WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 24, 2012

80ปี24มิถุนา2475:จงปฏิวัติประชาธิปไตยให้ยืนนาน

ที่มา Thai E-News

 





ติดตาม · 18 ชั่วโมงที่แล้ว 


ใช่ที่ว่าจุดหมายยังไม่ถึง 

ใช่ที่ว่าเป็นฝันซึ่งยังต้องสร้าง
รัฐธรรมนูญยิ่งใหญ่ใส่พานวาง 

แต่ทวยราษฎร์เป็นเบี้ยล่างเสมอมา


แต่หากไร้คณะราษฎรสู้ 
ราษฎรคงยังอยู่เป็นไพร่ข้า
ก้าวแรกแห่งการล้มสมบูรณาฯ 

เป็นก้าวสั้นแต่ทว่ายั่งยืนยาว


เบื้องหน้าคือหนทางที่คดเคี้ยว 
กระแสทวนไหลเชี่ยวกำลังกร้า
ลูกหลานไทยใจเหิมกล้าคว้าดวงดาว 
รับภาระรุดก้าวสืบปณิธาน

จะก้าวลงลุยคลื่นยืนคะนอง 
ตะโกนสู้กู่พี่น้องอันไพศาล
จงปฏิวัติประชาธิปไตยให้ยืน
นาน 
จงสืบทอดอุดมการณ์ท่านปรีดี

รำลึก24 มิถุนา 2475 เปลี่ยนNetwork Monarchy

ที่มา Thai E-News




โดย โครงการประกายแสงดาว



เนื่องในโอกาสรำลึก 24 มิถุนา 2475 การปฏิวัติลดอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ที่มีบางด้านบันทึกประวัติศาสตร์ฝ่ายระบบราชการทหารของคณะราษฎรประสบความสำเร็จในการปฏิวัติ เมื่อทหารขณะรอคำสั่งที่ลานพระราชวัง ดุสิต 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คือ การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 (หรือเรียกว่าเป็น รัฐประหาร หรือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ซึ่งมีผลทำให้ราชอาณาจักรสยามเปลี่ยนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เกิดขึ้นจากคณะนายทหารและพลเรือนที่ประกอบกันขึ้นเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของสยาม ที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร" โดยเป็นผลพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์โลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองภายในประเทศ การปฏิวัติดังกล่าวยังทำให้ประชาชนชาวสยามได้รับรัฐธรรมนูญฉบับแรกอีกด้วย
แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจาก2475-หลังพฤษภา2535 เกิดการตีความเหตุการณ์2475 ถึง4 แบบ คือ แบบที่หนึ่ง เชียร์คณะราษฎร โจมตีเจ้า แบบที่สอง เชียร์เจ้า โจมตีคณะราษฎร แบบที่สาม โจมตีทั้งเจ้า ทั้งคณะราษฎร แบบที่สี่ เชียร์ทั้งเจ้า ทั้งปรีดี (คณะราษฎร) ในปัจจุบันจากทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โดย ขณะเดียวกัน การรื้อฟื้นเกียรติภูมิของปรีดี ก็มีลักษณะที่คล้ายกับการยกย่องผู้นำแบบจารีตของไทยในอดีตมากขึ้นทุกที (โปรดสังเกตการเรียกปรีดีว่า พ่อ” ในกลอน พ่อของข้าฯนามระบือชื่อปรีดี”) เราจึงอาจกล่าวถึง การรองรับซึ่งกันและกัน” (mutual-accommodation) ระหว่างกระบวนทัศน์ทั้งสองต้นแบบ ของการรองรับซึ่งกันและกันนี้ เริ่มมีร่องรอยให้เห็นตั้งแต่ปลายปี ๒๕๒๓ ในหนังสือที่ระลึกพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระปกเกล้า
ซึ่งนอกจากมีเนื้อหาที่เป็นรา ชสดุดีต่อรัชกาลที่ ๗ แล้ว ยังมีการตีพิมพ์ประกาศคณะราษฎร (ที่ประณามพระองค์) ฉบับเต็มด้วย ในทางกลับกัน ในงานฉลอง ๑๐๐ ปีปรีดี ที่ธรรมศาสตร์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ ในภาพสไลด์ชุดสดุดีปรีดี มีภาพหนึ่งเป็นพระราชหัตถเลขาสละราชย์ (ที่ประณามปรีดีและคณะราษฎร)
แต่ที่อาจถือเป็นแบบฉบับของกระบวนทัศน์ใหม่นี้ คือบทความ (จากปาฐกถา) ของประเวศ วะสี เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ กับรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ที่สำคัญ กระบวนทัศน์การตีความ ๒๔ มิถุนาใหม่นี้ แสดงออกที่ ในปัจจุบัน รัฐได้ให้การสนับสนุนและดำเนินการ จัดตั้งองค์การอย่าง สถาบัน และ พิพิธภัณฑ์ พระปกเกล้า ขณะเดียวกับที่ ทำการเสนอชื่อปรีดี ให้เป็นบุคคลสำคัญของยูเนสโก และจัดงานฉลอง ๑๐๐ ปีให้กับปรีดี(1)
โดยประเด็นเครือข่ายในหลวง(Network Monarchy) มีประเวศ วะสี ที่มีการกล่าวถึงก่อนรัฐประหาร ที่มีนักวิชาการอย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวว่าเกษียร ประเมินบทบาท นิธิ (และตัวเอง) ก่อนรัฐประหาร โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย...ในการสัมมนาที่เชียงใหม่ในเดือนมิถุนายน ที่ ฟ้าเดียวกัน นำมาตีพิมพ์ในฉบับ "โครงการเปลี่ยนประเทศไทย" เกษียร ได้กล่าวประเมินถึงท่าทีทางการเมืองของตัวเขาเองและของนิธิในระยะเวลาที่ผ่านมา ในส่วนที่เกี่ยวกับ สิ่งที่ McCargo เรียกว่า Network Monarchy ข้อสังเกตตอนนี้ของเกษียร เป็นข้อสังเกตที่ผมเห็นว่าแหลมคมยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง...
นี่คือคำพูดของเกษียร (เน้นคำของผม) :ผมคิดว่าพันธมิตรระหว่างขบวนการประชาชนกับสถาบันกษัตริย์ก่อตัวในช่วงสิบปีหลังพฤษภาฯ 2535 ...[ note นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านที่ค้านกับการที่ธงชัยพยายามเน้นย้อนหลังกลับไปที่ 14 ตุลา - สมศักดิ์] ....สิ่งที่เรียกว่า monarchical network หรืออาจแปลเป็นไทยเพื่อความเข้าใจได้ว่า "เครือข่ายในหลวง" เครือข่ายนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในช่วงสิบปีหลังพฤษภาฯ 2535 คือปรากฏปีกเสรีนิยมที่รวมตัวกันเข้มข้นขึ้นมา
ถ้าพูดถึงตัวบุคคลคือ คุณอานันท์ ปัญญารชุน หมอประเวศ วะสี พออ่านมาถึงตอนนี้ผมก็ฉุกคิดว่าอาจครอบคลุมถึง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าความรับรู้หรือเจตนาสำนึกทางอัตวิสัยจะเป็นเช่นใด ทว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ทางภววิสัยได้พ่วงพาเข้ามาอยู่ใน liberal monarchical network ด้วย.... ดังนั้น พันธมิตรดังกล่าวไม่ได้เพิ่งมาก่อตัวเมื่อจัดตั้ง 'พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้นปีนี้นะครับ หากมีการปูพื้นมานานกว่าที่จะเดินมาถึงจุดนี้ และเมื่อมาย้อนคิดดู พูดตรงๆ ถ้าสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่ไปร่วมกลุ่มนี้แล้ว จะให้ไปร่วมกลุ่มไหน?....(2)
อย่างไรก็ดี กลุ่มฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็อ้างถึงบทความ เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” ซึ่งเขียนตั้งแต่3 สิงหาคม 2549และแสดงถึงอคติต่อนักการเมือง ซึ่งวริษฐ์ ลิ้มทองกุล กล่าวในเครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” โดยอ้างอิง…“Duncan McCargo” ซึ่งวริษฐ์อ้างอิงว่า การจะทำความเข้าใจกับการเมืองของประเทศไทยนั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงเครือข่ายทางการเมือง (Political Network)ซึ่ง McCargo อธิบาย ต่อว่า เครือข่ายทางการเมืองที่ชี้นำการเมืองไทยในห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2516-2544 (ค.ศ.1973-2001) นั้นคือ เครือข่ายที่มีศูนย์กลางอยู่ในวัง หรือเรียกกันในอีกนามหนึ่งว่า เครือข่ายของราชา (Network Monarchy) ซึ่งเครือข่ายของราชา เข้ามามีส่วนร่วมและแทรกเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านตัวแทนของกษัตริย์คือ คณะองคมนตรี (Privy Council) ที่นำโดยประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ทั้งนี้ แม้เครือข่ายของราชาจะพัฒนาขึ้นมาจนมีบทบาทสูงต่อสังคมในระดับหนึ่ง แต่เครือข่ายของราชาก็ไม่เคยก้าวล่วงเข้ามาจนกลายสภาพเป็นการครอบงำสังคมไทย ในทางกลับกันเครือข่ายของราชากลับมีภารกิจในการทำหน้าที่ผ่านองค์กร ทางการ เมืองทั้งหลาย (ที่เรารู้จักกันดีก็คือ อำนาจทางการปกครองผ่านรัฐบาล อำนาจทางนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และอำนาจทางตุลาการผ่านศาลยุติธรรม) โดยมีรัฐสภาไทยที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเป็นพื้นฐาน ซึ่งศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวต่อด้วยว่า ถึงแม้เครือข่ายของราชาจะมีลักษณะของความเป็นอนุรักษ์นิยมโดยธรรมชาติ
แต่ในช่วงทศวรรษที่ 90 (ห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2543) เครือข่ายนี้ ก็ยังแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ.2535 ที่ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้ง พล.อ.เปรม ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อรักษาสมดุลย์ทางการเมือง และนำประเทศไทยกลับสู่สภาวะปกติได้ทุกครั้ง กระนั้นการเข้าแทรกแซงดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแรงลงของเครือข่าย แห่งราชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายของพรรค ไทยรักไทย ที่นำโดย ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 และ 2548 โดยในจุดนี้ McCargo มอง ว่าในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา ทักษิณพยายามที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติของตน เพื่อจะนำมาแทนที่เครือข่ายเก่าที่ดำรงอยู่และกำลังอ่อนแรงลงทุกทีๆ....(3)
โดยนับตั้งแต่ช่วงเวลา 2475-หลังพฤษภา2535 และหลังเหตุการณ์เมษา-พฤษภา53 ก็อุดมการณ์ทางการเมืองถูกเปลี่ยนแปลงไปในสถานการณ์ปัจจุบันดังกล่าว และอำนาจที่ถูกสภาวะยกเว้น ไม่ได้ถูกลดทอนอำนาจ คือ สถาบันกษัตริย์ ศาล และทหาร โดยผ่านเครือข่ายในหลวง หรือเรียกว่า Network Monarchyเฉพาะเจาะจงสายประเวศ วะสี
ฉะนั้น นี่เป็นการเปิดโอกาสการเปลี่ยนแปลงในการถกเถียงและทบทวนประเด็นเชียงใหม่จัดการตนเอง ซึ่งเชียงใหม่เป็นที่ขนานนามว่าเมืองหลวงเสื้อแดง ภายใต้อิทธิพลกลุ่มเอ็นจีโอขุนนางอำมาตย์ฝ่ายเหลือง มีวาระซ่อนเร้นเชียงใหม่จัดการตนเองนำขบวนโดยเครือข่ายในหลวงอย่างประเวศ วะสี ผ่านทุนต่างๆ นานา เช่น ทุนสสส.แหล่งทุนภาษีของประชาชน และจุดยุทธศาสตร์เชียงใหม่จัดการตนเอง หรือนี่อาจจะเป็นการสร้างฟื้นฟูกำลังของเครือข่ายในหลวงอีกครั้งของฝ่ายร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย!
อ้างอิง
1.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ๒๔ มิถุนา: การตีความ ๔ แบบ
http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/causes-mutation-in-existing-structural.html
2.เกษียร ประเมินบทบาท นิธิ (และตัวเอง) ก่อนรัฐประหาร โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย
http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/blog-post_3878.html
3. วริษฐ์ ลิ้มทองกุล เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” ผู้จัดการ 3 สิงหาคม 2549 16:21 น. และวริษฐ์ ลิ้มทองกุล นั่งฟังฝรั่ง’ พูดถึงการเมืองไทยhttp://oldforum.serithai.net/index.php?action=printpage%3Btopic=21135.0

แดงชิคาโก้ทำบุญอุทิศคุณนิว้ติ LAจัด80ปี24มิถุนา

ที่มา Thai E-News




ภาพ เมื่อครั้งที่คุณนิวัติ เรืองอัศวเดช เป็นตัวแทนชมรมคนรักประชาธิปไตย มลรัฐ Illinois USA (เสื้อแดงชิคาโก้) บินมาเมืองไทยมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมให้กับนายกรัฐมนตรียิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร จำนวน 102,000 บาท เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา 


ล่าสุดเมื่อค่ำวันนี้คุณปรีชา ประธานชมคน รักประชาธิปไตย มลรัฐ Illinois USA (เสื้อแดงชิคาโก้) แจ้งว่าคุณนิวัติได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคไตวาย ยังความเศร้าโศกเสียใจแก่ครอบครัวและญาติมิตร ทางชมรมฯจะได้จัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ที่วัดพระศรี ซึ่งเป็นวัดไทยในนครชิคาโก้เวลา11.00น.ตามเวลาท้องถิ่น ขอเชิญมิตรสหายผู้เคารพนับถือ ตลอดจนผู้ที่ศรัทธาในชีวิตและจิตใจเพื่อประชาธิปไตยเพื่อมาตุภูมิของคุณ นิวัติเข้าร่วมทำบุญโดยพร้อมเพียงกัน ทั้งนี้ประธานชมรมฯจะเดินทางไปร่วมงานอุทิศส่วนกุศลกับครอบครัวของคุณนิวัติ ในเมืองไทยด้วย


ใน โอกาสเดียวกันนี้ทางชมรมฯก็จะได้ทำบุญในวาระ 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย พร้อมๆกับผู้รักชาติรักประชาธิปไตยในไทยและทั่วโลกด้วย


24มิถุนายน คนไทยในอเมริกาฉลองวันชาติ24มิถุนาในL.A.

ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงอิสระ ในL.A. สหรัฐอเมริกา แจ้งว่า ขอเรียนเชิญทุกท่านที่มีใจรัก ปชต.มาร่วมกันแสดงพลังความสามัคคีสดุดีเทิดเกิยรตวีระชนคณะราษฎรผู้ทำการเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณายาสิธิราชมาเป็นระบอบ ปชต.ในปี 2475เสียสละเลือดเนื้อเพื่อนำเอา ปชต.มาให้ปวงชนชาวไทย เราจึงได้ มารวมตัวกันจัดงานรำลึกงานวันชาติ 24 มิถุนายนนี้ขึ้น 

ใน งานนี้นอกจากมีเนื้อหาพูดจา ปชต.แล้วยังมีการ Phone-in ของนักต่อสู้ ปชต.เช่น คุณจตุพร พรมหพันธุ์ และท่านอื่นๆแล้วอาจมี Surprise คนใหญ่ Phone-in หากท่านมีคำถามอะไรเตรียมเอาไปถามได้ในงาน แล้วเรายังมีศิลปินนักร้องนักแสดง ปชต.สลับกันร่วมให้ความบันเทิงตลอดงานแล้วยังมีอาหารรัปทานแบบบุฟเฟ่ในราคา $10 ต่ำสุดอย่างไม่เคยมีที่ใหนมาก่อน (ไม่รวมเครื่องดื่ม) มาบริการโดยเจ้าของร้านใจอารีย์โปรดอย่าพลาดโอกาสดีนี้
พบกันที่ร้าน โอชัย 820 N.Western Ave LA.,CA. 90029
ตั้งแต่เวลา 18.00น.จนถึงเที่ยงคืน
ติดต่อ
คุณ รำไพ(นิดหน่อย) 619-549-2515
คุณ ประเสริฐ แอลเอ 818-433-0091
คุณ สนั่น เมลโรส 323-370-9486
คุณ เบญจะ กาดิน่า 310-516-7671

Saturday, June 23, 2012

สุธาชัย ยิ่มประเสริฐ: ๘๐ ปีวันชาติไทย

ที่มา ประชาไท


“ยี่สิบสี่มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบแบบอา -รยประชาธิปไตย
เพื่อราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี
สำราญสำเริง บันเทิงเต็มที่
เพราะชาติเรามี เอกราชสมบูรณ์”
 
บทเพลง ๒๔ มิถุนายนนี้ สะท้อนถึงความสำคัญของเหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ โดยคณะราษฎร ที่นำโดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ทำการยึดอำนาจดำเนินการให้ก่อเกิดรัฐธรรมนูญมาเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาว ไทย และนำมาสู่คำขวัญที่ว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ รัฐธรรมนูญ” และอันที่จริงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ยังมีฐานะเป็นวันชาติของไทยอีกด้วย ดังนั้น ปี พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ ๘๐ ปี แห่งกรณี ๒๔ มิถุนา จึงต้องถือเป็นปีมหามงคลสมัยของประชาชนไทยอย่างแท้จริง
 
การปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่น การยอมรับอำนาจทางการเมืองของราษฎรสามัญว่า สามารถที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศได้โดยผ่านการเลือกตั้ง ให้ชาวไทยได้มีสิทธิเสรีภาพ และมีความเสมอภาคกันภายใต้กฏหมาย ไม่ใช่เจ้าอยู่สูงกว่าราษฎร ต่อมาก็คือ การใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด อันนำมาซึ่งการปกครองโดยกฎหมาย แทนที่การปกครองด้วยพระบรมราชโองการในแบบเดิม การใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นสาม และการบริหารด้วยคณะรัฐมนตรีตามกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ ที่สำคัญคือการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดของการบริหารที่อำนาจอยู่ในมือของคนเดียว บริหารประเทศแบบไม่มีกรอบเวลา
 
คงต้องย้อนไปอธิบายให้ชัดเจนว่า การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตอย่างรอบด้าน เพราะตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๒ เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และนำมาซึ่งการตกต่ำครั้งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ กรณีนี้กลายเป็นปัญหาของระบอบการปกครอง เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยแบบปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหา ประชาชนยังมีโอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลโดยผ่านกลไกรัฐสภา หรือผ่านการเลือกตั้ง แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โอกาสเช่นนั้นไม่มี ปัญหาของระบอบก็คือ ความผิดพลาดในการบริหารของรัฐบาล กลายเป็นความรับผิดชอบของพระเจ้าอยู่หัวด้วย ดังนั้น จึงมีการอธิบายกันด้วยซ้ำว่า การปฏิวัติของคณะราษฎรเป็นการผ่อนเบาพระราชภาระ และเป็นการรักษาเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ และการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯพระราชทานอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนมาแล้ว นั้น เป็นการมอบในเชิงสถาบัน จึงไม่สามารถรับคืนได้ ความความพยายามในการถวายคืนพระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ที่กระทำกัน จึงเป็นการหมิ่นพระเกียรติเป็นอย่างยิ่ง
 
จากนั้น วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ จึงถือเป็นวันสำคัญที่มีความหมายแก่ประวัติศาสตร์ประชาชนไทย และวันนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ประกาศให้วันที่ ๒๔ มิถุนายน เป็นวันชาติของประเทศไทย โดยครั้งแรกเรียกว่า “วันชาติและวันฉลองสนธิสัญญา” เพราะปี พ.ศ.๒๔๘๒ จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศได้เอกราชสมบูรณ์ หลังจากที่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาเสียเปรียบมาตั้งแต่สัญญาบาวริง พ.ศ.๒๓๙๘
 
จากนั้น ประเทศไทยก็มีการเฉลิมฉลองวันชาติเรื่อยมา จนกระทั่ง รัฐบาลเผด็จการสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยกเลิกวันที่ ๒๔ มิถุนายนเป็นวันชาติ และให้ใช้วันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันชาติแทน เรียกในปฏิทินว่า “วันชาติและวันเฉลิมพระชนม์พรรษา” แต่ปรากฏว่า วันที่ ๕ ธันวาคมนั้นเป็นวันสำคัญที่อุ้มเอาความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ และต่อมาก็ได้มีการรณรงค์ให้เป็นวันพ่อของแผ่นดิน ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์จึงกลบลบความสำคัญของวันชาติไป และในปฏิทินทั่วไปก็เลิกเรียกวันชาติไปนานแล้ว ทำให้สังคมไทยในระยะหลังไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของวันชาติ
 
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่หลัง พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นต้นมา เกิดการแพร่หลายของวาทกรรมฝ่ายนิยมเจ้า ที่อธิบายว่า การปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นการชิงสุกก่อนห่าม เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯก็จะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว บ้างก็อธิบายว่า การปฏิวัติเป็นเรื่องของคนจำนวนน้อย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการโยงประชาธิปไตยเข้ากับการพระราชทานของรัชกาลที่ ๗ แล้วโยงคณะราษฎรเข้ากับการรัฐประหารของทหาร จึงกลายเป็นว่าคณะราษฎรเป็นตัวการในการทำลายประชาธิปไตย ทำให้เกิดการรัฐประหารไม่จบสิ้น
 
คำอธิบายเหล่านี้ ล้วนเป็นวาทกรรมต้านประชาธิปไตยและพยายามทำลายคุณค่าและความหมายของการ ปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ และเป็นการมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า โครงร่างธรรมนูญที่รัชกาลที่ ๗ เตรียมพระราชทาน ก็เป็นธรรมนูญกษัตริย์นิยม ยังให้อำนาจตสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ ไม่มีการประกันเรื่องสิทธิ และความเสมอภาคของราษฎร และยังมองข้ามหลักฐานข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ประชาชนชาวเมือง ชนชั้นกลาง พ่อค้า ครู ทนายความ และผู้มีการศึกษา แสดงการตอบสนองต่อการปฏิวัติในเชิงบวก ประชาชนต่างก็ร้องไชโย โห่ร้องแสดงความยินดีต้อนรับการปฏิวัติ และเมื่อกระแสการปฏิวัติแพร่ไปยังหัวเมือง พ่อค้า ข้าราชการ ครู และชาวเมืองในหัวเมืองก็ตอบรับการปฏิวัติในเชิงแสดงความยินดีเช่นกัน ระบอบใหม่จึงเป็นที่ต้อนรับอย่างกว้างขวาง สำหรับประชาชนระดับล่างในสมัยนั้น อาจไม่มีปฏิสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง เพราะการขยายบทบาทของชนชั้นล่างจะเป็นส่วนหนึ่งของกระแส ๑๔ ตุลาคม ซึ่งมาทีหลัง แต่ก็มิได้หมายความว่า ชนชั้นล่างของสยามในขณะนั้น จะนิยมชมชื่นระบอบเก่า ส่วนการรัฐประหารที่เกิดขึ้นจำนวนมากนั้น ส่วนมากเป็นการสนับสนุนของฝ่ายนิยมเจ้า การรัฐประหารเหล่านี้ จึงโยงกับรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐ เสียยิ่งกว่า
 
เป็นที่น่าสังเกตว่า เจตนารมย์ประชาธิปไตยของคณะราษฎรซึ่งเคยลดกระแสลงในระยะก่อนหน้านี้ กลับขึ้นสู่กระแสสูงมากขึ้น หลังจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาที่พัฒนาอย่างมาก กลับประสบความชะงักงัน กลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่ครอบงำด้วยแนวคิดนิยมเจ้าสุดขั้ว ได้เข้าควบคุมการเมืองไทย และใช้กลไกศาลเข้าทำลายหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย พร้อมทั้งใช้ขบวนการมวลชนฝ่ายขวามาเสนอหลักการบิดเบือนประชาธิปไตย ขบวนการประชาชนคนเสื้อแดงจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้มีการรื้อฟื้น หลักการประชาธิปไตยของคณะราษฎร จึงมีการเคลื่อนไหวจัดงานเฉลิมฉลอง ๒๔ มิถุนายนกันทุกปี ในเงื่อนไขที่เป็นไปได้ และโดยเฉพาะในปี พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.จะเป็นแกนกลางในการจัดงานเฉลิมฉลอง ๘๐ ปีประชาธิปไตยเสียเอง และตามมหาวิทยาลัย ก็ได้มีการจัดงานวิชาการเฉลิมฉลอง ๘๐ ประชาธิปไตย จึงทำให้ ๒๔ มิถุนายน ปีนี้มีบรรยากาศที่คึกคักเป็นพิเศษ
 
คงต้องอธิบายด้วยว่า เจตนารมย์หนึ่งของคณะราษฎรในการสร้างระบอบการเมืองแบบใหม่หลัง พ.ศ.๒๔๗๕ แม้ว่าจะมีการแบ่งแยกอำนาจ เป็น นิติบัญญัติ บริหาร และ ตุลาการ แต่ถือกันว่า รัฐสภามีอำนาจสูงสุด เพราะเป็นสถาบันอันมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน รัฐสภาจึงเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของประเทศ และศาลซึ่งไม่ได้ยึดโยงต่อประชาชน ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐสภา หลักการนี้จงจะต้องมีการรื้อฟื้นด้วย เพราะควบคุมอำนาจอยุติธรรมของศาล และจัดการที่ศาลเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจนเกินเลย นี่เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณากันต่อไป
 
ในที่นี่อยากเสนอว่า เมื่อจะเฉลิมฉลองกันแล้ว ควรที่จะเรียกร้อง ๒๔ มิถุนายน ในฐานะของวันชาติกลับคืนมา เราต้องถือกันว่า การทำลายวันชาติ ๒๔ มิถุนายนนั้น เป็นดอกผลของเผด็จการ ถ้ารื้อฟื้น ๒๔ มิถุนายนได้ ประเทศไทยก็จะได้มีวันชาติเช่นเดียวกับประเทศอื่นเสียที
 
“ไทยจะต้องเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทอดไทย ชโย”
 

"เจษฎ์-จาตุรนต์-พิชิต" กับมุมมองอดีตและอนาคต จาก "80 ปีประชาธิปไตย"

ที่มา ประชาไท

 

22 มิ.ย.55 วงเสวนา “อดีตและอนาคต จาก 80 ปีประชาธิปไตย” ในงานสัมมนาเรื่อง “จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย” จัดโดย ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันนโยบายศึกษา โดยการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ณ อาคารมหาจักรีสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดยเวียงรัตน์ เนติโพธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เจษฎ์ โทณะวณิก อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า การมีประชาธิปไตยกับการมีรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะไม่ว่าจะมีหรือไม่มีประชาธิปไตย ก็มีรัฐธรรมนูญได้ทั้งนั้น และรัฐธรรมนูญไม่ได้แสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยยกตัวอย่างว่ารัฐธรรมนูญของพม่านั้นดีกว่าของไทยเสียอีก และในจีน หรือรัสเซีย ต่างก็มีรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการปกครองรัฐ ดังนั้น ไม่ว่าประเทศระบอบใดก็มีรัฐธรรมนูญได้ และมักเขียนเรื่องต่างๆ ที่ใช้ปกครองบ้านเมืองในรัฐธรรมนูญ จึงมีความเชื่อมโยงระหว่างการปกครองและรัฐธรรมนูญขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับไป เจษฎ์มองว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่าคณะราษฎร์ถือเป็นการกบฏ แต่เมื่อรัฐประหารสำเร็จจึงเป็นการปฏิรูปและมีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้น เขาตั้งคำถามต่อประกาศของคณะราษฎรที่เขียนถึงความอดอยากยากแค้นของราษฎรเกิด จากรัชกาลที่ 7 ว่า ไม่รู้ว่าประกาศนั้นจริงเท็จประการใด รวมถึงส่วนที่กล่าวถึงบรรพบุรุษของกษัตริย์ว่าไม่ได้ทำอะไรเลยนั้นว่าจริง หรือไม่ โดยชี้ว่าการรบในอดีตนั้น ยากที่บรรพบุรุษของฝ่ายใดจะไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะผู้นำและทหารจะต้องร่วมมือกัน 
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงไม่สามารถตอบได้ทีเดียวว่าสิ่งที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นที่มาของการ สถาปนาหรือเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ถูกต้องนัก และเมื่อคณะราษฎรเริ่มต้นก่อการ ไม่ดี จึงยังกระพร่องกระแพร่งอยู่ทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม มองว่าแทบไม่มีประเทศไหนที่เริ่มต้นดี เพราะการล้มล้างกันไม่ว่าจะเริ่มด้วยคิดดีหรือไม่ ย่อมเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดี เพราะไม่ใช่สันติวิธี 
อย่างไรก็ตาม เขาเสนอทางออกต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่า ต้องมีการพูดคุยกันว่า ปัญหาที่ผ่านมาคืออะไร รัฐธรรมนูญเป็นปัญหาอย่างไร และมีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติวิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคม อย่างไร รวมถึงปัญหาเชิงความเป็นประชาธิปไตย โดยพูดคุยในรูปแบบสานเสวนา ทั้งนี้ แนะว่าอย่าคิดว่าคนที่คิดต่างเป็นคนละพวก ต้องแยกจากเรื่องการทุจริต วงศ์ตระกูล สีเสื้อ หรือชาติพันธุ์ หากเอามารวมกันหมดจะไปไม่ถึงไหน โดยสิ่งที่ต้องตระหนักตลอดคือประชาธิปไตยต้องอดทน
นักการเมืองติดสินบน-รัฐบาลไร้เสถียรภาพ วิวาทะเก่า 100 ปี ใช้โต้ประชาธิปไตย 
จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวว่า ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ 2475 มีคนในสังคมไทยพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไป เป็นระบอบ limited monarchy ในเหตุการณ์ คณะ ร.ศ.130 (พ.ศ.2455) 
จากวิวาทะของคณะ ร.ศ.130 เสนอหลักการเสรีนิยม ความมีเหตุและผล ความเสมอภาค ส่วนวิวาทะของฝ่ายตรงข้ามคือเรื่องความริษยา มีการตอบโต้ว่าหากมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้วจะเกิดพวกนักการเมือง หรือในสมัยนั้นเรียกว่าโพลิทิเชียน (politician) เป็นผู้ที่ทำมาหากินทางการเมือง มีการเลือกตั้ง เกิดการล่อใจประชาชน ด้วยถ้อยคำ การเลี้ยงดู และติดสินบน นำมาสู่ความแตกแยก เกิดเป็นระบบพรรคการเมือง และเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ทั้งนี้วิวาทะเหล่านี้มีมาเมื่อ 100 ปีก่อน และถึงวันนี้ เมื่อมีคนบอกว่าต้องการเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่โต้กลับก็ยังคงเป็นความเห็นแบบเดิมนี้อยู่
จาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงในปี 2475 เป็นการยืนยันว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่เหมาะกับสังคมไทย และต้องการสถาปนา “ระบอบรัฐธรรมนูญ” ที่มีเรื่องการปกครองหลักนิติธรรม มีแนวความคิดเรื่องนิติรัฐที่ว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ดีอย่างเท่า เทียมกัน ใช้อำนาจได้เท่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ และกฎหมายต้องมีที่มา คณะราษฎรต้องการสร้าง“ระบอบรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาโดยให้ “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร” ซึ่งต่อมามีการใช้คำว่า “อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน” และ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย”
“เวลาประเมินคณะราษฎร เส้นแบ่งสำคัญอยู่ตรงเรื่องระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กับอีกระบอบที่ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งในแง่นี้ถ้าเราดูจากทั่วโลกและดูจากประเทศไทยเอง เข้าใจว่ามันเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก และผมคิดว่าสังคมไทยแม้จะมีคนเสนอว่าทำไมไม่เพิ่มพระราชอำนาจ อยากให้เพิ่มอยากให้คือพระราชอำนาจในหลายสิบปีมานี้ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเสนอว่าให้กลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เท่ากับเป็นความยอมรับอยู่ แต่ในความเห็นผม ผมคิดว่าเป็นความก้าวหน้าเป็นคุณูปการในเรื่องนี้” อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยให้ความเห็น
ประสบการณ์สังคมไทยชี้การปกครองโดยไม่มี “รัฐธรรมนูญ” คือระบอบเผด็จการ
จากประเด็นที่ว่าการเป็นประชาธิปไตยจำเป็นหรือไม่แค่ไหนที่ต้องมีรัฐ ธรรมนูญ จาตุรนต์ แสดงความเห็นว่า เมื่อ 80 ปีที่แล้ว หากไม่มีรัฐธรรมนูญก็ไม่รู้ว่าอะไรคือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือจะเปลี่ยนจากอะไรไปสู่อะไร เพราะสิ่งที่ต้องการคือการมีกฎหมายสูงสุดขึ้นมาหนึ่งฉบับ และด้วยแนวคิดแบบนิติรัฐที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายจึงมีรัฐธรรมนูญขึ้น และในสภาพการณ์แบบในประเทศไทยหากไม่เขียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็จะเกิดคำ ถามว่าจะเริ่มกันอย่างไร
ใน 80 ปี มานี้ ช่วงเวลาที่ประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญ หรือไม่มีสิ่งที่พอจะเรียกว่ารัฐธรรมนูญได้ ก็คือช่วงที่เกิดการรัฐประหารหรือการปกครองโดยคณะรัฐประหาร โดยจะเรียกสิ่งที่ใช้อยู่ว่าเป็นธรรมนูญการปกครอง หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่ความจริงทั้งธรรมนูญการปกครองและรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น คือกฎหมายสูงสุดที่คณะรัฐประหารเขียนกันเองหลังจากออกคำสั่งคณะรัฐประหาร แล้ว
จาตุรนต์ กล่าวต่อมาว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นสัญลักษณ์ที่ดีอย่างหนึ่งคือทำให้เห็นว่าความเป็นเผด็จการที่สมบูรณ์แบบ นั้นเป็นอย่างไร คือคนๆ เดียวอยู่เหนือกฎหมาย ทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ 3 อำนาจออกจากกันอย่างสิ้นเชิงโดยคนๆ เดียวที่คุมกำลังกองทัพ มาจนสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ในที่สุดก็จำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ทำการร่างมายาวนานตั้งแต่ปี 2500 จนมีรัฐธรรมนูญ 2511 และจัดการเลือกตั้งในปี 2512 ต่อมาในปี 2514 ก็เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจตัวเองของจอมพลถนอม 
ในส่วนสังคมไทยก็ได้เรียนรู้เช่นกันว่า การปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญนี้ก็คือปกครองโดยระบอบเผด็จการ หากไม่มีรัฐธรรมนูญที่บัญญัติอะไรไว้ให้ดี ก็จะกลายเป็นเผด็จการเด็ดขาด จึงเป็นที่มาของการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อเดือนตุลาปี 2516 โดยข้อเรียกร้องสำคัญในครั้งนั้นคือให้มีรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาก็มีการรัฐประหารยึดอำนาจอีกครั้งในปี 2519 จะเห็นได้ว่า 80 ปีมานี้ สังคมไทยผ่านช่วงที่พยายามสถาปนาสร้างระบอบรัฐธรรมนูญ สร้างระบบรัฐสภาให้มีพรรคการเมือง มีการเลือกตั้ง สลับไปมากับการสู้กับความพยายามที่จะกลับคืนสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีการรัฐประหารยึดอำนาจ จนมาถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยกล่าวแสดงความเห็นต่อมาว่า ในแง่ความสำเร็จในการสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญส่วนตัวคิดว่าไม่สำเร็จ และถึงแม้ในปัจจุบันมีรัฐธรรมนูญก็คิดว่าไม่สำเร็จ เนื่องจากใน 80 ปีที่ผ่านมา มีการปกครองโดยที่ไม่มีรัฐธรรมนูญใช้นานมาก หลายช่วงไม่มีรัฐธรรมนูญ ตอนที่มีรัฐธรรมนูญ เรามีรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยมากในช่วงแรกๆ แต่ต่อจากการไม่มีรัฐธรรมนูญ ก็มามีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหลายครั้ง 
“พูดได้ว่าเวลาที่เรามีรัฐธรรมนูญ เรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นเครื่องมือที่จะทำไว้ให้โลกเขาดูว่า อ้อ ประเทศนี้ก็มีรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญของประเทศนี้ไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญที่ประกันว่าประชาชนจะเป็น ผู้กำหนดความเป็นไปของประเทศ หรือพูดอีกแบบก็คือว่า จริงๆ แล้วอำนาจอธิปไตยไม่ใช่เป็นของปวงชน หรือไม่ต้องพูดถึงว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร” จาตุรนต์กล่าว
จาตุรนต์ ยกตัวอย่างว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งมีการระบุห้าม ส.ส.เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเขียนไว้เพื่อให้ผู้ที่ยึดอำนาจได้ขึ้นเป็นรัฐบาล ต่อมาก็มีการเขียนให้ ส.ว.มาจากการแต่ตั้งและมีอำนาจขึ้นมา ที่แย่ไปกว่านั้นคือไทยผ่านการรัฐประหารมาหลายครั้ง ในแต่ละครั้งเมื่อยึดอำนาจได้แล้วมีคนมาคัดค้านร้องเรียน บ้างก็จะถูกจับติดคุก บ้างถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุผลจากฝ่ายตุลาการว่าผู้ที่ยึดอำนาจได้แล้วเป็นรัฏฐาธิปัตย์ 
“80 ปีมานี้จึงพูดได้ว่า เราปกครองโดยระบอบที่รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุดจริง ในความหมายนี้คือ ถ้ามีการรัฐประหารเมื่อไหร่ คำสั่งรัฐประหารสูงกว่ารัฐธรรมนูญ ในระหว่างที่ไม่มีรัฐประหาร คณะรัฐประหารเลิกไปแล้วและยอมให้มีรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ก็เป็นกฎหมายสูงสุดที่ไม่ได้มุ่งให้อำนาจประชาชน ซึ่งตรงนี้เป็นความจริงมาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน” อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าว
จวก “รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน” ออกแบบไว้ เพื่อประกันไม่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
จาตุรนต์ วิพากษ์รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า มาจากคณะยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และถูกออกแบบไว้เพื่อที่จะประกันไม่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยเขียนไว้ในเรื่อง อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่มาขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ อำนาจของ ส.ว.ในการถอดถอน ที่มาของ ส.ว.จากการสรรหาที่มีอยู่ถึงครึ่งหนึ่ง ตรงนี้เป็นระบบที่เมื่อประชาชนเลือกตั้งมา แต่อาศัยกลไกและเนื้อหาตามรัฐธรรมนูญนี้สามารถล้มรัฐบาลได้โดยง่าย โดยไม่ต้องเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยหรือหลักความยุติธรรม และที่ผ่านมาก็เกิดมาแล้วกับ 2 รัฐบาล 
การเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้นำมาสู่วิกฤติมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะคนส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยเพราะพรรคที่เขาเลือกตั้งมาถูกยุบ และออกมาเรียกร้องให้ยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่เพื่อพิสูจน์กันอีกครั้ง แต่กลับนำมาสู่เหตุการณ์นองเลือด และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ประชาชนได้ตัดสินแล้ว แต่จะถูกหักล้างอีกจากกลไกรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป 
ล้ม “ร่างรัฐธรรมนูญ” ความถดถอยครั้งใหญ่จาก น้ำมือ “ศาลรัฐธรรมนูญ”
จาตุรนต์ กล่าว่า จากวิกฤติที่เกิดขึ้น คนกลุ่มหนึ่งจึงเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องและเป็นธรรม และเกิดคำถามว่าใครจะแก้ ทำให้มีการกำหนดแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ให้มีการเลือกตั้ง สสร.เพื่อลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถูกยับยังโดย “ศาลรัฐธรรมนูญ” เนื่องจากมีคนไปร้องว่ามีผู้จะล้มล้างระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งผู้ถูกร้องคือประธานรัฐสภา ครม.พรรคการเมืองบางพรรค และส.ส.บางคน ข้อหาดังกล่าวเป็นข้อหาเดียวกันกลุ่ม ร.ศ.130 ทั้งที่เป็นการแก้รัฐธรรมนูญในรัฐสภา และจะมีการนำไปลงมติโดยประชาชนทั้งประเทศ 
นอกจากนี้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องโดยตรงนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ขัดกับบรรทัดฐานเดิม ขัดกับการตีความของนักกฎหมาย โดยมีวินิจฉัยไปแล้วว่าสามารถรับคำร้องเองได้ และจะมีผลต่อไป ตรงนี้เท่ากับเป็นการแก้รัฐธรรมนูญโดยการวินิจฉัยที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้รัฐธรรมนูญโดยทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง อีกทั้งมีการตีความรัฐสภา และครม.เป็นบุคคลโดยศาลรัฐธรรมนูญตีความเข้าตามมาตรา 68 และศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำผิดต่อไปอีก จากการตรวจสอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มีอำนาจเฉพาะการพิจารณาร่างกฎหมายว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ 
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้นำไปสู่การล้มการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยไม่นำไปสู่การยุบพรรคการเมืองหรือมีผลบานปลายตามมา แต่เพียงการวินิจฉัยล้มการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ถือเป็นความเสียหายครั้ง ใหญ่หลวงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นความล้าหลังที่ไม่เหมือนกับครั้งไหนๆ เพราะกระทำโดยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เหมือนการยึดอำนาจแต่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังขยายขอบเขตอำนาจของตนเอง ให้กลายเป็นสามารถตรวจสอบและวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญเหนือกว่ารัฐสภา ถือเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ ปิดทางการแก้รัฐธรรมนูญ เท่ากับนำสังคมไทยสู่ทางตัน
“ภายในประมาณต้นเดือนหน้า อย่างเร็วคือต้นเดือนหน้า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเร็ว ก็จะเกิดระบบที่ฝ่ายตุลาการในที่นี้คือศาลรัฐธรรมนูญในประเทศนี้มีอำนาจ เหนือกว่าฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร หมายความว่ากำหนดความเป็นไปของคณะรัฐมนตรีได้ กำหนดว่าจะให้แก้กฎหมาย หรือไม่ให้แก้กฎหมาย หรือปฏิเสธการแก้กฎหมายที่รวมถึงรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากก็คือเรากำลังบอกว่าเราจะก้าวไปสู่ระบบที่ผู้มีอำนาจ ทางตุลาการที่ไม่มีการยึดโยงกับประชาชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น และตรวจสอบโดยประชาชนไม่ได้ กำลังจะมีอำนาจเหนือกว่าอำนาจอื่นๆ ที่ยึดโยงกับประชาชน” อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายจาตุรนต์ ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นว่า ขณะนี้ประชาชนในสังคมไทยมีความเข้าใจมากขึ้น จาก 80 ปี ที่ผ่านมา และต่างจาก 20 ปีที่แล้วมาก กระแสโลกเปลี่ยนแปลงไป ตรงนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตย และในประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องความเข้าใจของประชาชนต่อระบบพรรค การเมืองและการเลือกตั้งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นพลังประชาชนที่ไม่ใช้เฉพาะในสภาก็มีการตื่นตัวมาก ตรงนี้เป็นข้อดีที่จะทำให้การชักคะเย่อกันต่อไปนี้จะไม่ถูกดึงจนชนะไปทางไหน ได้ง่ายๆ 
วิจารณ์นักประวัติศาสตร์ไม่ตีความ 2475 ปล่อยรัฐศาสตร์กระแสหลักคุมวาทกรรม
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การตีความประวัติศาสตร์นั้นอย่างน้อยขึ้นอยู่กับนักประวัติศาสตร์และนักรัฐ ศาสตร์ แต่ที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์จำกัดตัวเองอยู่ที่การรวบรวมข้อมูลและเล่าเหตุการณ์ แต่ขาดการตีความและทำความเข้าใจเชื่อมโยงอย่างเป็นตรรกะเพื่อเชื่อมโยงสู่ อนาคต ทำให้การตีความและทำความเข้าใจ 24 มิ.ย.2475 ตกเป็นลิขสิทธิ์ของนักรัฐศาสตร์ไทยกระแสหลัก ซึ่งตีความจากกรอบของคณะนิยมเจ้าซึ่งฟื้นหลังปี 2500 จากการทำรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัตน์ โดยตีความว่า 24 มิ.ย.2475 เป็นความล้มเหลว เป็นที่มาของปัญหาความวุ่นวายและวงจรอุบาทว์ โดยในมุมของคนกลุ่มนี้ ประวัติศาสตร์มีแค่สองยุคคือ ก่อน 24 มิ.ย.2475 และ หลัง 24 มิ.ย.2475 โดยก่อน 2475 เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหลัง 24575 เป็นเผด็จการรัฐสภา ประชาธิปไตยครึ่งใบ ล้มลุกคลุกคลาน ด่างดำด้วยทหารเห็นแก่ตัวและคอร์รัปชั่น สลับกับนักการเมืองซื้อเสียง ซึ่งการมองแบบนี้มีผลต่อทัศนะในการมองเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา
พิชิต กล่าวต่อว่า ที่น่าสนใจ คือ การตีความ 24 มิ.ย.2475 โดยกระแสหลักของฝ่ายซ้ายไทยและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตีความคล้ายกับรัฐศาสตร์กระแสหลักไทยมาก โดยไม่ให้ความสำคัญกับ 24 มิ.ย.2475 และวิจารณ์คณะราษฎรในทางลบว่า แม้จะมีท่าทีต่อต้านจักรวรรดินิยม ศักดินานิยม แต่ล้มเหลวในภารกิจ เพราะผูกขาดอำนาจไว้ในกลุ่มเล็กๆ ไม่เอาอำนาจผูกโยงกับประชาชน และเป็นการรัฐประหารเช่นเดียวกัน
เขามองว่า การตีความทั้งในแบบของนักรัฐศาสตร์กระแสหลักหรือฝ่ายซ้ายต่างครอบงำวิธีคิด ของนักวิชาการไทยมานานมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีตั้งแต่รัฐประหาร 19 ก.ย. ก่อให้เกิดกระแสที่สาม คือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่หันมามอง 24 มิ.ย.2475 ในแบบที่ต่างออกไป การตีความและมอง 24 มิ.ย.2475 ของพวกเขามีความโดดเด่น เพราะไม่ได้ถูกครอบงำโดยรัฐศาสตร์กระแสหลัก ไม่ยอมรับว่าคณะราษฎรเป็นต้นกำเนิดของอำมาตยาธิปไตยไทย เมื่อเปิดวิทยุในที่ต่างๆ จะเจอดีเจเอา 24 มิ.ย.2475 มาพูดในมุมที่ต่างกับที่นักวิชาการพูด ซึ่งเป็นเรื่องดีในแง่ที่ว่าการประเมินไม่ควรอยู่ในแวดวงมหาวิทยาลัยหรือนัก วิชาการอีกต่อไป เราทำจนเป็นพิธีกรรมไปแล้ว ไม่อาจหลุดจากการวิเคราะห์ได้ เสนอว่านักวิชาการต้องมองภายนอกและฟังมากขึ้น
ทั้งนี้ พิชิตกล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของคณะราษฎรซึ่งแก้ไม่ตกและล้มเหลวเป็นปัญหาจนทุกวันนี้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย คณะราษฎรพยายามหาสูตรสำเร็จ จัดวางสถานะของสถาบันกษัตริย์ โดยพิมพ์เขียวที่วางไว้ชัดเจน ในฉบับ 10 ธ.ค.75 ระบุชัดเจนว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจที่จำกัดอย่างยิ่ง เพราะทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรีที่มาจากรัฐสภา มีเพียงอำนาจตุลาการอำนาจเดียวที่รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธ.ค.75 ไม่ได้แตะต้อง อย่างไรก็ตาม การจัดวางตำแหน่งแห่งที่นี้ล้มเหลว โดยรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำมาซึ่งการฟื้นคืนสถานะและพระราชอำนาจของกษัตริย์ 
พิชิต ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หลายสิบปีมานี้มีคดีการเมืองที่ตัดสินโดยศาลจำนวนมาก อาทิ การลงโทษกบฏบวรเดช เนรเทศนักโทษการเมือง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการจับกุมนักเขียนฝ่ายซ้าย หรือคำวินิจิฉัยของศาลฎีกาที่บอกว่าคำสั่งของคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย  แต่การใช้องค์กรตุลาการแทรกแซงอย่างเป็นระบบเพิ่งมีมาไม่กี่ปีมานี้ ดังนั้น เหตุการณ์ใน 4-5 ปีมานี้ หรือเทศกาลยุบพรรคที่อาจจะเกิดขึ้น ก็เป็นบทเรียนที่ดีที่ทำให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองปัจจุบัน การแก้ไขโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถ้ายังร่างได้ (ส่วนตัวคิดว่าจบไปแล้ว) การปฏิรูปตุลาการจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ และคงจะต้องมีการพูดถึงการเชื่อมโยงองค์กรตุลาการเข้ากับอำนาจที่มาจากการ เลือกตั้งไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
"ปัญหาของการใช้อำนาจทางตุลาการไปแทรกแซงปัญหาทางการเมืองอย่าง โจ่งแจ้ง มันได้กระตุ้นให้คนคิดและเข้าใจปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น และมันก็ทำให้เห็นชัดเจนด้วยว่าอำนาจที่แท้จริงในระบอบการเมืองปัจจุบันมัน อยู่ที่ไหน ความขัดแย้งในปัจจุบันนี้มันก็คือความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่มาจากการเลือก ตั้งกับอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และมันแสดงออกอย่างชัดเจนและแหลมคมที่องค์กรตุลาการ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญที่เข้ามาก้าวก่ายและครอบงำอำนาจนิติบัญญัติ" พิชิตกล่าวและว่า ก่อนหน้านี้ ชัดเจนว่า องค์กรตุลาการเข้ามาครอบงำอำนาจบริหารเป็นหลัก เห็นได้จากการยุบพรรค ถอดถอนนักการเมือง แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าอำนาจตุลาการนั้น อยู่เหนือรัฐธรรมนูญและอยู่เหนืออำนาจนิติบัญญัติด้วย

ประกาศคณะราษฏร

ที่มา thaifreenews




ประกาศคณะราษฎร
ราษฎรทั้งหลาย
เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดั่งที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้
การที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอามาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด ถ้าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่า หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำ กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคน
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ และกวาดรวบทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎร เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนเรียนเสร็จแล้วและทหารปลดกองหนุนแล้วไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบและเสมียนเมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมือง ให้มีงานทำ จึ่งจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อย ไป เงินมีเหลือเท่าใดก็เอาฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย
เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการทหารและพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึ่งรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึ่งได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ ราษฎรพึงหวังเถิดว่า ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้ว-ตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการ อาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า
.   จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
.   จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
.   จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
.   จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
.   จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ประการดังกล่าวข้างต้น
.   จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใด อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศ และช่วยตัวราษฎร บุตรหลานเหลนของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำ ไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่เป็นข้าเป็นทาสของพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่าศรีอาริยะนั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/06/55 เรียงหน้ามาดักปล้น....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




พวกชาติชั่ว เดินหน้า มาดักปล้น
ใช้เล่ห์กล มารยา สุดสาไถย
เพราะนี่คือ ตอแหลแลนด์ แดนจัญไร
อนาถใจ ไอ้พวกวิบัติ สัตว์นรก....


เริ่มเปิดเกมส์ โสมม หวังล้มรัฐ
มันชี้ชัด อมนุษย์ สุดสกปรก
จากพรรคเปรต เสียงข้างน้อย คอยหยิบยก
หวังเก็บตก เนื้อข้างเขียง ไล่เลียงตัว....


อำมาตยาภิวัตน์ ก็จัดให้
ผิดหรือถูก ไม่สนใจ ไอ้..พวกชั่ว
สื่อภิวัตน์ ประโคมข่าว เล่าจนนัว
เพื่อสุมหัว ปล้นอำนาจ ประชาชน....


พวกองค์กรอิสระ มันล่ะ..ใช่
แสร้งมุบมิบ ทำเฉไฉ ให้สับสน
ตอแหลการภิวัฒน์ สัตว์คราบคน
ยังสัปดน หลบเลี่ยง แล้วเบี่ยงเบน....


เตรียมมีด ขวาน ฆ้อนพร้า มาดักปล้น
เติมทุกข์ทน หม่นหมาง ไม่ว่างเว้น
นโยบาย ที่เร่งรัด ล้วนชัดเจน
พวกกากเดน กลับเตะถ่วง ทุกท่วงที....


๓ บลา / ๒๓ มิ.ย.๕๕

คำ ผกา กรี๊ด "คณะราษฎรที่ 2"

ที่มา Thai E-News



 performance นี้กระชากใจ ในขณะเดียวกันก็ขำแบบเสียดแปล๊บเข้าไปในใจ บังเกิดความเวทนาใน "คน" ผู้ไม่เคยรู้ตัวได้ถูกกำกับบทมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกในสังคมนี้อย่างไร


โดย คำ ผกา
ทีี่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 22-28 มิถุนายน 2555


หลัง การรัฐประหารมีกลุ่มนักศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งกลุ่ม "ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก" เพื่อยืนยันศักดิ์ศรีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เมื่อถูกทำให้เป็น "ไทยๆ" แล้วมันหมายถึงการปู้ยี่ปู้ยำประชาธิปไตยให้กลายเป็นผลไม้ที่ชิงสุกก่อนห่าม กินไปก็เสาะท้อง

สถานะ "กิ๊ก" ของประชาธิปไตยในสังคมไทยยังบ่งบอกถึงการห้ามเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ ตามกฎหมายทั้งปวงเพราะความเป็น "กิ๊ก" มิใช่ "รักแท้"

ปีนี้ นักศึกษาจากทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาทำ กิจกรรมเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่น่าสนใจอีกนั่นคือการ "แสดง" ของพวกเขาในนามของ "คณะราษฎรที่ 2"

มองดู อย่างผิวเผินนี่เป็นเพียงกิจกรรมของ "เด็กๆ" เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร แต่มองให้ผิวเผินน้อยลงอีกนิด กิจกรรมของนักศึกษากลุ่มนี้น่าตื่นเต้นมากกว่านั้น ไม่นับว่า "เทคนิค" ในการจัดกิจกรรม หรือเราอาจใช้คำว่า "การแสดง" ของพวกเขามีความร่วมสมัยและสื่อสารกับคนร่วมยุคสมัยร่วมเจเนอเรชั่นของพวก เขาอย่างที่ฉันขอใช้คำคุณศัพท์โบราณว่ามัน "เก๋" มาก

กลุ่ม คณะราษฎรที่ 2 (แค่ชื่อก็เก๋) เปิดตัวด้วยการทำวิดีโอสั้นๆ เปิดตัวพวกเขาในชุดทหาร และมีชุดพลเรือนหนึ่งคนที่น่าจะหมายถึง ปรีดี พนมยงค์ ภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เด็กหนุ่ม บุหรี่ เพลงในวิดีโอ สะพานพระราม 8 และประกาศคณะราษฎร เจตจำนงของระบอบประชาธิปไตย

ฉันอยากให้ผู้อ่านคอลัมน์ของฉันได้ดูวิดีโอนี้จริงๆ ถ้าสนใจกิจกรรมของพวกเขา เข้าไปดูที่ http://www.youtube.com/watch?v=5o8pLOSOTx8&feature=youtu.be

กิจกรรม ลำดับต่อมา คณะราษฎรที่ 2 ใน "คอสตูม" ของพวกเขาได้ไปยื่นหนังสือของยืมยุทโธปกรณ์ที่กองทัพบก เพื่อนำมาใช้ใน "กิจกรรม" ฉันดูคลิปนี้แล้วอยากจะยกให้เป็น Art Performance แห่งปี





กลุ่ม คณะราษฎรที่ 2 เปลี่ยนพื้นที่ "ทหาร" ให้กลายเป็น "เวทีการแสดง" นักข่าวกลายมาเป็น "นักแสดง" และ "ทหาร" ที่มารับหนังสือ ต่างเป็นนักแสดงที่พูดตาม "บท" เป๊ะ โดยที่ "บท" นั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการเขียนออกมาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ต้องมีการซ้อมการแสดง ไม่ต้องซ้อมบทพูดเพราะ "เรา" ทุกคนในสังคมไทยต่างอยู่ใน "บท" และถูก "กำกับ" มาด้วยบทเดียวกัน เราจึงรับ-ส่ง บทของการแสดงนี้โดยไม่ได้คิดว่ากำลัง "แสดง"

ส่งผล ให้ performance นี้กระชากใจ ในขณะเดียวกันก็ขำแบบเสียดแปล๊บเข้าไปในใจ บังเกิดความเวทนาใน "คน" ผู้ไม่เคยรู้ตัวได้ถูกกำกับบทมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกในสังคมนี้อย่างไร

ขณะ ที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ฉันรอชมกิจกรรมของพวกเขา (ที่พวกเราไปร่วมด้วยได้-จะเรียกว่าเป็น relational art ได้ป่าวเนี่ย) ที่จะมีขึ้นในเวลาย่ำรุ่ง วันที่ 24 มิถุนายน นี้

อัน ที่จริงในศตวรรษที 21 การพูดเรื่อง "ชาติ" มันเป็นสิ่งที่เชยและล้าสมัยยิ่งในสามโลก เพราะตั้งสี่สิบปีมาแล้วกระมังที่โลกตะวันตกตั้งคำถามถึงความศักดิ์ของชาติ ว่า "เฮ้ย มันเป็น inovation and always innovative" คือมันเป็นสิ่งประดิษฐ์ทั้งประดิษฐ์แปลงร่างกลายพันธุ์กันไปตลอดเวลา มิใช่ว่า โลกหลังสมัยใหม่ของเรากำลังรื้อ "ชาติ" ทิ้งไปหรือ?

เราไป ทึ้งเอาธนบัตรมาดูว่าทำไมมันต้องเป็นรูปคนนั้นไม่เป็นคนนี้ ทำไมเป็นรูปอนุสาวรีย์นั้นไม่เป็นอนุสาวรีย์นี้ เราไปนั่งไล่เรียงดูแสตมป์ว่าในยุคไหนแสดงรูปอะไร เชิดชูอะไร ไปศึกษาเพลงชาติ เพลงปลุกใจ เพลงสดุดีต่างๆ นานา ไปนั่งสำรวจมิวเซียม ไปศึกษาประวัติศาสตร์ของประวัติศาสตร์แห่งชาติเพื่อจะบอกว่า เรื่อง "ชาติ" มันเหลวไหลทั้งเพ อย่าไปยึดติดกับมัน ที่สำคัญ "อย่าไปตายเพื่อมัน"!!!

หลัง จากยุคแห่งความเป็น "ชาติ" ที่ต้องการการอุทิศ เสียสละ ความสามัคคี ความภูมิใจ เราได้เริ่มต้นที่จะอยู่กับ "ชาติ" ในแบบที่ "ชาติอย่างเป็นทางการ" ศักดิ์สิทธิ์น้อยลง อนุสาวรีย์ต่างๆ นานา มีความน่าขบขันมากขึ้น เราสบายใจกับการล้อเลียน เย้ยหยันชาติของตน เราสนุกกับคุณค่าของสิ่งที่เคยถูก "สถาบันชาติ" เหยียดหยามว่า "ไร้ค่า" ขึ้นมาเชิดชู และเราได้ทำอะไรอีกหลายอย่างรวมถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างที่สุดคือการเกิด ขึ้นของกลุ่มยูโรทั้งสกุลเงินและการทำวีซ่าสำหรับการเข้ายุโรปครั้งเดียวได้ หลาย "ชาติ"

แต่ นั่นเป็นเรื่อง "ชาติ" ที่อื่น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคือเรากลับต้องเดินย้อนรอยไปหายุคสร้าง "ชาติ" อีกครั้งแล้วบอกว่า "ช่วยกลับมาดูหน่อยว่า "ชาติ" นี้สำคัญและมีความหมายแค่ไหน"

ในขณะ ที่ โลกอื่น ชาติอื่น ให้ความสำคัญกับวันชาติน้อยลงเรื่อยๆ หากวันชาตินั้นไม่เกี่ยวกับการประกาศเอกราช อิสรภาพหรือการการปฏิวัติแตกหักกับระบอบเก่า หลายๆ ชาติๆ ไม่มีวันชาติ เช่น เดนมาร์ก มีแต่วันรัฐธรรมนูญ แต่ในสังคมไทย

พวกเรากลับต้องสะกดรอยไปค้นหาวันชาติในอดีตเพื่อจะสอบทานความถูกต้องและชาติที่เราปรารถนา

อุดมการณ์ ที่มาพร้อมกับการ "สร้างชาติ" เช่น หลัก 6 ประการของคณะราษฎร คือ "เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา" เป็นคุณค่าที่คนเกิดหลังปี 2500 ไม่เคยได้ยินอีกต่อไปและไม่เคยรู้ว่ามันเคยเป็นคุณค่าสถาปนาให้กับ "ชาติไทย" (ชาติไทยในฐานะที่เป็นรัฐชาติสมัยใหม่) ที่เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นหลังปี 2475 ทั้งไม่เคยได้ยินคำว่า "หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของประชาชนไทยคือการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ"

จาก นั้นจึงไม่เคยรู้ว่าเราเคยมีอนุสาวรีย์ที่ชื่อ "อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" อันประชาชนชาวไทยปัจจุบันเรียกว่าอนุสาวรีย์หลักสี่ และเกือบจะเดาเอาเองว่า อนุสาวรีย์หลักสี่นี้อาจสร้างเป็นอนุสรณ์สถานให้กับคนสร้างถนนหลักสี่หรือ เปล่าวะ?

ทำไม จึงมีอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อราษฎรหรือประชาชนสำคัญที่สุดในชาติ ใครก็ย่อมไม่มีสิทธิละเมิดอำนาจสูงสุดของราษฎร และกฎหมายที่มาจากราษฎร

กลุ่ม กบฏบวรเดชคือกลุ่มที่พยายามก่อการ "ฉีกรัฐธรรมนูญ" ของราษฎร พวกเขาจึงถูกรัฐบาลในขณะนั้นปราบปราม มีตำรวจและทหาร 17 นายเสียชีวิตในคราวปราบกบฏบวรเดช จึงมีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารและตำรวจที่ปกป้อง พิทักษ์รัฐธรรมนูญ 

ใน ปัจจุบันสมัยของพวกเราก็อาจต้องมีการสร้างอนุสาวรีย์ให้กลุ่มคนที่ออกมาปก ป้องรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพียงแต่รัฐธรรมนูญที่พวกเขาปกป้องนั้นเป็น "รัฐธรรมนูญปลอม" เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการโค่นอำนาจของประชาชน และฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนทิ้ง

ประชาชน ไทยที่เกิดหลังปี 2500 จึงไม่รู้ว่าเราเคยมีวัดชื่อ "วัดประชาธิปไตย" ตั้งมันซื่อๆ โต้งๆ อย่างนี้ให้สมกับเป็นชาติใหม่ ชาติใหม่ต้องการคุณค่าแบบใหม่ และคุณค่าที่คณะราษฎรหวังจะเพาะไว้ในแผ่นดินไทยคือคุณค่าของประชาธิปไตย สิทธิ เสมอภาค เสรีภาพเป็นหลักไว้ให้ประชาชนไทยจึงสร้างวัดของระบอบการปกครองใหม่ของเราว่า "วัดประชาธิปไตย"

แต่มันคงเป็นชื่อ radical เกินไปจึงกลายเป็นวัดที่เรารู้จักกันในชื่อ "วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน" ในปัจจุบัน

เรา ยังมีร่องรอยของชื่อถนนที่มีร่องรอยของการให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและ ประชาชน เช่น ประชาราษฎร์บำเพ็ญ, ประชาอุทิศ หรือในสมุดแจกตามโรงเรียนในสมัยที่รัฐบาลของฝ่ายคณะราษฎรยังไม่ถูกโค่นล้ม ทำลายนั้น บนสมุดยังเขียนว่า "สมุดนี้พิมพ์จากภาษีราษฎร" อันตรงกันข้ามกับชื่อถนน และสาธารณสถานต่างๆ ที่ถูกตั้งชื่อหลัง 2500 

สาหัส กว่านั้น ล่าสุดฉันเข้าห้องน้ำที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เจอป้ายเขียนว่า "กระดาษชำระเป็นทรัพย์สินของราชการ โปรดใช้อย่างประหยัด"

โอ้โห...ตกลงวันนั้น พยายามดึงชายเสื้อลงไปเช็ด ไม่กล้าแตะต้องทรัพย์สินของทางราชการเลย-ใหญ่โตเหลือกำลัง

อยู่ๆ ประชาชนก็หายไปจาก "ชาติ" เหลือแต่ "ราชการ" อยู่ๆ ทรัพย์สินของราชการก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับภาษีของราษฎร อยู่ๆ การสถาปนาสร้างชาติอันมีหลักยึดอยู่ประชาชนอันเรียกกันว่า ประชาธิปไตยก็หายไปจากสังคมไทย

วัน ที่ 24 มิถุนายน กลายเป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไรเลยมานานหลายทศวรรษ ไม่เพียงแต่กลายเป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่ไม่สลักสำคัญอะไร ยังถูกบิดเบือนความหมายให้กลายเป็นเพียงวันที่ "คณะบุคคลคณะหนึ่งบังอาจฯ" ทั้งยังมีการตอกย้ำความรู้เรื่องว่าการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปก เกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเพื่อคืนอำนาจให้ปวงชนชาวไทยมิใช่ให้ "กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง"

การ อ้างพระราชดำรัสอย่างปราศจากบริบททำให้ คณะราษฎร กลายเป็น "ผู้ร้าย" ในประวัติศาสตร์ฉบับที่เป็น "ทางการ" และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อันเป็นผู้นำที่มีความเป็นประชาธิปไตยและ "รักชาติ" (ไม่ว่าจะในความหมายบวกหรือลบ) มากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย กลายเป็น ฟาสซิสต์จากปลายปากกาของนักประวัติศาสตร์ของ "ราชการ" 

ประชาธิปไตย กลายเป็นสิ่งแปลกปลอม การเปลี่ยนแปลงการปกครองกลายเป็นเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่ในงานวิจัยเรื่อง การปฏิวัติสยาม 2475 ของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เสนอไว้ชัดเจนว่าปราศจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และภูมิปัญญาของชนชั้นกลางไทยที่เกิดใหม่หลายสิบปีก่อน 2475 การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากคณะผู้ก่อการ 100 คนจะไม่มีวันสำเร็จ

ปราศจาก การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในวงการวรรณกรรม สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ และสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ทำให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ล้วนแต่เป็นบุคคลในบังคับอังกฤษหรือฝรั่งเศส ทำให้พวกเขาไม่ต้องขึ้นศาลไทย เป็นเหตุให้หนังสือพิมพ์สมัยนั้นสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างตรงไป ตรงมาและเผ็ดร้อนอย่างยิ่ง

วัฒนธรรม การอ่าน และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผยที่เกิดขึ้นนับสิบปีก่อนการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองคือปัจจัยที่ทำให้คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ มิใช่ด้วยความเก่งกล้าหาญของผู้นำคณะราษฎรเพียงลำพัง

แต่ความเข้าใจเช่นนี้ก็ถูกทำให้ "หาย" ไปจากสังคมไทยแล้วแทนที่ด้วยวาทกรรม "คนไทยยังโง่ ยังไม่พร้อม สำหรับประชาธิปไตย"

แม้ ว่าฉันจะอยากไม่ "รักชาติ" ให้สมกับที่เกิดมาในโลกยุคหลังสมัยใหม่ แต่การที่เราจะไม่รักชาติได้นั้นเราต้องมี "ชาติ" ให้ปรากฏเสียก่อน (หากไม่มีวัตถุใดวัตถุหนึ่งปรากฏอยู่ เราคงไม่สามารถบอกว่าเราจะรักมันหรือไม่รักมัน)

ดัง นั้น ฉันจึงดีใจที่มีการก่อตัวของคณะราษฎรที่ 2 ที่เขาจะนำความหมายของการสถาปนาชาติของคณะราษฎรเมื่อปี 2475 กลับมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง

ป๋าส.:ปรีดีกับพระเจ้าตาก,พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ และอนาคตสถาบันกษัตริย์หลังรัชกาลปัจจุบัน

ที่มา Thai E-News




รูปภาพ : a day BULLETIN ศุกร์นี้ สนทนากับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม กับมุมมองต่อโลกและประเทศไทยในวัย 80 ปี 

(หน้าปก ส.ศิวรักษ์ -a day BULLETIN) 

เข้าไปอ่านที่: http://www.daypoets.com/adb/?p=575
ที่มา facebook Sulak Sivarak




---เมื่อ ส.ศิวรักษ์ พบ ปรีดี พนมยงค์(2)---

ขำที่ข้าพเจ้าพูดกับท่านว่า "อาจารย์เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า อาจารย์เหมือนพระเจ้าตากสินที่กอบกู้เอกราชมาเมื่อพระชนม์ยังน้อย แล้วเสวยราษฎร์อยู่ 15 ปีก็ถูกปลงพระชนม์ อาจารย์ก็กู้เอกราชมาและอยู่ในอำนาจ 15 ปีเท่ากัน โดยที่ตอนอาจารย์ถูกเอาออกนั้น อายุเท่ากับพระเจ้าตากสินพอดี นับว่ายังดีที่อาจารย์มีชีวิตรอดมาได้จนป่านนี้" ท่านบอกว่า "เรื่องนี้ผมไม่เคยคิดเทียบกับพระองค์ท่าน และที่คุณใช้คำว่า ผมอยู่ในอำนาจนั้นก็ออกจะใหญ่โตเกินไป ใช้คำว่าผมมีโอกาสรับใช้ชาติบ้านเมืองจะดีกว่า"

(เรื่องนายปรีดีฯ ตามทัศนะ ส.ศิวรักษ์ น.94)

รูปภาพ : ---เมื่อ ส.ศิวรักษ์ พบ ปรีดี พนมยงค์(2)---

ขำที่ข้าพเจ้าพูดกับท่านว่า "อาจารย์เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า อาจารย์เหมือนพระเจ้าตากสินที่กอบกู้เอกราชมาเมื่อพระชนม์ยังน้อย แล้วเสวยราษฎร์อยู่ 15 ปีก็ถูกปลงพระชนม์ อาจารย์ก็กู้เอกราชมาและอยู่ในอำนาจ 15 ปีเท่ากัน โดยที่ตอนอาจารย์ถูกเอาออกนั้น อายุเท่ากับพระเจ้าตากสินพอดี นับว่ายังดีที่อาจารย์มีชีวิตรอดมาได้จนป่านนี้" ท่านบอกว่า "เรื่องนี้ผมไม่เคยคิดเทียบกับพระองค์ท่าน และที่คุณใช้คำว่า ผมอยู่ในอำนาจนั้นก็ออกจะใหญ่โตเกินไป ใช้คำว่าผมมีโอกาสรับใ้ช้ชาติบ้านเมืองจะดีกว่า"

(เรื่องนายปรีดีฯ ตามทัศนะ ส.ศิวรักษ์ น.94)
...........



แล้วที่ว่ารัชกาลที่7 บอกว่าท่านให้อำนาจแก่ราษฎรนั้น คุณต้องเข้าใจนะ อันนั้นเป็นลายพระราชหัตถ์ ตอนสละราชสมบัติ ท่านทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ในเกมการเมือง อ่านหนังสือต่างๆก็ต้องใช้ความรอบคอบ ความระมัดระวัง อย่าตีประเด็นอะไรง่ายๆ
รูปภาพ : "ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2 มีนาคม 2477
แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ
ที่มา : พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7: ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง http://somsakwork.blogspot.com/2010/03/7_03.html


Is this country ready to have some sort of representative Government ?
(ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบมีผู้แทน ?)
"My personally opinion is an emphatic No."
"ตามความเห็นส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่”
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, 23 July 1926
พระราชกระแสรับสั่งถามพระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษากฎหมายอเมริกัน

ที่มา : “Problems of Siam”, “King Prajadhipok Memorandum to Dr.Sayre”(23 July 1926) อ้างใน “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” นิตยสารฟ้าเดียวกัน หน้า ๑๐๘-๑๐๙ อ้างถึงใน http://www.netiwit.com/index.php?lite=article&qid=41968178
"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2 มีนาคม 2477
แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ
ที่มา : พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7: ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง http://somsakwork.blogspot.com/2010/03/7_03.html
Is this country ready to have some sort of representative Government ?
(ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบมีผู้แทน ?)
"My personally opinion is an emphatic No."
"ตามความเห็นส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่า ไม่
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, 23 July 1926
พระราชกระแสตอบคำถามพระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษากฎหมายอเมริกัน
ที่มา : “Problems of Siam”, “King Prajadhipok Memorandum to Dr.Sayre”(23 July 1926) อ้างใน “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” นิตยสารฟ้าเดียวกัน หน้า ๑๐๘-๑๐๙ อ้างถึงใน http://www.netiwit.com/index.php?lite=article&qid=41968178
.............



ถาม: อ.ครับอ.มองอนาคตสถาบันพระมหากษัตริย์หลังรัชกาลปัจจุบันยังไงบ้างครับ

ส.ศิวรักษ์: อนาคตขึ้นอยู่กับปัจจุบัน ถ้าสภาพในปัจจุบันนั้น สถาบันฯเอื้ออำนวยความสุขของราษฎรมากเท่าไร สถาบันพระมหากษัตริย์โปร่งใสมากเท่าไร ตรวจสอบได้มากเท่าไร มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้มากเท่าไร สถาบันนี้ก็จะสืบต่อไป อย่างรัชกาลต่อๆไป อย่างมั่นคงถาวร แต่ถ้าเผื่อสถาบันฯในปัจจุบันนี้ ไม่โปร่งใส เปิดให้มีอภิสิทธิ์ต่างๆ ให้มีการจับผู้คน โดยอ้างมาตรา112 เหล่านี้จะทำให้สถาบันฯสั่นคลอน อย่าง กรณีของประเทศเยอรมันนั้น พระเจ้าไกรเซอร์ที่2 เป็นใหญ่ ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มากมาย จับคนมากมาย สถาบันกษัตริย์ของเยอรมันก็ปลาศนาการไป ดูจากอดีตแล้ว ให้มาดูปัจจุบัน ผมอยากจะเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ดำรงคงอยู่ได้ต่อไป ชั่วกาลนาน แต่จะดำรงคงอยู่ได้ก็ต้องประกอบไปด้วยธรรมะ ประกอบไปด้วยความยุติธรรม ประกอบไปด้วยผู้ที่ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ต้องทรงไว้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ทรงไว้ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของประเทศชาติ ไม่ใช่มีอภิสิทธิ์ต่างๆ


...........