WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 18, 2012

ผ่าทางตันวิกฤต112ให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพทำประชาพิจารณ์ แล้วลงประชามติตัดสินควรแก้หรือไม่?

ที่มา Thai E-News

หมายเหตุไทยอีนิวส์:กลุ่ม พลังประชาธิปไตยไทยในออสเตรเลีย-Thai Red Australia ยื่นจดหมายต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เสนอผ่าทางตันวิกฤต112 ให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดเวทีประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวางรอบด้าน แล้วให้ประชาชนไทยทั้งประเทศลงประชามติว่าจะให้แก้ไขหรือไม่ กับให้ดำเนินคดีต่อผู้นำเรื่องนี้ไปยั่วยุให้ล้มล้างรัฐบาลนอกวิถีทางรัฐ ธรรมนูญ

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ทำเนียบรัฐบาล
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กทม.10330
ประเทศไทย
โทรสาร +66-2288-4016

13 กุมภาพันธ์ 2555
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในฐานะ Thai Red Australia เป็นองค์กรของกลุ่มคนไทยในออสเตรเลีย ที่สนับสนุนและร่วมต่อสู้กับพี่น้องคนไทยทุกหมู่เหล่าในและนอกประเทศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยของอารยะประเทศอื่นๆในโลกด้วยวิธีสันติ ใคร่ถือโอกาสนี้ชี้แจงมายังท่าน

ด้วยขณะนี้ปรากฎชัดว่า มีสื่อมวลชนหลายแขนง กลุ่มบุคคล คณะบุคคล บุคคล เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ บุคคลในคราบนักการเมืองที่เสียอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ ร่วมกันเป็นขบวนการสร้างกระแสบิดเบือนข้อเท็จจริง นำเอาสถานการณ์จากความเจตนาบริสุทธิ์ของกลุ่มคณาจารย์ในนาม "นิติราษฎร์" ที่นำเสนอแนวทาง ข้อคิดเห็นทางวิชาการและกฎหมาย (ตามรายละเอียดที่ทราบดีทั่วกันแล้วในสื่อสาธารณะ) เพื่อให้สาธารณะชนทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ บนพื้นฐานแห่งเหตุและผล เพื่อจะนำข้อสรุปไปสู่การแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริงและถาวร มาเป็นประเด็นใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาด้วยความเป็นเท็จ

โดยหวังปลุกปั่นยั่วยุประชาชนให้หลงเชื่อ เกิดความโกรธแค้นเกลียดชัง อาฆาตและประทุษร้าย เพื่อจะขยายความขัดแย้งนั้น ไปสู่ความรุนแรงและความไม่สงบในประเทศ ทั้งจะเป็นช่องทางให้ทหารนำเป็นข้ออ้างถึงความชอบธรรม ใช้กำลังออกมาเข่นฆ่าประชาชนเช่นกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 อีก

ซึ่งทั้งนี้ สื่อสัญญาณที่สื่อเครือข่ายของกลุ่มต้องการอำนาจนอกระบบ นำเผยแพร่ประโคมข่าวประกอบความคิดเห็นเชิงสนับสนุน ก็เพื่อจะเป็นหนทางบรรลุจุดประสงค์สูงสุด คือการต้องการล้มล้างรัฐบาลปัจจุบันและการกลับคืนของอำนาจนอกระบบ

ดังนั้นด้วยความรักและปรารถนาดีต่อประเทศและรัฐบาล และเพื่อการสนับสนุนความถูกต้องของแนวคิดคณะนิติราษฏร์ ที่ต้องการให้ประเทศไทยดำเนินไปตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยแท้จริง และยึดมั่นในระบบนิติรัฐ นิติธรรม Thai Red Australia ขอเรียกร้องให้ท่าน ในฐานะผู้นำประเทศและรัฐบาล โปรดพิจารณารีบดำเนินการก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายและถูกลากจุงเข้าสู่เส้น ทางที่สายเกินแก้ ด้วยข้อเสนอดังนี้คือ

1. ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย พิจารณาสั่งการหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ นำบุคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดต่อข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และการยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ยุยงให้เกิดการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา ทั้งที่แสดงออกทางการเขียน การพูดและการกระทำ เข้าสู่กระบวนทางกฎหมายและการยุติธรรม โดยทันทีและทุกคนไม่มีการยกเว้น

2. เพื่อยกระดับความรู้ประชาชนให้รู้ถึงปัญหาและข้อเท็จจริงแท้จริงและเพื่อ ป้องกันมิให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ ให้รัฐบาลหรือรัฐบาลสนับสนุนภาคประชาชนเปิดเวทีกลางสาธารณะ โดยรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสแสดงเหตุและผล ข้อเท็จจริง ข้อมูลเชิงกฎหมายและประวัติศาสตร์ ต่อสาธารณะชนโดยตรง ซึ่งทั้งหมดนั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และการเคารพ การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างบนความสงบและสันติ

3. กรณีเมื่อมีการเสนอขอแก้ไขกฎหมายอาญา (กฎหมายหมิ่น) มาตรา 112 รัฐบาลสมควรต้องพิจารณาดำเนินการให้มีการลงประชามติ เพื่อรับฟังความต้องการจากเสียงประชาชนส่วนใหญ่

สุดท้ายนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะพร้อมทำหน้าที่ นำความจริงมาสร้างเกราะคุ้มกันให้ประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่กลัวต่อความไม่ถูกต้องและความ อยุติธรรม

ขอแสดงความนับถือ

พลังประชาธิปไตยไทยในออสเตรเลีย
Thai Red Australia

ALRC: การคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อเสรีภาพทางการเมืองในประเทศไทย

ที่มา Thai E-News

18 กุมภาพันธ์ 2555
ที่มา Political Prisoners in Thailand


คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
สมัยประชุมที่ 19 วาระที่ 4 การอภิปรายทั่วไป


แถลงการณ์ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีสถานะที่ปรึกษา (general consultative status)


ประเทศไทย: การคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อเสรีภาพทางการเมืองในประเทศไทย

1. ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre: ALRC) ต้องการรายงานให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้รับทราบถึงการคุกคามที่เพิ่มขึ้นและเข้มงวดของรัฐในหลายด้านต่อเสรีภาพ ทางการเมืองในประเทศไทย การคุกคามดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเฉพาะต่อผู้แสดงความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งผู้ที่แสดงความกังวลต่อการคุกคามเหล่านี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักวิชาการและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูป มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไทย ที่เอาผิดทางอาญาต่อการพูดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกเขาได้ตกเป็นเป้าการคุกคามในทางอ้อมของเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่ทหาร ระดับสูงในประเทศไทย และยังมีการข่มขู่เอาชีวิตจากกลุ่มที่ใช้อำนาจแบบศาลเตี้ยนอกเหนือจากรัฐ แม้ว่าหน่วยงานของรัฐและทหารจะไม่คุกคามชีวิตของนักวิชาการและนักปกป้อง สิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายโดยตรง แต่การที่รัฐไม่เข้ามาแทรกแซงลงโทษผู้ที่ทำการข่มขู่เช่นนั้น ประกอบกับบรรยากาศการเมืองที่อ่อนไหวในประเทศไทย เป็นสาเหตุให้เกิดข้อกังวลที่จริงจัง

2. แทนที่จะใช้กฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป กฎหมายไทยมีบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อปกป้องสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ระบุว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้” มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษสำหรับการละเมิดดังกล่าวไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมักมีการนำมาใช้ควบคู่กับ มาตรา 112 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ต่อความผิดหนึ่งกระทง กรณีที่ศาลตัดสินว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลทางอิเลคทรอนิกส์ หรือการครอบครองข้อมูลสนเทศที่ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยตามกฎหมายแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ

3. แม้ว่า มาตรา 112 จะได้รับการกำหนดเป็นตัวบทกฎหมาย ตั้งแต่การชำระประมวลกฎหมายอาญาไทยครั้งใหญ่ เมื่อปี 2500 แต่ในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากสถิติของสำนักงานศาลยุติธรรม มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการฟ้องร้องคดีดังกล่าวในช่วงห้าปีที่ผ่านมา โดยในปี 2548 มีการแจ้งข้อหาดังกล่าวจำนวน 30 ครั้ง ปี 2549 จำนวน 30 ครั้ง ปี 2550 จำนวน 126 ครั้ง ปี 2551 จำนวน 77 ครั้ง ปี 2552 จำนวน 164 ครั้ง และในปี 2553 จำนวน 478 ครั้ง การขาดการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เป็นเหตุให้ไม่สามารถตรวจทราบความคืบหน้าของการฟ้องร้องคดีดังกล่าว บุคคลทั่วไปสามารถแจ้งความต่อบุคคลอื่นในข้อหาละเมิด มาตรา 112 ได้ และตำรวจมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวน และใช้ดุลพินิจว่าควรมีการเสนอฟ้องคดีต่อพนักงานอัยการหรือไม่ จากนั้นพนักงานอัยการจะใช้ดุลพินิจว่าจะฟ้องคดีต่อศาลอาญาหรือไม่ ความคลุมเครือของมาตรา 112 เป็นเหตุให้มีการใช้ขั้นตอนปฏิบัติดังกล่าวไปในทางมิชอบได้ง่าย นาย Frank La Rue ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิที่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก (UN Special Rapporteur on the Right to Freedom of Opinion and Expression) รวมทั้งรัฐบาลประเทศสเปน สวิตเซอร์แลนด์ สโลวีเนีย แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส นอร์เวย์ และนิวซีแลนด์ ได้แสดงความกังวลหลายครั้งเกี่ยวกับมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในระหว่างการประชุมเพื่อทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review) ของประเทศไทยเมื่อปี 2554

4. คำตัดสินลงโทษในหลายคดีเมื่อเร็ว ๆ นี้ สะท้อนถึงความรุนแรงของบทลงโทษที่กระทำได้ตาม มาตรา 112 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ก. วันที่ 15 มีนาคม 2554 นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ได้ถูกลงโทษจำคุก 13 ปี ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 สำหรับความผิดฐานเผยแพร่ข้อความต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ทางอินเตอร์เน็ต และฐานที่ไม่ลบข้อความต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์จากเว็บไซต์ที่เขาดูแลโดย เร็วเพียงพอ เขาให้ข้อมูลว่า ได้ถูกตำรวจบังคับให้สารภาพ

ข. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 นายอําพล ตั้งนพกุล ได้ถูกลงโทษจำคุก 20 ปี ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ ที่มีเนื้อหาต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ 4 ครั้ง

ค. วันที่ 8 ธันวาคม 2554 นาย Joe Gordon ได้ถูกลงโทษจำคุก 2.5 ปี ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในข้อหาใส่ลิ้งค์ไปที่เว็บไซต์ซึ่งมีบทแปลของหนังสือที่จัดพิมพ์โดยสำนัก พิมพ์มหาวิทยาลัยเยล (Yale University Press) เมื่อปี 2550 โดยเป็นเว็บไซต์ซึ่งเขาเป็นผู้ดูแลระหว่างพำนักอยู่ที่รัฐโคโลราโด ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทย

ง. วันที่ 15 ธันวาคม 2554 คำพิพากษาคดี น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ที่ถูกเพิกถอน เมื่อปี 2552 ได้ถูกพิพากษาใหม่ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งว่า การไต่สวนคดีแบบลับในกรณีนี้ ไม่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานจำเลย โดยในคำพิพากษาใหม่ได้มีการลดโทษจำคุกจาก 18 ปี เหลือ 15 ปี สำหรับความผิดสามกระทงที่มีตามมาตรา 112 โดยเป็นผลมาจากการพูดรณรงค์ในที่สาธารณะเป็นเวลา 55 นาที เมื่อเดือนกรกฎาคม 2552

5. สืบเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อเดือนมกราคม 2555 คณะนิติราษฎร์ (ซึ่งหมายถึงกฎหมายสำหรับประชาชน ตามภาษาไทย) ซึ่งเป็นกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์เจ็ดคนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ดร.ธีระ สุธีวรางกูร ดร.สาวิตรี สุขศรี ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล และอาจารย์ปูนเทพ ศิรินุพงศ์) และคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ครก.) ซึ่งเป็นกลุ่มปัญญาชน นักกิจกรรมสื่อสารมวลชน นักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน และอื่น ๆ ได้จัดรณรงค์อย่างเปิดเผยเพื่อเรียกร้องให้แก้ไข มาตรา 112 คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำร่างแก้ไข มาตรา 112 โดยยังคงรักษาสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบบรัฐไทยแบบปัจจุบัน แต่มีเนื้อหาที่มุ่งลดโอกาสที่จะนำกฎหมายไปใช้อย่างมิชอบในลักษณะที่รุนแรง ข้อเสนอเพื่อแก้ไขกฎหมายจะทำให้บทลงโทษต่อความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นสัดส่วนเหมาะสม มีการเสนอให้เฉพาะสำนักราชเลขาธิการเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ แทนที่จะปล่อยให้คนใดก็ได้สามารถแจ้งความ มีการแยกแยะระหว่างคำวิจารณ์อย่างสุจริตและเป็นจริงออกจากการกล่าวอาฆาตมาด ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีการจำแนกความผิดตาม มาตรา 112 โดยให้ถือเป็นการหมิ่นพระเกียรติแทนที่จะเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในกรณีที่มีผู้เข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายครบ 10,000 ชื่อ จะมีผลให้รัฐสภาต้องนำร่างกฎหมายนั้นไปพิจารณา ซึ่งตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2555 คณะนิติราษฎร์ และ ครก.ได้เริ่มรณรงค์รวบรวมรายชื่อทั่วประเทศ

6. ผลจากการรณรงค์ครั้งนี้ เป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วนของรัฐบาลและกองทัพ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้ง ได้ประกาศหลายครั้งว่า จะไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 นายเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยหลายคนแสดงจุดยืนว่า จะไม่รับพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมาย หากถูกเสนอเข้าสภา พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ผู้นำการรณรงค์ยุติการดำเนินงานเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกของ ชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวหาว่า สมาชิกคณะนิติราษฎร์ไม่ใช่คนไทย และเสนอว่าคนที่ต้องการให้แก้ไข มาตรา 112 ควรไปอยู่ต่างประเทศ และยังเตือนอย่างจริงจังว่า “เมื่อท่านรุนแรง ผมก็รุนแรงกับท่าน” พลเรือเอกสุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เสนอว่า การรณรงค์ครั้งนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประกาศต่อสาธารณะว่า จะมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดต่อการทำงานของคณะนิติราษฎร์ และผู้สนับสนุน และจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหากทำสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ การปฏิบัติต่อข้อเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายราวกับเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่ง ชาติ ทั้งยังกล่าวหาว่าผู้จัดทำร่างแก้ไขกฎหมายไม่ใช่คนไทย และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย ถือได้ว่า คำพูดของผู้นำในหลายภาคส่วนของกองทัพเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพทางการเมืองของ สมาชิกคณะนิติราษฎร์และผู้สนับสนุน

7. พร้อม ๆ กับการแสดงความเห็นและการคุกคามอย่างเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐต่อคณะนิติ ราษฎร์ ยังมีกลุ่มพลเมืองที่หลากหลาย ที่ได้คุกคามและข่มขู่แบบศาลเตี้ยต่อผู้รณรงค์เช่นกัน ในวันที่ 27 มกราคม 2555 กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ” ได้จัดประท้วงต่อต้านคณะนิติราษฎร์ ที่บริเวณหน้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเผาหุ่นของ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำของคณะนิติราษฎร์ และมีการถือป้ายเรียกร้องให้นำสมาชิกกลุ่มมาประหารชีวิต นับแต่เริ่มต้นการรณรงค์ คณะนิติราษฎร์ได้รับคำขู่คุกคามจากบุคคลที่ไม่เปิดเผยชื่อมากมาย รวมทั้งความเห็นที่ผู้เขียนในเว็บไซต์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีทั้งเสียงเรียกร้องให้ตัดหัวและเอาหัวไปเสียบประจานนอกประตูมหาวิทยาลัย และเสียงเรียกร้องให้นำพวกเขาและครอบครัวไปเผาทั้งเป็นที่นอกบ้าน แม้ว่า การถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนที่หลากหลาย จะช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยและการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน แต่การขู่ฆ่าเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการถกเถียงในลักษณะเช่นนั้น

8. การคุกคามทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่มาจากภายในและภายนอกของรัฐไทย ถือเป็นการคุกคามต่อสิทธิที่มีการรับรองตามกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี โดยเฉพาะข้อ 19 ที่ระบุว่า

“1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง
2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการตีพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ตนเลือก
3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค ๒ ของข้อนี้ ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษควบคู่ไปด้วย การใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่อง แต่ทั้งนี้ข้อจำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นต่อ

(ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น
(ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน”

การ กล่าวหาของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงว่า การกระทำของคณะนิติราษฎร์เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมและไม่มีเหตุผลสนับสนุน การอภิปรายข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมาย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามสิทธิทางพลเรือนและการเมืองเท่านั้น คำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง การไม่คำนึงถึงการคุกคามต่อคณะนิติราษฎร์ และการแสดงความเห็นในเชิงไม่สนับสนุนพวกเขา จึงถือเป็นความล้มเหลวในการคุ้มครองสิทธิที่บัญญัติไว้ใน ข้อ 19

9. ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชียจึงต้องการแจ้งให้คณะมนตรีทราบถึง ภัยคุกคามที่ชัดเจนที่มีต่อ คณะนิติราษฎร์ ในปัจจุบัน และยังส่งผลกระทบกลายเป็นวิกฤตของเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพแห่งการ แสดงออก ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชียเรียกร้องให้คณะมนตรี:

ก. กระตุ้นรัฐบาลไทย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ให้ยุติการคุกคามคณะนิติราษฎร์และพลเมืองคนอื่น ๆ ซึ่งใช้สิทธิทางพลเรือนและการเมืองของตน

ข. กระตุ้นรัฐบาลไทยให้แสดงความเห็นแย้งอย่างชัดเจนต่อการคุกคามทางกายและการ ขู่ฆ่าที่กระทำต่อคณะนิติราษฎร์และพลเมืองคนอื่น ๆ ซึ่งใช้สิทธิทางพลเรือนและการเมืองของตน

ค. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยอนุญาตและสนับสนุนการใช้เสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพ แห่งการแสดงออกอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ รวมทั้งกำหนดมาตรการที่เฉพาะเจาะจงเพื่อคุ้มครองสมาชิกคณะนิติราษฎร์และคน อื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าโจมตีเช่นกัน

10. โดยย้ำเตือนถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยที่มาจากผู้แทนประเทศ บราซิล แคนาดา ฝรั่งเศส ฮังการี อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สโลวีเนีย สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ในระหว่างการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review: UPR) ในส่วนที่เกี่ยวกับเสรีภาพแห่งการแสดงออก กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ/หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชียกระตุ้นรัฐบาลให้ยอมรับข้อเสนอแนะเหล่านี้ และให้แจ้งข้อมูลว่า มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการรับรองรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทย โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในสมัยประชุมที่ 19 และให้ส่งจดหมายเชิญผู้รายงานพิเศษว่าด้วยเสรีภาพแห่งการแสดงออกและการแสดง ความเห็นให้มาเยือนประเทศ

11. การที่รัฐบาลไทยยอมรับข้อเสนอแนะของนิวซีแลนด์ที่จะประกันให้มี “ผลในเชิงบวกด้านสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับเสรีภาพส่วนบุคคล รวมทั้งเสรีภาพแห่งการแสดงออกและเสรีภาพที่จะไม่ถูกลงโทษแบบแก้แค้นและนอก กระบวนการกฎหมาย” นับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงความถดถอยดังที่กล่าวถึงข้างต้น รัฐต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงยังได้แสดงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกระบวนการ UPR ก็ควรถูกกระตุ้นให้กดดันรัฐบาลไทยให้ยอมรับข้อเสนอแนะเหล่านี้ และประกันว่าจะมีการปฏิบัติตามโดยไม่ชักช้า

ดราม่า: ตอน "ธนบัตรล้มเจ้า!!"

ที่มา Thai E-News

ที่มา ดราม่า
16 กุมภาพันธ์ 2555


เรื่องมันมีอยู่ว่าในเฟซบุ๊คเมื่อวันสองวันมานี้ มีชาวเน็ทคนนึงชื่อ Bungky Kung มาตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับธนบัตรราคา 50 บาท รุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มใช้กันอยู่ในปัจจุบันว่ามันมีอะไรหายไปจากธนบัตรรุ่น นี้รึเปล่า? อี Bungky ก็ทำภาพเปรียบเทียบธนบัตรรุ่นปัจจุบันกับรุ่นก่อนๆ แล้วสรุปว่าสิ่งที่หายไปจากธนบัตรรุ่นนี้คือ กงจักรและตรีเพชร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงราชวงศ์จักรีนั่นเอง!!


อ่านต่อที่เว็บดราม่า - http://drama-addict.com/2012/02/16/%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2/

หมายเหตุไทยอีนิวส์ หากท่านผู้อ่านไปอ่านต่อจะทราบว่า เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากความเป็น "ไฮเปอร์รอยัลลิสซึ่ม - Hyper Royalism" หรือคำไทยคือ"กษัตริย์นิยมล้นเกิน" โดยเว็บ ศัพท์การเมืองไทยร่วมสมัย ได้ให้ความหมายว่า

ภาวะหรือปรากฏการณ์ทางสังคมที่แนวคิดกษัตริย์นิยมมีบทบาทสำคัญ ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างสูงยิ่งกว่าในยุคราชาธิปไตยและยุคสมบูรณาญา สิทธิราช โดยที่สถาบันกษัตริย์ได้รับการยกย่องเกินงามจนมีสถานะเหนือมนุษย์และกลาย เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อศรัทธามากกว่าเหตุผล มีการใช้กฎหมายและมาตรการทางสังคมเพื่อสอดส่องระดับความจงรักภักดีของ ประชาชนและทำร้ายผู้ที่เคารพนับถือต่ำกว่ามาตรฐาน และรัฐและภาคประชาสังคมร่วมผลิต ผลิตซ้ำ และควบคุมกันเอง ทั้งนี้ภาวะหรือปรากฏการณ์เช่นนี้เริ่มปรากฏตั้งแต่หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ดูมันทำ! สภาการหนังสือพิมพ์มุดหัวอยู่ไหนมิทราบ?

ที่มา Thai E-News


"เศรษฐา" รับนัดพบ "ปู" ที่โฟร์ซีซั่นส์จริง แต่ไปเป็นกลุ่ม พูดคุยเรื่องการเมือง-ศก. วอนทุกฝ่ายให้เกียรติท่านนายกฯ โดยเฉพาะเป็นสุภาพสตรี

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. นายเศรษฐา ทวีสิน ผู้บริหารแสนสิริกรุ๊ป ชี้แจงถึงกรณีตนเองตกเป็นข่าวว่าเป็นบุคคลที่เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ จนกลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ อีกทั้งยังตกเป็นเป้าในการตั้งกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา และเกิดเหตุสภาล่มตามมา

นายเศรษฐา ได้กล่าวยอมรับในระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดตัวพรีเซลโครงการแสนสิริ ณ ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนว่า ได้พบนายกรัฐมนตรีที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์จริง แต่เป็นการเข้าพบกันหลายคน เป็นกลุ่ม 6-7 คน ซึ่งได้มีการพูดคุยกันในหลายเรื่องหลายประเด็น ทั้งเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง เรื่องเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย การเงิน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า

"ผมอยากให้ทุกฝ่ายให้เกียรติท่านนายกฯ โดยเฉพาะเป็นสุภาพสตรีด้วย และเป็นนายกฯของประเทศไทย ส่วนเรื่องดังกล่าวก็เป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยให้ข่าวไปแล้ว" ผู้บริหารแสนสิริกรุ๊ป ชี้แจง



รายการ Divas Cafe ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555

3 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รายการสายล่อฟ้า พูดถึง กรณี ว.5 และยังเปิดประเด็น SMS ถามผู้ชมรายการว่า คิดว่านายกรัฐมนตรีไปทำอะไร ดีวา คาเฟ่ วันนี้เปิดมุมมอง 3 สาวดีวาต่อกรณีข้างต้น

สัมภาษณ์คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี

ที่มา Thai E-News



17 กุมภาพันธ์ 2555
โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล



คำชี้แจง : บทสัมภาษณ์ คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี (หรือที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่นว่า "ยายหนู" และ "หมอด") ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี นี้ ตีพิมพ์อยู่ใน หนังสืองานศพนางชูเชื้อ (วลี) สิงหเสนี (2549) ผู้สัมภาษณ์คือคุณสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ (ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่น "อิ๋ง") หรือ "อิ๋ง เค (Ink K)" ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ (คนกราบหมา, พลเมืองจูหลิน) และศิลปินนักวาดภาพ ผู้เป็นญาติกับครอบครัวคุณชิต ในการสัมภาษณ์และในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์จะใช้ชื่อเล่นของทั้งสามท่าน ("ยายหนู", "หมอด", "อิ๋ง") โดยตลอด ผมถ่ายทอดมาตามต้นฉบับ

การสัมภาษณ์ทำขึ้นในปี 2544 หรือราว 5 ปีก่อนการถึงแก่กรรมของคุณชูเชื้อ (22 สิงหาคม 2456 - 2 มกราคม 2549)

ตอนที่ 1 : ถูกจับ

ยายหนู : อิฉันชื่อ ชูเชื้อ สิงหเสนี

หมอด : ดิฉันชื่อ ผ่องพรรณ สิงหเสนี

อิ๋ง : อิ๋งรู้จักกับยายหนูมาตลอดชีวิต ใช่มั้ยคะ

ยายหนู : ตั้งแต่คุณอิ๋งยังไม่เกิดน่ะค่ะ

อิ๋ง : ขอถามกันตรงๆเลยนะคะ คือ อิ๋งบางที คิดว่ายายหนู คุณหมอด และทุกๆคน โดยเฉพาะยายหนู ทนได้ยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ยายหนู : ก็อยู่นี่น่ะ ก็เพื่อลูกน่ะค่ะ สงสารลูก [น้ำตาซึม] ไม่มีพ่อแล้วก็ลำบากใช่ไหมคะ

อิ๋ง : ก็เลยอยู่มาเพื่อลูก

ยายหนู : ค่ะ

อิ๋ง : วันแรกที่เรื่องเกิดขึ้น ยายหนูจำได้ไหมคะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ

ยายหนู : เขาก็มาเอาตัว จับคุณชิตไป ไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ยายหนูก็ไปเยี่ยมเขา เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร

อิ๋ง : ใครบอกว่าไม่มีอะไร

ยายหนู : คุณชิตบอกว่าไม่มีอะไร ยายหนูถามว่าเป็นไงมั่ง คุณชิตก็บอกว่า ไม่มีอะไร

อิ๋ง : ไม่ได้เล่าว่าเรื่องอะไร

ยายหนู : ไม่ได้เล่าค่ะ เล่าไม่ได้

อิ๋ง : จับไปกลาโหมหรือคะ ตอนแรก

ยายหนู : ค่ะ ตอนแรก

อิ๋ง : ตอนแรกที่เกิดเรื่องขึ้น

ยายหนู : เรื่องเกิดขึ้นไปแล้วน่ะค่ะ

หมอด : ปีกว่าล่ะมัง หลังจากที่เสด็จสวรรคตน่ะค่ะ อยู่ตั้งปี 2490 ล่ะมังถึงได้ถูกจับ

อิ๋ง : แล้วยังไงถึงได้จู่ๆมาจับ

ยายหนู : เขาบอกว่า อะไรนะ คุณชิตเป็นมหาดเล็กอยู่ห้องบรรทม ต้องรู้เห็น

อิ๋ง : คุณชิตเคยเล่าให้ฟังบ้างไหมคะ ว่าวันนั้นเป็นอย่างไร

ยายหนู : เล่าแต่ว่า ออกมาข้างนอกน่ะค่ะ เจ้าคุณอนุรักษ์ฯ (พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร) ให้ไปทำหีบเหรียญตรา ที่จะเสด็จฯเมืองนอก หีบจะใส่เหรียญตราน่ะค่ะ จะเอาไปเมืองนอกด้วย คุณบุศย์บอกว่ายังไม่บรรทมตื่น ก็คอยอยู่ จนได้ยินเสียงปืน ฟังว่าเสียงมาจากทางไหน จนแน่ใจว่าเสียงมาจากห้องบรรทม ก็วิ่งเข้าไป พอเห็นเลือด ก็วิ่งไปทูลพระราชชนนี

อิ๋ง : คุณชิตบอกหรือเปล่าว่า เห็นใครมาหรือเปล่า

ยายหนู : ไม่เห็นค่ะ เขาบอกว่าถ้าเขาเห็น เขาก็ฆ่ามันตายแล้ว

อิ๋ง : นั่นน่ะสิคะ สำหรับอิ๋ง ที่น่าสะเทือนใจที่สุด ก็ตรงที่ว่า เราก็ทราบ อย่างยายหนู นี่นะคะ หรือถึงอิ๋งไม่เคยเจอคุณชิต ยังเกิดไม่ทัน คนที่จงรักภักดีมากขนาดที่ว่า ถ้าเห็นใครทำร้ายท่าน ก็จะฆ่าตายยังงี้ มาโดนกล่าวหาอย่างนี้ ตอนนั้นคุณชิตรู้สึกยังไง เคยเล่าให้ฟังบ้างไหมคะ

ยายหนู : ไม่เล่าหรอกค่ะ

อิ๋ง : แกไม่พูดเลยหรือคะ

ยายหนู : ไม่พูดหรอกค่ะ

หมอด : ก็มันตั้งนาน ถึงได้มากล่าวหา มีคดีเรื่องขึ้นมาฟ้องร้อง ตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ ทางการเขาก็คิดว่า เป็นอุบัติเหตุ ก็ไม่มีอะไร มาภายหลัง ถึงได้มามีเรื่องมีราว ไม่ทราบว่าจะเป็น.... มีการกล่าวหากัน และก็หาว่าพ่อมีส่วนสมรู้ร่วมคิดด้วย ถึงได้มาจับพ่อ หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นปีหนึ่งแล้ว

ยายหนู : แล้วจับไปโรงพักด้วยค่ะ จับยายหนู

อิ๋ง : จับยายหนูด้วยหรือคะ ทำไมล่ะ

ยายหนู : กับ "ใหม่" [หมายถึง ลักษณา สิงหเสนี ลูกคนสุดท้องของคุณชิต กับคุณชูเชื้อ - สมศักดิ์] ใหม่ยังกินนมอยู่

อิ๋ง : โถ ใหม่นี่คนที่เท่าไหร่นะคะ

ยายหนู : คนที่เจ็ดค่ะ

อิ๋ง : แล้วยายหนูไปด้วยหรือคะ

ยายหนู : เปล่าค่ะ เขาจับคุณชิตไปแล้ว แล้วเขามาจับยายหนู กับใหม่ ไปโรงพัก

อิ๋ง : โรงพักไหนคะ

ยายหนู : โรงพักไหน ยายหนูก็จำไม่ได้

อิ๋ง : แล้วเขาทำยังไง

ยายหนู : เขาถามว่า คุณชิตเห็นใครไหม อะไรยังงี้น่ะค่ะ

อิ๋ง : แล้วเห็นไหมคะ

ยายหนู : ก็บอกว่า ไม่เห็น ถ้าเห็นล่ะแกฆ่าตายหมด

อิ๋ง : แล้วยังไง แล้วจับยายหนูขังด้วยหรือคะ

ยายหนู : ไม่ขังหรอกค่ะ จับอยู่ตั้งแต่เช้าจนเย็น ถึงได้ปล่อย

อิ๋ง : ก็ลำบาก.... แล้วลูกคนอื่นตอนนั้นอยู่ไหนคะ

ยายหนู : ก็ลำบาก ฝากคุณย่า

อิ๋ง : ตอนนั้น คุณชิตโดนขังแล้วหรือคะ

ยายหนู : จับขังแล้ว

อิ๋ง : พอจับก็ขังเลยหรือคะ

ยายหนู : ก็ไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ก็ขังอยู่ในห้องน่ะค่ะ แล้วเราก็ไปเยี่ยม

อิ๋ง : ยายหนูรู้เมื่อไหร่คะ ว่าเป็นข้อหาอะไร เรื่องอะไร

ยายหนู : ทราบตอน เมื่อเขามีเรื่องมีราวแล้วน่ะค่ะ เขาจับไปฝากขังศาล

อิ๋ง : ตอนแรก ไม่รู้เลยหรือคะว่า ถูกจับไปทำไม

ยายหนู : ไม่รู้หรอกค่ะ

อิ๋ง : เพราะแกไม่ได้บอก

ยายหนู : ก็เขาไม่ได้บอกนี่คะ

อิ๋ง : คุณชิตไม่บอก หรือว่า....

ยายหนู : คุณชิตไม่รู้เรื่องว่า เขาจะมาจับ.... มีแต่พวกตำรวจแหละค่ะมาหา ที่บอกให้หนีเถิด เดี๋ยวเขาจะมาจับนะ แกบอกว่าหนีทำไม ไม่หนีหรอก

อิ๋ง : มีทหาร กับตำรวจมาบอกให้ไปหรือคะ

ยายหนู : บอกให้หนีไปเถิด เดี๋ยวเขาจะมาจับ "จับอะไร หนีทำไม ฉันไม่หนีหรอก"

อิ๋ง : พอยายหนูทราบว่าเป็นเรื่องอะไรแล้ว ยายหนูเป็นยังไง รู้ว่าเป็นข้อหาอะไร

ยายหนู : ก็ใจไม่ดี ก็ถามเขาว่า เขาไปจับปืนเปินอะไรหรือเปล่า เขาบอก เขาไม่ได้จับนี่ จะต้องไปกลัวอะไร มันตกอยู่แล้วเขาก็กลัวพระชนนีจะคว้า เขาก็เลยเอาผ้า [ห่อ] เอาไปใส่ในลิ้นชักไว้

อิ๋ง : แล้วคุณหมอดล่ะคะ คุณหมอดคนโตนี่ ใช่ไหมคะ

หมอด : คนที่สองค่ะ

อิ๋ง : ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

หมอด : ตอนนั้น สักเจ็ด แปดขวบ.... หรือกว่า จำไม่ได้แล้ว [น่าจะอายุมากกว่า 7-8 ขวบหลายปี เพราะเรียนเตรียมอุดมแล้ว - สมศักดิ์]

ยายหนู : เข้าจุฬาฯ หรือยัง

หมอด : ยัง ตอนพ่อตายอยู่โรงเรียนเตรียมฯ

..............

ตอนที่ 2 : วันประหารชีวิต และความลำบากหลังจากนั้น


[ภาพถ่ายคุณชูเชื้อ และคุณผ่องพรรณ สิงหเสนี ในวันประหารชีวิตคุณชิต ในหนังสือพิมพ์สมัยนั้น]


ยายหนู : อยู่ในคุก ก็ต้องเอาข้าวไปส่งทุกวันน่ะค่ะ

อิ๋ง : เอาข้าวไปส่งทุกวัน แล้ววันสุดท้ายล่ะคะ ยังไง

ยายหนู : ตอนวันสุดท้าย ก็เตรียมเอาข้าวไปส่ง เขาก็วิ่งมาบอกว่า คุณชิตถูกประหารแล้ว [เสียงสั่น น้ำตาซึม]

อิ๋ง : ไม่รู้อะไรมาก่อนเลย

ยายหนู : ไม่รู้

หมอด : วันที่ประหารน่ะค่ะ คือก่อนหน้านั้น วันหนึ่ง คือ [หมอดูหรือพระ] ก็บอกว่า พ่อ ... เอ่อ ... ชะตาไม่ดีจะไปต่ออายุ แม่เค้าไปที่บ้านหัวลำโพง แล้วก็จะไปหาพระทำพิธีต่ออายุให้ แล้วเราก็เตรียมจะไปส่งข้าว ทางนี้แต่เช้ามืด แม่ออกจากบ้านไปแล้ว คุณฉลวย [ภรรยาคุณเฉลียว ปทุมรส] อยู่บ้านใกล้ๆกัน ก็ให้คนมาบอกว่า ... พ่อตายแล้ว เขายิงพ่อตายแล้ว ให้บอกแม่ว่าให้ไปรับ [น้ำตาซึม]

อิ๋ง : ไม่บอกมาก่อนเลย

หมอด : ไม่บอกให้รู้มาก่อนเลย

อิ๋ง : แอบทำเลย

ยายหนู : คิดว่า คุณชิตก็ไม่รู้ตัว

อิ๋ง : ก็... ไม่ได้สั่งเสียกันเลย

ยายหนู : ไม่ [น้ำตาซึม]

หมอด : คือ ก็รู้หลังคำพิพากษาแล้ว ก็ตั้งนาน แล้วก็ถวายฎีกา เราก็มีความหวังว่าอย่างน้อยก็คงให้ว่า ตลอดชีวิต หรืออะไรอย่างนี้ ก็ยังมีความหวังอยู่ว่า คงไม่เป็นไร

อิ๋ง : ยายหนูเป็นคนไปรับศพหรือคะ

ยายหนู : ค่ะ เอานอนมาในโลง เอามาวางไว้ที่วัด

อิ๋ง : พอยายหนูไปถึง ก็เป็นโลงตั้งอยู่แล้ว

ยายหนู : ค่อ ก็หามออกมาค่ะ หามคุณเฉลียวออกมาก่อน แล้วคุณชิตตามมา

อิ๋ง : หามออกมาได้ยังไงคะ ขอโทษ

ยายหนู : เขาใส่โลง ก็นอนมาอยู่ในโลง

อิ๋ง : แล้วเขาทำยังไงคะ เขาเสียใจบ้างหรือเปล่า คนที่เราไปเจอวันนั้น เขาทำท่าสงสารเห็นใจกับเราไหม หรือทำท่ายังไงไหมคะ

ยายหนู : ไม่ได้สังเกตหรอกค่ะ กำลังใจไม่ดี ใจเสียมาก

อิ๋ง : ตอนนั้นยายหนูอายุเท่าไหร่แล้วค่ะ

ยายหนู : 35 แล้ว หรือกว่านิดหน่อย

อิ๋ง : ตอนนั้นยายหนูไปคนเดียวหรือคะ ไปรับศพ

ยายหนู : ไปกับใครล่ะลูก ... [หันไปถามหมอด] ไปคนเดียวค่ะ ก็ลูกไปเรียนหนังสือหมด

หมอด : พระครูถิรฯ ไปด้วยหรือเปล่า

ยายหนู : เปล่าหรอก ไม่รู้ [พระครูถิรฯไม่รู้] ตอนรับมาแล้ว เขาก็พาคุณเฉลียวไปวัดสระเกศ แล้วเขาก็ถามว่า "นี่จะเอาไปไหน" แล้วใครก็ไม่รู้ก็บอกว่าให้เอาไป วัดสามปลื้ม ก็เอามา แล้วก็คุณยายน่ะค่ะ คุณหญิงท่านก็เอาสำลีอุดรูปืน และที่เลือดซึมๆ

อิ๋ง : คุณยายไหนคะ คุณยายบนตึก

ยายหนู : คุณยายเนื่อง [คุณหญิงเนื่องบุรีนวราษฐ์] ค่ะ

อิ๋ง : อ๋อ คุณยายเนื่อง คุณทวดอิ๋ง

ยายหนู : ท่านช่วยแต่งเนื้อแต่งตัวให้

อิ๋ง : เป็นคนแต่งตัวให้หรือคะ

ยายหนู : ค่ะ ตอนนั้นสตางค์อิฉันก็ไม่มี

อิ๋ง : คุณทวดทำศพให้

ยายหนู : ค่ะ ท่านให้คนไปซื้อโลงเลย ตอนนั้นราคาห้าร้อยบาท โลงไม้สักนะคะ แล้วท่านก็แต่งตัวให้

อิ๋ง : แต่งตัวชุดยังไงคะ

ยายหนู : แต่งกางเกงขาว ใส่เสื้อราชปะแตน

อิ๋ง : ชุดที่นุ่งทำงานใช่ไหมคะ

ยายหนู : ใช่

อิ๋ง : ชุดมหาดเล็ก

ยายหนู : ค่ะ ชุดมหาดเล็ก แต่ไม่มีบ่า ไม่มีอะไร

อิ๋ง : เพราะเขาไม่ให้ใส่หรือคะ

ยายหนู : ไมรู้ว่าเขาไม่ให้ใส่ หรือเราไม่ให้เขา

อิ๋ง : แล้วบอกลูกๆ วันนั้นยังไงคะ กลับมาจากโรงเรียนก่อนหรือยังไงคะ

ยายหนู : ก็บางคนรู้ ก็วิ่งตามกันมาที่วัด

อิ๋ง : รู้กันได้ยังไง

หมอด : ตอนนั้นคุณหมอด อยู่โรงเรียนเตรียมฯ ก็เป็นช่วงที่หยุดดูหนังสือสอบพอดี ก็ตอนเช้าที่บ้านคุณฉลวย ให้คนมาบอก ก็ร้องไห้วิ่งออกไป เจอท่านชายที่หน้าบนตึกนี้

อิ๋ง : ใครนะคะ

หมอด : ท่านชาย ท่านตาน่ะค่ะ

อิ๋ง : ท่านชิ้น น่ะหรือคะ [หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์]

หมอด : ค่ะ ท่านชายก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวจะช่วยจะดูแล ให้รีบไปหาแม่ ก็รีบไปที่บ้านหัวลำโพง ไปบอกแม่


[นักโทษและผู้คุมกำลังเคลื่อนย้ายศพผู้ถูกประหารชีวิตคดีสวรรคต ออกจากเรือนจำ]


อิ๋ง : หลังจากนั้น ถึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ ใช่ไหมคะ

หมอด : ตอนนั้นอยู่ที่นี่แล้ว

ยายหนู : อยู่ตั้งแต่ก่อนตายน่ะค่ะ ก็คุณชิ้น [ชิ้นพร สิงหเสนี] เขาบอกยายหนูให้ออกจากบ้านไปภายในเจ็ดวัน

หมอด : ตอนนั้น อยู่ที่บ้านวัดสามปลื้มน่ะค่ะ อยู่กับท่านบนตึก [คุณสำรวล สิงหเสนี] พอท่านบนตึกสิ้น ตึกที่อยู่ก็ตกเป็นของคุณชิ้นพรน่ะค่ะ แล้วเขาก็จะขายล่ะมังคะ

อิ๋ง : เขาก็เลยบอกให้ออก ภายในเจ็ดวัน

ยายหนู : เขาเรียกยายหนูไปบอก เขาก็นั่งกันสองคนผัวเมีย เขาก็บอกว่า อาวลี [ชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นชูเชื้อ] ออกจากบ้าน ภายในเจ็ดวันได้ไหม ยายหนูก็ไม่รู้จะทำยังไง ร้องไห้โฮ สตางค์ก็ไม่มี เขาก็บอกว่า เอาคนของเขา ขนของก็ได้ ยายหนูก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ไปบอกพี่เลื่อน [พ.ต.อ.เลื่อน กฤษณามระ พี่ชาย] น่ะค่ะ เอ้า! เดี๋ยวพี่จะหารถให้ รถกุดัง อิฉันก็เริ่มขนของออกทีละน้อย จนหมดเลย [เช็ดน้ำตา]

[คุณชิต คุณชูเชื้อ และลูกๆ อาศัยอยู่ในบ้านวัดสามปลื้มของ "เจ้าคุณพ่อ" ของคุณชิต แต่ด้วยความที่คุณชิตเป็นลูกที่เกิดจากภรรยารอง จึงอาศัยอยู่ที่ชั้นล่างของตัวตึก ขณะที่พี่สาวต่างมารดาของคุณชิตที่เกิดจากภรรยาหลวงและครอบครัวอาศัยอยู่ ชั้นบน เรียกกันว่า "ท่านบนตึก" เมื่อ "ทานบนตึก" ถึงแก่กรรม ลูกที่รับมรดกต่อ บอกให้คุณชูเชื้อและลูกๆย้ายออกไปจากบ้าน - สมศักดิ์]

อิ๋ง : มาอยู่ที่นี่ [บ้านคุณหญิงเนื่องบุรีนวราษฐ์ ที่ถนนสุขุมวิท ซึ่งขณะนี้ตกทอดมาเป็นของ ม.ร.ว.สายสิงห์ ศิริบุตร หลานยายของท่าน]

ยายหนู : ค่ะ คุณหญิงท่าน ก็ไปบอกคุณหญิงท่านก่อน

หมอด : คุณหญิงเนื่องฯ ท่านก็บอกว่าให้มาอยู่ที่นี่

ยายหนู : คุณหญิงท่าน

หมอด : เพราะฉะนั้น ตอนพ่อตาย เราก็มาอยู่ที่นี่แล้ว

อิ๋ง : อ๋อ! ค่ะ แล้วบ้านหัวลำโพงนี่อะไรคะ

หมอด : บ้านคุณป้าใหญ่ค่ะ คุณหญิงเจือฯ [คุณหญิงเจือนครราชเสนี]

อิ๋ง : แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เผาใช่ไหมคะ สวดเท่านั้นใช่ไหมคะ

ยายหนู : ยังไม่ได้เผาน่ะค่ะ

หมอด : เราเก็บไว้ก่อน ด้วยมีความหวังว่า สักวันหนึ่งคดีจะกระจ่าง ว่าพ่อไม่มีความผิด เราก็อยากจะรอจนถึงวันที่พ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ [เสียงสั่น] แต่ว่าตอนหลังนี้ใครๆ เขาก็เผากันหมดแล้ว เราก็เลยคิดว่าน่าจะจัดการให้พ่อ ให้เสร็จไป ก็เพิ่งเผาไปเมื่อปี พ.ศ. 2521

อิ๋ง : ตอนที่เผา เผาที่ไหนคะ

ยายหนู : เผาที่วัดสามปลื้ม

อิ๋ง : วัดสิงหเสนีน่ะนะคะ อิ๋งอ่านในหนังสืองานศพน่ะนะคะ คุณหมอดเป็นคนเขียนให้ใช่ไหมคะ ว่าหลังจากนั้นตระกูลเราก็กลายเป็นชั่วร้ายไปเลย เล่าให้ฟังที่โรงเรียนเจอยังไงมั่ง

หมอด : เคยมี เขาก็ว่า ที่โรงเรียนเตรียมฯ น่ะนะคะ เขาก็ว่า ไม่ใช่คุณหมอดได้ยินเองนะคะ [แต่มีการพูดกันว่า] ไม่คิดว่าตระกูลสิงหเสนี ยังมีหน้ามาเหยียบพื้นแผ่นดินนี้ได้อีก คิดว่าจะถูกเด็ดหัวไปเจ็ดชั่วโคตรแล้ว

อิ๋ง : แล้วคุณมดด้วย [หมายถึง พวงศรี สิงหเสนี ลูกคนที่สาม ของคุณชิตกับคุณชูเชื้อ - สมศักดิ์]

หมอด : มดน่ะค่ะ โดนเพื่อนเขาดูถูกเหยียดหยาม แต่คุณหมอดโชคดี ได้เพื่อนดี เขาเข้าใจ และเขาก็ช่วยเหลือดี

อิ๋ง : คุณมดโดนที่ไหนคะ

หมอด : ที่โรงเรียนน่ะค่ะ

อิ๋ง : แล้วเขาทำยังไง เมื่อโดนด่าอย่างนั้น

หมอด : เขาก็ร้องไห้

...........................

โปรดติดตามบทสัมภาษณ์ ตอนที่ 3 : จงรักภักดี

คณะนิติราษฎร์คือรถไฟขบวนสุดท้าย

ที่มา Thai E-News


17 กุมภาพันธ์ 2555
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

วิกฤต การเมืองไทยปัจจุบัน เริ่มเมื่อต้นปี 2549 ผ่านรัฐประหาร 19 กันยายน ได้ยืดเยื้อมากว่าห้าปี นี่เป็นการต่อสู้ระหว่างพลังสองฝ่ายที่ช่วงชิงกันว่า ประเทศไทยจะเดินไปทางไหน ระหว่างเผด็จการในอดีต กับประชาธิปไตยในอนาคต

ความ ขัดแย้งได้คลี่คลายขยายตัวจากการต่อสู้ที่ไม่ใช้อาวุธ ไปสู่การใช้กำลังรุนแรงอย่างเปิดเผย และฝ่ายที่ลงมือกระทำก่อนก็คือ ฝ่ายเผด็จการ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการชักใยให้กลุ่มอันธพาลการเมือง “พันธมิตรประชาชนเพี่อประชาธิปไตย” ออกมาก่อการจลาจลบนท้องถนน บั่นทอนรัฐบาลไทยรักไทยที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ตามด้วยการใช้องค์กรตุลาการในมือเชือดเฉือนรัฐบาลทีละน้อย ๆ แล้วลงมือเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วย รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

การก่อตัว ของฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านรัฐประหารได้เป็นไปอย่างช้า ๆ จากการชุมนุม เดินขบวน ปะทุเป็นการเข้าเผชิญหน้าโดยตรงกับระบอบเผด็จการแฝงเร้น ตั้งแต่การเสียสละชีพของ “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ยกระดับขึ้นเป็น “สงกรานต์เลือด เมษายน 2552” ถึง “การสังหารหมู่ประชาชน เมษายน−พฤษภาคม 2553” รวมแล้ว เสียชีวิตนับร้อย บาดเจ็บหลายพันคน ทั้งหมดนี้ทำให้ “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการยึดอำนาจที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย”


แล้วความขัดแย้งใหญ่ครั้งนี้ จะคลี่คลายขยายตัวต่อไปอย่างไร?


เมื่อ ฝ่ายประชาธิปไตยก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการคนเสื้อแดงอย่างชัดเจนในกลางปี 2551 จนถึง “สงกรานต์เลือด เมษายน 2552” ยุติลง โอกาสที่ความขัดแย้งนี้จะได้รับการแก้ไขโดยสันติยังมีอยู่ เนื่องจาก แม้จะถูกทำร้ายด้วยกำลังอาวุธเป็นครั้งแรก แต่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ (นปช) ในเวลานั้นก็ยังหวังที่จะเห็นการประนีประนอมจากฝ่ายปกครองเผด็จการอยู่

ความ หวังนี้เองที่นำมาซึ่งการชุมนุมครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เรียกร้องให้ยุบสภาและมีการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่า ระหว่างการเข่นฆ่าประชาชนกับการยอมยุบสภา ฝ่ายปกครองจะเลือกประการหลังและจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่คาดว่า พรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะได้ชัยชนะ เป็นการยุติความขัดแย้งทั้งมวลลงอย่างสันติ

แต่ การชุมนุมใหญ่เมษายน−พฤษภาคม 2553 ก็จบลงด้วยการปราบปรามประชาชนอย่างนองเลือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา ความหวังของประชาชนที่จะบรรลุประชาธิปไตยโดยไม่ต้องแตกหักกับฝ่ายเผด็จการ แฝงเร้นก็เป็นอันสูญสิ้นไป ดูเหมือนว่า นับแต่นี้ ความขัดแย้งมีแต่จะขยายตัวไปสู่การนองเลือดอีก ไม่ช้าก็เร็ว

แม้แนว ร่วมพรรคเพื่อไทยกับขบวนการคนเสื้อแดงจะชนะเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 ฝ่ายประชาธิปไตยก็รู้ดีว่า นี่เป็นชัยชนะเฉพาะหน้า และคาดว่า จะต้องเผชิญกับการโต้กลับของฝ่ายเผด็จการอีก เช่นเดียวกับที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนได้ถูกกระทำมาแล้วในช่วงปี 2551 ฝ่ายประชาชนจึงเฝ้ารอเตรียมพร้อมรับอย่างเต็มที่

แต่แล้ว ก็เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า คณะนิติราษฎร์ เสนอทางออกจากวิกฤตการเมืองปัจจุบันด้วยการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในกรอบรัฐธรรมนูญสามฉบับของคณะราษฎร นี่คือความปรารถนาดีของปัญญาชนนักวิชาการที่รักความเป็นธรรม ที่ไม่ต้องการให้มีการนองเลือดอีกต่อไปและให้บรรลุประชาธิปไตยอย่างสันติ

นี่ จึงเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับฝ่ายเผด็จการแฝงเร้นที่จะถอยออกไปโดยยังคงรักษา ที่ยืนในสังคมไทยไว้ได้ ท่าทีของฝ่ายเผด็จการต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จะเป็นตัวชี้ว่า วิกฤตการเมืองครั้งนี้ ประเทศไทยจะไปบรรลุประชาธิปไตยโดยมีเหตุการณ์เมษายน−พฤษภาคม 2553 เป็นการนองเลือดครั้งสุดท้าย หรือวิกฤตครั้งนี้จะยกระดับขึ้นเป็นสงครามกลางเมืองที่นองเลือดก่อนจะบรรลุ ประชาธิปไตย ดังเช่นที่ได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในบรรดาประเทศอารยะ

แต่ การตอบโต้จากฝ่ายเผด็จการก็มิได้ผิดไปจากความคาดหมาย เพราะจาก 6 ตุลาคม 2519 ถึงวันนี้ พวกเขาก็ยังคงเป็นพวกเผด็จอำนาจ ปฏิกิริยาถอยหลังเข้าคลองอย่างที่สุดเหมือนเดิม จึงไม่แปลกที่บรรดาเครือข่ายเผด็จการทั้งกลุ่มอันธพาลอดีตเสื้อเหลืองที่ แปลงเป็นเสื้อหลากสี สื่อมวลชนกระแสหลักส่วนใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มนายทหาร พากันดาหน้าออกมาส่งเสียงคำราม โกรธเกรี้ยว ข่มขู่ แสดงอาการกระหายเลือดกันถ้วนหน้า


และที่น่าสมเพชที่สุดคือ พวกนักวิชาการและนักกฎหมายทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย ที่มีจิตใจอิงแอบอยู่กับเผด็จการและเคยรับใช้รัฐประหาร 19 กันยายน ก็มิได้เสนอการถกเถียงอันมีสาระทางปัญญาหรือทางวิชาการอะไรเลย นอกไปจากการประสานเสียงกับกลุ่มข้างต้น โจมตีใส่ไคล้ ข่มขู่คุกคามคณะนิติราษฎร์อย่างกระหายเลือดไม่แตกต่างกัน พวกเขาบางคนถึงกับคร่ำครวญ ร่ำร้องเรียกหารัฐประหารกันอย่างไร้ยางอาย

แม้ แต่นักวิชาการที่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ก็ยังใช้อำนาจในมือไปกดดันคณะนิติราษฎร์ กระทั่งส่อนัยว่า “อาจใช้มาตราการทางวินัย” ต่อคณะนิติราษฎร์ โดยลืมไปว่า ตำแหน่งบริหารนั้นเป็นของชั่วคราว แต่ที่เป็นสิ่งถาวรติดตัวไปจนวันตายนั้นคือ ความเป็นนักวิชาการและความเป็นนักกฎหมายที่จะต้องซื่อตรงต่อหลักการและ วิชาชีพของตน


แทนที่จะเห็นข้อ เสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นความหวังดีและทางออกสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการนอง เลือดครั้งใหม่ ฝ่ายเผด็จการกลับพยายามฉวยใช้เป็นข้ออ้าง สร้าง “กระแสคลั่งเจ้า” ในหมู่ประชาชน ปลุกปั่นความเกลียดชังต่อคณะนิติราษฎร์อย่างสุดขั้ว สร้าง “6 ตุลา 2519” ขึ้นมาอีก เพื่อเป็นข้ออ้างนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กระทั่งก่อรัฐประหารเพื่อปราบปรามประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยอีกครั้ง


บาง ที ปรากฏการณ์ “คณะนิติราษฎร์” จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า กลุ่มเผด็จการไทยก็มิได้แตกต่างไปจากพวกเผด็จการทั้งหลายในอดีตทั่วโลก คือล้วนดื้อดึงในอำนาจของตนไปจนถึงที่สุด โดยไม่ยี่หระว่า ฝ่ายประชาชนจะต้องสูญเสียล้มตายไปสักเพียงใด

สำหรับใครบางคนที่เชื่อ อย่างผิด ๆ ว่า รัฐประหารและการใช้กำลังปราบปรามประชาชนในขอบเขตที่ใหญ่โตยิ่งกว่ากรณี เมษายน−พฤษภาคม 2553 จะเป็นการ “แก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ” ก็จงพินิจดูเหตุการณ์ในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เป็นเครื่องเตือนใจ

ความป่าเถื่อนของระบบศาลและคุกในประเทศไทย

ที่มา Thai E-News


17 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์


ระบบ ศาลและคุกในประเทศไทยเป็นระบบป่าเถื่อนที่ล้าหลังกว่ามาตรฐานสากลหลายร้อยปี และเป็นที่น่าอับอายขายหน้าชาวโลก แต่การที่ชนชั้นปกครองไทยไม่เคยสนใจที่จะสร้างวัฒนธรรมพลเมืองเสรี และไม่เคยเคารพความเป็นมนุษย์ของประชาชน เพราะมัวแต่มองว่าประชาชนเป็นเพียง “ราษฎร” ที่ควรจะเจียมตัวยอมรับการปกครองจากเบื้องบน ทำให้ชนชั้นปกครองไทยไร้จิตสำนึกโดยสิ้นเชิงในการพัฒนาระบบศาลและคุก

สำหรับ ฝ่ายประชาชนเอง ซึ่งเจ็บปวดกับสภาพสังคมในหลายด้าน ก็ถูกข่มขู่ ฆ่าหรือขัง เมื่อลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ พร้อมกันนั้น ในปัจจุบัน พรรคเพื่อไทย และแม้แต่แกนนำ “นปช. แดงทั้งแผ่นดิน” ก็ไม่เคยสนใจเรื่องระบบยุติธรรม และในกรณีพรรคเพื่อไทยมีการจงใจแช่แข็งความป่าเถื่อนผ่านการจับมือกับทหาร อีกด้วย

อย่างไรก็ตามการตื่นตัวของพลเมือง ทั้งเสื้อแดงบางส่วน และคนที่ไม่สังกัดสีอีกส่วน ภายใต้กระแสนิติราษฎร์ และการแก้ไขกฎหมาย 112 แสดงว่าพลเมืองไทยไม่น้อยพร้อมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปสังคมอย่างจริงจัง ดังนั้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะมาร่วมกันพิจารณาปัญหาความป่าเถื่อนของ ระบบศาลและคุกในประเทศไทย เพราะสภาพความย่ำแย่ของระบบ “ยุติธรรม” และสภาพคุกในไทย ถูกเปิดโปงจากวิกฤตทางการเมือง


โดยรวมแล้วปัญหาของระบบศาลและคุกไทย สามารถแบ่งเป็นหัวข้อสำคัญๆ ดังนี้คือ

1. ผู้พิพากษาเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในระบบเผด็จการมาตลอด และไม่สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ และตรวจสอบโดยประชาชน ตามกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรม เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการแต่งตั้งผู้พิพากษาและการมองว่าเขาไม่ใช่เจ้า หน้าที่ที่ต้องได้รับการตรวจสอบจากสังคม มีการใช้ “กฎหมายหมิ่นศาล” ในลักษณะเดียวกับกฎหมาย 112 เพื่อบังคับกีดกันไม่ให้ใครวิจารณ์คำตัดสินของศาลและกระบวนการของศาล แต่ในหลักสากล “การหมิ่นศาล” มีความหมายต่างออกไปคือ คนที่ “หมิ่นศาล” เป็นเพียงคนที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเท่านั้น ส่วนใครจะวิจารณ์ผู้พิพากษา การตัดสินของศาล หรือกระบวนการของศาล ทุกคนทำได้อย่างเสรี ตามสิทธิในระบบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ในระบบศาลไทย พลเมืองธรรมดาไม่มีส่วนร่วมเลย เพราะไม่มีระบบลูกขุนที่คัดเลือกจากประชาชนโดยไม่เลือกหน้า ระบบลูกขุนและการมีส่วนร่วมของพลเมือง มีความสำคัญในการคานอำนาจความอคติของผู้พิพากษา ลูกขุนมีสิทธิ์ตัดสินว่าผู้ต้องหาผิดหรือไม่ ส่วนผู้พิพากษามีหน้าที่ชี้แจงประเด็นกฎหมาย และลงโทษผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิด ระบบนี้เป็นระบบที่ขยายพื้นที่ประชาธิปไตยเข้าสู่ระบบศาล

ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีนักโทษการเมือง ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตย นักโทษการเมืองคือคนที่ติดคุกอันเนื่องมาจากการแสดงความเห็นทางการเมือง โดยที่ไม่มีการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด นี่คือบทพิสูจน์ว่าทั้งศาล คุก และกฏหมายไทย รับใช้ผู้มีอำนาจเผด็จการ

2. ผู้พิพากษา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาล ไร้ความเคารพต่อพลเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบศาลโดยสิ้นเชิง โดยมองว่าประชาชนเหล่านั้นเป็นคนชั้นต่ำที่ “ย่อมทำความผิด” ผู้พิพากษา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาล ไม่เคยมองว่าตนควรจะบริการรับใช้ประชาชนแต่อย่างใด

บ่อย ครั้งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะใช้ท่าทีเหยียดหยามดูหมิ่นประชาชน มีหลายกรณีที่ผู้พิพากษาไม่ยอมลงมาตัดสินคดีในห้องศาล ผู้ต้องหาจึงต้องคุยกับผู้พิพากษาผ่านโทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งเป็นการกีดกันระบบยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพในการชี้แจงข้อมูลให้ผู้ พิพากษาอย่างเต็มที่ ในกรณีอื่นผู้พิพากษาบังอาจใช้เสียงในการอ่านคำตัดสินคดีค่อยเกินไป จนผู้ต้องหาและประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิที่จะรับฟัง ซึ่งขัดกับกระบวนการยุติธรรมพื้นฐาน

มีหลายกรณีที่ผู้ต้องหาถูกขัง ไว้ในรถขังนักโทษกลางแดดหลายชั่วโมง มีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่ศาลจงใจกลั่นแกล้งผู้ที่จะมาประกันผู้ต้องหา เพื่อให้ “นักประกันธุรกิจ” ได้ประโยชน์จากความทุกข์ของประชาชน

ใน กรณีคดี 112 ประชาชนทั่วไปไม่สามารถร่วมพิจารณาคดีได้ และไม่สามารถตรวจสอบความเที่ยงตรงของศาลได้ เพราะสื่อจะถูกห้ามไม่ให้รายงานรายละเอียดของคดีทุกครั้ง

3. ระบบศาลในไทย ไม่ปฏิบัติตามหลักพื้นฐานที่ถือว่าผู้ต้องหาทุกคนบริสุทธิ์ก่อนที่จะมีการ ตัดสินคดี ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ระบุไว้เป็นนามธรรมในรัฐธรรมนูญ ศาลไทยมอง “ผู้ต้องหา” ว่า “ผิดแต่แรก” โดยเฉพาะคดีการเมืองเช่น 112 ไม่มีการประกันตัว พร้อมกันนั้นมีการกีดกันไม่ให้คนจนในคดีธรรมดาสามารถได้รับการประกันตัว เพราะต้องหาหลักประกันสูงเกินไป สรุปแล้วผู้ที่ควรจะถูกมองว่าเป็น “ผู้บริสุทธิ์” ก่อนตัดสินคดี ถูกคุมขังเป็นเวลานานโดยไม่เป็นธรรม

การ ที่รัฐบาลไทยรักไทยในอดีตเคยสั่งให้เจ้าหน้าที่ฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าค้ายาเสพ ติด ก่อนที่จะนำมาขึ้นศาล เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมหาศาล เพราะขัดกับหลักการณ์ที่ถือว่าผู้ต้องหาทุกคนบริสุทธิ์ก่อนที่จะมีการตัดสิน คดี

การที่ทหารและนักการเมืองสั่งฆ่าประชาชน โดยใช้ข้อแก้ตัวว่าเขาเป็นพวก “ล้มเจ้า” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” โดยไม่มีการนำมาขึ้นศาลก่อน ถือว่าขัดกับหลักการณ์ที่ถือว่าผู้ต้องหาทุกคนบริสุทธิ์ก่อนที่จะมีการ ตัดสินคดี

นอกจากนี้มีปัญหาใหญ่ในเรื่องการล่ามโซ่และการบังคับใส่ชุดนักโทษ

4. การล่ามโซ่และบังคับให้ผู้ต้องหาที่อยู่ในขั้นตอนก่อนตัดสินคดี ต้องแต่งชุดนักโทษ เป็นการละเมิดมาตรฐานยุติธรรมพื้นฐาน เพราะคนเหล่านี้ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การที่ผู้ต้องหาเหล่านี้ต้องเข้าไปในห้องศาลในสภาพแบบนั้น แทนที่จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของตนเองและปราศจากโซ่ เป็นการสร้างภาพในห้องศาลว่าคนนี้เป็น “ผู้ร้าย” ซึ่งแน่นอนจะมีผลต่อการตัดสินคดี นอกจากนี้การล่ามโซ่เป็นการปฏิบัติแบบป่าเถื่อน ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และทำให้ไทยล้าหลังประเทศอารยะทั้งหลายในโลก เพราะปฏิบัติต่อนักโทษเหมือนสมัย “ยุคกลาง”

5. ในระบบศาลและคุกไทย และในสังคมไทยโดยรวม ไม่มีการมองถึง “สิทธิมนุษยชน” ของนักโทษที่ได้รับการตัดสินคดีไปแล้ว แต่อย่างใด การปฏิบัติต่อนักโทษจึงขาดแง่ของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยสิ้น เชิง เรื่องนี้เป็นผลพวงของสังคมที่คลั่งลำดับชนชั้น โดยที่ผู้น้อยต้องคลานหรือก้มหัวเมื่อเข้าไปหาผู้ใหญ่ คนที่เป็นนักโทษอาจทำความผิดไปแล้ว ตามกฏหมายของสังคม แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ ทุกคนสามารถผิดพลาดได้ แต่สำหรับประชาชนตาดำๆ ธรรมดา การทำอะไรผิดกฏหมายกลายเป็นเงื่อนไขที่จะปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับว่าเขาเป็น แค่สัตว์

6. สภาพคุกไทย แย่พอๆ กับสภาพกรงสัตว์ ไม่มีการคำนึงถึงความเป็นมนุษย์แต่อย่างใด และเราจะสังเกตได้ว่าในทุกประเทศของโลก สภาพคุกเป็นเครื่องชี้วัดถึงความอารยะหรือความป่าเถื่อนของสังคม มันเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสังคมป่าเถื่อนของโลก มีการให้นักโทษติดโซ่นอนถึงสามสิบคนต่อห้องเดียว บางครั้งไม่มีเตียง สภาพห้องน้ำย่ำแย่ อาหารก็แย่ ไม่มีห้องสมุด ไม่มีวิธีการออกกำลังกายที่สร้างสรรค์ ไม่มีโอกาสที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง และเจ้าหน้าที่คุกก็เต็มไปด้วยพฤติกรรมคอร์รับชั่น นอกจากนี้สังคมไทยใช้นักโทษในการทำงานขุดโคลนออกจากท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นงานสกปรก อันตราย และขาดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

7. คุกไทยเต็มไปด้วยคนจน ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีคดีประเภท “ลักขโมย” หรือคดียาเสพติด สังคมไทยไม่มีการถกเถียงและพิจารณาว่ามีระบบคุกไว้ทำไม คือเพื่อแก้แข้น? เพื่อลงโทษ? หรือเพื่อปกป้องสังคมจากคนอันตราย? และไม่มีการพิจารณาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุของการลักขโมย หรือสาเหตุของการใช้ยาเสพติด เพื่อหาทางแก้ไขแต่แรกโดยไม่ใช้ความรุนแรงป่าเถื่อน คำตอบของชนชั้นปกครองป่าเถื่อนของไทย สำหรับคนจนคือ ขัง ขัง ขัง ลงโทษ ลงโทษ ลงโทษ นี่คือวัฒนธรรมล้าหลังที่พวกอนุรักษ์นิยมต้องการปกป้องมากมายเหลือเกิน

โทษ ประหารเป็นการแก้แค้นเท่านั้น เพราะไม่มีผลในการลดอาชญากรรม ไม่มีผลในการส่งเสริมให้คนปรับตัว มันเป็นเพียงการใช้ความรุนแรงป่าเถื่อน และบ่อยครั้งคนที่ถูกรัฐฆ่า อาจเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตัดสินผิดด้วย

การ ลักขโมยมีต้นเหตุจากความยากจนในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ในไทยคนรวยรวยเท่าเศรษฐีสากล แต่คนจนจนเท่าประชาชนโลกที่สาม ไทยไม่มีรัฐสวัสดิการ ไม่มีการลดความเหลื่อมล้ำ และลัทธิเศรษฐกิจที่ชนชั้นปกครองมักใช้ จะเน้นกลไกตลาดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” และการจงใจแช่แข็งความเหลื่อมล้ำผ่านการสั่งสอนให้คนจน “รู้จักออม”

ปัญหา ยาเสพติดถูกทำให้แย่มากขึ้นผ่านการปกปิดข้อมูลจริงเรื่องผลของการใช้ยา ซึ่งทำให้ประชาชนบริหารชีวิตยากขึ้น และสภาพการทำงานหลายต่อหลายชั่วโมง ก็มีส่วนในการส่งเสริมการใช้ยากระตุ้นต่างๆ อีกด้วย

คุกไทยมีนักโทษ มากเกินไป ควรลดจำนวนนักโทษให้เหลือแต่คนที่เป็นอันตรายสูงต่อเพื่อมนุษย์ในสังคมเท่า นั้น และไม่ควรมีนักโทษการเมืองแม้แต่คนเดียว

8. คนรวย คนที่มีเส้น นายพลระดับสูง นักการเมืองที่ใกล้ชิดกับทหารหรืออำมาตย์ ลูกชายนักการเมือง ฯลฯ ไม่เคยต้องรับโทษหรือถูกพิพากษาในระบบไทย คนที่ฆ่าประชาชนเป็นหมู่ เช่นแกนนำรัฐบาลประชาธิปัตย์ และผู้บังคับบัญชาทหารในปี ๒๕๕๓ และคนที่เคยก่อเหตุนองเลือดในอดีต มักลอยนวลเสมอ ดังนั้นเราต้องสรุปว่าระบบศาลและคุกไทยมีไว้ลงโทษ กลั่นแกล้ง และกดขี่คนชั้นล่างเท่านั้น เพื่อให้ถูกปกครอง และเพื่อไม่ให้มีประชาธิปไตยกับสิทธิเสรีภาพ ศาลและคุกไทยไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความยุตธรรมแต่อย่างใด มีไว้เพื่อแช่แข็งระบบสองมาตรฐาน

ถ้าเราจะพูดถึงคดีการเมืองในไทย เราจะเห็นว่าการวิจารณ์ผู้มีอำนาจหรือสัญญลักษณ์ที่ทหารใช้ในการให้ความชอบ ธรรมกับตนเอง ทำให้ประชาชนติดคุกได้ แต่การทำลายระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขด้วยการทำรัฐประหาร เป็นเงื่อนไขในการได้ดิบได้ดีในสังคม

9. การลงโทษในระบบศาลไทย ไม่สมเหตุสมผล คดีฆ่าคน หรือทำร้ายคน จะได้รับโทษเบากว่าคดี 112 ซึ่งมาจากการแสดงความเห็นต่อระบบการเมือง โดยที่ผู้กระทำไม่เคยใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด อันนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ว่าศาลและคุกไทยมีไว้เพื่อแช่แข็งสอง มาตรฐานของชนชั้นปกครอง

ทั้งหมดนี้ฟ้องถึงความย่ำแย่ป่าเถื่อนของ ระบบศาลและคุกในประเทศไทย ถ้าเราจะปฏิรูปเปลี่ยนแปลงให้สังคมเราเป็นสังคมอารยะตามมาตรฐานสากล เราต้องนำผู้มีอิทธิพลทั้งหลายที่เคยฆ่าประชาชนหรือทำรัฐประหาร มาลงโทษ เราต้องลดอำนาจมืดในระบบการเมืองและเพิ่มอำนาจประชาชน เราต้องปลดผู้พิพากษาที่ไม่มีจิตวิญญาณแห่งความยุติธรรมออกไป เราต้องแก้หรือยกเลิกกฏหมายต่างๆ ที่สนับสนุนเผด็จการและความป่าเถื่อน และเราต้องเริ่มสร้าง “วัฒนธรรมพลเมือง” ที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับทุกคน แม้แต่นักโทษ

สังคม ไทยในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ไม่เคยเคารพความเป็นพลเมืองของคนส่วนใหญ่ ไม่เคยเคารพสิทธิของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และไม่เคยเคารพความเป็นมนุษย์ของนักโทษเลย

การ “ปรองดอง” ยอมจำนนต่ออำนาจทหาร ที่รัฐบาลทำอยู่ ไม่ใช่คำตอบ เพราะปัญหาจะยิ่งแย่ลง คำตอบคือเราควรร่วมกันสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ และช่วยกันพัฒนาการปฏิรูปในขั้นตอนต่อไปจากนั้น

57 ปี ประหาร 3 นักโทษ 65 ปี ปริศนาคดีสวรรคต

ที่มา Thai E-News

ภาพโดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ
ภาพข้อความโดย อ. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล



57 ปีประหาร 3 นักโทษคดีสวรรคต-ภาพ จำเลยทั้ง3คนที่ถูกประหารชีวิต กรณีรัชกาลที่ 8 สวรรคต เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2498 จากซ้ายไปขวา นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน และนายเฉลียว ปทุมรส(ที่มา:ปกหนังสือ"วาระสุดท้าย 3 นักโทษประหาร" รวบรวมโดย น.ส.พ.ชีวิตเบื้องหลังข่าว พ.ศ. 2498)อ่านรายละเอียดบทความ ๕๕ ปีการประหารชีวิต ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
17 กุมภาพันธ์ 2555

เหตุการณ์สวรรคตยุวกษัตริย์รัชกาลที่8

(อ่านรายละเอียดคลิ้กที่นี่)เหตุการณ์ สวรรคตของยุวกษัตริย์ ในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หรือ 63 ปีล่วงมาแล้ว ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้งโดยนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเขียนกระทู้ในเวบไซต์ฟ้าเดียวกันในหัวข้อ(พรีวิว) ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต : หลวงธำรงระบุชัด ผลการสอบสวน ใครคือผู้ต้องสงสัยที่แท้จริงเอาไว้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมานี้

อย่าง ไรก็ตามนับถึงวันนี้(17 กุมภาพันธ์ 2553)ยังไม่ปรากฎว่าดร.สมศักดิ์ได้นำเสนอบทความฉบับเต็มแต่อย่างใด กระนั้นก็ดีได้มีผู้อ้างว่า มีข้อมูลเอกสารเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้เปิดเผยพล็อตเรื่องที่สำคัญไว้

ดร.สมศักดิ์เขียนรายละเอียดกระทู้เรื่องพรีวิวฯว่า
ผม เริ่มศึกษากรณีสวรรคตอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน นอกจากอ่านหนังสือที่มีอยู่ในขณะนั้นแล้ว ผมยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลที่มีชีวิตร่วมสมัยทศวรรษ 2490 ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นหลายคน

รวมทั้งคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกศิษย์ปรีดี" เช่น คุณสงวน ตุลารักษ์, คุณจรูญ สืบแสง และคุณชิต เวชประสิทธิ์ (คุณชิต เป็นหนึ่งในคณะทนายจำเลย นอกจากนี้ ก่อนรัฐประหาร 16 กันยายน 2500

คุณชิตเป็น 1 ใน 2 "ลูกศิษย์อาจารย์" ที่ "นำสาร" จากจอมพล ป ไปให้ปรีดีที่เมืองจีน เสนอให้กลับมาร่วมมือกันต่อสู้กับพวกนิยมเจ้า โดยรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ - ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง "ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2500" รวมอยู่ในหนังสือของผม ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง, หน้า 31-35 และ "50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498" ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2548 หรือฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/blog-post.html )

ท่าน ผู้หญิงพูนศุข ผมก็เคยได้พบพูดคุยด้วยครั้งหนึ่ง (ด้วยความช่วยเหลือของคุณ"ป้า"ฉลบชลัยย์ พลางกูร) แต่เมื่อผมถามถึงกรณีสวรรคต ท่านผู้หญิง ไม่อธิบายอะไร นอกจากเสนอให้ผมไปอ่านงานของปรีดีเองที่เพิ่งตีพิมพ์ในช่วงนั้นภายใต้ชื่อ คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต (ตัวงานนี้จริงๆเป็นคำฟ้อง ซึ่งปรีดีเป็นผู้ร่างเอง) อันที่จริง งานชิ้นนี้ ในความเห็นของผม ไม่ได้อธิบายกรณีสวรรคตในแง่เกิดอะไรขึ้นนัก แม้จะมีประเด็นทางข้อกฎหมายบางอย่างที่น่าสนใจ

ข้อมูลอย่างหนึ่งที่ ผมได้จากการสัมภาษณ์หลายคนคือ ปรีดีเอง จะไม่ยอมพูดถึงกรณีสวรรคตโดยเด็ดขาด ไม่ว่ากับใคร (เรื่องนี้ ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งไม่ใช่ "ลูกศิษย์ปรีดี" เคยเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยแวะไปเยี่ยมปรีดีที่ปารีส ระหว่างที่เดินเล่นคุยกันไป เขาเอ่ยปากถามปรีดีขึ้นมาถึงกรณีสวรรคต ปรากฏว่า ปรีดีหยุดพูดทันที และนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น จนเขาต้องเปลี่ยนเรื่องคุยเอง)

แต่อีกอย่างหนึ่งที่ผมได้รับการบอก เล่าเสมอ โดยเฉพาะจาก "ลูกศิษย์อาจารย์" คือ "อาจารย์ปรีดี เป็นผู้ปกป้องราชบัลลังก์ และยอมเสียสละตัวเองอย่างสูง" นัยยะของข้อความที่มีลักษณะเชิง "รหัส" (coded message) แบบนี้คือ ปรีดี รู้ความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต แต่ไม่ยอมเปิดเผยออกไป เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ทั้งๆที่ตัวเองต้องได้รับผลร้ายจากการไม่พูดนี้

แต่ เมื่อผมพยายามซักให้ผู้เล่าขยายความว่า การไม่พูดความจริง จะเป็นการปกป้องราชบัลลังก์อย่างไร ก็มักได้รับความเงียบหรือการปฏิเสธที่จะพูดต่อเป็นคำตอบ (อย่าลืมว่า นี่คือช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2520 ซึ่งปรีดีเองยังมีชีวิตอยู่ และกรณีสวรรคตยังมีลักษณะ "ต้องห้าม" มากกว่าปัจจุบันนี้)

หลายปี หลังจากนั้น ผมมองว่า การไม่ยอมพูดสิ่งที่เขารู้หรือคิดเกี่ยวกับกรณีสวรรตโดยแท้จริง เป็น "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งที่สอง ของปรีดี (เกี่ยวกับ "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งแรกของปรีดีในทัศนะของผม ดูบทความชื่อนี้ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง) แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจในตัวเองมากๆ ที่ใครสักคนในฐานะอย่างปรีดี จะคิดว่า "ยอมเสียสละ" หรือยอม "รับเคราะห์" ในเรื่องอย่างกรณีสวรรคตเสียเอง (อันที่จริง แน่นอนว่า ไม่เพียงปรีดี ที่ต้อง "รับเคราะห์" ในเรื่องนี้ ผู้ที่ "รับเคราะห์" มากที่สุด คือ คุณชิต, คุณบุศย์ และ คุณเฉลียว 3 จำเลยที่ถูกประหารชีวิตไป - ผมได้รับการบอกเล่าในลักษณะเดียวกันว่า 3 ท่านนั้น ได้เสียสละอย่างสูงเพื่อสถาบันกษัตริย์เช่นกัน)

อะไรคือสิ่งที่ปรีดี ไม่ยอมพูดเกี่ยวกับกรณีสวรรคต? ปรีดีไม่ใช่เป็น "พยานรู้เห็นในที่เกิดเหตุ" ก็จริง เพราะไม่ได้อยู่บริเวณพระที่นั่งบรมพิมาณ ในแง่นี้ เขาย่อมไม่สามารถ "เห็น" ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในที่นั้น (ไม่เหมือนคุณชิต และคุณบุศย์ - คุณเฉลียวเองก็ไม่เกี่ยวข้องกับที่เกิดเหตุเช่นกัน อันที่จริง เรียกว่าไม่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตเลย แต่ถูกลากเข้าไปเป็นจำเลย เพื่อเป็นข้ออ้างเชื่อมโยงปรักปรำปรีดีเท่านั้น)

แต่กรณีสวรรคตมีผล กระทบต่อชีวิตของปรีดีโดยตรงมหาศาลเพียงใด คงไม่ต้องอธิบาย ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบมหาศาลต่อประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ปรีดีมีบทบาท สำคัญอยู่ด้วย ดังนั้น อย่างไรเสีย ปรีดีจะต้องคิดและพยายามหาคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะหลังจากเขาถูกรัฐประหารหมดอำนาจไปโดยข้ออ้างกรณีสวรรคตด้วย แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปรีดีจะต้องมีข้อสรุป หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ทฤษฎีหรือสมมุติฐานเกี่ยวกับกรณีสวรรตแน่ (และไม่ใช่เพียงแค่สรุปว่า "อธิบายไม่ได้" - ถ้าเราพิจารณาถึงความสำคัญของกรณีนี้ต่อตัวเขาเอง) อันทีจริง

หลังจากผมได้ศึกษากรณีสวรรตมาหลายปี ผมพบว่า การอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในกรณีนั้น หาใช่เรื่อง "ลึกลับซับซ้อน" อย่างมากมายแต่อย่างใด "ปริศนา" ที่แท้จริงของกรณีนี้ ไมใช่อยู่ที่การอธิบายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ที่ว่าทำไมการอธิบายที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก จึงไม่ได้รับการนำเสนอแต่ต้น (ดูบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” ตอนที่ 1 และ 2 ของผม ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551 หรือ ฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2007/11/blog-post.html ซึ่งยิ่งทำให้ผมมั่นใจเด็ดขาดว่า ปรีดีเองจะต้องสามารถอธิบายได้หรือมีคำอธิบายกรณีนี้แน่นอน

แต่ เรื่องนี้ – ที่ว่าปรีดีต้องมีทฤษฎี/คำอธิบายเกี่ยวกับกรณีสวรรคต – ผมไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้เป็นเวลานาน และโดยเฉพาะไม่สามารถยืนยันได้ว่าทฤษฎีหรือคำอธิบายดังกล่าว(ถ้ามี) จะออกมาในรูปใด

. . . . . . . จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้

ได้มี ผู้อ่านบางท่านได้มอบเอกสารสำคัญชุดหนี่งให้ผมเพราะเห็นว่าผมสนใจกรณีสวรรคต เอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ซึ่งปรีดีไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากเขา (พูดด้วยภาษาสมัยนี้คือ เป็น นายกฯ "นอมินี" ของปรีดีนั่นเอง) ได้เคยระบุอย่างชัดเจนว่า หลักฐานที่ได้จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ในสมัยที่เขาเป็นรัฐบาล บ่งบอกว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริงในกรณีสวรรคต (แน่นอน ไม่ใช่ 3 ท่านที่ตกเป็นจำเลยหลังรัฐประหาร) ที่สำคัญ การระบุของหลวงธำรงเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเรืองที่มาทำหลังเหตุการณ์นับสิบปี แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเอง คือหลังรัฐประหารเพียงไม่กี่เดือน (หรือหลังกรณีสวรรคตไม่ถึง 2 ปี)

พูดง่ายๆคือ ตั้งแต่ไม่นาน หลังการสวรรคต และก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 หลวงธำรง – และแทบไม่ต้องสงสัยว่าตัวปรีดีเอง – มีข้อสรุปอยู่แล้วว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริง .....

หมายเหตุ: นี่เป็น "พรีวิว" pre-view หรือ "หนังตัวอย่าง" โปรดคอยติดตามบทความฉบับเต็ม เร็วๆนี้ (นี่ไม่ใช่ “ตอนที่ 3” ของบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” เพราะ”ข้อมูลใหม่” ที่ผมได้รับนี้ ได้รับหลังจากผมได้ทำบทความชุด “ปริศนา” ไปแล้ว และมีความน่าสนใจในตัวเอง ผมจึงแยกเขียนออกเป็นบทความต่างหาก)

ปริศนาที่ยังเป็นปริศนา..

ใน กระทู้ที่ดร.สมศักดิ์เขียนไว้นั้น มีผู้ใช้นามแฝงว่าcele อ้างว่าสนิทสนมกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยานายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงที่เกิดกรณีสวรรคตได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "หลวงธำรงฯสรุปว่า เป็นการฆาตกรรมโดยระบุว่า...... แต่ยังมีการโต้แย้งเรื่องบทลงโทษว่าจะเอาผิดได้หรือไม่ โดยบางคนยังแย้งว่าไม่สามารถลงโทษได้เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครอง บางคนแย้งว่าเอาผิดได้ เพราะความผิดเกิดก่อน โดยจะให้จุมภฏ(พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต) มาแทน

อ่านมานานแล้วครับ"

ซึ่งดร.สมศักดิ์ได้เขียนในกระทู้ถามกลับถึงผู้ใช้นามแฝงceleว่า"ขอเรียนถามว่า พอจะบอกได้หรือเปล่าครับ ว่าอ่านจากที่ใด?
เพราะเท่าที่บรรยายมา มากกว่าที่ผมได้อ่านเสียอีก อันนี้ถามด้วยความอยากรู้จริงๆขอบคุณ"

ผู้ ใช้นามแฝงว่าceleได้อ้างว่าเขาสนิทสนมกับท่านผู้หญิงพูนศุข และได้ศึกษากรณีนี้มานาน ทั้งได้ระบุว่า "ผมเห็นว่า อ.สมศักดิ์ ใกล้ที่จะเขียนเรื่องนี้เสร็จแล้ว ผมอยากให้ทุกท่านที่สนใจเรื่องนี้อดใจรอ อ.สมศักดิ์ อีกนิด เพราะมันเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ ซึ่งน่าจะเป็นเอกสารชิ้นเดียวกับที่ผมเคยอ่าน และถ้ามีอะไร ที่ผมรู้ ที่ของอาจารย์ ไม่มีผมจะเติมให้ครับ "

เปิดเอกสารซึ่งอ้างว่าเป็นเอกสารลับของปรีดี พนมยงค์


เรื่อง หนึ่งซึ่งคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยรับรู้กันดีก็คือ ได้มีการเผยแพร่เอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งมีลายเซ็นของนายปรีดี โดยการขีดฆ่าลบวันที่ในหัวจดหมายออกไป เนื้อความมีดังต่อไปนี้


เรียน...

หลัง จากที่มีการประหารชีวิตของผู้ถูกประหารชีวิตทั้งสาม คือคุณเฉลียว ปทุมรส คุณชิต สิงหเสนี และคุณบุศย์ ปัทมศริน ผู้ถูกกล่าวหาในคดีลอบปลงพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิล และผมก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และเห็นว่าเพื่อช่วยให้ความเข้าใจของผมแจ่มแจ้งขึ้น ผมขออธิบายสิ่งที่ผมทราบทั้งหมดดังนี้คือ

ผมได้รับการติดต่อ และได้รับข้อมูลบางอย่างจากคนสนิทของท่านจอมพลป.พิบูลสงครามในช่วงที่ผมลี้ภัยอยู่ที่ประเทศจีน รายละเอียดคือ

"วัน ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 ก่อนที่จะมีการประหารผู้ถูกประหารทั้งสาม คุณชิต สิงหเสนี ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ฟังว่าวันเกิดเหตุ กระผม(หมายถึงคุณชิต สิงหเสนี)นั่งอยู่ที่ทางเข้าห้องพระบรรทมในช่วงเช้าวันที่ 9 มิถุนายน2489 พร้อมกับนายบุศย์ ปัทมศริน กระผมเห็น[เซ็นเซอร์]เข้าไปในห้องพระบรรทม ก่อนที่จะมีเสียงปืนลั่น ประมาณไม่เกินสิบนาที หลังจากนั้นผมวิ่งเข้าไปในห้องพระบรรทม เห็น[เซ็นเซอร์]กัน แสง อยู่ใกล้แท่นบรรทม หลังจากนั้นกระผมได้วิ่งออกไปจากห้องพระบรรทม และกระผมได้เล่าให้[...] และ[...] ซึ่งท่านขอให้กระผม และนายบุศย์อย่านำเรื่องที่เห็นไปพูดกับใครที่ไหน และท่านจะช่วยครอบครัวของกระผม และนายบุศย์อย่างเต็มที่"

ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายที่จะแก้ไขคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องของศาลฎีกา ท่านจอมพลป.พิบูลสงครามมีความคิดที่จะให้มีกฎหมายที่สามารถกระทำได้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะได้รับการต่อต้านอย่างมากจากผู้ที่เสียผลประโยชน์ ผมขอให้ท่านช่วยให้ความชัดเจนเรื่องที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ

ด้วยความรักและคิดถึง

(ลายมือชื่อนายปรีดี พนมยงค์)


อย่างไรก็ดีเราขอย้ำว่า ยังควรตั้งข้อสงสัยไว้หลายประเด็นเกี่ยวกับเอกสารนี้คือ

1.จดหมายนี้มีการเขียนขึ้นจริงหรือไม่?

2.หาก นายปรีดีเขียนขึ้นจริง ก็ต้องพึงระวังให้มาก เพราะไม่ควรลืมว่านายปรีดีเป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างสาหัสจากกรณีสวรรคต อันอคติที่จะเกิดขึ้นได้ หรือเพื่อปกป้องตัวเองของนายปรีดีก็อาจจะเกิดขึ้นได้

3.หากนายปรีดี เขียนขึ้นจริง ก็ต้องพึงระวังว่า นายปรีดีทราบมาจากคนสนิทของจอมพลป.(ตามประวัติเอกสารว่านายสังข์ พัฒโนทัย คนสนิทจอมพลป.มาเล่าให้นายปรีดีฟัง)อีกทอดหนึ่ง สถานการณ์ทางการเมืองเวลานั้นจอมพลป.กำลังถูกวัดรอยเท้าจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์(ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้นำรัฐประหารโค่นล้มจอมพลป.)ซึ่งสฤษดิ์นั้นได้ รับการสนับสนุนจากกลุ่มจารีตนิยม และมหาอำนาจอเมริกา(ซึ่งอเมริกาไม่ไว้ใจจอมพลป.ที่นิยมญี่ปุ่น)ก็อาจทำให้ กลุ่มจอมพลป.มีอคติอยู่เป็นพื้นฐาน

4.หรือหากสิ่งที่กลุ่มจอมพลป. คือพล.ต.อ.เผ่าได้รับทราบจากปากคำนายชิตก่อนตาย แม้โบราณว่าคำพูดของคนก่อนตายมักเชื่อถือได้ ก็ต้องระวังให้มากด้วย เพราะในคำสารภาพนี้มีอยู่ว่า มีการรับปากว่าจะช่วยครอบครัวนายชิต แต่สุดท้ายลงเอยด้วยการประหารชีวิต ก็อาจทำให้นายชิตพูดออกมาด้วยอคติเพื่อปรักปรำคนที่รับว่าจะช่วยครอบครัว แล้วอาจไม่ช่วย หรือช่วยไม่เป็นไปตามสมควรก็ได้

5.หรือหากนายชิตพูดจริง ก็ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะยังขาดหลักฐานพยานแวดล้อมอื่นๆ

6.หรือแม้ว่าจะมีหลักฐานพยานแวดล้อมอื่นๆอีกมาก ก็ยังต้องระมัดระวังที่จะสรุปไปทางใดทางหนึ่งในเวลานี้

ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491


ดร.สมศักดิ์เคยเขียนเรื่องตามหัวเรื่องข้างบนคือ ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491 ลงในบล็อกของเขาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2551 มีรายละเอียดว่า

เมื่อ ต้นปีกลาย ผมได้โพสต์เผยแพร่เอกสารบันทึกลับที่เขียนโดย เคนเน็ธ พี แลนดอน (ผู้เขียน Siam in Transition และผู้แปล "เค้าโครงเศรษฐกิจ" เป็นภาษาอังกฤษคนแรก และสามีของ มาร์กาเร็ต ผู้เขียน Anna and the King of Siam)ตอนนั้น ผมได้เซ็นเซอร์ข้อความบางตอนออก เร็วๆนี้ ผมได้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง (เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งบทความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในช่วงทศวรรษ 2490 ที่ผมพยายามทำอยู่) และคิดว่า มีข้อความบางตอน ไม่จำเป็นต้องเซนเซอร์อีก คือส่วนที่เกียวกับพระองค์เจ้าจุมภฏและ ควง-"พี่น้องปราโมช"

เรื่อง ของเรื่องคือ สถานทูต-กท.ต่างประเทศอเมริกันได้รับข่าวลือเรื่อง ควง และ "พี่น้องปราโมช" เตรียมวางแผนจะสถาปนาพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ เรื่องนี้เป็นเพียง "ข่าวลือ" หรือ "ข่าวกรอง" (intelligence) ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้ แต่อย่างน้อย ก็มีความน่าเชื่อถือในระดับที่สถานทูตรายงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง (คือ แลนดอน) ทำบันทึกแสดงความเห็น

ผมไม่แน่ใจว่า ในที่สุดแล้ว เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ความจริง-ไม่จริง ได้หรือไม่ (ว่า ควง-"พี่น้องปราโมช" มีไอเดียเรื่องนี้) ซึ่งก็เช่นเดียวกับข้อมูลจำนวนมาก ที่อยู่ในเอกสารทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น งานของกอบเกื้อ ทั้งเรื่อง Thailand's Durable Premier และ เรื่อง Kings, Country and Constitutions ได้อาศัยข้อมูลชุดนี้เป็นหลัก และมีหลายข้อมูล เป็นเรื่องคล้ายกันนี้ แม้บางอันจะดูน่าเชื่อถือ เพราะอ้างคำของบางคนในวงการรัฐบาลหรือราชสำนักเอง เช่น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างในหลวง กับ พิบูล และ เผ่า โดยเฉพาะกรณีรัฐธรรมนูญ 2495 เป็นต้น

ให้ผมยกตัวอย่างหนึ่ง คือ ตามข้อมูลชุดนี้ กล่าวว่า ช่วงหลังรัฐประหาร 2490 พิบูลต้องการเป็นอภิรัฐมนตรีคนหนึ่งด้วย ผมเองไม่เชื่อว่าข้อมูลนี้เป็นจริง แต่ดูเหมือนทั้ง กอบเกื้อ และ Handley ที่นำไปอ้างต่อ จะเชื่อ ฯลฯ

ใน เวลาไม่นานข้างหน้า ผมเข้าใจว่า จะมีนักวิชาการบางท่านนำข้อมูลบางส่วนจากข้อมูลชุดนี้มาเผยแพร่เพิ่มเติมอีก ซึ่งแม้จะเป็นเรื่อง "เล็กๆ" แต่อาจจะ sensational พอสมควร จากจุดของผู้สนใจความขัดแย้งช่วง 2500 โดยเฉพาะบทบาทของราชสำนัก ในความขัดแย้งที่นำไปสู่การโค่นพิบูล-เผ่า (เท่าที่ผมได้เห็นเป็นข้อมูลทีน่าสนใจมาก)

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ เกี่ยวกับการเมืองไทย ยังคงมีความสำคัญและน่าสนใจยิ่ง แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบความจริง (verification) บ้าง นักเรียนประวัติศาสตร์ต้องชั่งน้ำหนัก และอภิปรายความน่าเชื่อถือเป็นกรณีๆไป

เฉพาะในกรณีข่าวลือเรื่อง ควง-"พี่น้องปราโมช" นี้ ผมไม่คิดว่า สามารถยืนยันความจริงได้ดังกล่าวแล้ว แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า เอกสารนี้ช่วยทำให้มองเห็น (และนี่คือจุดประสงค์ของการเผยแพร่ในทีนี้) คือ สถานะของรัชกาลปัจจุบัน ในช่วงปีแรกๆ มีความไม่แน่นอน หรือไม่มั่นคงสูง โดยเฉพาะในส่วนทีเชื่อมโยงกับกรณีสวรรคตของรัชกาลก่อน และโดยเฉพาะในสายตาของวงการทูต-รัฐบาลตะวันตก


คำแปล(ส่วนที่ใส่เครื่องหมาย [........] คือข้อความที่ผมยังขอเซ็นเซอร์ ข้อความเน้น คือข้อความที่เดิมผมเคยเซ็นเซอร์)

ขณะ นี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน ได้ตกลงเห็นชอบร่วมกันว่า หาก ควง อภัยวงศ์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี และหากรัฐบาลของเขาได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา ตัวแทนของรัฐบาลแต่ละประเทศดังกล่าวที่กรุงเทพก็จะให้การรับรองแก่รัฐบาลควง อย่างเป็นทางการ และความสัมพันธ์กับรัฐบาลสยามก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป [ความสัมพันธ์ปกติถูกพักไว้หลังรัฐประหาร - สมศักดิ์] รัฐบาลของทั้งสี่ประเทศยังตกลงร่วมกันว่า หากคนอื่นที่ไม่ใช่ควงได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของสี่ประเทศก็จะปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะให้การรับรองรัฐบาลสยามอย่างเป็นทางการ

รายงานล่าสุดเกี่ยวกับการลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ ที่ว่า ควง กำลังเตรียมตัวที่จะประกาศว่า [........] ; ว่าในหลวงภูมิพลจะทรงสละราชสมบัติ และว่า พระองค์เจ้าจุมภฏ จะทรงเป็นกษัตริย์แทน ได้ทำให้เกิดเป็นปัจจัยใหม่ขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนอย่างถึงราก การแบ่งขั้วการเมืองในขณะนี้

ใน ปี 1945 [ที่ถูกควรเป็นปี 1944 มากกว่า - สมศักดิ์] ควง ได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองโดย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตอนนี้กำลังลี้ภัยในต่างประเทศ ความทะเยอทะยานของควงทำให้เกิดแตกหักกับปรีดีภายในเวลา 9 เดือน ในเดือนพฤศจิกายน 1947 ควงได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองอีก คราวนี้โดย พิบูล หลังจากพิบูลยึดอำนาจรัฐบาลจากปรีดีด้วยการรัฐประหาร เช่นเดียวกับปรีดี พิบูลคิดว่าควงจะเป็นเบี้ยที่เต็มใจและผู้ติดตามที่ว่านอนสอนง่าย แต่ดูเหมือนว่า อีกครั้งที่ควงเองกำลังเดินหมากการเมืองด้วยความทะเยอทะยานของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การแตกหักกับพิบูล

พิบูลขัดแย้งอย่างมากกับข้อเสนอของควงที่ว่าในหลวงภูมิพล [........] และที่ให้ พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์แทน อาจ จะเป็นความจริงที่ว่า ในหลวงภูมิพล [........] ผมเองได้เสนอความเป็นไปได้เช่นนี้ในบันทึกช่วยจำฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง นี้ก่อนหน้านี้. กล่าวในทางการเมือง ไม่เป็นสิ่งสำคัญว่า ในหลวงภูมิพล [........] หรือไม่ หากจุดมุ่งหมายเบื้องหลังการกล่าวหานี้ คือการจัดการให้ พระองค์เจ้าจุมภฏขึ้นครองราชบัลลังก์ เพราะ เรื่องนี้ก็จะเป็นเพียงความพยายามอย่างจงใจของควงที่จะฟื้นฟูอำนาจที่เคยมี อยู่ก่อน [2475] ของสถาบันกษัตริย์ และสถาปนาให้ควงเองและพี่น้องปราโมชเป็นผู้นำของคณะนิยมเจ้าและของประเทศ สยาม ดูเหมือนควงและพี่น้องปราโมชหวังว่า พวกเขาจะสามารถรักษาอำนาจตัวเองไว้ได้หากพระองค์เจ้าจุมภฏได้ทรงขึ้นครองราชย์ เพราะ พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นบุคคลผู้มีวุฒิภาวะ [ประสูติ 2447 - สมศักดิ์] และมีทรัพย์สมบัติไม่น้อย ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองในราชสำนักเป็นเวลานาน มีผู้สนับสนุนพระองค์จำนวนมากในหมู่ชาวไทยและจีนในประเทศสยาม และทรงได้รับการผลักดันจากพระชายาผู้มีความทะเยอทะยาน ซึ่งในฐานะธิดาผู้หลักแหลมของอดีตเสนาบดีต่างประเทศของสยามผู้ชาญฉลาดที่สุด คนหนึ่ง [หมายถึง มรว.พันทิพย์ ธิดาคนแรกของพระองค์เจ้าไตรทศพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย - สมศักดิ์] ทรงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเกมการเมืองทั้งภายในประเทศและกับต่างประเทศ

สถานการณ์ ปัจจุบันถูกทำให้ปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกจากบทบาทคอร์รัปชั่นของหล วงกาจสงครามผู้ให้การสนับสนุนควง และผู้ควบคุมกำลังทหารบางส่วนสำคัญไว้ด้วย การปฏิบัติแบบคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสร้างความไม่พอใจให้กับพิบูล ซึ่งถือว่าการคอร์รัปชั่นเช่นนี้เป็นอภิสิทธิ์ของเขาเองและต้องการให้ลูก น้องอย่างหลวงกาจ ได้รับส่วนแบ่งในการโกงกินน้อยกว่าเขา ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากพิบูลเองคอร์รัปชั่นจนรวยแล้ว จึงสามารถแสดงท่าทีเป็นผู้มีคุณธรรมต่อกรณีคอร์รัปชั่นของหลวงกาจได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองทั้งในประเทศและต่อต่างชาติ

พิบูล กับปรีดีเป็นคู่ปฏิปักษ์ทางการเมืองในคณะพรรคเดียวกัน ทั้งคู่คัดค้านการรื้อฟื้นอำนาจให้สถาบันกษัตริย์พอๆกัน พวกเขาไม่มีปัญหากับกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่มีบริวารส่วนพระองค์ หมากครั้งนี้ของควงอาจทำให้พิบูลกับปรีดีหันมาคืนดีกันเพราะกลัวต่อความเป็น ไปได้ [specter] ที่พระองค์เจ้าจุมภฏจะได้เป็นกษัตริย์ ควง กับพวกกำลังพยายามสร้างคณะการเมืองอีกคณะหนึ่งที่ต่างออกไปจากคณะที่แตกออก เป็นพวกปรีดีและพวกพิบูล [หมายถึงคณะราษฎ - สมศักดิ์] ควงไม่มีทางประสบความสำเร็จหากเขาได้รับการสนับสนุนเพียงจากหลวงกาจและกำลัง ทหารที่หลวงกาจคุม และจากพระองค์เจ้าจุมภฏและบริวารพวกนิยมเจ้า การสนับสนุนจากพิบูลเป็นสิ่งจำเป็นหากควงอยากจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

หาก เค้าลางในขณะนี้ของการหันมาคืนดีกันระหว่างพิบูลกับปรีดียังคงมีต่อไป เราก็อาจจะได้เห็นสถานการณ์พัฒนาไปเป็นแบบเดียวกับเดือนธันวาคม 1938 เมื่อ พิบูลกับปรีดี รู้สึกว่า ต้องการอีกฝ่ายหนึ่ง และร่วมมือกันจัดต้งรัฐบาลผสมขึ้นมา


หมายเหตุ::อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง
50 ปีการประหารชีวิตฯ - สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ปริศนากรณีสวรรคต - สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคตฯ - สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
เปิด บันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลhttp://www.blogger.com/post-create.g?blogID=35830859นดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช"
การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
คดีสวรรคต ร. ๘: การโต้แย้งระหว่าง เอกอัคราชทูตไทย และ นิตยสารอังกฤษ
ข้อมูลจากเคเบิลอังกฤษเกี่ยวกับการการพิจารณาคดี
ข้อโต้แย้งหนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญฯ - ดอม ด่านตระกูล
ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (2) - ดอม ด่านตระกูล
ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (3) - ดอม ด่านตระกูล
ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคต ฯ (จบ) - ดอม ด่านตระกูล

สุนัย:ดูพม่าปรองดองแล้วย้อนมองไทย

ที่มา Thai E-News

เมื่อ เห็นการเคลื่อนตัวของพม่าในทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่เติบโตดีวันดีคืนเช่นนี้ เมื่อหันกลับมาย้อนมองเมืองไทยแล้วน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะไทยยังติดหล่มไม่เห็นอนาคต อำนาจเผด็จการยังแสดงอาการอาฆาตมาดร้ายกับพ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย

โดย ส.ส.สุนัย จุลพงศธร ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ

การเดินทางเยือนพม่าของ นางฮิลลารี คลินตัน ผู้นำสำคัญของโลกและอีกหลายคนในโอกาสที่พม่าเปิดประเทศได้กลายเป็นสัญญาณที่ บ่งบอกถึงความสำคัญของกลุ่มอาเซียน ในโอกาสที่จะเปิดศักราชใหม่ของประชาคมอาเซียน AEC อย่างสมบูรณ์แบบในปี 2558

แม้วันนี้กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปยังคว่ำบาตรพม่า แต่เชื่อได้ว่าอีกไม่นานนักทุกอย่างจะคลี่คลาย และการแสดงออกของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาในวันนี้โดยเนื้อแท้มิใช่เป็นความ เอ็นดูพม่า แต่เป็นการแสดงถึงความกังวลแห่งอดีตที่จีนได้แสดงตัวเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มอา เซียนโดดเด่นเกินไป

และบัดนี้ได้เวลาแห่งความชอบธรรมที่สหรัฐอเมริกาจะก้าวเข้ามาตรวจตราใน พื้นที่นี้แล้ว และเป็นเวลาสำคัญสำหรับไทยที่ควรจะมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ตามลูกพี่ใหญ่ ที่สนิทสนมกันมานาน

แต่ไทยกลับต้องติดกับดักทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ฆ่าประชาชนกลางถนนในเหตุการณ์ ผ่านฟ้า-ราชประสงค์และการจับนักโทษทางการเมืองที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างน่า กลัว

อันเป็นผลจากโครงสร้างระบอบเผด็จการแฝงเร้นทางประวัติศาสตร์ จึงน่าจับตามองว่าไทยจะก้าวข้ามกับดักนี้ได้อย่างไร ในภาวะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างรวดเร็ว ดังนั้น

เพื่อเก็บรับบทเรียนจากเพื่อนบ้านที่ผ่านความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงและ กำลังก้าวข้ามกับดักนั้น เพื่อนำมาศึกษาเป็นบทเรียนด้านกลับให้กับไทย เราจึงควรมาเรียนรู้พัฒนาการของพม่าวันนี้

การเมืองพม่าย่างก้าวสู่ประชาธิปไตย

ในรอบปี 2554 พม่าได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทางที่ดีอย่างมีนัยสำคัญโดยได้ ดำเนินการตามแผน 7 ขั้นตอนสู่ประชาธิปไตยมาเป็นระยะจนสู่ความสำเร็จ

โดยขั้นตอนสุดท้ายได้จัดตั้งรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือนมีนาคม 2554 แต่ยังดำรงเนื้อในเผด็จการ ด้วยการใช้รูปแบบการหลอกลวงโดยมีพรรค Union Solidarity and Development Party (USDP) ซึ่งคือพรรคทหารแปลงกายเป็นผู้นำสู่การเลือกตั้งและได้รับชัยชนะอย่างท่วม ท้นในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553

ดังนั้นในภาวการณ์ขณะนี้รัฐบาลของนายเต็ง เส่ง จึงยืนอยู่บนฐานอำนาจของกองทัพ ซึ่งเป็นฐานอำนาจเก่าในระยะเปลี่ยนผ่าน

แต่มีสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นที่จะไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อาทิ

(1) การแถลงนโยบายของรัฐบาลเพื่อแสดงเจตนารมณ์พัฒนาประเทศตามแนวทางประชาธิปไตย

(2) การจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

(3) การประกาศอภัยโทษนักโทษการเมืองจำนวน 6,359 คน

และ (4) การรับรองกฎหมายอนุญาตการจัดการประท้วงอย่างสันติได้

ประเด็นปัญหาตัวแสดงสำคัญทางการเมืองอย่าง นางออง ซาน ซู จี ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมายาวนานว่าเป็นผู้ทรยศชาติ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในประเทศไทย ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั้นคือ รัฐบาลพม่าได้แสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับนางออง ซาน ซู จี อย่างต่อเนื่อง

โดยนางได้พบหารือกับผู้แทนระดับสูงทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ รวมทั้งประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และสภาประชาชนพม่าได้ทำการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อเอื้อให้พรรค National League for Democracy (NLD) หรือพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยของนางออง ซาน ซู จี มีสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง

ซึ่งต่อมาพรรค NLD จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญใหม่ และนางออง ซาน ซู จี ได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการและลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมสำหรับตำแหน่งสมาชิก รัฐสภาจำนวนทั้งหมด 48 ที่นั่ง ที่จะมีในวันที่ 1 เมษายน 2555

โดยอาจลงสมัครสมาชิกสภาประชาชนเขต เมืองกอว์มู(Kawhmu)อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากพายุไซโคลนนากีสเมื่อปี2551

ซึ่งการตัดสินใจของนางออง ซาน ซู จี และพรรค NLD ในครั้งนี้มีส่วนส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตยในพม่าให้มีความน่าเชื่อถือ มากขึ้น แม้ว่าชัยชนะของนางอองซานซูจีจะไม่ทำให้พรรคของเธอมีเสียงข้างมากในสภาก็ตาม เพราะถือเป็นการเปิดสัญญาณแห่งระบอบประชาธิปไตยในพม่าแล้ว

ในประเด็นนี้เมื่อเปรียบกับไทยแล้วเห็นชัดว่า ไทยยังติดหล่มไม่เห็นอนาคต เพราะอำนาจเผด็จการในประเทศไทยยังแสดงอาการอาฆาตมาดร้ายกับพ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย ถึงขั้นเผลอเป็นไม่ได้เพราะอาจจะถูกยุบพรรค รัฐประหารเงียบได้ทันทีเหมือนที่เคยทำกับรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์




และล่าสุดก็ส่งสัญญาณข่มขู่ท่ามกลางข่าวลือว่า จะมีการรัฐประหาร เพราะไม่พอใจที่มีคณะนิติราษฎร์เสนอแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 โดยการรวมตัวกันของกลุ่มเผด็จการทหารอย่างมีนัยสำคัญ โดยอ้างการทำบุญหล่อพระ โดยมีพระ เจ้าอาวาสที่เป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเป็นตัวประสานงาน

ส่วนความขัดแย้งด้านสงครามกับชนกลุ่มน้อยพม่าก็มีสัญญาณที่ดีกล่าวคือ มีการพัฒนาการทางบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตกลงหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม เช่น กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) กลุ่มกองทัพแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือกลุ่มโกกั้งเมืองลา (National Democratic Alliance Army-NDAA) กลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (Democratic Kayin Buddhist Army-DKBA) และกลุ่มสภากอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of Shan State-RCSS)

ล่าสุด กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) และกลุ่มแนวร่วมชาติแห่งจีน (Chin National Front-CNF) โดยได้ลงนามตกลงหยุดยิงกันในเดือนมกราคม 2555 และยังขยายตัวเดินหน้าเจรจากับกลุ่มอื่นๆต่อไปอีก

การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม

ในปี 2554 เศรษฐกิจพม่าขยายตัวเติบโตขึ้นร้อยละ 5.3 เป็นผลจากการลงทุนจากต่างประเทศและผลผลิตภาคการเกษตรที่เพิ่มขึ้น และเงินสกุลจั๊ตก็แข็งค่าขึ้นอย่างมากปัจจุบันอยู่ที่ 800 จั๊ตต่อดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20

การค้าระหว่างประเทศของพม่ามีมูลค่า 15,279 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 มีจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1

ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศมีมูลค่า 40,319 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.4 โดยจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในพม่า ทั้งนี้ไทยเคยครองอันดับ 1 ในการเป็นคู่ค้ากับพม่าและขณะนี้

รัฐบาลพม่ามีนโยบายเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ควบคู่ไปกับการรับฟังข้อห่วงกังวลของประชาชนและผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น

เห็นได้จากการออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ และกฎหมายเฉพาะสำหรับการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เมืองทวายติดกับชายแดนไทย

และขณะเดียวกันก็ระงับโครงการสร้างเขื่อนมิตโสนในแม่น้ำอิระวดีที่รัฐบาล ร่วมทุนกับบริษัทเอกชนจีนเพื่อเอาใจประชาชน เนื่องจากประชาชนพม่าได้ต่อต้านอย่างกว้างขวาง ด้วยกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและสังคม

ในขณะเดียวกันรัฐบาลพม่าก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบทและการแก้ปัญหาความ ยากจน โดยได้จัดการประชุมระดับชาติในเรื่องดังกล่าว 2 ครั้ง ที่เมืองเนปิดอว์ โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจชนบทและการเกษตร

มีผู้นำระดับสูงทั้งจากรัฐบาลกลางและท้องถิ่นเข้าร่วมจำนวนมาก

และที่มีจุดเด่นสำคัญที่แสดงถึงการปรองดองคือได้เชิญนางออง ซาน ซู จี อดีตศัตรูคนสำคัญเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย

เปิดกว้างด้านการต่างประเทศ

รัฐบาลพม่าได้เปิดบทบาทเชิงรุกในต่างประเทศมากขึ้น โดยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS Summit) ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 19-20 ธันวาคม 2554 ,เตรียมการประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลาย สาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ครั้งที่ 3 ที่จะจัดขึ้นในปี 2555,จะจัด การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในปี 2556

และที่สำคัญที่สุดคือ พม่าได้รับความไว้วางใจจากอาเซียนให้ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2557

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้นำระดับสูงของพม่าได้เดินทางเยือนต่างประเทศต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเยือนประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญอย่าง จีน และอินเดีย นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่ายังเดินทางเยือนประเทศอื่นๆที่คาด ว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการลงทุนในพม่า อาทิ ไทย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ด้วย

ในขณะเดียวกันพม่าได้รับการเยือนของผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศตะวันตก ซึ่งได้เพิกเฉยต่อพม่ามายาวนาน อาทิเช่น การเยือนของสหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป,สหราชอาณาจักร,ออสเตรเลีย และนอร์เวย์

ที่สำคัญที่สุดคือ การเยือนของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2554

โดยนางคลินตันได้พบหารือกับผู้นำรัฐบาลพม่าที่เนปิดอว์และพบหารือและรับ ประทานอาหารค่ำกับนางออง ซาน ซู จี ที่กรุงย่างกุ้งด้วย ซึ่งการแสดงออกของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งตะวันตกนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ เห็นชอบต่อการปรับตัวของพม่าสู่ประชาธิปไตย แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอาเซียนได้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาและยุโรปมีความสบายใจที่จะคบหาสมาคม ด้วยโดยไม่ผิดหลักการทางด้านประชาธิปไตย

ซึ่งในอดีตปัญหาอยู่ที่พม่า ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดได้ส่งสัญญาณต่อชาวโลกแล้ว ว่าพร้อมเข้าสู่ระบบตลาดเสรีแล้วจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 เมื่อวันที่ 15 – 19 พฤศจิกายน 2554 ได้เห็นชอบให้พม่าดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2557

สำหรับประเทศตะวันตกและประเทศพันธมิตรกับโลกตะวันตก อาทิ ญี่ปุ่นจึงได้เพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับพม่ารวมทั้งอีกหลายประเทศได้ลดมาตรการ คว่ำบาตร รวมทั้งแสดงความพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่พม่า

เส้นทางพม่าในปี 2555 ที่ถูกจับตามอง

ประเด็นสำคัญที่โลกกำลังจับตามองพม่าในปี 2555 คือ การเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 1 เมษายน 2555 เพื่อเปิดทางให้แก่ นางออง ซาน ซู จี เข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ และการเจรจากับชนกลุ่มน้อยกลุ่มสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มคะฉิ่นที่เข้มแข็งที่สุด ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงหรือไม่

ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ประเทศตะวันตกยังไม่วางใจจึงยังต้องคง มาตรการคว่ำบาตรบางประการไว้เพื่อกดดันให้พม่าเปิดทางให้ นางออง ซาน ซู จี และปล่อยตัวนักโทษการเมืองที่เหลือทั้งหมด

เพราะประเด็นการก้าวเข้าสู่อำนาจของนางออง ซาน ซู จี และพรรคฝ่ายค้านยังสร้างความหวาดวิตกให้กับกลุ่มทหารฝ่ายขวาจัดอนุรักษ์นิยม จึงทำให้พม่ายังจะมีความเสี่ยงต่อการหวนกลับมามีอำนาจของกลุ่มทหารและกลุ่ม อนุรักษ์นิยมอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งหนึ่งด้วย

เพราะพวกหัวเก่าไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปและเปิดประเทศอย่างรวดเร็ว ที่เป็นอยู่ในขณะนี้เพราะบทเรียนในอดีตที่อดีตนายกฯขิ่น ยุ้นต์ พยายามเปิดประเทศก็ถูกฝ่ายขวาจัดทำรัฐประหารมาแล้ว

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ : ความสัมพันธ์ไทย – พม่าดีขึ้น

นับแต่การเปลี่ยนรัฐบาลจากนายอภิสิทธิ์มาเป็นรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-พม่าดีขึ้นเป็นลำดับ

โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและการหารือระดับสูงอย่างต่อเนื่อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยได้เดินทางเยือนพม่าแล้ว 2 ครั้ง

โดยครั้งแรกเป็นการเยือนในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554 และครั้งที่ 2 เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำ 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS Summit) ที่เนปิดอว์ เมื่อวันที่ 19-20 ธันวาคม 2554 และได้พบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีพม่า ที่เนปิดอว์

และที่สำคัญยิ่งคือการพบกันของ 2 ผู้นำหญิงแห่งอาเซียนคือภาพการจับมือของ นางสาวยิ่งลักษณ์ และนางออง ซาน ซู จี ที่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งส่งสัญญาณให้สายตาชาวโลกจับตามาที่พม่าและไทย

เพราะ 2 ผู้นำสตรีนี้อยู่ในสถานการณ์การเมืองอย่างเดียวกันคือ อยู่ภายใต้ความเสี่ยงของเผด็จการทหารขวาจัดด้วยกันทั้งคู่ และต่างก็เป็นผู้นำสตรีคนแรกของแต่ละประเทศด้วยกัน

ดังนั้น จากภาพ 2 ผู้นำสตรีนี้จึงสร้างแรงดึงดูดใจให้ชาวโลกหันมามองผลักดันให้เกิดความเชื่อ มั่นของชาวโลกต่อความร่วมมือกันในการปราบปรามยาเสพติดที่เป็นปัญหาของชาวโลก มากยิ่งกว่าภาพการจับมือระหว่างนายกฯยิ่งลักษณ์ กับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เสียอีก

ความสัมพันธ์ที่ก้าวรุดหน้าของพม่าและไทยนี้ได้ส่งผลให้เกิดความร่วมมือ แก้ไขปัญหาที่เรื้อรังลุล่วงขึ้นหลายประการ เช่น การแก้ไขปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย การส่งเสริมการค้าและการลงทุน และความร่วมมือบริเวณแนวชายแดนและเรื่องเขตแดน

โดยเฉพาะการเปิดจุดผ่านแดนถาวรเมียวดีตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวรแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ภายหลังจากที่ปิดมาตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2553 ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์

รวมทั้งการปล่อยตัวนักโทษชาวไทย 8 คน จากฑัณฑสถานเกาะสอง นับว่าเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภายใต้นโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ชัดเจนที่สุด

แต่อย่างไรก็ตามพม่ายังคงให้ความสำคัญอันดับต้นกับปัญหาความมั่นคงบริเวณชาย แดน ซึ่งพม่าชื่อว่าชนกลุ่มน้อยติดอาวุธยังอาศัยดินแดนไทยในการเคลื่อนไหว

ทั้งนี้ ทางการไทยก็ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลพม่า โดยใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าไทยแทรกแซงกิจการภายใน โดยเมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2554 หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้อำนวยความสะดวกให้นายอ่อง มิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรถไฟพม่า ซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ให้เจรจากับชนกลุ่มน้อย 5 กลุ่มที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

การหารือได้ผลเป็นที่น่าพอใจ หลายกลุ่มได้เจรจาในรอบต่อไปเพื่อนำไปสู่การตกลงหยุดยิง

ทั้งนี้ การอำนวยความสะดวกแก่รัฐบาลพม่าครั้งนี้น่าจะทำให้รัฐบาลพม่าไว้วางใจและเชื่อใจไทยมากขึ้น

แต่แหล่งข่าวระดับลึกรายงานว่าฝ่ายพม่าเชื่อว่า ความปั่นป่วนจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพม่าที่มีมาเป็นระยะๆเป็นฝีมือกลุ่ม ต่อต้านรัฐบาลพม่าที่อาศัยอยู่กับอำนาจพิเศษในแดนไทย ซึ่งยังเป็นปัญหาคาใจกันอยู่ที่ต้องหาทางแก้ไขต่อไป

ด้านเศรษฐกิจการค้าปรากฏว่าดีวันดีคืน โดยการค้าชายแดนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นภายหลังจากพม่าเปิดจุดผ่านแดนที่ เมืองเมียวดี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 โดยไทยมีมูลค่าการลงทุนสะสมตั้งแต่ปี 2531 ถึงปี 2554 รวม 9,568 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นอันดับที่ 2 รองจากจีน

รัฐบาลพม่ายังคงไว้วางใจเอกชนไทยในการขยายการลงทุนในพม่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสาขาพลังงานและการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมที่เมือง ทวาย

โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2554 พม่าให้สัมปทานเพิ่มเติมแก่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบก 2 แปลง ได้แก่ แปลง PSC-G และ E2 บริเวณตอนกลางของประเทศ ส่วนโครงการท่าเรือที่เมืองทวายฯ โดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้รับความร่วมมือจากทางการพม่าเป็นอย่างดีตามแผนงานที่วางไว้

เมื่อเห็นการเคลื่อนตัวของพม่าในทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่เติบโตดีวันดีคืนเช่นนี้ เมื่อหันกลับมาย้อนมองเมืองไทยแล้วน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะยังมองไม่เห็นอนาคตว่าคนไทยจะปรองดองกันได้อย่างไร

ยิ่งการประสานเสียงระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้จะพูดต่างกันแต่เนื้อหาเดียวกันคือ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณและรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงขนาดจัดเตรียมแผนลับที่จะล้มรัฐบาล โดยป้ายสีให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่จงรักภักดี โดยใช้การเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ ผนวกเป็นเรื่องเดียวกันกับการแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างความสันสนและใช้เป็นข้ออ้างที่จะก่อการรัฐประหาร

และล่าสุดก็มีการรวมตัวกันของอดีตผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารบกคน ปัจจุบันในสายงานบูรพาพยัคฆ์ที่เป็นกลุ่มผู้ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ตัวจริงรวมตัวกันที่วัดอ้อน้อยที่เจ้าอาวาสเป็นผู้มีบารมีของฝ่ายอนุรักษ์ นิยมและเป็นอาจารย์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่แสดงถึงความพร้อมที่จะกระทำการดังกล่าว

โดยพร้อมจะทำการกวาดล้าง เข่นฆ่าประชาชน อย่างโหดร้ายเหมือนที่เคยกระทำมาแล้วในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพื่อข่มขู่ให้หวาดกลัวและถอนรากถอนโคนอำนาจฝ่ายตรงข้ามโดยไม่หวาดกลัวต่อ สายตาชาวโลกที่กำลังจ้องมองอยู่

พม่ากำลังฟื้นแต่ไทยกำลังฟุบ ภาวนาอย่าให้ถึงขั้นเป็นตัวถ่วงอาเซียนเลย