ที่มา thaifreenews
โดย bozo
speedhorse
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1181
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 14, 2012
ที่นี่ความจริง 13-2-2012
สส.สุนัย ที่นี่MV5 13-2-2012
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
speedhorse![]()
[/img] http://upic.me/i/yx/myphoto-120213-16.jpg [/img]
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1182
สุขสันต์..วันวาเลนไทน์.
ที่มา thaifreenews
โดย Amster-แดง
*…มีกุหลาบแดง แสนงาม อยู่สามช่อ
จะให้ใคร ดีหนอ ในปีนี้
อ้อ..รู้แล้ว ว่าจะให้ กับใครดี
ให้คนที่ ควรคำนับ สำหรับเรา
*…ช่อแรกให้ น้องไท ด้วยใจรัก
ที่ตระหนัก ซึ้งคุณค่า บิดาเขา
อีกทั้งรัก ยุติธรรม ย้ำทวงเอา
สิทธิ์เสรี จากเงื้อมเงา เผด็จการ
*…ช่อที่สอง มอบให้ผอง นิติราษฎร์
ผู้องอาจ สรรสร้าง อย่างกล้าหาญ
ท้าอธรรม ย้ำจุดยืน วิชาการ
ขอให้ผ่าน มารผจญ เหล่าคนทราม
*…ช่อสุดท้าย มอบให้ใคร คนพิเศษ
อยู่นอกเขต หนีเพศภัย ในสยาม
ท่านทักษิณ ที่ทั้งโลก ระบือนาม
กุหลาบงาม มอบให้ท่าน วันวาเลนไทน์.
…ขอให้ท่านมีความสุขมากๆ….นายกในดวงใจ…
วันวาเลนไทน์นั้นถือได้ว่าเป็นวันต่อต้านการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมได้เช่นกัน
ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ช่วง ยุคจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่งกรุงโรม พระองค์ชอบทำสงครามนองเลือด เกณฑ์ชายหนุ่มเป็นทหารในกองทัพจำนวนมาก และไปเสียชีวิตในสนามรบ จนเกิดการต่อต้านจากชายหนุ่มไม่ยอมเข้าไปเป็นทหาร เพราะไม่อยากจากคู่รัก คนรัก และครอบครัวของตนเอง องค์จักรพรรดิจึงทรงมีพระบรมราชโองการ ห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นหรือพิธีแต่งงานในโรมเป็นอันขาด นักบวชรูปหนึ่งนามว่า วาเลนตินุส ได้ละเมิดพระบรมราชโองการ แอบทำพิธีแต่งงานให้หนุ่มสาวชาวโรมหลายคู่ เมื่อความทรงทราบถึงองค์พระจักรพรรดิ นักบุญเซนต์วาเลนไทม์ จึงถูกจับเป็นนักโทษ ขังอยู่ในเรือนจำ เขาพบรักกับลูกสาวผู้คุมตาบอด ในวันที่ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดคอ เขาเขียนจดหมายถึงสาวคนรักลงท้ายด้วยคำว่า “From your Valentine” วันที่เขาถูกประหารชีวิต คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ.270 (พ.ศ.813 หรือราว 1,738 ปีมาแล้ว)
ถ้าจะตีความด้วยอารมณ์ความรู้สึก วันวาเลนไทน์คือวันของความรัก และหนุ่มสาวที่ต้องเสียสละแม้แต่ชีวิต เพราะบูชาในความรัก แต่ถ้ามองกันอีกมุมหนึ่ง วาเลนตินุส ถูกประหารชีวิตเพราะบังอาจขัดขืนอำนาจจักรพรรดิที่ห้ามไม่ให้จัดการหมั้นและ แต่งงาน นี่คือการขัดขืนต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจน
สำหรับ วันวาเลนไทน์ปีนี้ เราได้เห็นการขัดขืนต่ออำนาจอธรรมที่ชัดเจนอีกครั้ง นั่นคือการประกาศอดอาหารประท้วงหน้าศาลอาญาของคุณปณิธาน พฤกษาเกษมสุข เพื่อให้อำนาจอธรรมที่จับพ่อของเขาไปขังคุกไว้เป็นปีแล้ว ไม่ยอมให้ประกันตัว ทั้ง ๆ ที่เป็นสิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมาย
จาก การสนทนากับอาจารย์มานิต จิตรจันทรกลับ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านบอกว่าในฐานะอดีตตุลาการศาลสูง ขอบอกว่าโดยทั่วไปและตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น การใช้ “ดุลยพินิจ” จะใช้ได้เฉพาะในกรณีที่เป็นข้อเท็จจริง กรณีใดที่มีข้อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ผู้รับผิดชอบจะใช้ดุลยพินิจไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น ขณะนี้ทราบว่า อาจารย์กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายกับข้าราชการอยุติธรรมบางคน ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในเรื่องเกี่ยวกับการไม่ให้ประกันตัวคนเสื้อแดง แล้วอ้างการใช้ดุลยพินิจโดยสุจริต ประชาชนผู้รักในประชาธิปไตยและเสรีภาพจะคอยดูกันต่อไปว่า ผลจะออกมาอย่างไร และพวกนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาจมดิ่งลงไปในอเวจีมากยิ่งขึ้นหรือไม่ และดุลยพินิจโดย “สุจริต” นั้น ข้าราชการที่เกี่ยวข้องมีสิทธิเอามาอ้างได้หรือ ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าต้องอนุญาต เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่กฎหมายใด หรือคนผู้ใดจะขัดหรือแย้งกฎหมายสูงสุดนี้ไม่ได้ คนผู้นั้นจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดย “ไม่สุจริต” ทันที ถ้าถึงวันที่องค์กรของเขาเปลี่ยนแปลงผู้ทรงอำนาจไป
ขอเป็น กำลังใจและขอสนับสนุนคุณปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ทราบว่าข่าวการประท้วงของเขากระจายไปทั่วโลกแล้ว รวมทั้งขอเชิญชวนทุกคนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย ไปให้กำลังใจและสนับสนุนคุณปณิธานที่หน้าศาลอาญาด้วย ยิ่งมีคนเข้าไปร่วมสนับสนุนคุณปณิธานมากเท่าใด องค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรสำคัญด้านเสรีภาพนานาชาติย่อมมีความกระตือ รือร้นที่จะเข้าร่วมสนับสนุนในระดับโลกมากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ไม่ต่างจากการที่เซนท์วาเลนไทน์ ต่อต้านคำสั่งอธรรมของจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 โดยการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานให้กับหนุ่มสาวที่รักกันในสมัยเกือบสองพันปี ก่อน ทั้ง ๆ ที่จักรพรรดิสั่งห้ามไม่ให้กระทำ จนตัวเองต้องถูกประหารชีวิต
ชมภาพ นายกฯ ปู ทัวร์นกขมิ้น ที่ จ.พิษณุโลก+นครสวรรค์ 14ก.พ.55
ที่มา thaifreenews
โดย น่ารัก ก็ไม่บอก
วันนี้ ( 14 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการเดินทางไปติดตามการแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หรือทัวร์นกขมิ้นระหว่างวันที่ 13-17ก.พ. ว่าเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สองของการเดินทาง เมื่อเวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ร่วมปะชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในกลุ่มจังหวัดต้นน้ำทั้ง 10 จังหวัด (เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ เชียงราย สุโขทัย ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน พะเยา ที่โรงแรมอัมรินท์ลากูน จ.พิษณุโลก เพื่อสรุปโครงการป้องกันน้ำท่วม แผนงานและงบประมาณ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวเปิดประชุมว่า สำหรับพื้นที่ปลูกป่านั้นทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ได้กำหนดจุดเพื่อเตรียมมอบให้ ผวจ.ทั้ง 10 จังหวัดต้นน้ำเอาไปดำเนินการต่อแล้ว โดยในช่วงแรก เน้นปลูกหญ้าแฝก และฝายชะลอน้ำ ภายใน 3 เดือนต้องทำให้ครบ สำหรับอ่างเก็บน้ำ แก้มลิง ขอให้พัฒนาที่มีอยู่แล้วให้เต็มศักยภาพ มอบให้ผวจ.และรมว. ทส. ดูแล อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่สำคัญอยากให้มีการปรับปรุงนโยบายของคณะกรรมการ ระบายน้ำทั้งประเทศ ให้เป็นเอกภาพภายใต้การบริหารของ คณะกรรมการนโนบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และปรับระดับน้ำในเขื่อนโดยให้ยึดหลักภัยน้ำท่วม เป็นหลัก ส่วนภัยแล้งให้ผวจ.แต่ละจังหวัด เป็นหลักในการแก้ไขปัญหา
ผู้สื่อ ข่าวรรายงานว่า ก่อนเข้าประชุม นายมงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน(ภตช.)ได้เดินทางมามอบช่อดอกไม้ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดย กล่าวว่า ตนมามอบช่อดอกไม้เพื่อขอบคุณที่นายกฯและครม.ได้อนุมัติเงินเยียวยาให้กับ ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะที่มัสยิดกรือเซะจำนวนรายละ 7.5 ล้านบาท และขอให้นายกฯติดตามช่วยเหลือนายธีรพันธ์ คำคูบอน ครูอาชีวะระดับ 8 ที่เคยยื่นร้องเรียนให้สอบสวนโครงการทุจริตของกรมอาชีวะศึกษา 7,200 ล้านบาทในโครงการเอสพี2 แต่กลับถูกคำสั่งของอดีตอธิบดีกรมอาชีวะให้ปลดออกจากราชการซึ่งเป็นปลัด กระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน และตนขอให้นายกฯยิ่งใหญ่เหมือนอย่างประธานาธิบดีหญิงคอราซอน อากีโน ของฟิลิปปินส์ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำสีหน้าจะยิ้ม แต่ไม่กล้ายิ้มเท่าไหร่
วัน ที่14ก.พ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และผู้ว่าราชการจังหวัด 10 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ที่โรงแรมอัมรินทร์ ลากูน จ.พิษณุโลก ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ก่อนเดินทางติดตามพื้นที่แก้มลิงบางระกำในช่วงบ่าย
ภาพเมื่อวานนี้ที่ อุตรดิตถ์


ท่าทีประชาสังคมไทยต่อข้อเสนอแก้มาตรา 112
ที่มา ประชาไท
ชลิตา บัณฑุวงศ์
กลุ่มจับตาประชาสังคมไทย (Thai Social Movement Watch –TSMW)
‘ประชาสังคมไทย’ ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงเอ็นจีโอด้วย อาจจะไม่ใช่กลุ่มที่ออกมาจิกหัวก่นด่าข่มขู่ประณามคณะนิติราษฎร์และผู้สนับ สนุนข้อเสนอการขอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าเป็นพวกเนรคุณแผ่นดิน คิดล้มเจ้า และขับไล่กลุ่มคนเหล่านี้ให้ออกไปจากประเทศไทย รวมทั้งแม้ประชาสังคมไทยอาจจะยังมีความละอายมากพอที่จะไม่เสนอว่าการทางออก เดียวของประเทศไทยคือการรัฐประหารเหมือนอย่างที่กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์เสนอ แต่ประชาสังคมไทยและเอ็นจีโอก็แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่การเพิกเฉย เย็นชา ปิดหูปิดตา และดูถูกดูแคลนอย่างยิ่งต่อความพยายามเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายมาตรานี้
ตลอดช่วงระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา รุ่นพี่เอ็นจีโอที่ฉันนับถือ ผู้ซึ่งมีผลงานโดดเด่นในด้านทรัพยากรชีวภาพ เกษตรกรรม อาหาร สิทธิเกษตรกรและชุมชน มักตำหนิฉันและเพื่อนอยู่เสมอในทำนองที่ว่า “ทำไมพวกคุณจึงพูดถึงแต่เรื่องมาตรา 112 กันมากมายนัก ทำไมถึงไม่พูดถึงการผูกขาดขูดรีดเกษตรกรโดยนายทุนหรือบรรษัทข้ามชาติบ้าง ทำไมถึงไม่พูดถึงปัญหาที่ดิน การปฏิรูปที่ดิน หรือการปฎิรูปเพื่อโครงสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจบ้าง ถ้าพวกคุณพูดบ้างมันก็จะช่วยแก้ปัญหาได้” ขณะที่บ่อยครั้งตามหน้าเฟสบุ๊คของ เอ็นจีโอรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ก็จะเห็นข้อความประเภทที่ว่า “ปัญหาสาธารณะอื่นๆ ของประชาชนยังมีอีกตั้งหลายเรื่อง ทำไมพวกนี้จึงไม่ออกมาเรียกร้องกันบ้าง”
เช่นเดียวกับที่นักข่าวหญิงแห่ง TPBS ผู้เป็นขวัญใจของประชาสังคมและเอ็นจีโอไทยเนื่องจากได้อุทิศตัวทำข่าวส่ง เสริม ‘สิทธิชุมชน’ มาอย่างต่อเนื่อง ได้ปรารภในเฟสบุ๊คของเธอท่ามสถานการณ์ร้อนแรงเรื่องมาตรา 112 ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในกรุงเทพฯ ได้ช่วงชิงพื้นที่ข่าวของชาวบ้านและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาไป เสียสิ้น ฉันพยายามคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามเข้าใจว่าเสียงเหล่านี้คงเกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจที่ประเด็นการทำ งานที่ทุ่มเท เสียสละ ยิ่งใหญ่ และแสนจะมีคุณูปการยิ่งต่อ ‘ชาวบ้านและชุมชน’ ของพวกตนกลับไม่เป็นที่สนใจของสังคม เอาเสียเลย
แต่หากอ่านระหว่างบรรทัด ประกอบกับที่ได้เห็นการอวยกันไปมาในช่องคอมเม้นต์ที่ดูถูกดูแคลนผู้สนับสนุน การขอแก้ไขมาตรา 112 กันเป็นที่สนุกสนานในทำนองว่า การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ทำให้ “ดังได้เร็ว” บ้าง “ได้เงินเยอะ” บ้าง อันต่างไปจากการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติของพวกตนที่ ไม่มีทั้งชื่อไม่มีทั้งเงิน ฉันก็อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าเสี ยงเหล่านี้ก็คือความพยายามหนึ่งในการลดความชอบธรรมของการเรียกร้องให้แก้ไข มาตรา 112 อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่ดูดีเสียด้วยเนื่องจากมี ‘ชาวบ้านและชุมชน’ เป็นข้ออ้าง
การที่วาทกรรม “ยังมีเรื่องอื่นที่สำคัญ (ต่อชาวบ้านและชุมชน) มากกว่าเรื่องการแก้มาตรา 112” แพร่หลายในหมู่ประชาสังคมและเอ็นจีโอไทยเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่เป็นการหาเหตุผลแบบน้ำขุ่นๆ ที่จะไม่เอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของ ปัญหาของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย ตลอดจนการละเลยต่อชะตากรรมของผู้ต้องหาในคดีนี้จำนวนหลายร้อยคนที่ไม่ได้รับ สิทธิการประกันตัวและต้องรับโทษรุนแรงอย่างไม่สมเหตุผลเท่านั้น แต่ยังเป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาสังคมและเอ็นจีโอไทย ซึ่งได้รับยกย่องในหมู่กันเองว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของสังคม (Change Agents) บ้าง เป็นพี่เลี้ยงของชาวบ้านบ้าง ยังมิได้มีความตระหนักแต่อย่างใดเลยถึงความเป็นปัญหาของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขณะเดียวกันพวกเขาก็มองไม่เห็นว่าหลักการและแนวคิดในการขอแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายมาตรานี้ที่ว่า “ทุกคนย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ...และในสังคมประชาธิปไตยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่จะขาด เสียไม่ได้” นั้นจะเป็นหลักการที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาในประเด็นต่างๆ ที่ชาวบ้านและชุมชนที่พวกเขาทำงานด้วยกำลังเผชิญอยู่อย่างไร
นอกจากนั้นการแสดงความเห็นแบบไม่เป็นทางการของพวกเขาก็ยังสะท้อนถึงความ กระพร่องกระแพร่งของการรับข้อมูลข่าวสารทั่วๆ ไป เพราะส่วนใหญ่ยังคงสับสนอยู่มากระหว่างคณะนิติราษฎร์ คณะรณรงค์แก้ไข ม.112 (ครก.112) พรรคเพื่อไทย นปช. หรือคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ฯลฯ ขณะที่หากจะมีการเชื่อมโยงมาตรา 112 เข้ากับประเด็นปัญหาอื่นๆ ก็มักจะออกทะเลเห็นดวงแก้วไปในแนว ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ที่ว่ากันว่าสหรัฐอเมริกาสนับสนุนการปฏิรูปมาตรา 112 ก็เพราะหวังผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันในอ่าวไทย ตามทฤษฎีนี้การแก้ไขมาตรา 112 จะเอื้อประโยชน์ต่อการสร้างอำนาจผูกขาดของเครือข่าย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อันจะนำมาสู่การจับมือและประสานประโยชน์กันของทุนนิยมผูกขาดระดับชาติและ ระดับโลก ทั้งนี้ มีผู้วิจารณ์ทฤษฎีสมคบคิดไว้ในที่อื่นกันมากแล้วว่า" ทฤษฎีสมนี้คือการลดทอนความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงและปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ให้เหลือเพียงความเลวของนักการเมืองและความขัดแย้งหรือการประสานผลประโยชน์ ของชนชั้นนำไม่กี่คนเท่านั้น "
น่าสนใจว่า ทฤษฎีสมคบคิดนี้แพร่หลายในหมู่เอ็นจีโอและนักเคลื่อนไหวตามชายฝั่งทะเลภาค ใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินการอย่างคึกคักของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ สัญชาติอเมริกัน อาทิเช่น บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมุ่งเดินหน้าแผนพัฒนาเพื่อรองรับการขยาย ตัวของภาคอุตสาหกรรมต่อมาจากทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ผนวกกับความเข้มข้นที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนอาจถึงขั้นที่เรียกได้ว่าภาคใต้ได้กลายเป็นป้อมปราการที่สำคัญยิ่งของ อุดมการณ์กษัตริย์นิยมในประเทศไทยไปเสียแล้ว ส่งผลทำให้แม้แต่การเอ่ยถึงมาตรา 112 คงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยแวดวงนักพัฒนาภาคใต้และในพื้นที่ภาคใต้โดยทั่วไป
จากท่าทีของประชาสังคมไทยและเอ็นจีโอดังกล่าวข้างต้น ฉันไม่ได้หวังอะไรเลยกับพวกชนชั้นนำ (elites) หรือผู้กุมอำนาจและงบประมาณของประชาสังคมไทย ซึ่งเป็นผู้มีสถานะทางสังคม ศีลธรรม และคุณธรรมสูงส่ง ฉันได้เคยเขียนไว้ในที่อื่นแล้วว่า" ชน ชั้นนำเหล่านี้มีบทบาทอย่างสำคัญในการทำให้ประชาสังคมไทยมีสถานะเป็นกลไกที่ รองรับการปรับตัวของเพื่อธำรงอำนาจต่อไปของสถาบันทางอำนาจและการเมืองแบบ จารีต"
อย่างไรก็ดี ฉันยังคงแอบมีความคาดหวังกับคนทำงานหรือเอ็นจีโอระดับกลางๆ หรือรุ่นใหม่ๆ ที่แม้พวกเขาจะต้องเป็นลูกไล่หรือเบี้ยล่างในฐานะองค์กรผู้รับทุน ซึ่งชนชั้นนำประชาสังคมไทยได้มีอำนาจเหนือพวกเขาอย่างมากในการกำหนด อุดมการณ์และทิศทางการทำงาน ฉันคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่และคนรุ่นกลางเหล่านี้ จะมีศักยภาพแห่งตน (agency) หรืออีกนัยหนึ่งมีความสามารถที่จะตัดสินใจและกระทำการอย่างเป็นอิสระบ้างภาย ใต้โครงสร้างที่กดบังคับ รวมทั้งมีการต่อต้านขัดขืนในชีวิตประจำวันบ้างภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ในการทำงานที่มีอยู่ ฉันคิดว่าความใส่ใจในการแสวงหาข้อมูลและความรู้และการ ใช้วิจารณญาณอย่างระมัดระวัง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อต้านขัดขืนนี้
สำหรับกรณีมาตรา 112 ฉันไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะต้องมาลงชื่อสนับสนุนการขอเสนอแก้ไข ฉันเคารพเสรีภาพในการตัดสินใจของแต่ละคน เพียงแต่อยากจะขอร้องให้การตัดสินใจนั้นอยู่บนฐานของการศึกษาข้อมูลมา แล้วอย่างรอบคอบและไตร่ตรองอย่างดีแล้วว่ามาตรา 112 นี้แท้จริงนั้นสัมพันธ์กับประเด็นอื่นๆ ที่พวกเขากำลังผลักดันอยู่อย่างไร ที่สำคัญคือขอให้เป็นการตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับหลักการขั้นพื้น ฐานที่สุดในการอยู่ร่วมกัน นั่นคือ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มากกว่าที่จะแสดงแต่ท่าทีที่เพิกเฉย เย็นชา ปิดหูปิดตา และดูถูกดูแคลนกลุ่มผู้ขอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งก็ไม่แคล้วที่จะเป็นการให้ท้ายหรือเห็นดีเห็นงามไปกับการข่มขู่คุกคาม ต่างๆ ที่ฝ่ายขวากำลังกระทำอยู่กับคนกลุ่มนี้
หมายเหตุ: จากบทความเดิมชื่อ ท่าทีประชาสังคมไทยต่อการเสนอขอแก้ไขมาตรา 112
คอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ปีที่ 2 ฉบับที่ 73
จากสมยศถึงลูก: เธอคือดอกไม้งามเปี่ยมความหวัง เธอคือพลังสร้างสรรค์สังคมใหม่
ที่มา ประชาไท
สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ปณิธาน นั่งอดอาหารประท้วง ที่หน้าศาลอาญา
เมื่อวันที่ 11 ก.พ.55
ถึง น้องไท ลูกรัก
เธอคือดอกไม้งามเปี่ยมความหวัง
เธอคือพลังสร้างสรรค์สังคมใหม่
เธอคือมณีแก้วแพรวสดใส
เธอคือไทมรรคาที่ปรากฏ
กล้าต้านเผด็จการอันเคี้ยวคด
กล้ากบถต่อกฎเกณฑ์อันเลวร้าย
กล้าแกร่งด้วยศรัทธาที่ท้าทาย
กล้าสู้ด้วยหมายรักหักหาญกล้า
ก้าวเกิดขบวนการอหิงสา
ก้าวนำพามวลชนพ้นทางตัน
ก้าวไปให้ถึงฝั่งแห่งความฝัน
ก้าวไปให้ถึงวันฝันเป็นจริง
13 กุมภาพันธ์ 2555
ศาลจังหวัดสงขลา
หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 55 ระหว่างการสืบพยานที่ศาลจังหวัดสงขลา สมยศ พฤกษาเกษมสุข เขียนบทกวีถึงปณิธาน หรือ ไท บุตรชายซึ่งอยู่ระหว่างอดอาหารประท้วง 112 ชั่วโมงที่หน้าศาลอาญา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสมยศ ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำกว่า 10 เดือน เนื่องจากศาลไม่ให้ประกันตัว
ทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานแห่งความรักหรือความหลง
ที่มา ประชาไท
โสภณ พรโชคชัย
เนื่องในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ผมจึงขออนุญาตเขียนถึงทัชมาฮาล ที่ว่ากันว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันแสนโรแมนติก แต่ผมว่านี่คืออนุสรณ์สถานแห่งความหลง ที่สร้างความอัปยศให้กับประชาชน และสร้างความเสียหายบักโกรกให้กับประเทศชาติในอดีต
ท่านที่เคยเดินทางไปเที่ยว ประชุม สัมมนา หรือค้าขายที่อินเดีย คงต้องมีหรือหาโอกาสแวะไปทัชมาฮาลที่ว่ากันว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรัก และถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือนนับล้าน ๆ คน แง่มุมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ก็คือ การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์นี้คุ้มค่าหรือไม่
ทัชมาฮาลตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยะมุนา นครอาครา รัฐอุตตระประเทศ ประเทศอินเดีย สร้างขึ้นโดยชาห์ญะฮาน กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมกุลในปี พ.ศ.2196 หรือ 359 ปีมาแล้ว (นับถึงปี 2555) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักแก่มเหสีมุมตัส มาฮาล ซึ่งสิ้นพระชนม์ไป โดยพระนางมีพระราชโอรสธิดาถึง 14 พระองค์ ทัชมาฮาลใช้เวลาสร้างถึง 22 ปี ใช้แรงงานคนกว่า 20,000 คน และประดับด้วยอัญมณี (ที่ไถหรือซื้อ) จากแหล่งต่าง ๆ ในประเทศอินเดียและเพื่อนบ้าน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526
สิ่งก่อสร้างนี้ออกแบบโดยอุสตาด ไอซา ซึ่งถูกประหารชีวิตหลังจากสร้างเสร็จเพราะชาห์ญะฮานไม่ต้องการให้สถาปนิกนี้ มีโอกาสไปออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยกว่านี้ อาคารหลักมีขนาดกว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร บริเวณอาคารหลักได้รับการยกสูงจากริมฝั่งแม่น้ำประมาณ 50 เมตร นอกจากนี้ยังมีอาคารทางเข้าและอาคารโดยรอบอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีพื้นที่รวม 42 เอเคอร์หรือประมาณ 106 ไร่
อย่างไรก็ตามภายหลังการก่อสร้างทัชมาฮาลไม่นาน ชาห์ญะฮานก็กลับคิดการใหญ่อีก คิดจะสร้างอาคารอีกหลังหนึ่งสำหรับพระองค์เอง โดยใช้หินสีดำ ให้ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำยะมุนา ตรงข้ามกับทัชมาฮาล เพื่อให้อยู่คู่กัน แต่การนี้คงต้องใช้เงินอีกมหาศาล ดังนั้นออรังเซบ พระราชบุตรของพระองค์เอง จึงทำรัฐประหารเพราะลำพังการก่อสร้างทัชมาฮาลก็ทำให้เศรษฐกิจย่อยยับ “ทรราช” ชาห์ญะฮานจึงถูกขังไว้ ณ ป้องอาครา จนสวรรคตในอีก 8 ปีต่อมา (พ.ศ.2209) ในวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ พระองค์จ้องมองเศษกระจกที่ใช้สะท้อนภาพของทัชมาอาล และสวรรคตในขณะที่มือยังถือเศษกระจกดังกล่าวอยู่ ออรังเซบจึงฝังพระศพของพระราชบิดาเคียงข้างมุมตัส มาฮาล
สำหรับต้นทุนค่าก่อสร้างเมื่อคำนวณเป็นเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา เป็นเงินประมาณ 500 ล้านเหรียญในปี พ.ศ.2548 หรือประมาณ 615 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ ปี 2555 ซึ่งคิดเป็นเงินไทยประมาณ 19,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบางแหล่งอาจประมาณการไว้สูงกว่านี้ การนำเงินคงคลังไปใช้มากมายพร้อมกับการเกณฑ์ผู้คนมาใช้แรงงานเป็นจำนวนนับ หมื่นเพื่อมเหสีที่สิ้นพระชนม์ไปเช่นนี้ อาจถือเป็นการโกงประชาชน และทำร้ายประเทศชาติเพื่อสนองความต้องการของตนเองในฐานะ “ทรราช” ในทางหนึ่ง
สำหรับค่าที่ดิน 106 ไร่นั้น จากการสำรวจเบื้องต้นของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) พบว่าที่ดินในย่านนอกเมืองตกไร่ละ 7 ล้านบาท ส่วนในเมืองที่ดินที่สามารถใช้สร้างโรงแรมใกล้ทัชมาฮาล ตกไร่ละ 48 ล้านบาท หากไม่มีทัชมาฮาล และสมมติให้ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินในเมืองทั่วไปที่ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว ราคาคงจะตกเป็นเงินไร่ละ 40 ล้านบาท ดังนั้นที่ดินทัชมาฮาลนี้จึงน่าจะเป็นเงินประมาณ 4,240 ล้านบาท และเมื่อรวมกับค่าก่อสร้าง 19,000 ล้านบาทแล้ว จึงเป็นเงินต้นทุนค่าก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 23,240 ล้านบาท ซึ่งหากนำเงินจำนวนนี้มาสร้างทางด่วนขนาด 4 ช่องจราจร เช่น ทาวด่วนดาวคะนอง จะสามารถสร้างได้เป็นระยะทางประมาณ 43 กิโลเมตร (ตารางเมตรละ 32,000 บาท) ซึ่งเป็นคุณูปการกว่าทัชมาฮาลมาก
คราวนี้มาพิจารณาถึงรายได้จากการเข้าชมทัชมาฮาลนั้น ในกรณีชาวอินเดียเก็บเป็นเงิน 20 รูปีต่อหัว ชาวต่างประเทศทั่วไปเก็บเป็นเงิน 750 รูปีต่อหัว ส่วนชาวเอเชียใต้อื่นเก็บเป็นเงิน 510 รูปีต่อหัว ส่วนเด็กต่ำกว่า 15 ปีไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีค่าเข้าชมในช่วงกลางคืนซึ่งเก็บในอัตราใกล้เคียงกันอีกด้วย แต่ในแต่ละเดือนจะเปิดช่วงกลางคืนอยู่ไม่กี่วันเท่านั้น (ช่วงคืนเดือนเพ็ญ) โดยในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2-4 ล้านคน โดยเป็นชาวต่างประเทศ 200,000 คน
ในที่นี้สมมติให้เก็บค่าเข้าชมแก่ชาวต่างประเทศเฉลี่ย 700 รูปี และชาวอินเดีย 20 รูปีต่อหัว โดยในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียประมาณ 3 ล้านคน เป็นชาวต่างประเทศ 200,000 คน ก็จะสามารถเก็บเงินได้ ประมาณ 200 ล้านรูปีต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทย 120.54 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่าย 30% โดยประมาณแล้ว ก็จะเป็นเงินได้สุทธิ 84.4 ล้านบาท หากแปลงรายได้เป็นมูลค่าด้วยอัตราผลตอบแทนที่ 5% เพราะแทบไม่ต้องลงทุนอะไรในขณะนี้ (ยกเว้นการซ่อมแซมและการบำรุงรักษา) ก็จะเป็นเงิน 1,688 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนค่าก่อสร้างที่ประเมินไว้ 23,240 ล้านบาทเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการดำรงอยู่ของทัชมาฮาล ก็ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายเท่าตัว โดยในที่นี้หากสมมติให้มีผลกระทบอีก 4-6 เท่าตัว ก็ยังเป็นเงินน้อยกว่าต้นทุนค่าก่อสร้างที่ประเมินได้อยู่ดี
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การก่อสร้างทัชมาฮาลในเบื้องแรกโดยผู้ปกครองในอดีต เจ๊งตั้งแต่วันแรกที่คิดสร้างแล้ว ส่งผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจ ฐานะของประชาชน และการคลังของประเทศชาติอย่างรุนแรง จนต้องถูกรัฐประหารไปในที่สุด และในปัจจุบัน แม้จะมีผู้คนจากทั่วโลกไปท่องเที่ยว ก็ไม่อาจเกิดความคุ้มทุนจากการท่องเที่ยวแต่อย่างใด
โดยสรุปแล้ว ในแง่หนึ่ง ทัชมาฮาลจึงอาจเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันงดงามมั่นคง แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นอนุสรณ์สถานของการขูดรีดแรงงานประชาชนและทรัพยากรของ ชาติและเพื่อนบ้าน หากไม่มีความปรารถนาอันแรงกล้า (บ้า/หลง) และการมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ในการบังคับเอา ก็คงไม่สามารถเสกสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเช่นนี้ให้ชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ ในศักยภาพของมนุษย์ได้
พนง.สอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด แจง อนุกสม. กรณีไอแพดร้องทุกข์กล่าวโทษนักปรัชญาชายขอบด้วยม. 112
ที่มา ประชาไท
สารวัตรเจ้าของคดีฟ้องนักปรัชญาชายขอบ รับสถิติรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยมาตรา 112 สูงกว่าพื้นที่อื่น ระบุ ตำรวจต้องทำตามหน้าที่ หากไม่รับคำร้องทุกข์ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ชี้ผู้ถูกร้องโดยไม่มีมูลและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสืบสวนต่อแล้ว สามารถฟ้องกลับได้ฐานแจ้งความเท็จ
วันนี้ (13 ก.พ.55) อนุกรรมการสิทธิด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เชิญ พ.ต.ท.สุคิด เพ็ชรโยธา พนักงานสอบสวน สบ.3 เจ้าของคดี ที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ หรือนามปากกา "I Pad" ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ หรือนามปากกา นักปรัชญาชายขอบ
โดย พ.ต.ท.สุคิดให้ข้อมูลพื้นฐานว่าเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2553 นายวิพุธ สุขประเสริฐซึ่งมีภูมิลำเนาเขตอำเภอเมืองร้อยเอ็ด มาร้องทุกข์กล่าวโทษ ว่ามีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 โดยมาร้องทุกข์กล่าวโทษเว็บไซต์ประชาไท จากบทความเรื่อง 'จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่าง ไร?' ซึ่งเขียนโดยนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โดยร้องทุกข์กล่าวโทษในส่วนของผู้ที่โพสต์เข้ามาแสดงความคิดเห็น ได้แก่ ผู้ใช้นามแฝงว่า นักปรัชญาชายขอบ ผู้เขียนบทความคือนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และผู้แสดงความเห็นท้ายบทความอีก 3 ราย รวมทั้งสิ้น 5 ราย
ต่อมา สภ.เมืองร้อยเอ็ดก็ตั้งคณะสอบสวน มีการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง เลขไอพีแอดเดรส มาตรวจสอบที่กองบังคับการสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กระทรวงไอซีที จนกระทั่งทราบว่ามีใครบ้าง จากนั้นมีการประชุมโดยที่ต้องขอความเห็นชอบออกหมายจับจากผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค ที่ประชุมมีมติว่าให้ดำเนินคดีกับสุรพศ ทวีศักดิ์ ซึ่งใช้นามแฝงว่านักปรัชญาชายขอบ และอีกรายหนึ่งซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม เพราะอยู่ระหว่างการดำเนินคดี
จากนั้นมีการเสนอมติในการแจ้งข้อกล่าวหาไปยังตร.ภูธรภาค 4 และเข้าที่ประชุมของคณะพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ให้สอบพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ปลัดจังหวัดฝ่ายท้องถิ่น นายกเทศมนตรี และนายก อบจ. รวมถึงนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ประกอบ จากการสอบสวนพยานหลักฐานต่างๆ ตร.ภูธรภาค 4 ก็มีมติเห็นชอบให้มีการอนุมัติ คือให้ออกหมายเรียกก่อน ถ้าออกหมายเรียกแล้วไม่มา ก็ให้ออกหมายจับ ซึ่งนายสุรพศก็ขอเลื่อนรายงานตัวมาเป็นวันที่ 17 ก.พ.
จากการร้องทุกข์กล่าวโทษคราวเดียวกัน ไอแพดร้องมา 5 คน แต่จากการสอบสวน เข้าข่ายว่าอาจเป็นความผิด 2 คน โดยอีกรายหนึ่งก็ถูกหมายเรียกเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าว โทษด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ความเห็นของพนักงานสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด พนักงานสอบสวนต้องส่งไปให้ ตร.ภูธรภาค และ ตร.ส่วนกลางพิจารณาตามลำดับ แม้ สภ.เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็ต้องส่งให้พิจารณาเช่นกัน
พ.ต.ท.สุคิดให้ความเห็นกรณีที่มีการฟ้องร้องที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ดเป็นจำนวนมากว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกคดี หากไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจึงเป็นผู้ใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในชั้นสืบสวนสอบสวน หากเห็นว่ากรณีใดไม่เข้าลักษณะความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 เลย และได้รับความเห็นจาก ตร.ภาคและตร.ส่วนกลางแล้ว ก็จะไม่ดำเนินการต่อ จากการณีของนายวิพุธที่ร้องบุคคลจำนวน 5 รายในการร้องทุกข์คราวเดียวกับสุรพศ แต่ตำรวจสอบแล้วมีมูลเพียง 2 ราย
พ.ต.ท.สุคิดระบุว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกกรณี แต่หากกรณีใดไม่เป็นข้อเท็จจริง และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสืบสวนและสั่งฟ้องแล้ว ผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่มีมูลก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกลับได้ในฐานะ แจ้งความเท็จ
ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ ได้สอบถามกรณีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษที่สภ.เมืองร้อยเอ็ดจำนวนมากกว่า ปกติ พ.ต.ท.สุคิดรับว่าจากปี 2553 เป็นต้นมา มีการร้องทุกข์มากจริงและมีสถิติสูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ด้วยกัน

