ลัทธิกษัตริย์นิยมเปลี่ยนจากอุดมการณ์ทางการเมืองและสังคมกลายเป็นลัทธิความ เชื่อ เป็นกึ่งศาสนา หรือเป็น religiosity ประเภทหนึ่งไปแล้ว [4] religiosity ชนิดนี้ไม่ใช่ศาสนา เพราะเป็นมากกว่าและน้อยกว่าศาสนา อาทิ เช่น กลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของชาติด้วย ลัทธินี้ไม่ยอมให้เสรีภาพในการนับถือหรือไม่นับถืออย่างศาสนา ไม่ยอมให้มีการแสดงความศรัทธาต่างๆระดับกันได้อย่างศรัทธาต่อศาสนา [5]

หากนำข้อ 1 และ 2 มาพิจารณาประกอบกับข้อ 3 นี้ จะพบว่าการยกย่องเกินสมควรได้กลายเป็นธรรมเนียมการแสดงความจงรักภักดีที่ เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆในชีวิตปกติ มีธรรมเนียมใหม่ๆและข้อห้ามใหม่ๆที่ผลิตขึ้นมาเร็วๆนี้มากขึ้นเรื่อยๆ มีเกณฑ์ที่บังคับให้ผู้คนต้องปฎิบัติตามเพิ่มขึ้นและพิสดารขึ้นทุกที ยิ่งส่งผลให้ลัทธิกษัตริย์นิยมเข้าควบคุมกระทั่งพฤติกรรมและร่างกายของเรา (เช่น จะใส่เสื้อสีอะไรไปทำงาน) ทั้งในที่สาธารณะและในปริมณฑลส่วนตัว ทั้งบนแผ่นดินไทยและไม่ว่าที่ไหนในโลก มาตรการบังคับสามารถตามไปหลอกหลอนให้เราต้องระวังตัวทุกขณะ

4) มีกฎหมายและมาตรการทางสังคมบังคับให้ต้องแสดงความนับถืออย่างไม่มีข้อยกเว้น และยิ่งนานวันก็ยิ่งบังคับให้ต้องแสดงความนับถือแบบเดียวกันเหมือนๆกัน ในขณะที่สังคมยอมรับการนับถือศาสนาต่างกันและความเคร่งไม่เท่ากันได้ แต่สังคมไทยทำร้ายผู้ที่ถูกหาว่านับถือเจ้าไม่มากเท่ามาตรฐาน ฆ่าได้ ไล่ออกนอกประเทศได้ ไม่รับเข้ามหาวิทยาลัยได้ หรือทำร้ายในรูปอื่นๆ ซึ่งคนไทยไม่ทำต่อผู้นับถือศาสนาต่างๆกันมากน้อยไม่เท่ากัน

มาตรา 112 คือ”เสา” หรือหลักค้ำยันการบังคับทางสังคมในข้อนี้ ซึ่งจะกล่าวในหัวข้อถัดไป

5) Hyper-royalism 40 ปีที่ผ่านมามิใช่แค่ผลงานของรัฐเท่านั้น แต่เป็น religiosity ที่ภาคเอกชนและสาธารณชนร่วมผลิต ร่วมผลิตซ้ำ และร่วมควบคุมบงการกันเอง รัฐไม่ต้องทำเองทั้งหมด กิจกรรมที่เข้าครอบครองเวลาและพื้นที่ของชีวิตเราจำนวนมากเป็นเรื่องของ ประชาสังคมทำกันเอง เอกชนร่วมผลิตและหมุนเวียนลัทธิกษัตริย์นิยมจนกลายเป็นสินค้าได้ (commodification of royalism) แต่สินค้าดังกล่าวอยู่ในสภาวะศักดิ์สิทธิ์(ทำนองเดียวกับพระเครื่อง) ที่เราต่างเข้าถึงได้ด้วยตัวเอง (open access and consumption) ไม่ต้องอาศัยพิธีกรรม และไม่ได้จำกัดอยู่ในมือของพระราชวังอีกต่อไป magic ยิ่งหมุนเวียนหลายรอบและถี่ขึ้นก็ยิ่งเพิ่มมูลค่าของ magic ให้กระจายทั่วไปในวงกว้างกว่ายุคใดในอดีต ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ชุมชนนิยมเจ้าทำการควบคุมบงการประชาชนเองเพื่อสนองความ เชื่อและตัวตนของตนเอง

สภาวะ Hyper-royalism ทั้ง 5 ประการไม่ได้จู่ๆเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เราคงต้องศึกษามากกว่านี้จึงจะอธิบายได้ชัดเจน แต่ในที่นี้ขอลองเสนอประวัติศาสตร์ของ Hyper-royalism อย่างคร่าวๆดังนี้

Royalism ได้รับการฟื้นฟูจริงจังในยุคสฤษดิ์ทั้งโดยปัจจัยการเมืองในประเทศที่ระบอบ เผด็จการสฤษดิ์ร่วมมือกับฝ่ายเจ้าในการโค่นรัฐบาลก่อนหน้านั้นลงไป ทั้งสองฝ่ายต่างอาศัยซึ่งกันและกัน อีกปัจจัยสำคัญคือการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกาซึ่งอาศัยลัทธิกษัตริย์นิยมใน การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

แต่ Hyper-royalism หรือ กษัตริย์นิยมอย่างเข้มข้นล้นเกินดังที่อธิบายมาดูเหมือนจะเริ่มจากความหวาด กลัวคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฎิวัติอินโดจีน 2518 ซึ่งรวมถึงความเชื่อว่าฝ่ายซ้ายในประเทศเป็นตัวแทน (proxy) ของคอมมิวนิสต์ต่างประเทศเพื่อเข้ายึดครองประเทศไทยและจะทำลายสถาบันพระมหา กษัตริย์

Hyper-royalism ระลอกแรกจึงได้แก่ประมาณ 2518-2520 และจนถึงสิ้นสุดภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ในประเทศ ลัทธิกษัตริย์นิยมถูกโหมประโคมอย่างหนัก ขบวนการลูกเสือชาวบ้านและฝ่ายขวาอีกหลายกลุ่มอ้างความจงรักภักดีเป็นแหล่ง อำนาจและได้รับการสนับสนุนจากพวกกษัตริย์นิยมทั้งโดยเปิดเผยและในทางลับ ลงท้ายด้วยการฆ่าคอมมิวนิสต์ที่ธรรมศาสตร์อย่างโหดร้ายทารุณ แม้ว่า Hyper-royalism ระยะนี้มีอาการบ้าคลั่ง (hysterical) แต่กลับเป็นระยะแรกที่ยังไม่ได้ผลิตประเพณีใหม่ๆที่เข้าขึดครองชีวิตประจำ วันอย่างแนบเนียนนุ่มนวลเท่ากับระยะต่อมา

Hyper-royalism ระลอกถัดมาเกิดขึ้นควบคู่กับการเพิ่มอำนาจมากขึ้นทุกทีของระบอบประชาธิปไตย แบบอำมาตย์ คือประมาณ 2520 เรื่อยมา แม้จะลดลักษณะบ้าคลั่งแต่นี่คือยุคทองของ Hyper-royalism เพราะเติบโตขึ้นเรื่อยอย่างไม่มีการทัดทาน มีพิธีกรรมใหม่ๆ เรื่องราวมากมายผลิตออกมาล้นหลาม รุกคืบกาละและเทศะของสังคมมากขึ้นทุกที การยกย่องเหนือเหตุผล และการหมุนเวียนของลัทธิกษัตริย์นิยมที่กลายเป็นสินค้าเกิดขึ้นหลายต่อหลาย รอบจนความเป็น religiosity เกิดขึ้น ตลอดระยะนี้จนถึงเมื่อไม่กี่ปีมานี้กลับไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มี น้ำหนัก ไม่มีใครทัดทาน ไม่มีปฎิกิริยาย้อนกลับ ปฎิกิริยารุนแรงที่สุดแพร่หลายอยู่ใต้ปริมณฑลสาธารณะ คือในรูปของข่าวลือและการซุบซิบนินทา ในภาวะเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 112 ในการไล่ล่าปราบปรามผู้ที่คิดเห็นต่าง [6]

จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้เองที่ Hyper-royalism ถูกท้าทายทั้งอย่างเข้มข้นมากขึ้นใต้ปริมณฑลสาธารณะ และเปิดเผยขึ้นใน cyberspace ข้อสังเกตเบื้องต้นที่น่าคิดก็คือ ในภาวะเช่นนี้เองที่ มาตรา 112 ถูกใช้อย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งใดๆในประวัติศาสตร์ และก่อให้เกิดปฎิกิริยาย้อนกลับต่อลัทธิกษัตริย์นิยมอย่างหนักหน่วงอย่างไม่ เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

Hyper-royalism ส่งผลอะไรต่อสังคมไทย

1) สถาบันกษัตริย์มีความสำคัญต่อการเมืองและขีวิตของสังคมยิ่งกว่ายุคใดๆ แต่สังคมกลับไม่สามารถอภิปรายว่าควรและไม่ควรมีบทบาทอย่างไร มีการอิงสถาบันกษัตริย์เพื่อใช้อำนาจ แต่ไม่สามารถวิจารณ์ ตรวจสอบอำนาจดังกล่าวได้ ประชาธิปไตยที่มีชั้นบนไม่โปร่งใสจึงเป็นระบอบอำนาจนิยมชนิดหนึ่ง

2) Hyper-royalism เป็นลัทธิความเชื่อชนิดหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่บนความมีเหตุผล แต่กลับขึ้นอยู่กับศรัทธา ความเชื่อ และความกลัว ทั้งกลัวจะละเมิดโดยไม่ตั้งใจและกลัวว่าคิดต่างจากคนอื่นแล้วจะถูกรังเกียจ ถูกสังคมปฎิเสธ

สังคมใต้อิทธิพลของลัทธิชนิดนี้ไม่สามารถสร้างประชากรที่มีวิจารณญาณ เพราะวัฒนธรรมทางปัญญาและวิชาการอยู่ภายใต้ความกลัว วัฒนธรรมเซ็นเซอร์ตัวเองแผ่ซ่านจนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอิสระในการถกเถียงก็ไำม่เกิดปัญญา ในขณะที่ลัทธิ Hyper-royalism เผยแพร่ได้โดยไม่ถูกทัดทาน การศึกษาจึงกลายเป็นการกล่อมประสาท ตีกรอบความคิด ทำให้คนไม่เป็นตัวของตัวเอง ความพยายามปฎิรูปการศึกษาให้ีนักศึกษาคิดเป็นย่อมเป็นเรื่องตลกในเมื่อทั้ง รัฐและสังคมเน้นความเชื่อ เหนือเหตุผลและเน้นการเชื่อฟังตามๆกัน การลงโทษความคิดต่างด้วยกฏหมายและรุมประณามต่อสาธารณะก็เป็นการควบคุมปัญญา สังคมที่มีความกลัวแผ่ซ่านย่อมฝึกฝนให้ประชาชนเอาตัวรอด หลบเลี่ยงหลอกลวงเก่ง แต่ปัญญาถูกจำกัด

3) Hyper-royalism ทำให้การสื่อสารอย่างโปร่งใสในทางสาธารณะมีขีดจำกัดจนบางเรื่องเชื่อถือไม่ ได้ เนื่องจากความกลัวจนกลายเป็นการควบคุมตัวเองแล้วกลายเป็นการร่วมแพร่ข่าว เท็จประจบสอพลอเองด้วย ข่าวสารในที่สาธารณะเกี่ยวกับสถาบัยกษัตริย์จึงเหลือแค่ด้านเดียวหรือเป็น ข่าวบิดเบือน ข่าวลือจึงหมุนเวียนเต็มไปหมดและบ่อยครั้งมีความจริงมากว่าข่าวสารสาธารณะ เสียอีก ข้อวิจารณ์ ความเห็นใดๆ แม้แต่เรื่องที่ไม่ผิดกฎหมายจึงหลบเลี่ยงลงใต้ดิน เกิดวัฒนธรรมนินทาเจ้าแผ่ไปทั่วทั้งสังคม นี่คือวัฒนธรรมการวิจารณ์แบบไทยๆภายใต้ Hyper-royalism บ่อยครั้งไม่สร้างสรรค์แต่กลับไม่มีทางเลือกอื่น เพราะการสื่อสารแสดงความเห็นในที่สาธารณะมีแต่การประจบสอพลอ แข่งกันแสดงความจงรักภักดี วัฒนธรรมอาเศียรวาทสดุดีในที่แจ้งแต่นินทาว่าร้ายในที่ส่วนตัวกลายเป็น เรื่องปกติของผู้นิยมเจ้าและประชาชนทั่วไป

4) สื่อมวลชนส่วนข้างมากคุณภาพตกต่ำไร้ความรับผิดชอบอย่างน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง ในชั้นต้นอาจเริ่มจากความกลัว แต่ต่อมากลายเป็นความเคยชิน การละทิ้งจรรยาบรรณทางวิชาชีพเป็นภาวะปกติ แรกๆก็แก้ตัวว่าต้องทำเพื่อความอยู่รอด นานวันเข้าพวกเขาต้องปกป้องตัวเองว่าทำถูกต้องแล้ว ลงท้ายพวกเขาถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโกหกตอแหล ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดอีกต่อไป แต่เพื่อให้ความชอบธรรมแก่สิ่งที่ตนเป็นและกระทำ ในที่สุดพวกเขาจึงร่วม “ไล่ล่าแม่มด” อย่างสนิทใจ กลายเป็นกลไกโฆษณาชวนเชื่อของลัทธิกษัตริย์นิยมทำร้ายประชาชนอย่างสนิทใจ

5) ศรัทธาความเชื่อ ความกลัวและการนินทาว่าร้าย แผ่ซ่านทั้งสังคมไปพร้อมๆกัน สองอย่างที่ขัดแย้งกลับอยู่ด้วยกัน และกระทำโดยคนๆเดียวกันเป็นชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องปกติของสังคม นี่คือพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ ฯลฯ หรือที่เรียกกันในระยะหลังว่า “ตอแหล” นี่มิใช่แค่พฤติกรรมของบางคนบางเวลา แต่แพร่หลายทั้งสังคมโดยคนจำนวนมากต่างร่วมมือกันทำหรือต้องทำอย่างไม่มีทาง เลือก นานวันจนกลายเป็นพฤติกรรมปกติก็ตอแหลได้อย่างสนิทใจไม่ต้องตะขิดตะขวงใจอีก ต่อไป หมายความว่าทั้งการสอพลอสดุดีเกินจริงและการนินทาแพร่กระจายข่าวลือกลายเป็น “วัฒนธรรมตอแหล” ไปเรียบร้อยแล้ว วัฒนธรรมเช่นนี้แพร่หลายมากในหมู่ผู้จงรักภักดีอย่างถวายหัว พวกเขาล้วนแต่นินทาว่าร้ายเจ้าด้วยความจงรักภักดีอย่างเหลือล้น การตอแหลเพราะจงรักภักดีจึงเป็นลักษณะพิเศษของไทยภายใต้ Hyper-royalism

6) ในเมื่อความจริง ความวิตกกังวล การวิพากษ์วิจารณ์กระทำไม่ได้ในที่สาธารณะ ทั้งๆที่ความไม่ถูกต้องของพวกกษัตริย์นิยมมีมากมายตำตา ตั้งแต่เรื่องไม่คอขาดบาดตายอย่างผลกระทบต่อการจราจรหรือการใช้จ่ายภาษี ประชาชนเกินสมควร จนถึงเรื่องที่มีผลกระทบสำคัญต่อสาธารณะ เช่น การอิงเจ้าเพื่อแทรกแซงนโยบายและโครงการสำคัญ การโยกย้ายแต่งตั้งผู้มีอำนาจ และการเลือกข้างในความขัดแย้ง แต่สังคมไทยกลับรับรู้แต่ิอาเศียรวาทสดุดีและการถวายความจงรักภักดีอย่าง ตอแหล ภาวะเช่นนี้คือสังคมไทยหลอกตัวเอง ช่วยกันทำเป็นมองไม่เห็น หลอกซึ่งกันและกัน

ยิ่งไปกว่านั้น นักลัทธิกษัตริย์นิยมกลับชักนำสังคมไทยให้หลอกตัวเองหนักเข้าไปอีกคือความ เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์ไทยวิเศษสุดไม่เหมือนที่ใดในโลก เป็นสิ่งวิเศษที่คนไทยควรภูมิใจราวกับได้ขึ้นสวรรค์บนดิน ได้สัมผัสทิพยวิมานพิสดารกว่าใครในโลก สื่อมวลชนช่วยกล่อมสังคมไทยให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลดุจตกอยู่ในภวังค์ของยา กล่อมประสาท ความเชื่อว่าสังคมไทยวิเศษสุดกว่าใครคือที่สุดของการหลอกลวงตัวเอง ไม่ต่างเลยกับนิทานฝรั่งเรื่อง The Emperor Has No Clothes

7) แม้ว่าลัทธิกษัตริย์นิยมจะแผ่ซ่านมากมายขนาดไหนก็ตาม แม้ว่าการบงการควบคุมจะมากขนาดไหนก็ตาม ย่อมมีคนที่คิดต่างอยู่ดี สังคมไทยไม่ใช่สังคมปิดตาย ความคิดต่างมีทั้งผู้ที่รักเจ้าแต่พองาม รักด้วยเหตุผล มีทั้งผู้ที่ไม่ยินดียินร้ายกับสถาบันกษัตริย์ และมีคนไม่รักเจ้าแต่ไม่เคยคิดล้มเจ้าเพราะเคารพผู้อื่น การที่คนเหล่านี้คิดแตกต่างจากความเชื่อที่ครอบงำอยู่ได้ มักต้องอาศัยความใคร่ครวญ เหตุผล ข้อมูล และวิจารณญาณที่มากกว่าการเชื่อตามๆกันทำตามๆกัน

คนที่คิดต่างจากลัทธิกษัตริย์นิยมมีมาทุกยุคสมัยตั้งแต่สมัยสมบูรณาญา สิทธิราชย์ หลัง 2475 และภายใต้ Hyper-royalism แต่ข้อสังเกตสำคัญมากก็คือ ก่อนการรัฐประหาร 2549 คนที่คิดต่างมักเป็นผลของอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่าง เช่น นิยมเก็กเหม็ง สังคมนิยม มาร์กซิสม์ หรือเป็นเสรีนิยมที่ยึดมั่นว่าคนเราควรเท่าเทียมกัน แต่คนที่คิดต่างหลัง 2549 คือผลผลิตของ Hyper-royalism นั่นเอง กล่าวคือพวกเขาถูกทำร้าย ถูกละเมิดสิทธิเสียง และลงท้ายถึงขนาดถูกฆาตกรรมกลางเมืองหลวงโดยพวกกษัตริย์นิยม จึงเกิดปฎิกิริยาตอบโต้ลัทธิกษัตริย์นิยม ครั้นคนเหล่านี้ตื่นพ้นจากภวังค์กล่อมประสาทของ Hyper-royalism ไม่ยากเลยที่เขาจะ “ตาสว่าง” ตระหนักถึงการกระทำและผลของ Hyper-royalism ที่กล่าวมาข้างต้น

Hyper-royalism เองนั่นแหละเป็นสาเหตุและผู้สร้างปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”

ผู้ที่สมาทานลัทธิการเมืองใดๆที่เคยท้าทายลัทธิกษัตริย์นิยมไม่เคยสามารถ ทำได้ถึงขนาดนี้มาก่อนเลย ทักษิณก็ทำไม่ได้และหากเขาบงการทุกอย่างจริงอย่างที่ศัตรูของเขากล่าวหา คงไม่มีทางเกิดปรากฏการณ์ตาสว่างอย่างที่เป็นอยู่ เพราะคงจะมีแต่คนที่กราบกรานขอให้พวกกษัตริย์นิยมยอมให้อภัย

8) เราอาจกล่าวได้ว่า มีวิกฤติอย่างหนึ่งในสังคมไทยที่ชัดแจ้งตำตาแต่คนไทยยังพยายามหลอกตัวเอง แถมพยายามปฎิเสธวิกฤตินี้ด้วยการไล่ล่าปราบปรามคนที่คิดต่างหรือจงรักภักดี ไม่เท่ามาตรฐานของ Hyper-royalism นั่นคือ วิกฤติของความจงรักภักดี

Hyper-royalism ที่ครอบงำสังคมไทยมานานกว่า 40 ปีกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก ภายใต้สภาวะนี้เอง มาตรา 112 จึงถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นยิ่งกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์ ปัญหามีอยู่ว่า การไล่ล่าทำร้ายคนที่คิดต่างจะสำเร็จเมื่อไร หรือจะยิ่งผลิตปฎิกิริยาสวนกลับต่อ Hyper-royalism มากขึ้นไปอีก

วิกฤติของความจงรักภักดี เป็นปรากฎการณ์อีกอย่างที่มีสาเหตุมาจากระบอบสังคมการเมืองที่ฉุดรั้งขัดฝืนความเปลี่ยนแปลง

มาตรา 112 ภายใต้ Hyper-royalism

“กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มีมานานแล้ว รวมทั้งในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่กฎหมายประเภทนี้กลับมีบทบาทมากน้อยเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคมการเมือง

ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ กลับไม่มีการใช้กฎหมายนี้พร่ำเพรื่อนัก และไม่ใช่เครื่องมือบังคับควบคุมความคิดของคน ทั้งนี้มิใช่เพราะพระมหากรุณาธิคุณมากน้อยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใด แต่เป็นเพราะระบอบการเมืองนั้นมีกลไกรัฐและกฎหมายอื่นในการควบคุมทางสังคม ตัวอย่างเช่น การละเมิดพระราชอำนาจย่อมถือว่าเป็นกบฎก็ได้ ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงมีความหมายเฉพาะจำกัดอยู่ที่การหมิ่น ประมาทองค์พระมหากษัตริย์ ไม่มากและไม่น้อยไปกว่านั้น และไม่มีนัยหรือผลกระทบทางการเมืองเท่าไรนัก

กฎหมายหมิ่นฯ เริ่มเป็นอาวุธทรงพลังก็ต่อเมื่อนักลัทธิกษัตริย์นิยมเอามาใช้เป็นเครื่อง มือเพื่อช่วยสถาปนาประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ โดยถือว่าความผิดนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ

นัยสำคัญของประเด็นนี้มิได้อยู่ที่ว่าสถาบันกษัตริย์สำคัญของชาติหรือไม่ อย่างที่บางคนโต้เถียง เพราะมีเรื่องสำคัญต่อความมั่นคงของชาติอีกมากมายที่มิได้ถูกจัดอยู่ในหมวด ความมั่นคงของชาติ แต่เป็นเรื่องของกลไกทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ จากการศึกษาของ David Streckfuss พบว่าภายใต้ระบอบเผด็จการอันยาวนานของไทย บรรดาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงถูกดำเนินการโดยกระบวนการยุติธรรมที่วิปลา ศผิดหลักการต่างจากการะบวนการยุติธรรมต่อความผิดอาญาอื่นๆ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทประเภทหนึ่งกลับ อยู่ใต้กระบวนการยุติธรรมที่ผิดปกติต่างจากความผิดหมิ่นประมาทอื่นๆ ความผิดปกติเกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่สยบต่ออำนาจและรับใช้อำนาจเป็นอา จินต์ แถมยึดเอาความเชื่อ ค่านิยม อุดมการณ์ และเหตุผลของรัฐซึ่งเต็มไปด้วยอคติคับแคบ มาเป็นมาตรฐานในการพิจารณาความถูกผิดคดีความมั่นคงเหล่านี้

กระบวนวิธีพิจารณาคดีความมั่นคงบิดเบี้ยวไปจากมาตรฐานของกระบวนการ ยุติธรรมปกติ ที่สำคัญได้แก่ มักถือว่าจำเลยกระทำความผิดร้ายแรงจนกว่าจำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าตนบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงมักไม่ให้ประกันตัว และภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับจำเลยแทนที่จะตกอยู่กับฝ่ายโจทก์ นอกจากนี้ ปกติการพิสูจน์ความผิดอาญาต้องเคร่งครัดชัดเจน หากไม่ชัดเจนต้องยกประโยชน์ให้จำเลย แต่ในคดีความมั่นคงกลับมักตีความกฎหมายอย่างกว้างให้ครอบคลุมการกระทำที่ ต้องสงสัยแม้จะไม่ชัดเจนก็ตาม

กระบวนการยุติธรรมสำหรับความผิดตามมาตรา112 ก็ผิดปกติในทำนองเดียวกัน ตัวอย่างกรณี “อากง” คงช่วยอธิบายความผิดปกติได้ดี

- เริ่มจากไม่ให้ประกันทั้งๆที่ยังไม่มีการพิสูจน์

- ศาลยอมรับว่าฝ่ายโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าอากงกระทำความผิดแต่ศาลเชื่อว่าผู้กระทำผิดย่อมพยายามปกปิดความผิดไว้จึงทำให้พิสูจน์ยาก

- โจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ว่าอากงครอบครองเครื่องโทรศัพท์ในขณะเกิดการกระทำความ ผิด อากงเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ว่าเอาเครื่องไปซ่อม เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ศาลจึงถือว่าไม่ได้เอาไปซ่อม

- ไม่มีการพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำการส่งข้อความหรือไม่ เพียงแค่พิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของเครื่องและครอบครองเครื่องในขณะเกิดการกระทำ ความผิดก็พอ ผู้พิพากษายอมรับเองว่าเป็นหลักฐานแวดล้อมทั้งสิ้น (เราอาจเปรียบกับการเป็นเจ้าของรถที่ถูกนำไปโจรกรรมหรือเป็นเจ้าของอาวุธที่ ถูกเอาไปใช้ฆ่าคนตาย) ซึ่งในคดีอาญาปกติต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดด้วย แต่ในกรณีนี้กลับไม่จำเป็น

ความผิดปกติวิปลาศที่สำคัญที่สุดคือ เนื่องจากเป็นความผิดต่อความมั่นคงจึงเปิดให้ใครก็ตามที่พบเห็นการกระทำที่ สงสัยว่าเข้าข่ายความผิด สามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานได้ ต่างลิบลับจากคดีหมิ่นประมาททั่วไปซึ่งผู้เสียหายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิฟ้อง ด้วยเหตุนี้เอง คอป.ของ ดร.คณิต ณ นคร ยังต้องพยายามหาทางออกเพื่อแก้ปมปัญหานี้ (แต่ คอป. มิได้เสนอให้แยกความผิดตามมาตรา 112 ออกมาตั้งเป็นหมวดต่างหากจากคดีความมั่นคง แต่ให้ถือว่าความผิดต่อความมั่นคงชนิดนี้ต้องให้อำนาจแก่ผู้เสียหายหรือ หน่วยงานที่รับผิดชอบแทนเท่านั้นเป็นผู้ฟ้อง)

มาตรา 112 ได้สร้างสมปมปัญหาแก่กระบวนการยุติธรรมอีกมากมายหลายประการ เช่นปัญหาขอบเขตอำนาจบังคับ ดังจะเห็นได้จากการลงโทษการกระทำที่เกิดนอกประเทศหรือไปสอบสวนในต่างประเทศ ปัญหาบทลงโทษที่สูงเกินเหมาะสมและหนักหนาสาหัสกว่าที่ใดในโลก

แต่ผู้สมาทาน Hyper-royalism ถือว่ามาตรา 112 เป็นบทบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ ห้ามแก้ไขหรือแตะต้อง แม้จะกระทำตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ตาม (แต่ถ้าแก้โดยคณะรัฐประหารที่เถลิงอำนาจหลังอาชญากรรมที่โหดร้ายกลับยอมรับ ได้) การถกถึยงไม่ต้องใช้เหตุผลหรือหลักวิชาใดๆ แต่ใช้ความเชื่อ ศรัทธา และโฆษณาชวนเชื่อ แม้แต่นักกฎหมายของพวกกษัตริย์นิยมก็ไม่จำเป็นต้องใช้หลักกฎหมาย และไม่ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของกฎหมายนี้ในสังคมไทย ทำไมเป็นเช่นนั้น?

เพราะมาตรา 112 เป็นมากกว่ากฎหมายอาญามาตราหนึ่ง คือเป็นเครื่องมือบังคับควบคุมความคิดของลัทธิ Hyper-royalism สามารถใช้ได้หลายทาง ได้แก่ การลงโทษเพื่อขีดเส้นเป็นบรรทัดฐานว่าแค่ไหนเป็นความผิด การสร้างความกลัวทั้งในแง่กฏหมาย (เพราะโทษรุนแรงและกระบวนการผิดปกติ) และกลัวถูกสังคมลงโทษ ก่อให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง ไปจนถึงใช้ปลุกความบ้าคลั่งไล่ล่าทำร้ายคนอื่นทั้งอย่างตักเตือนและอย่างโหด ร้ายทารุณ การใช้มาตรา 112 ยังเปลี่ยนไปตามเวลาด้วย เช่น แต่ก่อนชาวต่างชาติที่ทำผิดจะโดนเนรเทศทันทีโดยไม่จำคุก เพิ่งโดนจำคุกในระยะหลัง การใช้มาตรา 112 ในแบบล่าสุดระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือใช้ทำลายจิตวิญญาณ หมายถึงการใช้อย่างไร้ความปรานีจนกว่าจะยอมรับสารภาพ คือมักจับไว้ก่อน ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาลับ ลงโทษรุนแรง แต่ให้ความหวังว่าจะพ้นคุกได้เร็วถ้ายอมรับสารภาพ จนหลายคนยอมแพ้ในที่สุด นี่คือการทำร้ายถึงจิตวิญญาณ หากต้องการอิสรภาพทางกายต้องยอมแพ้ราบคาบทางมโนสำนึก ชีวิตที่มีอิสระทางกายต้องขังจิตวิญญาณเสรีไว้ข้างในตลอดไป [7]

มาตรา 112 ถูกใช้ใน Hyper-royalism ช่วงแรก (2518-2520) ด้วยความกลัวคอมมิวนิสต์จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ แม้ปริมาณคดีไม่เท่าระยะไม่กี่ปีมานี้แต่ก็มากกว่าก่อนหน้านั้น ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามนักศึกษาปัญญาชนฝ่ายซ้ายในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้คณะปฎิรูปขวาจัดหลัง 6 ตุลาจึงถือเป็นภารกิจต้องเพิ่มโทษความผิดตามมาตรา 112 อันเป็นปัญหาจนทุกวันนี้

เอาเข้าจริงมาตรา 112 ไม่ถูกนำมาใช้เท่าไรนักระหว่าง 2520 เศษถึง 2540 เศษซึ่งเป็นช่วงที่ Hyper-royalism เติบโตอย่างมาก คดีที่เกิดขึ้นจำนวนไม่มากนักมักไม่ผูกโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ สำคัญในขณะนั้นๆ ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะการสถาปนาอำนาจนำของประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ใน ระยะนั้นเป็นการแข่งขันกับกองทัพซึ่งอ้างอิงสถาบันกษัตริย์้เป็นแหล่งอำนาจ เช่นกัน ทั้งยังเป็นความขัดแย้งกันในหมู่ “ชั้นบน” เหนือระบอบประชาธิปไตยด้วยกัน ดังนั้น ประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยจึงไม่เกิด ขึ้น แม้แต่ในไม่กี่กรณีที่การแข่งขันกับกองทัพถึงจุดที่น่าวิตก ก็ไม่เคยต้องยกประเด็นความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยขึ้น มา ตลอดช่วงดังกล่าว Hyper-royalism ขยายตัวเติบโตได้โดยแทบไม่ปรากฎผู้ทัดทานวิพากษ์วิจารณ์ มีแต่แข่งกันอวดความจงรักภักดี จึงไม่ต้องใช้มาตรา 112

การใช้มาตรา 112 เป็นอาวุธบ่อยครั้งจนเป็นประเด็นในขณะนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติความจงรักภักดีดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อมีผู้คิดต่าง วิพากษ์วิจารณ์ หรือปฏิเสธ Hyper-royalism มากขึ้นฝ่ายกษัตริย์นิยมทั้งกลไกรัฐและในประชาสังคมจึงเอามาตรา 112 เป็นอาวุธปกป้องลัทธิความเชื่อของตนเองและปกป้องระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์

จะแก้ ไม่แก้ แก้แค่ไหนอย่างไร หรือควรยกเลิกไปเสียเลย จึงมิใช่แค่ปัญหาเทคนิคทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ใหญ่โตกว่านั้นมาก และเป็นความขัดแย้งที่มีลักษณะเฉพาะของปัจจุบันแต่จะส่งผลมหาศาลต่ออนาคตของ สถาบันกษัตริย์และระบอบประชาธิปไตยของไทย

ถ้าหากผู้สมาทาน Hyper-royalism ต้องการยืนยันรักษามาตราศักดิ์สิทธิ์ หวังรักษาระบอบประชาธิปไตยอำมาตย์ไว้ชั่วนิรันดร์ ก็จะยิ่งผลักให้สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้น เพราะมาตรา 112 ได้กลายเป็นอาวุธในการฉุดรั้งขัดฝืนความเปลี่ยนแปลง

แต่หากไม่อยากให้อันตรายต่อสถาบันกษัตริย์และสังคมไทยสะสมมากไปกว่านี้ ต้องหาทางแก้ความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตย นิติราษฎร์ได้เสนอทางออกหนึ่งไว้ให้แล้วด้วยเจตนาดี ไม่อยากเห็นความขัดแย้งไปถึงจุดที่ทุกคนต้องสลดใจ

นิติราษฎร์และคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 สามารถเอาตัวเองออกจากความเจ็บปวดในปัจจุบันได้อย่างสบายๆ แต่พวกเขายอมเจ็บตัวเพื่อช่วยหาทางออกแก่สังคมไทย แต่พวกลัทธิกษัตริย์นิยมกลับไม่เห็นความน่าสมเพชและความอับจนของตนเอง

ในอนาคตประวัติศาสตร์จะบันทึกว่า เป็นความผิดพลาดมหันต์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่ฟังนิติราษฎร์และครก. 112 แถมยังผลักไสทำร้ายความปรารถนาดีของพวกเขา

ความวิปลาศของอนารยธรรม

ในระยะที่ผ่านมามีคำกล่าวและปราการณ์มากมายที่สะท้อนความวิปลาศในสังคม ไทย ทุกปรากฎการณ์ที่จะยกเป็นตัวอย่างต่อไปนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นในสังคมอารยะ แต่สังคมไทยกลับไม่รู้สึก ไม่ได้เห็นเป็นความผิดปกติแต่อย่างใด

เหตุที่ต้องคิดเทียบกับสังคมอารยะเพราะสังคมไทยเติบโตถึงทุกวันนี้ได้ ด้วยการปรับตัวให้เข้ากับอารยธรรมของโลก เราเข้าใจประวัติศาสตร์ครึ่งเดียวมาตลอดว่าสยามได้รับการยอมรับจากประชาคม โลกเพราะเราเป็นไม่ตกเป็นเมืองขึ้น แท้ที่จริงสยามที่เป็นเอกราชยังไม่ได้รับการยอมรับจนกระทั่งสยามได้พิสูจน์ ว่าตนมีอารยธรรม ผู้ดีกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งหลายเข้าใจข้อนี้ดี

ขอบอกว่าโลกกำลังจับตามองอารยธรรมของสังคมไทยด้วยความเหนื่อยหย่าย ข้อท้วงติงจากนานาชาติเกี่ยวกับมาตรา 112 ที่ผ่านมานับว่าเบากว่าความรู้สึกที่แท้จริงที่สังคมอารยะมีต่อกรณีนี้อยู่ มาก

ตัวอย่างที่ 1 มหาวิทยาลัยที่รับก้านธูปถูกตั้งคำถาม ถูกตำหนิ แถมมีคนตามล้างตามเรียกร้องให้ธรรมศาสตร์ไล่เด็กออกไป แต่มหาวิทยาลัยที่ปฎิเสธก้านธูปเพียงเพราะความคิดของเธอกลับไม่ถูกสอบสวน ไม่ถูกลงโทษ ไม่โดนสังคมประณามด้วยซ้ำไป ในสังคมอารยะอื่นๆ การกระทำผิดๆเช่นนี้เคยเกิดมาแล้ว เช่นในยุคแมคคาร์ธีหรือยุคล่าแม่มดสมัยใหม่ กลายเป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์ที่น่ารังเกียจ จึงไม่มีทางเกิดในยุคนี้อีก ในสังคมอารยะอื่นๆอาจารย์ที่ฟ้องนักศึกษาเพียงเพราะความคิดต่างควรถูกไล่ออก เพราะเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ ละเมิดจรรยาบรรณของนักวิชาการอย่างไม่ควรให้อภัย แต่สังคมไทยเฉย แถมกลับลงโทษเหยื่อ

ตัวอย่างที่ 2 การออกมาขับไล่คนที่ไม่สมาทานลัทธิ Hyper-royalism ให้ออกนอกประเทศ

พฤติกรรมแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นในอารยสังคม เพราะเป็นการกระทำที่โง่เขลาน่าสมเพชสิ้นดี เอาอะไรมาเป็นเหตุผลขับไล่คนที่คิดต่างจากลัทธิของตัวออกนอกประเทศที่เขา เป็นเจ้าของ

ในอารยประเทศ คนที่ขับไล่ผู้คิดต่างออกนอกประเทศจะถูกด่าประณามและถูกเรียกร้องให้ขอโทษ ยิ่งถ้าคนพูดเป็นผุ้บัญชาการทหารยิ่งเป็นความผิด 2 ชั้นเพราะเขาไม่มีสิทธิให้ความเห็นทางการเมืองตราบที่ยังอยู่ในอำนาจ เขาไม่มีเสรีภาพให้ความเห็นทางการเมือง ถ้าอยากทำก็ออกจากอำนาจเสียก่อน ถ้าเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย เขาถูกปลดไปแล้วอย่างแน่นอน

แต่สังคมไทยไม่ว่าอะไร แถมนักข่าวยังป้อนคำถามการเมืองให้ขุนทหารตลอดเวลา

ตัวอย่างที่ 3 คำกล่าวประเภท “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” สะท้อนจิตใจและรสนิยมต่ำของผู้พูด ยิ่งเป็นสื่อมวลชนที่มีผู้ฟังมากมาย ในอารยสังคมเขาจะถูกประณาม ถูกเรียกร้องให้ขอโทษหรือถูกถอดรายการเพราะถือเป็นความไม่รับผิดชอบต่อสังคม คำกล่าวที่รุนแรงน้อยกว่านี้ยังโดนปลดออกจากผังรายการมาแล้วหลายราย แต่สังคมไทยเฉย

ตัวอย่างที่ 4 เมื่อนิติราษฎร์ถูกขู่ ถูกทำร้ายหยาบคายด้วยวาจา ถูกคุกคามโจ่งแจ้งเปิดเผย นิติราษฎร์จึงถูกลงโทษจากสังคมและถูกจำกัดพื้นที่ ถูกเรียกร้องให้สอบสวน ให้ลงโทษทางวินัย

ในอารยสังคม เขาเรียกร้องอาการทำนองนี้ว่าการลงโทษเหยื่อที่ถูกข่มขืนเพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดการข่มชืน ในอารยสังคม ไม่ว่าหญิงคนนั้นจะแต่งกายอย่างไรย่อมไม่ใช่เหตุของการข่มชืน ต้องลงโทษและกำราบผู้คุกคามทำร้ายคนอื่นเท่านั้น

แต่มหาวิทยาลัยของไทยและสื่อมวลชนรุมกระหน่ำโจมตีเหยื่อผู้ถูกทำร้าย ยังดีที่อธิการบดีออกมายืนยันว่าไม่มีความผิด ไม่มีการสอบสวน ไม่มีการลงโทษทางวินัย แต่ผู้เขียนสลดใจอยู่ดีที่ไม่มีใครออกมาเตือนสติสังคมไทยว่า การเรียกร้องให้สอบสวนลงโทษทางวินัยเป็นเรื่องวิปลาศวิปริตสิ้นดี

ถ้าวัฒนธรรมพิเศษอย่างไทยเป็นใหญ่ในโลก ป่านนี้ Salman Rushdie คงถูกลากคอออกมาตัดหัวไปแล้ว

โปรดตระหนักว่า ความวิปริตเช่นนี้มีอยู่ในสังคมไทยมานานแล้ว เพราะนี่คือเชื้อมูลของการที่คนจำนวนมากยืนดูการแขวนคอ เผาทั้งเป็น ตอกอกในที่สาธารณะได้โดยไม่เข้าช่วยเหลือยับยั้ง ความวิปริตข้อนี้มีมูลเหตุเดียวกันกับความพึงพอใจขณะดูเก้าอี้ฟาดร่างไร้ ชีวิตบนปลายบ่วงเชือก

ตัวอย่างที่ 5 จนป่านนี้ยังมีปัญญาชนวิปริตเรียกร้องให้ทหารออกมาทำรัฐประหารอยู่อีก

ยังมีการให้พฤติกรรมคำกล่าววิปลาศอีกมากมายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บางข้อยากขึ้นนิดที่จะอธิบายว่าทำไมจึงวิปลาศ แต่หากคิดให้ดีจะพบว่าตลกและไร้เดียงสา อาทิเช่น คำกล่าวที่ว่า “อย่าละเมิดเสรีภาพของในหลวง” หรือข้อเขียน 2 ครั้ง ของนักเขียนใหญ่รายหนึ่งที่ว่า “ขอพื้นที่ให้คนที่ศรัทธาอย่างแท้จริงบ้าง” ทั้งๆที่ท่านมีพื้นที่ทั่วประเทศไทย ทั้งในธรรมศาสตร์ ราบ 11 และราชประสงค์ ในเขตราชการและเขตพระราชวัง แต่คนที่ขอใช้เหตุผลอย่างบริสุทธิ์ใจกลับถูกคุกคามทำร้าย ถูกปิดกั้นพื้นที่ และถูกขอคืนพื้นที่ด้วยกระสุนจริง

เวลาได้ยินได้พบเห็นความวิปลาศพรรค์นี้ ผู้เขียนมักนึกถึงตำนานเกี่ยวกับการปฎิวัติฝรั่งเศสที่เล่าว่า พระนางมารี อังตัวเนต บอกแก่คนยากจนว่า “หากไม่มีขนมปัง แล้วทำไม่กินเค็ก” เรื่องนี้ไม่ใช่ความจริงแต่ตำนานยืนยงตลอดมาเพื่อสะท้อนความวิปริตของสังคม ฝรั่งเศสก่อนการปฎิวัติซึ่ง ราชสำนักและพวกกษัตริย์นิยมขังตัวเองอยู่ในโลกของตนโดยไม่เข้าใจความเปลี่ยน แปลงที่กำลังเกิดขึ้น ตำนานคำพูดของพระนางเป็นเรื่องตลกทำนองเดียวกับตลกวิปลาศที่กำลังเกิดขึ้นใน สังคมไทยช่วงนี้

อีก 50 ปีข้างหน้าประวัติศาสตร์อาจจะบันทึกความผิดปกติของสังคมไทยปัจจุบันโดยจดจำ ความวิปลาศที่ยกตัวอย่างมาจนเป็นตำนาน เช่น คำกล่าวที่ว่า “อย่าละเมิดเสรีภาพของในหลวง”

ความวิปลาศผิดจากอารยสังคมเหล่านี้สะท้อนอะไร?

คำตอบที่ 1 สะท้อนว่าสังคมไทยมีลักษณะพิเศษ อย่างที่ปัญญาชนลัทธิกษัตริย์นิยมมักอ้างเสมอๆ พิเศษเสียจนการใช้เหตุผล จรรยาบรรณ มาตรฐานตามปกติของอารยสังคม เอามาใช้กับสังคมไทยไม่ได้ พวกเขากล่าวเสมอว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรไทยพิเศษไม่ มีที่ใดเหมือนและอาจเข้าใจยากสำหรับชาวต่างชาติ หมายความว่าพิเศษจนต้องยุติการใช้เหตุผล ยุติอารยธรรมตามปกติ ยุติมนุษยธรรมปกติ และต้องใช้ความเชื่อ ศรัทธาเหนือเหตุผล หรือเหตุผลวิปลาศ กลับหัวกลับหาง ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมผิดปกติดำเนินต่อไป เช่นนั้นหรือ

คำตอบที่ 2 สะท้อนว่าสังคมไทยป่วยหนัก ป่วยหนักมากจนหลง จนหลอกตัวเองไม่รู้ว่ากำลังป่วย ป่วยจนยอมถลำลึกลงไปในวิถีทางฝืนความเปลี่ยนแปลง แต่กลับละเมอว่าทุกอย่างยังคงดีเหมือนเดิม ป่วยจนอธิบายหาเหตุผลไม่ได้ก็อ้างว่าเป็นลักษณะพิเศษ สำนวนปัจจุบันเรียกว่า “ไปไม่เป็น” แต่สังคมไทยกลับเชื่ออย่างภาคภูมิใจ

อาการวิปลาศอย่างที่กล่าวมายังสะท้อนด้วยว่าสังคมไทยไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งพอ นั่นคือ วัฒนธรรมทางปัญญาตกต่ำ

เราเถียงกันด้วยเหตุผลไม่ค่อยได้ไกลเพราะเราอยู่กันด้วยความเชื่อกับด้วย ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เรากลัวคนคิดเป็น เราไม่ชอบปัจเจกชนที่กล้าคิด เป็นอิสระ เรากลัวคนที่คิดนอกกรอบ

ความอ่อนแอทางปัญญา สะท้อนออกมาในสองวงการที่คุณภาพต่ำอย่างน่าวิตก คือ ระบบการศึกษาและสื่อมวลชน แต่ขออนุญาตไม่อภิปรายปัญหาในวงการทั้งสองในที่นี้เพราะเป็นปัญหาใหญ่เกินไป

แต่ที่เน้น 2 วิชาชีพนี้เพราะมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างปัญญาที่จะช่วยให้สังคมรู้จักคิด ฝ่าการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติและความรู้ หรือสรัางปัญหา กล่อมประสาทตอแหลหลอกลวงตัวเองจาสายเกินการณ์ (อีกเหตุผลเพราะเป็นวิชาชีพที่ผู้เขียนพอรู้จักมากหน่อย อย่างน้อยผู้เขียนก็พอรู้ว่ามหาวิทยาลัยและวงวิชาการที่ดีมีมาตรฐานสูงเป็น อย่างไร) ความตกต่ำของวิชาชีพทางปัญญาเป็นเหตุหนึ่งของความวิปลาศยามสังคมเผชิญความ เปลี่ยนแปลงแล้วเอาแต่ขัดฝืนฉุดรั้ง ในทางกลับกัน ครั้นความวิปริตวิปลาศเหล่านี้เกิดจนเป็นปกติ ผู้คนไม่รู้สึกอะไร ไม่ถูกทัดทาน ไม่ต้องขอโทษ ไม่ถูกปลด ไม่ถูกสอบสวน มาตรฐานทางการเมืองก็ไม่ต้องรับผิด ความไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีพรรค์นี้เองที่มีส่วนทำให้มาตรฐานและจรรยาบรรณ ของวงวิชาการและสื่อมวลชนตกต่ำอย่างน่าวิตก

บ่อยครั้งผู้เขียนรู้สึกเหมือนสังคมไทยอยู่ในยุคของกาลิเลโอ ในยุคนั้นอำนาจอยู่กับศาสนจักรที่ยึดมั่นในความรู้ความคิดผิดๆ ห้ามกาลิเลโอเผยแพร่ความรู้ใหม่ที่ถูกต้องซึ่งต่อมามีผลต่อการปฎิวัติวิทยา ศาสตร์ขนานใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก เพราะสิ่งที่กาลิเลโอเสนอขัดแย้งกับความเชื่อและศรัทธาของผู้มีอำนาจและ สังคมในขณะนั้น

กาลิเลโอไม่มีโอกาสอยู่ดูชัยชนะของเขา มนุษยชาติที่โหดร้ายเป็นหนี้บุญคุณเขาแต่ไม่เคยสามารถกล่าวขอโทษเขาได้ต่อหน้า

มนุษย์เราโหดร้ายและขลาดเขลาพอที่จะทำอย่างนี้เป็นประจำ เพราะมนุษย์ปกติมักสายตาสั้น มองโลกแคบ ยิ่งสังคมที่ขาดวุฒิภาวะทางปัญญายิ่งขลาดเขลาเกินกว่าจะมองเห็นความเป็น อนิจจังของสังคม กลัวการเปลี่ยนแปลง หลงยึดมั่นถือมั่นกับเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเชื่อว่าไม่มีทางเปลี่ยนแปลง จนไม่สามารถเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเขา อคติอวิชชาทำให้เขาคับแคบ ลุ่มหลงตัวเองว่าพิเศษกว่าใครอื่นจนสามารถหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงไว้ได้

คนพวกนี้จะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์อย่างน่าสงสารว่าเป็นผู้ฉุดรั้งขัด ฝืนความเปลี่ยนแปลงจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างที่ไม่น่าต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 6 ตุลา 2519 พฤษภา 2535 เมษา–พฤษภา 2553 และอีกหลายเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิด

ในท้ายที่สุด

ณ ปลายรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงค์จักรี สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาหนักหน่วงอย่างน้อย 4 ประการที่สำคัญไม่แพ้กันทั้งนั้น คือ

1. รัฐธรรมนูญ คือ เรื่องของกรอบกติกาทางการเมืองที่จะเอื้ออำนวยหรือยิ่งขัดฝืนความเปลี่ยนแปลง

2. ความขัดแย้งชายแดนภาคใต้และปัญหาการกระจายอำนาจทั่วทั้งประเทศ คือเรื่องรูปการของรัฐที่ปรับตัวน้อยเกินไปหรือแทบไม่ปรับโดยพื้นฐานมา ตั้งแต่ 100 กว่าปีก่อน

3. โศกนาฎกรรมเมื่อเดือน เมษา-พฤษภา 2553 และอาชญากรรมของรัฐอีกหลายครั้งในอดีตรวมถึงการปราบปรามในชายแดนภายใต้ด้วย นี่เป็นปัญหาความยุติธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ราบรื่นในสังคม

4. มาตรา 112 เป็นกุญแจไขประตูไปสู่การเผชิญปัญหาที่ตกค้างมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ นั่นคือ ปัญหาบาทบาทสถานะของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นอย่างไร

ปัญหาทั้งหมดนี้ต้องแก้ด้วยความหนักแน่น สติ และปัญญา ไม่ใช่ด้วยโฆษณาชวนเชื่อหรือใส่ร้ายป้ายสีอย่างขาดความรับผิดชอบ ขอสื่อมวลชนแค่ทำตามจรรยาบรรณ อย่าสุมไฟ

เราต้องการวุฒิภาวะทางปัญญาและการเมืองที่จะคุยกันอย่างอารยชน มิใช่แข่งกันแสดงความจงรักภักดีอย่างขาดสติ

กรุณาคิดถึงอนาคต มิใช่แค่การเมืองระยะสั้นๆ

สังคมไทยที่พึงปรารถนาควรใจกว้าง อยู่ร่วมกันได้ไม่ว่าคิดแตกต่างกันขนาดไหน ในที่นี้หมายถึงคนที่รักเจ้าไม่เท่ากัน ในแบบต่างๆกัน และคนที่ไม่ยินดียินร้าย หรือคนที่ไม่รักเจ้าเลยก็ตาม ตราบเท่าที่เขาไม่ใช้ความรุนแรงบังคับข่มเหงใครหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงระบอบการเมืองด้วยความรุนแรง

ไม่ใช่สังคมภายใต้ Hyper-royalism ที่เที่ยวไล่ล่าปราบปรามคนที่คิดต่าง

หลังรัฐประหาร 2549 ผู้เขียนเคยสงสัยว่า “ฤานี่จะเป็นอภิชนาธิปไตยชบวนสุดท้าย”

ในขณะนั้นผู้เขียนมิได้เข้าใจภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เสนอใน วันนี้ ผู้เขียนเพียงแต่เห็นปรากฎการณ์ที่พวกกษัตริย์นิยมทิ้งไพ่สำคัญๆออกมาบนโต๊ะ จนหมดหน้า

ถึงวันนี้ผู้เขียนยังขอชวนคิดเช่นเดิมว่า “ฤานี่จะเป็นอภิชนาธิปไตยขบวนสุดท้าย”

ผู้เขียนไม่ทราบว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอันใกล้ ผู้เขียนไม่ทราบจริงๆว่าจะเป็นขบวนสุดท้ายหรือไม่เป็น แต่ค่อนข้างมั่นใจว่า อีก 50 ปีข้างหน้า ประวัติศาสตร์จะย้อนมองมายังปัจจุบัน จะเห็นมูลเหตุของวิกฤติ 3 ประการใหญ่ดังที่กล่าวมา จะเห็นว่าวิกฤติของระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์เกิดจากความสำเร็จย้อนกลับมา ท้าทายระบอบดังกล่าวเสียเอง จะเห็นความไม่สามารถปรับตัวอันเกิดจาก Hyper-royalism และจะบันทึกความพยายามของคนจำนวนหนึ่งรวมทั้งนิติราษฎร์และครก.112 ที่จะหาทางออกแก่สังคมไทยด้วยความปรารถนาดี

แต่ผู้เขียนไม่ทราบว่า ลงท้ายระบอบการเมืองปัจจุบันปรับตัวสำเร็จหรือไม่ อันตรายที่แท้จริงอันเกิดจากการฉุดรั้งขัดฝืนความเปลี่ยนแปลงจะถูกถอดชนวน ทันกาลหรือจะดึงดันไปถึงจุดสุดท้ายของอภิชนาธิปไตยขบวนนี้

สังคมไทยจะยอมปลดล็อค เปิดประตู แล้วเดินเข้าสู่ประตูของการปรับตัวหรือไม่ นิติราษฎร์ และ ครก. 112 ช่วยเสนอทางปลดล็อคให้ทางหนึ่งแล้ว

เราท่านทุกคนมีส่วนในการตัดสินใจเพื่ออนาคตของสังคมไทย และลูกหลานของเรา

อ้างอิง:

  1. พวกกษัตริย์นิยม หมายถึงใครก็ตามที่อิงสถาบันกษัตริย์เป็นความชอบธรรมหรือเป็นแหล่งที่มาของ อำนาจตน พวกนี้มีมากมายเป็นเครือข่าย (network) มีทั้งสามัญชนและผู้ที่มีเชื้อสายเจ้า
  2. คำว่า สถาบันกษัตริย์ พระมหากษัตริย์ ที่จะใช้ในบทความนี้ ถ้ากล่าวถึงของไทยใน 40-50 ปีที่ผ่านมาจะแยกไม่ออกระหว่างสถายันกับบุคคล เพราะองค์พระมหากษัตริยืกลายเป็นปัจจัยหลักของความเป็นสถายันจนความหมายทั้ง 2 ด้าน ปนเปกันอยู่ตลอดเวลา
  3. ผู้เขียนยังหาคำแปลที่เหมาะสมไม่ได้ คำว่าคลั่งเจ้าน่าจะใช้กับ Ultra-rayalism ซึ่งน่าจะหมายถึงคนจำนวนหนึ่งที่ขยันขันแข็งกับการโจมตีล่าทำร้ายผู้ที่คิด ต่าง แต่ Hyper-royalism เป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั่วทั้งสังคมและผู้คนจำนวนมหาศาลยอมรับเข้าร่วม ผู้เขียนเคยใช้คำแปลว่า “กษัตริย์นิยมล้นเกิน” ซึ่งยังน่าจะใช้ได้อยู่ แต่ประดักประเดิดทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน
  4. สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ฟื้นความศักดิ์สิทธิ์สูงมากขึ้นมาได้อย่างไรยังต้องการการศึกษาและคำอธิบายมากกว่านี้
  5. ปริศนาสำคัญอีกข้อของ Hyper-royalism กล่าวคือ สังคมไทยเป็นสังคมเปิด ต่างจากประเทศปิดอย่างเกาหลีเหนือหรือพม่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยมีเสรีภาพในการเข้าถึงข่าวสารภายนอกและในประเทศพอสมควร มิได้ถูกตรวจสอบปิดกั้นเข้มข้นอย่างประเทศเผด็จการเบ็ดเสร็จ มีเสรีภาพในการบริโภคเต็มที่ มีเสรีภาพทางธุรกิจ และสร้างโอกาสใหม่ๆของปัจเจกชนมากพอสมควร

    แต่ทำไมสภาวะ Hyper-royalism จึงเกิดขึ้นควบคู่กันได้ ?
    ทำไมสังคมค่อนข้างเปิดจึงเกิดสภาวะทำนอง 1984 ได้ในมิติที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์? (หมายถึงหนังสือ Nineteen Eighteen Four ของ George Orwell)

    คำตอบเบื้องต้นก็คือ Hyper-royalism กลายเป็นลัทธิความเชื่อ หรือ religiosity ที่เป็นระบบแข็งแกร่งในตัวเอง ในบางแง่กลับแข็งแกร่งกว่าศาสนาเสียอีก กลายเป็น cult/occult ประเภทหนึ่ง การทำความเข้าใจให้ได้ดีต้องไม่ใช้เพียงวิธีวิเคราะห์ทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องดูระบบศรัทธาความเชื่อที่เหนือการพิสูจน์หรือเหตุผล ดูพิธีกรรมและระบบคิดของลัทธินี้ในตัวมันเองไม่ว่าจะไร้เหตุผลสักเพียงไหนก็ ตาม รวมถึงบทลงโทษทั้งทางสังคมด้วย
    ภายใต้สังคมเปิด ลัทธิความเชื่อเช่นนี้กลายเป็นกำแพงที่สมาชิกในสังคมนั้นก่อขึ้น ล้อมรอบตัวเอง ทำนองเดียวกับที่คนเราไม่เปลี่ยนศาสนาความเชื่อกันง่ายนัก แถมยังส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลานได้ด้วย จนกว่าจะมีเหตุที่กระทบกับตัวตนเดิมอย่างแรง

  6. Hyper-royalism ระลอกนี้ผูกพันใกล้ชิดกับ “ทัศนาวัฒนธรรม” (visual culture) กล่าวคือลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวพันกับเทคโนโลยี่และวัฒนธรรมของการดู รับรู้ด้วยสายตาประมวลขึ้นเป็นความรู้ด้วยภาพและการมอง เช่น การแสดงและพิธีกรรมในที่สาธารณะ พระราชพิธีอลังการ์ และบทบาทของโทรทัศน์ ข้อสังเกตนี้มีผู้เริ่มเสนอไว้บ้างแล้ว แต่คงต้องศึกษาให้มากกว่านี้ ในที่นี้ขอทดลองเสนอเพียงว่าความสำเร็จของ Hyper-royalism เกี่ยวพันกับเทคโนโลยี่และทัศนาวัฒนธรรม ซึ่งไม่มีหรือยังไม่พัฒนาก่อนหน้านั้น
  7. นี่คือวิธิการเดียวกันกับที่ Big Brother ใช้กำจัดขบถทางความคิดใน 1984

ม็อบ "สลิ่ม" รักชาติ ปิดแยกมิกสกวันประท้วงป๋าเปรม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon






เมื่อเวลา 16.30 น.วานนี้(10 ก.พ.) นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
พร้อมด้วยแนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน ประมาณ 100 คน
ได้เคลื่อนขบวนมาที่แยกสวนมิกสกวัน ถนนราชดำเนินกลางตัดถนนพิษณุโลก
โดยนำรถเครื่องขยายเสียงมาจอดปราศรัยโจมตีรัฐบาลที่จัดงานภายในทำเนียบรัฐบาล
ระบุใช้งบของประชาชนโดยสิ้นเปลือง และเผาหุ่นจำลองของนายกฯ
ทั้งนี้ผู้ชุมนุมยังเรียกร้องไม่ให้พล.อ.เปรมเดินทางมาร่วมงาน
โดยชูป้ายขนาดใหญ่เขียนข้อความต่างๆ อาทิ
"กลับบ้านเถอะป๋าครับ คนโคราชคิดถึง"
และ "จัดงานครั้งนี้ ภาษีใครหว่า"


ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รองผบช.น.
ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปะฉะดะ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ
มารักษาความปลอดภัยจำนวนมาก
และขอให้ผู้ชุมชุมติดตามการจัดงานด้วยความสงบอยู่บริเวณแยกสวนมิกสกวันเท่านั้น

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 11-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1163

ตรงไปตรงมา 11-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1164

เปรมออกมาเล่นเองสองงานแล้ว เป็นการรุก หรือ ถอยร่นทางยุทธศาสตร์กันแน่ ??

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

เปรมออกมาเล่นเองสองงานแล้ว แสดงว่าเคลื่อนไหวมีเป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์แน่

การเคลื่อนไหวของ พล.อ.เปรม ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎขึ้นตามปกติและตามธรรมชาติ เพราะปกติจะเก็บตัวและไม่ได้ออกเคลื่อนไหวแบบนี้

ก่อน ปี 2549 ก่อนรัฐประหาร พล.อ.เปรม เคลื่อนไหวเรื่องม้ากับจ็อกกี้ และเดินสายตามค่ายทหารต่างๆ ในรัฐบาลของทักษิณ ผลคือ ----> เกิดการรัฐประหารปี 2549

การเคลื่อนไหวครั้งนั้นสรุปได้ว่าคือการรวบรวมกำลัง เพื่อตอกย้ำสายบังคับบัญญชา

ครั้งนี้เคลื่อนไหวสองครั้งแล้ว ครั้งแรกงานสโมสรกองทัพบกจัด เชิญนายกฯปูเข้าร่วม แสดงภาพ ปูกับป๋า ครั้งนี้ริเริ่มโดยกองทัพบก

เป้าประสงค์ผมคาดว่าแสดงภาพ "การจับมือกัน" ระหว่างตัวแทนของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

ครั้งที่สอง จัดงานเลี้ยง ศปภ. จัดโดยรัฐบาล และเชิญ พล.อ.เปรมมา เป็นประธาน สร้างภาพเหมือนครั้งแรก แต่ริเริ่มโดยรัฐบาล

ก่อนหน้า พล.อ.เปรมออกเคลื่อนไหว มีการเคลื่อนไหวของ Elite ที่เคยเจ็บไข้ได้ป่วย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองสามปี ไม่ออกมาเลย

หากเราวิเคราะห์การถอยครั้งใหญ่ และความผิดพลาดครั้งใหญ่ของฝ่ายอำมาตย์นั้น

ผิด พลาดครั้งใหญ่คือ การสังหารหมู่เสื้อแดง ตาย 91 ศพ เจ็บกว่า 2,000 คน ตอนแรกพวกเขาคิดว่าชนะเหมือน 6 ตุลาคม 19 แต่ผลทางยุทธศาสตร์เราก็เห็นชัดเจนแล้วว่าผิดพลาดอย่างแรง

ส่งผลต่อมาอันที่สองคือ อภิสิทธิ์ยุบสภาคิดว่าชนะ แต่แพ้ขาดลอย พรรคเพื่อไทย+เสื้อแดงชนะเลือกตั้งเกินครึ่ง

นี่คือการ "ถอยร่นอย่างรุนแรงของฝ่ายอำมาตย์" เรียกว่า เมืองหน้าด่านแตกแล้วก็ว่าได้

พวกเสื้อแดงล้อมเมืองหลวงสำเร็จแล้ว

กระแสที่รุนแรงอันล่าสุดคือ เรื่อง 112

นี่ในทางสงครามแทบเหมือนกับการโจมตีเหมืองหลวงเลยทีเดียว
แม้ว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะโดดหลบ

แต่ เราก็ประเมินทางยุทธศาสตร์ได้ว่า กระแสไม่ได้ลดความรุนแรงลง เพราะแนวรุกกลับเป็นนักวิชาการอิสระ และเป็นแนวรุกทางด้านความคิด ฝ่ายอำมาตย์หาแนวคิดและอุดมการณ์ต้านไว้ไม่ได้

เลยต้องรวมพลแบบนักเลงออกมายัน แม้ดูเหมือนจะยันอยู่ แต่วิเคราะห์จริงๆ คือ ยันได้ชั่วคราว

แต่นี่คือการถอยร่นทางอุดมการณ์ครั้งใหญ่ มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

แม้พยายามสร้างกระแส แต่เราเห็น "ประชาชนจริงๆ กับเงียบจนหน้ากลัว"
มี แต่หน้าม้าคือ กองทัพ และฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยออกมาสู้ ที่ดูเหมือนใหญ่โต แต่จริงๆ จำนวนคนไม่เกิน 100 คน แล้วจะสรุปได้อย่างไรว่ามหาชนจำนวนมากที่เงียบ ไม่เหมือนสมัย 2519 ที่มวลชนขยับมากมาย

ผมยังไม่สรุปว่าการออกมาเคลื่อนไหวของ พล.อ.เปรมคืออะไร
เป็นการรุกทางยุทธศาสตร์ เพื่อทำรัฐประหาร ? ในที่สุด

หรือ

การถอยร่นทางยุทธศาสตร์
เลยใช้กล ขงเบ้งตายแล้วแต่งตัวขึ้นรถ หลอกสุมาอี้ไม่ให้บุกตลุยถล่มกองทัพที่รับการรุกไม่ไหวแล้ว

ผมยังไม่มั่นใจนะครับ ขอเวลาไตร่ตรองให้รอบคอบ ให้จิตใต้สำนึกเป็นตัวสรุป

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/02/55 คนหนึ่งแบกอนาคต..หลายคนชอบแบกแต่อดีต

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


คนหนึ่งแบก..เดินหน้า..สร้างอนาคต
ให้สวยสด งดงาม ตามใฝ่ฝัน
ทั้งฟื้นฟู เยียวยา นับสารพัน
ฝ่าทางตัน แก้ปัญหา..ประชาชน....


แม้หนักหนา สาหัส เพราะขัดข้อง
ไม่โอดร้อง เมื่อยล้า พาสับสน
นโยบาย เร่งรัด ขจัดจน
หวังทุกคน ก้าวสู่ฝัน วันดีๆ....


คนบางพวก แบกอดีต จารีตชั่ว
หลงเมามัว ริษยา น่าบัดสี
ด้วยสันดาน สับปลับ สุดอัปรีย์
ไร้ศักดิ์ศรี ของมนุษย์ สุดเลวทราม....


ก้าวไม่พ้น วันวาน ท่านทักษิณ
ไม่จบสิ้น คอยร้องแรก มาแบกหาม
คิดไม่ออก ก็กระโจน โหนกันตาม
จนลุกลาม เผาไหม้ สู่ใจมัน....


อีกสลิ่ม แสนชั่ว มั่วบัดซบ
แสร้งเลี่ยงหลบ มารยา ช่างน่าขัน
ส่วนพรรคเปรต ก็จัญไร ไม่เว้นวัน
ไม่สร้างสรรค์ เห็นแค่เงา เห่าทั้งปี....


๓ บลา / ๑๑ ก.พ.๕๕

วิญญาณหลอนของการล้อมสังหาร

ที่มา ประชาไท

เมื่อนั่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ใหญ่แสนร่มเย็นในมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์กลางกรุงเทพมหานครอันเก่าแก่ ยากยิ่งที่จะจินตนาการถึงภาพความรุนแรงชวนคลื่นไส้ที่แทบจะกลืนกินทั้งธรรม ศาสตร์ในปี 1976 ปีซึ่งผมเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองโกลกาต้า

เทียบกับปัจจุบันแล้ว เวลานั้นแทบจะเป็นอีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้ สงครามเวียดนามพึ่งจบสิ้นลง แต่สงครามเย็นยังคงร้อนระอุ ไม่มีอะไรที่อย่างเคเบิ้ลทีวี ในหลายประเทศยังไม่มีแม้แต่ทีวีด้วยซ้ำ เวลานั้นเป็นยุคสมัยของวิทยุ

ในวันที่ 6 ตุลาคมปีดังกล่าว กองกำลังติดอาวุธ ตำรวจ และ กลุ่มผู้ชุมนุมขวาจัดได้บุกเข้าทำร้ายเหล่านักศึกษาฝ่ายซ้ายนับพันอย่างโหด ร้ายป่าเถื่อน ในขณะที่เหล่านักศึกษากำลังชุมนุมประท้วงการกลับมาของถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำเผด็จการทหารที่ถูกขับออกนอกประเทศหลังการลุกฮือขึ้นต่อต้านใน เหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อปี 1973

คุณสามารถหาดูคลิปวิดีโอของเหตุการณ์ในวันนั้นได้ไม่ยากทางอินเตอร์เน็ต ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการคือ 46 คน แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นเป็นที่สงสัยว่าอาจจะมากกว่านั้นกว่า เท่าตัว การประกาศนิรโทษกรรมอย่างทั่วไปทำให้ไม่มีการจับกุมกลุ่มผู้กระทำผิดมาลงโทษ

บรรยากาศในวันนั้นที่เหล่านักศึกษาถูกยิง ทุบตี กระทืบ ลากไปกับพื้นสนามหลวง และ แขวนคอบนต้นไม้ โดยมีกลุ่มคนโห่ร้องสนับสนุน แม้แต่พาเด็กเล็กมายืนชมอย่างเพลิดเพลิน อันเป็นผลมาจากการปลุกระดมโดยแกนนำฝ่ายขวากล่าวหาว่าเหล่านักศึกษาต้องการ ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ บรรยากาศน่าหวาดหวั่นของช่วงเวลาอำมหิตนั้นได้กลับมาอีกครั้ง

ณ วันนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้กลับมาเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งอีกครั้ง กลุ่มอาจารย์กฎหมาย 7 คนซึ่งเรียกตัวเองว่า “นิติราษฎร์” หรือ “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” ได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย นอกจากนี้ยังเสนอว่าในอนาคตพระมหากษัตริย์ควรจะต้องสาบานตนว่าจะรักษารัฐ ธรรมนูญก่อนขึ้นรับตำแหน่งเพื่อป้องกันมิให้การรับรองคณะรัฐประหารเกิดขึ้น

ข้อเสนอของนิติราษฎร์นี้นำมาสู่การโต้เถียงอย่างดุเดือด แม้ประเทศไทยจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐ ธรรมนูญภายหลังจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 1932 แล้ว แต่อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งมีพระชนมายุกว่า 84 พรรษานั้น ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจสูงสุดของประเทศ และ อาจเรียกได้ว่าในรัชสมัยของพระองค์ราชวงศ์จักรีรุ่งเรืองเป็นที่สุด

แม้ว่าสถาบันกษัตริย์จะอยู่เหนือการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงการถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันฯยังเป็นอาวุธทาง การเมืองที่ร้ายแรงของกลุ่มอำนาจต่างๆ รวมทั้งพรรคการเมือง และ กองทัพซึ่งมีรากฐานความจงรักภักดีมิใช่ต่อรัฐบาลพลเรือน แต่เป็นสถาบันกษัตริย์

ในวันที่ 30 มกราคม สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำการห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ให้จัดการ รณรงค์เรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย ด้วยกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายขึ้นถ้ายังให้ดำเนินการต่อ จากวันนั้นภายในธรรมศาสตร์ได้มีการชุมนุมประท้วงเล็กน้อยทั้งจากฝ่ายที่สนับ สนุน และ ต่อต้านนิติราษฎร์ หลายวันถัดมาอธิการบดีจึงต้องยอมถอยครึ่งก้าวโดยกล่าวว่าถ้าเป็นการเสวนาทาง วิชาการสามารถจัดได้

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกผู้ทรงอิทธิพลได้แสดงตัวชัดเจนว่าคัดค้านกลุ่มนิติราษฎร์ โดยเตือนให้รีบยุติการรณรงค์โดยเร็ว ในสัปดาห์นี้ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ. สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ก็ได้ตบเท้าออกมาค้านนิติราษฎร์ด้วยว่า “ทุกกองทัพได้จับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดหวั่นว่าอาจกระทบ ต่อความมั่นคงของชาติ ผมเห็นด้วยกับคนส่วนใหญ่ว่าการรณรงค์นี้ไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรเลย”

ไม่ชัดเจนว่าเขาได้ใช้หลักการอะไรมาสรุปว่าคน “ส่วนใหญ่” เห็นว่าเป็นการรณรงค์ที่ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเท่าที่ทราบยังเคยมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหรือประชามติอย่าง แท้จริงในประเด็นนี้

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “อย่าใช้มาตรา 112 มาทำให้เกิดความวุ่นวาย ผมอยากจะถามว่าท่านรับได้ไหมถ้ามีใครมาด่าว่าผู้ปกครองท่าน”

”ผู้ปกครอง”คือคำที่มีความหมายซ่อนคือกษัตริย์และราชินี

รัฐบาลซึ่งพยายามสุดชีวิตที่จะหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าต่อต้านสถาบันได้แถลงการณ์อย่างเด็ดขาดว่าจะไม่แก้ไขมาตรา 112

อย่างไรก็ตามการรณรงค์ก็ยังดำเนินต่อไป บทความหนึ่งในบางกอกโพสท์ อ้างคำสัมภาษณ์ของ พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้กล่าวว่าคณะกรรมการรณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) กำลังจะรวบรวมรายชื่อให้ครบ 10,000 เพื่อยื่นแก้ไขมาตรานี้ โดยปัจจุบันได้มาแล้วหลายพันรายชื่อ

อาจารย์พวงทองยังกล่าวว่าผู้บัญชาการกองทัพบกอาจไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอแก้ไขนี้ให้ดีก่อนวิพากษ์วิจารณ์

“สิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่เรื่องใหม่ กลุ่มประชาชนเคยรวบรวมรายชื่อเพื่อเรียกร้องให้แก้กฎหมาย นี่เป็นสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ”

“ท่านมีอำนาจอะไรที่จะมาหยุดพวกเรา? หรือกองทัพคิดว่าหน้าที่หลักของตนคือการก่อการรัฐประหารเพื่อปกป้อง สถาบัน(กษัตริย์)? กองทัพไม่มีความชอบธรรมที่จะก่อการรัฐประหารอีกต่อไปแล้ว”

นักวิเคราะห์จำนวนมากต่างเห็นว่าบรรยากาศในปัจจุบันชวนให้หวนนึกถึงช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์วิปโยคในเดือนตุลาคมเมื่อ 36 ปีก่อน

“ข้อแตกต่างที่สำคัญอย่างเดียวระหว่างปัจจุบัน กับเหตุการณ์เมื่อปี 1976 ก็คือ การไม่มีสงครามเย็น” คือความเห็นของ ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่รุนแรงที่สุดในโลก ภายใต้กฎหมายนี้ใครก็ตามที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาตรร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และ ผู้สำเร็จราชการ จะมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี การกล่าวว่าผู้อื่นว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสามารถทำโดยใครก็ได้ มีคดีตามมาตรานี้นับร้อยๆคดีนับจากการรัฐประหารเมื่อปี 2006 ซึ่งโค่นล้มทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะมีลักษณะอำนาจนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ก็ยังเป็นที่นิยมอย่างสูง

(เขาถูกศาลตัดสินให้จำคุก 2 ปี พรรคของเขาถูกยุบ ทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกยึด แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของเขาไม่ให้ขึ้นมาครองอำนาจโดยอาศัยความนิยมของเขา แม้ตัวเขาจะต้องลี้ภัยอยู่ต่างแดนก็ตาม)

ย้อนไปในปี 1976 บทเพลงยอดนิยมเพลงหนึ่งของฝ่ายขวา ที่ร้องเพื่อลดความเป็นคนของนักศึกษาฝ่ายซ้ายก็คือเพลง “หนักแผ่นดิน”

ในปี 2010 ผมมีโอกาสได้ยินเพลงนี้เป็นครั้งแรกในการชุมนุมเล็กๆของกลุ่มคลั่งเจ้าที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในกรุงเทพฯ พวกเขารวมตัวกันเพื่อต่อต้านกลุ่ม “เสื้อแดง” ที่ได้มารวมตัวกันในกรุงเทพเพื่อประท้วงคนชั้นนำ

วันนี้เพลงนี้ถูกร้องอีกครั้งหนึ่งโดยกลุ่มคลั่งเจ้าเพื่อนิยามใครก็ตาม ที่คิดจะแตะเรื่องสถาบันกษัตริย์ การเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 โดยมีเหตุผลที่ว่ามาตรานี้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ส่งผลร้ายต่อชื่อเสียงของสถาบันกษัตริย์เสียมากกว่าผลดี ข้อเรียกร้องนี้กลับไม่ต่างจากการพยายามล้มล้างสถาบันกษัตริย์

ในปี 1976 มีการปลุกระดมอย่างชัดเจนให้ใช้กำลังจัดการกับนักศึกษา ในปัจจุบันการปลุกระดมคล้ายกันกลับมาอีกครั้ง มีผู้ฟังโทรเข้าไปแสดงความคิดเห็นในรายการวิทยุว่าเขาอยากจะ “เอาพวก(นิติราษฎร์)ไปตัดคอให้หมด” ก่อนที่จะยอมรับเมื่อโดนผู้ดำเนินรายการไล่บี้ว่ายังไม่ได้แม้แต่จะอ่านข้อ เสนอให้เข้าใจ

“หลายคนหวังว่าผู้ฟังรายการท่านนั้นเป็นเพียงคนส่วนน้อยมากในสังคมไทยใน ปัจจุบัน แต่จากประวัติศาสตร์ที่เพิ่งผ่านมาดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้น” นี่คือความเห็นของคอลัมนิสต์ที่มีนามปากกาว่าแก้วมาลา

“ความโหดร้ายในปี 1976 เกิดขึ้นจากการกระทำของเพื่อนร่วมชาติ ความเกลียดชังต่อนักศึกษาถูกปลุกเร้าขึ้นโดยอาศัยหลายปัจจัยอันตรายเช่น ความงมงาย ศรัทธาอย่างคนตาบอด ความกลัวที่เกินจริง และข้อมูลเท็จที่ถูกกระพือ”

“กลุ่มเจ็ดอาจารย์กฎหมายนี้กำลังถูกกล่าวหาว่ามีแผนการร้ายที่จะโค่นล้ม สถาบันกษัตริย์บ้าง เป็นทาสทักษิณบ้าง เป็นพวก (เสื้อ) แดง หรือกล่าวหาง่ายๆว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์แอบแฝงอยู่”

Tyrell Haberkorn นักวิจัยจากภาควิชาการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ประชาไทว่า ถ้อยคำที่ใช้กับกลุ่มนักศึกษาในช่วงก่อนการสังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม 1976 นั้นเมื่อเทียบกับถ้อยคำที่ใช้กับกลุ่มนิติราษฎร์ในวันนี้ มีท่วงทำนองที่คล้ายกันมาก ต่างก็เหยียดหยามความเป็นคน และ เรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงอย่างเปิดเผย

และ “เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะว่าบรรดากลุ่มนิติราษฎร์ควร จะออกไปจากประเทศนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องถามว่านี่เป็นการส่งสัญญาณทางตรงหรือสัญญาณทางอ้อมแบบไหน ไปสู่ประชาชน”

ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์ชาวไทยที่ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเมดิสัน สหรัฐฯ ในอดีตเขาเป็นหนึ่งในนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์ซึ่งในแบบเรียนการศึกษาไทยยังเรียกกว่าเป็น “เหตุการณ์จลาจล” หรือ “เหตุการณ์วุ่นวาย”

ธงชัยได้กล่าวผ่านทางอีเมลล์ว่า “ประเทศไทยไม่เคยเรียนรู้จากความขัดแย้งในอดีต การทำความเข้าใจไม่ใช่วิธีที่ประเทศนี้ทำกับเรื่องในประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์จะถูกกรองให้พูดแต่เฉพาะเรื่องที่สอดคล้องกับอุดมการณ์กระแส หลักเสมอมา เหตุการณ์สังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลา อาจเป็นความแปลกแยกที่เสียงดังกระหึ่มที่สุด เป็นเสียงหลอกหลอนจากในอดีตที่ยังคงโหยหวนตราบเท่าที่ความยุติธรรมจะ บังเกิด”

เมื่อนั่งอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันยากที่จะเชื่อว่าประวัติศาสตร์อย่างนั้นจะสามารถซ้ำรอยเกิดขึ้นได้อีก ครั้ง ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงบริบทที่ต่างจากเดิม แต่บางทีอาจจะเป็นอย่างสำนวนที่ว่า “plus ça change, plus c'est la même chose” "ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนเดิมมากเท่านั้น" มันอาจเป็นเพียงลางสังหรณ์ แต่เป็นลางสังหรณ์จากนักวิเคราะห์ผู้ช่ำชอง

คงมีแต่เพียงสายลมที่โบกพัดใต้กิ่งใบแห่งต้นบรมโพธิ์เท่านั้นที่จะรู้คำตอบ

แปลจาก Nirmal Ghosh. Ghosts of a Massacre. ST Blogs, 9/2/55.

เพ็ญ ภัคตะ: หิวประหาร-ประหารหิว

ที่มา ประชาไท

จักประหารความหิวด้วยความอด
จักประชดรสชาติด้วยความเฉย
จักประท้วงความอิ่มมิลิ้มเลย
จักเยาะเย้ยเหยียดหยันสวรรยา
อันความหิวแม้อาจประหารมนุษย์
ให้ยื้อยุดฉุดแย่งแรงตัณหา
สวาปามสยามป่นปล้นบีฑา
เสวยเสพย์มังสาประชาไท
ขอประหารความหิวมิรู้โหย
อำมาตย์กลืนกอบโกยกระอักไส้
แลกความอิ่มลิ้มความอดขบถใจ
ตระหนักในเพทนาประชาชน
ประจักษ์แจ้งแรงหิวผอมผิวเกรียม
ราษฎร์ถูกราชประหารเหี้ยมทุกแห่งหน
ฟังสิฟังเสียงท้องร้องของคนจน
กิ่วขอดทนยังกร่นเพรียกให้เพียงพอ
ในความอดสดใสหทัยสุข
ไม่โลภรุกทุกข์ร่ำน้ำสายสอ
แม้นโหยไห้ไส้แหบทั้งแสบคอ
มิร้องขอเศษน้ำใจใครเยียวยา
ขอเพียงหยุดข่มเหงยำเยงไพร่
เสรีให้เทียมเท่าทั้งเจ้า-ข้า
ประหารรอยล้ำเหลื่อมเชื่อมศรัทธา
ล้างความหิวล้านชิวหารากหญ้าครอง
หิวประหารฤอาจต้านประหารหิว
เลิกกดขี่ชี้นิ้ว "หนึ่งหนึ่งสอง"
กฎหมายทาสป่าเถื่อนเบือนครรลอง
เร่งคืนความถูกต้องของ...รัฐธรรมนูญ
ปล. แด่การประกาศเจตนารมย์ของกลุ่มศิลปิน No. 112 Hunger Strike!

วาเลนไทน์: เซ็กซ์เสรีและการสงวนตัว กับการปะทะทางวัฒนธรรม

ที่มา ประชาไท

ด้วย พระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ ขอความสันติ ความจำเริญแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

14 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือ “วันวาเลนไทน์” หรือ “วันแห่งความรัก” วันดังกล่าวได้กลายเป็นวันที่มีความหมายยิ่งใหญ่สำหรับคนหลายๆ คน รวมทั้งวัยรุ่นไทย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ววันวาเลนไทน์มีความผูกพันเกี่ยวข้องกับเรื่องราว วิถีชีวิต หรือประวัติศาสตร์ของคนไทยน้อยมาก

ความเป็นมาเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ก็เป็นเรื่องค่อนข้างจะคลุมเครือ สืบหาหลักฐานที่แน่นอนไม่ได้มากนัก ได้แต่สันนิษฐานกันไป ไม่มีต้นกำเนิดของเรื่องหรือบันทึกที่ชัดเจนในตำรับตำราหรือหนังสือหลักๆ เรื่องราวเท่าที่สันนิษฐานกันพอสรุปได้ดังนี้

วาเลนไทน์ (Valentine) คือวันที่ระลึกถึงนักบุญ เซนต์ วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ความรัก และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายเขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยของจักรวรรดิโรมันที่ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ

ซ้ำร้ายภายใต้การปกครองของกษัตริย์ "คลอดิอุสที่ 2" ยังมีการออกกฎหมายบีบบังคับให้ประชาชนเลิกนับถือศาสนาคริสต์ และห้ามมีแต่งงานของพวกคริสเตียนอีกต่างหาก

ทว่ายังคงมีผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ "วาเลนตินัส" หรือที่ได้รับการยกย่องเป็น เซนต์ วาเลนไทน์ ในภายหลัง คอยลักลอบแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษทรมาน แสนสาหัสอยู่ในคุก

ในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในคุก ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 พระองค์จึงสั่งให้ลงโทษ วาเลนตินัส ด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ

ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น เขาได้เขียนจดหมายสั้นๆ เป็นการอำลาส่งไปให้หญิงคนรักของเขา โดยลงท้ายในจดหมายว่า "...จากวาเลนไทน์ของเธอ” หรือ “Love From Your Valentine”

ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องจึงเกิดความประทับใจในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่14 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันแห่งความรัก" หรือ Saint Valentine's Day หรือ Valentine's Day และได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกา และทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ด้วยพลวัตของโลกท่ามกลางกระแสทุนนิยมเสรีและบริโภคนิยมสุดขั้วที่โหมกระหน่ำ ทำให้สังคมเริ่มฟอนเฟะ นำพาเด็กและเยาวชนก้าวไปสู่พฤติกรรมมั่วเพศ หรือ “เซ็กซ์เสรี” มากขึ้น วันวาเลนไทน์กลายเป็นอีกวันหนึ่งซึ่งเกิดอุบัติการณ์ “เสียตัว” มากกว่าวันปกติ ถึงขนาดมีการพูดเชิงประชดประชันว่าเป็น “วันเสียตัวแห่งชาติ” กันเลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข( สธ.) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวว่า “เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สธ.ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจพฤติกรรมเยาวชน อายุ 12-24 ปี ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จากกลุ่มตัวอย่าง 1,014 คน พบว่า เยาวชนไทย เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 14-15 ปี เยาวชนประมาณ 1 ใน 3 ยอมรับว่าเคย "สวิงกิ้ง" หรือเปลี่ยนคู่นอน”

ด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ กล่าวว่า คือ ความเสี่ยงที่เด็กจะมีเพศสัมพันธ์ได้ ไม่ใช่แค่วันวาเลนไทน์เท่านั้น

"สถานที่เสี่ยงมีอยู่ทั่วไปและเกิดขึ้นได้ทุกวัน เช่น ตอนกลางวันที่บ้าน พ่อแม่ ไปทำงาน หรือปัจจุบันในต่างจังหวัดจะพบว่ามีธุรกิจที่เปิดเป็นรีสอร์ตขนาดเล็ก ให้เช่าเป็นรายวัน รายชั่วโมง และไม่จำกัดอายุของผู้จะเข้าพักหรือในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็มีห้องพักรายชั่วโมง รายวัน ให้เช่า โดยห้องพักลักษณะนี้จะถูกจับจ้องน้อยกว่า หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับธุรกิจม่านรูดในสมัยก่อน คงต้องขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณทางธุรกิจว่าจะเอาใจใส่เรื่องความเสี่ยงของ เยาวชนหรือไม่ เพราะไม่ได้มีกฎหมายใดๆ ควบคุม"

โปรดดู: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328779544&grpid=00&catid=&subcatid=

ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเพศของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งถือเป็นปัญญาชน และเป็นมันสมองของชาติ พบความจริงที่น่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศไทย กล่าวคือ ทัศนคติของนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน ต่างถือว่าการมีแฟนเป็นเรื่องสำคัญ การมีคู่ก่อนแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็น ถือเป็นการเพิ่มสีสันให้ชีวิต ทำให้รู้สึกมีคุณค่า เป็นสิ่งที่สังคมต้องการ หากไม่มีคู่หรือแฟนเป็นสิ่งที่น่าอับอาย

นักศึกษาไม่ว่าชายหรือหญิงต่างมีทัศนะว่า ความบริสุทธิ์ทางเพศไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป และหากเกิดพลาดพลั้งตั้งครรภ์ ก็สามารถทำแท้งได้โดยไม่รู้สึกละอาย ส่วนวัยรุ่นหญิงในโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่ง งาน ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษามีทัศนะว่า การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนไม่ใช่เรื่องเสียหาย การโอบกอดระหว่างชายหญิงในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ความจริงที่น่าเป็นห่วงอันสืบเนื่อง มาจากการถาโถมของค่านิยมเรื่อง “เซ็กซ์เสรี” ในยุคที่สื่อไร้พรมแดนไม่ได้จำกัดเพียงแค่นั้น เพราะอิทธิพลของมันยังทำให้สังคมมุสลิมที่มีความเป็นชุมชนอนุรักษ์ด้านศาสนา และวัฒนธรรมสูงเริ่มสั่นคลอนไปด้วย

ปัจจุบันเริ่มมีสภาพครอบครัวแตกสลาย การขาดระเบียบทางสังคม ตลอดจนความยุ่งเหยิงทางวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความจำเป็นอันยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดมาก่อนที่ต้องนำคำ สอนของอิสลามเกี่ยวกับครอบครัวและวัฒนธรรมทางเพศมากล่าวถึง

ก่อนจะมีค่านิยมเรื่อง “เซ็กซ์เสรี” นั้น มีค่านิยมหนึ่งที่แพร่หลายในสังคมมุสลิมคือ “ระบอบแฟน” เยาวชนหลายคนเข้าใจว่า “ระบอบแฟน” นี้เป็นการแสดงสายสัมพันธ์ความรักในวัยหนุ่มสาวโดยไม่มีอะไรเลยเถิด แต่นั่นนับว่าเป็นขั้นตอนที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง

หากเราศึกษารายงานจากหลายๆ แหล่งจะพบว่า เหตุแห่งการเสียตัวในภาวะที่บรรยากาศพาไปมีสูงมาก บางคนอยู่ในภาวะคล้ายๆ ถูกข่มขืนเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังทำให้มีปัญหาท้องก่อนแต่งตามมา โดยเกิดมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นแฟนกันก่อนนั่นเอง นี่เป็นอันตรายที่หลายคนคิดไม่ถึง

และแม้ว่าจะไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น (ท้องก่อนแต่ง) แต่หากว่าทั้งคู่เลิกรากัน (บ่อยครั้งมักจะเป็นเช่นนั้น) คนที่มักจะเสียเปรียบมากคือฝ่ายหญิง เนื่องจากจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ชายที่ดี

อ.บรรจง บินกาซัน นักวิชาการอิสลาม มีทรรศนะว่า อิสลามยอมรับในเรื่องของความรัก เพราะความรักนี้เป็นสัญชาตญาณที่อัลลอฮ์ประทานให้แก่มนุษย์ และจากความรักนี้เองที่ก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างตามมา เช่น ความรักที่แม่มีต่อลูก ทำให้แม่คอยปกป้องเลี้ยงดูและยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก ความรักชาติก็อาจทำให้คนบางคนยอมพลีชีวิตของตนเพื่อปกป้องมาตุภูมิ ที่สำคัญอิสลามไม่ได้ปฏิเสธความรักระหว่างหนุ่มสาว เพราะมันก่อให้เกิดสถาบันครอบครัว แต่อิสลามปฏิเสธความรักที่เสรีไม่มีขอบเขต

ความรักนั้นต้องมีขอบเขตแห่งความพอดี เพราะหากความรักเกินขอบเขตแล้ว เช่น ตามใจลูกทุกอย่าง ก็จะทำให้ลูกเสียคน หรือถ้าหากรักชาติมากเกินไปก็จะกลายเป็นคนคลั่งชาติที่คิดว่าชาติของตนดี กว่าชาติอื่น เป็นต้น ดังนั้นความรักจึงต้องมีขอบเขตแห่งความพอดี

ความรักฉันหนุ่มสาวก็เช่นกัน หากความรักนั้นเกินพอดี ความรักก็จะทำให้คนตาบอด หรือกลายเป็นโคถึกไป ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้กำหนดขอบเขตว่า หญิงและชายมุสลิมจะต้องแต่งงานก่อนมีเพศสัมพันธ์ (เซ็กซ์) เพราะหากมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน จะนำไปสู่การล่มสลายทางสังคมอย่างแน่นอน

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเป็นสิ่งที่มิอาจปฏิเสธได้ ดังนั้นทางสายกลางคือความสัมพันธ์ชายหญิงต้องผ่านการแต่งงาน

ในหลักศาสนาได้ให้ความสำคัญกับการแต่งงานไว้อย่างมาก บรรดาอัครสาวกแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัดได้เคยถามท่านไว้ความว่า “โอ้ เราะซูลุลลอฮฺ (ศาสนฑูตมุฮัมมัด) การที่คนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเราได้สนองตอบต่ออารมณ์ใคร่ของตัวเขาเอง สำหรับเขาแล้วมีรางวัลด้วยหรือ?”

ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม (ศาสนฑูตมุฮัมมัด) กล่าวตอบว่า “ท่านไม่เห็นดอกหรือว่า หากว่าเขาได้นำอารมณ์ใคร่ไปสู่สิ่งต้องห้าม เขาต้องแบกรับความผิดเนื่องจากมันมิใช่หรือ? ทำนองเดียวกันเมื่อเขานำมันไปสู่สิ่งที่อนุมัติ เขาก็ย่อมได้รับรางวัล” (บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม)

อีกบทหนึ่งบันทึกโดย อิหม่ามอัล บุคอรี เมื่อเศาะฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่งที่พูดคุยกันในเรื่อง “ความดี” ในศาสนา คนหนึ่งกล่าวว่า “สำหรับฉัน ฉันทำละหมาดในเวลากลางคืนเสมอ” อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันไม่ยุ่งกับผู้หญิง ฉันจะไม่แต่งงาน”

ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม (ศาสนฑูตมุฮัมมัดม) กล่าวทักท้วงว่า “ฉันเป็นที่เกรงกลัวอัลลอฮฺที่สุดในหมู่พวกท่าน แต่ฉันก็ถือศีลอดและละศีลอด ฉันละหมาดและฉันก็นอน และฉันก็แต่งงานกับผู้หญิง ใครก็ตามที่รังเกียจวิถีชีวิตของฉัน ก็ไม่ใช่พวกฉัน”

หากมองอย่างผิวจะพบว่าเซ็กซ์เสรีกับการมีเพศสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานน่าจะ ถือ ว่าเป็นการตอบสนองอารมณ์ใคร่ของมนุษย์ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง “ดี” อะไรเลย แต่จากหลักการของศาสนาและจุดยืนของศาสดาพบว่า เพศสัมพันธ์เป็นสิ่งธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ “เซ็กซ์เสรี” เป็นความสัมพันธ์ที่ถูกปฏิเสธจากหลักการศาสนา ขณะที่เพศสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานถือเป็น “ความดี” ด้วยการกำหนดให้การแต่งงานเป็นคุณธรรม

ทำไมเพศสัมพันธ์ต้องผ่านการแต่งงาน? สาเหตุที่อิสลามสนับสนุนการแต่งงานเพราะว่าการแต่งงานเป็นการเริ่มต้นชีวิต ครอบครัวซึ่งเป็น “อิฐก้อนแรก” ของสังคม และอิสลามก็ต้องการที่จะรักษาก้อนอิฐทุกก้อนไว้ไม่ให้แตกสลาย ทั้งนี้เพื่อที่สังคมจะได้ไม่พังทลายลง

ในอิสลาม ชีวิตมิได้จบแค่บนโลกนี้ แต่ความตายเป็นเพียงการเริ่มต้นชีวิตจริงที่ถาวร หัวหน้าครอบครัวนอกจากจะมีหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัวแล้ว ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องตัวเองและครอบครัวให้พ้นจากไฟนรก การแต่งงานในทัศนะของอิสลามคือการผูกพันชีวิตชายหญิงคู่หนึ่งเข้าด้วยกัน เหมือนกับการผูกเส้นด้ายสองเส้นเข้าด้วยกัน

ความจริงที่ต้องยอมรับอีกเหตุผลหนึ่งคือ ตราบใดที่ผู้คนในสังคมได้ทำลายกรอบที่ควบคุมดุลยภาพของความสัมพันธ์ระหว่าง เพศทิ้งไป และได้ปล่อยให้สังคมเป็นไปตามอิสระตามแต่อารมณ์ฝ่ายต่ำของมนุษย์จะลากไปแล้ว โอกาสที่คนหนุ่มคนสาวจะตกเป็นเหยื่อจะมีมากกว่าที่จะรอดพ้นมาได้

ตราบใดที่ต้นเหตุของปัญหายังไม่ถูกแก้ไข สังคมของเราก็จะต้องเผชิญกับปัญหาที่ติดตามมาเหมือนลูกโซ่ ตราบใดที่เราไม่เข้าใจแบบแผนของการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงตามแนว ทางสายกลางแน่นอน เราก็ไม่อาจสกัดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาได้

ปัญหาเหล่านี้กำลังลุกลามอย่างรวดเร็วในเมืองใหญ่ๆ และสักวันหนึ่งอาจจะเข้าถึงชนบทไทยอย่างง่ายได้ก็เป็นได้ เพราะความเจริญด้านวัตถุแบบสุดโต่ง จนลืมการพัฒนาด้านจิตใจ คุณค่าด้านจิตวิญญาณ และขาดความเข้าใจของคำว่า “มนุษย์” ซึ่งจะต้องพัฒนาทั้ง 2 ภาคส่วน คือทั้งทางกายและจิตใจควบคู่กันไปอย่างสมดุล หากพัฒนาด้านหนึ่งด้านใดมากกว่า ชีวิตมนุษย์ก็ไม่สมบูรณ์และเสียสมดุล

ปัญหาของวัยรุ่นเกี่ยวกับเรื่องเพศคงจะไม่ถึงขั้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี้ หากทุกคนอยู่ในกรอบของศาสนา เพราะบทบัญญัติของศาสนาไม่ว่าพุทธหรืออิสลามก็ห้ามในเรื่อง “ผิดประเวณี” การผิดประเวณีเป็นการทำผิดในศีลห้า (ศาสนาพุทธ) และการ "ซีนา" (ผิดประเวณีในอิสลาม) ถือเป็นบาป ใหญ่ และผู้ล่วงละเมิดก็จะถูกลงโทษโดยการถูกโบยถึง 100 ครั้ง และถูกประณามต่อหน้าชุมชนอีกต่างหาก

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ควรจะรณรงค์คือ คุณค่าของคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ โดยปลูกฝังเป็นรูปธรรมควบคู่กับวิชาการในสถานศึกษาในทุกระดับ ทั้งประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย

สุภาษิตของผู้เฒ่าคนโบราณจะต้องช่วยรณรงค์ให้มากขึ้นในสังคม โดยเฉพาะเรื่องความรักนวลสงวนตัว ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากในโลกปัจจุบันก็ตาม

ขอย้ำเตือนสำหรับสุภาพสตรี อย่าหลงคำหวานของผู้ชายหลอกลวงที่ว่า ถ้าน้องรักพี่จริงก็ต้องยอมนอนกับพี่ในค่ำคืนวันวาเลนไทน์...