ที่มา speedhorse
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 3, 2012
ไต่สวนการตาย ‘ชาญณรงค์’ ช่างภาพเนชั่น-โพสต์ทูเดย์-TPBS ยันกระสุนมาจากฝั่งทหาร
ที่มา ประชาไท
Tue, 2012-07-03 02:57
2 ก.ค.55 ห้องพิจารณาคดี 707 ศาลอาญา รัชดา มีการไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิต นายชาญณรงค์ พลศรีลา ผู้ร่วมชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถูกยิงและเสียชีวิตบริเวณหน้าปั้มเชลล์ ถนนราชปรารภ เมื่อบ่ายวันที่ 15 พ.ค.53 โดยมีผู้สื่อข่าวที่อยู่ในที่เกิดเหตุเข้าเบิกความจำนวน 3 ปาก จากเครือเนชั่น, ไทยพีบีเอส และโพสต์ทูเดย์ รวมทั้งประชาชนผู้อยู่ในเหตุการณ์อีก 1 ปาก
ทั้งนี้ การไต่สวนดังกล่าวจะมีขึ้นอีกในวันที่ 9, 16, 23, 30 ก.ค.55
ช่างภาพเนชั่นชี้ ติดป้าย PRESS ชัด
นายไชยวัฒน์ พุ่มพวง (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เดชภพ) ช่างภาพอาวุโสของสำนักข่าวเนชั่น เดินทางมายังศาลโดยใช้ไม้เท้า เบิกความว่า ตนได้รับมอบหมายให้ไปถ่ายภาพในพื้นที่ในช่วงบ่ายของวันที่ 15 พ.ค.53 บริเวณถนนราชปรารภ ซึ่งมีลวดหนามของทหารเขียนว่า “แนวกระสุนจริง” ขณะที่ผู้ชุมนุมพยายามตั้งบังเกอร์ห่างออกไป ช่วงที่มีการยิงทหารเริ่มเดินรุกคืบบนถนนทั้งสองฝั่ง แต่ตนไม่เห็นทหารบนสะพานลอย มีเสียงปืนดังมาจากแนวทหาร ผู้ชุมนุมไม่มีการตอบโต้ด้วยอาวุธ แต่มีการยิงพลุข่มขู่ ซึ่งไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ตนใส่ปลอกแขนที่มีคำว่า PRESS ชัดเจน แต่ก็ยังโดนยิงเข้าที่โคนขาขวา โดยเชื่อว่ากระสุนมาจากฝั่งทหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเดชภพยืนยันว่าไม่มีการประกาศเตือนล่วงหน้าจากทางเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ขณะที่นายณัฐพงษ์ พรหมเพชร ช่างภาพจากสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส เบิกความว่าอยู่ในบริเวณดังกล่าวเช่นเดียวกัน และได้ยินเสียงประกาศเตือนแว่วๆ จากทางเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้ามาเพราะเป็นเขตกระสุนจริง ประมาณ 1-2 ครั้ง ส่วนนายพงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ ช่างภาพจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ระบุว่า ไม่ได้ยินการประกาศเตือนจากเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
ช่างภาพไทยพีบีเอส ระบุทหารเตือนก่อน ได้ยินเสียงปืนลูกโม่ตอบโต้
นายณัฐพงษ์ ช่างภาพไทยพีบีเอส เล่าเหตุการณ์ว่าในช่วงบ่ายโมงกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เริ่มขยับจากที่รวมตัวอยู่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง มาประมาณ 100 เมตรแล้วพยายามนำยางรถยนต์มาวาง ขณะที่ทหารน่าจะอยู่ห่างออกไปบริเวณซอยรางน้ำ อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นอาวุธกลุ่มผู้ชุมนุมแต่เห็นมีการนำฝากระโปรงหน้าของรถทหารที่ยึดมา ได้เอามาทำเป็นเกราะกำบัง จากนั้นไม่นานได้ยินเสียงปืนจากฝั่งทหาร แต่น่าจะเป็นการยิงขึ้นฟ้าจากไม่กี่นัดก็เริ่มมากขึ้นๆ และผู้คนแตกกระจายหาที่กำบัง จากนั้นผู้ชุมนุมมีการตอบโต้ด้วยพลุตะไลจำนวนประมาณ 3 นัดแต่ตอนนั้นตนเข้าใจว่าเป็น M79 ขณะที่ทหารระดมยิงมาเรื่อยๆ นั้น ก็ได้ยินเสียงปืนลูกโม่เป็นระยะๆ แต่ไม่มากนัก มาจากฝั่งผู้ชุมนุมด้วย ขณะที่นายพงษ์ไทย ช่างภาพโพสต์ทูเดย์ เบิกความว่า ไม่เห็นผู้ชุมนุมมีอาวุธ และไม่เห็นการตอบโต้ด้วยอาวุธจากฝั่งผู้ชุมนุม
ช่างภาพไทยพีบีเอส กล่าวต่อว่า ระหว่างที่มีการยิง เห็นผู้ชุมนุมถูกยิง 2 คน คนหนึ่งกระโดดหนีไปได้ อีกคนทราบภายหลังว่าคือนายชาญรณงค์ ผู้ตายในคดีนี้ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นทหารยิงอย่างชัดเจน แต่ทราบว่าวิถีกระสุนมาจากทางทหาร ระหว่างนั้นเห็นนายเดชภพถูกยิงด้วย แต่เข้าไปช่วยไม่ได้ และทหารเป็นผู้เข้ามาช่วยเดชภพเอง รวมทั้งผู้ชุมนุมหรืออาจเป็นชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บด้วย
ทหารยึดเทป ลบบางภาพก่อนคืน
ช่างภาพไทยพีบีเอส ระบุด้วยว่าทหารได้ยึดเทปบันทึกภาพของเขาไป จากนั้นจึงมีการต่อรองกัน โดยเขาแจ้งทหารว่าในเทปมีภาพทหารกำลังช่วยนายเดชภพด้วย หากได้ออกอากาศน่าจะเป็นผลดี ทหารจึงยอมมอบเทปกลับมาแต่ทหารซึ่งแต่งตัวนอกเครื่องแบบคาดว่าเป็นระดับผู้ บังคับบัญชาได้สั่งให้ลบภาพที่มีการหามคนเจ็บหรือคนตายออกไป 1 ภาพ เมื่อได้เทปคืนมาจึงได้นำภาพที่เหลือไปออกอากาศ จำนวน 2 ครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างเบิกความมีการเปิดฉายเทปบันทึกการรายงานข่าว สถานการณ์ดังกล่าวของสถานีไทยพีบีเอสที่นายณัฐพงศ์เก็บภาพไว้ได้ด้วย โดยเห็นผู้ชุมนุมมีการจุดตะไล และมีการระดมยิงเข้ามาบริเวณบังเกอร์ใกล้ปั๊มเชลล์ กระทั่งมีการหามนายเดชภพ ช่างภาพเนชั่นซึ่งถูกยิงที่โคนขาออกมาจากจุดเกิดเหตุโดยทหารและมีการปฐม พยาบาลเบื้องต้น ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้ซักถามถึงภาพที่ทหารระดมยิงใส่กองยางและมีผู้ชุมนุมได้รับบาด เจ็บว่ามีการถ่ายไว้ด้วยใช่หรือไม่ นายณัฐพงศ์ ระบุว่า มีการถ่ายไว้ แต่ไม่แน่ใจว่ามีการนำไปออกอากาศหรือไม่ เพราะตนมีหน้าที่เพียงส่งภาพทั้งหมดเข้าไปยังสำนักงานเท่านั้น
โพสต์ทูเดย์ยัน ไม่เห็นการตอบโต้จากผู้ชุมนุม กระสุนมาจากทหารทั้งบน ล่าง
นายพงษ์ไทย ช่างภาพหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เบิกความว่า การตั้งบังเกอร์บริเวณปั๊มเชลล์ดังกล่าวกระทำโดยกลุ่มมวลชนราว 20-30 คน ไม่มีแกนนำเป็นระบบ แต่ยังไม่ทันได้ตั้งเป็นรูปเป็นร่างก็ได้ยินเสียงปืน 2-3 นัด ซึ่งตนยังจับไม่ได้ว่ามาจากทางไหน จากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนอีกหลายนัด และเริ่มประเมินได้ว่ามาจากฝั่งทหาร แต่ยังไม่เห็นวิถีตก ตนจึงเข้าไปหลบที่ฝั่งตรงข้ามปั๊มเชลล์ เห็นผู้ชุมนุมหมอบอยู่หลังกองยางประมาณ 10 คน จากนั้นกระสุนชุดที่สามก็มา คราวนี้มาอย่างต่อเนื่องและเห็นวิถีกระสุนชัดว่ามาจากทางทหาร มาทั้งข้างล่างข้างบน ตกที่ถนน ข้ามกองยางไป และเห็นว่าโดนคนหลังกองยางด้วยเพราะเห็นเลือด แต่ไม่รู้ว่าโดนกี่คน ส่วนนายเดชภพซึ่งหลบอยู่ใกล้ๆ ก็โดนยิงด้วยในช่วงนี้ และมีการตะโกนบอกว่าถูกยิง เขาจึงชะโงกหน้าไปดู จากนั้นวางกล้องจะไปช่วย จังหวัดที่ชะโงกคลานไปครึ่งตัว เหมือนมีแรงลมผ่านใกล้หัวมากจึงต้องหลบเข้าที่เดิม และบอกให้นายเดชภพนั่งนิ่งๆ เพราะกลัวโดนยิงซ้ำหากขยับ ทั้งคู่นั่งอยู่นานประมาณ 20 นาทีจึงเห็นทหารกระชับพื้นที่เข้ามาเรื่อยๆ มีอาวุธปืนคาดว่าเป็น M16 ค่อย ๆ ย่องเข้ามาในลักษณะกระชับปืนคอยเล็งตลอด กระทั่งพบผู้สื่อข่าวและมีการช่วยเหลือออกไปจากพื้นที่
ประชาชนในภาพข่าวเพิ่งกล้าเป็นพยาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกเหนือจากช่างภาพที่อยู่ในเหตุการณ์ แล้วยังมีประชาชนที่หลบอยู่หลังบังเกอร์อีกคนหนึ่งเข้าเบิกความ คือ นายสรศักดิ์ ดิษปรีชา อาชีพรับจ้างขับรถให้ชาวต่างชาติ โดยเขาอยู่ร่วมเหตุการณ์และปรากฏในภาพข่าวหลายภาพ โดยร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ยังไม่เริ่มตั้งกองยาง กระทั่งหลบหนีจากดงกระสุนมาได้รวมทั้งเห็นนายชาญณรงค์ถูกยิงที่ท้อง เขาระบุด้วยว่า ภายหลังเหตุการณ์ได้รับทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ แต่ไม่กล้าออกมาเป็นพยาน เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยในชีวิต กระทั่งพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจึงกล้าออกมาเป็นพยาน และมีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ทหารข้อหาพยายามฆ่าไว้แล้วด้วย
สรศักดิ์ ระบุว่า ผู้ชุมนุมด่านหน้าที่นำยางไปตั้งเป็นบังเกอร์พยายามเขยิบเข้าใกล้ทหาร เรื่อยๆ เพราะต้องการถนนราชปรารภคืน เพื่อให้ประชาชนจำนวนมากที่รออยู่ที่สามเหลี่ยมดินแดงเดินทางเข้าสู่ราช ประสงค์เพื่อร่วมชุมนุมกับ นปช.ได้ โดยการตั้งบังเกอร์รอบแรก ห่างจากแนวทหารประมาณ 300 เมตรและยังไม่โดนยิง บรรยากาศยังคงเป็นไปอย่างเฮฮา แต่เมื่อเขยิบไปถึงหน้าปั้มเชลล์ ซึ่งห่างจากจุดแรกประมาณ 100 เมตร ก็เห็นทหารยืนประจำการอยู่เต็มสะพานลอยไกลๆ จากนั้นเมื่อลงมือวางกองยางเพียงไม่ถึง 5 นาทีก็ถูกระดมยิง โดยไม่ได้ยินการแจ้งเตือนใดๆ การยิงชุดแรกนั้นไม่เห็นว่ากระสุนลงที่ไหน แต่ยิงชุดที่สองกระสุนมาจากมุมสูงลงหลังกองยาง ตกกระทบพื้นถนน
สรศักดิ์ ระบุว่า ระหว่างที่เขาหลบขดตัวหลังกองยาง ขณะนั้นนายชาญณรงค์หมอบอยู่ห่างจากกองยางออกไป และพยายามคลานเข้ามาใกล้พร้อมบอกว่า “ผมโดนแล้วๆ” และเปิดเสื้อให้ดู เห็นเลือดทะลักออกมาจากบาดแผลจำนวนมาก จากนั้นเขาพยายามวิ่งเข้าปั้มซึ่งมีช่องที่ไม่มีกองยางกำบังอยู่ช่วงหนึ่ง ท่ามกลางกระสุนที่ยังมาไม่ขาด เมื่อเข้าไปได้ก็มีคนตะโกนบอกว่าอย่าไปอยู่ปั๊มเพราะลูกปืนจะโดนหัวจ่าย ระเบิด เขาจึงวิ่งอ้อมมาหลบข้างรถเก๋งที่จอดอยู่ข้างปั๊ม ก่อนพยายามหลบออกมาจากพื้นที่ดังกล่าวเพื่อกลับไปหามอเตอร์ไซด์ที่จอดอยู่ ไม่ไกล
สรศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมไม่มีใครมีอาวุธ ยกเว้นนายชาญณรงค์ที่มีหนังสติ๊ก อย่างไรก็ตาม หลังจากทหารเริ่มยิง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งนำตะไลออกมาเตรียมจุด แต่เขาได้เตือนว่าอย่าจุดเพราะจะยิ่งเป็นการยั่วยุ พร้อมยืนยันว่าเด็กหนุ่มไม่มีการจุดตะไลหลังกองยาง
ช่างภาพเนชั่น อุทธรณ์ 'ธงทอง' พิจารณาค่าชดเชยใหม่
ภายหลังเบิกความ นายเดชภพ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังคงทำงานอยู่ที่เนชั่นเช่นเดิม และทางบริษัทได้ออกค่ารักษาพยาบาลให้อย่างเต็มที่นับล้านบาท เพราะมีการผ่าตัดหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อครม.มีมติให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ตนถูกจัดสรรไปอยู่ในส่วนของผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งจะได้เงินเยียวยาราว 1.1 ล้าน ซึ่งตนได้เข้ายื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อนายธงทอง จันทรางศุ ผู้ดูแลเรื่องการเยียวยาแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนโดยระบุว่าหลักเกณฑ์ในการจำแนก หยาบเกินไป เพราะจนถึงปัจจุบันตนยังเดินไม่สะดวก ทำงานไม่ได้ดังเดิม เพราะขาข้างที่โดนยิงสั้นลงประมาณ 2 นิ้ว ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันตลอดและยังไม่หายเป็นปกติ จึงไม่น่าจะเข้าข่ายบาดเจ็บสาหัส แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ถึงกับทุพพลภาพซึ่งจะได้รับเงินเยียวยาราว 4 กว่าล้านบาท เรียกว่าอยู่ระหว่างกึ่งกลาง ซึ่งนายธงทองได้รับเรื่องไว้และรับปากจะดำเนินการพิจารณาให้ภายในสัปดาห์ หน้า
ปูอยู่ยาว 8 ปี
ที่มา thaifreenews
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME1USXhPREE0T0E9PQ==§ionid=
การส่งสัญญาณถอยของรัฐบาล
ทั้งเรื่องนาซ่าที่ครม.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่อนุมัติให้ใช้อู่ตะเภา
แล้วส่งเรื่องให้อภิปรายกันในสภาแทน
ทั้งเรื่องพ.ร.บ.ปรองดองที่มีแนวโน้มว่าอาจมีการถอนทั้ง 4 ร่าง
เปิดทางให้มีการทำสานเสวนา ทำความเข้าใจกับประชาชนเสียก่อน
ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลวิเคราะห์แล้วว่าไม่จำเป็นต้องเสี่ยงแลกหมัดขบวนการจ้องล้มรัฐบาล
ทางที่ดีที่สุดปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจเอาเองว่า
ใครคือคนก่อปัญหา!?
เพราะตอนนี้ฝ่ายตรงข้าม ก็เปิดเผยตัวตนออกมาชัดเจนแล้ว
ไม่ต้องเป็นอีแอบ เล่นเกมใต้ดินกันแบบสมัยก่อน
โดยเฉพาะบางพรรค ก็เปลือยตัวตนล่อนจ้อน
มีจุดประสงค์จะล้มรัฐบาลนี้ให้ได้ โดยไม่เลือกวิธีเสียด้วย
ทำให้สภาปั่นป่วน ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เผื่อฟลุก จะได้ตั้งรัฐบาลใหม่ในค่ายทหารกันอีกรอบ!?
องค์กรอิสระต่างๆ ก็ต่อต้านรัฐบาลชัดเจนขึ้น
ยกตัวอย่างกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีมติ
ว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่งตั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรมช.เกษตรฯ
ขัดต่อจริยธรรม เพราะเป็นจำเลยคดีก่อการร้าย
แต่กรณีรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมต.ต่างประเทศ
ไม่ขัดต่อจริยธรรม ทั้งที่มีคดีก่อการร้ายเหมือนกัน
ยืนอยู่ข้างไหน มีอคติกับใคร
ประชาชนที่รับรู้ข่าวสารก็ตัดสินใจได้เอง
ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามเปิดหน้าสู้แบบนี้ แล้ว
มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลต้องไปแลกให้เปลืองตัว
อะไรถอยได้ก็ถอย
ทำแค่เรื่องหลักๆ
เดินหน้าบริหารราชการ สกัดกั้นการทุจริต ดูแลเรื่องปากท้องของประชาชนให้กินดีอยู่ดี ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมซ้ำอีกในปีนี้
ที่สำคัญคนที่อยู่แดนไกลถ้าเลือกที่จะไม่รีบร้อนกลับบ้าน
ไม่ทำอะไรที่กดดันน้องสาว
รับรองได้เลยว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ยาวถึง 8 ปีแน่นอน
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME1USXhPREE0T0E9PQ==§ionid=
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/07/55 หลุมนี้..ไม่มีการพราง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

สิ่งสามานย์ เคยระยำ ทำให้เห็น
ใช้กลเกม อัปรีย์ ที่เคยเป็น
ด้วยกากเดน อมนุษย์ สุดเลวทราม....
แล้วเรียงหน้า เร่งรุด จุดกระแส
อุบาทว์แท้ แค่ไหน ไม่ต้องถาม
ล้วนแต่พวก ชั่วช้า น่าประนาม
พยายาม จะโค่นล้ม จมรัฐบาล....
หวังจ้องยุบ พรรคเพื่อไทย ให้ดับดิ้น
ด้วยเล่ห์ลิ้น และมารยา มาหักหาญ
ก็แก๊งค์เดิม พวกอุบาทว์ ทาสเผด็จการ
เติมร้าวราน เลอะเลือน เหมือนเช่นเคย....
มันรวมหัว โผล่หน้า ออกมาซัด
สารพัด สัตว์สงวน ชวนกันเผย
สว.ลาก องค์กรอิสระ น่ะใช่เลย
เดินหน้าเย้ย รวมพลัง หวังทำลาย....
มันมิใช่ หลุมพราง อย่างเคยคิด
แต่เหยียบมิด ถามโถม ให้จมหาย
หากพวกเรา ย่อท้อ รอวันตาย
ฉากสุดท้าย ไม่เหลือแน่ แพ้ยับเยิน....
๓ บลา / ๓ ก.ค.๕๕
แชร์พรึบ!ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกเสี่ยงชีวิตป้องรูปประมุข โอละพ่อเจ้าของร้านกรอบรูปงกเสียดายของ
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กรกรฎาคม 2555
เว็บเพจ รวมพลังคนไทยต่อต้านขบวนการหมิ่นสถาบัน นำเสนอภาพข่าวข้างต้นว่า เมื่อวันที่ 1
ก.ค.55ที่ผ่านมา เกิดแก๊สระเบิดขึ้นที่ "จันทบุรี" ไฟเผาวอดวายหลายคูหา
แต่ในช่วงที่เพลิงกำลังลุกลามอย่างหนัก มีลุงแก่ๆ คนหนึ่ง
"วิ่งฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่" วิ่งเข้าไปหยิบ
พระบรมฉายาลักษณ์ที่กำลังจะถูกเพลิงเผาไหม้
โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะเป็นอันตรายหรือถูกเศษไหม้หล่นทับ...!!! เรื่องดีๆ
แบบนี้ยังไม่มีใครแชร์ออกไป เราช่วยกันแชร์นะครับ...
ล่าสุดมีการกดแชร์แล้วมากกว่า 8000 ครั้ง และมีผู้กดไลค์มากกว่า 2575 ครั้งในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมามีผู้อ้างว่าเป็นผู้อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุราว 500
เมตร
บอกว่าลุงคนเก็บพระฉายาลักษณ์ในหลวงนั้นเป็นเจ้าของร้านกรอบรูปได้เข้าไป
เก็บกรอบรูปที่เป็นทรัพย์สินของลุง( ดูลิ้งค์ฺ
http://www.facebook.com/anti.plea/posts/231446470308668?comment_id=738588&offset=0&total_comments=22 )
เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม รายงานข่าวและภาพว่า ตรวจสอบพบว่ามีร้านค้าจำนวน 5 คูหาได้รับความเสียหาย ประกอบด้วยร้านลูกชิ้นปลาเฮียเปียก ร้านคาราโอเกะวันทอง ร้านขายกรอบรูป ร้านเย็บผ้า และอู่ซ่อมรถ โดยข้าวของภายในร้านทั้ง 5 คูหา ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดไม่สามารถนำออกมาได้
Accidental hero-ภาพจากเว็ปผู้จัดการชี้ให้เห็นว่าลุงเจ้าของ ร้านกรอบรูปเข้าไปเก็บทรัพย์สินภายในร้าน นอกจากกรอบรูปในหลวงแล้วก็มีกรอบรูปพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระปิยะมหาราชด้วย ดังในภาพ แต่กลุ่มคลั่งเจ้านำไปขยายผลว่าลุงคนนี้ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องพระฉายา ลักษณ์ เป็นพฤติกรรมที่ต้องเชิดชูยกย่องในความรักในหลวงรักสถาบันฯ
เกาหลีเหนือยกย่องเด็กหญิง “จมน้ำตาย” ขณะพยายามปกป้องรูปถ่าย “ผู้นำคิม”
| |||
รัฐบาลเปียงยางมอบรางวัลเยาวชนผู้ทรงเกียรติ คิม จอง อิล (Kim Jong-Il Youth Honour Award) เพื่อยกย่องวีรกรรมความกล้าหาญของ ด.ญ.ฮัน ฮยอน-กยอง และโรงเรียนที่เธอเคยศึกษาอยู่จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ตามนามของเด็กหญิงด้วย หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน รายงานเมื่อวานนี้ (26)
ผู้ปกครอง, ครู และบุคคลอื่นๆ อีก 4 คน รวมถึงผู้นำสหพันธ์เยาวชนที่ฮันเป็นสมาชิกอยู่ก็ได้รับรางวัลด้วยเช่นกัน
ฮัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะพยายามนำรูปถ่ายของอดีตผู้นำคิม อิล ซุง และคิม จอง อิล ออกมาจากบ้านที่ถูกน้ำท่วมในมณฑลซินฮุง จังหวัดฮัมคยองใต้
รายงานระบุว่า ขณะที่ร่างของเธอถูกกระแสน้ำพัดจนจมมิดศีรษะ เธอยังอุตส่าห์ชูรูปของผู้นำทั้ง 2 คนซึ่งห่อพลาสติกไว้อย่างมิดชิดให้พ้นน้ำ
โรดองเขียนชื่นชมระบบการปลูกฝังเลี้ยงดู “ซึ่งบ่มเพาะเยาวชนได้เช่นนี้”
ตระกูลคิมซึ่งปกครองเกาหลีเหนือมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเมื่อปี 1948 ถือเป็นสถาบันสูงสุดที่ชาวเกาหลีเหนือต้องยกย่องบูชาประหนึ่งเทพเจ้า ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีรายงานข่าวในทำนองว่าชาวบ้านยอมเสี่ยงตาย หรือสละชีวิตเพื่อปกป้องรูปของผู้นำเกาหลีเหนือมาแล้วหลายกรณี
เมื่อปี 2007 สำนักข่าวเกาหลีเหนือเผยเรื่องราวของชาวนาที่สูญเสียทั้งลูกและเมียในภัย พิบัติดินถล่ม แต่ตัวเขากลับปกป้องรูปถ่ายสองอดีตผู้นำไว้ได้ ส่วนอีกกรณีเป็นหนุ่มโรงงานที่ยอมสละชีวิตลูกสาววัย 5 ขวบ เพื่อรักษารูปถ่ายท่านผู้นำไว้
รูปถ่ายของอดีตประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ผู้สถาปนาชาติเกาหลีเหนือ และคิม จอง อิล บุตรชายของเขาสามารถพบเห็นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย, สำนักงาน หรือสถานที่สาธารณะ โดยรูปถ่ายเหล่านี้จะต้องแขวนไว้กึ่งกลางผนังในฐานะ “ไอดอล” ของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยห้ามมีเครื่องตบแต่งหรือรูปภาพอื่นๆมาเทียบเคียงเด็ดขาด
คิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรมด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อำนาจปกครองสูงสุดตกแก่บุตรชายคนเล็ก คิม จอง อึน
1ปียิ่งลักษณ์ชนะฟ้าถล่มกับคำสัญญาที่เลือนหาย
ที่มา Thai E-News
พรรคเพื่อไทยและ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 หรือขวบปีที่แล้วแบบฟ้าถล่ม บนคำสัญญาและความคาดหวังจากผู้ออกเสียงล้นเปี่ยม
ดังทีั่รู้1ปี ผ่านไปคำสัญญานั้นยังไม่กลายเป็นจริง เข้าตำรา"ปกครองได้แต่บริหารไม่ได้" พรบ.ปรองดองถูกตีโต้จนถอยร่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี50ถูกตีกลับว่าจะล้มล้างรธน.จนถูกข่มขู่จะนำไปสู่การ รัฐประหารด้วยตุลาการอีกหน
คำสัญญาที่ว่าจะ นำผู้กระทำผิดบงการ และสังหารหมู่เหตุการณ์ชุมนุมเดือนเมษา-พฤษภา2553มาลงโทษเลือนหาย ขณะที่ผู้ออกเสียงสนับสนุนให้ยิ่งลักษณ์พากันติดตามเร่งรัด ล่่าสุดธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานนปช.เรียกร้องมาจากกรุงเฮก ระหว่างไปยื่นเรื่องต่อICCให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลงนามในกติกาสัญญาโรม เพื่อจะได้เอาคนผิดไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้
ไม่มีคำตอบใดๆจากยิ่งลักษณ์
ไทยอีนิวส์จัดทำ โพลล์เรื่องครบรอบ 1 ปีเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง 3กรกฎาคม 2554 มีท่านผู้อ่านที่โหวตในประเด็น"รัฐบาลต้องกล้าหาญและตอบสนองความต้องการของ ประชาชนมากกว่าในรอบปีที่ผ่านมา"มากกว่า68% อีก10%ที่บอกว่าผิดหวังหากมีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่านี้ก็คงดี เพียงราว20%ที่บอกว่าจะปกป้องรัฐบาลนี้(โดยปราศจากเงื่อนไข)
ก่อน หน้านี้มีผู้นำสารคดี Thailand - Justice Under Fire (ประเทศไทย-ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน)ออกเผยแพร่อีกครั้่งทางYoutube(ดู ที่http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=sdffMC1UEUQ อัพโหลดโดย minitau1)โดยในคราวนี้ได้ปรับปรุงซับภาษาไทยให้มีความคมชัดอ่านง่ายยิ่งกว่าเวอร์ชั่นเดิม
ความ น่าสนใจของสารคดีชุดนี้ที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์BBCที่ออกเผยแพร่ครั้งแรกใน เดือนสิงหาคม2554 ก็คือว่า แม้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งในเวลานั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า หากพบหลักฐานทหารสังหารประชาชน พวกเขาก็ต้องติดคุก โดยผู้พิพากษาจะตัดสินคดีเหล่านี้ ซึ่งBBCกล่าวว่า หากยิ่งลักษณ์ทำตามที่พูดได้จริงๆมันจะเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ ของไทยเลยทีเดียว
แต่BBCตั้ง ข้อสงสัยว่าจะเป็นจริงไปได้เพียงไหน เพราะประวัีติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ ไม่เคยมีการดำเนิืนคดีต่อกองทัพหรือผู้มีอำนาจสั่งการเลย ไม่ว่าจะในตอนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือพฤษภาทมิฬ 2535 สุดท้ายก็มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมยกเว้นความผิดให้ และเกิดการฆ่าซ้ำขึ้นมาใหม่
ใน คราวเหตุการณ์ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 จากการทำข่าวสารคดีของBBCก็พบว่า มีความพยายามจะปกปิดความผิดให้กองทัพหรือผู้มีอำนาจสั่งการ อย่างคดีสังหารผู้สื่อข่าวช่างภาพชาวอิตาลี คือนายฟาบิโิอ โพเลนกี้นั้น ทางสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งกับพี่สาวของผู้ตาย คืออิซา โพเลงกี โดยอ้างว่าำ ไม่มีทหารในที่เกิดเหตุขณะที่มีการยิงฟาบิโอในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เลยซักคน
ทาง BBC ได้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเ้ทศที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น 3 คน คนแรกคือ BRAD COX ยืนยันว่า DSI โกหกทั้งเพ ขอยืนยันว่ามีกองทหารอยู่ตรงนั้น อย่างน้่อยที่สุดก็ 1 ชั่วโมงก่อนเข้าสลายการชุมนุม
มิ เชล มาส นักข่าววิทยุเนเธอร์แลนด์ ที่ถูกยิงบาดเจ็บเวลาเดียวกับฟาบิโอ ก็ยืนยันว่า การยิงมาจากทิศทางกองทัพ พวกเราหลบอยู่ กระสุนมาจากทิศทางทหารตั้งอยู่
ขณะ ที่ผู้สื่อข่าวช่างภาพญี่ปุ่นอีกรายที่เห็นฟาบิโอถูกยิงล้มลงและเข้าไปลาก ตัวออกจากที่เกิดเหตุก็ยืนยันว่าทหารยิงใส่แน่ เพราะเขาเห็นกับตา
่
BBCรายงาน ว่า แกนนำเสื้อแดงได้แนะนำให้BBCสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ใน DSI สองคน ให้สัมภาษณ์โดยไม่เปิดเผยชื่อ และใบหน้า แต่บันทึกเทปสัมภาษณ์ไว้(ดูในคลิปYoutubeนาทีที่ 33)
เจ้า หน้าที่ 2 คนนี้ยืนยันว่า่ "เราเชื่อว่าการเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้่น เกิดขึ้นโดยการยิงของทหาร แต่หลังจากที่เรามีข้อสรุปในคดีก่อนว่า ประชาชนถูกสังหารโดยกองทัพ คดีต่อมาที่มีข้อสรุปแบบเดียวกันก็ถูกขัดขวาง DSIถูกสั่งให้ปกปิดเรื่องกองทัพสังหารประชาชน เราถูกสั่งให้พูดว่า ในตอนนี้ยังไม่ทราบตัวผู้กระทำ แม้เราเชื่อว่า การเสีียชีวิตนั้นเกิดขึ้่นโดยการยิงของทหาร"
่เช่น เดียวกับคดีการตายของผู้สื่อข่าวช่างภาพญี่ปุ่น คือนายฮิโรยูกิ มูรามูโต้ ซึ่งถูกสังหารในวันที่ 10 เมษายน 2553 ตอนแรก DSI สรุปว่า เขาถูกฆ่าโดยทหาร ซึ่งตรงกับการสอบสวนของรอยเตอร์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของเขา แต่แล้วในเวลาต่อมาDSIได้เปลี่ยนแปลงรายงานว่า เขาอาจถูกฆ่าโดยฝา่ยเสื้อแดง
"มีนโย บายให้กล่าวโทษคนเสื้อแดงในทุกกรณีเท่าที่จะเป็นไปได้ ยังมีความพยายามจะออกคำสั่งว่า หากไม่พบผู้กระทำผิดให้โยนข้อกล่าวหาำไปให้ฝา่ยเสื้อแดง อธิบดี DSI เป็นผู้ออกคำสั่งนั้น"
"มี คำสั่งว่า หากไม่สามารถหาบุคคลที่เหนี่ยวไกปืนได้ เราจะต้องสันนิษฐานว่า ฝ่ายเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเป็นคนทำ" แต่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆกับ BBC
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.กล่าวปฏิเสธกับBBC เรื่องผู้นำทหารไปพบอธิบดี DSI และสั่งว่า"อย่าเข้ามายุ่ง ต้องให้ทหารไม่มีความผิด" และปฏิเสธกรณี 6ศพวัดปทุมฯ ว่าอาจถูกยิงมาจากข้างนอกแล้วแบกเข้ามาในวัด
แต่ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศชาวแคนาดา มาร์ค แมคคินนอน (Mark MacKinnon) ที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวยืนยันว่า หลังสลายชุมนุม คนจำนวนมากหลบเข้าไปในวัด มีทหารตามมายิง และมีคนจุดบั้งไฟขึ้น จากนั้นทหารก็ยิงมาใส่อย่างถล่มทลายแบบไม่หยุดยั้ง โดยทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าเหนือวัดปทุมฯ ทั้งที่ผู้ตายมีเครื่องหมายพยาบาล และอยู่ในวัดพุทธศาสนา เป็นเขตอภัยทาน ในกลางกรุงเทพฯ
"วัฒนธรรม การปกปิดความผิดและการโยนความรับผิดแบบไทย หากนายกฯยิ่งลักษณ์จะเอาผู้่กระทำผิดลงโทษได้ตามที่ให้เธอให้สัมภาษณ์เรา ก็จะกลายเป็นกรณีแรกของประวัติศาสตร์ประเทศนี้..ว่าแต่มันจะเป็นไปได้แค่ ไหน" ผู้สื่อข่าวBBCระบุ
Monday, July 2, 2012
ประมวลภาพ นายกฯในงาน100 ปีการบินบุพการีทหารอากาศ
ที่มา Voice TV

สมยศ พฤกษาเกษมสุข: วิกฤติตุลาการกับความบัดซบของนักการเมือง
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-07-01 22:17
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของกลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยสมเจตน์ บุญถนอม
นายสมชาย แสวงการ
ส.ว.สรรหาจากกรณีรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นการลบล้างระบอบการปกครอง
ประชาธิปไตย พร้อมกับออกคำสั่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน
ชะลอการพิจารณาลงมติร่างรัฐธรรมนูญ
แก้ไขเพิ่มเติมในวาระ 3 ที่จะมีขึ้นวันที่ 5มิถุนายน 2555 เอาไว้ก่อนจนกว่า
จะมีคำวินิจฉัยออกมา
ศาลรัฐธรรมนูญออกแถลงการณ์ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไว้ว่า
ผู้ทราบการกระทำว่า
มีบุคคลหรือพรรคการเมืองกระทำการเพื่อลบล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอัน
มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิ์เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด
และเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเพื่อดำเนินการวินิจฉัยสั่งการให้เลิกกระทำ
การดังกล่าว
ทางฝ่ายพรรคเพื่อไทย
ซึ่งเป็นผู้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาตอบโต้โดยเห็นว่า
ศาลรัฐธรรมนูญกำลังก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ
ออกคำสั่งโดยปราศจากกฎหมายรองรับ รัฐสภาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
ปรากฏการณ์ตุลาการภิวัตน์
ซึ่งกำลังกลายเป็นตุลาการวิบัติในครั้งนี้เป็นเพียงหนังม้วนเก่า
คนแสดงหน้าเดิม นำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนคนดูเอือมระอาในพฤติกรรมอัปยศอดสูของตุลาการเมืองไทย
ประการแรก เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ
ชินวัตร ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540ล้มล้างการปกครองประชาธิปไตย
เป็นการกระทำแบบโจรกบฏที่ชัดเจนที่สุด
แต่บรรดาตุลาการผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย ไม่ทราบว่าไปมุดรูอยู่ตรงไหน ณ
เวลานั้น จึงไม่ได้ออกมาทำหน้าที่ออกคำสั่งให้หยุดกระทำการดังกล่าว
ในทางตรงกันข้ามหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลับมีตุลาการบางคนยอมรับคำ
สั่งแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
เป็นประจักษ์พยานของความต่ำทรามในวงการตุลาการไทยเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่สอง การใช้ข้ออ้างว่าเป็นการกระทำหน้าที่พลเมืองที่จะปกป้องรัฐ
ธรรมนูญ ราวกับว่าพวกเขาห่วงใยต่อชาติบ้านเมืองเป็นล้นพ้น
กลัวจะเป็นการพลิกฟ้า พลิกแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงการปกครอง
จะให้เป็นอำนาจอัยการสูงสุดอย่างเดียวไม่ได้
จึงต้องกุลีกุจอออกคำสั่งทันทีทันใด ให้หยุดกระทำการดังกล่าว
ข้ออ้างเช่นนี้เป็นการอ้างอันน่าสมเพศเวทนาเหลือเกิน
เพราะเมื่อคราวที่คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำการล้มล้างรัฐ
ธรรมนูญ 2540 ไม่มีใครหน้าไหนในกลุ่มที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญคราวนี้
และก็ไม่มีตุลาการหน้าไหนออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญ 2540 แต่กลับยินดีปรีดาไป
กับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่คลอดมาจากมดลูกของคณะรัฐประหาร
และยัดเยียดให้กับสังคมไทยในเดือนสิงหาคม 2550
จึงเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย
นอกจากเป็นเพราะพวกเขาได้ประโยชน์แห่งความเป็นอำมาตย์ในนามของตุลาการที่มี
อำนาจชี้เป็นชี้ตายในชะตากรรมการเมืองไทย
พวกเขาทั้งหลายถึงกับยอมสูญเสียต้นทุนทางสังคมในฐานะผู้ที่ต้องวางตัวเป็น
กลาง และผดุงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ชนในสังคมอันมากล้นด้วย
เกียรติยศ และผลประโยชน์ส่วนตน
พวกเขาอ้าปากก็เห็นไส้เป็นขด ๆ
ของการแสดงตนออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 จนเกินความงาม
ความพอดีในอำนาจตุลาการ
เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ไปให้ฝ่ายตุลาการซึ่งไม่ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับภาค
ประชาชนมีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสภาจำนวนกึ่งหนึ่ง (มาตรา 113)
และยังเป็นผู้แต่งตั้งองค์กรอิสระ (มาตรา 229, 243, 246ฯลฯ
)ไว้คอยกำกับควบคุมฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ
โครงสร้างเช่นนี้เป็นการดึงอำนาจฝ่ายตุลาการให้มาก้าวก่ายการเมือง –
การปกครอง
จนสูญเสียหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตยไปหมดสิ้น
ทั้งๆ ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
จะต้องเปิดกว้างให้มีสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นกันเต็มที่
ซึ่งอาจจะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับระบอบการปกครองแบบเดิม
หรืออาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปได้
เพราะความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดในสังคมเช่นนี้
คือพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าของสังคมไทย
การที่พรรคการเมืองเสียงข้างน้อยออกมาล็อคสเป็คกันล่วงหน้าด้วยการห้าม
ไม่ให้มีการแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์
โดยที่พรรคการเมืองเสียงข้างมากคล้อยตามการล็อคสเป็คของเสียงข้างน้อยกัน
อย่างง่ายดาย
นี่เป็นความบัดซบของสภาผู้แทนราษฎรที่มีแต่นักการเมืองขลาดเขลา
และสิ้นไร้ไม้ตอก เพราะในระบอบประชาธิปไตย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพกันอย่างเต็มที่ในการแสดง
ความคิดเห็นในทุกเรื่อง ทุกประเด็น โดยปราศจากข้อจำกัดใด ๆ มาปิดกั้น
สังคมประเทืองปัญญาย่อมยินดีที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง
มีความกระตือรือร้นต่อการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์
มีการโต้แย้งวิวาทะ หลากหลายความคิด อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจร่วมกัน
และนำมาสู่ความปรองดองในสังคมได้ในที่สุด
มีแต่สังคมมืดบอดทางปัญญาแบบไทยเราที่มีข้อกำหนดห้ามแก้ไข ห้ามแตะต้อง
ห้ามทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ห้ามทำโน้น ห้ามทำนี่
สังคมแบบนี้ต้องการให้ประชาชนโง่เขลาว่านอนสอนง่าย
เชื่อฟังและคล้อยตามระบอบการปกครองของพวกเขา
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนจำพวกต้มตุ๋น กะล่อน
และจอมโจรสารพัดความชั่วที่เกาะกินอยู่ในโครงสร้างการเมืองสาระยำอยู่ในทุก
วันนี้


















