เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, June 19, 2012
ขุนค้อนครวญช่วงนี้โดนหนัก-ลั่นทำหน้าที่เป็นกลาง
ที่มา uddred
มติชน 19 มิถุนายน 2555 >>>
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อาคารดีพร้อม
ถนนสุโขทัย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
กล่าวถึงกรณีวุฒิสภาส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งว่า เป็นเรื่องธรรมดา
ช่วงนี้ตนโดนหนักหลายเรื่อง กรณีวุฒิสภาส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช.
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งไม่ห่วง
และได้ผ่านขั้นตอนทุกอย่างตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการทำหน้าที่ไม่เป็นกลางนั้น
จะไม่เป็นกลางอย่างไร อย่ากล่าวลอยๆ
และเชื่อว่าสื่อที่ติดตามมาตลอดจะทราบรายละเอียดข้อเท็จจริง
สิ่งที่กล่าวหากับข้อเท็จจริงจะเหมือนกันหรือไม่
เรายืนบนหลักความเป็นจริงและรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรน่าห่วง
Sunday, June 17, 2012
เต้นชี้ถ้าศาลรธน.วินิจฉัยเป็นลบ แดงต้องกู้พระนคร
ที่มา thaifreenews
ผาสุก พงษ์ไพจิตร: "รัฐสภาประชาธิปไตย"
ที่มา ประชาไท
(17 มิ.ย.55) ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบรรยายพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2549
และบทบาทที่ควรจะเป็นของ ขบวนการภาคประชาชน” เนื่องในโอกาสรำลึก 21
ปีการสูญหาย ของทนง โพธิ์อ่าน จัดโดยมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ณ
ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลารายละเอียดมีดังนี้

เรากำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง โดยอาจมองว่าความขัดแย้งนี้เป็นนิมิตหมายอันดี เพราะต้องมีความขัดแย้งก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีสูตรแก้ความขัดแย้งที่จะคลี่คลายความขัดแย้งได้ทันทีทันใด ไม่ว่าจะมีคณะกรรมการปรองดองสักกี่ชุด แก้กฎหมายกี่ฉบับ หรือเปลี่ยนรัฐธรรมนูญกี่มาตรา ก็จะไม่ทำให้ความขัดแย้งสูญหายไปทันที สมมติเราไปหาหมอ ได้ยามา ก็จะลดความเจ็บปวดลงได้บ้าง แต่เราก็ต้องรอให้ร่างกายเยียวยาตัวเองจนแผลค่อยๆ หาย แต่ในระหว่างรอเยียวยาตัวเองให้ดีขึ้น เราควรจะมีท่าที-จุดยืนอย่างไรกับสถานการณ์การเมืองบางอย่างที่จะส่งกับ สถานการณ์การเมืองในระยะยาว เช่น จุดยืนต่อรัฐประหาร-ล้มรัฐธรรมนูญ หรือการเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวใดๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
ทนง โพธิ์อ่าน หายตัวไปในขณะที่เมืองไทยมีรัฐบาลแต่งตั้งจากการรัฐประหาร เขาเป็นผู้ที่มีหลักการและอุดมการณ์ที่ทำงานเพื่อสิทธิและเสรีภาพของแรง งานอย่างแท้จริง ทนงเป็นผู้นำแรงงานระดับแนวหน้า ที่ต่อต้านกฎอัยการศึกและการยกเลิกสิทธิของคนงานรัฐวิสาหกิจในการก่อตั้ง สหภาพและนัดหยุดงาน โดยได้รวบรวมคนงานออกมาประท้วงกรณีดังกล่าวบนท้องถนนในวันที่ 14 มิ.ย. (2534) ก่อนจะถูกอุ้มหายไปเมื่อ 19 มิ.ย.
ปัจจุบัน ผ่านมา 21 ปีแล้วก็ยังไม่มีหน่วยงาน ส.ส. หรือใครเข้ามาช่วยติดตามให้ทราบว่า ทนงหายไปไหน และขณะนี้ ได้ทราบว่า อายุความของคดีได้จบสิ้นลงแล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ไม่จบและยังต้องต่อสู้ต่อไป อยากเห็น ส.ส.คนใดคนหนึ่งออกมาต่อสู้ให้กับคนงาน และแสดงให้เห็นว่า อำนาจประชาธิปไตยน่าจะเป็นอำนาจสูงสุดที่จะต่อสู้กับทหารได้ในเวลาอันเหมาะ สม
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย การที่ผู้ต่อต้านรัฐหายตัวไปเช่นนี้โดยไม่มีใครรับผิดชอบ มักเกิดในสมัยของเผด็จการทหาร หรือภาวะที่มีรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร การอุ้มเป็นวิธีการที่รัฐไทยจัดการกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยด้วยความรุนแรง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเกิดกับเรา หรือใครก็ได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องต่อต้านอย่างถึงที่สุด ซึ่งหมายถึงเราต้องพยายามจรรโลงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามคือระบอบรัฐสภา ประชาธิปไตยด้วย
โดยการเมืองในระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยที่มีหลักการอยู่ที่การเลือกตั้ง แม้ไม่ใช่ระบอบการเมืองในอุดมคติ แต่ขณะนี้ ประเทศสำคัญส่วนใหญ่ของโลกที่มีเสถียรภาพทางการเมืองตามสมควร และประชาชนได้รับการทำนุบำรุงเรื่องสิทธิเสรีภาพ ก็ล้วนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นระบอบที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งได้ดีที่สุด และเป็นระบอบที่จะช่วยลดการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาได้ดีที่สุด เมื่อเรายังไม่มีทางเลือกซึ่งดีกว่านี้และเป็นที่ยอมรับกันในสากลโลก เราจึงต้องจรรโลงระบอบประชาธิปไตยให้ดีที่สุด
บางคนบอกว่า ระบบแต่งตั้งดีกว่าเพื่อจะได้เลือกคนดีๆ เข้ามาทำงาน คำถามคือ ใครจะเป็นผู้มีสิทธิแต่งตั้ง คนธรรมดาจะมีโอกาสมากแค่ไหน แล้วใครจะคานอำนาจหรือตรวจสอบกับผู้แต่งตั้ง ขณะที่บางคนบอกว่าระบบพรรคเดียวแบบจีนที่ตัดสินใจทำอะไรได้รวดเร็วดีกว่า แต่อย่าลืมว่าคนไทยได้ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยที่มีหลักการสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ เสมอภาคมานานแล้ว และไทยไม่ใช่จีน ดังนั้น การหวนสู่ระบอบที่พรรคกำหนดทุกอย่างและมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพคงเป็นไปไม่ ได้
แต่ระบอบประชาธิปไตยต้องอยู่ใต้กติกาที่กำหนดในรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมาย สูงสุด โดยที่รัฐธรรมนูญหากไม่ดี ก็ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนหรือกฎเกณฑ์เดิมไม่เอื้อให้ระบบทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สำหรับกติกาหรือกระบวนการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญก็มักจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
ข้อดีของระบอบรัฐสภาอีกประการคือการที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์หรือ วิธีจัดการกับระบบเศรษฐกิจสังคมที่ต่างกัน อาจแข่งขันกันเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือก และเข้าปกครองประเทศตามวาระ เช่น อังกฤษ ที่สับเปลี่ยนกันระหว่างพรรคแรงงานกับพรรคอนุรักษนิยม แต่กติกาคือ เมื่อพรรคใดชนะการเลือกตั้ง พรรคที่แพ้ต้องยอมถอยและไม่ขัดขวางจนเกินเลย ขอบเขตและกติกาที่วางไว้ เพราะหากเราเปลี่ยนกติกาบ่อยๆ ไม่ชอบรัฐบาลนี้ ชวนทหารขึ้นมาปฏิวัติ เราจะถอยหลังเข้าคลองไปหลายสิบปี และปัจจุบันเราก็กำลังเผชิญปัญหาจากการที่เรายอมให้ทหารเข้ามาปฏิวัติเมื่อ 2549
เราอาจไม่ชอบนักการเมือง โดยในเมืองไทยมักพูดกันว่า เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่คอร์รัปชั่น แต่จากการศึกษาของตนเอง พบว่า ระบบเลือกตั้งเปิดโอกาสให้จำกัดหรือกำจัดคอร์รัปชั่นได้ดีกว่าระบบแต่งตั้ง และไม่ใช่ว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารหรือการแต่งตั้งจะไม่คอร์รัปชั่น
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยชี้ว่า มีนักการเมืองถูกลงโทษในคดีคอร์รัปชั่นภายใต้รัฐบาลเลือกตั้งมากกว่าระบอบ เผด็จการ โดยจากปี 2500 ที่มีรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้เราอยู่ใต้ระบอบเผด็จการทหารจนถึง 2519 เป็นเวลาเกือบ 20 ปี มีรัฐมนตรีถูกลงโทษจำคุกด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นเพียงคนเดียว แต่ในช่วง 5 ปีนับจาก 2544-2549 เรามีระบอบประชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ 2540 มีรัฐมนตรีที่ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาคอร์รัปชั่นหรือถูกตัดสิทธิไม่ให้เล่น การเมืองเป็นเวลา 5 ปีถึง 5 คน มีนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอิทธิพลสูงถูกตัดสินจำคุกจากคอร์รัปชั่น 1 คน และมีข้าราชการประจำจำนวนมากถูกลงโทษ
อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่มีรัฐประหาร 2549 แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ดำเนินต่อไปจนปัจจุบัน เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องคอร์รัปชั่นในทางที่ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แต่ป่วยการที่จะพูดถึงสิ่งที่เราไม่สามารถย้อนกลับได้ เราควรมาพูดว่าเราควรมีท่าทีอย่างไร
ท่าทีต่อความขัดแย้งทางการเมือง
ในการเมืองไทย ระบบรัฐสภาประชาธิปไตยไม่ถูกพัฒนาตามธรรมชาติ รัฐประหารทีไร ต้องถอยหลังเข้าคลองและเริ่มใหม่ ทำให้ฝ่ายกองทัพที่ยึดกุมอำนาจความรุนแรงแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับฝ่าย พลเรือน ไม่เป็นผลดีต่อการลดความรุนแรงในสังคม และเป็นปรปักษ์กับการพัฒนาประชาธิปไตย
กรณีทนง โพธิ์อ่าน ทำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในบ้านเรายังไม่ทำงานอย่างถูกต้องเหมือนกับใน สากลโลก ตำรวจไม่สืบสวนสอบสวน ศาลไม่อาจได้รับความเชื่อถือ กล่าวกันด้วยว่าอาจได้รับอิทธิพลจากภายนอก บ้างว่าการตัดสินคดีความที่เกี่ยวโยงกับการเมือง คำตัดสินมีลักษณะเลือกปฏิบัติ ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมของเราจึงเป็นอีกสถาบันที่ต้องได้รับปรับปรุง เพื่อให้เป็นอิสระ โปร่งใสและเชื่อถือได้ ทั้งนี้เพื่อกรณีเช่นคุณทนงจะไม่เกิดขึ้นอีก
ขบวนการแรงงานเป็นขบวนการทางสังคมที่มีความสำคัญมากเพราะมีจำนวนมาก จึงมีแรงต่อรองสูง และมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ จึงอยู่ในฐานะที่จะผลักดันให้ปฏิรูปได้ในหลายเรื่อง โดยผลงานสำคัญเช่น การผลักดันให้มี พ.ร.บ.แรงงาน พ.ร.บ.ประกันสังคม ซึ่งล้วนส่งผลต่อคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม เช่น พ.ร.บ.ประกันสังคมเป็นรากฐานที่นำไปสู่ระบบสวัสดิการสังคมด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อย่าลืมว่าปัญหาการเมืองไทย เหมือนแผลที่ต้องใช้เวลา ระหว่างนั้น เราต้องยึดโยงกับหลักการให้มั่นคง และต่อต้านรัฐประหารที่ล้มรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอย่างสุดขีด
เป้าหมายของขบวนการแรงงานนั้นเพื่อต่อรองให้คนงานมีสภาพการทำงาน รายได้ ศักดิ์ศรี สถานภาพที่ดี ขณะเดียวกัน มีความคาดหวังว่าขบวนการแรงงานจะมีบทบาททางสังคมด้วย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกิจกรรมของแรงงาน โดยเฉพาะจุดยืนว่าเมืองไทยควรมีระบอบการเมืองไปทางไหน และจุดยืนเพื่อกดดันให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย
4 พัฒนาการการเมืองไทย
แม้ขณะนี้ หลายคนจะอึดอัดกับการเมืองวันต่อวันที่สร้างความหดหู่ มีแต่ความขัดแย้ง มีผู้วิจารณ์ว่านักการเมือง "ยังอาละวาด แย่งของเล่นกันในสภา" ศาล "เหาะเหินเกินลงกา" หรือถูกสงสัยว่า "จะทำตามคำขอร้องของใคร" แต่การเมืองไทยในระยะสั้น จะเป็นเช่นนี้สักระยะ โดยส่วนตัวมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาต่อรองในกระบวนการทางการเมืองใน กรอบของประชาธิปไตย ที่แม้เราอาจจะไม่พอใจ แต่จะต้องใช้เวลา โดยขอให้มองยาวๆ สำรวจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับรากหญ้าและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งอาจทำให้ใจชื้นขึ้นบ้าง ทั้งนี้ มองว่าที่ผ่านมา มีสิ่งดีๆ ที่เป็นพัฒนาการการเมืองไทย ดังนี้
หนึ่ง ผลของการเลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2544 ตอกย้ำว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการระบบรัฐสภาประชาธิปไตย อย่าตกใจที่พรรคของทักษิณ ชินวัตร ชนะขาดลอยทุกครั้ง เราต้องทำใจ อย่ามีอคติและวิเคราะห์เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า ส่วนตัวไม่ใช่ผู้ที่นิยมทักษิณแต่เราต้องดูปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น เราอาจวิเคราะห์ว่า ผลดังกล่าวทำให้ข้ออ้างของฝ่ายต่อต้านพรรคการเมืองทั่วไปที่ว่า พรรคทักษิณชนะเพราะซื้อเสียง เริ่มหมดน้ำยาหรือเสื่อมมนต์ขลังลง โดยข้อมูลในระดับพื้นที่ที่นักวิชาการลงไป พบว่า แม้มีการซื้อเสียงแต่ลดลงทุกปี โดยการเลือกตั้งที่มีเสถียรภาพ เป็นเพราะมวลชนจำนวนมากให้ความสนใจมากขึ้น เพราะได้ประโยชน์จากการเมืองเลือกตั้ง
นักวิชาการท้องถิ่นในเขตเสื้อสีแดงเล่าว่าในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ประชาชนจะพูดคุยกันทุกวันว่าต้องไปออกเสียงเลือกตั้งเยอะๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าปฏิเสธสิ่งที่เป็นอยู่ พรรคที่ร่วมมือกับทหาร หรือปฏิเสธการสนับสนุนรัฐประหาร ส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงพลังทางการเมืองของ "คนจริง เสียงจริง" จำนวนมาก
การเมืองเลือกตั้งสำคัญขึ้นในระดับท้องถิ่น แม้จะมีปัญหาอุปสรรคจากภาคราชการ แต่มีพัฒนาการทางบวก เช่น กิจกรรมที่เคยทำที่ส่วนกลาง คือกรุงเทพฯ ได้ย้ายมาทำที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และเริ่มต่อสู้-ต่อรองกัน ทั้งนี้มองว่า ถ้ากระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นได้จะลดภาระของรัฐบาลส่วนกลางลง จะทำให้ ส.ส.และรัฐมนตรีส่วนกลาง มีเวลาทำงานประเด็นระดับชาติที่ยุ่งยากกว่าได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ส่วนการคอร์รัปชั่นในท้องถิ่นนั้นก็ต้องหาทางปรับปรุง สร้างระบบกำกับควบคุมให้ได้ ซึ่งต้องใช้เวลาและต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมาก
สอง สื่อสารมวลชนในไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้สังคมไทยตื่นตัวทางการเมืองมากกว่าสังคมเมื่อ 15 ปีก่อน เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารได้ลดภาวะการผูกขาดของสื่อโทรทัศน์-วิทยุ ของรัฐบาล-ทหารไทย ได้มาก ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นผ่านการสื่อสารออนไลน์ หลายประเภท ทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก เคเบิลทีวี วิทยุชุมชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหลากหลาย คิดด้วยตัวเองมากขึ้น ไม่แน่ว่าคนนอกกรุงเทพฯ ได้รับสื่อหลากหลายกว่าคนกรุงเทพฯ ที่ดูเพียงไม่กี่ช่องเสียอีก การสื่อสารที่แพร่กระจายทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงเร็ว จนคนที่อยู่กรุงเทพฯ ที่เรียกว่าชนชั้นนำและนักธุรกิจตามไม่ทัน
สาม ยุทธศาสตร์การอิงสถาบันกษัตริย์เพื่อผลทางการเมืองถึงคราวต้องทบทวนและยังส่งผลสะท้อนกลับที่ไม่เป็นคุณ ความน่าเชื่อถือของกลุ่มที่พยายามใช้ยุทธศาสตร์นี้ลดลงโดยตลอดโดยเฉพาะหลัง เหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งยังไม่สามารถก่อตั้งพรรคการเมืองที่เป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย
กองทัพยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเมืองไทย แต่กองทัพเองก็เสี่ยงถ้าจะทำรัฐประหารอีก เว้นแต่จะมีเหตุการณ์พิเศษที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
พรรคเพื่อไทยเองดูเหมือนจะตระหนักว่าปัจจุบัน ให้กองทัพอยู่สบายโดยไม่แซะเก้าอี้ อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด และชัดเจนว่า กองทัพเองก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะอยู่อย่างไม่สบาย
สี่ รัฐบาลที่โอบรับโลกาภิวัตน์เพื่อให้ เศรษฐกิจเจริญเติบโต ขณะเดียวกันทำให้ประชาชนระดับล่างมีรายได้สูงขึ้นเพื่อเป็นฐานของตลาดภายใน ควบคู่ตลาดภายนอก ล้วนเป็นผลดีกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลแบบนี้ต้องทำมากกว่านี้คือต้องคิดระยะปานกลางและยาวมากกว่านี้ โดยต้องคิดเรื่องการหารายได้เพื่อใช้จ่ายดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ให้ผลดีกับประชาชน นโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแทนการลดภาษีเป็นหลัก อาจต้องคิดเรื่องปฏิรูประบบภาษี ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยกเลิกการผลักดันการปฏิรูประบบภาษีที่ดิน ก็อยากเห็นพรรคคู่แข่งผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ดีขึ้นและรัฐบาลนำเงินมาใช้ในด้านสวัสดิการมาก ขึ้น
โดยสรุป พัฒนาการการเมืองดีๆ หลายประการได้ลงรากลึกแล้ว แม้จะมีอุบัติเหตุการเมืองได้อีก แต่สิ่งดีๆ ที่กล่าวมา ส่อว่าการเมืองไทยมีแนวโน้มจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาวซึ่งจะเป็นผลดีกับ นักธุรกิจ เศรษฐกิจ และทุกคนในประเทศ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมจึงต้องต้านรัฐประหาร และจรรโลงระบอบรัฐสภาประชาธิปไตย
ออง ซาน ซูจีรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ หลังรอมา 21 ปี
ที่มา ประชาไท
ผู้นำพรรคฝ่ายค้านพม่าเดินทางไปรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ
ที่ไม่มีโอกาสมารับด้วยตัวเองเมื่อ 21 ปีทีแล้ว
เผยการได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2534
ได้ทำให้โลกมุ่งความสนใจไปที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และสิทธิมนุษยชนในพม่า
เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทางความคิดที่เหลือพร้อมชวนชาวโลกมาสร้างโลกที่
สันติสุข ที่จะสามารถนอนหลับได้อย่างปลอดภัยและตื่นอย่างมีความสุข
เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.) นางออง ซาน ซูจี
ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย
ได้เดินทางไปที่ศาลาว่าการกรุงออสโล
เพื่อกล่าวปาฐกถาเนื่องในโอกาสรับรางวัลโนเบล
สาขาสันติภาพที่เธอได้รับเมื่อปี 2534
คลิปไฮไลท์ นางออง ซาน ซูจี
รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เมื่อ 16 มิ.ย. 2555 ที่ศาลาว่าการกรุงออสโล
ประเทศนอร์เวย์ (ที่มา: youtube.com/thenobelprize)
คลิปของบีบีซี แสดงการกล่าวปาฐกถาของนางออง ซาน ซูจี เมื่อ 16 มิ.ย. 2555 ที่ศาลาว่าการกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์
พิธีมอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เมื่อ 10 ธ.ค. 2534 ที่ศาลาว่าการกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยในวันดังกล่าวสามีของนางออง ซาน ซูจี คือไมเคิล อาริส และบุตรชายคือ คิม และอเล็กซานเดอร์ เป็นผู้เดินทางไปรับรางวัลแทน ส่วนนาง
ออง ซาน ซูจี
ทำได้แต่เพียงติดตามข่าวการประกาศรางวัลจากการฟังวิทยุอยู่ที่บ้านใน
ย่างกุ้ง สถานที่ซึ่งเธอถูกกักบริเวณ ถัดมาอีก 21 ปีต่อมา นางออง ซาน
ซูจีจึงมีโอกาสเดินทางไปที่กรุงออสโล
เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสได้รับรางวัลโนเบล (ที่มา:
youtube.com/thenobelprize)
เผยการได้รับรางวัลโนเบล เหมือนได้กลับมาสู่สังคมมนุษย์ หลังอยู่กันคนละโลกเพราะถูกกักบริเวณ
ในพิธีรับรางวัลซึ่งมีคิม อาริส บุตรชายของนางออง ซาน ซูจี
และกษัตริย์ฮอราลด์ และพระราชินีซอนย่าแห่งนอร์เวย์เข้าร่วมด้วยนั้น
ประธานคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ นายโทบ์จอน ยัคแลนด์ กล่าวว่าได้รอนางออง
ซาน ซูจีมารับรางวัลมาเป็นเวลานาน “ในช่วงเวลาที่คุณถูกโดดเดี่ยว
คุณได้กลายเป็นเสียงแห่งศีลธรรมสำหรับโลกทั้งมวล”
ในการกล่าวปาฐกถา นางออง ซาน ซูจี
เริ่มต้นกล่าวถึงสมัยที่ยังอยู่ที่อ๊อกฟอร์ด และกำลังฟังวิทยุบีบีซี รายการ
“Desert Island Discs” กับลูกชายคนเล็ก อเล็กซานเดอร์ อาริส
สำหรับรายการวิทยุดังกล่าวเริ่มจัดรายการมาตั้งแต่ปี 2485 จนถึงปัจจุบัน
มีรูปแบบเป็นการเชิญคนดังมาเล่าว่าถ้าติดเกาะจะเอาแผ่นเสียง หนังสือ
และของฟุ่มเฟือยอะไรติดตัวไปด้วย โดยนางออง ซาน
ซูจีเล่าว่าในตอนจบรายการวิทยุ อเล็กซานเดอร์ได้ถามว่า
“แม่จะได้ไปออกรายการนี้หรือเปล่า” นางออง ซาน ซูจีก็ตอบลูกชายว่า
“ทำไมจะไม่ได้ไปล่ะ”
และได้ตอบลูกชายถึงเหตุผลที่จะได้ไปออกรายการวิทยุดังกล่าวว่า “บางที
แม่อาจจะได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม” ออง ซาน
ซูจีกล่าวและว่าจากนั้นทั้งสองแม่ลูกก็หัวเราะ “เพราะดูจะเป็นไปได้ยาก”
นางออง ซาน ซูจีกล่าวต่อไปว่า ในปี 2532 เมื่อไมเคิล อาริส
สามีของเธอได้มาเยี่ยมระหว่างที่เธอถูกกักบริเวณ ไมเคิลได้บอกนางออง ซาน
ซูจีว่า เพื่อของเขาคือจอห์น ฟินนิส ได้เสนอชื่อของนางออง ซาน ซูจี
เพื่อรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ซึ่งครั้งนั้นก็ทำให้นางออง ซาน
ซูจีหัวเราะเช่นกัน
นางออง ซาน ซูจีกล่าวว่า “ฉันจะรู้สึกอย่างไร เมื่อฉันได้รับรางวัลโนเบล
สาขาสันติภาพ?" "คำถามนี้เกิดขึ้นกับฉันหลายครั้ง
และนี่ก็เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะตอบว่ารางวัลโนเบลมีความหมายสำหรับฉัน
อย่างไร และสันติภาพมีความหมายสำหรับฉันอย่างไร”
ออง ซาน ซูจี กล่าวว่าในตอนที่มีการประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ
ในปี 2534 ในตอนนั้นรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่จริง
เพราะความรู้สึกในเวลานั้นในช่วงที่ถูกกักบริเวณได้รู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่
ในโลกที่แท้จริง เหมือนกับอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง
ความรู้สึกหลังจากได้รับรางวัลจึงเหมือนได้กลับมาสู่สังคมมนุษย์ที่กว้าง
ใหญ่ขึ้น นางออง ซาน ซูจีกล่าวด้วยว่า “สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ
รางวัลโนเบลได้ทำให้โลกมุ่งความสนใจไปที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และสิทธิมนุษยชนในพม่า ซึ่งพวกเราจะไม่ถูกลืม”
ในการกล่าวปาฐกถาออง ซาน
ซูจีกล่าวถึงการพบกับแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยจากพม่า
ระหว่างการเยือนประเทศไทยเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาว่า
“เมื่อฉันพบกับแรงงานข้ามชาติชาวพม่าและผู้ลี้ภัยในระว่างที่ฉันไปเยือน
ประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาหลายคนได้ร้องไห้และบอกว่า
“อย่าลืมพวกเรา!” พวกเขาหมายความว่า “อย่าลืมความลำบากของพวกเรา
อย่าลืมทำในสิ่งที่คุณจะสามารถช่วยเหลือพวกเรา
อย่าลืมว่าพวกเราก็อยู่ในโลกใบเดียวกันคุณ”
“เมื่อคณะกรรมการโนเบล ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพให้กับดิฉัน
พวกเขาได้ทำให้รู้ว่า
พม่าซึ่งถูกกดขี่และถูกโดดเดี่ยวก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก
พวกเขาทำให้รู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ สำหรับการรับรางวัลโนเบล
โดยส่วนตัวของดิฉัน ยังหมายถึง
ความกังวลของดิฉันในเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนั้นได้ก้าวข้ามพรมแดน
ของชาติ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพได้เปิดประตูในหัวใจของดิฉัน”
“ถ้าฉันถูกถามว่าทำไมฉันจึงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า
นี่เป็นเพราะฉันเชื่อในสถาบันประชาธิปไตยและการปฏิบัติมีความจำเป็นเพื่อให้
มีหลักประกันสำหรับสิทธิมนุษยชน”
ย้ำยังมีนักโทษการเมืองที่่คนไม่รู้จัก พร้อมเรียกร้องการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข
ในตอนหนึ่ง นางออง ซาน ซูจี ได้กล่าวถึงนักโทษทางโนธรรมสำนึก
หรือนักโทษทางความคิด ที่ยังถูกจองจำ
“ขอให้ดิฉันได้พูดเพื่อนักโทษทางมโนธรรมสำนึก
พวกเขายังคงเป็นนักโทษอยู่ในพม่า
เป็นสิ่งที่น่าตระหนกเพราะผู้ถูกคุมขังที่คนรู้จักได้รับการปล่อยตัวแล้ว
แต่คนที่เหลือ ซึ่งไม่มีใครรู้จัก กำลังจะถูกลืม
ดิฉันยืนอยู่ที่นี่เพราะฉันเคยเป็นหนึ่งในนักโทษทางมโนธรรมสำนึก
อย่างที่คุณมองดิฉันและฟังฉัน
กรุณาจดจำถึงความจริงที่กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่บ่อยครั้งว่า
มีนักโทษทางมโนธรรมสำนึกหนึ่งคน ก็เป็นหนึ่งคนที่มากเกินพอแล้ว
พวกเขาเหล่านี้ยังไม่ได้รับอิสรภาพ
พวกเขาเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมในประเทศของฉันแม้แต่คนเดียว
กรุณาจดจำพวกเขาและทำทุกอย่างที่เป็นไปได้เพื่อให้เกิดผลอย่างรีบด่วนที่สุด
คือการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข”
ในการกล่าวปาฐกถา ออง ซาน ซูจี
กล่าวถึงพรรคการเมืองที่เธอเป็นผู้นำคือพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อ
ประชาธิปไตยและตัวเธอเอง
"พร้อมแล้วที่จะดำเนินบทบาทในกระบวนการปรองดองแห่งชาติ" พร้อมกล่าวว่า
มาตรการปฏิรูปของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง จะสามารถดำรงอยู่ได้
"ก็ด้วยความร่วมมืออย่างชาญฉลาด" จากกำลังทุกภาคส่วนในประเทศ ได้แก่
"กองทัพ กลุ่มชาติพันธุ์ของพวกเรา พรรคการเมือง สื่อมวลชน องค์กรประชาสังคม
ชุมชนธุรกิจ
และที่สำคัญที่สุดสาธารณะชนทั้งหลาย พวกเราสามารถกล่าวได้ว่าการปฏิรูปจะ
ประสบผลก็ต่อเมื่อชีวิตของประชาชนได้รับการปรับปรุง"
ออง ซาน ซูจี
ยังกล่าวสนับสนุนให้ชุมชนระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปพม่าด้วย
โดยกล่าวว่า "ชุมชนระหว่างประเทศมีบทบาทที่สำคัญ การพัฒนา
ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ข้อตกลงทวิภาคี และการลงทุน
ควรได้รับการร่วมมือและได้รับการชี้วัด
เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งเสริมความเติบโตทางสังคม การเมือง
และเศรษฐกิจ ว่าจะเป็นไปอย่างสมดุล และยั่งยืน"
ในตอนหนึ่งนางออง ซาน ซูจีกล่าวถึง “ภาวะสันติภาพสมบูรณ์” ซึ่งยังเป็น
“เป้าหมายที่ยังไม่บรรลุผล” แต่ก็สิ่งที่ต้องเดินทางต่อไปตามเส้นทางนี้
“สายตาของเราจับจ้องอยู่ที่สิ่งนี้ราวกับเราเป็นนักท่องทะเลทรายที่จับต้อง
ไปยังดาวนำทาง ที่จะนำเขาไปสู่การรอดชีวิต
แม้เราจะไม่บรรลุถึงสันติภาพสมบูรณ์บนโลกนี้
เพราะสันติภาพที่สมบูรณ์ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้
แต่ความมุมานะโดยพื้นฐานจะทำให้ได้มาซึ่งสันติภาพที่รวมเอาปัจเจกบุคคลแล
ชาติต่างๆ ด้วยความความเชื่อมั่นและมีมิตรภาพต่อกัน
ช่วยกันทำให้ชุมชนชาวโลกปลอดภัยขึ้นและมีเมตตามากขึ้น”
ในตอนท้ายของการกล่าวปาฐกถา นางออง ซาน ซูจี กล่าวว่า
“จุดมุ่งหมายของพวกเราควรเป็นการสร้างโลกที่ปลอดจากผู้อพยพ คนไร้บ้าน
และความสิ้นหวัง โลกทุกๆ ซอกมุมคือที่หลบภัยอย่างแท้จริง
ซึ่งผู้ที่อาศัยจะได้มีเสรีภาพและวิสัยที่จะอยู่อย่างมีสันติภาพ ทุกๆ
ความคิด ทุกๆ ถ้อยคำ ทุกๆ การกระทำ
ที่มุ่งไปในทางบวกและในทางกุศลจะเป็นการอุทิศแก่สันติภาพ แต่ละคนและทุกๆ
คนของพวกเราจะสามารถทำการอุทิศเช่นว่านี้ได้
พวกเรามาร่วมกันสร้างโลกที่สันติสุขที่ซึ่งพวกเราจะสามารถนอนหลับได้อย่าง
ปลอดภัยและตื่นอย่างมีความสุข”
“เมื่อดิฉันได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยในพม่า
สิ่งนั้นไม่เคยเข้ามาอยู่ในใจดิฉันเลยว่าฉันน่าจะได้รับรางวัลหรือเกียรติยศ
ใดๆ รางวัลสำหรับสิ่งที่เราได้ทำงานมาก็คือสังคมที่มีความเสรี มั่นคง
และยุติธรรม
ที่ซึ่งประชาชนของพวกเราสามารถบรรลุถึงศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่
เกียรติยศวางอยู่บนความพยายามของพวกเรา
ประวัติศาสตร์ได้ให้โอกาสแก่พวกเราในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเราเชื่อ
เมื่อคณะกรรมการรางวัลโนเบลเลือกที่จะยกย่องดิฉัน
เส้นทางที่ดิฉันเลือกด้วยเสรีภาพจะไม่ใช่เส้นทางที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป” นาง
ออง ซาน ซูจีกล่าว
ทั้งนี้นางออง ซาน
ซูจีกล่าวถึงความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ภายในประเทศและทิ้งท้ายด้วยการกล่าว
ว่าการรับรางวัลโน
เบลได้เสริมความเข้มแข็งแก่ศรัทธาในการทำงานเพื่อสันติภาพของเธอ
เรียกพม่าว่า "Burma" ตลอดปาฐกถา แต่เลี่ยงพูดเรื่องความขัดแย้งโรฮิงยา-อาระกัน
ขณะเดียวกันเป็นที่น่าสังเกตว่า ปาฐกถาของนางออง ซาน ซูจี
เลือกใช้คำเรียกชื่อประเทศพม่าว่า "Burma" ตลอดการกล่าวปาฐกถา
ซึ่งเป็นคำเรียกชื่อประเทศที่ฝ่ายค้านในพม่า
และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่พม่าใช้ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่า
สภาเพื่อการฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ หรือ SLORC
ได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก "Burma" เป็น "Myanmar" ในปี 2532
และเป็นชื่อทางการของพม่ามาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การกล่าวปาฐกถาของนางออง ซาน ซูจี
ก็ไม่ได้กล่าวเฉพาะเจาะจงไปยังสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างชาวโรฮิงยาและชาวอาระ
กัน ในพื้นที่รัฐอาระกัน เพียงแต่กล่าวโดยทั่วไปในตอนหนึ่งของปาฐกถาว่า
“ไฟแห่งความทุกข์ทรมานและไฟแห่งความขัดแย้งกำลังเดือดดาลอยู่รอบโลก
ในประเทศของฉัน การประทุษร้ายต่อกันยังคงไม่สิ้นสุดในพื้นที่ทางตอนเหนือ
และในภาคตะวันตก ความรุนแรงระหว่างชุมชน ในรูปของการวางเพลิง การฆาตกรรม
ได้เกิดขึ้นมาหลายวัน
ก่อนที่ดิฉันจะเริ่มการเดินทางที่นำดิฉันมาอยู่ที่นี่ในวันนี้”
โดยการเดินทางเยือนยุโรปในรอบ 25 ปี ของบุตรีของนายพลออง ซาน
ผู้ก่อตั้งประเทศพม่าผู้นี้
เกิดขึ้นในช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนชาวอาระกันและชาวโรฮิงยา
ในพื้นที่รัฐอาระกัน โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 คน
และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
ขณะที่สหประชาชาติได้เตือนถึงเรื่องความยากลำบากที่ผู้อพยพนับพันจากเหตุ
จลาจลต้องเผชิญ
ทั้งนี้นับเป็นเวลากว่า 21 ปีที่มีการประกาศมอบรางวัลโนเบล
สาขาสันติภาพให้แก่นางออง ซาน ซูจี แต่เธอไม่สามารถเดินทางมารับรางวัลได้
เนื่องจากถูกกักตัวอยู่ในบริเวณบ้าน โดยในรอบ 24 ปีที่ผ่านมา นางออง ซาน
ซูจีถูกกักบริเวณเป็นเวลารวม 15 ปี
และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวหลังผ่านการเลือกตั้ง 7 พฤศจิกายน 2553 ได้ 1
สัปดาห์
ทั้งนี้การเดินทางมาเยือนกรุงออสโล ของนางออง ซาน ซูจี
เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนยุโรปครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2531 ทั้งนี้ออง
ซาน ซูจีเริ่มต้นการเยือนยุโรปที่กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์
เพื่อร่วมการประชุมองค์กรแรงงานระหว่างประเทศหรือ ILO ของสหประชาชาติ
นอกจากนี้หลังการรับรางวัลโนเบล นางออง ซาน ซูจียังมีกำหนดพบกับชุมชนชาวพม่าที่ลี้ภัยอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์ด้วย
โดยกำหนดการเยือนยุโรป 2 สัปดาห์ของนางออง ซาน ซูจี
เปรียบเสมือนหลักไมล์ของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของพม่า
ทั้งนี้นอกจากสวิสเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์แล้ว นางออง ซาน
ซูจีมีกำหนดที่จะไปเยือนอังกฤษ ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศสด้วย
นับเป็นการเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งที่สอง
ภายหลังจากที่ไปเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
กำหนดการเยือนยุโรปของนางออง ซาน ซูจีหลังจากนี้
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Aung San Suu Kyi, the 1991 Nobel Peace Prize Laureate Nobel Lecture (Oslo, June 16, 2012) http://nobelpeaceprize.org/en_GB/laureates/laureates-1991/aung-san-2012/
Suu Kyi says Nobel award meant Burma was not forgotten, 16 June 2012 Last updated at 12:22 GMT http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-18464946
ความมืดกลางแสงแดด: กรณีการไต่สวนคดีสมยศ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ที่มา ประชาไท

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนบันทึกหลักฐานเป็นวี ดีโอเทปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2553 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 จึงขอศาลอนุมัติหมายจับ จนกระทั่งวันที่ 30 เมษายน 2554 เมื่อนายสมยศได้นำคณะท่องเที่ยวไปกัมพูชา ได้ยื่นเอกสารการเดินทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จึงถูกจับกุมตัวนำส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำตัวไปขังไว้กองปราบปรามอยู่ 2 คืน แล้วส่งไปฝากขังต่อ 84 วันที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2554
วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 พนักงานอัยการส่งฟ้องต่อศาลอาญารัชดาภิเษก กล่าวหาว่านายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นผู้จัดทำ จัดจำหน่ายนิตยสาร Voice of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 15 ปักษ์หลังกุมภาพันธ์ 2553 หน้าที่ 44 – 47 และฉบับที่ 16 ปักษ์แรกมีนาคม 2553 เรื่อง 6 ตุลา แห่งปี 2553 หน้าที่ 45 – 47 ทั้งสองบทความเป็นของผู้ใช้นามปากกา “จิตร พลจันทร์” มีข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ในวันที่ 12 กันยายน 2554 ศาลนัดพร้อมตรวจสอบบัญชีพยานฝ่ายโจทก์ – จำเลย และนัดหมายการไต่สวน โดยเริ่มจากการสืบพยานโจทก์ที่ต่างจังหวัดประกับไปด้วยจังหวัดสระแก้ววัน ที่ 21 พฤศจิกายน 2554 จังหวัดเพชรบูรณ์วันที่ 19 ธันวาคม 2554 จังหวัดนครสวรรค์วันที่ 16 มกราคม 2555 จังหวัดสงขลาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555
นายสุวิทย์ ทองนวลและนายคารม พลพรกลาง ทนายความ ได้ยื่นคำร้องให้การสืบพยานฝ่ายโจทก์ในต่างจังหวัดให้มาไต่สวนที่กรุงเทพ โดยทางฝ่ายจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ทั้งนี้เนื่องจากการเคลื่อนย้ายนักโทษจากเรือนจำกรุงเทพไปต่างจังหวัดจะ ต้องถูกล่ามโซ่ ตีตรวน ไม่อนุญาตให้เข้าห้องน้ำระหว่างเดินทางเพื่อป้องกันการหลบหนี อีกทั้งยังต้องถูกคุมขังในเรือนจำในแต่ละจังหวัดล่วงหน้าเป็นเวลานาน โดยที่นายสมยศ ได้เปิดเผยว่าเรือนจำต่างจังหวัดมักมีสภาพแออัด สภาพความเป็นอยู่ยากลำบากเป็นอย่างมาก สภาพเช่นนี้ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการทรมานนักโทษ แต่ศาลยกคำร้องดังกล่าว นายสมยศ จึงต้องทุกข์ทรมานเป็นเวลากว่า 5 เดือนด้วยกัน (ระหว่างเดือนพฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์)
พยานฝ่ายโจทก์ประกอบไปด้วยทหาร, นักศึกษาฝึกงานที่ DSI, เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติ, เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, พนักงานสอบสวน, พนักงานนิตยสาร Voice of Taksin ทั้งหมด, ได้อ่านบทความทั้งสองฉบับที่ทางพนักงานสอบสวน DSI นำมาให้อ่าน โดยเน้นเฉพาะข้อความบางท่อนเป็นการเฉพาะเจาะจงที่มีความเห็นกันว่า บทความทั้งสองใช้ชื่อตัวละคร เป็นการสื่อความหมายที่เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
ทนายความได้ซักค้านพยานฝ่ายโจทก์ เกิดขึ้นจากการดำเนินคดีของ DSI ในภาวะความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งมีฝ่ายหนึ่งใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่อง มือทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นเหตุให้การดำเนินคดีความมาตรา 112 ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
พยานฝ่ายจำเลยประกอบด้วยนักวิชาการ คนเสื้อแดง กรรมการสิทธิมนุษยชน นายสมยศ ได้เบิกความในชั้นศาลว่า ไม่ใช่ผู้เขียนบทความดังกล่าว แต่เป็นนายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งเขียนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ฉบับที่ 2 เป็นต้นมา ได้อ่านอย่างคราว ๆ พบว่าเป็นงานเชิงวรรณกรรมการเมือง มีข้อความสื่อความหมายถึง ฝ่ายอำมาตย์ทั้งในด้านรูปภาพประกอบ และเนื้อหาที่ปรากฏ อีกทั้งผู้เขียนเป็นอดีตรัฐมนตรี เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นงานเขียนประจำ และต่อเนื่อง และถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่ละคน ไม่ใช่บรรณาธิการที่ต้องรับผิดตามกฎหมายเป็นไปตาม พรบ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550
เช่นเดียวกับนักวิชาการอาทิ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล, ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, ดร.สุดสงวน สุธีสร และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเห็นว่าบทความสื่อความหมายถึงกลุ่มอำมาตย์หรือกลุ่มนิยมเจ้า (Royalist) ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองที่ผ่านมา
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังระบุอีกว่าทั้งสองบทความมีเจตนาจะเตือนสติให้ทุกฝ่ายระมัดระวังในเรื่อง ความรุนแรงเพราะความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตมักนำมาสู่ความรุนแรง
นายสุวิทย์ ทองนวลและนายคารม พลพรกลาง ทนายความ ยังได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ขัดกับรัฐธรรมนูญ 2550 โดยคำร้องระบุว่ามาตรา 112 ไม่มีบทบัญญัติยกเว้นความผิดไว้ ซึ่งเท่ากับไม่ให้โอกาสฝ่ายที่ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความจริงว่า ไม่ได้กระทำความผิดซึ่งเป็นการกำจัดสิทธิประชาชน อีกทั้งไม่ควรจัดความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามมาตรา 112 ไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงควรเป็นเรื่องที่กระทบต่อการดำรงอยู่ ของราชอาณาจักรหรือประเทศชาติเท่านั้น
ในขณะที่การกำหนดโทษจำคุก 3 – 5 ปี ไม่สอดคล้องกับหลักพอสมควรแก่เหตุ เมื่อเทียบกับมาตรา 116 ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความร้ายแรงมากกว่า 112 การกระทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย การก่อความไม่สงบ ฯลฯ กำหนดเพียงไม่เกิน 7 ปี โดยมิได้ระบุโทษขั้นต่ำไว้ ซึ่งทำให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจำคุกแก่ผู้ที่กระทำความผิดตาม มาตรานี้ต่ำเท่าใดก็ได้
ในคำร้องดังกล่าวยังระบุอีกว่า พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐ ธรรมนูญ การดูหมิ่นกษัตริย์จะกำหนดโทษสูงกว่าการดูหมิ่นกฎหมายบ้านเมืองไม่ได้แต่ อย่างใด เพราะเท่ากับนำสถานะของพระมหากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับ หลักการประชาธิปไตย
นายสมยศ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังจากการไต่สวนเสร็จสิ้นว่า “ได้ พูดความจริงทั้งหมดแล้ว ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่เปิดกว้างสำหรับเสรีภาพทางความคิดเห็น ยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะเป็นเพียงเหยื่อของกฎหมายไม่เป็นธรรม ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน”
การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไม่ว่าจะด้วยการสนับสนุนเชิดชูบูชาหรือการ ต่อต้านคัดค้านถือเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ใช่อาชญากรที่ต้องถูกลงโทษทัณฑ์ด้วยการจองจำ จนสูญเสียอิสรภาพเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน
การต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา และเป็นการยืนยันในสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นการทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการต่อสู้ของเขา และนักโทษทางการเมืองทุกคนที่ถูกจองจำในขณะนี้จะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/06/55 ภัยรอบใหม่มาแล้ว....
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

ไม่เปลี่ยนแนว เรื่องระยำ ทำฉิบหาย
เอาธงตั้ง หวังถล่ม จมวอดวาย
คือจุดหมาย พวกวิปริต คิดอัปรีย์....
ยุ นปช.กับเพื่อไทย ให้แตกแยก
ด้วยชำแรก เรื่องชั่วๆ มั่วป้ายสี
ขบวนการ คนอุบาทว์ รุกฆาตตี
หวังย่ำยี กดไว้ อยู่ใต้ตีน....
ด้วยกลเกม คนจัญไร ไม่ลดละ
องค์กรอิสระ พวกนั้น มันพลิกลิ้น
ทั้งเถื่อนแถ เพ้อคลั่ง หวังตีกิน
ไม่สูญสิ้น ความแค้น แน่นฝังใจ....
อย่าหลงเชื่อ คนพวกนั้น มันสร้างภาพ
เป็นกลลวง จะกำราบ ปราบรอบใหม่
กุเรื่องเท็จ ให้นปช. ล่อเพื่อไทย
หากหวั่นไหว ต้องอับปาง เข้าทางมัน....
ขบวนการ ล้มรัฐ ถูกจัดตั้ง
คือความหวัง กลุ่มอำมาตย์ ที่วาดฝัน
ประเทศไทย ใกล้เดินถึง ซึ่งทางตัน
หากหุนหัน ต้องจบแน่ แพ้ยับเยิน....
๓ บลา / ๑๖ มิ.ย.๕๕
บทความ: วิเคราะห์สงครามสื่อฯ อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน
ที่มา Thai E-News
โดย เสรีชนประชาไท
ที่มา ประชาทอล์ค
16 มิถุนายน 2012
สงครามสื่อเราเป็นต่อมาก ลูกโอ๊คทำดีโต้กับ ปชป. รายวัน
ยกชั้นตนเองเทียบไอ้มาร์ก ส่วนข่าวเอเอสบลูสกายขายไม่ออกสู้เสื้อแดงไม่ได้
เล่นแบบนี้ก็เข้าเกมส์เรา
สงครามสื่อ แยกเป็นสงครามทีวี และสงครามข่าวคอมพิวเตอร์ คือ social media กับเว็บการเมือง ประการหลัง ประชาทอล์ค ราชดำเนิน
เว็บการเมืองยอดฮิต แดงยึดได้เกือบเบ็ดเสร็จแล้ว ไม่น่าห่วง
แต่ผู้อ่านเว็บนี้ไม่เท่าทันผู้อ่านแบบเว็บประชาไท หลงไปตอบโต้กับ log in
เสื้อเหลือง เพิ่มคุณค่าพวกนี้เปล่าๆ ถ้ามันโพสต์ แล้วเราไม่ตอบ
ไม่มีคนอ่าน สุดท้าย มันก็เลิกเอง ผมไม่เคยเสียเวลากับล็อคอินพวกนี้
เขาไม่ได้โต้ตามเหตุผล แต่จะออกมายั่ว ถ้าท่านทนไม่ไหวจะตอบโต้
สู้ตั้งกระทู้แยกต่างหากจะดีกว่าเพิ่มกระทู้ฝ่ายเรา ลดคนอ่านฝ่ายเขา
ขณะที่ใน facebook ลูก
โอ๊คทำดี สับแมงสาบรายวัน ชวนนท์ อภิสิทธิ์ ทนไม่ได้ออกมาสู้กับลูกโอ๊ค
แบบนี้ก็เท่ากับขุนพลฝ่ายโจรมาสู้เด็กฝ่ายเทพ โต้ยังไง
เราก็ได้เปรียบเพราะยกชั้นนายพานทองแท้เท่ากับนายอภิสิทธิ์ และอดีต
ส.ส.ชวนนท์ ทำต่อไป ทำดีมาก นายพานทองแท้
ส่วนสื่อทีวี เราเป็นต่อหลายขุม เพราะตอนนี้ ช่องสามช่องเจ็ดราข่าวการเมือง ปล่อยให้ช่อง 9 และ NBT สับ ปชป. อำมาตย์แหลก ส่วน TPBS ยอดคนดูน้อย แม้เข้าข้างแมงสาปก็เปลี่ยนประชาชนไม่ได้
ขณะที่เคเบิ้ลทีวี ทีวีเสื้อแดงทิ้งขาดเหนือเอเอสทีวีกับบลูกายรวมกัน ห้าต่อสอง ให้มันโกหก เต้าข่าว แล้วเราเผยแพร่ในทีวีเรา มวลชนยังไงก็อยู่ข้างเราห้าต่อสอง เล่นแบบนี้ มวลชนยิ่งอยู่กับฝ่ายเรามากขึ้น
นี่คือ ช่องทางที่ถูก ฉีกหน้ากากโจร ปชป. และอำมาตย์โจรต่อไป สงครามการเมือง มวลชนอยู่ข้างไหน ข้างนั้นก็ชนะไปแล้วกว่าครึ่งทาง
ย้ำอำมาตย์เขาเปิดหน้าแล้ว เขากะจะล้มยิ่งรักก่อนกันยาฯนี้แน่นอน แหล่งข่าวคือ การวิเคราะห์ของผมเอง ชัดเจนมากๆๆ ไม่เห็นต้องอ้างนักเขียนคนไหน ตอนนี้ สื่อออสเตรเลียเผยแผนอำมาตย์คิดรัฐประหารจับตัวยิ่งรักเมื่อวันที่ 1 มิถุนาที่ผ่านมา แต่ไม่บรรลุผล
เอเอสทีวีรีบออกมาแก้ข่าวว่า ทักษิณจ้างฝรั่งแต่งนิยายหลอกแดง จึงรู้ว่า นี่คือ เรื่องจริง เพราะอะไรที่จริง เอเอสทีวีจะบอกเท็จ อย่างกรณีคาร์บอมบ์ เอเอสทีวีจะบอกว่าเป็นคาร์บ๊อง ให้สังคมสับสน โชคดีที่เอเอสทีวีมีคนดูเหลือน้อยมากๆๆ อิทธิพลจึงไม่เหมือนเอเอสทีวีเมื่อห้าปีก่อน
เล่นกันตามนี้ สงครามสื่อแบบนี้ เราชนะแน่ แต่ที่ยังแก้เกมส์ทหารไม่ตกคือ เขาคุมกำลังได้เกือบเบ็ดเสร็จ หากโยกย้ายตานี้ ไม่มีทหารประชาธิปไตยได้คุมกองพล หรือทัพภาคเลย ปฎิวัติขึ้นมาก็ยังไม่ทราบว่า เราจะต้านได้แค่ไหน
![]() |
| ภาพประกอบโดย Retro |
คลิปเปิดตัวหนังสือ"สมยศ ที่ฉันรู้จัก" และงานจากมือที่มองเห็น ถึงความยุติธรรมตาขาว และ ราษฎรตาดำๆ
ที่มา Thai E-News
กลุ่ม 24 มิถุนา จัดเปิดตัวหนังสือ "สมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ฉันรู้จัก" พร้อมจัดเวทีเสวนาประชาชน
"จากมือที่มองไม่เห็น ถึง ความความยุติธรรมตาขาว และ ราษฏรตาดำๆ"
เปิด
ตัวหนังสือ คุณสมยศ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว( ตึกหลัง) เสวนา
จากมือที่มองเห็น ถึงความยุติธรรมตาขาว และ ราษฎรตาดำๆ อ.ยิ้ม วัฒน์
วรรลยางกูร คุณประวิทย์ โรจนพฤกษ์ ดำเนินรายการโดย จิตรา คชเดช
ถ่ายทอดสดโดยทีมงานม้าเร็ว
"จากมือที่มองเห็น ถึงความยุติธรรมตาขาว และ ราษฏรตาดำๆ"
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
วัฒน์ วรรยางกูล
'สมศักดิ์' ชี้ ตลก. รธน. รู้ตัวว่า ละเมิด กม. เสียเอง
ที่มา uddred
ทีมข่าว นปช.
17 มิถุนายน 2555
อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ร่วมงานเสวนา "จากมือที่มองเห็น ถึงความยุติธรรมตาขาว และ ราษฎรตาดำๆ" ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถ.ราชดำเนิน (สี่แยกคอกวัว) เขตพระนคร กรุงเทพ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2555
อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาคดีของศาลบางครั้งต้องรอฟังสัญญาณ ยกตัวอย่างกรณีการอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำ นปช. วันเดียวกับการจับกุม อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ชี้แม้จะไม่เกี่ยวกับแกนนำ นปช. แต่อาจเป็นสัญญาณบางอย่างจากอำมาตย์
อ.สมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตุการได้-ไม่ได้ประกันตัวของผู้ต้องหา ม.112 ขึ้นกับความสามารถในการเจรจากับอำมาตย์ และชื่อเสียงของบุคคล
อ.สมศักดิ์ ชี้ว่า การที่อำมาตย์ไม่อนุญาตประกันตัว อ.สุรชัย และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข อาจเพราะต้องการเชือดไก่ให้แกนนำ นปช. ดู
อ.สมศักดิ์ เชื่อว่า การที่ตุลาการ รธน. ต้องออกมาชี้แจงกรณีมีคำสั่งระงับการพิจารณาร่างแก้ไข รธน. วาระ 3 เป็นเพราะตุลาการรู้ตัวว่า กำลังละเมิด กม. เสียเอง ชี้แม้แต่นักวิชาการที่ไม่ใช่เสื้อแดงยังไม่เห็นด้วย








