WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 5, 2012

4th of July คนไทยในUSปลอดเปลี่ยวหวนหาวันชาติ



บ้านเอ็งนี้ บ่มีดอก ไอ้วันชาติ
มีแต่วัน ให้เป็นทาส กันถ้วนหน้า
วันกราบโค กราบควาย วันไหว้หมา
วันแบกหาม เทวดา ธิปไตย

Credit:  Khun konsankao
โดย RED USA
กลุ่มคนไทยในท้องที่มณฑลลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา ที่เรียกตัวเองว่า “Heart for Homeland” ซึ่งเคยร่วมกันจัดผ้าป่ามหากุศลช่วยบ้านเกิดในคราวเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเงินราว ๔ หมื่นดอลลาร์ ได้นัดพบปะสังสรรค์ และฉลองวันชาติสหรัฐ (The 4th of July) ในเมืองมอนเทอเรย์พาร์ค เมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

ด้วยความรู้สึกละล้าละลังผสมกันระหว่าง ปริ่มเปรม และปลอดเปลี่ยว

ปริ่มเปรม ต่อความอลังการในการฉลองวันชาติของชาวอเมริกัน  แม้นว่าสหรัฐจะเป็นประเทศค่อนข้างใหม่ ประกาศเอกราชมาไม่ถึง ๓๐๐ ปี 

ถึงจะเป็นดินแดนที่มีความเจริญอย่างกว้างขวางมหาศาลกว่าแห่งใดในโลก แต่ถ้าประชาชนที่พื้นฐานถิ่นเกิดมาจากโลกเก่าหลากหลายแหล่งเหมือนดั่งพร้อมใจมาลงเบ้าหลอมเดียวกัน มิได้มีจิตวิญญานอันแน่วแน่ร่วมกันในวิถีชีวิตตามปรัชญา ของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน แล้วละก็ การฉลองวันชาติคงจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่เป็นมา และกำลังเป็นไป

ปลอดเปลี่ยว ด้วยความที่ผู้มาร่วมฉลองล้วนหวนหาถิ่นกำเนิดประเทศไทยของตน ซึ่งอ้างอิงกันมาว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า ๗๐๐ ปี (แท้จริงอาจเพียง ๑๕๐ กว่าปีดังที่นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ให้ความเห็นว่าประเทศสยามเริ่มมีฐานะเป็นรัฐชาติในทางสากลหลังจากการทำสัญญาบาวริ่งกับอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงหนึ่งในรัฐศักดินา หรือ Feudal states ที่มีอยู่หลายแห่งในภูมิภาค อาทิ รัฐล้านนา รัฐจำปา รัฐทาวารวดี และรัฐปาตานี ซึ่งต่างเคยอยู่ภายใต้อิทธิพล หรือการปกครองของอาณาจักรพุกาม อาณาจักรศรีวิชัย และอาณาจักรขแมร์) แต่หาได้มีวันชาติอันเป็นศูนย์รวมจิตวิญญานของประชาชนเฉกเช่นสหรัฐไม่

เดิมนั้นวันชาติของไทยถูกกำหนดเป็นครั้งแรกหลังการอภิวัฒน์การปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ประชาธิปไตยโดยคณะราษฎร ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ หากแต่พลังแห่งการช่วงชิงอำนาจกลับคืนโดยฝ่ายกษัตริย์ ด้วยการสนับสนุนของผู้เผด็จการทางทหาร คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และนักการเมืองค่ายราชาธิปไตย เช่นนายควง อภัยวงศ์ และ ม.ร.ว. เสนีย์-ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้นมา จอมพลสฤษดิ์ได้สั่งยกเลิกวันชาติที่ ๒๔ มิถุนายน ซึ่งให้ความปริ่มเปรม และภาคภูมิใจแก่ประชาชนไปเสีย
จากนั้นได้มีการเชิดชูวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมโอรสาธิราช พระสยามราชกุมารี และวันสวรรคตของอดีตกษัตริย์รัชกาลต่างๆ ขึ้นมาเฉลิมฉลองแทน 

โดยกำหนดให้เป็นสัญญลักษณ์แห่งการนอบน้อมถ่อมตน และกรอบความคิดของประชาชนที่ยับยั้งความทะเยอทะยานไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แทนการเริงร่าประกาศจิตวิญญานการเป็นเจ้าของแผ่นดินดังเช่นคนอเมริกัน หรือประชาชนในประเทศที่ได้ประกาศเอกราชปลดแอกจากอาณานิคม

ดูไปแล้วประเทศที่ได้ประกาศเอกราชจากการอยู่ภายใต้ ใครมาเป็นจ้าวเข้าครอง กลับทำให้ประชาชนมีความผูกพันกับแผ่นดินของตนมากกว่าประเทศที่ไม่เคยถูก เข้าครอง แต่ประชาชนไม่เคยมีฐานะเป็นเจ้าของแผ่นดินอันเรียกว่ารัฐชาตินั้นเลย

ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น เป็นปัญหาทางจิตสำนึก และอารมณ์ทางอุดมการณ์ เมื่อในขณะที่สภาพความเป็นจริงแล้วประชาชน (โดยทั่วไปที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า รากหญ้า) มิได้ถูกจัดวางไว้ให้เป็นองคาพยพทางการปกครองแห่งความเป็น ของ-เพื่อ-โดย ในรัฐชาติ ดังนิยามของระบอบประชาธิปไตยที่อ้างกันมาเป็นเวลา ๘๐ ปี ด้วยการจำกัดความหมายให้แคบลงโดยวลีที่ว่า อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นั่นคือตีความเกินควรกันว่าองค์ ประมุข ทรงอธิปไตยเหนือกว่า ประชา ทุกวิถีทาง อันขัดแย้งกับหลักการที่วางไว้ และยอมรับกันมาตลอดค่อนศตวรรษ ว่ารัฐธรรมนูญโดยสัญญาประชาคมคือองค์อธิปไตยสูงสุดเหนือทุกๆ อณูในรัฐชาติ

ความเศร้าสลดจากการที่อดมีวันชาติอย่างอเมริกันมิได้เกิดจากการที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่อย่างใด หากแต่การตีความให้พระมหากษัตริย์ทรงอธิปไตยเหนืออื่นใดนั่นสิกลายเป็นช่องทางให้เกิดการเลือกที่รักมักที่ชังในสังคม จนถึงขั้นแตกร้าวเป็นสองฝ่าย 

โดยฝ่ายที่อยู่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และ เคียงข้างยุคลบาท ถึงจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่ว่ามีกำลังอำนาจมากกว่า สามารถปรักปรำให้อีกฝ่ายกลายเป็น ขบวนการล้มเจ้า และ ผู้ไม่จงรักภักดี ที่ถูกข้อหาอาญาว่าประพฤติตนขัดต่อความมั่นคงแห่งรัฐไปได้

การนัดพบปะของกลุ่มคนไทยรักบ้านเกิดครั้งนี้ จึงมีนัยยะเป็นอุทธาหรณ์ได้ว่า ความเป็นปึกแผ่นแห่งรัฐชาติขึ้นอยู่กับจิตวิญญานอันผูกพันต่อแผ่นดินของประชาชน มากกว่าการมีศูนย์รวมอันศักดิ์สิทธิ์ใดๆ 

ยิ่งเมื่อดูตัวอย่างที่เกิดในกลุ่มประเทศอาหรับด้วยแล้วจะเห็นว่า การดำรงสถานะสูงส่งของผู้ปกครองไว้ให้มั่นคงไม่สามารถกระทำได้ด้วยการกดขี่ กำจัด และกวาดล้างส่วนที่เป็น เสี้ยนหนาม อีกต่อไป

เพราะเสี้ยนหนามเหล่านั้นแท้จริงคือประชาชนในสิ่งแวดล้อมโลกาภิวัตรที่รู้มากขึ้นเสียจนไม่มีใครที่จะยอมให้กดขี่ กำจัด และกวาดล้างอีกแล้ว
 ***************


ภาพกลุ่มคนไทยในท้องที่มณฑลลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา ที่เรียกตัวเองว่า
 “Heart for Homeland” ซึ่ง เคยร่วมกันจัดผ้าป่ามหากุศลช่วยบ้านเกิดในคราวเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเงินราว ๔ หมื่นดอลลาร์ ได้นัดพบปะสังสรรค์ และฉลองวันชาติสหรัฐ (The 4th of July) ในเมืองมอนเทอเรย์พาร์ค เมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

ไทอาหมชมปูลุยน้ำท่วมฉุนนายกฯอินเดียแค่บินตรวจ

ที่มา Thai E-News






ที่มา คมชัดลึก

ไทอาหมอัสสัมชม'ปู'ลุยช่วยน้ำท่วม

ชาวไทอาหมรัฐอัสสัมฉุนนายกฯอินเดียบินตรวจน้ำท่วมไม่ลงเยี่ยมชาวบ้าน เปรียบเทียบ"ยิ่งลักษณ์" ชมลุยช่วยคราวน้ำท่วมปี54 

4ก.ค.2555 ตามที่เกิดฝนตกหนักติดต่อกันนานกว่า 1 สัปดาห์ ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ทำให้แม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีน้ำล้นและทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน รวมถึงแม่น้ำสายเล็กอีกหลายสาย ก็มีน้ำเอ่อล้น จนเข้าท่วมพื้นที่อยู่อาศัยรวมถึงเกิดดินถล่มอย่างรุนแรง ทำให้ชาวอินเดียเสียชีวิต 62 ราย และกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนราว 2 ล้านคน  ซึ่งในจำนวนนั้นมีชาวไทอาหมที่อพยพจากมณฑลกว้างสีจ้วงก่อนสมัยสุโขทัยไป อาศัยเป็นจำนวนมากอยู่รวมอยู่ด้วย


ขณะ เดียวมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการช่วยเหลือของรัฐบาลอินเดียผ่านทาง สังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะทางเฟซบุ๊คว่าไม่ให้ช่วยเหลืออย่าง เต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีอินเดียเดินทางไปดูสถานการณ์ทาง เครื่องบินแต่ไม่ได้ลงดูในพื้นที่จริง โดยได้นำรูปภาพมาเปรียบเทียบกับการช่วยเหลือของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในคราวน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา เนื่องจากในสังคมออนไลน์ได้มีชาวไทอาหมได้ติดตามการเคลื่อนไหวของประเทศ ไทยอยู่เสมอ

เว็บเพจ Asomiya Got - অসমীয়া গোট

**********
ข่าวคมชัดลึกตอนน้ำท่วมใหญ่ปีกลาย 



กองทัพสับ'ปู'สอบตกแก้น้ำท่วม

กองทัพสับ "ยิ่งลักษณ์" สอบตกแก้น้ำท่วม แจงยิบ 12 ข้อ ไร้ภาวะผู้นำ สั่งใครไม่ได้-การเมืองครอบ "บ้านเลขที่ 111" เขย่า "ปู" ซ้ำ จี้ปลดก่อนพรรคพัง ดัน "เฉลิม-ประชา" คั่วนายกฯ ขัดตาทัพ (ลิ้งค์รายละะเอียดข่าว)

เว็บดราม่า:สื่อมวลชนไทยแม่งเหี้ยจริงๆ

ที่มา Thai E-News





image
:???:  อันนี้ไม่ดราม่าแต่ขอบ่นหน่อย เรื่องมันมีอยู่ว่าใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคงพอจะได้ยินข่าวที่สื่อแขนงต่างๆ

ไม่ ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์โหมประโคมกันมาตั้งแต่เช้าข่าวนี้กันมาบ้าง มันเป็นข่าวที่ เกี่ยวกับบัณฑิตสาวเกียรตินิยมอันดับสองจากจุฬาที่ฆ่าตัวตายโดยการแขวน คอ และสื่อทุกแขนงต่างระบุว่าเธอฆ่าตัวตายเพราะเครียดที่ทำศัลยกรรมตกแต่ง แล้วออกมาไม่สวย!!

ราย ละเอียดของข่าวระบุว่าญาติไปพบผู้ตายเสียชีวิตโดยการแขวนคอในบ้านพัก ขณะนี้กำลังส่งศพไปชันสูตร แต่นักข่าวไปสอบถามญาติแล้วได้ความว่าก่อนหน้า นี้ผู้ตายเคยไปทำศัลยกรรมมาก่อน แต่ผลออกมาไม่สวยเหมือนที่คาดไว้ นักข่าวก็เลยจับเนื้อข่าวและความเห็นนี้มายำรวมกันและสรุปว่า “
:shock:  บัณฑิตสาวเกียรตินิยม ฆ่าตัวตายเพราะเครียดที่ทำศัลยกรรมไม่สวย” แม่งเลย
:cool:  ถูกต้องแล้วครับพ่อแม่พี่น้องครับ ภาพที่ทุกท่านได้เห็นมาจนถึงบัดนี้คือกระแสตอบรับจากสังคม
ที่สื่อมวลชนไทยต้องการและคาดหวังจากการนำเสนอข่าวสาวจุฬา สื่อมวลชนไทยนำเสนอข่าวนี้มาเพื่ออะไร?
เพื่อเยียวยาครอบครัวผู้ตาย? เพื่อตีแผ่และหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง? เปล่าเลยครับ
:o  แค่ พวกมึงอ้าปากมาก็เห็นลิ้นไก่แล้วว่าพวกมึงเพียงต้องการให้คนที่อ่านข่าวนี้ รู้สึกสมเพชเวทนาและก่นด่าผู้ตาย เหมือนที่เราได้เห็นกันไปเมื่อตะกี้เผื่อ ผลทางการตลาดเท่านั้น พ่อแม่พี่น้องรู้มั้ยครับว่าสื่อที่ดีมันควรจะนำเสนอข่าวยังไง

เวลา มีคนตายขึ้นมาคนนึง ตำรวจเขาก็จะนำร่างของผู้เสียชีวิตไปให้แพทย์ในพื้นที่ชันสูตรพลิกศพ และลง รายละเอียดการตายเบื้องต้นในเอกสารและใบมรณะบัตร ในเคสนี้สาเหตุการตายที่จะระบุในใบมรณะบัตร น่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย หรือถ้าเป็นเคสที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดและรอการตรวจสอบเพิ่มเติม ก็จะระบุ เอาไว้ว่าตายโดยไม่ทราบสาเหตุ รอจนกว่าจะรู้ผลชันสูตรพลิกศพที่ชัดเจน แล้วสื่อมวลชนของประเทศไทยที่ชอบ พร่ำเพ้อละเมอถึงจริยธรรม จรรยาบรรณของวิชาชีพอื่นๆในสังคม
:razz:  พวก มึงมีสิทธิอันใดที่ไปวินิจฉัยให้ผู้ตายเสร็จสรรพว่าเขาตายเพราะสาเหตุ โง่ๆ ทั้งๆที่ผลการตรวจสอบยังไม่ชัดเจนเลย แต่ยังดีที่มีคนไม่หลงด่าผู้ตาย ตามที่สื่อชักนำ และเถียงแทนผู้ตายว่าพวกมึงจะรีบด่าเขาไปทำไม ทำไมพวกมึงถึงไม่อ่านที่สื่อ มันนำเสนอให้ดีๆวะ จะได้เข้าใจว่าสาเหตุการตายที่แท้จริงมันยังไม่แน่ชัด ไม่มีหลักฐานใดๆยืน ยันได้เลยว่าเธอคนนี้ฆ่าตัวตายเพราะศัลยกรรมแล้วออกมาไม่สวยจริงๆ 

บางทีเธออาจะฆ่าตัวตายเพราะปัญหาอื่นๆรุมเร้าก็ได้ แต่ไม่ว่าเธอจะฆ่าตัวตายเพราะเหตุผลใด
:???:  พวกมึงก็ควรจะให้เกียรติเขาในฐานะมนุษย์ซะบ้าง คิดว่าการที่พวกมึงรุมด่าผู้ตายฉอดๆนี่จะทำให้ญาติพี่น้องของเธอเป็นสุขรึไงวะ!?

:mrgreen:  สำหรับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้แอดมินพูดได้คำเดียวว่า
สื่อมวลชนไทยแม่งเหี้ยจริงๆ!!


*อ่านรายละเอียดที่เว็บดราม่า: สื่อมวลชนแม่งเหี้ยจริงๆ!!

...........................
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ข่าวจากมติชนออนไลน์

พี่สาวยันนิสิตจุฬาฯไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังทำศัลยกรรม ครอบครัวต้องการความเป็นส่้วนตัีว

เมื่อ เวลา 16.00 น. วันที่ 4 กรกฎาคม  ที่วัดสาครสุ่นประชาสรรค์ ศาลา5   จัดพิธีรดน้ำศพ นางสาวเบญญาภา  เสนาจันทร์ หรือน้องเชอร์รี่  อายุ 22 ปี  บัณฑิตเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับrujปริญญาตรี ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง  ผูกคอตายภายในบ้านพักซอยนาคนิวาส 24 เขตลาดพร้าว เมื่อวานที่ผ่านมา (3 ก.ค.) โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีแขกผู้ร่วมงานเฉพาะแค่กลุ่มญาติพี่น้องและเพื่อนๆเท่านั้น  ภายในงานไม่อนุญาตสื่อมวลชนเข้าไปถ่ายรูปให้อยู่ด้านนอกศาลา

ด้าน พี่สาวของผู้ตาย เปิดเผยว่า ยืนยันว่าน้องสาวไม่ได้ทำศัลยกรรมตามที่เป็นข่าว แต่จะไม่แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากทางครอบครัวไม่พร้อมและไม่ไว้ใจสื่อมวลชน เพราะเสนอข่าวเบี่ยงเบนความเป็นจริง

ส่วนบิดา มารดา และเพื่อนๆ ของผู้ตาย ไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

ก่อน หน้านี้ เมื่อเวลา 13.30 น.  ที่สถาบันนิติเวชวิทยา  โรงพยาบาลตำรวจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัว  น.ส.เบญญาภา เสนาจันทร์  ว่าที่บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผูกคอตัวเองเสียชีวิตที่บ้านพักย่านลาดพร้าว  เดินทางมารับศพ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติทำพิธีขอเจ้าที่เจ้าทางและไหว้พระนาคปรก ประจำ สถาบันนิติเวชฯเพื่อขอเบิกทาง ก่อนนำศพออกไปบำเพ็ญกุศล   มารดาผู้ตายถึงกับร้องไห้กอดญาติเมื่อเห็นศพ
 ญาติ ไม่พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตของน.ส.เบญญาภา   อย่างไรก็ตาม ญาติรายหนึ่งของน.ส.เบญญาภา  บอกว่าจะนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดสาครสุ่นประชาสรรค์   ซ.สตรีวิทยา 2   และฌาปณกิจศพในวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม  
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรับศพครั้งนี้ มีเพียงญาติสนิทของน.ส.เบญญาภา มาเท่านั้น  ไม่พบเพื่อนนิสิต จุฬาฯ มาด้วย

4กรกฎาเทพีเสรีภาพหลับไหลให้ชะตาโจ กอร์ด้อน

ที่มา Thai E-News

 





ในโอกาสครบรอบ วันชาติอเมริกา ประกาศอิสรภาพ 236 ปี ที่"เทพีเสรีภาพยืนหลับไหล" มองไม่ถึงที่เมืองไทย ปล่อยให้ “โจ-กอร์ดอน” ผู้ถูกดำเนินคดีกล่าวหาแปลหนังสือ “King never smile” ข้อหาหมิ่นสถาบัน ศาลลงโทษ 2 ปี 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา เขาคือพลเมืองอเมริกา

กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า

ผม เขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รัฐบาลไทยใช้กฎหมายนี้กับนักกิจกรรม ปัญญาชน นักข่าว นักเขียน และนักการเมือง โดยคุมขังคนเหล่านี้ในเรือนจำนานนับทศวรรษในหลายกรณีแล้ว

ผมไม่ สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย

ผม อยากเรียกร้องให้อเมริกันชนทั้งมวลลุกขึ้นเถิดเพื่อสนับสนุนการปกป้องต่อ เกียรติภูมิของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติให้เสรีภาพในการแสดงออก เป็นข้อบทที่สำคัญยิ่ง ทว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ รัฐบาลอเมริกันควรต้องพิทักษ์ปกป้องและประณามที่ไทยใช้กฎหมายอันมิชอบนี้ เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้พ้นไปจากการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันเช่นผมที่โดนกระทำอยู่ในเวลานี้ และเพรียกหาอิสรภาพ ประเทศไทยต้องปล่อยผมจากคุกตั้งแต่บัดนี้

ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรท่านประธานาธิบดี และอเมริกา

ด้วยความเคารพยิ่ง

โจ กอร์ด้อน

เรือนจำกรุงเทพฯ ประเทศไทย
 — กับ Ei Wang และ 13 อื่นๆ
รูปภาพ : ในโอกาสครบรอบวันชาติอเมริกา ประกาศอิสรภาพ 236 ปี ที่"เทพีเสรีภาพยืนหลับไหล" มองไม่ถึงที่เมืองไทย ปล่อยให้ “โจ-กอร์ดอน” ผู้แปลหนังสือ “King never smile” ข้อหาหมิ่นสถาบัน ศาลลงโทษ 2 ปี 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา เขาคือพลเมืองอเมริกา

กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า

ผมเขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รัฐบาลไทยใช้กฎหมายนี้กับนักกิจกรรม ปัญญาชน นักข่าว นักเขียน และนักการเมือง โดยคุมขังคนเหล่านี้ในเรือนจำนานนับทศวรรษในหลายกรณีแล้ว

ผมไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย

ผมอยากเรียกร้องให้อเมริกันชนทั้งมวลลุกขึ้นเถิดเพื่อสนับสนุนการปกป้องต่อเกียรติภูมิของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติให้เสรีภาพในการแสดงออกเป็นข้อบทที่สำคัญยิ่ง ทว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ รัฐบาลอเมริกันควรต้องพิทักษ์ปกป้องและประณามที่ไทยใช้กฎหมายอันมิชอบนี้เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้พ้นไปจากการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันเช่นผมที่โดนกระทำอยู่ในเวลานี้ และเพรียกหาอิสรภาพ ประเทศไทยต้องปล่อยผมจากคุกตั้งแต่บัดนี้

ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรท่านประธานาธิบดี และอเมริกา

ด้วยความเคารพยิ่ง

โจ กอร์ด้อน

เรือนจำกรุงเทพฯ ประเทศไทย

แจกใบแดงไล่ออก ตลก.รธน.

ที่มา Thai E-News






ที่มา:facebook

Wednesday, July 4, 2012

ครั้งแรกในโลกศาลไทยรับไต่สวน เพียงเพราะ ''เดาเอาเอง''

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 4 กรกฎาคม 2555
 
วันนี้ (4 กรกฎาคม 2555) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับนายโภคิน พลกุล อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด และอดีตประธานรัฐสภา กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าสู่กระบวนการไต่สวนแก้รัฐธรรมนูญ ม.291 ตามที่มีผู้ร้องว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองหรือไม่
 
นายโภคิน กล่าวว่า ข้อกล่าวหาของผู้ร้องที่ระบุเป็นการแก้ไขทั้งฉบับนั้นไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมารัฐสภาแก้ไขเพียง 2 มาตรา คือมาตรา 136 และ 291 เพื่อเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้มีสภาร่างรัฐ ธรรมนูญเท่านั้น ที่สำคัญไม่มีลักษณะเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง เพราะตามร่างแก้ไขในมาตรา 291 ระบุชัดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐจะกระทำไม่ได้ รวมทั้งขณะนี้กระบวนการส.ส.ร.ก็ยังไม่ได้เริ่มขึ้น ดังนั้นจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง 
    
พร้อมยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน โดยมั่นใจว่าเมื่อศาลได้รับฟังคำชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วจะเข้าใจ  เพราะการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรเคลือบแคลง และเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่นำไปสู่ความแตกแยก 
 
4 กรกฎาคม 2555 เวลา 19:00 น.

ปอกเปลือกข่าว 4 7 2012

ที่มา speedhorse



ตอบโจทย์ ปรองดอง ในมุมมองของนพ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช 2 7 2012

ที่มา speedhorse



‘จาตุรนต์’ ทวีต: ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ไม่เป็นธรรม

ที่มา ประชาไท

 

ผมมีประเด็นที่หวังว่าจะพูดเพียงสั้นๆ แต่เป็นประเด็นที่น่าจะสำคัญอยู่พอสมควร
คือ ผมเห็นว่าไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณีมาตรา 68 ออกมาทางใด ก็ไม่มีความเป็นธรรมจากศาลรัฐธรรมนูญ  เพราะศาลรัฐธรรมนูญกำลังขัดรัฐธรรมนูญเสียเองอย่างต่อเนื่อง
การที่ศาลรัฐธรรมนูญทำผิดรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่รับคำร้องโดยตรงก็ดี  สั่งประธานสภาฯให้ชะลอการลงมติก็ดี ล้วนเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญยังสั่งให้ ส.ส. ส.ว.ชี้แจงตามที่พลตรีจำลองกับพวกร้องเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ขัดรัฐธรรมนูญอีก
การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องเป็น อิสระ ส่วนการแสดงความคิดเห็น ออกเสียงลงมติ ลงคะแนนมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง
ผู้ใดจะนำไปฟ้องร้องในทางใดๆ ไม่ได้ เว้นแต่เป็นการหมิ่นประมาทบุคคลภายนอกถ่ายทอดผ่านสื่อ การไปถือว่าส.ส. ส.ว.เป็นผู้ถูกร้องก็ผิดอีก
ที่สำคัญกว่านั้นในวันที่ 5-6 กรกฎาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรงต่อไป ด้วยการพิจารณาตรวจสอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจ
ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเพียงการตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ไม่มีอำนาจตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญ การร่างรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา 
ศาลรัฐธรรมนูญจึงกำลังกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดหลักประชาธิปไตย หลักการแบ่งแยกอำนาจ และขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ไม่ควรที่ใครจะเคารพนับถือ
ดังนั้นไม่ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร แม้แต่จะวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ขัดมาตรา 68 ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังขัดรัฐธรรมนูญอยู่ดีที่ก้าวก่ายอำนาจรัฐสภา
ไม่ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร ผลเลวร้ายที่จะตามมาก็คือ ต่อไปนี้ศาลรัฐธรรมนูญอยากจะตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขั้นตอนใดก็ได้ จะสั่งให้หยุดเสียเมื่อไรก็ได้
เท่ากับว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เอาอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญไปเป็นของตนแล้ว ทำลายความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง
จึงต้องย้ำว่า ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ไม่เป็นธรรม จะหวังความเป็นธรรมจากศาลรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ ผู้รักประชาธิปไตยไม่อาจยอมรับการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญได้
ที่ผมแสดงความเห็นมานี้ ไม่ได้กดดันศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดเลย เพราะผมไม่ได้บอกว่าต้องวินิจฉัยอย่างนี้ หรืออย่าวินิจฉัยอย่างนั้น มิฉะนั้นจะอย่างโน้น
แต่ผมกำลังบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำผิดทั้งกระบวนการ และการวิจารณ์ของผมก็ไม่ได้หวังต่อผลการวินิจฉัยของศาลในทางใดทางหนึ่ง
แต่ก็อยากให้สังคมไทยช่วยกันเตือนสติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหลายให้ หยุดการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงนี้เสีย ถึงแม้จะหวังผลได้น้อยมากเต็มทีก็ตาม
คงต้องขอฝากประชาชนผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมและห่วงใยบ้านเมืองช่วยกันติดตามเรื่องนี้  และช่วยกันคิดรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยครับ
ข้อสรุปวันนี้ การปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนจะเกิดผลที่เป็นธรรมไม่ได้เป็นอันขาดครับ

ไต่สวนการตาย ‘ยิงรถตู้’ 53 ทหารจากลพบุรียันไม่ได้ยิง-ไม่มีแจกกระสุนจริง-ไม่รู้ใครยิง

ที่มา ประชาไท

 

3 ก.ค.55 ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา รัชดา มีการไต่สวนการเสียชีวิตของนาย พัน คำกอง คนขับแท็กซี่ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณถนนราชปรารภ ใกล้แอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งเป็นจุดประจำการของทหาร เมื่อวันที่ 15 พ.ค.53 โดยมีทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 31 รักษาพระองค์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งประจำการบริเวณดังกล่าวขึ้นเบิกความ 4 นาย

คลิปข่าวเนชั่นทีวีรายงานจากที่เกิดเหตุ ระบุชัดทหารยิงสกัดรถตู้

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในวันดังกล่าวมีการรายงานโดยสื่อหลายสำนัก โดยเนชั่นทีวี ผู้สื่อข่าวภาคสนามได้รายงานว่ามีรถตู้สีขาววิ่งเข้ามาในบริเวณดังกล่าว ทหารจึงมีการแจ้งเตือน แต่รถตู้ยังขับต่อทำให้ทหารต้องยิงสกัด หลังเหตุการณ์พบว่าคนขับรถตู้ได้รับบาดเจ็บ และมีเด็กชายวัย 14 ปีถูกลูกหลงเสียชีวิต (ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือ อิซา) รวมทั้งนายพัน คำพอง คนขับแท็กซี่ที่ไปอยู่ในบริเวณดังกล่าวและเป็นผู้ตายในคดีนี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิตแจ้งว่า นายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ที่ได้รับบาดเจ็บได้มาเบิกความไปแล้ว โดยระบุว่า มีอาชีพขับรถตู้รับจ้างรับส่งชาวต่างชาติ วันเกิดเหตุพยายามหาทางกลับบ้านและต้องผ่านเส้นทางดังกล่าวซึ่งไม่ได้มีด่าน หรือการแจ้งว่าปิดถนน เมื่อถึงที่เกิดเหตุไม่ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ประกาศจึงขับต่อไปจนกระทั่ง ถูกยิง ส่วนนายพัน คำกอง ทราบว่าเป็นคนขับแท็กซี่ ช่วงเกิดเหตุกลับบ้านไม่ได้เพราะไม่มีรถ จึงเข้าไปพักอยู่ในสำนักงานของคอนโดที่ยังสร้างไม่เสร็จใกล้กับจุดที่เกิด เหตุ

ผู้บังคับกองพันจากลพบุรี ยัน M79 ลงก่อนช่วงค่ำ -ได้รับรายงานแต่ไม่ได้ลงมาดูที่เกิดเหตุ  
พ.ท.วรการ ฮุ่นตระกูล ผู้บังคับกองพันที่ 31 ทหารปืนใหญ่ รักษาพระองค์  ( ผบ.ป.พัน.31 รอ.) เบิกความว่า ผู้บังคับกองพันประจำการอยู่บนแอร์พอร์ตลิงก์ ชั้น 3 โดยหน่วยของตนย้ายจากทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 14 พ.ค.มาประจำการบริเวณนี้ในช่วงเย็น ตั้งแต่หัวค่ำก็มีเสียงระเบิดทยอยเกิดขึ้นทางฝั่งซ้ายของตึก ห่างไปไม่เกิน 500 เมตร คาดว่าเป็น M79 กระทั่งมาตกที่ถนนราชปรารภและบนหลังคาสะพานลอยซึ่งมีทหารประจำการอยู่ จึงสั่งให้มีการถอนกำลัง เมื่อเงียบไปพักหนึ่งจึงให้กลับไปประจำการใหม่  กระทั่งเวลาประมาณ 24.00 น.มีการวิทยุแจ้งว่ามีรถตู้วิ่งเข้ามา มีการประกาศเตือนให้หยุดรถ ไม่นานก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น แต่ไม่ทราบทิศทาง ดังต่อเนื่องหลายนัดประมาณ 1 นาที  ตนไม่ได้ออกมาดูเหตุการณ์ แต่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานว่ามีรถตู้วิ่งออกมาจากซอยวัฒนวงศ์ (ราชปรารภ 8) มุ่งหน้าหาแอร์พอร์ตลิงก์  ไม่มีการรายงานว่ามีการระดมยิง แต่ภายหลังเหตุการณ์สงบพบในรถมีผ้าพันคอและเสื้อสีแดง เขียนข้อความ “แดงทั้งแผ่นดิน” และมีมีดดาบยาวประมาณ 2 ฟุต ไม่มีอาวุธอย่างอื่น หลังจากนั้นพักใหญ่ก็ได้รับรายงานจากหน่วยพยาบาลอีกว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นคนขับรถตู้ และเด็กอีก 1 คน จึงให้ติดต่อประสานรถพยาบาลในพื้นที่ จากนั้นก็มีการแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บอีกรายที่บริเวณคอนโด Ideao ซึ่งกำลังก่อสร้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ได้ตนไม่ได้ลงไปดูที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
ยันไม่มีการใช้ – ไม่มีการแจกกระสุนจริงให้กำลังพล
เมื่อถามถึงการวางกำลังและการใช้อาวุธของทหารที่ประจำการบริเวณดังกล่าว พ.ท.วรการ ตอบว่า หน่วยของตนเป็นกองร้อยรักษาความสงบ อาวุธหลักคือ โล่และกระบอง ซึ่งมีประจำกายทหารทั้ง 150 คน ส่วนปืนลูกซองนั้นมีประมาณ 30 กระบอก ปืน M16 มีประมาณ 20 กระบอก ในวันเกิดเหตุได้แจกกระสุนแบงก์หรือกระสุนซ้อมรบสำหรับปืน M16 กับ กระสุนยางสำหรับปืนลูกซอง ให้เจ้าหน้านำไปด้วยโดยไม่ได้บรรจุไว้ในปืน กระสุนดังกล่าวไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และยืนยันว่าไม่มีการแจกกระสุนจริงให้ผู้ใต้บังคับบัญชา นอกจากนี้จากการสอบถามผู้ใต้บังคับบัญชาก็ไม่มีคนไหนใช้อาวุธยับยั้งไม่ให้ รถตู้เข้ามา ส่วนที่มีการเขียนป้ายในบริเวณใกล้เคียงว่า “พื้นที่กระสุนจริง” ก็ไม่ทราบว่าหน่วยไหนเป็นคนเขียน
พ.ท.วรการตอบทนายซักถามว่า ในช่วงดังกล่าวมีการเบิกกระสุนจริงสำหรับปืน M16 มาด้วย 400 นัด ส่วนกระสุนซ้อมรบนั้นจำยอดแน่นอนไม่ได้เพราะใช้ที่เหลือจากการฝึก ส่วนกระสุนจริงสำหรับใช้กับปืนลูกซองจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ ส่วนปืนพกที่ผู้บังคับกองร้อย และผู้บังคับกองพันเป็นผู้ใช้นั้นไม่มีกระสุน  โดยการเบิกจ่ายกระสุนจริงนั้นเบิกที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.) ที่ทำเนียบรัฐบาล มีบัญชีเบิกจ่ายชัดเจนและมีการนำกระสุนที่ไม่ได้ใช้ไปคืนด้วยในช่วงก่อนสิ้น เดือนพ.ค.

มีการเตือนระวัง “ชายชุดดำ” และรถตู้คาร์บอม

พ.ท.วรการ ระบุอีกว่า กำลังพลที่ตนดูแลมีทั้งหมด 500 คน โดยปฏิบัติการ 350 คน ที่เหลือก็มีการหมุนเวียนกัน สำหรับบริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ มี 4 หน่วยจาก 4 กองพันที่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้  ที่หน่วยของตนมีการเคลื่อนกำลังเข้าไปนั้นเพราะผู้บังคับบัญชา คือทาง ศปก.พล.1 รอ.แจ้งว่าแอร์พอร์ตลิงก์ถูกยึดโดยผู้ชุมนุมและอาจถูกเผา ในตอนแรกมีหนึ่งหน่วยซึ่งไม่ทราบหน่วยไหนปฏิบัติหน้าที่อยู่ ดังนั้นอีก 3-4 หน่วยจึงต้องเข้าไปยึดคืน แต่เมื่อไปถึงราว 4 โมงเย็น ก็เห็นมีทหารประจำการอยู่ก่อนแล้วเข้าใจว่าหน่วยที่มาก่อนยึดคืนได้แล้ว  และเห็นมีกองยาง รถน้ำทหารโดนเผาอยู่บริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ระหว่างเคลื่อนกำลังเข้าไปในพื้นที่ได้รับแจ้งให้ระมัดระวังชายชุดดำที่อยู่ บนปืนตึกสูง ซึ่งก็มีการใช้อาวุธปืนยิงลงมาจากตึกสูงด้วย แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีการแจ้งเตือนมาด้วยว่าให้ระวังรถตู้ที่อาจเข้ามาก่อเหตุคา ร์บอม
เมื่อทนายถามว่าทั้ง 4 กองพันมีการประสานกันหรือไม่ พ.ท.วรการ ตอบว่า ประสาน โดยผู้บังคับกองร้อยจะประสานกันเอง ส่วนผู้บังคับกองพันทำหน้าที่รับนโยบายและควบคุมดูแล ในการวางกำลังหน่วยของตนจะประจำฝั่งซ้ายของถนนราชปรารภ ประมาณ 80 นาย ส่วนฝั่งขวาเป็นของ ร.1 พัน 3 ผู้บังคับบัญชาคือ พ.ท.พงศ์กร อาจสัญจร (ขณะนี้ยศ พ.อ.)  ซึ่งหน่วยนี้พักอยู่ที่ไหนไม่ทราบ ขณะนั้นมีการปิดถนน แต่ก็ยังเห็นจักรยานยนต์ จักรยานของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นสัญจรอยู่บ้าง
เมื่อถามว่ามีการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไรในพื้นที่ที่อันตรายมี การโจมตีด้วย M79 พ.ท.วรการ กล่าวว่า สั่งให้หลบหนีเข้าที่กำลังอย่างเดียว ส่วนอาวุธที่แจกก็เป็นเหมือนเครื่องแบบ ส่วนจะใช้หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง หากเจ้าหน้าที่ถูกข่มขู่คุกคาม สามารถใช้กระสุนซ้อมรบยิงป้องกันได้เลยโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

ไม่รู้ใครยิงรถตู้
ไม่มีการจับคนร้าย
เมื่อถามว่ามีการจับคนร้ายที่ยิงรถตู้ได้ไหม พ.ท.วรการตอบว่า ไม่ได้จับใคร เมื่อถามว่า ใครเป็นผู้ยิงรถตู้ทราบหรือไม่ เขาตอบว่า ไม่ทราบ และคืนนั้นก็ไม่ได้มีการประสานหรือประชุมกองอำนวยการใดๆ
เปิดคลิปนักข่าว กลางศาล 10 กว่านาที เสียงกระสุนยิงใส่รถตู้ราว 20 นัด
จากนั้นศาลได้สอบถามว่าจะให้เปิดวีซีดีคลิปวิดีโอของนักข่าวเนชั่นที่ถ่าย เหตุการณ์ในที่เกิดเหตุ [เป็นคลิปเต็มที่ยังไม่ได้ตัดต่อดังที่นำมารายงานข่าว-ประชาไท] และมอบให้พนักงานสอบสวนและเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ดีหรือไม่ ทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน จึงมีการเปิดวีซีดีดังกล่าว ซึ่งยาวประมาณ 10 กว่านาที ถ่ายหลังทหารที่ยืนหลบอยู่ข้างเสาไฟฟ้า ห่างจากรถตู้ประมาณ 50-100 เมตร มีเสียงปืนดังขึ้นเพื่อหยุดรถตู้ติดต่อกันเกือบ 20  นัด จนรถตู้หยุดสนิท และมีทหารเข้าไปดู มีการนำคนเจ็บลงจากรถเพื่อปฐมพยาบาล และมีภาพการลำเลียงคนเจ็บอื่นๆ จากรถพยาบาลทหารขึ้นรถหน่วยกู้ชีพ
จากนั้นทนายได้ซักถาม พ.ท.วรการต่อว่า ในคลิปดังกล่าวมีลูกน้องปรากฏในคลิปไหม เขาตอบว่า มีสองคน คนหนึ่งอยู่ใกล้กับกล้อง อีกคนหนึ่งเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ ส่วนทหารที่เหลือมองไม่ชัดเจน ไม่ใจว่าเป็น ร.1พัน3 หรือไม่  เมื่อถามว่าหากได้รับมอบหมายให้ประจำการในพื้นที่นี้ทหารหน่วยอื่นจะเข้ามา ในพื้นที่ไม่ได้ใช่หรือไม่ พ.ท.วรการตอบว่า เข้ามานอนหรือเข้าห้องน้ำได้ แต่จะมาปฏิบัติการตรงหน่วยที่ได้รับมอบหมายประจำการอยู่ไม่ได้
ผู้บังคับกองร้อยเบิกความเห็นชายชุดดำ ก่อนโดน M79
พยานปากที่สอง ได้แก่ ร.อ.เสริมศักดิ์ คำละมูล ผู้บังคับการกองร้อย ผู้ใต้บังคับบัญชาของ พ.ท.วรการ ซึ่งคุมกำลังพลอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ เบิกความว่า เดินทางจากลพบุรีมาปฏิบัติการที่กรุงเทพ ตั้งแต่ 11 มี.ค.53 – 25 พ.ค.53 โดยหน่วยปืนใหญ่มากัน 2 กองร้อย กองร้อยของตนเคลื่อนย้ายมาจากทำเนียบฯ ในวันที่ 14 พ.ค.เพื่อมาประจำการอยู่บริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ โดยจัดกำลังส่วนหนึ่งริมถนนราชปรารภฝั่งซ้าย หันหน้าไปทางประตูน้ำ แยกเป็นบนสะพานลอยบริเวณซอยราชปรารภ 6 และบริเวณฟุตบาทหน้าร้านอินเดียฟู้ดส์ อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่ถนนมักกะสัน เรียบทางรถไฟ ขณะประจำการยังมีประชาชนสัญจรไปมา รถยนต์ยังผ่านได้อยู่ในช่วงเย็น ไม่ได้มีประกาศห้ามผ่าน จากนั้นได้รับการแจ้งเตือนว่าให้ระวังรถตู้สีขาวที่อาจเข้ามาก่อเหตุ
เวลาประมาณ 17.00-18.00 น. มีประชาชน  ผู้ชุมนุมเข้ามาด่าทอทหารบริเวณซอยราชปรารภ 6 สังเกตเห็นชายแต่งชุดดำอยู่ในนั้นด้วย จากนั้นทั้งหมดก็ออกไปจากพื้นที่ ไม่ถึงนาทีก็มีระเบิดปิงปอง 3 ลูก ตกมาบริเวณใกล้จุดที่ทหารประจำการ แต่ไม่มีอำนาจทำลายล้างจึงไม่มีใครบาดเจ็บ จากนั้นโดนโจมตีด้วยระเบิด M79 โดยมีการยิงเป็นระยะประมาณ 10 นาที แต่กำลังพลไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ไม่ทราบแน่ชัดว่ายิงมาจากทางไหน แต่ระยะไม่น่าจะเกิน 750 เมตร เวลาประมาณ 22.00 น.ก็โดนโจมตีด้วย M79 อีกในลักษณะเดิม มีการยิงหัวน็อต ลูกแก้ว โดยใช้หนังสติ๊กเข้ามาด้วย และได้ยินเสียงปืนสั้นประปราย แต่ไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ

หมอบขณะเสียงปืนดัง ไม่เห็นเหตุการณ์

สำหรับซอยราชปรารภ 8 ซึ่งมีรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างวิ่งเข้าออก ก็ได้นำลวดหนามไปปิดไว้เพื่อป้องกันรถใหญ่ แต่ก็เป็นลวดหนามที่คนสามารถยกออกได้ ประมาณ 23.00 น. ก็มีการจัดกำลังพลไปรักษาการใกล้ซอย 8 จากนั้นเวลาประมาณเที่ยงคืนก็มีรถตู้สีขาว ลักษณะคล้ายกับที่มีการแจ้งเตือนไว้วิ่งออกมาจากซอย 8 จอดที่ปากซอย ตนจึงแจ้งกำลังพลบริเวณนั้นให้ใช้โทรโข่งประกาศให้รถตู้กลับออกไปทางเดิม หรือเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปทางประตูน้ำ จากนั้นประมาณ 10 นาที ก็สั่งให้รถทหารประกาศอีกที ปรากฏว่ารถตู้หักเลี้ยวขวามุ่งมาทางแอร์พอร์ตลิงก์ ได้ยินเสียงประกาศอยู่ด้วยพร้อมๆ กับได้ยินเสียงกระสุนปืนเป็นระยะ ตนและกำลังพลที่อยู่ด้วยกัน 5-6 นาย บริเวณร้านอินเดียฟู้ดส์จึงหมอบลงกับพื้น จากนั้นก็ไม่เห็นเหตุการณ์อีก หมอบประมาณ 1 นาทีจนเสียงปืนสงบลง จากนั้นตนก็สั่งให้กำลังพลไปตรวจการบริเวณประตูน้ำ โดยไม่ได้วิ่งไปดูที่รถตู้แต่อย่างใด
อัยการถามย้ำว่า มีการใช้ปืนยิงสกัดรถตู้ไหม ร.อ.เสริมศักดิ์ตอบว่า ไม่มี  เมื่อถามว่าทหารปฏิบัติการร่วมกันหลายหน่วย มีการใช้สัญลักษณ์ในการจำแนกอย่างไร เขาตอบว่า ไม่ต่างกัน ใช้วิธีจำหน้ากำลังพล
ทนายถามว่า ระหว่างที่เสียงปืนดังขึ้น ดังมาจากสองฟากถนนใช่หรือไม่ ร.อ.เสริมศักดิ์ ระบุว่า เสียงก้องมาก เมื่อถามว่าเมื่อถูกยิงแล้วรถตู้มีอาการอย่างไร เขาตอบว่า ตอนนั้นหมอบบริเวณฟุตบาทจึงไม่เห็นเหตุการณ์ เมื่อถามว่าพอจะทราบไหมว่าเสียงปืนที่ดังขึ้นนั้นเป็นปืนอะไร เขาตอบว่า แยกไม่ออก
จากนั้นมีการเปิดคลิปอีกครั้ง โดยเปิดเฉพาะช่วงต้นที่มีเสียงปืนดัง ทนายถามย้ำอีกว่า ทราบไหมว่าปืนอะไร ร.อ.เสริมศักดิ์ กล่าวว่า บอกไม่ได้ เมื่อถามว่าหลังเกิดเหตุมีการประสานหน่วยข้างเคียงเพื่อสอบถามหรือไม่ว่า เกิดอะไรขึ้น เขาตอบว่า ไม่มีการประสาน
ทหารพยาบาลไม่เห็นแผลว่าเกิดจากอะไร ระบุไฟไม่สว่าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเย็นมีการเบิกความของ 2 ปาก สุดท้าย ซึ่งเป็นทหารพยาบาลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ โดยคนหนึ่งเข้าไปช่วยเหลือคนขับรถตู้และอีกคนหนึ่งเข้าช่วยเหลือ ด.ช.คุณากร หลังได้รับแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม โดยทหารที่เข้าไปช่วยคนขับรถตู้ตอบคำถามว่า เมื่อเหตุการณ์สงบได้เข้าไปช่วยคนขับรถตู้เบื้องต้นด้วยการห้ามเลือดบริเวณ ช่องท้อง โดยไม่ทันได้ดูบาดแผลชัดเจน ไม่ทราบว่าได้รับบาดเจ็บจากอะไรเนื่องจากบริเวณที่ปฐมพยาบาลแสงไฟไม่สว่าง  แต่ยืนยันกับทนายว่าในช่วงเช้าเห็นรถตู้จอดอยู่ที่เดิมโดยมีร่องรอยกระสุน รอบคัน  เมื่อทนายนำผลการรักษาของแพทย์มาอ่านให้ฟังว่า พบชิ้นส่วนหัวกระสุนปลายแหลมหุ้มทองเหลืองในบาดแผลของคนขับรถตู้ แล้วถามว่าใช่ลักษณะของกระสุน M16 หรือไม่ เขาตอบว่าไม่ทราบ
ชี้ ‘น้องอิซา’ ลำไส้ไหล ไม่ตอบสนอง
ส่วนทหารพยาบาลอีกนายหนึ่งที่ช่วยเหลือเด็ก ระบุว่า พบว่าผู้บาดเจ็บมีบาดแผลที่ช่องท้องและลำไส้ไหลออกมา แต่ไม่รู้ว่ามาจากสาเหตุใด มีการสอบถามจากเจ้าหน้าที่คนอื่นว่าพบเด็กคนนี้ได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็ไม่ทราบ ขณะนั้นสภาพของเด็กไม่ตอบสนอง ไม่รู้สึกตัว ชีพจรเต้นช้า และมาทราบภายหลังว่าเด็กที่เสียชีวิตคือ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ