WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 18, 2012

เว็บไซต์ดังสำรวจ SMS โพลล์ เผยประชาชน 53.68% ไม่กังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลาย

ที่มา ประชาไท

MThai SMS เผยผลสำรวจผ่านทางโทรศัพท์มือถือทั้งสิ้น 257 เบอร์ เริ่มสำรวจความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. – 17 ก.พ. 55 พบประชาชนไม่กังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลาย 53.68%
17 ม.ค. 55 – MThai News รายงานว่าจากการที่ MThai SMS โพลล์ สำรวจความคิดเห็นผ่านมือถือในประเด็น “คุณกังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลายหรือไม่”
ผลสรุปว่า ประชาชน 53.68% ไม่กังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลาย ขณะที่อีก 46.32 % กังวลว่าความเห็นต่างกรณี ม.112 จะบานปลาย
ทั้งนี้ โพลล์ดังกล่าวมีสมาชิกร่วมแสดงความเห็นผ่านทางโทรศัพท์มือถือทั้งสิ้น 257 เบอร์ เริ่มสำรวจความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 21ม.ค. – 17 ก.พ. 2555

ปปง.เตรียมแจงจันทร์นี้หลัง FATF ขึ้นบัญชีดำไทยไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานฟอกเงิน

ที่มา ประชาไท

เลขาธิการ ปปง. เตรียมแถลงข่าวกรณีคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับ การฟอกเงิน (FATF) ขึ้นบัญชีดำประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่าง ประเทศว่าด้วยการสกัดการฟอกเงิน วันจันทร์ที่ 20 ก.พ.นี้
17 ก.พ. 55 - สำนักข่าวไทยรายงาน ว่าหลังจากคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอก เงิน (Financial Action Task Force on Money Laundering – FATF) ขึ้นบัญชีดำไทย รวมทั้งประเทศอื่น คือ ปากีสถาน, อินโดนีเซีย, กานา และแทนซาเนีย ในรายชื่อประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการสกัดการฟอก เงิน และการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย
รายงานข่าวจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แจ้งว่า ขณะนี้ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง.อยู่ระหว่างการร่วมประชุม คณะทำงา FATF ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 13-20 ก.พ.นี้ และจะกลับมาแถลงข่าวกรณีดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 13.00 น.โดยจะแถลงข่าวใน 3 ประเด็น คือ 1.การดำเนินงานในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของไทย 2.ปัญหาข้อบกพร่องของประเทศไทยที่สำคัญๆ ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อสังเกตจาก FATF ว่าฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย 3. ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย ที่ถูกขึ้นบัญชีดำเรื่องการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับ สนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism - AML/CFT)
ทั้งนี้ เนื้อข่าวตามเว็บไซต์ของ FATF ระบุว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีการรับรองจากฝ่ายการเมืองที่จะดำเนินความร่วมมือกับ FATF และ กลุ่มความร่วมมือต่อด้านในการฟอกเงินเอเชีย-แปซิฟิก (The Asia-Pacific Group on Money Laundering-APG) ในการปรับปรุงข้อบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) แต่ไม่มีความคืบหน้าอย่างเพียงพอในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ และยังคงมีข้อบกพร่องทางยุทธศาสตร์ แม้ว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อขั้นตอนการตรากฎหมายที่ จำเป็นตั้งแต่ พ.ศ. 2552 - 2554 ประเทศไทยมีการดำเนินการปรับปรุงระบบ AML/CFT และมีการประเมินความเสี่ยงในภาคการเงินแล้วเสร็จ ประเทศไทยควรดำเนินการตามแผนปฏิบัติการในการปรับปรุงข้อบกพร่องทาง ยุทธศาสตร์ที่เหลือ รวมถึง (1) การกำหนดให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเป็นความผิดอาญาอย่าง เหมาะสม (ข้อแนะนำพิเศษที่ II) (2) กำหนดและดำเนินมาตรการที่เหมาะสมในการระบุและยึด/อายัดทรัพย์สินของผู้ก่อ การร้าย (ข้อแนะนำพิเศษที่ III) และ (3) มีการกำกับดูแลด้าน AML/CFT ที่เข้มข้นขึ้น (ข้อแนะนำที่ 23) FATF กระตุ้นเตือนให้ประเทศไทยดำเนินการกับข้อบกพร่องที่เหลืออยู่ และดำเนินการตามแผนปฏิบัติการต่อไป

เหยื่อร่ำไห้กลางศาลปกครอง สะเทือนใจถูกซ้อมพร้อมอิหม่ามยะผา

ที่มา ประชาไท

นายรายู ดอคอ ร่ำไห้กลางศาลปกครองสงขลา สะเทือนใจเหตุถูกซ้อมทรมานพร้อมอิหม่ามยะผา ตุลาการนัดพิพากษาคดีฟ้องเรียกค่าเสียหาย 14 มีนาคม 2555

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 ศาลปกครองสงขลา นายสมยศ วัฒนภิรมณ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสงขลา พร้อมองค์คณะขึ้นนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 94/2553 ระหว่างนายรายู ดอคอ ผู้ฟ้อง กับกระทรวงกลาโหม กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 1- 4 โดยนายรายูฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด เป็นเงิน 1,631,400 บาท โดยผู้ฟ้องคดีและทนายมาศาล ส่วนผู้แทนผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ไม่มาศาล

คดีนี้ นายรายูได้แจ้งความประสงค์ขอแถลงข้อเท็จจริงด้วยวาจาต่อศาล

นายรายูแถลงว่า ตนถูกควบคุมตัวพร้อมกับอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ที่เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวของทหาร โดยตนถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานด้วย แต่หลังจากนายรายูแถลงได้ประมาณ 10 นาที นายรายูเริ่มมีสีหน้าเศร้าพร้อมกับมีน้ำตาคลอ จนทำให้การแถลงติดขัด นายรายูจึงแถลงต่อศาลว่า ตนไม่สามารถแถลงข้อเท็จจริงได้อีกต่อไปจนจบ เพราะรู้อัดอั้นตันใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน

ขณะเดียวกันญาติของนายรายู ซึ่งมาฟังการพิจารณาคดีด้วยประมาณ 3 – 4 คน ต่างก็ร้องไห้ออกมาด้วย

นายสมยศ จึงอนุญาตให้หยุดการแถลงข้อเท็จจริงได้ พร้อมกับแถลงว่า ศาลสามารถพิจารณาข้อเท็จจากเอกสารแถลงการณ์ที่ทนายของผู้ฟ้องได้ยืนต่อศาลมา แล้วได้

ศาลจึงกำหนดวันอ่านคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 14 มีนาคม 2555

สำหรับองค์คณะตุลาการพิจารณาคดีนี้ ประกอบด้วย นายสมยศ นายสมมาศ รัฐพิทักษ์สันติ และนายสุทธิพงศ์ เชาวนาดิศัย ส่วนตุลาการผู้แถลงคดี คือนางนัทธมน อิ่มสะอาด

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า สำหรับเหตุแห่งคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 เมื่อทหารหน่วยเฉพาะกิจที่ 39 ร่วมกับตำรวจสถานีตำรวจภูธรรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ร่วมกันปิดล้อม ตรวจ ค้น และควบคุมตัวนายรายู ดอคอ ที่บ้านเลขที่ 51/1 หมู่ที่ 5 ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งอีกว่า จากนั้นนำตัวไปควบคุมตัวพร้อมกับอิหม่ามยะผา กาเซ็ง กับลูกและหลานของอิหม่ามยะผา รวมทั้งหมด 7 คน โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกและนำตัวนายรายูกับพวกไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยกล่าวหาว่า นายรายูกับพวกเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ และนายรายูมีส่วนร่วมในการฆ่าผู้อื่นในอำเภอรือเสาะ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งต่อไปว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวนายรายูกับพวกไปควบคุมตัวที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ 39 ที่วัดสวนธรรม ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ โดยขังไว้ในรถบรรทุกหกล้อสำหรับรับส่งผู้ต้องหาของสถานีตำรวจภูธรรือเสาะ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า นายรายู ถูกนำตัวไปซักถามและถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ จากการทรมานอย่างทารุณโหดร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นเหตุให้นายรายู ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งด้วยว่า ศาลปกครองสงขลารับฟ้องคดีและอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามที่ผู้ฟ้องคดียื่นขอ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งเพิ่มเติมว่า คดีนี้นายรายูได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม2552 ด้วย แต่ศาลแพ่งเห็นว่าคดีนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครอง ศาลแพ่งจึงสั่งจำหน่ายคดี นายรายูจึงฟ้องร้องต่อศาลปกครองสงขลาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553

'โคฟี อันนัน' พร้อมอดีตปธน. ฟินแลนด์ เยือนไทย หวังหนุนการปรองดอง

ที่มา ประชาไท

โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมทั้ง มาร์ตติ อาห์ติซาริ อดีตปธน.ฟินแลนด์ เดินทางเยือนไทยระหว่าง 16-19 ก.พ. ตามคำเชิญของคอป. เพื่อหนุนเสริมกระบวนการปรองดองในประเทศไทย

16 ก.พ. 55 - เดลินิวส์รายงานว่าระหว่างวันที่ 16-19 ก.พ.นี้ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ และนายมาร์ตติ อาห์ติซาริ อดีตประธานาธิบดีแห่งสาธาณรัฐฟินแลนด์ จะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าพบกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) ตามที่ได้รับคำเชิญให้เป็นที่ปรึกษาและนำประสบการณ์ด้านการสร้างความปรองดอง ในต่างประเทศ เป็นแนวทางการในสร้างความปรองดองของประเทศไทย โดยนายโคฟีและนายมาร์ตติ จะเข้ารับฟังข้อมูลความคิดเห็นของทุกฝ่าย

จากนั้นในวันที่ 18 ก.พ. ที่ห้องบอลรูม โรงแรมแชงกรีล่า นายโคฟีและนายมาร์ตติ จะเปิดเวทีพูดคุยถึงบทบาทของตนเองที่สามารถเข้ามามีส่วนแนะนำทิศทางการสร้าง ความปรองดองรวมทั้งเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้มีโอกาสซักถาม

ทั้งนี้นายโคฟี กล่าวถึงการเดินทางมาประเทศไทยว่า ตนมาเยือนในฐานะเพื่อนของประชาชนชาวไทย ซึ่งจะรับฟัง เรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องการปรองดอง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์และมีคุณค่าสำหรับการทำงาน คอป. ในอนาคต ขณะที่นายมาร์ตติ กล่าวว่า แม้กระบวนการปรองดองในแต่ละที่จะมีความแตกต่างกัน เพราะไม่มีกระบวนการปรองดองของที่หนึ่งจะไปเหมือนอีกที่หนึ่งได้ แต่ทุกประเทศต่างก็มีประเด็นและสิ่งท้าทายเหมือนกัน จึงหวังว่าการเดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมหารือกับคอป.ครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้คนไทยสามารถกำหนดทิศทางไปสู่การปรองดองของตัวเองได้

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ทางคอป. เสนอรายงานความคืบหน้าในการทำงานของคณะกรรมการคอป. ต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 2 ครั้ง และได้มีหนังสือเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะต่าง ๆ รวม 4 ครั้งประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1. การตีตรวนผู้ต้องขัง 2.สิทธิพื้นฐานของผู้ถูกล่าวหาในคดีอาญาสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรง 3.นโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย 4.ความผิดที่ต้องให้อำนาจ

450px-Kofi_Annan
ภาพโดย Ricardo Stuckert/ABr (Ricardo Stuckert/ABr 14.Nov.2003,) [CC-BY-3.0-br],
via Wikimedia Commons

สำหรับนายโคฟี เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติติดต่อกันถึงสองสมัยและได้รับรางวัล โนเบล สาขาสันติภาพร่วมกับสหประชาชาติ เมื่อหมดวาระจากการทำงานในสหประชาชาตินายโคฟีได้ก่อตั้งมูลนิธิโคฟี อันนัน ขึ้นมาโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการกลไกในระดับโลกที่ดี ยิ่งขึ้นและเสริมสร้างศักยภาพประชาชนและประเทศต่างๆ ให้สามารถส่งผลให้สังคมโลกมีความเป็นธรรมและมีเสถียรภาพมากขึ้น

Martti_Ahtisaari
ภาพโดย By Embassy of the United States in Helsinki, Finland
[Public domain], via Wikimedia Commons

ด้านนายมาร์ตติ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟินแลนด์ ใน 2537 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเนื่องจนถึง ปี 2543 โดยปี 2551 นายมาร์ตติ จึงได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อหมดวาระจากตำแหน่งประธานาธิบดี นายมาร์ตติจึงเริ่มทำหน้าที่ในฐานะคนกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเพื่อ การสร้างสันติภาพในระดับนานาชาติ

ที่มา: เรียบเรียงจาก เดลินิวส์, ข่าวสด

อภิปราย ‘รัฐประหาร’ ใน ‘การปกครองระบอบประชาธิปไตย’ แจงลักษณะเฉพาะแบบไทยๆ

ที่มา ประชาไท

รายงานโดย: ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ และ ธีร์ อันมัย

‘ปูนเทพ ศิรินุพงษ์’ แจง 5 ลักษณะ ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ ไม่เคารพต่อเจตจำนงของประชาชน จ้องจับผิดนักการเมือง แต่ไม่ตรวจสอบคณะรัฐประหาร ด้าน ‘น.พ.กิติภูมิ จุฑาสมิต’ ชี้ไทยมีข้ออ้างทำรัฐประหาร ทั้งเพื่อระงับเหตุรุนแรง เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อสถาบัน

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธุ์ 2555 เวลา 13.00 น.คณะศิลปะศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดงานอภิปรายสาธารณะ ในหัวข้อ “รัฐประหารในการปกครองระบอบประชาธิปไตย” วิทยากรประกอบด้วย นายปูนเทพ ศิรินุพงษ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากคณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร และน.พ.กิติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาลพาลภูสิงห์ จ.ศรีษะเกษ โดยมีนักศึกษาและประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังประมาณ 400 คน
นายเสนาะ เจริญพร อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ ม.อุบลฯ ผู้ดำเนินการอภิปรายได้ยกข้อมูลwww.whereisThailand.info มา ประกอบการพูดคุยว่า ประเทศไทยเคยผ่านการรัฐประหารมาแล้ว 17 ครั้งติดอันดับ 4 ร่วมกับประเทศกินี-บิสเชา ซีเรียและโตโก เป็นรองประเทศซูดาน (31 ครั้ง) อิรัก (24 ครั้ง) และโบลิเวีย (19 ครั้ง) ตามลำดับ โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ เรามีการทำ ‘รัฐประหาร’ ขณะที่เราเรียกตัวเองว่าปกครองด้วยระบอบ ‘ประชาธิปไตย’ แต่มี ‘ไปยาลน้อย (ฯ)’ ต่อท้าย
ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่เคารพเจตจำนงของประชาชน ไม่ตั้งคำถามต่อการรัฐประหาร
“การแตกทางความคิดเป็นสิ่งที่สวยงามในระบอบประชาธิปไตยเพราะเราไม่ สามารถที่จะทำให้คนเราคิดเหมือนกันได้ ดังนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดามากที่สังคมประชาธิปไตยจะมีความคิดเห็นที่แตก ต่าง แต่คุณค่าของประชาธิปไตยอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนที่มีความคิดเห็นที่แตก ต่างอยู่ร่วมกันได้” นายปูนเทพ ศิรินุพงษ์ ตัวแทนจากคณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร แสดงทัศนะ
นายปูนเทพ กล่าวว่า ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งถ้าเป็นต่างประเทศจะมีการปรับตัวให้เข้ากับประชาธิปไตย แต่ในสังคมไทยกลับจะต้องให้ประชาธิปไตยปรับให้เข้ากับสังคมไทย
นายปูนเทพยังพูดถึงประชาธิปไตยฯ แบบไทยๆ ไว้ 5 ประเด็นดังนี้ 1) ระบอบประชาธิปไตยฯ แบบไทยๆ ให้ประชาชนชนมีอำนาจสูงสุด แต่ยังไม่พร้อมให้ประชาชนเป็นผู้ปกครองตัวเอง และถ้าหากใครเห็นต่างก็จะถูกมองว่าไม่เคารพในประชาธิปไตย 2) ระบอบประชาธิปไตยฯ แบบไทยๆ ประกาศรับรองให้ประชาชนมีอำนาจสูงสุด แต่ถ้าจะจัดวางองค์กรที่เกี่ยวข้องกับประชาชน หรือมาจากประชนชน ก็หาว่าทุจริตบ้าง มีการซื้อเสียงบ้าง เป็นระบบที่ไม่เคารพต่อเจตจำนงของประชาชน
3) ระบอบประชาธิปไตยฯ แบบไทยๆ เป็นระบอบที่ผู้นำเหล่าทัพมีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศ โดยไม่ต้องฟังรัฐบาลและออกมาไล่ใครที่คิดต่างให้ไปอยู่นอกประเทศหรือขู่จะทำ รัฐประหารได้ทุกเมื่อ 4) ระบอบประชาธิปไตยฯ แบบไทยๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำยากกว่าการฉีกรัฐธรรมนูญ หากใครจะเสนอจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทหารก็จะออกมาขู่ว่าจะทำการปฏิวัติ ทำรัฐประหาร 5) ระบอบประชาธิปไตยฯ แบบไทยๆ นั้นยอมให้มีการทำรัฐประหารโดยไม่มีเงื่อนไข หรือการทำรัฐประหารไม่ได้ทำให้สังคมไทยลดค่าแต่อย่างใด
นายปูนเทพยังได้ย้ำว่า ประชาธิปไตยที่มีไปยาลน้อย (ฯ) ในสังคมไทยนั้นไม่เคยตั้งคำถามเลยว่ารัฐประหารเกิดขึ้นได้อย่างไร แถมยังยินดีบังคับใช้กฎหมายหรือประกาศคณะปฏิวัติประกาศคณะปฏิรูป ซึ่งขัดกับหลักคุณค่าประชาธิปไตย องค์กรตุลาการ คณะตุลาการยอมรับรัฐประหารตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา คำวินิจฉัยส่วนตนบางคนถึงขนาดยอมรับว่าคณะรัฐประหารทำได้ทุกอย่าง รวมถึงนักวิชาการบางกลุ่มที่พึงพอใจกับการทำรัฐประหารเพราะมัวแต่ห่วงว่า นักการเมืองจะทุจริต คอรัปชั่น นักวิชาการเหล่านี้ก็จะคอยด่าแต่นักการเมือง แต่ไม่เคยด่าหรือตรวจสอบคณะรัฐประหารเลย
หลังเป็นประชาธิปไตย ไทยรัฐประหารทุก 3 ปี 4 เดือน ถี่กว่ามีเลือกตั้ง
น.พ.กิติภูมิกล่าวว่า เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันเราก็ยอมรับการทำรัฐประหาร และการทำรัฐประหารในประเทศไทยนั้นมีสถิติน่าสนใจนับจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 เป็นต้นมาพบว่า มีการรัฐประหารเพื่อทำลายรัฐบาลอย่างฉับพลัน 11 – 12 ครั้ง เฉลี่ยแล้ว ประเทศไทยมีรัฐประหารทุก 6 ปี 8 เดือน แต่ครั้นพิจารณาในรายละเอียดก็จะพบว่า มีการทำรัฐประหารไม่สำเร็จอีก 12 ครั้ง นั่นก็หมายความว่า ประเทศไทยเรามีรัฐประหารทุก 3 ปี 4 เดือน ซึ่งถี่กว่าการเลือกตั้งที่กำหนดให้มีทุก 4 ปี
“น่าสนใจเข้าไปอีกที่พบว่า ประเทศไทยมีการทำรัฐประหารตัวเองถึง 4 ครั้ง คือ ไม่ได้ไปยึดอำนาจจากรัฐบาลอื่นแต่รัฐประหารตัวเองเพื่อกระชับอำนาจ คือ สมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม สมัยจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ สมัยจอมพลถนอม กิตติขจรและสมัยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และประเทศไทยมีข้ออ้างเกี่ยวกับรัฐประหารที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ทั้งเพื่อระงับเหตุรุนแรง เพื่อประชาธิปไตย และตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาเริ่มมีข้ออ้างเพื่อสถาบัน เพราะเมื่อก่อนเมื่อก่อรัฐประหารก็จะเปิดเพลงสวนสนามของทหาร แต่ 2534 เป็นต้นมาเมื่อมีการยึดอำนาจก็จะเปิดเพลงเทิดพระเกียรติ พร้อมให้เหตุผลการทำรัฐประหารว่า เพื่อปกป้องสถาบัน” นพ.กิตติภูมิให้ข้อมูล
นพ.กิตติภูมิกล่าวด้วยว่า รัฐประหารไม่ได้เพิ่งมีในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมาเท่านั้น ในอดีตยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็มีการรัฐประหารแต่เรียกกันว่า ‘ปราบดาภิเษก’ เป็นการแย่งชิงอำนาจของกษัตริย์ ขุนนาง อำมาตย์ หากอ่านจากคำให้การกรุงเก่า คำให้การของขุนหลวงหาวัด พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์หรือแม้แต่ภาพยนตร์เรื่อง ‘สุริโยทัย’ ของ มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ก็ได้สะท้อนการแย่งชิงอำนาจในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เป็นอย่างดี
รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยาฯ ครั้งล่าสุด แต่ไม่สุดท้าย
“ที่ผ่านมา ไม่เคยมีนักรัฐศาสตร์คนไหนออกมายืนยันว่า การรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จะเป็นรัฐประหารครั้งสุดท้าย” นพ.กิติภูมิ กล่าว
นพ.กิติภูมิ กล่าวถึงรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ว่า ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางที่ดูหมิ่นคนจนและอิจฉาคนชั้นสูง คนชั้นกลางมักแสวงหาซูเปอร์ฮีโร่ มองหาคนพิเศษมีความรอบรู้เพื่อสนองตอบต่อความฝันของชนชั้นตนเอง ดังนั้นจึง ไม่แปลกที่คนชั้นกลางจะโหยหารัฐประหาร
อีกทั้ง รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหากวิเคราะห์โครงสร้างของกลุ่มผู้เข้าร่วมจะพบว่า มีทั้งสื่อมวลชน มีทั้งมวลชน (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และพรรคการเมืองที่รอฉวยโอกาสขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งกลุ่มก้อนที่เข้าเป็นแนวร่วมก็ไม่แตกต่างจากการทำรัฐประหารโค่นล้มปรีดี พนมยงค์ หรือ 6 ตุลาคม 2519 ที่ผ่านมา
“การเมืองไทยมีค่านิยมเรื่อง ‘ความสุจริต’ แต่ความสุจริตไม่ได้หมายถึง ‘ความมีประสิทธิภาพ’ ขณะเดียวกันสังคมไทยก็มี ‘ศรัทธา’ และ ‘ศรัทธา’ ก็ไม่ได้หมายถึง ‘ความมีเหตุผล’ เป็นความลักลั่นที่อยู่ด้วยกัน” นพ.กิตติภูมิกล่าว
นอกจากนั้น นพ.กิติภูมิยังกล่าวถึงแนวคิดของนักวิชาการ อาทิ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่พยายามอธิบายว่า ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่มีกรอบ มีเส้นที่ล่วงล้ำมิได้ อย่างเช่น ยอมให้นักการเมืองโกงได้แต่อย่าน่าเกลียด เพราะมันจะเปิดทางให้ทหารยึดอำนาจ ขณะเดียวกันทหารเองก็ต้องไม่ล้ำเส้น เพราะฆ่าประชาชนเมื่อใดประชาชนก็จะทนไม่ได้ รวมทั้งกล่าวถึงแนวคิด ‘วงจรอุบาทว์’ ที่ ศ.ชัยอนันต์ สมุทรวณิช อธิบายว่า เมื่อประชาชนเลือกตั้งด้วยการขายเสียงก็จะได้นักการเมืองโกงกิน เมื่อนักการเมืองโกงกินถอนทุนหรือทุจริตคอรัปชั่นก็จะนำมาสู่การรัฐประหาร และการเลือกตั้งหมุนวนไปเป็นวงจรเดิมๆ
“ดันแคน แมคคาร์โก ศาสตราจารย์ด้านการเมืองเอเชีย แห่ง University of Leeds มองประเทศไทยว่า รัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งมาไม่ใช่รัฐตัวจริง แต่จะมีกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็น ‘รัฐตัวจริง’ ซึ่งคุมอำนาจเป็นเครือข่ายชนชั้นสูง ข้าราชกับทหารที่ต้องคอยกระชับอำนาจของกลุ่มตนอย่างต่อเนื่อง” นพ.กิติภูมิกล่าว

“จันทรา” เหยื่อซ้อมทรมานภายใต้เงามืดของ พรก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

“วันที่ 7 ผมถูกจับโดยทหารพรานเพื่อสอบสวน แล้วให้เข้าไปในถัง จากนั้นก็ตี ไม่ให้ผมออกไป ผมหายใจไม่ออก พอผมจะออกมา เขาก็เตะไม่ให้ออกมา จนผมไม่สบาย ห่างอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ทหารก็ให้เข้าไปแช่ในถังที่มีน้ำแข็งอยู่ เขากดหัว ผมพยายามดิ้น เพราะหายใจไม่ออก จากนั้นเขาก็ต่อยที่หน้าจนแตก”

จันทรา (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ผู้ได้รับผลกระทบจาก พรก.ฉุกเฉิน ในจังหวัดชายแดนใต้

จันทรา เป็นหนึ่งในเยาวชนจำนวน 36 คน ที่มีโอกาสกลับออกมาบอกเล่าเรื่องราวระหว่างถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายความมั่น คง เขาถูกจับกุมภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งประกาศใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้มายาวนานกว่า 7 ปี ร่วมกับพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 หรือกฎอัยการศึก

ผลจากจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับ ทำให้มีผู้ถูกจับกุมและถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ เด็กและเยาวชนดังเช่นกรณีของจันทรา

“ชุดก่อนนั้นเมาอยู่แล้วมาถามผม พ่อกูใครฆ่า ผมบอกไปว่าไม่รู้ เขาก็เอาเทียนมาหยดใส่ตัวผม เอามีดมาขู่ที่คอผม ผมก็บอกไปว่าไม่รู้ มีทั้งถีบ ให้แก้ผ้า ตอนนั้นผมทนไม่ไหว ร้องไห้”





จันทรา เป็นหนึ่งในเด็กและเยาวชน ที่เครือข่ายสื่อคนรุ่นใหม่ชายแดนใต้ นำมาถ่ายทอดเป็นสารคดีวิดีโอ “จันทรา(เหยื่อกฎหมายพิเศษ)” ยังมีเด็กและเยาวชนจำนวน 36 คน ที่บอกเล่าเรื่องราวและประสบการณ์การจับกุม คุมขัง และถูกทำร้ายร่างกาย ผ่านการให้สัมภาษณ์ไว้ในงานวิจัยชื่อ “รอยแผลบนดวงจันทร์” ของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ก่อนจะคัดเลือกบางกรณีมาจัดทำเป็นหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน

“จันทรา” เหยื่อซ้อมทรมานภายใต้เงามืดของ พรก.ฉุกเฉิน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 18/02/55 คุณภาพต่ำกว่าสะดือ....

ที่มา blablabla



ภาพถ่ายของฉัน

เสียงเห่าโฮ่ง..โพล่งผ่านจอ คำตอแหล
เอาเพศแม่ มาละเลง เก่งชิบหาย
แสนระยำ คำสำราก จากปากฟาย
แถมใส่ร้าย เรื่องลามก สกปรกนัก....

พูดสองแง่..สองง่าม ตามถนัด
เลวเยี่ยงสัตว์ พวกอัปรีย์ ช่างดีดัก
สุดอุบาทว์ ชาติชั่ว มั่วทั้งพรรค
จนประจักษ์ เรื่องทราม หยามสตรี....

คิดระยำ ต่ำกว่าสะดือ คือทาสแท้
หมดทางแก้ พวกจัญไร ไร้ศักดิ์ศรี
ใช้คำพูด สับปลับ สุดอัปรีย์
ปากกาลี โคตรระยำ หวังทำลาย....

สมองหมา หน้าด้าน สันดานถ่อย
แถมปากพล่อย ใช้เล่ห์ลิ้น ไม่สิ้นสาย
เอาสามานย์ อำพราง ไร้ยางอาย
เติมวุ่นวาย วิปริต ผิดมนุษย์....

ผสมผสาน เป็นการเมือง เรื่องบัดซบ
พูดเลี่ยงหลบ เฉไฉ ไม่สิ้นสุด
หลอกกองเชียร์ โง่เง่า เข้ายื้อยุด
ไม่เคยหยุด เลวระยำ ทำจัญไร....

๓ บลา / ๑๘ ก.พ.๕๕

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/02/55 ระเบิดเกลื่อนเมือง...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ยังแข็งแรง..พอมั๊ยหนา..ท่านนายกฯ
กลัววิตก ท้อแท้ แก้ไม่ไหว
มันรุกล้ำ โรมรัน กลัวหวั่นใจ
หากสู้ได้ ก็ยินดี..เต็มที่เลย...


ภาพระเบิด เกลื่อนเมือง ใช่เรื่องเล่น
มันซ่อนเร้น เกิดก่อ รอเฉลย
ขบวนการ ต้านรัฐ จัดเหมือนเคย
เริ่มเปิดเผย โผล่หน้า มาท้าทาย....


อีกข่าวลือ ข่าวมั่ว ชั่วไม่หยุด
หวังยื้อยุด โค่นล้ม ให้จมหาย
วางระเบิด ฮึกเหิม เติมวุ่นวาย
จุดมุ่งหมาย คือระยำ ทำอัปรีย์....


แก้ รธน.นั้นหนอ..รอระเบิด
เล่นเอาเถิด กับ พ.ร.ก.ก่อบัดสี
คนเดือดร้อน ยังนั่งหงอ รอปราณี
ดึงโน่นนี่ ส่งตีความ หวังคว่ำไป....


หวังเดินหน้า สร้างเมือง ให้เรืองรุ่ง
บ้านนอก กรุง ทุกทิศทาง สว่างไสว
คนบางกลุ่ม กลับฉกฉวย ด้วยจัญไร
ต้องทำใจ มองระเบิด เกิดทั่วเมือง....


๓ บลา / ๑๗ ก.พ.๕๕

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/02/55 นับยาวๆ หายใจลึกๆ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน
ต้องสกัด คนชั่ว ให้หัวหด
หวังมันลด คิดระยำ เรื่องต่ำช้า
ความบัดซบ มากทวี เคยมีมา
ยังโผล่หน้า ยุแยง แฝงเงื่อนงำ....

ยุทหาร ปฏิวัติ ก่อรัฐประหาร
ส่อสันดาน จัญไร เพราะใฝ่ต่ำ
นับยาวๆ สักนิด หากคิดทำ
พวกหนุนนำ ลองชั่งใจ คิดให้ดี....

จาก ๑๙ กันยา เห็นมาแล้ว
ไร้วี่แวว ยืนหยัดอยู่ กู้ศักดิ์ศรี
มีแต่เรื่อง ตกต่ำ คนย่ำยี
หรือชื่นชอบ สิ่งอัปรีย์ ที่สร้างไว้....

ลองหายใจ ลึกๆ ผนึกคิด
ถูกหรือผิด ตรองดู ก็รู้ได้
ชาติร่มเย็น หรือร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
ต้องปวดใจ เคืองแค้น มาแสนนาน....

ส่งเสียงเตือน ทั่วถิ่น แผ่นเดินนี้
ต้านอัปรีย์ คนใจสัตว์ ก่อรัฐประหาร
ช่วยระวัง พวกวิปริต คิดสามานย์
ใช้สันดาน ชอบเอาเปรียบ เหยียบคนไทย....

๓ บลา / ๑๖ ก.พ.๕๕

ผ่าทางตันวิกฤต112ให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพทำประชาพิจารณ์ แล้วลงประชามติตัดสินควรแก้หรือไม่?

ที่มา Thai E-News

หมายเหตุไทยอีนิวส์:กลุ่ม พลังประชาธิปไตยไทยในออสเตรเลีย-Thai Red Australia ยื่นจดหมายต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เสนอผ่าทางตันวิกฤต112 ให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดเวทีประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวางรอบด้าน แล้วให้ประชาชนไทยทั้งประเทศลงประชามติว่าจะให้แก้ไขหรือไม่ กับให้ดำเนินคดีต่อผู้นำเรื่องนี้ไปยั่วยุให้ล้มล้างรัฐบาลนอกวิถีทางรัฐ ธรรมนูญ

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ทำเนียบรัฐบาล
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กทม.10330
ประเทศไทย
โทรสาร +66-2288-4016

13 กุมภาพันธ์ 2555
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในฐานะ Thai Red Australia เป็นองค์กรของกลุ่มคนไทยในออสเตรเลีย ที่สนับสนุนและร่วมต่อสู้กับพี่น้องคนไทยทุกหมู่เหล่าในและนอกประเทศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยของอารยะประเทศอื่นๆในโลกด้วยวิธีสันติ ใคร่ถือโอกาสนี้ชี้แจงมายังท่าน

ด้วยขณะนี้ปรากฎชัดว่า มีสื่อมวลชนหลายแขนง กลุ่มบุคคล คณะบุคคล บุคคล เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ บุคคลในคราบนักการเมืองที่เสียอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ ร่วมกันเป็นขบวนการสร้างกระแสบิดเบือนข้อเท็จจริง นำเอาสถานการณ์จากความเจตนาบริสุทธิ์ของกลุ่มคณาจารย์ในนาม "นิติราษฎร์" ที่นำเสนอแนวทาง ข้อคิดเห็นทางวิชาการและกฎหมาย (ตามรายละเอียดที่ทราบดีทั่วกันแล้วในสื่อสาธารณะ) เพื่อให้สาธารณะชนทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ บนพื้นฐานแห่งเหตุและผล เพื่อจะนำข้อสรุปไปสู่การแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริงและถาวร มาเป็นประเด็นใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาด้วยความเป็นเท็จ

โดยหวังปลุกปั่นยั่วยุประชาชนให้หลงเชื่อ เกิดความโกรธแค้นเกลียดชัง อาฆาตและประทุษร้าย เพื่อจะขยายความขัดแย้งนั้น ไปสู่ความรุนแรงและความไม่สงบในประเทศ ทั้งจะเป็นช่องทางให้ทหารนำเป็นข้ออ้างถึงความชอบธรรม ใช้กำลังออกมาเข่นฆ่าประชาชนเช่นกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 อีก

ซึ่งทั้งนี้ สื่อสัญญาณที่สื่อเครือข่ายของกลุ่มต้องการอำนาจนอกระบบ นำเผยแพร่ประโคมข่าวประกอบความคิดเห็นเชิงสนับสนุน ก็เพื่อจะเป็นหนทางบรรลุจุดประสงค์สูงสุด คือการต้องการล้มล้างรัฐบาลปัจจุบันและการกลับคืนของอำนาจนอกระบบ

ดังนั้นด้วยความรักและปรารถนาดีต่อประเทศและรัฐบาล และเพื่อการสนับสนุนความถูกต้องของแนวคิดคณะนิติราษฏร์ ที่ต้องการให้ประเทศไทยดำเนินไปตามแนวทางระบอบประชาธิปไตยแท้จริง และยึดมั่นในระบบนิติรัฐ นิติธรรม Thai Red Australia ขอเรียกร้องให้ท่าน ในฐานะผู้นำประเทศและรัฐบาล โปรดพิจารณารีบดำเนินการก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายและถูกลากจุงเข้าสู่เส้น ทางที่สายเกินแก้ ด้วยข้อเสนอดังนี้คือ

1. ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย พิจารณาสั่งการหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ นำบุคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดต่อข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และการยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ยุยงให้เกิดการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา ทั้งที่แสดงออกทางการเขียน การพูดและการกระทำ เข้าสู่กระบวนทางกฎหมายและการยุติธรรม โดยทันทีและทุกคนไม่มีการยกเว้น

2. เพื่อยกระดับความรู้ประชาชนให้รู้ถึงปัญหาและข้อเท็จจริงแท้จริงและเพื่อ ป้องกันมิให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ ให้รัฐบาลหรือรัฐบาลสนับสนุนภาคประชาชนเปิดเวทีกลางสาธารณะ โดยรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสแสดงเหตุและผล ข้อเท็จจริง ข้อมูลเชิงกฎหมายและประวัติศาสตร์ ต่อสาธารณะชนโดยตรง ซึ่งทั้งหมดนั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และการเคารพ การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างบนความสงบและสันติ

3. กรณีเมื่อมีการเสนอขอแก้ไขกฎหมายอาญา (กฎหมายหมิ่น) มาตรา 112 รัฐบาลสมควรต้องพิจารณาดำเนินการให้มีการลงประชามติ เพื่อรับฟังความต้องการจากเสียงประชาชนส่วนใหญ่

สุดท้ายนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะพร้อมทำหน้าที่ นำความจริงมาสร้างเกราะคุ้มกันให้ประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่กลัวต่อความไม่ถูกต้องและความ อยุติธรรม

ขอแสดงความนับถือ

พลังประชาธิปไตยไทยในออสเตรเลีย
Thai Red Australia