WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 24, 2012

ตระกูลชินวัตรถวายที่ดินทุ่งมะขามหย่องให้ในหลวง

ที่มา Thai E-News



เมื่อ เวลา 16.45 น. วันที่ 23 พฤษภาคม ที่รัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงรายละเอียดการเตรียมน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินซึ่งเป็นแปลงนา จำนวน 7 ไร่ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเคยเสด็จฯ ไปทรงเกี่ยวข้าว ในวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนิน ณ ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา ว่า ในรายละเอียดต่างๆ ขอให้การทูลเกล้าฯ ถวายโฉนดที่ดินดังกล่าวเรียบร้อยก่อน 


ทั้ง นี้ จะเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายในนามของตระกูลชินวัตร ซึ่งที่นาแปลงนี้เป็นที่ประวัติศาสตร์ซึ่งเราอยากจะรักษาไว้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดจะเปิดเผยให้ทราบอีกครั้งหลังจากทูลเกล้าฯ ถวายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่อยู่บริเวณทุ่งมะขามหย่อง

ปาฐกถา 7 ปีประชาไท - วรเจตน์ ภาคีรัตน์: สื่อคือปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน

ที่มา Thai E-News




Quote of the Day

การเซ็นเซอร์จากรัฐแม้จะน่ากลัวก็ยังน่ากลัวน้อยกว่าการที่สื่อจงใจ เซ็นเซอร์หรือจงใจไม่รายงานข่าวบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับทัศนคติของตัว ไม่ว่าจะด้วยความกลัวหรือด้วยอคติอย่างอื่น
ที่มา ประชาไท

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ปาฐกถาในโอกาสครบรอบ 7 ปี เว็บไซต์ประชาไท ระบุสื่อคือปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน หวังให้สื่อได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างไม่บิดเบือน ให้ข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมในการแสดงออกซึ่งอำนาจการเมืองของเขา
   
คลิปจากมติชนทีวี

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ระหว่างกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “สื่อ..และที่ทางของเสรีภาพในสังคมไทย?” ในโอกาสครบรอบ 7 ปีเว็บไซต์ประชาไท ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ เมื่อ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา (ที่มาของภาพ: ประชาไท) 
ประชาไท, 22 พ.ค. 55 - ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ปาฐกถาหัวข้อ “สื่อ..และที่ทางของเสรีภาพในสังคมไทย?” ในโอกาสครบรอบ 7 ปี เว็บไซต์ประชาไท 
โดยวรเจตน์เริ่ม ต้นกล่าวว่า ในปัจุจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อมวลชนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตย เพราะสื่อนั้นนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน การที่สื่อสามารถรายงานและวิเคราะห์ข่าวอย่างเสรี เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้ ในรัฐที่เป็นประชาธิปไตย และสื่อจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐสภาที่เป็นองค์กรของรัฐกับประชาชน สื่อจะทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออก การใช้อำนาจของรัฐ เปิดเผยการกระทำที่ไม่ถูกต้องของบรรดาบุคคลที่เข้าไปมีอำนาจในรัฐ ซึ่งใม่ใช่แค่นักการเมือง แต่รวมถึงหน่วยงานและสถาบันที่มีบทบททางการเมืองไม่ว่าโดยตรงหรืออ้อม ลับหรือเปิดเผย ภารกิจดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็โดยที่สื่อเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทั้งการเงินและการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ประเด็นสำคัญที่ ว่าการก่อตั้งเจตจำนงของประชาชนให้เป็นไปได้โดยอิสระ ต้องมีสื่อที่มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีความหลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมในการแสดงออกซึ่งอำนาจการเมืองของเขา
ดังนั้น ไม่ใช่แค่ระดับการศึกษาที่แสดงออกที่จะเป็นปัจจัยสำคัญ หากแต่เป็นความหลากหลายในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ผมเห็นต่างกับความคิดที่ว่า สังคไทยไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย เพราะสำนึกประชาธิปไตยต่างหากที่มีผล และการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายมีความสำคัญกว่าอย่างเทียบไมได้
ที่ผ่านมาสื่อ มวลชนได้ทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์ควรค่าแก่ความพอใจแล้วหรือไม่ ตลอดเวลาที่ผมได้สัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักรัฐประหาร คำตอบที่ได้คือสื่อมวลชนไทยยังไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างน่าพอใจ และเราอาจจะพบว่าสื่อมวลชนไทยมีปัญหาในการนำเสนอ ปัญหาในการควบคุมวิชาชีพสื่อ
วรเจตน์ได้ตั้ง คำถามถึงคุณค่าพื้นฐานของสื่อมวลชน โดยระบุว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยากให้สื่อมวลชนเป็นมืออาชีพ ไม่ต่างกับเวลาที่ฟังความเห็นของนักวิชาการที่ต้องการความเป็นมืออาชีพ แล้วความเป็นมืออาชีพอยู่ตรงไหน อย่างน้อยที่สุดต้องเสนอข้อเท็จจริงหรือความจริงก่อน เพราะถ้าไม่นำเสนอข้อเท็จจริงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้ว การที่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกต้องก็เป็นไปไม่ได้
“หลายปีที่ผ่าน มา ผมเป็นแหล่งข่าว ผมพบว่า หลายครั้งสื่อไม่แยกความเห็นกับข้อเท็จจริงที่ต้องการนำเสนอ สิ่งที่พิสูจน์ได้ดีก็คือตอนที่คณะนิติราษฏร์เสนอเรื่องการล้มล้างผลพวงการ รัฐประหารในรูปที่เป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งการแถลงข่าว พบว่าสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง ยังไม่พูดถึงว่าเขามีความเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอนิติราษฎร์ เช่น การเสนอให้ล้มล้างผลพวงการรัฐประหาร บรรดาคดีความต่างๆ ทีเริ่มต้นขึ้นจากการตั้งเรื่องของ คตส. คดีเหล่านี้ เมื่อศาลพิพากษาไปแล้วให้มีการลบล่งคำพิพากษา แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ผมพบว่าสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งนำเสนอข้อเท็จจริงนี้ไปในแง่ที่ว่าคณะนิติราษฎร์ เสนอให้มีการนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเราเห็นได้ว่า เป็นคนละเรื่อง แค่ข้อเท็จจริงแค่นี้ยังไม่สามารถนำเสนอให้ตรงได้ เราจะคาดหวังว่าสื่อมวลชนจะแสดงบทบาทและใช้เสรีภาพให้ตรงตามหลักประชาธิปไตย ได้อย่างไร”
อีกประเด็นหนึ่ง การควบคุมกันเอง การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพไม่ได้หมายความว่าสื่อจะรายงาน ข่าวของตนไปตามที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นก็ได้ และเมื่อมีการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง ทำให้คนอื่นเสียหาย หรือนำไปสู่ความขัดแย้ง องค์กรที่ควบคุมวิชาชีพสื่อก็น่าจะมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ปัจจุบัน เราไม่สามารถควบคุมสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเราพูดถึงสิทธิเสรีภาพ เราไม่อาจจะเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างเดียว แต่ต้องเน้นเรื่องความรับผิดชอบด้วย
“ถ้าดูประวัติ ศาสตร์ เราพบว่าการเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ มีการเผาหนังสือ แต่ผมมีความเห็นว่าการเซ็นเซอร์จากรัฐแม้จะน่ากลัวก็ยังน่ากลัวน้อยกว่าการ ที่สื่อจงใจเซ็นเซอร์หรือจงใจไม่รายงานข่าวบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับ ทัศนคติของตัว ไม่ว่าจะด้วยความกลัวหรือด้วยอคติอย่างอื่น”
วรเจตน์กล่าวต่อ ไปว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา พบว่าสื่อมวลชนไม่ลังเลที่จะวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้าควบคุมการใช้อำนาจรัฐโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม
“แต่ผมเห็นว่าใน สังคมไทย การทำเท่านี้ยังไม่เพียงพอ ผมเห็นว่าสื่อมวลชนต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและข่าวสารของอำนาจที่ไม่ได้เปิด เผยโดยตรงหรือหลายคนไม่รู้สึกอยากไปแตะต้อง ผมกำลังพูดถึงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์ กองทัพ และศาล นั้นหมายความว่าถ้าเราอยากจะเห็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนรอบด้าน ต้องกล้าหาญมากขึ้น และเสนอข่าวสารที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ กองทัพ และศาล ได้มากขึ้น ถ้าไม่สามารถทำได้ การก่อตั้งเจตจำนงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่อาจจะเกิดได้อย่างครบ ถ้วน มีคุณภาพ และรอบด้าน”
ทั้งนี้ เมื่อมองไปรอบตัวเราพบว่ามีสื่อทางเลือกจำนวนมาก การเกิดขึ้นของสื่อจำนวนไม่น้อยที่เองที่ทำให้ในที่สุดสื่อกระแสหลักจะปรับ ตัวมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาก็พบว่าปรับตัวน้อยมากและตามไม่ทันสื่อมวลชนทางเลือกมากขึ้นๆ
วรเจตน์กล่าว ด้วยว่า สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับประชาไท เขาพบกับประชาไทตั้งแต่ปีแรกๆ ตั้งแต่ปี 2547 ช่วงแรกมีคนรู้จักน้อยมาก โดยสังเกตพบว่าคนที่อ่านข่าวหรือแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดส่วนหนึ่งเป็นบรรดา นักวิชาการต่างๆ แม้จะเสนอข่าวสารเอ็นจีโอหรือคนด้อยโอกาสทางสังคม แต่คนที่มารับข่าวสารมักเป็นคนที่มีการศึกษาพอสมควร ต่อมาก็เล่นข่าวในทางการเมืองมากขึ้น และทำให้ต้องแสดงจุดยืนทางการเมือง และพบว่าประชาไทมีโอกาสแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนหลังการรัฐประหาร ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่
“มีสื่อจำนวน น้อยมากที่กล้าจะยืนขึ้นบอกว่าการรัฐประหารไม่ถูกต้อง โดยไม่กลัวว่าการทำเช่นนั้นเป็นการเข้าข้างหรือรับใช้คณะรัฐบาลที่ถูกล้มไป นี่เป็นความประทับใจของผมต่อประชาไท ประเด็นที่ประชาไทเสนอนั้นหลายเรื่องเสนอก่อนสื่ออืนๆ เช่นการวาพกษ์วิจารณ์ตุลาการภิวัตน์”
อย่างไรก็ตาม วรเจตน์กล่าวว่าจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของประชาไทที่เป็นสื่อเล็กและมีคนติดตามไม่มาก แต่ต่อมาได้กลายเป็นสื่อทางเลือก เป็นกระแสหลักในกระแสรองไป และดำรงอยู่มาจนปัจจุบัน แต่หากถามว่าการเสนอข้อมูลข่าวสารของประชาไทครบถ้วนสมบูรณ์ขนาดที่ไม่ต้อง ปรับปรุงแล้วหรือไม่ เขาคิดว่าในแง่ของสื่อความสมบูรณ์คงไม่มี มีแต่พัฒนาการที่ต้องทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
วรเจตน์กล่าว ด้วยว่าเสียดายที่ประชาไทต้องปิดเว็บบอร์ดลง แต่ก็เข้าใจ ทั้งยังกล่าวว่า ประชาไทนั้นมาไกลมากแล้วในการนำเสนอด้านสถาบันกษัตริย์ และตุลาการ แต่ยังไม่ได้นำเสนอด้านกองทัพมากนักซึ่งเข้าใจว่าเป็นข้อจำกัดของนักข่าว
วรเจตน์กล่าว ทิ้งท้ายถึงสิ่งที่อยากเห็นจากประชาไทว่า อยากเห็นประชาไทนำเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อเท็จจริงล้วนๆ เพราะสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์มากกว่านี้ คนที่ไม่เข้าใจก็จะเข้าใจมากขึ้น ถ้าประชาไทจะทำข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมือง ก็น่าจะทำในเชิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากขึ้น และอยากเห็นความหลากหลายในการตีความประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับบริบทการเมือง ไทยในปัจจุบันและคิดว่าประชาไทน่าจะเป็นสื่ออันดีในการนำเสนอได้
“ในมุมมองของนัก วิชาการคนหนึ่งที่ติดตามบทบาทของประชาไท อยากให้ประชาไทคงไว้ซึ่งบทความทางวิชาการ และอยากเห็นมุมมองทีต่างออกไปจากปัจจุบันมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาควรจะดำรงไว้ และไม่ต้องกังวลว่าจะไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคือการนำเสนอบทบรรณาธิการที่ เสนอจุดยืนของหลักประชาธิปไจตย ประชาไทจะเป็นด่านหน้าในการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่อยู่บนความถูกต้องและ เป็นธรรม ในยามที่สื่อจำนวนมากละเลยต่อภารกิจนี้”
ตอนท้ายเขาได้ กล่าวขอขอบคุณจอน อึ๊งภากรณ์ ที่ได้ก่อตั้งประชาไทขึ้นมา และหวังว่าประชาไทจะอยู่คู่กับข้อมูลข่าสารและดึงตัวเองขึ้นไปเป็นสื่อมวล ชนกระแสหลักในอนาคต และคงจุดยืนในการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย นิติรัฐ และประเด็นที่สุ่มเสี่ยงแต่สำคัญในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน


“และหวังว่าใน อนาคต เมื่อประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาไทก็จะเป็นสื่อมวลชนที่โดดเด่นเป็นสง่าและเป็นแบบอย่างให้สื่อมวลชน อื่นๆ ของบ้านเรา” วรเจตน์กล่าวในที่สุด

********
-คลิปปาฐกถาดร.วรเจตน์  http://www.mediafire.com/?k3fcrywp317w6ld
-เสวนา “ประชาไท พื้นที่สื่อเพื่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น http://www.mediafire.com/?2axua08duncopnn

จับโกหก เด็กเลี้ยงแกะ ปิดเวปหนี หรือไฟดับเวปล้ม

ที่มา thaifreenews


ศิริโชค บอกเวปพรรคล่มเพราะมีการดับไฟที่พรรค มีเอกสารหลักฐานชัดเจนในการดับไฟ
แต่ถูกเซียน IT จับโกหกได้ คาหนังคาเขา 
เพราะ server ของพรรคไม่ได้ตั้งอยู่ที่ตึกพรรค แต่อยุ่ที่ KSC 
ด้านเทพไท ออกมาบอกว่า พรรคไม่ได้ปิดเวปเพื่อหนีการตรวจสอบ
โดน ThaiFreeNews ถามต่อ..แล้วทำไม ศิริโชค ต้องโกหกด้วยล่ะ
จนถึงเวลานี้ทาง เทพไท ยังไม่สามารถตอบกลับมาได้นะครับ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24/05/55 ตกสวรรค์.....

ที่มา blablabla

โดย 

ภาพถ่ายของฉัน







 
การบินไทย..รักคุณเท่าฟ้า
ดั่งเทวดา ผินผก ตกสวรรค์
ตีหน้าเศร้า ท่าพิศวง ทำงงงัน
เวรและกรรม ตามทัน ขอฟันธง....


จะขัดแย้ง กับใคร ไม่อยากสน
รู้ตัวตน ถูกหรือผิด ใช่พิษสง
ฉากสุดท้าย จึงด้อยค่า ถลาลง
กลายเป็นหงส์ ปีกหัก ทิ่มปักดิน....


ก็บอร์ดไง..เห็นสมควร ชวนกันปลด
ใส้กี่ขด ได้เห็นแน่ แฉให้สิ้น
จะมีใคร ใส่ร้าย ป้ายมลทิน
หวังตีกิน แบบซ่อนเร้น เป็นดีดี....


เครื่องบินใหม่ ข่าวว่า มาเป็นฝูง
กลิ่นคละคลุ้ง จรัสฟ้า น่าบัดสี
จะเรื่องใด กันแน่ แฉมาที
กู้ศักดิ์ศรี เพื่อสืบสาน การบินไทย....


แม้นรักคุณ เท่าฟ้า มหาสมุทร
คนดีดุจ แสงทอง ยามผ่องใส
ส่วนคนชั่ว ต้องร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
รู้แก่ใจ ดีหรือชั่ว ถามตัวเอง....


๓ บลา / ๒๔ พ.ค.๕๕

สันติ ปรีดี

ที่มา Thai E-News






หนังสือ "สันติปรีดี"  (ประวัติปรีดี-พูนศุข  พนมยงค์) 

สารคดีเล่าเรื่องราวตั้งแต่บรรพบุรุษต้นตระกูล ของนายปรีดี  พนมยงค์ ลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ  มาจนถึงการจากไปของท่านผู้หญิงพูนศุข  พนมยงค์  

ให้ข้อมูลรายละเอียดหลายเรื่องที่ยังไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ภายใต้ฝีมือเขียนของ
ชมัยภร  แสงกระจ่าง
นักเขียนระดับเเนวหน้าของไทย

มีจำหน่ายที่สถาบันปรีดี  พนมยงค์  แล้ว ราคาเล่มละ  ๒๒๐  บาท
สอบถาม โทรศัพท์  ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑

Pridi Banomyong Institute
65/1 Thonglor, Sukhumvit 55 Rd., Vadhana, Bangkok 10110 Thailand
Tel : (66) 2381-3860-1 Fax : (66) 2381-3859
website  :  www.pridiinstitute.com

จากปัญหาชายแดนใต้-การกระจายอำนาจ ความเป็นไปได้ของโมเดล'เชียงใหม่มหานคร'-'นครปัตตานี'

ที่มา Thai E-News



งานเสวนา "จากแบ่งแยกดินแดนถึงการกระจายอำนาจ ความเป็นไปได้ ณ ปัจจุบัน" เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ณ ร้าน Book Re:public



เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ปัตตานีฟอรั่ม(Patani Forum) ร่วมกับร้านหนังสือ Book Re:public จัดงานเวทีสาธารณะ "Patani Cafe @Chiangmai" เสวนาเรื่อง"จากแบ่งแยกดินแดนถึงการกระจายอำนาจ ความเป็นไปได้ ณ ปัจจุบัน"
 
นายดอน ปาทาน
นายดอน ปาทาน ผู้สื่อข่าวอาวุโส เดอะเนชั่น กล่าว ว่า หากลองมองอาเซียนโดยเอาเส้นแบ่งเขตแดนออก แล้วใช้วัฒนธรรม อัตลักษณ์เป็นอาณาเขต จะเห็นความเป็นอัตลักษณ์ข้ามพรมแดน ฉะนั้นเวลามอง 3 จังหวัดชายแดนใต้จึงไม่ควรมองเฉพาะส่วนที่อยู่ฝั่งไทย
"กบฏ" หรือ "ความรุนแรง"ในภาคใต้ เป็นเรื่องของการเจรจาต่อรองที่ยังไม่จบ ความรุนแรงเป็นบทสะท้อนของ "การทูตที่ล้มเหลว"
คน ทั่วไปมักจะมองไปไม่ถึงเนื้อหาของปัญหาชายแดนใต้ โดยมักจะมองว่า คนสอนศาสนาอิสลามผิด เป็นโจร หลงศาสนาตัวเอง สำหรับตนคิดว่าปัญหาชายแดนใต้อยู่ที่ปัญหาอัตลักษณ์ของความเป็นไทยกับอัต ลักษณ์ของมาลายูมันชนกัน ไม่สามารถไปด้วยกันได้ "เรื่องเล่า"ทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ไปด้วยกัน ถ้าหาจุดต่อรองไม่ได้ความรุนแรงนี้ก็ไม่หยุด เพราะผู้ก่อความรุนแรงก็ใช้จิตวิญญาณของอัตลักษณ์และเรื่องเล่าที่ต่างกันใน การสร้างรุ่นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ได้ใช้ศาสนาสร้าง
มี หลายเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ข้อหนึ่ง คือ หลายคนมักจะมองว่าเป็นเรื่องศาสนามุสลิมตีกับศาสนาพุทธ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องของชาติพันธุ์และชาตินิยม
อีก เรื่องหนึ่งคือคิดที่ว่าความรุนแรงเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งถ้าย้อนดูแล้วจะเห็นว่า กลุ่มกบฏที่จับอาวุธขึ้นมาอย่างปูโร บีอาร์เอ็น บีอาร์พีพี เริ่มมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 60 ซึ่งตนอยากให้นักวิชาการย้อนดูเหมือนกันว่าตอนกลายเป็นรัฐไทยใหม่ทำไมอยู่ กันได้ถึง 60 ปี เขามีกระบวนการเจรจาต่อรองกันอย่างไร
เรื่อง ต่อมา คือ มักจะคิดว่าเด็กวัยรุ่นติดยา หลงศาสนา รวมถึงมักมองว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการเดียวกัน มีผู้นำและองค์กรชัดเจน ซึ่งตนเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ มีกลุ่มรุ่นเก่าที่วางอาวุธในช่วง "ใต้ร่มเย็น" แล้วไม่ได้จับอีกเลยก็มี มีบางกลุ่มที่ไปอยู่ต่างประเทศแล้วพยายามติดต่อกับนักรบในพื้นที่และรัฐบาล เพื่อทำกระบวนการสันติภาพก็มี
อีก เรื่อง คือ คนทั่วไปมักคิดว่า คนจาก 3 จังหวัด 4 อำเภอชายแดนใต้อยากจะแยกประเทศไปอยู่กับมาเลเซีย ซึ่งไม่ใช่เลย คนสามจังหวัดยอมที่จะอยู่กับรัฐไทยแต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของเขา ไม่ใช่บนเงื่อนไขของกรุงเทพฯ คือ มีอัตลักษณ์ มีเรื่องเล่ามีฮีโร่ที่เป็นของเขา
อีก ประเด็นที่มักเข้าใจผิดกัน คือ พวกกลุ่มนักรบผลิตโดยปอเนาะห์ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งก็ไม่จริง เท่าที่ตนได้ตระเวนไปตามหมู่บ้าน ร้านน้ำชาคึกคักกว่าปอเนาะห์อีก ซึ่งแน่นอนว่ามีเด็กจากปอเนาะห์เข้าร่วม แต่ก็จะเป็นกลุ่มเล็กๆหลายกลุ่ม มาหลายที่
ใน ทางสาธารณะรัฐบาลมักจะอ้างว่าไม่คุยหรือเจรจาต่อรองกับกลุ่มพวกนี้ แต่ความจริงแล้วตั้งแต่ปี 1980 มีการบินไปคุยกันที่ต่างประเทศตลอด แล้วเรื่องก็เงียบหายไปเกือบสิบปี พอปี 2004 ก็ปะทุขึ้นมาอีก ปี 2005 มีการคุยที่ลังกาวีโดยนายกฯต่างประเทศมาเลเซียจัดให้ คุณอานันท์(ปัญญารชุน)ไปรับข้อเสนอแต่ก็ไม่เกิดอะไรเพราะ รัฐบาลสมัยทักษิณมั่ววุ่นอยู่กับการเมืองในประเทศ มีการเจรจาต่อรองตลอดแต่ไม่สำเร็จเพราะพยายามจะต่อรองครั้งเดียวให้จบ ซึ่งตนคิดว่าการต่อรองไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลอย่าง ทักษิณ หัวหน้าผู้ก่อความรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับสังคม เวลาต่อรอง ต้องต่อรองกับสังคม ต้องทำให้เขารู้สึกเหมือนกับเป็นเจ้าของประเทศ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนเป็นเมืองขึ้น มีทหาร 30,000 กว่าคน มีเจ้าหน้าที่ที่ติดอาวุธอีก 30,000 กว่าคน อยู่ในเมือง
หลาย คนมักเสนอ "เขตปกครองพิเศษ" เพื่อเป็นทางออกของปัญหา3จังหวัดชายแดนใต้ แต่ถ้าเราดูการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทุกพรรค ยกเว้นประชาธิปัตย์ชูนโยบาย "นครปัตตานี" แต่ก็ไม่มีใครได้เก้าอี้ เพราะหลังจากกรณีตากใบ พิสูจน์แล้วว่าระบบสภานั้นล้มเหลว ฉะนั้นการจะแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ที่ออกไปจากกรอบนี้ จะหวังพึ่งเพียงแค่ ศอบต. ไม่ได้ เพราะทำตามแต่ระบบราชการ
"เขต ปกครองพิเศษอาจจะดีก็ได้ แต่ผมยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมเคยสัมภาษณ์กบฏบีอาร์เอ็นที่ต่างประเทศ เขาตอบว่า ไม่รู้ว่าเขตปกครองพิเศษหมายความว่าอะไร ปัญหาของเรามันเป็นเรื่องศักดิ์ศรี และ Space(พื้นที่-ประชา ธรรม) มีถนนของเราไหม มีชื่อผู้นำของพวกเราไหม ชื่อหมู่บ้านบางหมู่บ้านก็เปลี่ยนชื่อเป็นไทย...คือเขาไม่มีส่วนร่วม ไม่มีความเป็นเจ้าของ"
 
นายชำนาญ จันทร์เรือง
นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ กล่าว ว่า เชียงใหม่มีประวัติศาสตร์ไม่ต่างจากที่ปัตตานี แนวคิดการจัดการตนเองมีมานานแล้วหลายสิบปี แต่สิ่งที่เป็นตัวเร่งให้เกิดร่างพ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครฯคือสถานการณ์การ เมืองเหลือง-แดงในช่วงที่อภิสิทธิ์เป็นนายก เนื่องจากเมื่อนายกฯจะลงพื้นที่ก็มีม๊อบมาต้านตลอด คนที่เดือดร้อนก็คือคนเชียงใหม่ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่ไม่ประกอบ ธุรกิจไม่ได้ จึงนำมาสู่การคุยกันของคนเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง (แต่กลุ่มที่ฮาร์ดคอก็ปฏิเสธที่จะคุย) ซึ่งประเด็นตรงกัน คือ การรวมศูนย์อำนาจปัญหาที่ทำให้เราแก้ไขปัญหาของเราไม่ได้ ก็เลยมีการจัดเวทีพูดคุย จนนำมาสู่การร่างพ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร
หลัก การส่วนใหญ่ของพ.ร.บ.ฉบับนี้รับมาจากญี่ปุ่น และกรุงเทพมหานคร แต่มันแตกต่างจากที่อื่นโดยมีหลักสำคัญอยู่ 4 ข้อ คือ หนึ่ง ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค เหลือแต่ราชการส่วนกลางและท้องถิ่นเต็มพื้นที่ ไม่ใช่ไข่แดงแบบพัทยา แบ่งเป็นสองระดับ ข้างบนกับข้างล่าง ข้างบนเรียกว่า "เชียงใหม่มหานคร" ข้างล่างเรียกเทศบาล(อบต.เปลี่ยนเป็นเทศบาลหมด)โดยแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าให้เชียงใหม่มหานครเป็นผู้บังคับบัญชาของเทศบาล ระดับเชียงใหม่มหานคร หัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า "ผู้ว่าราชการเชียงใหม่มหานคร" ในส่วนของฝ่ายบริหารจะทำทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข แต่จะไม่ยุ่งอยู่ 4 เรื่อง คือ การทหาร การต่างประเทศ ระบบเงินตรา การศาล
สอง มีสภาพลเมือง เพื่ออุดช่องว่างจุดอ่อนระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เช่นการซื้อเสียง ขายเสียง การฮั้วกัน โดยมีตัวแทนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบติดตามเพื่อถ่วงดุลอำนาจการบริหาร แต่ไม่มีหน้าที่ในการตัดสินเพราะมีองค์กรปปช.และศาลอยู่แล้ว
สาม รายได้ภาษีอากรทั้งหลายจากที่เคยจัดสรรมาเป็นงบประมาณเชียงใหม่ ประมาณร้อยละ 25 เปลี่ยนใหม่เป็นรายได้ทั้งหมดร้อยละ 70 ให้ท้องถิ่น อีกร้อยละ 30 เก็บเข้าส่วนกลาง โดยให้ท้องถิ่นเป็นคนเก็บ
อีก อันหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักแต่ทุกคนใฝ่ฝันอยากให้เกิดขึ้น คือ ตำรวจขึ้นอยู่กับท้องถิ่น จะมีองค์กรดีเอสไอก็ไม่มีปัญหา แต่จุดประสงค์หลัก คือ แก้ไขปัญหาตำรวจคนเดียว ดูแล ตำรวจทั้งประเทศ 2-3 แสนคน
หลัง จากยุบส่วนภูมิภาคแล้ว ข้าราชการส่วนภูมิภาคสามารถเลือกได้ว่า จะกลับไปอยู่ส่วนกลางโดยสังกัดกระทรวง ทบวงกรม หรืออยู่กับท้องถิ่นโดยขึ้นกับผู้ว่าฯ
ส่วนกำนัน ผู้ใหญ่ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ปรับบทบาทเป็นฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นหัวหน้าฝ่ายตำรวจ
"ผม ตอบแทนไม่ได้ว่า (แนวคิดเรื่องการจัดการตนเอง) เหมาะหรือไม่เหมาะกับพื้นที่สามจังหวัด แต่โดยธรรมชาติของคนไม่ว่าชาติไหน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการจัดการชีวิตตนเองในระดับหนึ่งต้องมี หลักร่วมกันต้องมี แต่ผมคิดว่าถ้ารวมกัน 3 จังหวัด ฝ่ายทหารคงระแวง โอกาสต้านคงเยอะ แต่ถ้าใช้จังหวัดเป็นฐานแบบของเชียงใหม่ โอกาสจะเกิด จะง่ายกว่า"

รัฐบาลอังกฤษแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตายของ "อากง" พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวน ม.112

ที่มา Thai E-News

 โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 พฤษภาคม 2555

คุณแอนดรูว์ สปูนเนอร์ ได้ลงข่าวล่าสุดเกี่ยวกับกรณีที่มีการตั้ังคำถาม 4 ข้อ ใน สภาอังกฤษถึงท่าทีของรัฐบาลอังกฤษที่ควรมีต่อกรณี "อากง"  เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) รัฐบาลอังกฤษได้ตอบคำถามดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยสรุปว่ารัฐบาลอังกฤษไม่สบายใจกับกฏหมายฉบับดังกล่าว การคุมขังที่ไม่เหมาะสมกับคนที่โดนข้อหา 112 รวมถึงสภาพแวดล้อมทั่วไปในการปฏิบัติต่อผู้คุมขัง


คุณแอนดรูว์ ตั้งข้อสังเกตุหลังท่าทีของอังกฤษที่ชัดแจ้งดังกล่าวว่า ตอนนี้เหลือมหาอำนาจสหรัฐหัวเดียวโด่เด่ที่ยังไม่ได้แสดงท่าทีกับประเทศไทย ต่อการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนดังกล่าว โดยให้เหตุผลในเชิงที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางการทหาร

สำหรับท่าทีของรัฐบาลอังกฤษต่อกรณีอากงคือ "รู้สึกเป็นกังวล" กับการกล่าวหาและโทษคุมขังที่มีถึง 20 ปี ในข้อหาหมิ่นฯ โดยแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับสหภาพยุโรปในการให้ความสำคัญกับ หลักนิติธรรม, ประชาธิปไตย และให้มีการเคารพสิทธิมนุษย์ชน

ท่าทีของรัฐบาลอังกฤษต่อกฏหมายหมิ่น 112 คือ รัฐบาลอังกฤษได้เฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดถึงการพัฒนาเสรีภาพในการแสดงออกใน ประเทศไทย และเป็นกังวลต่อจำนวนคดีหมิ่นฯที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการบังคับใช้กฏหมายดังกล่าวและโทษการคุมขังที่ยาวนานในคดีที่ผ่าน มาหลายคดี

นอกจากนี้สถานทูตอังกฤษในกรุงเทพฯยังได้จับตาคดีหมิ่นสำคัญๆ และคดีที่เกี่ยวเสรีภาพในการแสดงออกในเคสที่เกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ต พร้อมทั้งได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับประกันให้มีการใช้หลักนิติธรรมอย่าง ไม่แบ่งแยก และรักษาหลักพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน

คุณแอนดรูว์ได้ย้ำว่ารัฐบาลอังกฤษได้แสดงการเรียกร้องอย่างชัดเจนให้ประเทศไทย "ทบทวน" กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างว่า

"ในเดือนตุลาคม 2011 ที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่กรุงเจนีวา, สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษย์ชนในประเทศไทยได้ถูกหยิบยกมาทบทวน ประเทศอังกฤษได้ออกโรงอย่างแข็งขัน ซึ่งรวมไปถึงการแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะเจาะจงในการแนะนำให้รัฐบาลประเทศไทย ทบทวน กฏหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ"



คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่กรุงเจนีวา 
+++++++++++++++++++++

UK govt expresses concern about death of Ah Kong, calls for LM review

By Andrew Spooner
Asiancorrespondent.com
May 23, 2012

Last week I blogged about questions raised in the UK Parliament by the Shadow Minister for Foreign Affairs, Kerry McCarthy MP (Bristol East, Labour Party) regarding Thailand’s use of its infamous lese majeste laws and the treatment/death of Ampon Tangnoppakul aka Ah Kong (a Thai political prisoner who died on May 8, 2012). My original posting, with Kerry McCarthy MP’s questions, can be found here.
Yesterday, the Minister of State (South East Asia/Far East, Caribbean, Central/South America, Australasia and Pacific) at the Foreign and Commonwealth Office, Jeremy Browne MP (Taunton Deane, Liberal Democrat) published the UK government’s response to these questions (the full answers can be found here, here, here and here).
What is clear from these responses is that the UK is very uneasy about the lese majeste law itself, the disproportionate sentences meted out by the courts for those found guilty of LM and the general treatment of prisoners.

What is also becoming evident is that the USA is increasingly isolated in its continued and persistent failure to hold Thailand – an important military ally of the USA – to account for its human rights breaches. Given that the USA have been long-term backers of Thailand’s most powerful and least democratic element and biggest supporter of the lese majeste law – the Thai Army – this should come as no surprise to commentators.

Furthermore, a US citizen, Joe Gordon, remains imprisoned in Thailand on lese majeste charges for comments he posted online whilst he was resident in the USA. The USA’s Bangkok mission has been noted for its lack of response to the imprisonment of one its nationals under one of the most draconian censorship laws on earth and the UK’s statement further underlines US failures on this issue.

On Ah Kong the UK Minister of State responded that:
With our European Union partners, the UK expressed concern last year at the conviction and imprisonment for 20 years of Ampon Tangnoppakul for violating the lese-majeste laws.
And:
[This] statement reiterated the importance attached by the EU [the UK were co-signatories of an EU statement] to the rule of law, democracy and respect for human rights.
 On lese majeste the Minister stated:
We are closely following the development of freedom of expression in Thailand and are concerned by the significant increase of lese-majeste cases in the country and the application of the laws and length of sentences in recent cases.
And:
Our embassy in Bangkok continues to monitor the ongoing trials of high-profile lese-majeste and freedom of expression on the internet cases. We have urged the Thai Government to ensure that the rule of law is applied in a non-discriminatory and proportionate manner consistent with upholding basic human rights, and will continue to take appropriate opportunities to do so.
More importantly the UK government also makes clear its call for Thailand to review the lese majeste laws:
In October 2011 at the UN Human Rights Council in Geneva, the human rights situation in Thailand was reviewed as part of the Universal Periodic Review process. The UK played an active role, including raising our concerns about freedom of expression and specifically recommending that the Thai Government seek to review its lese-majeste laws.
What impact these comments will have is, of course, debatable.

The wider international community – with the exception of the USA – is now explicit in its eagerness for Thailand to make more headway in meeting its legal obligations under international law. To do this it would seem that the democratically elected Thai government will need to bring the Thai Army – the biggest supporters of lese majeste – under civilian control. This civilian control is also unlikely to be achieved without US assistance and the longer the US fail to act to bring their clients in the Thai Army to heel the longer Thailand’s slide away from democracy will be.

It can also be said that since the death of Ah Kong Thai domestic opinion has hardened at both ends of the lese majeste debate. Such hardening will likely only lead to more conflict, something only those who benefit from a widening of Thailand’s political crisis would seek. It’s time for the US to step-up and demand the Thai Army allow for proper reform to take place.

All I can say is – don’t hold your breath.


UPDATE
Couple of claims here in the comments that the US has actually made an equivalent formal call for Thailand’s lese majeste laws to be reformed. They haven’t. What actually happened is that Kristie Kenney made a couple of very bland comments on twitter, while the Embassy made one short statement about the imprisonment of Joe Gordon. Then there was a strange and almost orchestrated over-reaction to these very banal comments by various Thai neo-fascist patriot groups. Since then the US has been mostly silent, despite one of their citizens remaining in prison after what can only be called a deeply flawed trial.


As pointed out by myself in the comments below when the Universal Periodic Review at the United Nations Human Rights Council was conducted last year in Geneva – the moment when LM came under the closest international scrutiny – the US refused to sign a statement, something a number of other governments did, which called for Thailand’s 112 law to be reformed. If the USA had done it would have given considerable more weight to the statement. The US didn’t. Question is, why?


http://www.article19.org/resources.php/resource/2761/en/un:-spotlight-on-thailand’s-l


What the US govt have actually said formally was they were troubled by recent prosecutions and court decisions that are not consistent with international standards of freedom of expression.”


This is a relatively bland and meaningless statement and when set against the UK, EU and other governments’ calls for reform of LM, increasingly isolates the US in their one-eyed stance on lese majeste.

บ้านเลขที่111 "กลับมาเพื่อปรองดองและยุติธรรม"

ที่มา Voice TV

   

รายการ  Intelligence ประจำวันที่ 20 พ.ค. 2555 

2 อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทยคนเดือนตุลา น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้กำลังจะพ้นจากการจองจำในบ้านเลขที่ 111 ประกาศว่าไม่ได้สนใจเรื่องตำแหน่ง แต่ต้องการกลับมามีบทบาทช่วยขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง ที่ประชาชนกำลังเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียม ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วม  สังคมไทยเสียสมดุลจากรัฐประหาร และพยายามจะกลับไปสู่สมดุล ซึ่งวิถีทางคลี่คลายความขัดแย้ง นำไปสู่การปรองดองที่แท้จริงจะต้องคำนึงถึงหลักสันติธรรม นิติธรรม และยุติธรรม

"ถ้าเราไม่เลือกวิถีปรองดอง ประเทศไปไม่ได้ และจะเสียหายทุกฝ่าย.... ปรองดองหมายความว่าไม่มีใครได้ 100% ทุกคนต้องลดเป้าหมายลงมาอยู่ที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ ต้องหาจุดร่วมกันให้ได้"
"ปรองดองต้องมีเรื่องความจริง ความยุติธรรม ความรับผิดชอบ ประชาชนที่เขาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรมเลยที่รัฐใช้กำลังอาวุธใช้กระสุนเข่น ฆ่าทำลายล้างจนเกิด 91 ศพ สิ่งที่เขากำลังเรียกร้องต้องการทุกวันนี้คือเขาต้องการความจริง เราจะยุติความขัดแย้งต่างๆ ปรองดองกันไม่ได้เลย ถ้าเราไม่สรุปออกมาให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
"คนที่เขาได้รับความอยุติธรรม ก็ต้องได้รับความยุติธรรม... ต้องมีความจริง และมีคนรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบคุยกันได้ จะเอาแค่ไหน ระดับไหน อย่างไร เพื่อให้สังคมเดินไปได้"

เตือน "โรคเบื่อทักษิณ" กำลังระบาดในหมู่เสื้อแดง

ที่มา Voice TV

 

รายการ Hot  Topic ประจำวันที่ 23 พ.ค. 2555 
         
วันนี้ (23 พฤษภาคม 2555) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง หรือบ.ก.ลายจุด ถึงโรคเบื่อทักษิณ ที่กำลังระบาดในหมู่คนเสื้อแดง
         
นายสมบัติ กล่าวว่า โรคเบื่อทักษิณ เกิดจากประเด็นที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอลิงก์ ปราศรัยในโอกาสครบ 2 ปี สลายชุมนุมคนเสื้อแดง ที่เปรียบ "เสื้อแดง" ดั่ง "เรือ" ซึ่งวันนี้ส่งเขา "ถึงฝั่ง" แล้วหลังจากนี้ เขาจะ "นั่งรถ" ไปต่อเอง รวมทั้งพูดถึงการปรองดอง โดยให้ลืมอดีตทุกอย่างและมุ่งไปสู่การปรองดอง โดยส่วนตัวเข้าใจว่าอยากให้ความขัดแย้งในสังคมไทยยุติลง ซึ่งคนเสื้อแดงก็ต้องการยุติความขัดแย้งเช่นเดียวกัน

แม้ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชมเขาแต่ก็ชื่นชมในฐานะอดีตนายกฯ เพราะพ.ต.ท. ทักษิณ ไม่สามารถเรียกให้คนออกมาต่อสู้ได้มากขนาดนี้ เขาจึงไม่ใช่เงื่อนไขและไม่ใช่แกนนำในการเรียกร้องประชาธิปไตย ที่พ.ต.ท.ทักษิณ พูดว่าให้ประชาชนลืมเพื่อให้เกิดความปรองดอง เป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดและเป็นการมาผิดเวที การรำลึก 19 พ.ค. 2553 เป็นเวทีที่ประชาชนเกิดความสูญเสีย ไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกทำรัฐประหารเหมือน 19 ก.ย. 2549

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า คนเสื้อแดงเป็นขบวนรถไฟประชาธิปไตย และพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงผู้โดยสารที่ร่วมอาศัยมาในขบวนเท่านั้น หากไม่มีเสื้อแดงก็ลำบากเพราะคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้ต่อสู้ เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และหากหันกลับมาดูขบวนการเสื้อแดงทั้งหมด คนเสื้อแดงที่เขาโดยสารมาด้วยนั้น อาจจะไม่ใช่แค่เรืออย่างที่หลายๆ คนคิด

Tuesday, May 22, 2012

ส่งทักษิณขึ้นเขา"เนินเทวดา" แล้วเสื้อแดงก็ไปต่อกัน

ที่มา Thai E-News




ภาพการ์ตูนประกอบ:"เสียดาย คนตายไม่ได้ปรองดอง" โดย Gag Las Vegas
โดย ใบมีดสีแดง
  speech ที่ดูจะอยู่ในความสนใจของคนการเมืองทุกสีเสื้อ ของ อดีตนายกทักษิณเมื่อค่ำวันที่ 19 พ.ค. ในโอกาสครบรอบสองปีของการสังหารหมู่ประชาชน และการเผาบ้านเผาเมือง ก่อให้เกิดการตีความและสั่นสะเทือนความคิดความรู้สึกอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่นักคิด นักฝันฟากฝั่งคนเสื้อแดง
  คำถามแรกคือ ทักษิณต้องการพูดให้ไครฟัง มหาอำมาตย์ หรือเครือข่ายหรือคนเสื้อแดง

   มีบางท่านอธิบาย (ต.ย.เช่นในรายการwake up Thailand 21 พ.ค.) บอกว่า ทักษิณพูดให้อำมาตย์ฟัง 
ผมกลับเห็นต่าง การพูดกับมหาอำมาตย์และเครือข่ายนั้น พวกเขาได้พูดกันมาตลอด นานแล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องมาใช้เวทีนี้พูด ที่ทักษิณพูด เขาต้องการสื่อถึงคนเสื้อแดงในทุกๆระดับ ทุกๆกลุ่มอย่างแน่นอน  
ทักษิณคงประเมินแล้วว่า ถึงเวลาที่ต้องพูดให้ชัด รีบพูด รีบชี้นำ ดีกว่าปล่อยๆไป จะทำให้คนเสื้อแดงที่ยังอยู่ตรงกลางๆไหลไปรวมกับพวกแดงก้าวหน้ามากขึ้นๆ ต้องพูดเบรคไว้ก่อน พูดง่ายๆคือ ทักษิณก็ยังคงใช้ความเป็นนักธุรกิจ ผุ้เชี่ยวชาญการตลาดเหมือนเดิม 
 แล้วที่ทักษิณพูด จริงหรือที่จะหยุด

  หากเราฟัง speech ของทักษิณอย่างละเอียด จะวิเคราะห์และสรุปได้ว่า ทักษิณเตรียมและตั้งใจและต้องการพูดแบบนี้จริงๆ เพราะบ่อยครั้งที่ทักษิณพูดหลุดออกนอกสิ่งที่ตั้งใจ ด้วยเป็นคนฉลาดและคิดเร็ว บางทีก็ทำให้การพูดเกินเลยบ้าง 
แต่ครั้งนี้ จะเห็นว่า คำพูดของทักษิณ มีการพูดซ้ำ ย้ำๆ หลายๆครั้ง แสดงถึงคำพูดที่ตั้งใจสื่อสารออกมา แต่ที่วกวนและซ้ำๆ ก็แสดงถึงภาวะจิตใจว่า ตนเองก็ไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่าจะดีหรือไม่ในการสื่อออกมา และเนื้อหาที่พูดยังมีการเปิดช่อง ให้ตนเองออกมาสู้ต่อได้ 
คล้ายกับว่า ขณะที่ตนเองบอกว่าจะหยุด ให้พี่น้องส่งผมแค่นี้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และถ้าโดนกระทำก็พร้อมสู้ต่อ
  ดังนั้น จะสู้ต่อหรือจะหยุด แท้จริงคืออยากหยุดแล้ว และตั้งใจจะหยุด

 ควรเสียใจไหมกับที่ทักษิณบอกจะหยุดสู้

  ทักษิณ คืออดีตนักเรียนนายร้อย คือนายทุนใหญ่ระดับประเทศ ที่เติบโตภายใต้ระบอบปัจจุบัน และมีเครือข่ายและเครือญาตที่โยงใยในกลุ่มทุนกลุ่มธุรกิจทั่วประเทศ  และแม้จะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่โดนกระทำ ก็ไม่ได้เปลี่ยนจิตสำนึกพื้นฐาน ยังมองระบอบการเมืองอยู่แค่กรอบการเลือกตั้งและการชนะการเลือกตั้ง 
ทักษิณไม่ใช่นักประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นได้แค่นักประชาธิปไตยในระบอบอำมาตย์เป็นใหญ่เท่านั้น และดูทักษิณเลือกที่จะเป็นเท่านี้จริงๆ
และเพราะทักษิณไม่ใช่นักปฎิวัติประชาธิปไตย   เราจึงไม่ควรต้องเสียใจต่อการตัดสินใจของเขา  แต่ควรขอบคุณทักษิณ ควรซาบซึ้งกับคุณูปการที่ทักษิณทำ  ในฐานะช่วงที่ผ่านมา เป็นส่วนสำคัญในขบวนการประชาธิปไตย ที่ทำให้การต่อสู้ของประชาชน ก้าวรุดหน้าไปมาก
แล้วคนเสื้อแดง ควรทำอย่างไรต่อไปดี หรือน.ป.ช.ควรทำอย่างไร

  ในระดับประชาชน ที่ต่อสู้ด้วยตนเอง  ที่ไม่ได้ผลประโยชน์จากทักษิณและที่สำคัญเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง  จะไม่มีคำถามนี้เลย ไม่ว่าทักษิณจะอยู่หรือจะหยุด กลุ่มนี้ก็พร้อมสู้ตลอดเวลา 
คำถามนี้ จะต้องถามบรรดาคณะบุคคลที่แสดงตัวเป็นแกนนำ โดยเฉพาะแกนนำน.ป.ช. ที่การเคลื่อนไหวทั้งหมด ยึดโยงกับการสนับสนุนของทักษิณอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าพวกคุณจะสู้อย่างไร จะเดิน จะเคลื่อนมวลชนไปทางใด 
ซึ่งคำตอบก็คงไม่หนีห่างจากที่ว่า น.ป.ช.ก็คงหมดพลังชี้นำไปมาก การเคลื่อนไหวก็คงจำกัดขอบเขตเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ พื้นฐาน และน.ป.ช.ก็จะเป็นฐานมวลชนให้พรรคเพื่อไทยที่แนบแน่นต่อไป การต่อสู้ก็ขีดวงและยอมรับ  ให้อยู่ในขอบเขตระบอบประชาธิปไตยที่มีมหาอำนาตย์เป็นใหญ่ ต่อไป...
 ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยกับการต่อสู้ข้างหน้า

    ประชาชนผู้ก้าวหน้าทั้งหลายในวันนี้ ต้องตระหนักให้ดีว่า บรรพชนในอดีต ได้ลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงมาตลอด ต่อเนื่องมานับ100ปี โดยที่ไม่ได้มีคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตรอยู่ในขบวนการ  
ซึ่งแท้จริง ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ทักษิณ ก็เป็นหนึ่งในเครือข่ายของมหาอำมาตย์ด้วยซ้ำ ทักษิณ ชินวัตร ต่างหาก ที่ถูกผลัก ให้ออกจากวังวนของมหาอำมาตย์ใหญ่ โดนถีบให้ออกมายืนอยู่ฝ่ายเดียวกับประชาชน มาร่วมขบวน ในช่วงหลายปีมานี้  ทั้งที่เจ้าตัวเองก็ไม่เคยต้องการมาร่วมขบวนการประชาธิปไตย และถึงวันนี้ ก็ไม่เปลี่ยนแปลงความคิด
   เพราะการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยนั้น เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ของประชาชน เชื่อว่า ข้างหน้า ฝ่ายประชาธิปไตย ก็จะเกิดขบวนการจัดตั้งใหม่ๆ เพื่อนำการต่อสู้ โดยมีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงสงคม ไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริ
 แล้วที่ผ่านมา ใครหลอกใคร เสื้อแดงโดนทักษิณหลอกหรือ

   ระหว่างคนเสื้อแดงและทักษิณ ไม่มีใครหลอกใคร ไม่มีใครเป็นเครื่องมือใคร ต่างฝ่ายต่างอาศัยได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน 
ทักษิณ ได้คนเสื้อแดงนับสิบล้านเป็นฐานไปต่อรอง ไปเป็นหน้าตักสู้กับมหาอำมาตย์เพื่อการกลับเข้าสู่อำนาจในระบอบเดิมๆที่ตนพอใจ  
คนเสื้อแดงได้ทักษิณเป็นตัวเร่งเตาปฏิกรณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นรูปธรรมที่ถูกกระทำ ให้ประชาชนเห็นถึงความเลวร้ายของมหาอำมาตย์และเครือข่าย แม้ว่า วันพรุ่งนี้  ต่อให้มหาอำมาตย์และทักษิณ จะสามารถเคียงข้างกันในระบอบที่พวกเขาปกป้องอยู่ คนเสื้อแดง ณ วันนี้ ก็ไม่เหมือนคนเสื้อแดงเมื่อสามปีก่อนอีกต่อไปแล้ว
 ภารกิจของพวกเรา

   "หากใคร ไม่ท้อ จงสู้ต่อไป ยืดอก ภูมิใจ ไม่ก้มหัว" เป็นประโยคในท่อนเพลงของ จิ้น กรรมาชน ที่อธิบายสภาวะของเสื้อแดงในขบวนการประชาธิปไตยวันนี้และวันพรุ่งนี้ได้ดีที่สุด
   ต่อแต่นี้ไป คนเสื้อแดงที่ก้าวหน้า คนเสื้อแดงที่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แทรกตัวอยู่ในทุกจุดของสังคม ไทย ต้องร่วมกันสะสมกำลัง ติดอาวุธทางปัญญา และให้การศึกษา ให้กำลังใจ โดยเฉพาะกับมวลชนคนเสื้อแดง ที่เกิดและเติบโตทางความคิด ผ่านการต่อสู้มาแล้ว ต้องเปลี่ยน" แดงทักษิณ" มาเป็น"แดงก้าวหน้า" ให้มากที่สุด
ส่งทักษิณ"ถึงฝั่งแล้ว" ขับรถขึ้น"เนินเทวดา"และคนเสื้อแดงไปต่อ

   คนเสื้อแดงที่ไปต่อ ควรมีท่าทีและหลักคิดที่เข้าใจเหตุและปัจจัยทั้งหลาย ว่ามันแสนซับซ้อนและเต็มไปด้วยเล่ห์กลมากมาย
   วันนี้ ทักษิณประกาศวลีว่า "ผมจะขับรถขึ้นเขาเอง"  ทำให้คิดเล่นๆขึ้นมาว่า ทำไมทักษิณเลือกใช้คำว่า ขับรถขึ้นเขา หรือเป็นเพราะเขาเป็นที่สูง หรือบนเขาจะมี"เนินเทวดา"ให้ทักษิณไปกราบ
   ไม่มีอะไรแน่นอน แม้อีกไม่นาน หากทักษิณขึ้นเขาไปถึง"เนินเทวดา"ได้ ก็จะมีสองภาพที่เกิดได้ ไม่หนึ่งก็สอง ไม่ช้าก็เร็ว
  หนึ่ง คือทักษิณและเครือข่าย  ร่วมกับ มหาอำมาตย์และเครือข่าย ต่างอยู่ร่วมกัน ในบรรยากาศของประชาธิปไตยแบบเดิมๆ อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
   สอง ทักษิณ โดนมหาอำมาตย์ถีบตกเขา กลิ้งตกลงมาจาก"เนินเทวดา" จะด้วยเหตุใดและเมื่อไรก็ตาม 
แต่เชื่อว่า เมื่อถึงวันนั้น ทักษิณก็จะยังคงเจอคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งรอรับอยู่ตีนเขา แต่คงไม่มากมายเหมือนตอนนี้
  ขณะที่ คนประชาชนคนเสื้อแดง จำนวนไม่น้อย  เขาคงออกเดินต่อไปนานแล้ว นับแต่วันที่ส่งทักษิณถึงฝั่ง   และเขาอาจไม่หันมามอง"มหาบุรุษ"ของพวกเขากลิ้งตกเขา ก็เป็นได้
 แต่เพราะการเดินต่อไปของขบวนการประชาชนคนเสื้อแดงมีเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง หากมีวันที่ทักษิณ โดนถีบกลิ้งตกจาก "เนินเทวดา"จริง และทักษิณยังมีชีวิตรอดปลอดภัยอยู่ ก็อยากให้พวกเรา เตรียมใจ ไว้ เพื่อย้อนกลับมา รับทักษิณ ให้กลับมาร่วมเดินกันต่ออี
เพราะเชื่อว่า  เมื่อถึงวันนั้น ความคิดเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ต้องไม่เหมือนเดิม
      รอดูวันทักษิณ ขับรถถึงเนินเทวดา