WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 4, 2012

คณะนิติราษฎร์แถลงค้าน พรบ.ปรองดอง ยกโทษทุกฝ่ายพ้นผิด

ที่มา uddred

 กรุงเทพธุรกิจ 4 มิถุนายน 2555 >>>


คณะนิติราษฎร์ ออกแถลงการณ์ยันข้อเสนอแก้ ม.112 ของนิติราษฎร์ชอบด้วย รธน. ค้านร่าง พรบ.ปรองดอง ที่ยกโทษทุกฝ่ายให้พ้นผิด เหมือนกรณี 4-9 ต.ค. 2519

คณะ นิติราษฎร์ ออกแถลงการณ์ยันข้อเสนอแก้ ม.112 ของนิติราษฎร์ชอบด้วย รธน. พร้อมค้านร่าง พรบ.ปรองดอง ที่ยกโทษทุกฝ่ายให้พ้นผิด เหมือนกรณี 4-9 ต.ค. 19 ระบุหากจะออก กม. นิรโทษต้องแยกความผิดของผู้กระทำ ห้ามเหมาเข่ง โดยเฉพาะคนสั่งการและ จนท. สลายการชุมนุม ส่วน ปชช. ต้องให้ออก กม .นิรโทษกรรมในทันที เตรียมจัดงานสัมมนารณรงค์ทางวิชาการในเดือนนี้
หลัง จากที่คณะนิติราษฎร์ได้เสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เสนอแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งต่อมาคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)ได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่ออย่างน้อย 10,0000 รายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไปยังรัฐสภา กำหนดระยะเวลารณรงค์ 112 วัน และการรณรงค์ดังกล่าวจะครบกำหนดในวันที่ 5 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ มีผู้สอบถามมายังคณะนิติราษฎร์เกี่ยวกับกิจกรรมทางวิชาการและการเคลื่อนไหว ทางความคิดที่จะดำเนินต่อไปในโอกาสครบรอบ 80 ปีของการอภิวัฒน์สยาม 2475 ตลอดจนแนวทางทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คณะนิติราษฎร์เห็นสมควรที่จะได้แสดงจุดยืนและทัศนะต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ไว้โดยสังเขป ดังนี้
1. คณะนิติราษฎร์ยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอัตราโทษที่กำหนดไว้ในปัจจุบันสูงเกินสมควรกว่าเหตุ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆอีกหลายประการ ดังที่ได้เคยแสดงให้เห็นไว้แล้วในประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ 16 (วันที่ 13 มีนาคม 2554) และในข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หลายประการ และจะบรรเทาปัญหาบางประการลง คณะนิติราษฎร์จึงยืนยันสนับสนุนกิจกรรมของ ครก.112 ในการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไปยังรัฐสภา และให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป
2. คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงต่อแนวทางการปรองดอง หรือสมานฉันท์โดยวิธีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลทุกฝ่ายดังเช่นการ ตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521 (นิรโทษกรรมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19) หรือการตราพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกัน ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2535  (นิรโทษกรรมในเหตุการณ์พฤษภา 35) เนื่องจากการนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวแม้จะทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม พ้นจากความผิดและความรับผิด แต่ก็จะมีผลให้บรรดาผู้ที่สั่งการและปฏิบัติการสลายการชุมนุมพ้นจากความผิด ไปพร้อมกันด้วย การนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้ที่สูญเสียใน เหตุการณ์สลายการชุมนุมต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวัน ที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา
3. คณะนิติราษฎร์เห็นว่าแนวทางการตรากฎหมายเพื่อการขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในสังคมอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ภายหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ควรจะต้องพิจารณาแยกแยะลักษณะการกระทำของบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้อง และจัดวางโครงสร้างของกฎหมายโดยมีสาระสำคัญหลัก คือ
ประการที่หนึ่ง ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงตลอดจนการสลายการชุมนุมทุกเหตุการณ์ตั้งแต่วัน ที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็น ผู้สั่งการ หรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใดๆ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมายและต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ประการ ที่สอง ให้มีการนิรโทษกรรมทันทีแก่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฝ่าฝืน บรรดากฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงที่ได้รับ การประกาศใช้ในเหตุการณ์การเดินขบวนและการชุมนุมประท้วงทางการเมืองใน พื้นที่ต่างๆตามที่จะได้กำหนดไว้ในประกาศที่ออกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งและบรรดาการกระทำต่างๆของผู้เข้าร่วม เดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆข้างต้น หากเป็นความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่อัตราโทษไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใน หมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ก็ให้บุคคลนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
ประการที่สาม บรรดาการกระทำทั้งหลายของบุคคลที่เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการ เมืองที่ไม่เข้าข่ายที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ เช่น การกระทำที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นและไม่ใช่ความผิด ลหุโทษหรือความผิดที่อัตราโทษไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ตลอดจนการกระทำความผิดของบุคคลที่แม้ไม่ได้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุม ประท้วงทางการเมือง แต่มีข้อสงสัยว่ามีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการ เมืองหลังการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งซึ่งได้รับการจัดตั้ง ขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ได้ ในกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลในลำดับชั้นใด ให้ศาลระงับการดำเนินกระบวนพิจารณา และให้ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาไปก่อน ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการกระทำนั้นตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือไม่ ให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยว่าการกระทำใดอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวด ที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือไม่ ให้มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร และไม่อาจเป็นวัตถุในการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใดได้
ประการ ที่สี่ ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำใดไม่ตกอยู่ภายใต้ บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง หรือวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมต่างๆ ตลอดจนการกระทำที่มีข้อสงสัยว่ามีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความ ขัดแย้งทางการเมืองหลังการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ไม่เกี่ยวข้องกับมูลเหตุจูงใจหรือแรงจูงใจทางการเมือง ให้ดำเนินการกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรมต่อ ไป ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากมูล เหตุจูงใจหรือแรงจูงใจทางการเมืองหลังเหตุการณ์แย่งชิงอำนาจรัฐ 19 กันยายน 2549 ก็ให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็น ภาคีสมาชิก
ประการที่ห้า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวทางที่คณะนิติราษฎร์เสนอไว้เบื้องต้นโดย สังเขปนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง เป็นอีกหมวดหนึ่ง โดยนอกจากบทบัญญัติในหมวดนี้จะกล่าวถึงคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง และกฎเกณฑ์ต่างๆตามแนวทางที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังต้องกล่าวถึงการเยียวยาความเสียหายต่างๆด้วย การดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้สามารถทำได้โดยไม่เกี่ยว ข้องกับการดำเนินการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสามารถกระทำได้ทันที
4. สำหรับกรณีของการลบล้างผลพวงรัฐประหารนั้น คณะนิติราษฎร์เสนอให้บัญญัติเป็นหมวดอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะได้ จัดทำขึ้นใหม่ตามที่ได้เคยแถลงต่อสาธารณะไปแล้ว โดยคณะนิติราษฎร์ยืนยันหลักการของการประกาศให้การนิรโทษกรรมการทำรัฐประหาร หรือการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นโมฆะ เพื่อเปิดทางให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหารหรือแย่งชิงอำนาจรัฐ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำการเอง ผู้ใช้ ตลอดจนผู้สนับสนุน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สำหรับบรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นจากการเริ่มกระบวนการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการ กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะผู้แย่งชิงอำนาจรัฐนั้น ก็ให้ลบล้างให้สิ้นผลไป ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนิรโทษกรรม แต่ให้เริ่มกระบวนการใหม่ให้ถูกต้องเป็นธรรมต่อไป
คณะนิติราษฎร์ ขอเรียนให้ผู้ที่ติดตามกิจกรรมทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์ทราบว่าในเดือน มิถุนายนที่จะถึงนี้ คณะนิติราษฎร์จะได้จัดกิจกรรมทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับการลบล้างผลพวง รัฐประหาร การขจัดความขัดแย้งในสังคมไทย และวิเคราะห์วิจารณ์ข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองของบุคคลและสถาบันต่างๆ นอกจากนี้เพื่อให้การเคลื่อนไหวทางความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและนิติรัฐ ดำเนินไปในวงกว้างยิ่งขึ้น คณะนิติราษฎร์จะได้จัดให้มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชน ให้แก่ประชาชนทั่วไป รายละเอียดในเรื่องเหล่านี้จะแถลงให้ทราบต่อไป

นิติราษฎร์แถลงชัด "คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"

ที่มา Thai E-News



4 มิถุนายน 2555
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์

 

แถลงการณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

3 มิถุนายน 2555
Blog Icon
แถลงการณ์
เรื่อง คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีรับคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ไว้พิจารณา
และคำสั่งให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


ตามที่มีบุคคลเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับ อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้รัฐสภารอการ ดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังปรากฏตามข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๖/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ นั้น

คณะนิติราษฎร์พิจารณาแล้ว มีความเห็นต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวในสามประเด็น ดังนี้  

๑. การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการเสนอคำร้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ 
 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ ให้สิทธิแก่บุคคลผู้ทราบการกระทำอันเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อลบล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รัฐธรรมนูญหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สามารถเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว เหตุแห่งการเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ ต้องเป็นการกระทำของบุคคลหรือพรรคการเมืองแต่ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นการ ใช้อำนาจของรัฐสภาในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญผู้ทรงอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ กรณีนี้จึงไม่ใช่การกระทำของ "บุคคล" หรือ "พรรคการเมือง" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘

รัฐสภาได้ใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญตามกระบวนการและขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงเป็นกรณีที่รัฐสภาใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มิใช่การใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ให้แก่บุคคลและ พรรคการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีนี้เป็นการกระทำตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนหรือทั้งฉบับ ตราบเท่าที่การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมิได้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะถือว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอันมีผลเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ นั้นเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อคราวที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ และคราวที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ โดยการจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

๒. ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ วรรคสอง กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หมายความว่า บุคคลต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดก่อน ภายหลังอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมีมูล อัยการสูงสุดจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความว่า การเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสองนั้น อาจทำได้สองวิธี คือ หนึ่ง บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สอง บุคคลมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรง โดยไม่ต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า กรณีตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ไม่อาจตีความตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าเฉพาะแต่อัยการสูงสุดเท่านั้น ที่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุดก็ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หากปราศจากการเสนอ เรื่องของบุคคลผู้ทราบการกระทำตามมาตรา ๖๘ วรรคแรก กรณีคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง จึงต้องดำเนินการเป็นสองขั้นตอนตามลำดับได้แก่ บุคคลเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จะขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปมิได้

นอกจากนี้ เมื่อได้ตรวจสอบบันทึกรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๐ เกี่ยวกับบทบัญญัติมาตรา ๖๘ พบว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าใจตรงกันว่าผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง คือ อัยการสูงสุดเท่านั้น

หากพิจารณารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะเห็นได้ว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญมุ่งประสงค์ให้สิทธิแก่บุคคลทั่วไปในการ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งดังกรณีปรากฏในมาตรา ๒๑๒ ว่าบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ และไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่ง กฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้

คณะนิติราษฎร์เห็นว่าการตีความมาตรา ๖๘ วรรคสองของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ขัดกับหลักการตีความกฎหมายทั้งในแง่ถ้อยคำ ประวัติความเป็นมา เจตนารมณ์ ตลอดจนระบบกฎหมายทั้งระบบ เป็นการตีความกฎหมายที่ส่งผลประหลาดและผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง

๓. อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการกำหนด “วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา”


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ไม่ได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำ วินิจฉัย แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้นำเอาวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ มาใช้ โดยอาศัยข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ ๖

วิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเป็นมาตรการสำคัญในกระบวนพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดีรัฐธรรมนูญ การกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญมุ่งประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อน มีคำวินิจฉัย ต้องบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจก่อตั้งอำนาจกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยแต่เพียงข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ ๖ เพื่อนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ มาใช้ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยมาใช้ระงับยับยั้งกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการเข้าแทรกแซงกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยไม่มีอำนาจกระทำได้


ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์ความ เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และทำให้กลไกต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดำเนินการไปได้ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ แต่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้กลับมีผลเป็นการทำลายกลไกการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจนี้ไว้ให้แก่รัฐสภาเท่านั้น อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญรูปแบบหนึ่ง ที่มีลำดับชั้นทางกฎหมายสูงกว่าอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ซึ่งอำนาจทั้งสามเป็นเพียงอำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตุลาการ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการควบคุมตรวจสอบการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถควบคุมตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังเช่น การควบคุมตรวจสอบพระราชบัญญัติมิให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้

อาศัยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด คณะนิติราษฎร์เห็นว่า
๑. ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องในกรณีนี้ไว้พิจารณาได้ เนื่องจากการยื่นคำร้องในกรณีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกระบวนการและขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘
๒. คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ จึงไม่มีผลผูกพันรัฐสภาให้ต้องรอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
หากรัฐสภายอมรับให้คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนี้มีสภาพบังคับทางรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถขยายแดนอำนาจของตนออกไปจนกลายเป็นองค์กรที่ อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อยู่เหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ และมีผลเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตยลงอย่างสิ้นเชิงในที่สุด


คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๔ มิถุนายน ๒๕๕๕

ย้อนรำลึกวิสาขบูชาปี53

ที่มา Thai E-News




วิสาขบูชาปี 2553-เหตุการณ์สำคัญเมื่อวันวิสาขบูชาปี 2553 ประกอบไปด้วยข่าวเหตุการณ์ส.ส.เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภากรณี พระสงฆ์ที่สนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดงถูกปฏิบัติจากทหารโดยการกระชาก จีวรออกจากร่างแล้วจับมือไพล่หลัง และนำไปขังคุก โดยไม่ต้องทำพิธีสึก(ภาพข่าว:สำนักข่าวต่างประเทศ) ค่ำวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ วัดชนะสงคราม ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา พ.ศ.2553 (ภาพข่าว:เวบผู้จัดการASTV)
ใบอนุญาต?-ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 พระว.วชิรเมธี ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า"ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าการฆ่าค
น : Time killing is more sin than to kill human being" ต่อมาวันที่ 10 เมษายนเกิดการสังหารผู้ชุมนุมและการปะทะที่สี่แยกคอกวัว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤษภาคม 2553


นาย สุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อค่ำวันที่ 27พ.ค. 2553 ว่า วันที่ 28 พ.ค.2553 เป็นวันวิสาขบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก แต่มีเรื่องน่าสะเทือนใจชาวพุทธก็คือ ในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมนั้น ได้มีการจับกุมพระสงฆ์ที่เข้าร่วมสนับสนุนการชุมนุมอย่างน้อยก็ 5 รูปที่เขาได้เข้าไปเยี่ยมที่เรือนจำ

รัฐบาล พยายามบอกว่าพระที่โดนจับกุมนี้เป็นพระปลอม และมีอาวุธ แต่จากการที่ได้เข้าไปเยี่ยมพระที่ถูกจับในเรือนจำยืนยันได้ว่าเป็นพระจริง โดยรูปหนึ่งนั้นเป็นพระในพื้นที่เลือกตั้งของเขาคืออำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี มีชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้มากรูปหนึ่ง โดยพระรูปนี้ถูกทหารจับกุมตัวในวันที่มีการกระชับพื้นที่สลายการชุมนุม 

ทั้ง ที่เป็นพระสงฆ์อยู่และยังไม่ได้ให้ลาสึกแต่อย่างใด มีการกระชากผ้าเหลืองจีวรออกแล้วหาชุดนักโทษสีเหลืองจำคุกไว้ที่แดน9ในเรื่อ นจำกลางกรุงเทพฯ ร่วมกับพระรูปอื่นๆอีกรวม 5 รูป ในจำนวนนี้เท่าที่จำชื่อได้ เช่น พระสมุทร ขาวอ่อน อยู่แดน 6 กับพระจากขอนแก่น และสระบุรีรวม 3 รูป อีกรูปหนึ่งนามสกุลมุทุกันต์ มาจากอุบลราชธานี สอบถามดูเป็นลูกหลานของอดีตรัฐมนตรีปิ่นมุทุกันต์ ถูกขังอยู่ในแดน 9กับพระจากท่าวุ้งลพบุรี

"เรื่อง นี้สะเทือนใจชาวพุทธมากครับ ผมเพิ่งไปเยี่ยมทั้ง5ท่านมา ทำอย่างนี้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นพระปลอม กระชากจีวรออกยัดคุก หาชุดนักโทษให้ท่านใส่ โดยที่ไม่ได้สึกตามพิธีทางพระพุทธศาสนา ท่านก็ยังถือว่าท่านเป็นพระอยู่"นายสุชาติกล่าว และว่าหากพระเหล่านี้จะมีความผิดก็คือ ท่านตามมาดูแลชาวบ้านที่มาชุมนุม กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เวลาทหารจะเข้ามายิงท่านก็ไปขอบิณฑาตชีวิต ปรากฎว่าท่านโดนจับเสียเอง และถูกปฏิบัติไม่สมกับเมืองไทยเป็นเมืองพุทธแม้แต่น้อย

ขอบิณฑาตชีวิต-กลุ่มพระสงฆ์ที่สนับสนุนคนเสื้อแดงขึ้นขอ บิณฑบาตชีวิตผู้ชุมนุมในวันสุดท้ายก่อนถูกสลาย โดยรูปหนึ่งได้วิงวอนให้ในหลวงทรงโปรดใช้พระบารมีเป็นที่พึ่งแก่ผู้ชุมนุม ด้วย


สิ่งที่ได้รับ-สิ่งที่พระสงฆ์ได้รับคือชีวิตที่ถูกสังหาร โดยท่านเหล่านี้ได้ช่วยญาติโยมเป็นครั้งสุดท้ายคือการหามร่างผู้บาดเจ็บ หรือไร้ชีวิตเข้าไปยังวัดปทุมวนาราม










กระชากจีวรจับมือไพล่หลังขังคุกไม่ต้องสึก-พระสงฆ์ที่เข้าสนับสนุนการชุมนุมถูกปฏิบัติจากทหารโดยการกระชากจีวรออกจากร่างแล้วจับมือไพล่หลัง และนำไปขังคุก โดยไม่ต้องทำพิธีสึก


"สุชาติ" จี้นายกฯ ขอโทษ ปชช. โชว์ภาพพระ 5 รูปถูกขัง "สุเทพ" โต้ไม่ใช่พระแค่ "คนห่มผ้าเหลือง"

ต่อ มาเมื่อเวลา 16.06 น. วันที่ 31 พ.ค. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน พรรคเพื่อไทย จ.ลพบุรี อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่า " ผมอภิปรายในประเด็นเรื่องศาสนาพุทธ นายกฯ ไม่ได้ไปดูพระที่ถูกทหารจับ ฟังแต่รายงาน ขณะที่นายสุเทพ บอกว่า คนห่มผ่าเหลือง ขอให้ดูน้ำตาของพระ ภาพที่หลุดออกมา เอาเชือกมัดไพล่หลัง ดูน้ำตาของพระ พระรูปนี้ ชื่อ พระประเสริฐ สุรปัญโญ อายุ 48 ปี คนลพบุรี พระองค์นี้ อยู่บ้านผม เป็นคนที่คนในอำเภอท่าวุ้ง นับถือ อีกรูปหนึ่ง พระศรีอริยะ อริวังโส "

อีก รูป พระสมบูรณ์ มุทุกัณฑ์ ถูกจำคุกแดน 9 เป็นพระจาก จ.อุบลราชธานี พระมาเพื่อจะมาบอกว่า อย่ายิงประชาชน อีกรูปคือ พระบุญมี วัดโชคอำนวย จ. อุบลราชธานี ถูกจำคุก แดน 9 ไม่ได้เปล่งวาจาสึก องค์ที่ 5 พระสุนัย ขาวอ่อน อายุ 48 ปี จ.อุดรธานี ติดคุกอยู่แดน 6 

ในช่วงที่นายสุชาติ โชว์รูป ปรากฏว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ประท้วง ว่า ไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาเปิดเผยในสภา 

นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส. ประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า พระที่มาชุมนุม ไม่ชอบ เพราะมหาเถรฯห้ามพระมาชุมนุม เพราะไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ

ต่อ มา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ชี้แจงว่า เรื่องพระ จะกระทบกระเทือนความรู้สึกประชาชน พฤติกรรมในที่ชุมนุม แยกแยะได้ยากว่าเป็นพระหรือคนห่มผ้าเหลือง ขณะอภิปรายนายสุเทพ ได้โชว์รูปจาก เอเอสทีวี ว่า พระที่ถูกอ้างคือ คือนายสุปัญญา

"4 คนไม่ได้เป็นพระ วันนี้อยู่ในคุก เพราะเป็นผู้ต้องหา จับกุมได้ซึ่งหน้า เป็นความผิดซึ่งหน้า จับได้หน้าบริษัทบางกอกเคเบิล วันที่ 19 พ.ค. มหาเถรสมาคม บอกว่า ความผิดซึ่งหน้า สามารถสึกได้ และขณะจับกุม ไม่มีผ้าเหลืองแล้ว ถ้าพระไม่ตีทหาร จะถูกจับหรือไม่ อยู่ในที่อโคจร เป็นแค่คนห่มผ้าเหลือง จะหาว่า ผมไม่ใช่คนพุทธ ผมบวชที่วัดสวนโมกข์ "นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังเปิดข้อมูลว่า ไปตามสอบพระที่นายสุชาติ กล่าวอ้างว่า ไม่ได้อยู่ในพื้นที่

โพลล์ไทยอีนิวส์ : คุณเห็นด้วยหรือไม่กับพรบ.ปรองดองของพล.อ.สนธิ?

ที่มา Thai E-News








คุณเห็นด้วยหรือไม่กับพรบ.ปรองดองของพล.อ.สนธิ?
ความเห็น โหวต %
- เห็นด้วย นิรโทษกรรมทุกฝ่าย ล้างไพ่เริ่มกันใหม่ประเทศไทยเดินหน้า
     232 9.7%
- คัดค้าน ให้นิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุม ไม่รวมทหาร,มาร์ค+เทือก,แม้ว+แกนนำแดง
  1,659 69.6%
- ต้องนำพรบ.ทำประชาพิจารณ์และลงประชามติก่อน อย่ารวบรัด
     409 17.2%
- อื่นๆ
       82 3.4%
รวม   2,382 100.0%


สำรวจความเห็นของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. - 3 มิ.ย. 55 โดยมีผู้โหวตทั้งสิ้น 2382 ท่าน

Return of the Jedi(s) - หลังตุลาการภิว้ฒน์ strike back

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 มิถุนายน 2555

ไทยอีนิวส์ขอรวบรวมเหตุการณ์หลังกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับ 5 คำร้องเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา ทำให้ต้องชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในวันที่ 5 มิ.ย. ออกไป

มติชนรวมความเห็นปรมาจารย์ - ล้วนเห็นสอดคล้องตรงกัน

โดยเริ่มต้นที่มติชนได้รวบรวมความเห็นของนักวิชาการที่ยึดหลักวิชาการมานำเสนอ โดยตีพิมพ์"ประมวลความเห็นนักวิชาการ หลังศาลรธน.รับคำร้องเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา" - 02 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โดยในนั้นมีความเห็นของ
1. พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตส.ว.ตาก
2. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการอิสระด้านนิติศาสตร์
5. วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ

จตุรนต์ทนไม่ได้ ออกมาแถลงข่าวชี้ให้มวลชนรับทราบ มันทำรัฐประหารเชิงตุลาการไปแล้วให้รู้ตัวด้วย

หลังจากนั้นคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ได้ออกมาแถลงข่าว และชี้ให้มวลชนรับทราบว่า ไม่ต้องกลัวรัฐประหาร เพราะ ตุลาการฯได้ทำ ตุลาการภิวัฒน์ไปแล้ว โดยเป็นการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. พร้อมเรียกร้องให้มีการเข้าชื่อถอดถอนตุลาการศาลรธน.


นักกิจกรรมดาวน์โหลดแบบฟอร์ม เข้าชื่อถอดถอนตุลาการศาลรธน.ที่เกี่ยวข้อง


คุณ Prain นักกิจกรรมได้โพสต์คลิปโดยระบุว่า "ประชาชนต่างรุมยื้อแย่งขอแบบฟอร์มถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกันอย่างหนา แน่น บริเวณงานครบรอบ 5 ปี "ความจริงวันนี้" ณ อิมแพค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2555"



ท่านสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่

1. http://www.mediafire.com/?qzxd7tv8bxi3747
2. http://prachachontai.com/up/law.pdf 

ส่งเอกสารได้ที่ ตู้ ปณ.100 ปณศ.รองเมือง 10330 - (หรือร้านกาแฟชั้น 5 ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว)

ปธ.ศาลรธน.ออกมาโต้วันนี้ แต่เจอสมศักดิ์เจียมฯตอกกลับ "ใช้อำนาจเกินขอบเขตอย่างชัดเจน"


ในที่นี้เราจะยกการโต้แย้งมาทั้งหมด (ขอบคุณคุณ JPLSOFT ที่รวบรวม)



"วสันต์" ปัดศาลจุ้นนิติบัญญัติ ยันรับคำร้องตามรธน. หวังผู้แจงให้คำมั่นสัญญา ปชช.

ปธ.ศาลรธน.ปัดรับ 5 คำร้องวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหวังขวางกระบวนการสภา ระบุมีผู้ร้องมาตาม ม.68 ก็ต้องไต่สวน ชี้ถ้าไม่ล้มล้างการปกครองก็ยกคำร้อง หากมาชี้แจงก็เท่ากับให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชน ยันไม่ได้จุ้นนิติบัญญัติแต่ตรวจสอบเพื่อลดความระแวงของสังคม ถ้าบริสุทธิ์ใจก็จบ ขออย่าเหมารวมปรองดอง ด้านตุลาการฯ เผยพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว บอกแจ้งไปแล้วถ้ายังดื้อลงมติสภาต้องรับผิดชอบ ใครอยากถอดถอนก็ไม่ว่ากัน

วันนี้ (3 มิ.ย.) ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับ 5 คำร้องกรณีขอให้วินิจฉัยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา วินิจฉัย ว่า ไม่ใช่เพราะมีเจตนาที่จะขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากมีผู้มาร้องขอให้ศาลดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งศาลก็ต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่าการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการ เปลี่ยนแปลงการปกครองฯ ตามที่มีการกล่าวหาหรือไม่ หากการให้ข้อเท็จจริงทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การดำเนินการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้อง ยังไม่มีพฤติการณ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ศาลก็ยกคำร้อง

“ แม้ขณะนี้ยังไม่มีการยกร่างกันเป็นรายมาตรา และถ้าจะอ้างว่าผู้ที่ยกร่างก็เป็นส.ส.ร.ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือ พรรคการเมือง แต่คนเหล่านี้คือผู้ที่จะต้องให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ส.ส.ร.เป็นผู้ ยกร่าง จึงถือได้ว่าเป็นอำนาจสุดท้ายในการดำเนินการ อีกทั้งหากส.ส.ร.ทำผิดหลักการขึ้นมาจะทำกันอย่างไร ดังนั้นศาลจึงอยากที่จะรู้ว่า คนเหล่านี้ มีความคิดในเรื่องรูปแบบของการปกครองอย่างไร เช่น ถ้าบอกว่าจะไม่แตะสถาบัน แต่ทำไมถึงไม่ยกเว้นในหมวด 1 หมวด 2 ไว้ อย่างนี้มันต้องชัดเจน และต้องให้ความมั่นใจกับประชาชน และผู้ที่ร้องมา เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากจะรู้เช่นกัน ซึ่งผู้ที่จะมาชี้แจงในชั้นไต่สวนก็เหมือนกับการให้สัญญาประชาคมกับสังคมและ ผู้ร้อง ว่า ถ้าหากส.ส.ร.ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาไม่เป็นไปตามที่ชี้แจงในชั้นไต่สวน คนเหล่านี้ก็จะไม่ยกมือรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเขาแถลงอย่างหนึ่ง แต่พอถึงเวลา กลับทำอีกอย่างหนึ่งประชาชนก็จะได้รู้ว่าใครโกหก ซึ่งก็เหมือนกับเป็นสัญญาลูกผู้ชาย สัญญาลูกผู้หญิง และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะไม่เลยเถิดเราต้องตรวจสอบตรงนี้ก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการถ่วงดุล” ประธานศาลรธน. กล่าว

นายวสันต์ ยังกล่าวอีกว่า การรับพิจารณาคำร้องดัง กล่าวไม่ถือว่าศาลเข้าไปแทรกแซงฝ่ายบริหาร หรือไปแทรกแทรงฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เป็นการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ให้อำนาจเอาไว้ ถือเป็นการถ่วงดุลในการตรวจสอบ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจเข้าไปก้าวล่วงไปกำกับรัฐสภา จึงควรมองในทางบวก ว่า การที่ศาลรับคำร้องและมีการไต่สวน ก็เพื่อทำให้ลดความตรึงเครียด และความหวาดระแวงของสังคมที่มีต่อรัฐบาล และรัฐสภาลงได้ อีกทั้งเป็นผลดีทั้งรัฐบาลและรัฐสภาด้วยซ้ำที่จะได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจง และสร้างความมั่นใจให้กับสังคมได้ ถ้าพวกเขาแสดงความบริสุทธิ์ใจออกมาว่าไม่มีพฤติการณ์ตามที่เขาสงสัยมาก็จบ ก็เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ซึ่งคนละเรื่องกันอย่าเอามารวมกัน

เมื่อถามว่า ความรวดเร็วในการรับพิจารณาคำร้องดังกล่าว อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังอยู่ในชั้นของการยกร่างอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ถูกมองว่า ไปรับงานใครมาหรือไม่ นายวสันต์ กล่าวว่า หมายถึงใครถ้าหมายถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จำได้ว่า เคยพูดกันครั้งเดียว ขนาดไปงานพระราชพิธี เจอและนั่งใกล้กันยังไม่เคยหันหน้าไปพูดกันเลย เพราะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว และเห็นว่าขณะนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังจะผ่านวาระ 3 ซึ่งในเนื้อหาค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้วว่าอะไรเป็นอะไร รวมทั้งหากพ้นจากวาระ 3 ไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถไปดำเนินการใดๆ ได้แล้ว หรือแม้แต่เมื่อส.ส.ร.ยกร่างเสร็จแล้วเป็นร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัย

“ ศาลรัฐธรรมนูญจะอยู่หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจ และก็ไม่ใช่ประเด็นที่ผู้ร้องเขาร้องมา แต่ประเด็นอยู่ที่ก่อนการดำเนินการต่อไปต้องชัดเจนก่อนว่ามีการซ่อนรูปแบบ การปกครองบางอย่างเอาไว้หรือไม่ และจะเป็นการเอามาใช้แทนรูปแบบการปกครองในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีหรือที่ประชาชนจะได้รับทราบพร้อมๆ กันในระหว่างที่ศาลไต่สวน ก่อนที่จะมีการแก้ไขต่อไป และอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญปี 50 นั้นก็ได้ผ่านการทำประชามติมา ก็ถือได้ว่ามาจากประชาชน เพราะฉะนั้นจะเป็นไรไปถ้าหากให้ประชาชนได้ทราบก่อนว่าการแก้ไขจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่หรือ ศาลไม่ได้ห้ามไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญเสียเมื่อไหร่ ”นายวสันต์ กล่าว

ด้านนายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณที่มีนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นว่าการทำหน้าที่ของตุลาการศาล รัฐธรรมนูญเกิดขอบเขต ใช้อำนาจก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติและการออกคำสั่งดังกล่าวนั้นเข้าลักษณะที่ อาจถูกถอดถอนได้ ว่า กรณีดังกล่าวเมื่อมีผู้ร้องมาเราก็ดำเนินการพิจารณาและก่อนที่จะลงมติก็ได้ มีการพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าสมควรที่จะดำเนินการเช่นนั้น จึงมีหนังสือไปยังเลขาธิการสภา แจ้งต่อประธานสภา และสมาชิก ทราบว่าศาลได้มีคำสั่งให้ชะลอการลงมติในวาระที่ 3 ไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ตุลาการฯ ก็ได้มีการพิจารณากันแล้วว่า การสั่งให้ชะลอการลงมติก็ไม่มีผลอะไร ที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ช้าหน่อย เพื่อความชัดเจนก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นอะไร เแต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกไปแล้วไม่ฟังหากเกิดเรื่องขึ้นมาสภาก็ต้องเป็นผู้ รับผิดชอบ

“ เมื่อมีคนร้องขึ้นมาว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นมันผิดหลักการ เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ซึ่งเราตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมาพิจารณาว่า จริงหรือไม่ ไม่ได้เป็นการไปขัดขวางไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการอย่างทราบความชัดเจนในการดำเนินการว่าผิดหลักการตามที่ผู้ ร้อง ร้องมาหรือไม่ หากไม่มีคนร้องศาลก็ทำไม่ได้ ดังนั้นการดำเนินการออกคำสั่งไปนั้นเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งก็ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน ส่วนใครเห็นว่าเราทำเกินอำนาจหน้าที่อยากจะถอดถอนก็ไม่ได้ว่าอะไร และรัฐธรรมนูญก็ให้สิทธิ์ไว้ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนไป อีกทั้งที่เห็นว่าเป็นการก้าวก่ายก็เป็นเพียงความเห็นของนักวิชาการ หรือใครก็มีความเห็นได้ไม่ได้ว่าอะไร และขอยืนยันว่าเราดำเนินการตามรัฐธรรมนูญที่ให้ไว้” นายบุญส่ง กล่าว
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ขอให้สังเกตคำอธิบายของประธานศาล รธน. ที่ยกมาข้างล่างนี้ ยิ่งแสดงว่า ประธานศาล รธน. ไม่มีความเข้าใจในอำนาจหน้าที่ของตัวเองเลย

คือตัวอย่างที่ประธานศาล รธน.ยกมานี่ เป็นการเข้าไปที่ "เนื้อหา" ว่า สสร. จะร่างอะไร ซึ่งยิ่งไปกันใหญ่เลยว่า ในเมื่อยังไม่มี สสร. ยังไม่มีแม้แต่ประชุมร่าง รธน. ศาล รธน. จะไปมีสิทธิ์หรือหน้าทีอะไรที่จะต้องมาถามขอ "สัญญาลูกผู้ชาย" ล่วงหน้าอะไรแบบนั้นว่า เนื้อหาจะออกมาอย่างไร

ขอให้สังเกตประโยคนี้เป็นพิเศษ

"ถ้าบอกว่าจะไม่แตะสถาบัน แต่ทำไมถึงไม่ยกเว้นในหมวด 1 หมวด 2 ไว้ อย่างนี้มันต้องชัดเจน และต้องให้ความมั่นใจกับประชาชน"

[หมายเหตุ: แม้แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ก็ผิด เพราะ ร่างแก้ 291 ในขั้นกรรมาธิการ ระบุไว้ชัดเจนว่าจะไม่ "แตะ" หมวดกษัตริย์]

แต่เอาเข้าจริง แม่แต่เรืองหมวดกษัตริย์ ต่อให้สมมุติว่า สสร.หรือสภา บอกว่า จะมี "แตะ" (แก้ไข) ในเมื่อยังไม่มีเนื้อหาว่าจะแก้อย่าง ไร ยังไมมีการประชุมร่าง ศาล รธน. ก็ยกมาเป็นประเด็นจะเข้าไปขอ "สัญญาลูกผู้ชาย" ว่าจะร่างออกมายังไงไม่ได้ ไม่งั้น กำหนดให้ ศาล มาร่าง รธน.เสียเองเลยไม่ดีหรือ?

นีเป็นการสะท้อนความเข้าใจในลักษณะ abuse of power (ใช้อำนาจเกินขอบเขต) อย่างชัดเจนครับ

"แม้ขณะนี้ยังไม่มีการยกร่างกันเป็นรายมาตรา และถ้าจะอ้างว่าผู้ที่ยกร่างก็เป็นส.ส.ร.ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือ พรรคการเมือง แต่คนเหล่านี้คือผู้ที่จะต้องให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ส.ส.ร.เป็นผู้ ยกร่าง จึงถือได้ว่าเป็นอำนาจสุดท้ายในการดำเนินการ อีกทั้งหากส.ส.ร.ทำผิดหลักการขึ้นมาจะทำกันอย่างไร ดังนั้นศาลจึงอยากที่จะรู้ว่า คนเหล่านี้ มีความคิดในเรื่องรูปแบบของการปกครองอย่าง ไร เช่น ถ้าบอกว่าจะไม่แตะสถาบัน แต่ทำไมถึงไม่ยกเว้นในหมวด 1 หมวด 2 ไว้ อย่างนี้มันต้องชัดเจน และต้องให้ความมั่นใจกับประชาชน และผู้ที่ร้องมา เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากจะรู้เช่นกัน ซึ่งผู้ที่จะมาชี้แจงในชั้นไต่สวนก็เหมือนกับการให้สัญญาประชาคมกับสังคมและ ผู้ร้อง ว่า ถ้าหากส.ส.ร.ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาไม่เป็นไปตามที่ชี้แจงในชั้นไต่สวน คนเหล่านี้ก็จะไม่ยกมือรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเขาแถลงอย่างหนึ่ง แต่พอถึงเวลา กลับทำอีกอย่างหนึ่งประชาชนก็จะได้รู้ว่าใครโกหก ซึ่งก็เหมือนกับเป็นสัญญาลูกผู้ชาย สัญญาลูกผู้หญิง และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะไม่เลยเถิดเราต้องตรวจสอบตรงนี้ก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการถ่วงดุล” ประธานศาลรธน. กล่าว"

คือ ที่ยกตัวอย่างหมวดกษัตริย์มาว่า ต้องขอให้สภา "ให้ความมั่นใจ" ก่อนว่าจะ "ยกเว้น" ไม่แตะน่ะ (นี่คือคำพูดตรงๆ ของ ประธาน ศาล รธน. "ถ้าบอกว่าจะไม่แตะสถาบัน แต่ทำไมถึงไม่ยกเว้นในหมวด 1 หมวด 2 ไว้ อย่างนี้มันต้องชัดเจน และต้องให้ความมั่นใจกับประชาชน") ... คือ นอกจากสะท้อน ความไม่เข้าใจเรื่องอำนาจหน้าที่ ศาล รธน. ดังที่ผมเขียนในหลายกระทู้ข้างล่างแล้วนะ ที่สำคัญ ยังผิดในแง่ ความเข้าใจตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญเองเลยด้วย ไม่มีข้อกำหนดไหนในรัฐธรรมนูญเลยครับที่ว่าบอกว่า หมวด 1 หมวด 2 แตะไม่ได้ ไม่มีข้อกำหนดไหนในรัฐธรรมนูญบอกเลยครับว่า การแก้ รธน.ใดๆ ต้อง "ยกเว้น" 2 หมวดนี้ ไม่มีเลยครับ ดังนั้น ที่ ประธานศาล รธน. "ตั้งคำถาม" แบบนี้ )"แต่ทำไมถึงไม่ยกเว้นในหมวด 1 หมวด 2" - ซึ่งจริงๆ ก็ผิดข้อเท็จจริง เพราะเขากำหนดยกเว้นไว้แล้ว) แสดงว่า ไม่เข้าใจเรื่อง รัฐธรรมนูญ เลยครับ

ปากคำอดีตหัวหน้าพรรค:ประชาธิปัตย์สิ้นเกียรติ

ที่มา Thai E-News




คลิปวีดีโอ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราศรัยในงาน "ผ่าความจริง หยุดกฏหมาย ล้างผิดคนโกง"

**********

แถลงการณ์ของ Red Freedom U.S.A.ฉบับที่ 1 :ขอประณามพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความไม่สุภาพ และไม่เคารพต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เคารพในสถานที่ ที่ถือว่ามีเกียรติที่สุด โดยการขว้างเอกสารใส่ประธานสภา ฯ และยังได้ ขโมยเก้าอี้ประธานสภา และเก้าอี้รองประธานไปด้วย

แถมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้บุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของ พรรคเพื่อไทย จนได้รับบาดเจ็บด้วย จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ถือได้ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ คนที่ได้เรียกตัวเองว่า ส.ส.ที่ประชาชนให้เกียรติ เลือกเข้ามาเป็นตัวแทนของเขาในสภา ฯ อันทรงเกียรติ เพื่อเป็นตัวแทน เป็น หู เป็นตา แทนพวกเขา แต่การกระทำ และการแสดงออก ของสมาชิกหรือ ส.ส.ของพรรค ประชาธิปัตย์ ในวันนั้น ไม่แตกต่างไปจากกุ๊ยข้างถนน ไม่แตกต่างไปจากนักเลงหัวไม้ ไม่มีการควบคุมอารมณ์ ไร้วุฒิภาวะ ของผู้ที่เรียกตนเองว่า มีการศึกษา ทำตัวไม่เหมาะสมกับที่ประชาชนไว้วางใจเลือกเข้าทำงาน 

ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในขณะที่เกิดเหตุนั้น ยังมีอดีตผู้นำประเทศ และยังเป็นหัวหน้าพรรค รวมอยู่ด้วย แต่ท่านเหล่านั้นกลับนิ่งเฉยต่อการกระทำของลูกพรรคของตัวเอง

ดังนั้น กลุ่ม Red Feedom U.S.A.ซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงอิสระในอเมริกา จึงขอประณามการกระทำของพรรค ประชาธิปัตย์ ในครั้งนี้ ไม่สมควรที่ อนุชนรุ่นหลัง หรือผู้ที่เรียกตนเองว่า มีความรู้ มีวุฒิภาวะจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จะเอาเป็นแบบอย่าง และกลุ่มของเราจะไม่เห็นด้วย กับวาทะกรรมถ่อยๆ (กระทำเป็นเชิงสัญลักษณ์) และการกระทำถ่อยๆของพรรคประชาธิปัตย์ ในครั้งนี้

กลุ่มของเราจะเพิ่มระดับการประณาม ขึ้นเรื่อย ๆ หาก พรรค ประชาธิปัตย์ ยังมีการกระทำ และแสดงออกแบบถ่อยๆ สถุนๆ แบบนี้อีก

Red Freedom U.S.A. แดงอิสระอเมริกา 


6/3/12

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 04/06/55 พวกถ่อย..อันธพาลเสียงข้างน้อย

ที่มา blablabla

โดย 

ภาพถ่ายของฉัน







ภาพคนชั่ว อันธพาล เสียงข้างน้อย
สถุนถ่อย แค่ไหน ใครก็เห็น
เถื่อนเพื่อชาติ พูดมาได้ ไอ้กากเดน
บอกล้อเล่น แค่นั้น ดูมันทำ....


รังซีม่า ฉุดกระชาก ลากเก้าอี้
ภาพอัปรีย์ ชัดเจน เห็นแล้วขำ
เป็นสัญลักษณฺ์ พวกจัญไร ใจระยำ
เหมือนตอกย้ำ พรรคเปรต ของเศษคน....


บอกขอจับ ชีพจร กะล่อนแถ
ชั่วของแท้ เห็นชัดๆ สัตว์หน้าขน
ภาพฉาวโฉ่ โชว์ประจาน สันดานตน
ยังวกวน ยอมเสียเกียรติ เพื่อชาติมัน....


ทั้งหัวหงอก หัวดำ ระยำสิ้น
ละเลงลิ้น มารยา ช่างน่าขัน
เชิญอุ้มสม ต่อไป ไม่ว่ากัน
ที่สำคัญ มันชิบหาย ตายยกพวง...


อันธพาล เสียงข้างน้อย พลอยดับสนิท
สร้างวิกฤติ เฉไฉ อย่างใหญ่หลวง
คือความเสื่อม หมองหม่น ชนทั้งปวง
ไปได้แค่ สมองกลวง ลวงผู้คน....


๓ บลา / ๔ มิ.ย.๕๕

Sunday, June 3, 2012

ประมวลความเห็นนักวิชาการ หลังศาลรธน.รับคำร้องเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา

ที่มา thaifreenews



จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับ 5 คำร้องเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา 
ทำให้ต้องชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในวันที่ 5 มิ.ย. ออกไป
มีความเห็นของนักวิชาการสาขานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้
พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตส.ว.ตาก 
การที่ศาลรธน.มีคำสั่งให้สภาผู้แทนราษฎรระงับการพิจารณาร่างแก้ไข รธน.มาตรา 291 
ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 
เพราะเป็นการก้าวก่ายการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ 
ซึ่งขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตย 
ตุลาการที่ออกคำสั่งดังกล่าว
จึงมีลักษณะเข้าข่ายที่อาจถูกถอดถอนตามบทบัญญัติมาตรา 270 ได้ 
ฉะนั้น จึงขอเสนอให้มีการรณรงค์เพื่อร่วมกันเข้าชื่อถอดถอนตามกระบวนการที่รธน.บัญญัติไว้
รัฐสภาคือตัวแทนอำนาจสูงสุดของประชาชน 
จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องอำนาจกนิติบัญญัติและการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 
ตามหลักการประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของอังกฤษ 
ซึ่งเราถือเป็นแบบอย่าง เขาถือว่ารัฐสภามีอำนาจสูงสุดตามหลัก Supremacy of Parliament
(ที่มา เฟซบุ๊กส่วนตัว "พนัส ทัศนียานนท์" อ้างอิงจาก 
เกษียร เตชะพีระ
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ภูมิปัญญาชาวบ้าน (ยืมหน่อยนะครับคุณหมอประเวศ) ของศาลรัฐธรรมนูญ
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
ภูมิปัญญาฯ 1) เข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยไม่ได้แยกจากกัน ไม่ได้แบ่งฝ่าย
เพื่อให้ตรวจสอบถ่วงดุลกัน 
พาลหลงคิดว่าตนเองไม่เพียงแต่ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจอธิปไตยฝ่ายอื่น 
หากสามารถเอื้อมข้ามเส้นแบ่งอำนาจไปสั่งฝ่ายนิติบัญญัติได้ตามใจชอบซะด้วย 
ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เท่ากับละเมิดการแบ่งแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 
แล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่เป็นยามพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 
กลับมาล่วงละเมิดหลักรัฐธรรมนูญเสียเองอย่างนี้ ... 
จะเหลือหลักอะไรอยู่ในแผ่นดินผืนนี้ของเราอีก
ภูมิปัญญาฯ 2) หลักเสรีประชาธิปไตยเกี่ยวกับกฎหมายมี 2 ประการ คือ 
ก) What the law doesn′t permit, it forbids. และ 
ข) What the law doesn′t forbid, it permits.
หลัก ก) นั้นแปลว่า "กฎหมายอนุญาตจึงทำได้" 
ไม่ให้ทำมาก ไม่ให้ทำเพ่นพ่านซี้ซั้วเลื่อนเปื้อนเลอะเทอะ 
ทำได้เท่าที่กฎหมายบอกให้ทำเท่านั้น 
เอาไว้ใช้บังคับจำกัดกำกับควบคุมองค์กรของรัฐ
ซึ่งมีอำนาจมาก ให้ใช้อำนาจได้เฉพาะที่อนุญาตไว้เท่านั้น
หลัก ข) นั้นแปลว่า "กฎหมายไม่ห้ามจึงทำได้" ส่งเสริมให้ทำมาก 
นึกอะไรสร้างสรรค์ผาดแผลงอยากทำก็ทำไป
ตราบเท่าที่ไม่ผิดกฎหมายหรือกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ 
อันนี้เอาไว้ใช้กรณีเสรีภาพบุคคล 
เพื่อเปิดช่องส่งเสริมให้บุคคลทำอะไรต่อมิอะไรได้เต็มที่ขอแต่ว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามไว้
แทนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะยึดหลัก 
ก) สมฐานะบทบาทหน้าที่องค์กรของรัฐ 
แต่การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญหนนี้กลับเคลิ้มคล้อยไปตามหลัก 
ข) ... อย่างนี้ต้องถือว่าศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติผิดฝาผิดตัว 
ใช้อำนาจเกินเลยผิดหน้าที่บทบาทฐานะของตนเอง
ภูมิปัญญาฯ 3) ศาลรัฐธรรมนูญหลงผิดว่ามีอำนาจสั่งการบังคับฝ่ายนิติบัญญัติ 
แต่เอาเข้าจริงศาลรัฐธรรมนูญไม่มีเรื่องละเมิดอำนาจศาล 
ดังนั้นหากเขาไม่ทำตามคำสั่ง ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ (ว่ากันตามกฎหมายนะ...) 
ด้านกลับก็คือประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพวิจารณ์คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนี้
ได้เต็มที่โดยชอบแบบ free fire zone!
(ที่มา เฟซบุ๊กส่วนตัว "เกษียร เตชะพีระ")
ปิยบุตร แสงกนกกุล
นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ส่งผลสะเทือนต่อระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 3 ประการคือ
1. ต่อไปนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้กุมชะตากรรม
ของ "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ" ทุกครั้ง
2. ลำดับชั้นของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ 
 อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ จะเสียไปทั้งหมด
3. การสั่งให้สภาระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ชั่วคราว ไม่มีรัฐธรรมนูญเขียนไว้เลย 
แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังสามารถไปเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ 
นั่นหมายความว่า อนาคตอาจมีอีก
"ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นมาเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 
กลับเป็นองค์กรที่ละเมิดรัฐธรรมนูญเอง แล้วจะทำอย่างไร?" 
พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย 
นักวิชาการอิสระด้านนิติศาสตร์
ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ 
ได้ทำการศึกษาค้นคว้าและบรรยายวิชานี้มาก็พอควร 
ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตามบทบัญญัติใดตามรัฐธรรมนูญ
ที่จะสามารถออกคำสั่งให้ระงับยับยั้งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาได้ 
ผมว่ากรณีดังกล่าวส่งผลต่อระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญตามหลักวิชา 
ด้วยความเคารพนะครับ หากศาลรัฐธรรมนูญยืนยันในคำสั่งดังกล่าว
สิ่งที่ศาลจำต้องอรรถาธิบายให้ได้ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญมีอย่างน้อย 2 ข้อ ดังนี้
1. นี่เป็นกรณีขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจหรือไม่? 
2. ศาลรัฐธรรมนูญสามารถอธิบายถึงหลักอำนาจสถาปนา
และหลักอำนาจที่ได้รับมอบมาจากรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าวได้หรือไม่อย่างไร?
จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 
ท่านอาจารย์พนัสก็ดี อาจารย์เกษียรก็ดี อาจารย์ปิยบุตรก็ดี ได้พูดไปหมดแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น 
"การไม่มีอำนาจกระทำการในการตรวจสอบร่างการแก้ไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ" 
หรือหากจะกล่าวในเชิงหลักการในทางกฎหมายมหาชนพื้นฐานก็คือ 
"หลักไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ" นั่นเอง
สำหรับผม ณ ที่นี้ คงจะขอกล่าวสั้นๆ 
แบบสรุปในเชิงทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ 
(Comparative Constitutional Law) เกี่ยวกับเรื่องอำนาจ
ในการตรวจสอบความชอบในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 
(Competence of the Review of Constitutional Amendments) 
ในกรณีที่ "รัฐธรรมนูญมิได้มีบทบัญญัติไว้ว่าด้วยการตรวจสอบความชอบ
ด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ" ดังนี้
1. หากประเทศใดใช้ระบบการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแบบอเมริกัน กล่าวคือ 
ให้ศาลยุติธรรม (ศาลสูงสุด หรือ Supreme Court) 
ทำหน้าที่ในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 
ก็จะ "มีความเป็นไปได้" ที่ศาลจะเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้มีการบัญญัติไว้ 
ทั้งนี้เนื่องจากว่าในระบบดังกล่าว 
ศาลยุติธรรมมีเขตอำนาจในการรับคดีเป็นการทั่วไป (ทุกประเภท) อยู่แล้ว
2. หากประเทศใดใช้ระบบการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแบบยุโรป กล่าวคือ 
มีศาลเฉพาะ (ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ Constitutional Court) 
ทำหน้าที่ในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 
ก็จะ "ไม่มีความเป็นไปได้" ที่ศาลเฉพาะดังกล่าว
จะสามารถเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
โดยปราศจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ระบุให้อำนาจไว้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ 
แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมิได้มีการบัญญัติห้ามมิให้ศาลเฉพาะ (ศาลรัฐธรรมนูญ) 
เข้าไปตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ตาม 
แต่ในรูปแบบยุโรปนี้ ศาลเฉพาะ (ศาลรัฐธรรมนูญ) "หาได้มีเขตอำนาจเป็นการทั่วไป" 
เฉกเช่นเดียวกับระบบอเมริกันไม่ 
หากแต่เป็นรูปแบบของ "เขตอำนาจที่จำกัด หรือเขตอำนาจพิเศษ" (Limited/Special Jurisdiction) 
ที่ "จะต้องมีการบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญ" 
ดังนั้น จึงมิอาจที่จะตีความไปว่าศาลเฉพาะดังกล่าวมีอำนาจโดยปริยาย (Implied Power) 
ในการตรวจสอบความชอบด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้นั่นเอง
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ 
นักกฎหมายอิสระ 
"รัฐสภา" ปฏิเสธคำสั่ง "ศาลรัฐธรรมนูญ" ได้หรือไม่ ?
   
1 มิถุนายน 2555 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ได้อ้างอำนาจ
ตาม "รัฐธรรมนูญ มาตรา 68" เพื่อรับคำร้องมาวินิจฉัยว่า 
การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยรัฐสภาและบุคคลอื่น
ที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นกรณีที่ศาลจะสั่งการให้ "เลิกการกระทำ" ได้หรือไม่ 
นอกจากนี้ ศาลได้มี "คำสั่ง" ไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เพื่อแจ้งให้รัฐสภารอการดำเนินการดังกล่าวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย 
โดยข้อมูลจากรายงานข่าวนั้น 
ไม่ชัดเจนว่าศาลได้สั่งไปยัง "สมาชิกรัฐสภา" โดยเจาะจง 
หรือเป็นเพียงการสั่งไปยัง "เลขาธิการ" เพื่อ "แจ้งสภาให้ทราบ" เท่านั้น 
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ผู้เขียนขออาศัยวันเดียวกันเขียนเชิญชวนให้เรา 
โดยเฉพาะ "บรรดาผู้แทนของเรา" ร่วมกันใคร่ครวญว่า "รัฐสภา" 
ในฐานะ "ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทยเพื่อถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารและตุลาการ" นั้น 
จะสามารถ "ปฏิเสธคำสั่ง" ของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ?
ในขั้นแรก รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดว่า 
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา..." 
แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า "คำสั่ง" ของศาลนั้น มีผลผูกพันเด็ดขาดต่อรัฐสภาหรือไม่
ในขั้นต่อมา การที่รัฐสภาจะตัดสินใจปฏิเสธหรือปฏิบัติตาม "คำสั่ง" ของศาลหรือไม่นั้น 
รัฐสภาจะต้องปฏิบัติตาม "รัฐธรรมนูญ" อย่างน้อยสี่มาตรา คือ
มาตรา 3 วรรค 2 บัญญัติว่า ทั้งรัฐสภาและศาล ต่างต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติธรรม
มาตรา 6 บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายอื่นจะมาขัดแย้งมิได้
มาตรา 291 (5) บัญญัติให้ รัฐสภามีหน้าที่ต้องพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สาม 
เมื่อพ้น 15 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาวาระที่สอง
และที่สำคัญ คือ มาตรา  122 ซึ่งบัญญัติว่า
"สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ 
และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต 
เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"
ดังนั้น ประเด็นที่ "รัฐสภา" ต้องพิจารณาก็คือ  
หาก "รัฐสภา" ปฎิบัติตาม "คำสั่ง" ของศาลรัฐธรรมนูญแล้วไซร้ 
จะเกิดผลอะไรต่อบทบัญญัติทั้งสี่มาตราที่กล่าวมานี้ ?
กล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ หากการปฎิบัติตาม "คำสั่งศาล" ดังกล่าว 
มีผลเป็นการยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 
อันเป็นการขัดหลักนิติธรรมทั้งโดยศาลและรัฐสภา 
เป็นการละเมิดกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 
อีกทั้งส่งผลให้ผู้แทนปวงชนชาวตกอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย 
หรือความครอบงำ ของศาลแล้วไซร้ 
รัฐสภาย่อมมี "หน้าที่" ตามรัฐธรรมนูญที่จะปฏิเสธ "คำสั่ง" ดังกล่าว !
หาก "รัฐสภา" สำนึกในหน้าที่ของตนได้ดังนี้ 
ผู้เขียนก็จะขอเสนอคำถามเบื้องต้นที่อาจช่วยตรวจสอบว่า 
"คำสั่ง" ของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
คำถามแรก: ศาลใช้อำนาจ "เกินกรอบ" มาตรา 68 หรือไม่ ?
รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคแรก บัญญัติว่า 
"บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ 
หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ
ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"
ถ้อยคำของ มาตรา 68 ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเฉพาะการ
กระทำที่เป็นการ
"ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ" เพื่อล้มล้างการปกครอง...ฯ เท่านั้น 
ซึ่ง "การใช้สิทธิเสรีภาพ" ย่อมเป็นคนละเรื่องกับ "การใช้อำนาจหน้าที่" เช่น 
การลงมติสนับสนุนหรือเห็นชอบการแก้ไข มาตรา 291
ลักษณะสำคัญของ "การใช้สิทธิเสรีภาพ"  คือ ผู้กระทำได้อ้าง "สิทธิเสรีภาพ"  
เพื่อประโยชน์ของตนตามที่ตนปราถนาโดยปลอดจากสภาพบังคับ 
และจะใช้หรืออ้าง "สิทธิเสรีภาพ" หรือไม่ก็ได้ 
ตัวอย่างการกระทำที่อาจเข้าข่าย มาตรา 68 อาจมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น 
การดำเนินนโยบายพรรคการเมืองเพื่อยุยงให้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ 
หรือ การนัดชุมนุมเพื่อทำให้คณะรัฐมนตรี รัฐสภา
หรือศาลไม่อาจทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ 
แต่ "การใช้อำนาจหน้าที่"  นั้น หมายถึง ผู้กระทำมิอาจเลือกได้อย่างอิสระว่า 
ตนจะกระทำหรือไม่กระทำเพื่อประโยชน์ของตนตามที่ปราถนาโดยปลอดจากสภาพบังคับ 
แต่เป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกำหนดให้กระทำไป
เพราะมีอำนาจหน้าที่ต้องกระทำ
หรือต้องใช้ดุลพินิจกระทำไปในฐานะส่วนหนึ่งของกลไลตามรัฐธรรมนูญ 
เช่น การที่สมาชิกรัฐสภาจะเสนอญัตติ 
หรือออกเสียงลงคะแนน 
หรือกระทำการอื่นที่เกี่ยวกับการแก้ไข มาตรา 291  ก็ถือเป็น "การใช้อำนาจหน้าที่"  
ซึ่งการใช้ดุลพินิจย่อมไม่อิสระ แต่อยู่ภายใต้ มาตรา 122  กล่าวคือ 
จะอ้างว่ามีเสรีภาพใช้ดุลพินิจเพื่อตนเองหรือผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้ 
และจะสงวนการใช้สิทธิเสรีภาพว่า
ขอละเว้น ไม่รับรู้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ในสภาก็ไม่ได้ เช่นกัน เป็นต้น
ข้อที่สำคัญกว่านั้น คือ
 หากมี "การตีความปะปน" ว่า "การใช้อำนาจหน้าที่" ตามรัฐธรรมนูญ 
กลายเป็น "การใช้สิทธิเสรีภาพ" ตาม มาตรา 68 ไปเสียแล้ว 
ก็จะส่งผลแปลกประหลาด
ทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นองค์กรที่มีเขตอำนาจล้นพ้น 
สามารถรับเรื่องมาวินิจฉัยการใช้อำนาจหน้าที่ได้มากมาย 
เช่น การใช้อำนาจของคณะองคมนตรีในการเสนอชื่อ
ผู้สมควรเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตาม มาตรา 19 
การใช้อำนาจของรัฐสภาในการเห็นชอบการประกาศสงครามตาม  มาตรา 189 
การใช้อำนาจของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา
ในการเลือกผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 204 
ก็อาจล้วนถูกศาลตรวจสอบได้ เป็นต้น
หรือแม้แต่การเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง 
หากมีผู้อ้างว่าเป็นการ "ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ" 
เพื่อล้มล้างการปกครอง...ฯ ก็จะกลายเป็นว่า สามารถถูกตรวจสอบโดยศาลได้ 
โดยไม่ต้องรอให้มีการพิจารณาตามวาระของรัฐสภาเสียด้วยซ้ำ 
และอาจนำไปสู่การยุบพรรคหรือตัดสิทธิทางการเมืองได้อีกด้วย ! 
ยิ่งไปกว่านั้น หาก "สิทธิการยื่นคำร้อง" ตามมาตรา 68 ถูกตีความอย่างพร่ำเพรื่อ เช่น 
อ้างอำนาจตุลาการมายับยั้งการใช้ดุลพินิจของผู้แทนปวงชนได้ทุกกรณีแล้วไซร้ 
"สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ" นี้เอง
อาจกลับกลายมาถูกนำมาใช้ในทางที่เป็น "ปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ" 
ทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ และขัดต่อหลักการใช้สิทธิตาม มาตรา 28 อีกด้วย
(อนึ่ง ผู้เขียนน้อมรับหากมีผู้เห็นต่างเรื่องสิทธิหน้าที่
ตามรัฐธรรมนูญและการแยกแยะสถานะของ "เอกชน" และ "รัฐ" 
ซึ่งก็หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนในทางวิชาการต่อไป)
คำถามที่สอง: ศาลใช้อำนาจ "ข้ามขั้นตอน" อัยการสูงสุดหรือไม่ ?
รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า 
"ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง 
ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง
และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว 
แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว"
ศาลตีความว่า 
ผู้ที่จะนำคดีมาสู่ศาล จะเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดให้ยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้ 
หรือ จะยื่นคำร้องเองโดยตรงต่อศาลเลยก็ได้ 
ดังนั้น ศาลจึงรับคำร้องได้โดยไม่ต้องรออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน 
คำถามก็คือ การตีความที่ว่านี้ ขัดต่อทั้งถ้อยคำและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 
อีกทั้งสร้างผลประหลาดตามมาหรือไม่ 
หากพิจารณาถ้อยคำ มาตรา 68 ว่า 
"มีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง
และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย" 
การตีความของศาลทำให้เกิดปัญหาทางภาษาอย่างน้อย 2 ระดับ 
ระดับแรก คือ เสมือนศาลได้แทนคำว่า "และ" ด้วยคำว่า "หรือ" 
และระดับที่สอง คือ ศาลได้ใช้ตรรกะภาษาที่ตีความขัดกับรูปประโยค 
เพราะหากศาลมองคำว่า "และ" ให้แปลว่า "หรือ" 
ก็จะเท่ากับว่า รูปประโยคไม่ได้ให้อำนาจ "อัยการสูงสุด" เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล
หากพิจารณาในแง่เจตนารมณ์ จะเห็นว่า "อัยการสูงสุด" มีบทบาทจำเป็นในการกรองคดี 
เพราะศาลไม่มีทรัพยากรที่จะไปตรวจสอบหรือสืบสวนการ "ล้มล้างการปกครองฯ..." 
ซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงและพฤติกรรมที่ต้องอาศัยพยานหลักฐานจำนวนมาก 
เห็นได้จาก คดีอื่นในทางมหาชน เช่น 
คดีทุจริต หรือ คดีพรรคการเมือง ก็จะมี อัยการ ป.ป.ช. หรือ กกต. เป็นผู้นำคดีมาสู่ศาล 
หรือ หากเป็นคดีที่ฟ้องตรงได้ต่อศาล 
ก็จะต้องเป็นกรณีที่วินิจฉัยข้อกฎหมายและมีข้อจำกัดในเรื่องผู้มีสิทธินำคดีมาสู่ศาล 
อีกทั้งป้องกันการกล่าวอ้างสารพัดมาเพื่อสร้างภาระคดีต่อศาลโดยตรง
การให้ความสำคัญกับอัยการสูงสุด ยังปรากฏหลักฐานจาก 
"รายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ" ครั้งที่ 27/2550 เช่น 
คำอภิปรายโดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในหน้าที่ 6-8 
และนายจรัญ ภักดีธนากุล (ผู้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลานี้) ในหน้าที่ 32-34 
ซึ่งอภิปรายถึงการให้อัยการสูงสุดเป็นผู้นำคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ 
และไม่ได้กล่าวถึงการให้สิทธิบุคคลอื่นยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลแต่อย่างใด ( http://bit.ly/Mg9kLY )
นอกจากนี้ การตีความของศาลก็ส่งผลประหลาด คือ 
ทำให้บทบาทของ "อัยการสูงสุด" ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลนั้นไร้ความหมาย 
เพราะหากผู้ใดจะนำคดีไปสู่ศาล ก็ย่อมยื่นต่อศาลโดยไม่เสนอเรื่องผ่านอัยการ 
และหากผู้อื่นเสนอเรื่องเดียวกันให้อัยการในเวลาเดียวกัน 
ก็จะเกิดคำถามตามมาว่าอัยการต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปหรือไม่ 
เพราะศาลได้รับคำร้องเรื่องเดียวกันจากผู้อื่นที่ยื่นตรงต่อศาลไปแล้ว 
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ มาตรา 68 
ให้ศาลมีอำนาจ "ยุบพรรคการเมือง" หรือ "ตัดสิทธิทางการเมือง" ก็คือ
การให้ตุลาการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ 
โดยมี "อัยการ" เป็นกลไกในการกรองคดี 
แต่หากศาลตีความเพิ่มอำนาจให้ตนเองได้อย่างกว้างขวางแล้ว 
ก็จะเป็นช่องทางให้มีผู้ใช้ตุลาการเป็นอาวุธทางการเมือง 
ซึ่งก็จะกลับมาทำร้ายตุลาการในที่สุด
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
ผู้เขียนไม่ปฏิเสธเลยว่าการแก้ไข มาตรา 291 มีปัญหาและความไม่สง่างามหลายประการ 
แต่นั่นคือปัญหาที่รัฐสภาเสียงข้างมากต้องรับผิดชอบทางการเมือง และประชาชน
ก็ต้องจ่ายราคาของประชาธิปไตยที่จะอดทนเรียนรู้และตัดสินใจได้ดีขึ้นในครั้งต่อไป 
แต่ประชาชนจะไม่มีวันเรียนรู้โดยตัวเองเลย 
หากเราปล่อยให้มีเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนำมาตรฐานจริยธรรม
และความพึงพอใจทางการเมืองส่วนตนมาลากประชาชนไปสู่ทางออกที่ตนยังไม่ทันได้เข้าใจ
ดังนั้น หาก "รัฐสภา" พิจารณาได้ว่า "คำสั่ง" ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น 
เป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 
ไม่ว่าจะเป็นเพราะ "เกินกรอบ" และ "ข้ามขั้นตอน" ตามตามที่อธิบายมาก็ดี 
หรือ เพราะขัดหลักนิติธรรม หรือหลักการแบ่งแยกอำนาจ 
หรือ หลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก็ดี 
(หรือสภาเห็นช่องทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เรื่องการอนุโลมกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ศาลกำหนดขึ้นเอง 
"ระหว่างรอกฎหมาย" จากรัฐสภาก็ดี!) 
"รัฐสภา" ย่อมมี "หน้าที่" ที่จะต้องปฎิเสธและไม่ปฏิบัติตาม "คำสั่ง" ดังกล่าว 
เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญแทนปวงชนชาวไทย 
อีกทั้งต้องร่วมต่อต้าน ดำเนินการตรวจสอบ 
รวมทั้งพิจารณาถอดถอนผู้ใดที่จงใจใช้อำนาจนอกวิถีรัฐธรรมนูญ 
แต่หากประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาปฏิบัติ
ตาม  "คำสั่ง"  อันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายอีกทั้งยัง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" 
เมื่อพ้นเวลา 15 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วไซร้ 
ก็พึงสังวรว่า กลับเป็นประธานและสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ 
ที่ร่วมลงมือละเมิดรัฐธรรมนูญของประชาชน และอาจต้องโทษอาญาเสียเอง