WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 13, 2012

คนสำคัญเรื่องน้ำ

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ฅนอำนาจเจริญนับหมื่นร่วมงานวันประกาศธรรมนูญประชาชน กำหนดอนาคตชูจังหวัดจัดการตนเอง

ที่มา Thai E-News


รายงานโดย บรรพต ศรีจันทร์นิตย์

ประชาชนฅนอำนาจเจริญ กว่า ๑๐,๐๐๐ คนตื่นตัว แห่ไปร่วมงานวันประกาศ “ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ฉบับที่ ๑” สร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข


วันนี้ (๑๓ ก.พ.) เริ่มพิธีตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น. ประชาชนฅนอำนาจเจริญ นับหมื่นคนจาก ๗ อำเภอ ๖๓ ตำบล แห่ร่วมงานวันประกาศใช้ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ จนแน่นสนามหน้าศาลากลางจังหวัดโดยเริ่มขบวนแห่ธงทิว และธรรมนูญ จากสนามหน้าพระมงคลมิ่งเมือง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองไปตามถนนชยางกูรเข้าสู่สนามหน้าศาลากลางจังหวัด ริ้วขบวนยาวเหยียดไปตามถนน

โดยมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานหลายฝ่ายด้วยกัน ทั้ง ตัวแทน ตัวแทนจาก ประธานสภาพัฒนาทางการเมือง (สพม.) และสมาชิก สพม. จากทั่วประเทศ ๗๗ จังหวัดๆ ละ ๕ คน รองผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป (สปร.) ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธานในพิธีเปิด



งานประกาศธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญครั้งนี้ใช้สัญลักษณ์สุ่มไก่หงายขึ้น ฟ้ารองรับธรรมนูญฉบับประชาชน มีความหมายว่า ที่ผ่านมาประชาชนถูกครอบงำ และกักขังหน่วงอิสรภาพมานานจากระบบการเมืองการปกครองแบบรวมศูนย์ การช่วงชิงทรัพยากรธรรมของท้องถิ่น จนทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก วันนี้จึงเป็นการปลดปล่อยอิสรภาพ เพื่อให้ประชาชนได้เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา งานพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมการเมืองการปกครอง อย่างรอบด้านตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

จึงได้มีการร่างธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ โดยพี่น้องมีส่วนร่วมกันจัดทำใช้เวลาดำเนินงานกว่า ๑ ปีจนถึงวันนี้จึงจัดให้มีการประกาศใช้ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ขึ้น และเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่ได้ประกาศใช้ เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่จังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย

นายวิรัตน์ สุขกุล แกนนำการจัดงานประกาศในเวทีให้ผู้มาร่วมได้รับทราบเจตนารมณ์งานวันนี้ ท่ามกลางเสียงปรบมือ และสะบัดธงตราสัญลักษณ์ของประชาชนฅนอำนาจเจริญที่มาร่วมงาน

ในงานหลังจากการเปิดพิธีอย่างเป็นทางการจากผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ แล้ว ได้มอบธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญแก่ตัวแทนตำบล ๖๓ ตำบลๆ ละ ๑ เล่ม และตัวแทนจาก สมาชิกสภาพัฒนาทางการเมือง (สพม.) ๗๗ จังหวัด เพื่อให้เป็นแบบอย่างในการนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง และนำไปสู่การขยายผลทั่วประเทศ จนสามารถสร้างรัฐธรรมนูญของประชาชนฅนไทยอย่างแท้จริงภายใน ๔ ปีนี้ให้ได้สำเร็จ

นอกจากนี้แล้ว แกนนำในการจัดงานนี้ นายวานิชย์ บุตรี ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดอำนาจเจริญได้กล่าวว่าทางเครือ ข่ายฯ ได้เสนอแนวทางแก่องค์กรภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนการดำเนินงานสร้างธรรมนูญประชาชนไปสู่จังหวัดการตนเองได้จริง อย่างทั่วประเทศ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานราชการ ในด้าน

๑.สนับสนุนให้เกิดเวทีกลางระดับจังหวัด หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ภาคีพัฒนาอื่น ๆ เพื่อออกแบบการขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ สู่การปฏิบัติ

๒. สนับสนุนทรัพยากร (คน ทุน อุปกรณ์) ในการดำเนินงานขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ในพื้นที่นำร่อง ๓๐ พื้นที่

๓. สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ในการขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญสู่การปฏิบัติ

ข้อเสนอต่อสภาพัฒนาการเมือง

๑. การถอดบทเรียนและการจัดการองค์ความรู้ในพื้นที่นำร่อง

๒. สนับสนุนการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้พื้นที่ขยายจังหวัดที่สนใจ

๓. พัฒนาองค์ความรู้ที่ได้จากพื้นที่ปฏิบัติการให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง

๔. สนับสนุนทรัพยากรให้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนและบริบทของพื้นที่

๕. สนับสนุนการจัดทำพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเอง ข้อเสนอต่อสำนักงานปฏิรูปนำบทเรียนจากพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ขยายผลสู่นโยบายสาธารณะ และข้อเสนอต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสนับสนุนกระบวนการดำเนินงานจังหวัด จัดการตนเองไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ให้ครบทุกจังหวัด

นอกจากนี้ นายวานิช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการผลักดันให้มีการนำธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญไปใช้ได้จริงอย่างเป็น รูปธรรม ประชาชนฅนอำนาจเจริญ ยังได้ประกาศร่วมกันอีกว่า จะมีการดำเนินงานผ่านกลไกสภากลาง ทั้งในระดับชุมชน ตำบล และจังหวัด ก็คือ กลไกระดับจังหวัด ออกแบบกระบวนการขับเคลื่อนทำระบบ การคัดเลือกพื้นที่รูปธรรมปฏิบัติการนำร่อง ให้เกิดสภากลาง และ ๑ ตำบล ๑ แผนพัฒนา อย่างน้อย ๓๐ พื้นที่ ทุกตำบลต้องนำธรรมนูญของตำบลตนเองไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ตามศักยภาพของพื้นที่ อย่างน้อย ร้อยละ ๒๐ ของธรรมนูญทั้งหมด มีทีมติดตาม หนุนเสริมทางวิชาการและกระบวนการอย่างต่อเนื่อง มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการ ประสบการณ์การทำงานเป็นระยะ มีระบบสื่อสารต่อสาธารณะและภาคีร่วมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

จังหวัด และ หรือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต้องสนับสนุนงบประมาณให้เป็นกองทุนกลางในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง

เรื่องงี่เง่าของ พท.

ที่มา Voice TV

ใบตองแห้ง

VoiceTV Member

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ

ดร.เหลิมจะขอมติ ครม.ไม่แก้ไข ม.112! นอกจากแสดงความขลาดเขลาแล้ว ยังเป็นการโชว์ออฟแบบเบาปัญญาของพ่อไอ้ปื๊ดผู้คุยนักคุยหนาว่าจบปริญญาเอกนิติศาสตร์

มติ ครม.เกี่ยวอะไรกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมายครับ มติ ครม.คือระเบียบ คำสั่ง ในทางบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่ว่า ครม.จะออกมติแสดงความเห็นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง ไปเสียทุกเรื่อง ในกรณีของร่างกฎหมาย ครม.มีอำนาจให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ร่างกฎหมายที่เสนอขึ้นมาจากกระทรวงทบวงกรม แต่กรณีที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ไม่ต้องผ่าน ครม.เสียหน่อย ฉะนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องของ ครม.แต่ควรเป็นมติพรรคเพื่อไทย หรือมติวิปรัฐบาลเสียมากกว่า

ออกมติ ครม.ไปก็สองไพเบี้ย เหมือน ดร.เหลิมพาโต้ง หนุ่ม ชาย ไปเล่นว่าวสนามหลวง คือได้แค่ “โชว์พาว” ให้ชาวบ้านฮือฮา แต่ไม่มีผลใดๆ ทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติ

อันที่จริงผมเชื่อว่า ดร.เหลิมก็รู้ ว่าทำไปก็เท่านั้น แต่ต้องการโชว์ความ “จงรักภักดี” และสลัดให้พ้นจากข้อกล่าวหาเป็นพวกเดียวกับนิติราษฎร์ แต่ทำไมต้องโอเวอร์แอคท์กันเหลือเกิน จนมวลชนหมั่นไส้ และจะกลายเป็นผลเสียต่อพรรคเพื่อไทยเอง

ตั้งแต่เริ่มต้นรณรงค์ เรา-ผู้สนับสนุนนิติราษฎร์ ต่างก็รู้ดีว่าพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุน และไม่ควรสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะนี่เป็นเรื่องของประชาชน ที่จะเข้าชื่อกันตามความสมัครใจและตามความสะดวก ไม่ได้ต้องการ “คะแนนจัดตั้ง” 10-15 ล้านเสียง แบบ ส.ส.ซีรอกซ์แบบฟอร์มแจกจ่ายในพื้นที่

ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่า “คะแนนจัดตั้ง” มาจากการซื้อหรือกะเกณฑ์ชาวบ้านผู้ไร้เดียงสานะครับ แต่หมายความว่าถ้ามีการอำนวยความสะดวก ประชาชนก็จะเข้าถึงการใช้สิทธิมากขึ้น ข้อจำกัดของการล่าชื่อแก้ 112 คือเราไม่สามารถกระจายเอกสารและคำแนะนำวิธีการเข้าชื่อ ไปอย่างทั่วถึง แบบว่าหมู่บ้านเสื้อแดงหนองอีแหนบ จะต้องดาวน์โหลดกันเองจากเว็บไซต์ ต้องกรอกแบบฟอร์มให้ถูกต้อง พร้อมรับรองสำเนาบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วส่งตู้ปณ. ถ้าสามารถตั้งโต๊ะกลางตลาด ข้างร้านถ่ายเอกสาร ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด จะสะดวกกว่ากันเยอะเลย

แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวชื่อออกมาเยอะเกินไป พวกอุลตราจารีตนิยมจะลมสว้านตีขึ้น จุกอกตายทั้งประเทศ จนไม่เหลือพลังต้าน “พรรคการเมืองนายทุน” ฮิฮิ

ผมคุยกับคนรู้จักในพรรคเพื่อไทย ปีกก้าวหน้าที่ชื่นชมนิติราษฎร์ด้วยซ้ำ เขาบอกว่าพรรคไม่สามารถสนับสนุนการแก้ไข 112 เพราะพรรคต้องยึดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง พรรครับมือสองเรื่องพร้อมกันไม่ไหว และเกรงว่ากระแสต้าน 112 จะลุกลามไปถึงแก้รัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ในส่วนของรัฐบาล ก็ต้องมุ่งไปที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมซึ่งส่งผลกระทบความเชื่อมั่นต่อประเทศ ถ้าปีนี้น้ำท่วมอีก ได้ฉิบหายกันหมด

ผมฟังแล้วก็รับได้ โอเค ไม่มีปัญหาอะไร ต่างคนต่างไป แต่บอกให้ระวังท่าที อย่าเว่อร์

ที่ไหนได้ ผบ.ทบ.ไล่นิติราษฎร์ออกนอกประเทศ เหลิมก็เอามั่ง ไล่ชอมสกี้กลับประเทศตัวเอง ส.ส.ลูกหาบก็ออกมาด่ากราด นิติราษฎร์รับแผนใครมา ฯลฯ โห อย่างนี้ก็สมควรหรอก ที่มวลชนด่าจนหน้าเฟซบุคแทบลุกเป็นไฟ

เอาไว้ลับหลังอย่ามาเคลียร์กับมวลชน ว่าจำเป็นต้องแสดงบทบาทอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันฟังไม่ขึ้น

พรรคเพื่อไทยสามารถแสดงท่าทีดีกว่านี้ได้ แสดงท่าทีมั่นคง มีเหตุผล ยึดหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เช่นมีมติพรรคว่าไม่แก้ 112 แต่จะทบทวนเรื่องการบังคับใช้ ส่วนการที่นิติราษฎร์และ ครก.ล่าชื่อ ก็เป็นสิทธิ แต่รัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยวข้อง เรื่องมาถึงสภาเมื่อไหร่ จบ เพราะทุกพรรคไม่เอาอยู่แล้ว

พูดแค่นี้ คนมีเหตุมีผลก็เข้าใจ จะไปเดือดร้อนอะไรนักหนากับพวกสื่อขวาคลั่ง สลิ่ม และพรรคแมลงสาบ คนพวกนั้นเขาไม่ฟังเหตุผลอยู่แล้ว ขนาดเชิญพลเอกเปรมมางานทำเนียบ ยังพาดหัวข่าว “จับป๋าเป็นตัวประกัน” คุณคิดว่ายังพูดภาษาคนรู้เรื่องอยู่หรือ ปล่อยเขาไปเหอะ ไอ้ข้อกล่าวหาที่ว่าพรรคเพื่อไทยอยู่เบื้องหลังนิติราษฎร์ คนที่เชื่อก็พวกเดิมๆ ซึ่งอมอะไรไปพูดเขาก็ไม่เชื่อคุณ เพราะเขาอมสนธิ ลิ้ม อยู่เต็มปาก แก้ 112 เขาก็ค้านอยู่แล้ว แก้รัฐธรรมนูญ เขาก็ค้านอยู่แล้ว แก้น้ำท่วม เขายังค้านเลย อยากให้น้ำท่วมประเทศฉิบหายจะได้ไล่รัฐบาล

แต่ก็คนพวกนี้แหละที่เชื่อ ผบ.ทบ.ว่าอย่าเลือกพรรคล้มสถาบัน แล้วเป็นไง-แพ้!จะไปสนใจอะไรกับพวกแพ้แล้วพาล ทำไมมัวแต่แคร์พวกนี้จนโดนมวลชนตัวเองด่า

ข้อกล่าวหาพรรคเพื่อไทยหนุนให้แก้ 112 ก็ยืดอกรับสิครับ ว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของ ส.ส.บางคน ไม่ใช่มติพรรค ไม่ต้องมาพลิกลิ้น พรรคแมลงสาบจ้องจับผิดแบบเหวี่ยงแห ควานหาอะไรไม่ได้ ก็ไปเอารูป อ.สมศักดิ์ เจียมฯ ไปม็อบเสื้อแดงเจอกับจตุพร มาอ้างความเกี่ยวพัน โห อ.สมศักดิ์ไม่ได้อยู่ในนิติราษฎร์ซักหน่อย แม่-มั่ว แค่ไปเจอกันในม็อบ ซึ่งใครๆ ก็ไปได้ (แต่นิติราษฎร์ไม่เคยไป แมลงสาบเลยจนปัญญา) พรรคเพื่อไทยไม่มีสมองไม่มีข้อมูล ไม่รู้จักวิธีตอบโต้ ทำไมไม่เอาที่ อ.สมศักดิ์เขียนด่าพรรคเพื่อไทย เขียนด่าแกนนำ นปช.มาแสดงมั่ง แล้วก็หาภาพที่แกนนำ ปชป.ไปร่วมม็อบเสื้อเหลืองหรือค้นข้อมูลที่รัฐบาล ปชป.แต่งตั้งนักวิชาการเหลืองนักวิชาการสยามประชาภิวัฒน์เป็นบอร์ดเป็น กรรมการรับงานวิจัยนั่นนี่ มาโต้กลับ

เป็นรัฐบาลซะเปล่า ไม่รู้จักขุดคุ้ยข้อมูล สอนให้เอาไหม ไปค้นข้อมูลให้หมดเลยว่าในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ในรัฐบาล คมช.ในรัฐบาล ปชป. หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระตุลาการภิวัฒน์ แต่งตั้งนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับขบวนการไล่ทักษิณ เป็นบอร์ดเป็นที่ปรึกษารัฐวิสาหกิจกี่ราย จ้างทำวิจัยกี่ราย จ้างเสรี วงศ์มณฑา ทำประชาสัมพันธ์ไหม ตรวจสอบหน่อย แล้วให้โฆษณาสื่อแบบเลือกข้าง กี่มากน้อย หาตัวเลขมา

เวลาคนพวกนี้ออกมาโวยวายต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะได้แฉกลับว่านี่ไง “ผังล้มประชาธิปไตย” พวกมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่ต่อต้านด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ หรอก

กวางป่ากับเถาองุ่น

การที่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธนิติราษฎร์อย่างไม่มีเยื่อใย ภาพวงนอกดูเหมือนนิติราษฎร์ถูกลอยแพ แต่ความจริงพรรคเพื่อไทยกำลังลอยแพตัวเอง

นิติราษฎร์อาจมีผู้สนับสนุนไม่มากนัก ถ้าเทียบกับมวลชนเสื้อแดงและประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย 15 ล้านเสียง แต่นิติราษฎร์และนักคิดนักเขียน นักวิชาการประชาธิปไตย ที่ส่วนใหญ่สนับสนุนให้แก้ 112 คือ “พลังแห่งเหตุผล” ที่ยืนซดกับรัฐประหารตุลาการภิวัฒน์ สร้างความชอบธรรมให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของ นปช.จนกระทั่งชัยชนะของพรรคเพื่อไทย

อ.วรเจตน์ อ.ชาญวิทย์ อ.เกษียร ฯลฯ เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยรักไทย แต่ปฏิเสธรัฐประหาร ตั้งแต่ตอนที่พันธมิตรและพรรคแมลงสาบเรียกหา ม.7 วรเจตน์วิพากษ์คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย “ประกาศคณะรัฐประหารในรูปคำวินิจฉัย” เป็นหัวหอกรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 วิพากษ์คำสั่งศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญในคดีปราสาทพระวิหาร กระทั่งแสดงความเห็นค้านคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาและคดียึดทรัพย์ อย่างมีหลักมีเกณฑ์

ถามว่าถ้าเป็น ดร.เหลิม, นพดล ปัทมะ หรือต่อให้พงษ์เทพ เทพกาญจนา ออกมาพูด จะมีน้ำหนักเท่าวรเจตน์ไหม จาตุรนต์พูดมีน้ำหนักเท่าเกษียรไหม เพราะทุกคนเคยอยู่ในรัฐบาลทักษิณ ที่เป็นอำนาจนิยมสมควรถูกขับไล่ แต่ฝ่ายตรงข้ามดันไปทำรัฐประหาร ความชอบธรรมจึงหวนกลับ

ผู้ที่คัดค้านรัฐประหารและตุลาการภิวัฒน์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงกลายเป็นที่พึ่งของทักษิณ ทั้งที่ไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว ขณะที่พวกต่อท่อน้ำเลี้ยง กลับไม่สามารถพึ่งได้ ตลกไหมครับ

นิติราษฎร์และนักประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเถาองุ่นให้กวางป่า แต่ถ้าเห็นว่า ไม่กลัวภัยนายพรานแล้ว จะมากินเถาองุ่น ก็งี่เง่าสิ้นดี

นี่พูดให้สุดโต่งเข้าไว้ เพราะพรรคเพื่อไทยยังไม่คิดถึงขั้นนั้น แต่พรรคเพื่อไทยมีปัญหาในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอง รัฐบาล นปช.และขบวนประชาธิปไตย

ในแง่หนึ่งมวลชนก็ต้องเข้าใจรัฐบาลว่า จำเป็นต้องทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ เช่น แก้น่ำท่วม ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องร่วมมือกับ “อำมาตย์” ฉะนั้นจำเป็นต้องลดความเป็นปรปักษ์ระหว่างตัวบุคคล แต่ข้อสำคัญคือต้องยึดมั่นในหลักการ ต่อสู้ในเรื่อง “ระบอบ” ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพ

แน่นอนรัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดจังหวะก้าว ผมเข้าใจดีว่าจะให้รัฐบาลมาแก้ 112 ก่อน ก็คงไม่ได้ แต่รัฐบาลก็ควรปล่อยให้เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ใช่สกัดขัดขวางเสียเอง อย่างเช่นที่ ครก.112 เล่าให้ผมฟังว่า มีมวลชนในภาคอีสานจัดงานเชิญ ครก.ไปพูด ส.ส.พรรคเพื่อไทยกลับมาโวยวายไม่ให้ขึ้นเวที

รัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องยืนกระต่ายขาเดียว ไม่แก้ ไม่แตะ เพราะสามารถยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ เอ้า ดูอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ยังเล่นเกมเหมือนหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวสองหัว ในขณะที่โฆษกพรรค ลูกพรรค ให้ร้ายป้ายสีโจมตีนิติราษฎร์ อภิสิทธิ์กลับบอกว่า 112 มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ ถ้ารัฐบาลฉลาดกว่านี้หน่อย ก็ต้องฉวยคำพูดเชิญอภิสิทธิ์มาหารือ ว่าจะให้แก้เรื่องการบังคับใช้อย่างไร หรือไปสอบถามความเห็นอานันท์ ปันยารชุน ว่าจะแก้วิกฤตเรื่อง 112 อย่างไร

ในภาพรวม พรรคเพื่อไทยควรจะเข้าใจขั้นตอนทางยุทธศาสตร์ว่า เมื่อคุณชนะเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ คุณอยู่ในขั้นรุก แม้ไม่อาจเผด็จศึก แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่สามารถตีโต้กลับมาได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีจุดอ่อนช่องโหว่จริงๆ

สถานการณ์ในขณะนี้ พรรคประชาธิปัตย์มีแต่โดดเดี่ยวตัวเอง พลังมวลชนฝ่ายอุดมการณ์ราชาชาตินิยม พันธมิตร เสื้อหลากสี ก็มีแต่สุดขั้วสุดโต่งจนหันไปหาลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่ง ส่วนการรัฐประหารหรือ ไม่มีใครกล้าทำหรอก เว้นแต่เกิดสถานการณ์บางอย่างที่ต้องพูดกันหลังไมค์ แต่ถ้ามองเฉพาะสถานการณ์การเมือง ให้ร้อนแรงแต่ไหนก็ไม่เกิดรัฐประหาร ต่อให้ศาลโลกพิพากษาให้เขมรชนะคดีปราสาทพระวิหารอีกรอบ (เป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยกลัวว่ากระแสต้านจะจุดติด)

รัฐประหาร พ.ศ.นี้ไม่มีใครเอาแล้วครับ อย่าอ้างว่าใครๆ ก็พูดอย่างนี้เมื่อปี 49 เพราะ 6 ปีที่ผ่านมามันยิ่งพิสูจน์ว่ารัฐประหารทำให้พินาศฉิบหาย ถ้าเกิดขึ้นคราวนี้ ต่างชาติถอนทุนหมดแน่ หรือต่อให้ทุนไทย ถ้าขายทรัพย์สมบัติหนีไปประเทศอื่นได้ ก็ต้องหนี รัฐประหาร 49 ยังมีกลุ่มทุนสนับสนุน เพราะถูกทักษิณทุบหม้อข้าว และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ถ้าเกิดอีกครั้งนี้ ไม่มีกลุ่มไหนเอาด้วย ใครล่ะอยากทำมาค้าขายในประเทศที่จะเกิดสงครามกลางเมือง

อย่าลืมว่า “อำมาตย์” ก็เป็นกลุ่มทุนใหญ่เช่นกัน ทหารเดี๋ยวนี้ก็ไม่โง่ เล่นหุ้นหรือมีนอมินีเล่นหุ้นกันทั้งนั้น ใครจะทำรัฐประหารต้องคิดหนัก เว้นเสียแต่เกิด “สถานการณ์ที่ต้องพูดกันหลังไมค์” เท่านั้นละครับ ที่พวกเขาอาจมองว่าโลกของพวกเขาแตกสลายลงแล้ว ต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องโลกใบเก่าเอาไว้

แนวร่วมที่ต้องแตกต่าง

พรรคเพื่อไทยกับขบวนของนิติราษฎร์และนักประชาธิปไตย จำเป็นต้องแยกกันเดินไปบนเส้นทางร่วมกัน

ในแง่หนึ่ง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกอบด้วยนักการเมืองที่แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งนักประชาธิปไตยต้องตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาจากการเลือกตั้ง ถูกจ้องโค่นเพื่อนำประเทศกลับไปสู่อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย นัก จึงยังต้องพึ่ง “เถาองุ่น” ในการต่อสู้กับฝ่ายอำมาตย์ แมลงสาบ และกลุ่มพลังคลั่งเจ้า ขณะที่ฝ่ายนักประชาธิปไตยก็ต้องใช้โอกาสนี้ขยายความคิดความรู้สู่มวลชน ยกระดับมวลชนเสื้อแดงให้ “ก้าวพ้นทักษิณ”

เอ้า ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พรก.ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะต้องพึ่งใครวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา

แต่ไม่แน่เหมือนกัน ตอนนี้นิติราษฎร์อาจรู้สึกว่าถูกถล่มจนช้ำ พวกเมริงไม่ปกป้องแล้วยังซ้ำเติม งดเว้นวิพากษ์วิจารณ์เสียดีกว่า (แต่ถ้านิติราษฎร์วิจารณ์ ก็ต้องยอมรับนะครับว่า นิติราษฎร์อาจจะไม่ได้บอกว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายถูกก็ได้)

ที่ต้องมองให้ยาวไกลกว่านั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลกำลังจะเสนอให้มี สสร.จากการเลือกตั้ง และมีนักวิชาการที่ส่งชื่อมาจากสภามหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วให้รัฐสภาเลือก

เป็นที่แน่นอนว่า นิติราษฎร์จะไม่เข้าไปเป็น สสร.แต่นิติราษฎร์จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับอุดมคติ ทยอยนำเสนอต่อสังคม ดังที่เปิดกรอบเนื้อหามาบ้างแล้วว่าจะต้องปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพ

เชื่อขนมกินได้ว่า พรรคเพื่อไทย (ซึ่งจะมี สสร.เสียงข้างมากแน่นอน) ไม่กล้าเอาตามอย่างนิติราษฎร์ ด้านที่หนึ่ง พรรคเพื่อไทยไม่กล้าปฏิรูปโครงสร้างขนาดนั้น ด้านที่สอง พรรคเพื่อไทยต้องการแก้ไขเพียงเพื่อให้นักการเมืองจากการเลือกตั้งมีอำนาจ เต็มไม่ถูกเตะสกัดตัดขาจากตุลาการภิวัฒน์ (ซึ่งในแง่ประชาธิปไตยถือว่าก้าวหน้ากว่า 2550 แต่ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยสมบูรณ์)

การยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองส่วนจะเดินคู่ขนานกัน แน่นอน ย่อมทำให้มวลชนที่ตื่นตัวเห็นว่า ฉบับของนิติราษฎร์ก้าวหน้ากว่าฉบับของ สสร.เพื่อไทยอาจจะลักลั่นพิกลหัวมงกุฎท้ายมังกือ เป็นกระแสกระหนาบอยู่กับฝ่ายต่อต้านที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้าใจ ก็ต้องให้เสรีภาพนิติราษฎร์ที่จะยกระดับความคิดมวลชน เพื่อการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยในระยะยาว โดยชี้แจงมวลชนของตนว่า ภายใต้ข้อจำกัดเราทำได้เท่านี้ก่อน แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยฟาดงวงฟาดงา โอเวอร์แอคท์อีก ก็จะทำให้มวลชนที่ตื่นตัวหมั่นไส้ เบื่อหน่าย พาลจะไม่ลงประชามติให้

ในฐานะผู้สนับสนุนนิติราษฎร์ ผมก็คงเชียร์รัฐธรรมนูญของนิติราษฎร์สุดลิ่ม แต่เวลาลงประชามติ ให้ร่างรัฐธรรมนูญ สสร.แย่ยังไง ก็ต้องรับไว้ก่อน เพราะ “รัฐธรรมนูญโจร” 2550 แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แก้ยังไงก็ไม่สามารถทำให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิมได้ แก้ยังไงก็เป็นประชาธิปไตยกว่าเดิมอยู่ดี

ใบตองแห้ง

10 ก.พ.55

.....................

โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย: ใครได้ ใครเสีย

ที่มา Voice TV

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

VoiceTV Member

Bio

นักวิชาการ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สิงคโปร์


โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ณ เมืองทวาย ในพม่า กำลังได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากนักลงทุนไทย อาเซียน จีนและอินเดีย พัฒนาการทางการเมืองของพม่าที่กำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อโครงการ ณ เมืองทวายอย่างมาก การเปิดประเทศครั้งนี้ของพม่า หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่า จะมีความจีรังยั่งยืนเพียงใด และพม่าพร้อมมากแค่ไหนที่จะเปิดประตูทางเศรษฐกิจรับพลังทุนนิยม ในส่วนที่เกี่ยวกับไทยนั้น บทบาทของไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการเปิดประเทศครั้งใหญ่ของพม่านี้ ทั้งนี้ เพราะบริษัทอิตาเลียน-ไทยได้เข้าไปลงทุนในการโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ของพม่าที่เมืองทวาย ที่มีมูลค่าการก่อสร้างทั้งสิ้น 8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไทยจึงจำเป็นต้องจับตามองความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพม่าอย่างใกล้ชิด โครงการทวายนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าการพาณิชย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง มาก บทความนี้ จะวิเคราะห์ถึงผลประโยชน์และผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับตัวแสดงหลายๆ ตัวที่มีความเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในทวาย

Google Maps : แผนที่เมืองทวาย หรือ Dawei ของพม่า

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกับเมืองทวายก่อน เมืองทวายรู้จักในชื่อภาษาอังกฤษดั้งเดิมว่า Tavoy แต่ต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อมาเป็น Dawei(ในปี ค.ศ.1989) ตั้งอยู่ในแคว้นตะนาวศรีของพม่า หรือ Tenasserim ที่อยู่รัฐมอญ เขตเมืองทวายนี้มีพื้นที่รวมกว่า 13,750 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ ณ ปากแม่น้ำทวายที่ไหลออกสู่ทะเลอันดามัน บริเวณนี้จัดอยู่ในเขตน้ำลึก เหมาะสำหรับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่สามารถเข้าถึงได้โดยเรือพาณิชย์ขนาด ใหญ่ ด้วยความสำคัญของทวาย รัฐบาลพม่าได้เริ่มมองหาลู่ทางในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกเมื่อ 4 ปีก่อน (แม้ว่าความคิดเริ่มแรกจะเกิดขึ้นมากว่าทศวรรษแล้วก็ตาม เมื่อประเทศในภูมิภาคมีความพยายามในการหาช่องทางการเดินเรื่องอื่น หากช่องแคบมะละกาต้องถูกปิดลงด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนในปี ค.ศ.2008 ณ ประเทศสิงคโปร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและพม่าได้ลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding) ในการพัฒนาเมืองทวายให้เป็นท่าเรือน้ำลึก โดยสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันในการจัดสร้างท่าเรือ รวมถึงถนนที่จะเชื่อมต่อระหว่างทวายกับกรุงเทพฯ และการจัดตั้งด่านเข้าเมืองระหว่างทวายและกาญจนบุรี

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010ผู้แทนจากบริษัทอิตาเลียน-ไทย ได้ลงนามร่วมกับผู้แทนของรัฐบาลพม่า ในสัญญาสร้างท่าเรือน้ำลึก ณ เมืองทวายที่มีอายุถึง 60ปี โดยข้อตกลงนี้อนุญาตให้มีการสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม ณ เมืองทวาย บนพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตร ข้อตกลงนี้แบ่งขั้นตอนการพัฒนาออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกได้แก่การสร้างระบบสาธารณูปโภค (ระหว่างปี ค.ศ.2010-2015) โดยผ่านการลงทุนร่วมระหว่างบริษัทอิตาเลียน-ไทยกับอีก 4 บริษัท (ปตท. การไฟฟ้า บริษัท Nippon Steel และบริษัท Petroleum National Berhad ของมาเลเซีย) งานหลักในขั้นตอนนี้คือการสร้างถนนแปดเลน (180 กิโลเมตร) ที่มีรางรถไฟคู่ขนาน โดยจะใช้เวลาสร้างประมาณ 4 ปี และจะใช้งบประมาณสร้างจำนวน 66ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีโครงการสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติคู่ขนานไปด้วย โดยมีเป้าหมายของการสร้างถนนจากทวาย ตัดข้ามประเทศไทย ผ่านกัมพูชาไปยังเวียดนาม ซึ่งเส้นทางการขนส่งใหม่นี้ ถือเป็นทางเลือกใหม่ในอนาคตสำหรับประเทศที่ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ช่องแคบ มะละกาในการรับส่งขนถ่ายสินค้า

สำหรับการพัฒนาในขั้นที่สองนั้นคือการสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่ตั้งเป้าของการรองรับเรือขนส่งขนาดใหญ่จำนวน 25 ลำในเวลาเดียวกัน (เรือขนาดใหญ่นี้จะมีระวางอยู่ที่ระหว่าง 20,000-25,000 เมตริกตัน) ทั้งนี้ หากแล้วเสร็จ ท่าเรือนี้จะสามารถขนถ่ายสินค้าได้มากถึง 100 ล้านเมตริกตันต่อปี ในส่วนของแผนพัฒนาสุดท้ายคือการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะกลายมาเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะใช้งบประมาณการก่อสร้างทั้งสิ้น 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะประกอบไปด้วย 6 โซน ได้แก่ การท่าเรือและอุตสาหกรรมหนัก น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี เวชภัณฑ์ และอุตสาหกรรมประเภทปานกลางและอุตสาหกรรมเบา ทั้งนี้ บริษัทอิตาเลียน-ไทยมีเป้าหมายของการก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยที่มี ขนาด 4,000 เมกกะวัต เพื่อรองรับในกรณีที่ระบบไฟฟ้าของพม่าเกิดขัดข้อง การก่อสร้างนี้จะรวมถึงการสร้างเขื่อนที่สามารถบรรจุน้ำได้มากถึง 219 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการสร้างโรงงานผลิตน้ำดื่มที่มีศักยภาพการผลิตมากถึง 975,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โครงการนิคมอุตสาหกรรมนี้จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2016 เป็นต้นไป นอกจากนี้ การพัฒนาทวายยังรวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวตามหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลอันดามัน

หากโครงการเหล่านี้แล้วเสร็จ ทวายจะกลายมาเป็นเมืองท่าสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะเป็นสะพานเชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกา ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน

แต่การก่อสร้างการนี้ไม่ได้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางประเทศเป็นผู้ได้ บางประเทศเป็นผู้เสีย ผลประโยชน์ตกอยู่ในมือใคร และใครเป็นผู้รับผลเสียจากโครงการ

สำหรับประเทศไทยนั้นค่อนข้างเด่นชัดว่า ไทยได้ประโยชน์หลายประการจากโครงการทวาย ที่แน่ๆ การค้าไทยและพม่าจะเพิ่มปริมาณสูงขึ้น (โดยเฉพาะการค้าชายแดนที่ที่ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 55 ต่อปี โดยตามสถิติ การค้าชายแดนในปี ค.ศ. 2010 มีปริมาณ 1.7พันล้านเหรียญสหรัฐ) นอกจากนี้ การเปลี่ยนให้ทวายเป็นประตูการค้าของภูมิภาคจะส่งผลต่อโครงการ East-West Economic Corridor (EWEC) ซึ่งไทยสามารถแสดงบทบาทนำได้ ในส่วนของรัฐบาลไทยนั้น โครงการทวายทำให้รัฐบาลของสองฝ่ายกระชับความสัมพันธ์ยิ่งขึ้น นายกยิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปเยือนพม่าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และได้กล่าวให้การสนับสนุนต่อโครงการทวายต่อประธานาธิบดี Thien Sien ของพม่า ซึ่งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าโครงการทวายจะช่วยกระตุ้นการค้าทวิภาคี ซึ่งจะส่งผลดีต่ออาเซียนในทางอ้อม การพัฒนาทวายยังมีส่วนนำความเจริญไปยังจังหวัดทางตะวันตกของไทย รวมถึง กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี หรือแม้แต่กรุงเทพฯ จังหวัดเหล่านี้มีความเด่นอยู่ที่การเป็นฐานผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากทวายในการส่งสินค้าออกประเภทนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ผลประโยชน์ยังจะตกอยู่ในมืองภาคเอกชนของไทยด้วย ขณะนี้ มีหลายบริษัทขนาดใหญ่ของไทยมีความประสงค์จะร่วมลงทุนในโครงการทวาย (อาทิ บริษัท Loxley) ซึ่งจะมีส่วนสร้างฐานอิทธิพลทางเศรษฐกิจของไทยในพม่าในระยะยาว

แล้วอาเซียนได้อะไร

โครงการทวายนี้ได้รับความชอบธรรมในบริบทของการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุนชน ทางเศรษฐกิจของอาเซียน รวมถึงการมีส่วนช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของพม่า ในฐานะประเทศที่เริ่มเปิดกว้างรับการลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ความสนใจในโครงการนี้ของมหาอำนาจอื่นๆ อาทิ จีนและอินเดีย ชี้ว่า ประเทศเหล่านี้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอาเซียน ที่มีพม่าเป็น “ศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญที่สุด การเปิดประเทศของพม่าครั้งนี้ ยังสามารถใช้เป็นข้ออ้างของอาเซียนในความสำเร็จของนโยบาย constructive Engagement ที่อาเซียนมีต่อพม่า ที่เน้นการดึงพม่าเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์

ใครที่เสียประโยชน์

แม้โครงการนี้จะเริ่มได้ไม่นาน แต่ก็เกิดข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับปัญหาคอร์รับชั่น และความกังวลใจที่ว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะตกอยู่ในมือผู้นำ และจะไม่ถึงมือประชาชน ข่าวลือดังกล่าว เช่น การที่คนสนิทของพลเอกอาวุโสตานฉ่วย (อดีตประธาน State Peace and Development Council: SPDC) ได้แก่ นาย Zaw Zaw ได้รับสัมปทานในโครงการทวายเป็นต้น

แม้ว่าโครงการนี้จะนำไปสู่การจ้างงาน แต่มีคำถามสำคัญ ได้แก่ แรงงานพม่าจะได้รับการปฏิบัติจากนายจ้างต่างชาติอย่างไร และแฟร์มากน้อยแค่ไหน ทำอย่างไรจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของนายทุน สำหรับปัญหาอื่นๆ ก็เช่น ปัญหาที่มากับการก่อสร้าง โดยเฉพาะในแง่นิเวศวิทยา ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ชาวบ้านที่มีถิ่นพำนักในบริเวณก่อสร้างต้องถูกไล่ออกจากพื้นที่และไม่ได้รับ ต่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น (บริษัท Kaung Myat และ Hein Yadanan Companiesถูกกล่าวหาว่าไล่ที่ชาวบ้าน เพื่อใช้พื้นที่นี้ปลูกยางพารา เพื่อผลิตส่งบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมในทวายในอนาคต) นอกจากนี้ ชาวบ้านในพื้นที่อาจต้องเผชิญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มากับการก่อสร้าง เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลพม่าไม่เคยได้กล่าวถึงความสำคัญในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของ ประชาชนในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างแต่อย่างใด

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ความขัดแย้งในตัวเองของอุดมการณ์สถาบันกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ และ ม.112

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์ ปรับปรุงจากประเด็นที่นำเสนอในการเสวนาเรื่อง “สถาบันกษัตริย์กับสังคม ประชาธิปไตย” ในงาน "จิบน้ำชาสังสรรค์สนทนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไข มาตรา 112 ตามข้อเสนอนิติราษฎร์"

การพูดถึงอุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในมิติทางประวัติศาสตร์ว่า อุดมการณ์นี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร มีพัฒนาการมาอย่างไร น่าจะมีคนพูดถึงกันมากแล้ว แต่การวิเคราะห์ให้เห็นปัญหาความขัดแย้งภายในตัวอุดมการณ์ดังกล่าว อาจจะยังมีคนพูดถึงไม่มากนัก ฉะนั้น ผมจึงอยากจะวิเคราะห์ปัญหานี้ โดยจะพูดใน 3 ประเด็น คือ

1. กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 8 มาตรา 9 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งในตัวเองของอุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่าง ไร

2. ความล้มเหลวในการใช้มาตรา 8 และมาตรา 112 ปกป้องอุดมการณ์สถาบันกษัตริย์ และ

3. ผมขอเสนอว่า เราต้องไปให้สุดอุดมการณ์ประชาธิปไตยและอุดมการณ์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตย

ประเด็นแรก รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” ที่จริงมาตรานี้ละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนาของพระมหากษัตริย์ แต่การบัญญัติเช่นนี้น่าจะอิงมิติทางประวัติศาสตร์สังคมไทยที่เชื่อกันว่า สถาบันกษัตริย์กับพุทธศาสนาดำรงอยู่อย่างค้ำจุนซึ่งกันและกันมาโดยตลอด เมื่อบัญญัติไว้เช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าอุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ตามมาตรา 9 ก็คือ “อุดมการณ์ธรรมราชา” และดังปฐมบรมราชโองการตอนขึ้นครองราชย์ของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดย “ธรรม” ที่ว่านี้ก็เป็นที่รับรู้กันว่า คือ “ทศพิธราชธรรม”

ตามคำสอนของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม (early Buddhism) ทศพิธราชธรรมไม่ใช่ธรรมะที่รับรองสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ และตามอุดมการณ์ธรรมราชากษัตริย์เป็น “สมมติราช” ไม่ใช่ “สมมติเทพ” ทศพิธราชธรรมจึงหมายถึงคุณธรรมอันเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่ต้องรับผิดชอบ ต่อราษฎร

แต่เมื่อเราย้อนไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่ระบุว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วง ละเมิดมิได้...” จะเห็นว่า ตามมาตรา 8 ดูเหมือนว่าสถานะของกษัตริย์เป็น “สมมติเทพ” และมาตรา 112 ก็คือเครื่องมือปกป้องสถานะ “สมมติเทพ” ตามมาตรา 8 นั่นเอง

ฉะนั้น สถานะของสถาบันกษัตริย์ตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 112 จึงเป็นทั้ง “สมมติเทพ” และ “ธรรมราชา” ในเวลาเดียวกัน แต่ความเป็นสมมติเทพกับความเป็นธรรมราชาตามทัศนะพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมนั้น ขัดแย้งกันในทาง “เนื้อหา” และทาง “ตรรกะ” อย่างสิ้นเชิง จึงกลายเป็นว่า เราใช้อุดมการณ์ธรรมราชาภายใต้อุดมการณ์ “สมมติเทพ” อีกทีหนึ่ง ทศพิธราชธรรมจึงถูกใช้เป็น “วาทกรรม” (discourse) สนับสนุนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของสมมติเทพ ซึ่งเท่ากับว่า concept ของทศพิธราชธรรมถูกทำให้มีความหมายเบี่ยงเบนไป

เปรียบเทียบให้เห็นภาพพจน์ง่ายๆ ก็คือ concept ของประชาธิปไตยภายใต้อุดมการณ์สมมติเทพถูกทำให้มีความหมายเบี่ยงเบนไป ฉันใด concept ของทศพิธราชธรรมภายใต้อุดมการณ์สมมติเทพก็ถูกทำให้มีความหมายเบี่ยงเบนไป ฉันนั้น

ประเด็นที่สอง สังคมไทยโดยรวมอาจเชื่อว่า มาตรา 8 และมาตรา 112 ปกป้องอุดมการณ์สมมติเทพและอุดมการณ์ธรรมราชาได้อย่างมีประสิทธิภาพในความ หมายว่า ทำให้สถานะของสถาบันกษัตริย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ เป็นต้น

แต่หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ระยะใกล้ เช่น 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 53 จะเห็นว่า อุดมการณ์สมมติเทพมักจะ “ถูกนำมาใช้อ้าง” ในเชิงเป็นปฏิปักษ์ต่อความก้าวหน้าของประชาธิปไตย หรือถูกนำมาอ้างเพื่อปราบปรามนักศึกษา และประชาชนที่เรียกร้องเสรีภาพ และความเสมอภาคตลอดมา ฉะนั้น อุดมการณ์สมมติเทพจึงถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอุดมการณ์ธรรมราชาที่มีมาตรา 8 และมาตรา 112 ปกป้องนั้น ก็มีปัญหาย้อนแย้งในตัวเองว่า หากมีกฎหมายห้ามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ เราจะพิสูจน์ความเป็นจริงของทศพิธราชธรรมได้อย่างไร

เพราะตามหลักพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมนั้น ธรรมะทุกประเภทในพุทธศาสนา จะต้องสามารถนำมาตรวจสอบความเป็นจริงได้ด้วย “หลักกาลามสูตร” ทั้งสิ้น อย่างเช่น หลักอริยสัจสี่ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท เราสามารถนำมาตรวจสอบความเป็นจริงได้ตามหลักกาลามสูตรทั้งสิ้น

หลักกาลามสูตรนั้นพุทธะสอนว่า อย่าเชื่อเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ 10 อย่าง สาระสำคัญก็คือว่า “เราจะยอมรับอะไรว่ามันจริง ก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่ามันจริง” การ พิสูจน์ความเป็นจริงของหลักธรรมในพุทธศาสนาก็จะเป็นไปตามหลักการนี้ทั้งหมด เลย จึงเป็นไปไม่ได้ที่พุทธศาสนาจะยกเว้นเฉพาะหลัก “ทศพิธราชธรรม” เพียงอย่างเดียวว่า ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นจริงตามหลักกาลามสูตร

แต่ภายใต้ มาตรา 8 และมาตรา 112 เรากลับพิสูจน์ความเป็นจริงของทศพิธราชธรรมไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ทศพิธราชธรรมข้อที่ 7 ที่ว่า “อักโกธะ” คือ ความไม่โกรธ หมายความว่า พระราชาจะไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์โกรธ หรือลงโทษราษฎรด้วยความโกรธ ในกรณีแบบนี้ถ้าเป็นนักการเมืองเราสามารถจะรู้ได้ หรือพิสูจน์ได้ว่า เขาตัดสินใจด้วยความโกรธหรือไม่ ลงโทษประชาชนด้วยความโกรธหรือไม่ เพราะเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบเขาได้ คือเราสามารถทำสิ่งที่จะทำให้เขาโกรธได้ เราจึงจะรู้ได้ว่าเขาโกรธหรือไม่ แต่กับสถาบันกษัตริย์ภายใต้มาตรา 8 และมาตรา 112 เราทำ หรือพิสูจน์เช่นเดียวกันนี้ไม่ได้

ในทศพิธราชธรรมยังมีหลัก “อวิหิงสา” ความไม่เบียดเบียน แต่การใช้มาตรา 112 ในปัจจุบัน ที่ใครๆ ก็ไปแจ้งความเอาผิดได้ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายกันทางการเมืองได้ หรือใช้ทำลายเสรีภาพของคนที่เห็นต่างทางการเมืองได้

หลักทศพิธราชธรรมอีกข้อ ที่สำคัญมากคือ “อวิโรธนะ” หมายถึง “มีความยุติธรรม” แต่ความยุติธรรมตามหลักคิดของพุทธศาสนานั้น การลงโทษต้องสมควรแก่เหตุ ต้องเคารพความเป็นมนุษย์ และมีการุณยธรรม แต่ทว่ากรณี “อากง” ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ด้วยความผิดจากการส่ง SMS เพียง 4 ข้อความ อธิบายไม่ได้ว่า เป็นการลงโทษที่ควรแก่เหตุอย่างไร เคารพความเป็นคนอย่างไร มีความยุติธรรม และการุณยธรรมอย่างไร

ฉะนั้น ที่เราเชื่อกันว่า มาตรา 112 ปกป้องอุดมการณ์ธรรมราชา แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นกฎหมายที่ถูกใช้อย่างขัดแย้งกับหลักทศพิธราชธรรม เพราะทศพิธราชธรรมเป็นเรื่องของความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความยุติธรรม การเคารพความเป็นคน และการุณยธรรม แต่มาตรา 112 กลับ “ถูกใช้” เป็นเครื่องมือสร้างความโกรธ ความเกลียดชัง การเบียดเบียน ล่าแม่มด กำหนดโทษที่อยุติธรรม ทำลายความเป็นมนุษย์ และไร้ซึ่งการุณยธรรม

สรุปว่า ในที่สุดแล้ว มาตรา 8 และมาตรา 112 ก็ไม่สามารถปกป้องอุดมการณ์สมมติเทพที่ขัดแย้งกับความเป็นประชาธิปไตยได้ จริง เพราะไม่มีทางที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมจะปกป้องอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ด้วยการกระทำ แบบ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 53 ได้ตลอดไป

และที่แย่กว่านั้นคือ มาตรา 8 และมาตรา 112 ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอ้างอิงสถาบันทำรัฐประหาร การอ้างอิงสถาบันในการต่อสู้ทางการเมือง การทำร้ายกันและกันของคนในชาติ ซึ่งเป็นการทำลายหลักการของทศพิธราชธรรมอย่างถึงราก

บางคนบอกว่า “กฎหมายเป็นเพียงตัวอักษรในกระดาษหากไม่ไปละเมิดก็ไม่มีความผิด” นี่แสดงว่าเขาไม่เข้าใจบริบทของกฎหมายมาตรา 112 ว่าเป็น “มรดกของคณะรัฐประหาร” ที่ตราขึ้นหลังการอ้างอิง “อุดมการณ์กษัตริย์นิยม” สังหารหมู่นักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตยช่วง 6 ตุลา และไม่ดูบริบทของอัตราเพิ่มอย่างผิดปกติของคดีหมิ่นฯ ในปัจจุบันว่า มีที่มาจากการอ้างอิงสถาบันต่อสู้ทางการเมือง และทำรัฐประหาร 19 กันยา 49 อย่างมีนัยสำคัญอย่างไร

อันที่จริง นอกจาก มาตรา 8 และมาตรา 112 จะไม่ประสบผลสำเร็จในการปกป้องอุดมการณ์สมมติเทพและอุดมการณ์ธรรมราชาดัง กล่าวแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาย้อนแย้งในสังคมพุทธเอง

กล่าวคือ ตามหลักอริยสัจอันเป็นแก่นของพุทธศาสนา มีสาระสำคัญว่าจะแก้ทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ได้ จะต้องรู้ความจริงของทุกข์และความจริงของสาเหตุให้เกิดทุกข์หรือปัญหานั้นๆ อย่างถ่องแท้ แต่ภายใต้มาตรา 8 และมาตรา 112 สังคมไทยไม่สามารถพูดถึงความจริงของปัญหาและสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา เหตุการณ์ 6 ตุลา และพฤษภา 53 ได้อย่างถึงที่สุด

จึงเท่ากับว่า ภายใต้มาตรา 8 และมาตรา 112 สังคมเราที่อ้างว่าเป็นสังคมพุทธก็เป็นสังคมพุทธที่ไม่สามารถ “ปรับใช้” (apply) หลักการอันเป็นแก่นคำสอนของพุทธะเพื่อแก้ปัญหาสังคมการเมืองได้เลย เมื่อพุทธะสอนสัจจะ และถือว่าการเข้าถึงสัจจะก่อให้เกิดปัญญาที่นำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่สังคมพุทธกลับ “ถูกบล็อก” ไม่ให้พูดถึง หรืออภิปรายถกเถียงถึงสัจจะของปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง แล้วจะเป็นสังคมแห่งปัญญาและแก้ปัญหาจริงๆ ได้อย่างไร

ประเด็นสุดท้าย เราต้องไปให้สุดอุดมการณ์ประชาธิปไตย และอุดมการณ์ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่สอดคล้องกับความเป็น ประชาธิปไตย อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เราต้องไปให้สุดก็คือ “อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ตามเจตนารมณ์ 2475”

ถ้าเรายึดอุดมการณ์นี้เป็นหลักในการปกครอง เราก็ต้องตีความมาตรา 8 ตามที่ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เคยเสนอว่า ตามมาตรา 8 ที่ระบุว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วง ละเมิดมิได้...” ต้องตีความว่า สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง พ้นไปจากการเมืองอย่างแท้จริงเท่านั้น จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าตีความต่างไปจากนี้ก็หมายความว่า มาตรา 8 ยึดอุดมการณ์สมมติเทพตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราก็เป็นประชาธิปไตยภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง หรือไปให้สุดอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้

ในส่วนของอุดมการณ์ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์โดยเฉพาะซึ่งเชื่อมโยงกับ มิติทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของไทย เราจำเป็นต้องยืนยัน “อุดมการณ์ธรรมราชา” (ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 9) ที่กษัตริย์เป็น “สมมติราช” ไม่ใช่ “สมมติเทพ” เนื่องจากสมมติเทพเป็นสถานะของกษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งขัดแย้งกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ “สมมติราช” ไปกันได้กับอุดมการณ์ประชาธิปไตย

แต่ต้องไม่ใช่ “สมมติราช” ตาม concept ของ “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ” ที่ถือว่ากษัตริย์ถูกเลือกโดยชุมชนการเมืองให้มีสถานะสูงส่งเหนือกว่า ประชาชนทั่วไป คือประชาชนทั้งหมดในประเทศเสมอภาคกัน แต่กษัตริย์อยู่เหนือคนทั่วไป ทว่าตามอุดมการณ์ “สมมติราช” ในคำสอนของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมหรือในอัคคัญสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม 11) นั้น กษัตริย์คือคนธรรมดา เพียงแต่ถูกสมมติให้มีหน้าที่เป็นผู้ปกครองเท่านั้น และ “ทศพิธราชธรรม” ก็คือ คุณธรรมของการเป็นผู้ปกครองที่ดี ไม่ใช่คุณธรรมที่ส่งเสริมสถานะของผู้ปกครองให้เป็น “สมมติเทพ” เหนือคนธรรมดาแต่อย่างใด คำว่า “สมมติเทพ”เป็นวาทกรรมทางการเมืองในระบอบราชาธิปไตยที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อ สมัยอยุธยานี่เอง

และโดยหลักทศพิธราชธรรมนั้น ก็ไม่มีข้อไหนที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ นอกจาจะไม่ห้ามแล้ว หากดู “เนื้อหา” ของทศพิธราชธรรมที่เน้นความโปร่งในเสียสละ ไม่โกรธ ไม่เบียดเบียน มีความยุติธรรม เคารพความเป็นมนุษย์ และมีการุณยธรรม ยิ่งเป็นเนื้อหาที่เรียกร้องการตรวจสอบอยู่ในตัวเอง และยิ่งมองความเชื่อมโยงกับระบบคำสอนของพุทธศาสนาทั้งระบบที่ต้องพิสูจน์ ความจริงได้ด้วยหลักกาลามสูตที่ว่า “เราจะยอมรับว่าอะไรจริง ก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่ามันจริง” ก็ยิ่งชัดเจนว่าหลักทศพิธราชธรรมที่สนับสนุน “สมมติราช” ที่ไปกันได้กับระบอบประชาธิปไตย

ฉะนั้น เมื่อเราไปให้สุดอุดมการณ์ธรรมราชาที่กษัตริย์เป็น “สมมติราช” ไม่ใช่ “สมมติเทพ” เราก็สามารถไปให้สุดอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ หรือพูดกลับกันว่า ถ้าไปให้สุดอุดมการณ์ประชาธิปไตยก็จะสามารถไปให้สุดอุดมการณ์ธรรมราชาที่ กษัตริย์เป็น “สมมติราช” ได้ ภายใต้บริบทสังคมการเมืองสมัยใหม่

แน่นอนว่า ข้อเสนอนิติราษฎร์เรื่องแก้ไขมาตรา 112 คือ “ก้าวแรก” ที่จะนำสังคมเราไปให้สุดทั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยและอุดมการณ์ธรรมราชาที่ กษัตริย์ไม่ใช่เทพ แต่เป็นมนุษย์ที่มีความเป็นคนเสมอภาคกับประชาชนทั่วไป เป็นเรื่องที่ผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมจะต้องร่วมกันสนับสนุนให้ เป็นจริงต่อไปทั้ชธรรมภายใต้ระบบสังคมการเมืองไทยปัจจุบันารถซึ่งเป็นเรื่อง ที่ผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมจะต้องร่วมกันสนับสนุนให้เป็นจริงต่อ ไป

ฉะนั้น ถึงที่สุดแล้ว การคัดค้านการแก้ไข หรือยกเลิกมาตรา 112 ก็ไม่มี “เหตุผลเชิงอุดมการณ์ที่สอดคล้องกัน” รองรับ คือเหตุผลที่อ้างอิงอุดมการณ์ธรรมราชาที่สอดคล้องกับเหตุผลที่อ้างอิง อุดมการณ์ประชาธิปไตย ยกเว้นว่าจะอ้างอิงอุดมการณ์สมมติเทพตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น แต่นั่นก็เป็นอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย และจะก่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่วันสิ้นสุด!



[*]

ปรับปรุงจากประเด็นที่นำเสนอในการเสวนาเรื่อง “สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย” ในงาน "จิบน้ำชาสังสรรค์สนทนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอนิติราษฎร์" จัดโดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ

ไขความเข้าใจ มาตรา 8 รัฐธรรมนูญ ของผู้ซึ่งนำไปโยงมาตรา 112

ที่มา ประชาไท

ผมจะอธิบายเรื่องขำ ๆ ให้ท่านอ่านนะครับ

มีคนโยงมาตรา ๘ รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย (๒๕๕๐) [๑] กับ มาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องโจ๊กในทางวิชาการ (ไม่ใช่ความเห็นต่างนะครับ โจ๊กยังไง มาดูกันทีละลำดับ)

มาตรา ๘ รัฐธรรมนูญ (๒๕๕๐) มีทั้งสิ้น ๒ วรรค นะครับ วรรคหนึ่ง "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" และ วรรคสอง "ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้"

เรามาดู "ความเป็นมา" ซึ่งมีเรื่องขำๆ เป็นเหตุของเรื่อง "โจ๊ก" ข้างต้นอยู่ดังนี้

ตามรัฐธรรมนูญ ๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕ ข้อความมีว่า "กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทน ราษฎรจะวินิจฉัย" นะครับ (มาตรา ๖)

ดู ข้อความนั้นดีๆ นะครับ

รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธ.ค.๒๔๗๕ ข้อความเป็นว่า "องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" (มาตรา ๓) ซึ่งมีความหมายเดียวกับ ฉบับ ๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕ แต่ตัดอำนาจพิจารณาคดีอาญาที่กษัตริย์กระทำผิด ไปจากสภาผู้แทนราษฎร์ (ดูคำอภิปรายของประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ ในรายงานการประชุมสภาที่ ๓๕/๒๔๗๕) ต่อมา รัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ หรือแม้กระทั่ง รัฐธรรมนูญ ๒๔๙๐ ก็ยืนตามนี้

ทั้งนี้ อาจเทียบคำอธิบายรัฐธรรมนูญ ของ หยุด แสงอุทัย ฉบับพิมพ์ปี ๒๔๘๙ (หน้า ๓๓ - ๕๑)

กาลวิบัติบังเกิด ในรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒ ได้เอา รัฐธรรมนูญ ๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕ รวมๆ กับ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธ.ค.๒๔๗๕ ในเรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนวิธีเขียน (แม้จะตัดอำนาจตรวจสอบบางประการออกไป แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง) รัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒ ทำเรื่องตลก คือ นำ ๒ เวอร์ชันมาลงไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน โดยแยกเป็น ๒ มาตรา ดังนี้ "องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" (มาตรา ๕) และ "ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้" (มาตรา ๖) และฉบับ ๒๔๙๕ ก็ยืนตาม

มาปรากฏอีกที ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๐๒ ยืนตาม ฉบับ ๑๐ ธ.ค.๒๔๗๕

รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๑ ยืนตาม ๒๔๙๒

ดูดีๆ นะครับ

*รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๕ สมาส (ชน) สนธิ (เชื่อม) จากเดิม (เรื่องเดียวกัน เปลี่ยนวิธีเขียน) ซึ่งกลายมาเป็น ๒ มาตรา (ตั้งแต่เวอร์ชั่น ๒๔๙๒) ให้แปลงร่างแบบฉบับ ๒๔๙๒ เป็นมาตราเดียว และประโยคเดียว "พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใดๆ มิได้" (มาตรา ๔)

แต่ยังไม่นิ่งครับ

รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ ยืนตาม ๒๔๙๒

*รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๑๙ (มาตรา ๕) รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๒๐ (มาตรา ๔) กลับมายืนตาม ๒๕๑๕ คือ ทำให้เป็นมาตราเดียว และประโยคเดียว

จับตาดูดีๆ นะครับ อันนี้สำคัญ

จากนั้น รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ แปลงร่าง จากรัฐธรรมนูญ ๒๕๑๕ แตกเซลล์ภายใน โดยเริ่มเขียนไว้ในมาตราเดียวกัน แต่แยกเป็น สองวรรค ดังนี้ วรรคหนึ่ง "องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได" และ วรรคสอง "ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้" (มาตรา ๖)

หากท่านอารมณ์ขันสักนิด อาจย้อนกลับไปดู รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ ทั้งสองฉบับ

ถัดจาก ๒๕๒๑ ยังไม่นิ่งครับ

รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ (เวอร์ชัน พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ หรือเวอร์ชันต้นปี) ยืนตามเวอร์ชัน ๒๕๑๕ (รวมไว้เป็นมาตราเดียว ประโยคเดียว)

ต่อมา รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ (เวอร์ชันปลายปี) รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ก็ลอกตาม ฉบับ ๒๕๒๑ (มาตราเดียว แบ่งเซลล์เป็น สองวรรค)

ท่านทั้งหลายเห็นอะไรครับ?

ท่านจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเขียน "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" (ถ้อยคำเวอร์ชัน ๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕)

หรือจะเขียน "กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้" (ถ้อยคำที่ใช้ในเวอร์ชัน ดั้งเดิม ๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕)

มันก็มีความหมายเดียวกัน แต่เปลี่ยนวิธีเขียน

นั่นคือ มาตรา ๘ ปัจจุบัน วรรคหนึ่ง "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" และวรรคสอง "ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้" อธิบาย (ซึ่งจะตลก - แต่จะตลกเพราะ "ต้นตอ - ที่มา" ของมันเอง) ได้ว่า มาตรา ๘ วรรคแรก เป็นบทบัญญัติขยายความ มาตรา ๘ วรรคสอง นั่นเองครับ ซึ่งเป็นการบัญญัติที่แปลกประหลาดดี แต่นี่ล่ะครับ คุณต้องดู "ต้นตอ - ที่มาที่ไป" ของบทบัญญัตินี้ ว่า เขารวม เขาเชื่อมกันอย่างไร

ถ้าท่าน งง ว่า ผมตีความเพี้ยนๆ นะ ได้ยังไง บทบัญญัติวรรคแรก ขยายความวรรคสอง (ทั้งๆ ที่ ควรอธิบายว่า วรรคแรก คือบทบัญญัติทั่วไป ส่วนวรรคสอง เป็นบทบัญญัติเฉพาะเรื่อง) นั่นเพราะ ทั้งสองวรรค คือเรื่องเดียวกันนั่นเองครับ จึงบังคับไปในตัว ให้เราจำต้องอธิบายเช่นนี้ - งง มั้ยครับ? ถ้างง ย้อนกลับไปอ่าน ช่วงต้นบทความเสียใหม่ครับ ขำ ๆ เปลาะแรก ด้วยประการฉะนี้

ดังนั้น เมื่อท่านจะโยงมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา เข้ากับมาตรา ๘ รัฐธรรมนูญ (เป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้) นั้น ย่อมเป็นความเพี้ยนพิลึกของท่านผู้นั้นเอง

สำหรับการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ก็เป็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มิได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ทั้งนั้น หาได้เกี่ยวข้องกันใดๆ ทั้งสิ้น

บรรทัดนี้ จะซีเรียสเล็กน้อย เพื่อเป็นแก่นสารสาระยิ่งขึ้น : เรื่องจะฟ้องกษัตริย์มิได้นั้น เป็นฐานคิดอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่ง รัฐ คือ องค์กษัตริย์ ดัง นั้น จะจับกษัตริย์มิได้ เพราะบังคับคดีต่อ "รัฐ" ไม่ได้นั่นเอง (จะจับ "รัฐ" เข้าคุกไม่ได้) เนื่องจาก "รัฐ คือ อำนาจที่ก่อตัวเป็นระบบ" รัฐเป็นนามธรรมก่อตัวขึ้นเป็น "สถาบัน" (อำนาจที่ก่อตัวขึ้นเป็นระบบ : เป็นเกร็ดให้สังเกตว่า คุณจะเห็นว่า อย่าง "กรรมสิทธิ์" ในทรัพย์สิน ก็มีความเป็น สถาบัน เช่น กัน) ในระบบกฎหมายของรัฐสมัยใหม่ (หมายถึง หลังยุคกลาง) ครั้นคณะราษฎร รัฐธรรมนูญดั้งเดิม ๒๗ มิ.ย.๒๔๗๕ ก็ล้มแนวคิดนี้ นำกษัตริย์ให้ถูกพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎร แล้วกาลก็วิบัติไปให้เข้าใจเคลื่อนๆ ไปเรื่อยๆ

ผมบอกแล้วว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องโจ๊กของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ตลกๆ ลอกๆ กันมา แล้วคนที่ไร้เดียงสา ก็อธิบายเป็นตุเป็นตะ - เป็นเรื่อง ขำๆ เปลาะที่สอง แล้ว ผมจะไม่ฮาได้อย่างไรครับ ฮ่า ฮ่า.



[๑]

ถัดจากนี้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” จะแทนด้วยคำว่า “รัฐธรรมนูญ”

'ไท' ยื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลเรียกร้องสิทธิประกันตัวสมยศ

ที่มา ประชาไท

อดอาหาร 112 ชั่วโมงดำเนินต่อไปเป็นวันที่ 3 "ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข" ยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เรียกร้องสิทธิการประกันตัวของบิดา พร้อมเริ่มการโกนหัวในเช้าวันนี้

พระอาจารย์เมธา ชาตเมโธ เดินทางมาจาก จ.ชุมพร เพื่อมาให้กำลังใจนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข (ที่มา: กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย LLTD)

สุธาชีย ยื่มประเสริฐ อาจารย์ประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินทางมาเยี่ยมนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุขในช่วงเช้าก่อนโกนหัว (ที่มา: กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย LLTD)

นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข เริ่มการโกนหัวในวันนี้ (ที่มา: กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย LLTD)

นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข เริ่มการโกนหัวในวันนี้ (ที่มา: เอื้อเฟื้อภาพจากคุณ Heaven Love)

13 ก.พ. 55 – บริเวณหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข หรือ “ไท” บุตรชายของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งปัจจุบันยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำและไม่ได้สิทธิรับประกันตัวในคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงอดอาหารประท้วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 นับตั้งแต่เริ่มอดอาหารเมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 11 ก.พ. โดยวันนี้มีผู้ให้กำลังใจเดินทางมาเยี่ยมนายปณิธานจำนวนมาก ขณะที่ผุสดี งามขำ อายุ 54 ปี คนเสื้อแดงคนสุดท้ายที่ออกจากที่ชุมนุมราชประสงค์เมื่อ 19 พ.ค. 53 ก็ยังคงอยู่ร่วมอดอาหารด้วย

โดยกิจกรรมในวันนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้านายปณิธานได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาล อาญา เรียกร้องสิทธิการประกันตัวของบิดา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาไม่ออกมารับหนังสือ แต่ให้เลขานุการอธิบดีฯ มารับหนังสือแทน และต่อมาเวลาประมาณ 10.20 น. นายปณิธานได้เริ่มโกนหัวแล้ว

เสวนา: 112 กับสิทธิพลเมืองไทย

ที่มา ประชาไท

บก.ลายจุด ชวนคิดฤาความกลัวในสังคมตอนนี้มีพื้นฐานจากความรัก? ปราบ นศ.นักกิจกรรม ชี้หลังมติผู้บริหาร มธ.ห้ามใช้พื้นที่ ส่งผล นศ.ตั้งคำถามมากขึ้น มองแนวโน้มขบวนการนักศึกษาเริ่มโต วาด รวี ชี้ยังมีคำถามที่ต้องตอบ ถ้ายังจะปกครองแบบประชาธิปไตย

(12 ก.พ.55) ที่ห้องประชุม 14 ตุลา อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มีการเสวนาในหัวข้อ 112 กับสิทธิพลเมืองไทย ดำเนินรายการโดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด กล่าวว่า กระแสใหญ่ๆ ขณะนี้คนกำลังกลัวการปฏิวัติ คำถามอีกด้านคือคนที่จะทำรัฐประหารกลัวอะไร เราอยู่ในภาวะที่ต่างก็หวาดกลัว ซึ่งความกลัวจะพัฒนาไปสู่ความเกลียดและความเกลียดจะพัฒนาต่อเป็นความโกรธ คำถามคือแล้วความรักอยู่ตรงไหนของความจริงเหล่านี้ เป็นไปได้ไหมที่ในนามของความเกลียด มีพื้นฐานจากความรัก ทำไมจึงมีการอ้างความรักในการเกลียดคนอื่น

เขาเสนอว่า หากเรากลับไปพูดเรื่องความรักในบริบทที่กว้างกว่าที่คนเหล่านั้นคิดได้ เช่น ทำไมในนามของความรัก จึงกระทำหรือแสดงออกอย่างร้ายกาจได้ขนาดนั้น นี่อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ความแตกต่างในสังคมไม่พัฒนาสู่ความ เกลียดชังได้

สำหรับกระแสต่อต้านนิติราษฎร์นั้น เขารู้สึกแปลกใจ เพราะสิ่งที่นิติราษฎร์เสนอไม่ใช่ข้อเสนออย่างที่อ้างกันว่าจะล้มล้างสถาบัน เลย กฎหมายยังอยู่ ฟ้องได้ และต้องติดคุก มีทุกอย่างครบ น่าแปลกใจที่การแก้กฎหมายถูกกล่าวหาว่าเป็นการล้มสถาบัน พอๆ กับตอนที่เขาใส่เสื้อสีแดง แล้วถูกถามว่าต้องการล้มสถาบันหรือ ซึ่งก็ตอบไม่ถูกว่าเกี่ยวโยงกันอย่างไร

เขากล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 112 เป็นเรื่องมนุษยธรรม ต้องทำความเข้าใจ ทำให้เห็นว่าเราเรียกร้องสิทธิเพียงให้ลดโทษให้สมเหตุสมผล พร้อมยกตัวอย่างถึงการกลั่นแกล้งกันด้วยมาตรา 112 เช่น กรณีสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องจากการเปิดเทปเสียงของ ดา ตอร์ปิโด ว่า ในระดับสามัญสำนึก สนธิไม่ควรถูกฟ้อง เพราะขาดเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน หรืออีกคดีคือกรณีตำรวจหญิงคนหนึ่งแปลเนื้อหาในนิตยสารของต่างประเทศที่ กล่าวถึงสถาบัน เพื่อนำเสนอว่าไม่ให้นำเข้ามาในประเทศ แต่ปรากฏว่าคนแปลกลับติดคุก ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล พร้อมชี้ว่า กฎหมายนี้ไม่พิจารณาเจตนา ดูเพียงการกระทำเท่านั้น โดยเปรียบเทียบว่า หมอที่ผ่าตัดเพื่อรักษาคนไข้ ก็คงติดคุกเพราะถือว่าเอามีดแทงเข้าไปที่ร่างกายคนไข้ ดังนั้นแล้วกฎหมายแบบนี้จะอยู่ไม่ได้ ไม่สมเหตุสมผล

ผู้ดำเนินรายการถามถึงสถานการณ์หลังการปราบเมื่อ พ.ค. 53 กับกระแสที่ห้ามไม่ให้เคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 ว่าหนักเบาต่างกันอย่างไร สมบัติตอบว่า มีบรรยากาศที่เหมือนกันคือ อารมณ์ทั้งกลัวทั้งโกรธ หลังการปราบหนึ่งเดือน เขาต้องไปเชียงใหม่ ไม่สามารถอยู่ที่เดิมได้ บ้านก็ถูกค้น ไม่กล้าเดินทางโดยเครื่องบินเพราะกลัวถูกจับ แต่เมื่อความกลัวถึงจุดหนึ่ง เขาเกิดคำถามกับตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวได้อย่างไร ที่สุดก็ตัดสินใจว่าไม่สามารถมีชีวิตอย่างปกติได้ภายใต้ความกลัว เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องหาพื้นที่ยืนในที่แจ้งและเป็นที่ของเราโดยบริบูรณ์ โดยที่ไม่ไปเหยียบหัวใคร และยืนยันสิทธิตรงนั้น พร้อมยกตัวอย่างช่วงที่เขากลับไปที่ราชประสงค์และถูกบอกว่าไม่ควร แต่เมื่อไปอีก ที่สุดก็ได้ยืนในที่ดังกล่าว

สมบัติเสนอว่า ในการต่อสู้ครั้งนี้ ให้ทำป่วน ทำให้งง แต่อย่าแหย่จนอีกฝั่งโกรธ พร้อมเสนอข้อเสนอซึ่งเขาบอกว่าอาจไม่ถูกใจกลุ่ม ครก.112 หลายคนว่า ในทางสาธารณะ วันนี้เราไม่ต้องพูดเรื่อง 112 แล้ว ไปพูดเรื่องอื่นแทน อาจฟังดูเหมือนถอย แต่เขามองว่าบอลได้ถูกเขี่ยออกไปแล้ว แม้ ครก. หรือนิติราษฎร์จะไม่เคลื่อนไหว แต่มันได้กลายเป็นประเด็นไปแล้ว แม้หยุดพูดแต่สถานการณ์เรื่องนี้ก็ไม่หยุดแล้ว ซึ่งนี่จะป่วนให้อีกฝั่งงง

สอง การพูดถึงประเด็นเรื่องรัฐประหาร เป็นความชอบธรรมที่ประชาชนจะพูดได้ เพราะอีกฝั่งนั้นมีแผล และแนวร่วมจำนวนมากไม่เอารัฐประหาร ไม่ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือสลิ่มก็ตาม

นอกจากนี้ สมบัติเสนอวิธีการต่อสู้ในภาวะความกลัวขณะนี้ว่า ให้ถ่ายรูปตัวเอง โดยเอานิ้วชี้ที่ตาและแลบลิ้น แล้วไปโพสต์ในอินเทอร์เน็ต เพื่อเตือนสติสังคมว่า เรากำลังสร้างสังคมแห่งความหวาดกลัว โดยให้ช่วยกันสร้างสรรค์ เช่น ถ่ายในบริบทที่เจ๋งๆ อย่างที่หน้ากองทัพบก

ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ ตัวแทนกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงมติของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ที่ห้ามใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ทำให้นักศึกษาซึ่งเป็นภาพสะท้อนของคนในสังคมที่ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางใน เมือง ไม่สนใจการเมือง หันมาตั้งคำถามกับความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมอตโต้ว่าด้วยเสรีภาพที่ เป็นจุดขายของมหาวิทยาลัยมากขึ้น จนเกิดการถกเถียงและการเคลื่อนไหว ซึ่งนอกจากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวอีก ครั้ง

นอกจากนี้ จากกระแสเรื่องมาตรา 112 หากได้ดูรายการคมชัดลึกทางเนชั่นชาแนล หลายวันก่อนที่มีตัวแทนนักศึกษามาแสดงความเห็น ก็จะเห็นตัวละครใหม่ๆ ที่กล้าพูดถึงมาตรา 112 รวมถึงกล้าวิจารณ์สถาบันมากขึ้น ทั้งนี้ เขามองว่าการเติบโตของขบวนการนักศึกษาอาจต้องใช้เวลา เพราะต้องต่อสู้กับกระแสในมหาวิทยาลัยด้วย แต่ก็มองว่ามีอัตราเติบโตที่ค่อนข้างดี

สำหรับการเคลื่อนไหวในก้าวต่อๆ ไปของ ครก.112 นั้น ปราบเสนอว่า ต่อไปอาจต้องดึงความเป็นมนุษย์ออกมามากกว่านี้ พร้อมชี้ว่า ก่อนที่ไท หรือปณิธาน พฤกษาเกษมสุข สมาชิกของกลุ่มฯ จะประท้วงอดอาหาร 112 ชั่วโมงเพื่อเรียกร้องให้พ่อของเขา (สมยศ) ได้ประกันตัวนั้น ทางกลุ่มฯ ก็ถูกข้อกล่าวหาไม่ต่างนิติราษฎร์ แต่หลังจากที่ไทประกาศอดอาหาร กระแสในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนทันที โดยถูกต่อว่าในอินเทอร์เน็ตน้อยลง ซึ่งเขามองว่าเป็นเพราะการสื่อสารถึงความเป็นมนุษย์ ความเป็นพ่อ-ลูก นั้นมีพลัง และทำให้คนเห็นปัญหาของมาตรานี้มากขึ้น

ด้าน วาด รวี คณะนักเขียนแสงสำนึก กล่าวถึงสิทธิเสรีภาพโดยเริ่มจากมิติทางประวัติศาสตร์ว่า เกิดจากการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองของคนกลุ่มใหม่ หรือฐานันดรที่สาม ในฝรั่งเศส ใน ศต.ที่ 18 จากเดิมที่ฐานันดรที่หนึ่งและสองคือกษัตริย์กับขุนนางและพระมองว่าสิทธิทาง การเมืองเป็นเรื่องของพวกตัวเองเท่านั้น แม้จะใช้เวลา 10 ปีและล้มเหลว แต่สิ่งที่สำเร็จคือสำนึกใหม่ที่ว่าคนเท่ากัน เกิดมาพร้อมสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่มีใครศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจพิสดาร หรือมีคุณความดีพิเศษเหนือใครอื่น

ด้านประเทศไทย สำนึกที่เรียกว่าการปกครองสมัยใหม่ที่ไม่เชื่อในสิทธิธรรมแบบเก่าหรือระบอบ การปกครองที่ใช้อำนาจเหนือมนุษย์อื่นๆ เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สะท้อนจากประกาศของคณะราษฎรฉบับที่ 1 โดยเฉพาะประโยคว่า "ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง" และ "เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลกษัตริย์ที่เหนือกฎหมาย"

มิติด้านเนื้อหาของสิทธิเสรีภาพ วาด รวี อ้างถึงตอนต้นของคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาที่ระบุว่า "เราถือว่านี่คือความจริงที่เป็นหลักฐานในตัวเองว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่า เทียมกันและมีสิทธิแต่กำเนิดอันไม่อาจพรากจาก" หมายถึงสิทธิเสรีภาพคือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ หากไม่มีสิทธิเสรีภาพ ความเป็นมนุษย์จะขาดพร่องไปทันที นี่คือสำนึกของมนุษย์สมัยใหม่ เป็นหลักสากลที่บรรจุอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติ อยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยไปลงนามไว้จำนวนมาก สิทธิเสรีภาพนี้มีความเป็นสากล ซึ่งหมายความว่าไม่ขึ้นต่อจารีต ประเพณี วัฒนธรรม ดังนั้นจะอ้างว่าประเทศนี้มีลักษณะเฉพาะ ทำให้ไม่มีสิทธิเสรีภาพเหมือนประเทศอื่นไม่ได้

ด้วยหลักนี้ ทำให้คำว่าพลเมืองหรือประชาชนในรัฐสมัยใหม่แตกต่างจากคำว่าราษฎรในรัฐสมัย เก่า เพราะเป็นประชาชนที่ประกอบด้วยสิทธิเสรีภาพ และสิทธิเสรีภาพเป็นที่มาของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจปกครองประเทศ ซึ่งไทยก็อยู่ในหลักการเดียวกันนี้ ตามที่ระบุในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ

ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิเสรีภาพกับอำนาจปกครอง อำนาจสาธารณะ อำนาจทางการเมือง เป็นเหมือนกับสายใยที่ไม่อาจสะบั้นขาด เหมือนเราเอาด้ายโยงไปยัง ส.ส. ส.ส.โยงไปที่นายกฯ โยงไปยังข้าราชการต่างๆ ทั้งหมดนี้เมื่อสาวด้ายดู ที่สุดต้องกลับมาที่ประชาชนได้ ถ้าเมื่อใดที่ด้ายที่โยงมาสู่ประชาชนขาด อำนาจนั้นจะไม่ชอบธรรมทันที

วาด รวีกล่าวว่า ปัจจุบันสำนึกเรื่องสิทธิเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยของสังคมไทยยังมีความไม่ เข้าใจ สำนึกจำนวนมากของฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไข 112 ที่ว่า สิทธิเสรีภาพต้องมีขอบเขต ไม่ละเมิดสิทธิกษัตริย์ นี่สะท้อนความเข้าใจผิดๆ ถูกๆ ซ้อนกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ เบื้องต้นคือแยกไม่ออกว่า รากฐานของสิทธิเสรีภาพเสมอภาค ซึ่งเป็นบ่อเกิดของสิทธิอื่น เป็นคนละอันกับสิทธิตามกฎหมายพื้นฐานที่มีแต่กำเนิด สิทธิที่มีขอบเขตคือสิทธิตามกฎหมายที่สามารถพรากจากได้ เช่น การยึดใบขับขี่ที่รัฐออกให้ เมื่อเราทำผิดกฎ แต่สิทธิเสรีภาพ เราไม่ได้รับมอบจากใคร ดังนั้น สิทธิตามกฎหมายจะมาละเมิดสิทธิพื้นฐานนี้ไม่ได้

ทั้งนี้ วาด รวีมองว่า ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่เกิดขึ้นมาตลอดในสังคมไทย ไม่ใช่เพราะมีการไม่ยอมรับสิทธิเสรีภาพ เพราะระบอบเผด็จการปกครองโดยทหาร หรือการปกครองโดยกษัตริย์แบบเก่า แต่เพราะหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีลักษณะของการใช้อำนาจ 2 ระนาบคู่กัน หนึ่ง อำนาจในระนาบเปลือกผิว คือ อำนาจในที่แจ้ง ใช้อย่างเป็นทางการ เช่น การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญสนธิสัญญา กฎหมาย สอง การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นทางการ อยู่ในรูปของประเพณีการปกครอง จารีต ขนบ ไม่อยู่ในกฎหมาย อำนาจนี้เองขัดหลักประชาธิปไตยตรวจสอบไม่ได้ แต่แทรกแซง บงการและมีอำนาจเหนือการใช้อำนาจในระนาบหนึ่งได้ตลอด

เขาระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นที่พันธมิตรฯ ชอบพูดถึง หากมองให้สุด บ่อเกิดของปัญหาแบบนี้คือปัญหาที่อำนาจอธิปไตยที่มาจากสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนไม่ใช่อำนาจที่แท้จริงในสังคม ไม่สามารถให้คุณให้โทษคนที่อยู่ในโครงข่ายในระบบได้อย่างแท้จริง แต่มีอำนาจในระนาบที่สอง แทรกแซงอยู่ตลอด

วาด รวีกล่าวว่า หากดูจากวิกฤตการเมืองช่วงที่ผ่านมา แล้วตั้งคำถามกับการใช้อำนาจที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมาว่า อำนาจอะไรที่ค้ำจุน คมช. พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ หรือค้ำจุน สนช. ให้ออกกฎหมายได้ ทั้งที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถ้าเราสังเกตดูการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นทางการ ในวัฒนธรรมอำนาจ ในจารีตประเพณีการใช้อำนาจ ประเพณีการปกครองของไทย ไล่ไปตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุด ตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อย นักการเมือง ศาล จนถึงองคมนตรี จะพบว่านี่คือการใช้อำนาจแบบเดียวกับระบบทาสในสมัยก่อน มีกำกับว่าเด็กใคร เส้นใคร ใช้เส้นตีตราอำนาจ และหากไล่ไปจนชั้นบนสุดจะพบว่ามันคือการใช้อำนาจในลักษณะที่แวดล้อมและแอบ อิงกับสถาบันกษัตริย์ มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางในการแอบอิงและอ้างใช้และแวดล้อมอยู่

ด้านปัญหาของกฎหมายอาญา มาตรา 112 แบ่งเป็น หนึ่ง กลุ่มที่เป็นผลกระทบทางการเมือง และสอง กลุ่มที่เป็นผลกระทบทางสิทธิเสรีภาพ

หนึ่ง กลุ่มที่เป็นผลกระทบทางการเมือง อ้างจากหนังสือ A Life's Work ซึ่งดูแลโดยอานันท์ ปันยารชุน และสุเมธ ตันติเวชกุล ที่ยอมรับว่าปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา ไม่ว่าบทบาทองคมนตรี ชนชั้นนำอื่น หรือ ที่สำนักพระราชวังออกหนังสือว่า คมช.เป็นรัฎฐาธิปัตย์ ไม่ต้องโปรดเกล้าก็ได้ สิ่งเหล่านี้ สะท้อนกลับไปยังประเด็นบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ทั้งสิ้น ปัญหาคือมีอำนาจสาธารณะ มีประเพณีการปกครองที่ไม่ถูกตรวจสอบ ตรวจสอบไม่ได้อยู่ในระบบการเมือง ถ้าเราจะก้าวต่อไปข้างหน้า ถ้าเราจะปกครอง้วยระบอบประชาธิปไตย เราหลีกเลี่ยงปัญหานี้ไม่ได้ไม่ว่าเราจะเป็นเหลืองหรือแดง มาตรา 112 เป็นจระเข้ขวางคลองในการแก้ปัญหานี้

วาด รวี กล่าวว่า คดีหมิ่นที่เกิดขึ้นตลอดช่วงวิกฤตการเมือง จากข้อเท็จจริง ถามว่าเป็นสิ่งที่อยู่ดีๆ ทุกคนก็ลุกขึ้นหมิ่นหรือ อยู่ดีๆ คนก็ลุกขึ้นมาเขียนฝาผนังหรือ เป็นสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจ แต่เราไม่เผชิญปัญหา ไม่แก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

"คำถามมากมายต้องการคำตอบ ต้องการการแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผล ไม่ใช่ว่าจะล้มเจ้า แต่เราต้องการคำตอบของคำถามที่เกี่ยวกับระบอบการปกครองว่าจะเอาอย่างไรกัน แน่" วาด รวี กล่าวและว่า ตัวอย่างคำถามมากมาย ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดคำถาม มากมาย ตัวอย่างประเพณีการปกครองที่ไม่เป็นทางการที่เราควรจะถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน ได้ในระบอบประชาธิปไตย เช่น การที่มีพระราชดำรัสในทางสาธารณะจะส่งผลทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กล่าวอ้างพระราชสำนักจริงเท็จแค่ไหน คำถามเกี่ยวกับเรื่องสองมาตรฐาน เรื่องทางการเมืองที่เกี่ยวพันไปถึงสถาบันกษัตริย์ควรจะต้องถูกพูดถึงแลก เปลี่ยนอย่างโปร่งใส แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐประหารกับสถาบันกษัตริย์ เช่น เมื่อรัฐประหารแล้วไปเข้าเฝ้าทุกครั้งเหมาะสม สมควรแค่ไหน เราไม่เคยพูดถึงได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา นี่คือผลกระทบทางการเมืองที่จำเป็นต้องได้รับคำตอบถ้าจะก้าวไปข้างหน้า เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ไม่ว่าอยากปรองดองหรือไม่ปัญหานี้ก็จะยังอยู่หากไม่แก้ไข ไม่ใช่เรื่องล้มเจ้าไม่ล้มเจ้า แต่เป็นเรื่องของคนไม่อยากแก้ปัญหา เอาการล้มเจ้าเข้ามาอ้าง

สอง ผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ทั้งตามหลักสากล กฎหมายในประเทศ รัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ลงนามไว้ในต่างประเทศ หนึ่ง กระบวนการบังคับใช้ การประกันตัว ปิดลับการพิจารณาคดี การไม่สันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนในคดีอาญา สอง อัตราโทษ - 3-15 ปี กับการกระทำผิดโดยวาจา-ตัวหนังสือ สาม ใครก็ฟ้องได้ ไม่มีเหตุยกเว้นความผิด และยกเว้นโทษ เหมือนกฎหมายที่บังคับใช้กับบุคคลทั่วไป ทำให้วิจารณ์และพูดถึงไม่ได้เลย ที่ว่าวิจารณ์ได้นั้นไม่จริง โดยมีแนวทางคำพิพากษาแล้วว่าไม่จริง

ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ผิดทั้งต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศที่ลงนาม ไว้ และผิดหลักสากล ละเมิดสิทธิเสรีภาพที่เป็นบ่อเกิดของสิทธิตามกฎหมายทั้งปวง และถ้าไม่แก้ไข และปล่อยต่อไปเรื่อยๆ อำนาจอธิปไตยจะชนกัน เป็นสิ่งที่ใครก็บังคับควบคุมไม่ได้ ไม่มีผู้นำม็อบคนไหนจะบังคับได้ นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่ใหญ่มากๆ เป็นแรงโน้มถ่วงทางประวัติศาสตร์ จะชนกันถ้าไม่แก้ ไม่ใช่อยากให้เกิดการปะทะกัน แต่เราต้องการแก้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ควรจะเกิด ให้เปลี่ยนผ่านอย่างสมูท นี่เป็นเหตุผลของ ครก.112

‘ไท’ อดอาหารต่อวันที่สอง กำลังใจยังมาต่อเนื่อง

ที่มา ประชาไท

ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ลูกชาย สมยศ อดอาหารต่อหน้าศาลอาญาเป็นวันที่ 2 โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดง นักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรมทยอยเข้าให้กำลังใจตลอดทั้งวัน

12 ก.พ. 55 – บริเวณหน้าศาล อาญา ถนนรัชดาภิเษก ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข หรือ “ไท” บุตรชายของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังคงอดอาหารประท้วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยมีผู้ให้กำลังใจเดินทางมาเยี่ยมตลอดทั้งวัน หลังจากที่ได้เริ่มกิจกรรมอดอาหารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาราว 4 โมงเย็น

เมื่อเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ บริเวณฟุตบาทหน้าศาลอาญา นายปณิธาน หรือ “ไท” ยังคงนั่งอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของบิดาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากจะมีกลุ่มผู้สนับสนุนจากกลุ่มคนเสื้อแดง ตัวแทนจากสหภาพแรงงาน และนักศึกษามาร่วมกิจกรรมแล้ว ยังมีนักวิชาการทยอยเดินทางมาให้กำลังใจตลอดทั้งวัน เช่น โคทม อารียา นักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ส.ศิวรักษ์ นักคิด-นักเขียน, พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และตัวแทนจากกลุ่มสันติประชาธรรม เป็นต้น

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: เรื่องของคนรักพ่อ

ที่มา ประชาไท

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา ตอนพิเศษ ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข และพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ กลับมาในแบบเฉพาะกิจ พาไปคุยกับคนรักพ่อ “ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข” ที่กำลังอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 112 ชั่วโมง ที่บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดา เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้กับพ่อ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และ บก.นิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งถูกคุมขังเป็นเวลากว่า 10 เดือน และถูกปฏิเสธการให้ประกันตัวถึง 7 ครั้ง