ที่มา thaifreenews
คุณได้ข้อคิดอะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, July 16, 2012
หนังสั้นที่ HOT ที่สุดในขณะนี้ สองบวกสองเท่ากับห้า
Intelligence: ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ 'อย่าให้ประชาชนทนไม่ไหว'
ที่มา uddred
วอยซ์ทีวี 15 กรกฎาคม 2555 >>>
รายการ Intelligence ประจำวันที่ 15 ก.ค. 55
ศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน
เป็นหัวหน้าคณะตัวแทนประชาชนไทย เข้าพบอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC
เพื่อเรียกร้องให้รับคดีปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553
ไว้ไต่สวนเบื้องต้น
แม้ ICC
ยังไม่รับคดีนี้เพราะประเทศไทยยังไม่ลงนามเป็นภาคีในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วย
ศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ธงชัยชี้ให้เห็นว่าการที่ ICC
ยังคงเก็บคำร้องไว้โดยไม่จำหน่ายทิ้ง และยินดีให้คณะเข้าพบ แสดงว่า ICC
สนใจจับตาสถานการณ์ในประเทศไทยอยู่ตลอด
สำหรับความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติ และส่อเค้าจะไปสู่วิกฤติรอบใหม่
อ.ธงชัย เห็นว่า
ความคิดประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ที่เชื่อว่าจะต้องให้คนดีมีคุณธรรมมีอำนาจนำ
เหนือการเมือง อันที่จริงก็เป็นความคิดที่สามารถต่อสู้กันได้โดยสันติ
เป็นปกติธรรมดา แต่สาเหตุที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและแตกหักคือ
ระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์กลัวว่าอีกไม่นานจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
อ.ธงชัย ฝากข้อคิดว่า การอภิวัฒน์สยาม 2475 ที่อ้างว่าชิงสุกก่อนห่ามนั้น
เป็นการบิดเบือนประเด็น
เพราะไม่เคยมีการปฏิวัติหรือการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นโดยประชาชนพร้อม ฉลาด
รู้เห็นทุกอย่าง
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพียงเพราะประชาชนทนระบอบเดิมไม่ไหวเท่านั้นเอง
ความเชื่อเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของความสำเร็จ
# ข้อคิดจาก คุณตัน
• ความเชื่อเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของความสำเร็จ
เชื่ออย่างไร
คิดอย่างไร
เราจะเดินไปอย่างนั้น
• ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่เริ่มต้นที่เงินเท่าไหร่
มีเงิน ไม่มีเงิน..
ไม่สำคัญเท่ากับ
มี “ปัญญา”
และ “ประสบการณ์”เป็นทุนติดตัว
• ความสงสัย ที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์
คือความสงสัยใน "ความสามารถของตัวเอง"
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้
และไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่เราคิด
• ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า
ในวิกฤติมักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ
• สิ่งสำคัญที่สุด เราต้องเชื่อว่าเราทำได้
• หลายคนติดกับดักชีวิต
เพราะเลือกใช้ชีวิตเหมือน "หนูถีบจักร"
วิ่งไปแค่ไหนก็ยังย่ำอยู่กับที่
เพราะเสียเวลาทำในสิ่งซ้ำๆ
ทำในสิ่งที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• ความสำเร็จมีขั้นตอน อย่าใจร้อน
• ความสำเร็จ ไม่ได้หล่นมาจากฟ้า
แต่มีลำดับขั้นตอน
ที่ต้องอาศัย ความตั้งใจ มุ่งมั่น ทุ่มเท และอดทนรอ
• ไม่มีทางที่คุณจะได้ผลลัพธ์ความสำเร็จที่ดีกว่า
หากยังคงทำทุกอย่าง ซ้ำรอยเดิม
• ถ้าเก่งสู้เขาไม่ได้
ทางเดียวที่จะทำให้เท่ากับเขาหรือมากกว่าก็คือ
ต้องทำให้มากกว่า 2-3เท่า หรืออาจมากกว่านั้น
• บางครั้งชีวิตของเรา...
ความเจ็บปวด
ความผิดพลาด
หรือความล้มเหลวของวันนี้
อาจจะผลักดัน
และเปลี่ยนกลายเป็นความความทรงจำ
ที่ชื่นใจในวันข้างหน้าก็ได้
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้
แต่เราเอาชนะอุปสรรคได้
• ปัญหาทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น
ถ้าไม่เคยล้มเหลวก็ยากที่จะรู้ว่า
การจะประสบความสำเร็จเขาทำกันอย่างไร
• ความลำบากเป็นของขวัญที่มนุษย์ไม่สิทธิ์
และไม่สามารถปฏิเสธได้
เก็บความเสียใจยกให้เมื่อวานนี้
วันนี้ของเราต้องให้ตัวเองเริ่มต้นเดินหน้าใหม่เสมอ
• ไอเดียดีๆ
มักจะเกิดได้ภายใต้ความกดดัน
ด้วยการตั้งมั่นและฝึกฝนบ่อยๆ
.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
" วิถีตัน " ตอน 26
• เปลี่ยนเอาข้อด้อยเป็นจุดแข็ง
เปลี่ยนความผิดหวังเป็นแรงขับดัน
คิดไว้ในใจ “ กูจะทำให้มึงดู”
ถ้าผมทำได้ คุณก็ต้องทำได้ !!
• ไม่ว่าจะเกมส์ชีวิตหรือเกมส์ธุรกิจ
ไม่มีใครหรอกครับที่จะชนะทุกอย่างที่ขวางหน้า
ดังนั้นอย่าวิ่งหนีการแข่งขัน
อย่ารังเกียจความพ่ายแพ้
แต่เราต้องอยู่ร่วมกันกับมันให้จงได้
- ตัน ภาสกรนที -
>> http://www.facebook.com/tanmaitan
~ เริ่มใหม่ได้ ถ้า "หัวใจ..ไม่ยอมแพ้" ~
• イチ タ ン : Ichitan •
.... ........... .. ............. ...
『 TUNYAR 』: Admin Fanpage
ศธ.เลื่อนแจกแท็บเล็ต ป.1 ไม่มีกำหนด
ที่มา Voice TV

กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ประกาศเลื่อนการส่งมอบเครื่องแท็บเล็ต ป.1 ล็อตแรกจำนวนกว่า 45,000 เครื่อง ในพื้นที่เขตการศึกษาต่างๆ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่กำหนดไว้ในช่วงบ่ายวันนี้(16 กรกฎาคม) เหตุที่ต้องเลื่อนออกไปก่อนคือ กระทรวงไอซีที พบว่า มีตัวเครื่องที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งไอซีทีกำหนดมาตรฐานตามที่ ทีโออาร์ ระบุไว้ คือ การสุ่มตรวจจะต้องมีเครื่องเสียได้ไม่เกิน 7 เครื่อง ถ้าหากมากกว่านั้น ทางไอซีทีจะส่งคืนเครื่องแท็บเล็ตล็อตแรกให้กับบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป เพื่อนำไปปรับปรุง
รายงานระบุว่า ผลการตรวจสอบคุณภาพแท็บเล็ต ป.1 ที่เจ้าหน้าที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงไอซีทีทำการสุ่มตรวจสอบมาตรฐานทางเทคนิคเครื่องแท็บเล็ตจำนวน 500 เครื่อง จากจำนวนที่ได้รับมอบล็อตแรก พบว่า มี 7 เครื่อง ที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน อาทิ ระบบสัมผัส หรือ ทัชสกรีนหน้าช้า และเกิดปัญหาเครื่องติดๆ ดับๆ
อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้แจ้งเลื่อนส่งมอบเครื่องแท็บเล็ตล็อตแรก 45,000 เครื่อง ออกไปไม่มีกำหนด จากเดิมที่จะส่งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาได้ตั้งแต่บ่าย วันนี้ (16 กรกฎาคม) ในจังหวัด กระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น กำแพงเพชร
Source:News Center/infoquest/VoiceTV(image)
ประมวลภาพ นายกฯร่วมงานมหกรรมร้านถูกใจ (16 ก.ค.55)
ที่มา Voice TV

เยี่ยมคนแดนไกล แบบไร้อภิสิทธิ์ชนกับ พานทองแท้
โดย Oak Panthongtae Shinawatra
วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ คือวันคล้ายวันเกิดของคุณพ่อผม นี่จึงเป็นที่มาของ"เยี่ยมคนแดนไกลแบบไร้อภิสิทธิ์ชนกับพานทองแท้"
ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 1 ณ เกาะฮ่องกงนะครับ งานนี้พูดง่ายๆคือทัวร์พาแฟนเพจที่น่ารักของผม
ไปฉลองวันเกิดคุณพ่อนั่นเอง ซึ่งผมจะพาไปโดย"ไม่คิดค่าใช้จ่าย"ครับ จะพาไปทั้งหมด 20 คน
บุคคลที่จะได้รับเลือกให้ไปด้วยกัน คร่าวๆก็จะคัดมาจากแฟนเพจของผมเท่านั้นนะครับ
โดยมีกติกาง่ายๆคือ
1. ลงทะเบียนที่หน้าลงทะเบียนให้เรียบร้อยนะครับ (สงวนสิทธิ์สำหรับคนที่มี Passport นะครับ)
https://www.facebook.com/oakpanthongtae/app_326454584109822
2. ประกาศผลผู้โชคดี วันที่ 19 กรกฎาคม 55 จำนวน 20 ท่านโดยคัดเลือกจาก
- แฟนเพจที่มาอวยพรวันเกิด จำนวน 5 ท่าน
- แฟนเพจที่แสดงความคิดเห็นและแชร์อย่างสม่ำเสมอ จำนวน 10 ท่าน
- แฟนเพจที่แสดงความคิดเห็นในโพส 2+2=5 จำนวน 5 ท่าน
3. ส่งหลักฐานยืนยันการรับรางวัลภายในวันที่ 21 กรกฎาคม 55 (หลังจากนั้นถือว่าสละสิทธิ์)
เราจะไปกันตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม กลับวันที่ 26 กรกฎาคม 3วัน 2 คืน ใครที่คิดว่าต้องได้รับเลือกแน่นอน ขอแนะนำให้ลางานไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ
แม้การไปเที่ยวครั้งนี้ เป็นการพาไปเที่ยวต่างประเทศและได้พบคุณพ่อของผมแบบส่วนตัว
แต่คนที่ได้รับเลือกสามารถเป็นใครก็ได้นะครับ ที่เป็นแฟนเพจของผม ไม่จำเป็นจะต้องดังหรือเป็นคนพิเศษใดๆทั้งสิ้น เพราะผมวินิจฉัยแล้ว นี่ไม่ใช่การไปแบบอภิสิทธิ์ชนครับ :)
เที่ยวบินนาซ่าครั้งที่ 1 (NASA no.1) Neither Abhisit-chon nor Salim are Accepted เป็นเที่ยวบินปลอดเผด็จการดังนั้น
โปรดอย่านำสิ่งของต้องห้ามขึ้นเครื่อง
(Aviation Safety and Democracy Requirements)
1. อาหารบางชนิด เช่น สลิ่ม ปลากระป๋องเน่า(โดยเฉพาะปลาบู่ ห้ามเด็ดขาด)
2. เก้าอี้รัฐสภา ทางสายการบินมีที่นั่งบริการท่านแล้ว ไม่ต้องลากของใครมา
3. โฉนดที่ดิน สปก.4-01, เขาแพง, เขายายเที่ยง
4. วัตถุเหนี่ยวนำไฟฟ้า เช่น สายล่อฟ้า
เนื่องจากมีประวัติทำให้เครื่องบินนาซ่าตกมาแล้ว
5. ของเหลวที่อาจทำให้เกิดการปั้นเป็นตัวได้
6. สิ่งมีชีวิตต้องห้ามบางจำพวกที่มีลักษณะ แก่ง่าย ตายยาก เช่นแมลงสาบ และนักข่าวแก่ๆ โอลด์เมด ตกงาน ลงสส.ก็สอบตก มีพฤติกรรมรับใช้พรรคการเมืองที่เป็นอภิสิทธิ์ชน
7. เนื่องจากเป็นการเดินทางไปต่างประเทศ จึงควรงด
ปืน รถถัง สไนเปอร์ สิ่งที่แสดงถึงความล้าหลัง หรือขัดแย้งกับคุณค่าประชาธิปไตยทุกชนิด เพื่อไม่ให้เป็นการอับอายต่อสายตาชาวโลก
สุชาติ นาคบางไซ กับ 3 ปีในกรงขังเผด็จการ
ที่มา ประชาไท
15 กรกฎาคม, 2012 - 22:57 | โดย Somyot-Redpower
สุชาติ นาคบางไซ เป็นนามแฝงของวราวุธ ฐานังกร ประธานกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เป็นผู้สร้างตำนานของการต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อันโด่งดัง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคนเสื้อแดงในรุ่นบุกเบิก เขาเป็นนักปราศรัย และนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว จนถูกตำรวจออกหมายจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระราชินี เขาหายตัวไปราวปีเศษจึงถูกจับกุม เขารับสารภาพในทันที เพราะรู้อยู่แล้วว่าการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมในคดีหมิ่นเบื้องสูง ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือชก เพราะไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว และถูกจองจำด้วยความทุกข์ทรมานเป็นเวลายาวนาน เขาถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี กลายมาเป็นนักโทษเต็มขั้นตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553
วราวุธ ฐานังกร อายุ 54 ปี แต่งงานแล้วมีบุตร 3 คน จบการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่กลับหันมาประกอบอาชีพด้านไอทีในยุคโลกาภิวัตน์ จนเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร เขาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บบอร์ด Weekend Corner เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการสื่อสารบนอินเตอร์ชื่อดังหลายแห่ง ดังนั้นเมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการต่อต้านเผด็จการทหาร เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนในที่สุดนำมาสู่การพบปะพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ เป็นที่มาของการก่อตั้งกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการในเดือนพฤศจิกายน 2549
บทบาทของเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษในฐานะที่เป็นแกนนำต่อต้านการรัฐประหาร อย่างห้าวหาญ ดุเดือด อันเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของเขา “สุชาติ นาคบางไซ” กลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ยังมีส่วนสร้างกระแสคลื่นความคิดต่อต้านการรัฐประหารในเว็บบอร์ดการเมือง ซื่อดังหลายแห่ง มีการแสดงความคิดเห็นต่อกระแสการเมืองกันอย่างคึกคัก มีชีวิตชีวา มีการตอบโต้วาทะทางความคิดอย่างเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นเสมือนภูมิปัญญาของคนรุ่นใหม่ในโลกอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า “นักรบไซเบอร์” หลายคนรับรู้ความจริงด้วยข้อมูลมากมายที่ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่าง อิสระ จนสามารถทะลุทะลวงผ่านมายาทางความคิดซึ่งถูกมอมเมา และครอบงำจากกรอบประเพณี จารีตนิยมเก่าแก่คร่ำครึมายาวนาน
กลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการมีส่วนร่วมแข็งขันในการก่อตั้งแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเมื่อแกนนำ นปช.รุ่นแรกจำนวน 9 คนถูกจับกุมคุมขัง หลังจากนำประชาชนบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์จนเกิดเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 สุชาติ นาคบางไซ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแกนนำ นปช.รุ่น 2 ที่มีบทบาทสูงเด่นบนเวทีปราศรัยในเวลานั้น
หลังจากก่อตั้ง นปช. ขึ้นมาแล้วบรรดาสมาชิกกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการกระจายตัวไปตามจุดต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขยายแนวรบทางด้านสื่อสารมวลชนในรูปแบบของวิทยุ อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม แต่สำหรับสุชาติ นาคบางไซ ยังคงยืนหยัดในนามของกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการด้วยการจัดเวทีขนาดเล็กทุก วันเสาร์ที่สนามหลวงเป็นการให้ความรู้ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าการปราศรัยบน เวทีใหญ่ของ นปช.
ความคิดที่แหลมคม ก้าวหน้าและการเคลื่อนไหวที่ท้าทาย ดุเดือดของเขาทำให้แกนนำ นปช. ส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นการนำที่สุ่มเสี่ยงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมยืดเยื้อเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 เขานำมวลชนออกไปต่อต้าน จึงถูกกลุ่มพันธมิตรฯ เล่นงานจันหัวร้างข้างแตกไปหลายคน แต่สำหรับสุชาติ นาคบางไซ อัตราเสี่ยงของเขาคือความกล้าหาญ มุ่งมั่น และจริงใจในการเคลื่อนไหวต่อสู้
วันที่ 14 ตุลาคม 2552 เขาขึ้นเวทีปราศรัยซึ่ง นปช. จัดชุมนุมรำลึก 36 ปี 14 ตุลาคม การปราศรัยด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เขาจึงถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาดูหมิ่นพระราชินี ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา
ชีวิตการเป็นนักโทษการเมืองตามมาตรา 112 ไม่ต่างจากการเป็นเชลยศึก เพราะไม่มีสิทธิจะโต้แย้ง หรือต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เขาจึงตัดสินใจไม่ต่อสู้ในคดีนี้ และใช้ชีวิตการเป็นนักโทษอย่างเงียบ ๆ ในคุกตะราง เขาถูกขังอยู่ห้องหมายเลข 3 แดน 7 ในสภาพที่แออัดแน่นขนัด เขาอดทนกัดฟันอยู่กับความยากลำบากโดยไม่ได้ปริปากบ่น บุคลิกภาพความห้าวหาญจนดูเหมือนจะบ้าบิ่น กลายมาเป็นคนธรรมดา เงียบขรึม เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร
หลังการตายของอากง นักโทษ 112 สุชาติ นาคบางไซ ถูกย้ายมารวมกันที่แดน 1 ทั้งหมดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 สุชาติ จึงได้ย้ายมาอยู่ห้องขังเดียวกับสมยศ พฤกษาเกษมสุข, เลอพงษ์ (โจ กอร์ดอน), ธันย์ฐวุฒิ เขาจึงมีมีโอกาสพูดคุยกับนักโทษ 112 คนอื่น ๆ อยู่เสมอ
เขาได้ทำงานในฝ่ายควบคุมกลางเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในหน้าที่พิมพ์เอกสาร และงานธุรการ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขากลายเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม จนได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เป็นเวลา 9 เดือน ทำให้เหลือเวลาถูกจองจำจนถึงเดือนมกราคม 2556 แต่ถ้าในปี 2555 ในโอกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 80 ปีพระราชินี หากรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ เขาจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 12 สิงหาคม 2555
สุชาติ นาคบางไซ ได้ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 โดยหวังว่าจะได้รับเมตตาให้เขาพ้นโทษได้ แต่เรื่องก็เงียบหายไปอีก แต่พอมาถึงเดือนมิถุนายน 2555 เมื่อเลอพงษ์ ได้รับแจ้งจากสถานทูตอเมริกาว่าการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษรายบุคคลได้ ผ่านพ้นขั้นตอนของกระทรวงยุติธรรมไปยังสำนักพระราชวังแล้ว ทำให้สุชาติ และเลอพงษ์ มีความมั่นใจว่าจะได้รับอิสรภาพก่อนกำหนด เขาดีใจและตื่นเต้นกับวันเวลาแห่งอิสรภาพ
ทั้งสุชาติ และเลอพงษ์ เก็บของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าพร้อมที่จะได้รับการปล่อยตัว เขาบอกลากับเพื่อนนักโทษ 112 ทุกวัน แต่เวลาผ่านมาหลายสัปดาห์ ไม่มีหมายปล่อยตัวจากสำนักพระราชวังที่ทั้งสองคนเฝ้ารอคอยอยู่ทุกนาทีที่ ผ่านไปในแต่ละวัน
เขารอคอยอิสรภาพ เพื่อคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัว ญาติ มิตร และแน่นอน กลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังไม่ลืมเขาประธานกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เขาปรารถนาจะคืนสังเวียนการต่อสู้อีกครั้งทุกเวที
ตื่นจากฝันร้าย ทัศนะพุทธศาสนาต่อ Occupy Wall Street
ที่มา ประชาไท
14 กรกฎาคม, 2012 - 10:03 | โดย buddhistcitizen
David Loy เขียน
วิจักขณ์ พานิช กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร แปล

ภาพประกอบจาก http://www.ibtimes.com/articles/228475/20111010/occupy-wall-street-protests-protestors-paid-hired-jobs-volunteer-chicago-hispanic.htm
ในข้อเขียนชิ้นหนึ่งที่สะท้อนทัศนะพุทธศาสนาต่อประเด็น Occupy Wall Street
(#OWS) ไมเคิล สโตนได้ยกคำกล่าวของนักปรัชญา สลาวอย ชิเช็ค
ผู้ปราศรัยต่อหน้าผู้ชุมนุม #OWS ที่สวนสาธารณะซัคกอตติ ในรัฐนิวยอร์ค
เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ ไว้ดังต่อไปนี้
”พวกเขาบอกว่าเรามันก็แค่พวกเพ้อฝัน
นักฝันที่แท้จริงคือพวกที่คิดว่าสิ่งทั้งหลายจะดำเนินอย่างที่มันเป็นต่อไป
เรื่อยๆ ดังนั้นเราจึงไม่ใช่นักฝัน
แต่เราคือผู้ตื่นจากฝันที่กำลังจะกลายเป็นฝันร้าย
เราไม่ได้กำลังทำลายสิ่งใด
เราแค่กำลังเป็นสักขีพยานต่อระบบที่กำลังทำลายตัวมันเอง
เราต่างก็รู้ดีถึงฉากคลาสสิคจากหนังการ์ตูนทอมแอนด์เจอรี่
เจ้าแมวเดินมาถึงหน้าผา แต่กลับเดินต่อไปไม่รู้ไม่ชี้
เพิกเฉยราวกับไม่มีอะไรอยู่เบื้องล่าง
แต่แล้วเมื่อมันมองลงไปและเริ่มสังเกต มันก็ร่วงตกเหว
นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ที่นี่ เรากำลังบอกผู้คนในวอลล์ สตรีท ...
เฮ้ย! มองข้างล่าง!”
ดังที่สลาวอยกล่าวและไมเคิลเน้นย้ำ
เรากำลังเริ่มตื่นขึ้นจากความฝันนั้น นั่นถือเป็นวิธีอธิบายที่น่าสนใจ
เพราะพระพุทธเจ้าก็ตื่นขึ้นจากฝันเช่นเดียวกัน พุทธะ หมายถึง “ผู้ตื่น”
เขาตื่นขึ้นจากความฝันอันใดกัน
และความฝันนั้นสัมพันธ์กับฝันร้ายในยุคสมัยของเราหรือไม่?
ตั้งแต่แรกเริ่ม #OWS ถูกวิจารณ์ในความไม่ชัดเจนของข้อเรียกร้อง
แม้จะชัดเจนว่า ต่อต้าน ระบบปัจจุบัน
แต่ก็ไม่ชัดเจนนักว่าข้อเรียกร้องนั้นมีขึ้นเพื่ออะไร
จากนั้นดูเหมือนว่าการระดมความคิดและข้อมูลจะพัฒนาขึ้น
ผู้ประท้วงหลายคนเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีคนรวยให้สูงขึ้น
เสนอให้มีการเสียภาษีการค้า (Tax on Trades) ที่เรียกว่า “โรบินฮู้ด”
(โทบิน) และการปฏิรูประบบการเงิน
เพื่อแยกธนกิจเพื่อการพาณิชย์กับธนกิจเพื่อการลงทุนออกจากกัน
ประเด็นเหล่านี้เป็นเป้าประสงค์ที่มีคุณค่า
แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะสรุปว่าข้อเสนอเหล่านั้นในตัวมันเองจะแก้ไขปัญหาพื้น
ฐานได้ทั้งหมด
เราต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกไม่พอใจอันไม่เฉพาะเจาะจงไปยังเรื่องใด
เรื่องหนึ่งที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึก
เพราะมันสะท้อนถึงการตระหนักรู้ทั่วไปอันไม่เฉพาะเจาะจง
การตระหนักรู้ที่ว่า...รากของวิกฤตนั้นหยั่งลึกมาก
และเราต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก (ตรงตามตัว)
วอลล์ สตรีท
คือส่วนที่มองเห็นและเข้มข้นที่สุดของฝันร้ายที่ใหญ่กว่านั้นมาก อันได้แก่
มายาคติแบบรวมหมู่ที่ว่า ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันทั้งในแง่โลกาภิวัฒน์
บริโภคนิยม และทุนนิยมบรรษัท ไม่ใช่แค่ระบบที่ดีที่สุด
แต่เป็นระบบเดียวที่เป็นไปได้ ดังคำกล่าวอันลือลั่นของมากาเร็ต
แท็ตเชอร์ที่ว่า “มันไม่มีทางอื่น”
ทว่าหลายเหตุการณ์ในรอบสองสามปีที่ที่ผ่านมาได้สั่นคลอนความมั่นใจที่ว่า
นั้น และเหตุการณ์ในสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา
คือปฏิกิริยาสะท้อนการตระหนักรู้ที่ลุกลามออกไป
ว่าระบบเศรษฐกิจของเรานั้นเอื้อประโยชน์ให้แก่คนมีอันจะกิน (พวก ๑ %)
ในค่าใช้จ่ายที่คนชั้นกลาง (ลดเร็ว) และคนจน (เพิ่มเร็ว) ต้องเสีย
และแน่นอนว่ายังรวมถึงหายนะของระบบนิเวศทั้งหลาย
ซึ่งจะส่งผลไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
สิ่งที่เรากำลังตื่นขึ้นคือข้อเท็จจริงที่ว่าระบบอันอยุติธรรมนั้นกำลังพัง
ครืนลง และมัน “สมควร” แล้วที่จะพัง
เพื่อว่าทางเลือกอื่นจะสามารถพัฒนาขึ้นได้
ไม่เพียงแค่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก
เพราะในความเป็นจริง หาได้มีเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจกับการเมืองไม่
ด้วยคำตัดสินของศาลสูงสุดต่อกรณี ”Citizens United”
เมื่อปีที่แล้วที่ได้ยกเลิกเพดานเงินสนับสนุนที่บรรษัทข้ามชาติสามารถสนับ
สนุนพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง
อำนาจของบรรษัทยักษ์ใหญ่จึงสามารถเข้ามาควบคุมองค์กรส่วนกลางและหน่วยงานรัฐ
ชั้นสูงทั้งหมด รวมถึงทำเนียบประธานาธิบดีด้วย
(โอบาม่าได้รับเงินสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้งจากวอลล์
สตรีทมากกว่าประธานาธิบดีคนอื่นๆ ทั้งหมดตั้งแต่ปี ๑๙๙๑ เป็นต้นมา
ซึ่งช่วยอธิบายทางเลือกที่น่าผิดหวังของที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของเขา)
วันนี้ปัญญาชนสามารถสลับหมวกไปมาได้อย่างง่ายดาย
จากซีอีโอไปสู่ตำแหน่งในคณะรัฐบาล และอื่นๆ
เพราะว่าทั้งสองด้านต่างก็ยึดโลกทัศน์แบบเดียวกัน
นั่นคือทางแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ
และแน่นอนว่าพวกเขาก็คือกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากวิสัยทัศน์แบบเกี๊ยะเซี๊
ยะนี้มากที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงความท้าทายของพวกเราที่เหลือ
ที่ต้องตระหนักว่ากลุ่มคนที่ควบคุมระบบการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมด
แทบไม่มีความมุ่งมั่นใดๆ
ต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากให้เกิดขึ้นได้เลย
แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะไม่ได้กลายเป็นตัวตลกแบบเดียวกับพรรครีพับลิกัน
ทว่าในขั้นพื้นฐานนี้ก็แทบไม่มีข้อแตกต่างอะไรระหว่างพรรคการเมืองทั้งสอง
แดน แฮมเบิร์ก วุฒิสภาพรรคเดโมแคร็ตจากรัฐแคลิฟอร์เนีย
กล่าวข้อสรุปจากหลายปีในการดำรงตำแหน่งวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า
“รัฐบาลตัวจริงของประเทศเรา
คือระบบเศรษฐกิจที่ถูกครอบงำโดยบรรษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย
ซึ่งทำทุกวิถีทางให้รัฐต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา
สร้างบรรยากาศและความมั่นใจต่อการลงทุน
ที่บรรษัทเหล่านั้นและผู้ลงทุนสามารถแสวงหาผลกำไรเป็นตัวเลขมหาศาล
อันเป็นเป้าหมายของทั้งสองพรรคใหญ่”
นอกจากนั้นเรายังมีรัฐสภาที่ดีที่สุดที่เงินสามารถซื้อได้ ดังที่วิล
โรเจอร์ส ตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ยุค ๑๙๒๐
จากทัศนะของพุทธศาสนา
ประเด็นคือระบบทั้งหมดนี้ไม่สอดคล้องกับคำสอนพุทธศาสนา
เพราะมันเป็นระบบที่ส่งเสริมความโลภและความหลง อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์
แก่นของวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม
และการเมืองของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย
อันดำรงอยู่ได้อย่างเป็นเอกเทศโดยตัวมันเอง
และกระทำการเพื่อเป้าหมายแอบแฝงของตัวเองอีกด้วย
นอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์และโฆษณาชวนเชื่อต่อสาธารณะที่พวกเราต่างรู้
กันดี
สิ่งที่บรรษัทเหล่านั้นสนใจที่สุดแตกต่างไปจากสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเรา
บางครั้งเราจะได้ยินเกี่ยวกับ “บรรษัทรู้แจ้ง”
ทว่าอุปมาอุปมัยนั้นหลอกลวงและไม่มีอะไรเหมือนกันระหว่าง
“การรู้แจ้ง”แบบนั้น กับการรู้แจ้งที่สอนกันในพุทธศาสนา
อำนาจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของบรรษัทยักษ์ใหญ่ ค่อยๆ
พัฒนาสู่ความเป็นสถาบันในปี ๑๘๘๖ เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐฯ
ได้ออกกฏหมายให้บรรษัทเอกชนกลายเป็น “บุคคลโดยธรรมชาติ”
ภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และได้รับการปกป้องภายใต้รัฐบัญญัติสิทธิ (Bill of
Rights) ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
นี่แสดงให้เห็นชัดถึงปัญหาอันน่าขัน
ดังที่โปสเตอร์ของผู้ประท้วงหลายชิ้นได้อ้างถึง บรรษัททั้งหลายไม่ใช่คน
เพราะว่ามันคือการผลิตสร้างทางสังคม และที่แน่ๆ
คำว่าการรวมตัวกันเป็นบริษัท (incorporations: from the Latin corpus,
corporis “ร่างกาย”) ไม่ได้หมายความถึงการมีร่างกาย
บรรษัททั้งหลายเป็นเพียงนวนิยายทางกฏหมายที่สร้างขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ
ซึ่งหมายความว่าโดยธรรมชาติภายใน
พวกมันเพิกเฉยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบที่ผู้คนสัมผัสได้
บรรษัทไม่สามารถหัวเราะหรือร้องไห้
มันไม่สามารถรื่นรมย์กับโลกหรือมีความทุกข์กับโลก
มันไม่รู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่มันทำ (บางโอกาสมันอาจขอโทษ
แต่นั่นเป็นเพียงความสัมพันธ์ที่มีต่อสาธารณะเท่านั้น)
ที่สำคัญที่สุด บรรษัทข้ามชาตินั้นไม่สามารถรักใครได้
ความรักคือการตระหนักถึงความเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่น
และใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของพวกเขา
ความรักไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบแต่เป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่น
ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้คน
ความรับผิดชอบที่ข้ามพ้นความสนใจแต่เรื่องของตัวเอง
บรรษัทข้ามชาติทั้งหลายไม่สามารถสัมผัสกับความรัก หรือกระทำการใดๆ
ตามอำนาจของความรัก
ซีอีโอคนใดก็ตามที่พยายามจะบริหารกำไรของบริษัทด้วยความรักที่มีต่อโลกใบ
นี้ จะถูกไล่ออกจากตำแหน่งทันที
เพราะพวกเขากำลังเพิกเฉยต่อการเติมเต็มเป้าหมายหลัก
นั่นคือการแสวงหาผลกำไรสูงสุด
อันเป็นความรับผิดชอบที่พวกเขาต้องมีต่อเจ้าของและผู้ถือหุ้นทั้งหลาย
การรู้แจ้งในทางพุทธ โดยนัยหนึ่ง คือการตระหนักว่า
สัญชาตญาณของการมีชีวิตอยู่ในแง่ตัวตนที่แยกขาดจากโลกนั้นเป็นมายาคติที่ก่อ
ให้เกิดความทุกข์ทั้งสองทาง (ทั้งต่อโลกและต่อตัวฉัน) การตระหนักว่าฉัน
เป็น โลกใบนี้ และตระหนักว่า “ฉัน”
เป็นหนึ่งในหลายหนทางที่โลกใบนี้เผยแสดง --
ถือเป็นด้านแห่งการรับรู้ความรักอันเป็นสากล
ซึ่งอริยบุคคลผู้รู้แจ้งรู้สึกต่อโลกใบนี้และสรรพชีวิตที่อาศัยอยู่
การรู้แจ้ง(ปัญญาญาณ) และความรัก (กรุณา) คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน
ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมธรรมาจารย์ในพุทธศาสนาจึงเน้นย้ำอยู่บ่อยๆว่ า
การตื่นรู้อย่างแท้จริงจะมาพร้อมกับความรักต่อสรรพชีวิตบนโลกใบนี้
บรรษัทถูก “เติมเชื้อ” พร้อม ๆ
ไปกับการเสริมสร้างลักษณะความเป็นมนุษย์ในแบบที่แตกต่างจากทั่วๆไป
ระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติต้องอาศัยความโลภในอย่างน้อยสองทาง
ด้วยกัน คือ หนึ่ง ความปรารถนาที่จะแสวงหาผลกำไรแบบไม่บันยะบันยัง
และนั่นคือเครื่องจักรของกระบวนการทางเศรษฐกิจ และสอง
การจะรักษาผลเติบโตทางเศรษฐกิจให้พุ่งสูงยิ่งขึ้น
จะต้องมีการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเกิดความต้องการมากขึ้นอยู่เสมอ
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับความโลภได้กลายเป็นเรื่องแย่หนักขึ้นไปอีก
เมื่อถูกทำให้กลายเป็นสถาบันในรูปของโครงสร้างอันถูกต้องตามกฏหมายที่ได้ยึด
ครองอภิสิทธิ์อย่างเป็นอิสระจากคุณค่าในตัวมันเองและแรงจูงใจของผู้คนที่ถูก
ใช้โดยมัน ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้น โดยนัยหนึ่ง
นักลงทุนต้องการเพิ่มรายได้ในรูปของโบนัสและราคาหุ้นที่สูงขึ้น
และอีกนัยหนึ่งความคาดหวังอันไม่ระบุนามนี้ได้แปรไปสู่แรงกดดันอันต่อเนื่อง
ต่อผลกำไรและการเติบโตทางธุรกิจในระยะสั้น ส่วนสิ่งอื่นๆ
รวมถึงสิ่งแวดล้อม การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต ได้กลายเป็น “สิ่งนอกตัว”
ภายใต้ความต้องการอันไม่ระบุนาม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ไม่มีทางจะเติมเต็มได้
เราต่างมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ว่านี้ ในฐานะคนงาน ลูกจ้าง ผู้บริโภค
และนักลงทุน
ซึ่งมีความรู้สึกรับผิดชอบทางศีลธรรมเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย
เพราะการตระหนักรู้เช่นนั้นได้สูญหายไปภายใต้ความไม่เป็นบุคคลของระบบทั้ง
หมด
แต่เราอาจแย้งว่า บรรษัทบางแห่ง
(ซึ่งมักเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือบริหารงานกันในครอบครัว)
ให้การดูแลลูกจ้างของพวกเขาเป็นอย่างดี และยังห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ
ข้อโต้แย้งลักษณะนี้เป็นข้อโต้แย้งเดียวกับเรื่องทาส
ที่ว่านายทาสบางคนดูแลลูกทาสของพวกเขาอย่างดี
แต่นี่ไม่อาจหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่าสถาบันทาสนั้นมาถึงจุดที่สุดจะทานทน
เช่นเดียวกับที่ทุกวันนี้
เป็นเรื่องที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไปที่คุณภาพชีวิตรวมถึงวิธีการจัดสรร
“ทรัพยากร”
อันจำกัดของโลกใบนี้กำลังเป็นไปเพื่อผลกำไรสูงสุดของบรรษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง
หลาย
โดยย่อ เรากำลังตื่นขึ้นมาสู่ความจริงที่ว่า
แม้บรรษัทข้ามชาติทั้งหลายอาจทำกำไรได้มากมายในทางเศรษฐกิจ
ทว่าพวกมันก็ถูกสร้างขึ้นในหนทางที่ทำให้ตัวมันเองมีข้อบกพร่องในทางสังคม
เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่พวกมันสร้างขึ้นอยู่ตลอด
ด้วยการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นปัญหาในทุก ๆ ครั้ง (มอร์แกน สแตนลีย์,
แบงก์ออฟอเมริกา) เพราะว่ามันคือตัวสถาบันเองต่างหากที่เป็นปัญหา
เมื่อได้รับอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือกระบวนการทางการเมือง
การท้าทายบทบาทของมันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าพวกมันมีสายสะดืออันใหญ่
นั่นคือ
ข้อตกลงของบรรษัทสามารถถูกเขียนขึ้นใหม่โดยเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมและ
สิ่งแวดล้อม กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ
(Network of Spiritual Progressives)
ได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดชอบทางสังคม
และสิ่งแวดล้อม Environmental and Social Responsibility Amendment (ESRA)
ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐเพื่อให้มีผลบังคับใช้ หากโชคชะตาของเรา
คือการอยู่ในอุ้งมือของบรรษัทต่อไป
บรรษัทเหล่านั้นจะต้องมีความรับผิดชอบต่อชุมชนที่บรรษัทนั้นตั้งอยู่
ไม่ใช่ต่อกลุ่มนักลงทุนซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร บางที #OWS
คือจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวซึ่งจะทำให้สิ่งนี้ประสบผลสำเร็จก็เป็นได้
ทว่า เพียงเท่านี้อาจไม่เพียงพอ มีสิ่งที่สำคัญและเป็นพื้นฐานยิ่งกว่า
นั่นคือโลกทัศน์ที่ส่งเสริมและให้เหตุผลต่อฝันร้ายทางเศรษฐกิจที่เรากำลังจะ
ตื่นขึ้นมาจากมัน ในพุทธศาสนา ปัญหาไม่ใช่อยู่แค่ความโลภ
แต่ยังรวมถึงอวิชชา
ทฤษฎีที่ใช้กันบ่อยที่สุดเพื่อแก้ต่างให้กับทุนนิยมก็คือ
“มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิทธิ์
ที่พยายามบอกเราว่าความสนใจของเราแต่ละคนนั่นเองที่ทำหน้าที่สร้างกำไรต่อ
สังคมส่วนรวมทั้งหมด อย่างไรก็ดี ฉันยังสงสัยว่า
บ่อยครั้งที่ซีอีโอทั้งหลายถูกจูงใจโดยบางสิ่งที่ดูน่าสนใจน้อยกว่า
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติเพิ่มสูงขึ้นพร้อมๆ
กับการเป็นที่นิยมของทฤษฎีสังคมแบบดาร์วิน
อันเป็นอุดมการณ์ที่ใช้ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินอย่างผิดๆ
ต่อชีวิตทางสังคมและทางเศรษฐกิจ “สังคมคือป่าทึบ
และคนที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอด” หากเธอไม่เอาเปรียบคนอื่น
คนอื่นก็จะเอาเปรียบเธอ
วิวัฒนาการแบบดาร์วินได้กำจัดความต้องการการมีอยู่ของ “ผู้สร้าง”
และความต้องการที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ของท่าน
มาถึงตอนนี้มันคือการต่อสู้เพื่อจะยืนด้วยลำแข้งตัวเองของคนทุกคน
ทฤษฎีทางสังคมแบบดาร์วินสร้างวงจรป้อนกลับ (feedback loop) ขึ้นมา
ยิ่งมีคนศรัทธาและปฏิบัติตามมากเท่าไร
สังคมก็ยิ่งกลายเป็นผืนป่าทางสังคมแบบดาร์วินมากเท่านั้น
นี่คือตัวอย่างคลาสสิคของวิธีการที่เราร่วมกันสร้างโลกที่เราอยู่ขึ้นมา
และนี่อาจเป็นที่ที่พุทธศาสนามีคุณูปการมากที่สุด
เพราะว่าพุทธศาสนาได้ให้โลกทัศน์ทางเลือก
อันตั้งอยู่บนความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
ซึ่งมุ่งอธิบายว่าทำไมเราจึงไม่มีความสุขและทำอย่างไรที่เราจะมีความสุขยิ่ง
ขึ้น
งานวิจัยล่าสุดทางจิตวิทยาและทางเศรษฐศาสตร์ยืนยันถึงบทบาททำลายล้างของ
ความโลภ และความสำคัญของสายสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี
ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนในพุทธศาสนาเรื่องการแบ่งปัน และการเอื้ออิงอาศัยกัน
อีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่แค่ระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองเท่านั้นที่เป็นปัญหา
แต่ยังรวมถึงโลกทัศน์ผิดๆ ที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวและการแก่งแย่งแข่งขัน
แทนที่การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และความปรองดองกันฉันท์มิตร
ในสังคมตะวันตกได้เกิดรอยแยกระหว่างความเชื่อเทวนิยมที่ค่อยๆ
กลายเป็นสิ่งที่ยากที่จะเชื่อ และอุดมการณ์แบบหมากินหมา
ซึ่งได้ทำให้ชีวิตย่ำแย่หนักเข้าไปอีกสำหรับทุกคน โชคดีที่ ณ
ปัจจุบันนี้เรามีทางเลือกอื่นๆ
พุทธศาสนายังมีสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้จาก #OWS นั่นคือ
การจะมุ่งเน้นไปที่การตื่นจากความฝันของเราแต่ละคนในแง่ปัจเจกเท่านั้นยัง
ไม่พอ ถึงเวลาที่เราต้องตื่นขึ้นจากฝันร้ายแบบรวมหมู่ไปด้วยกัน
แล้วนี่ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่จะนำเอาการปฏิบัติภาวนาออกมาสู่ท้องถนน?
"หากเรายังคงทำร้ายโลกในหนทางเช่นนี้
ก็ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าความเจริญรุ่งเรืองของมนุษยชาติกำลังจะพินาศในท้ายที่
สุด การหมุนกลับนี้ต้องอาศัยการตื่น หรือการรู้แจ้ง
พระพุทธะบรรลุถึงการรู้แจ้งเชิงปัจเจก แต่ในตอนนี้
เราต้องการการรู้แจ้งร่วมกันเพื่อหยุดยั้งวิถีทางแห่งการทำลายล้าง
ความเจริญรุ่งเรืองกำลังเดินทางมาถึงจุดจบ
หากเรายังคงจ่อมจมอยู่กับการแก่งแย่งแข่งขัน เพื่อช่วงชิงอำนาจ ชื่อเสียง
เซ็กซ์ และผลกำไร"
---- ติช นัท ฮันห์
(แปลจาก Waking Up from the Nightmare: Buddhist Reflections on Occupy Wall Street by David Loy)
ข้อเสนอนิติราษฎร์ ยุบศาล รธน. ตั้งตุลาการพิทักษ์ระบอบ รธน. [คลิป]
ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-07-16 13:14
คณะนิติราษฎร์ เสนอยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ
ตั้งตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญแทน ทำหน้าที่พิทักษ์ประชาธิปไตยและนิติรัฐ
รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
โดยการใช้อำนาจนั้นต้องคำนึงถึงอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย
หลักการแบ่งแยกอำนาจ และหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพ
วิดีโอส่วนหนึ่งจากเสวนาเรื่องข้อเสนอ "การยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ
และการจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ"
จัดโดยนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ในวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ณ
ห้อง LT 1 และ LT 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ช่วงที่ 1
ช่่วงที่ 2

1 นิติราษฎร์แถลงข้อเสนอการยุบเลิกศาลรธน และจัดตั้งคณะตลก พิทักษ์ระบบรธน 15กค55
ที่มา thaifreenews
เมื่อ
วันที่ 15 ก.ค. นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นางจันทร์จิรา เอี่ยมมยุรา
และนายปิยะบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(มธ.) แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ได้ร่วมกันแถลงข้อเสนอทางวิชาการเรื่อง
"การยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญและการจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรมนูญ"
ที่คณะนิติศาสตร์ มธ.
นาย
ปิยะบุตรกล่าวว่า กลุ่มนิติราษฎร์เห็นว่า
ควรมีคณะตุลาการพิทักษณ์ระบอบรัฐธรรมนูญเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ
หลักนิติรัฐ รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุด
โดยโอนอำนาจศาลเดิมมาเป็นของคณะตุลาการฯทั้งหมด และให้เหลือตุลาการ 8 คน
โดยสภาผู้แทนราษฎรเลือกตามคำเสนอของประธานสภาจำนวน 3 คน วุฒิสภาเลือก 2 คน
ตามคำเสนอของประธานวุฒิ คณะรัฐมนตรีเลือกได้ 3 คนตามคำเสนอของนายกรัฐมนตรี
ด้าน
นางจันทร์จิรากล่าวว่า
ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจตีความว่าสามารถรับคำร้องเองได้โดยไม่ผ่านอัยการ
สูงสุด ถือว่าเป็นขยายแดนอำนาจของตัวเองออกไป โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้อนุญาต
รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญแทรกแซงกระบวนการ
ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นอุสรรคการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา
และแม้จะมีเสียงคัดค้านและมีเหตุผลเพียงพอเพียงใด
แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังยืนว่ามีอำนาจได้โดยตรงผ่านคำวินิจฉัยเมื่อวันที่13
ก.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นการพิพากษาเป็นการเปิดแดน
เพื่อให้ผู้ยื่นคำร้องสามารถยื่นได้อีกในอนาคตตามาตรา68
ทั้ง
นี้ควรยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญและให้องค์กรอื่นมาทำหน้าที่ไปพลางก่อนจะมีการ
แก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ โดยอาจแก้ไขได้ด้วยการให้ประชาชน 5
หมื่นชื่อเข้าชื่อเสนอแก้ไข หรือใช้ช่องทางอื่น เช่น รัฐบาลเป็นผู้เสนอ
ด้านนายวรเจตน์กล่าวว่า ขณะ
นี้ถือว่ารัฐสภายังทรงอำนาจในการแก้ไขะลงมติในวาระสาม
ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามรัฐสภาลงมติในวาระสาม
แต่กลับแนะนำให้ทำประชามติก่อน ซึ่งไม่ควร
เพราะเป็นการลงประชามติโดยที่ประชาชนไม่มีข้อเปรียบเทียบ ต้องใช้เงิน2,000
ล้านบาท และต้องกลับไปถามอีกครั้งเมื่อร่างเสร็จซึ่งจ้องใช้เงินอีก2,000
ล้านบาทเพื่อทำประชามติอีกหรือไม่
"การ
เสนอแก้ของรัฐสภาเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้
ต่อไปนี้หากองค์กรอื่นทำอะไรแล้วมีผู้ร้อง
ศาลรัฐธรรมนูญไปสั่งระงับแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
นี่ไม่ใช่หน้าที่ของศาล"นายวรเจตน์กล่าว
นาย
วรเจตน์กล่าวว่า
การเข้ามาจำกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นลูกที่เกิดจากรัฐ
ธรรมนูญเหมือนการไปคุมแม่คือตัวรัฐธรรมนูญ
ที่สุดก็กลายเป็นว่าไม่มีใครไปยุบศาลรัฐธรรมนูญได้
ซึ่งข้อเรียกร้องของกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ใช่ข้อเรียกที่เยอะจนเกินไปหากจะยุบ
ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมต้องมี แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีไม่ตาย
"เรา
ควรมีการจัดตั้งองค์กรที่มีความชอบธรรม ยึดโยงประชน มีความเชี่ยวชาญ
อาจจะมีแก้ไขมาตรา68 ได้
เพราะง่ายกว่าการแก้หรือยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญโดยห้ามตุลาการเข้ามาขัด
ขวางกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นรัฐบาลควรเดินหน้าโหวตวาระ3
รัฐบาลต้องกล้าๆ หน่อย เพราะอย่างไรก็ถูกร้องอยู่แล้ว
เพราะมีคนจำนวนหนึ่งไม่ต้องการแก้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550
เป็นแหล่งที่อาศัยและใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญที่ไม่เชื่อมโยงประชาชน"นาย
วรเจตน์กล่าว













