ที่มา Thai E-News
ทราย เจริญปุระ: อ่านแล้วแอบเคืองนิดนึง..ฉันก็เป็นดาราคนนึงนะ
ถ้าฉันไม่เห็นด้วยกับน้าหงา แล้วฉันเป็นอะไรวะเนี่ย ตามบทความของคุณนงนุช
แล้วน้าหงามาเขียนบทกวีว่าสีแดงโดนยึดไปไม่อยากใช้ ทำไมหละคะ
ทรายยังใช้สีเหลืองเลย รองเท้านี่สีเหลืองค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่
ขอโทษนะคะ
คำ ผกา:คุณนงนุชบอกว่าจิระันันท์ เป็นเมียเสกสรรค์
เพราะฉะนั้นจิระนันท์ไม่้เห็นด้วยกับเสื้อแดง เป็นความถูกต้อง อ้าว
แต่งงานกับเสกสรรค์นี่ความถูกต้องมันมากับใบสมรสเหรอ
ที่มา รายการDIVAS CAFE ทางVOICE TV
เก็บความนำเสนอ ไทยอีนิวส์
คำ ผกา:ว่าไปบทความนี้ก็ไม่ถูกตั้งแต่ตั้งชื่อว่า เหตุที่ประชาธิปไตย"สีแดง" ไม่เบ่งบานในใจของคนทั้งประเทศ เพราะ
จะให้คนทั้งประเทศมาเป็นเสื้อแดงได้ยังไง แบบนั้นมันเป็นนาซีไปแล้วสิ
จะไปบังคับให้ใครมาเป็นเสื้อแดงทั้งประเทศได้ไง
หาก65ล้านคนมาเป็นเสื้อแดงหมด ก็ประหลาดแล้ว
ทราย:ประชาธิปไตยก็ต้องมีความต่าง
คำ ผกา:ที่
บอกคนไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดง ล้วนเป็นนักวิชาการ มีสติปัญญา ปัญญาชน
เคยต่อสู้เผด็จการเป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นคนดัง
แสดงว่าคนเหล่านี้ไม่รักประชาธิปไตย ไม่รักเสรีภาพหรือ? คำตอบของดิฉันก็คือ
ก็ใช่นะสิคะ ก็ไม่รู้จักประชาธิปไตยนะสิคะ
แล้วที่บอกคน
ระดับจิระนันท์ พิตรปรีชา ภรรยาเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ฝ่ายซ้ายเก่า
จบจากอเมริกาไม่รักประชาธิปไตยเท่าชาวนาจากภาคเหนือ ภาคอีสานหรือ?
อ้าวกลายเป็นว่า เป็นเมียใครนี่มันบอกว่าคุณรักประชาธิปไตยหรือ
ทราย มัน
คงอยู่ในสินสมรส เอาทองไปขอ10บาทก็อาจอยู่ในสินสมรสนะการรักประชาธิปไตย
แล้วที่เขียนว่าหงา คาราวาน รักเสรีภาพประชาธิปไตย
หากเราไม่เห็นด้วยกับน้าหงานี่เราเป็นอะไรไปวะ ตรรกะมันล่ม
คำ ผกา:ประเด็น
ในบทความของคุณนงนุชคือเธอเอาระดับการศึกษาไปวัดความเข้าใจประชาธิปไตย
ซึ่งไม่จริง
เพราะในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างปฏิวัติฝรั่งเศสก็ล้วนแต่คนชั้นสูงที่
คัดค้านการเปลี่ยนแปลง ในยุคแรกๆทุกหนทุกแห่งล่วนแต่เป็นคนชั้นล่าง
คนไม่มีการศึกษา ซึ่งเขาถูกกดขี่ให้ไม่ได้เข้าถึงระบบการศึกษาสูงๆ
ทำให้คนจนคนไม่มีการศึกษาลุกมาต่อสู้
เพราะฉะนั้นก็ถูกแล้วที่ว่าคนไม่มีการศึกษาสูงเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยมากกว่า
ยิ่งคนมีการศึกษาสูงแบบผิดๆก็ยิ่งไม่เข้าใจประชาธิปไตย เพราะเชื่อตามตำราผิดๆก็เท่ากับตายอดทั้งสองข้าง
แล้วการที่คนที่
เคยต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไป
บางคนอาจต่อต้านเวลานั้น แต่เวลาเปลี่ยนไป เป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไป
เขาก็เปลี่ยนแปลงไป
แล้วคุณหงามาพูด
ทำไมนี่ว่าสีแดงถูกยึดไป ไม่กล้าใช้ ก็คุณอคติของคุณไปเอง
ไม่มีใครบังคับไม่ให้คุณใช้สีแดงนะ ดิฉันก็ยังใช้เสื้อเหลือง
เสื้อสลิ่มอยู่เลยนะคะ เราก็อยู่บนความแตกต่างกัน free and fair gameค่ะ
ทราย: หนูก็ใส่นะเหลือง แต่มันเป็นสีรองเท้่า ขอโทษนะไม่ใช่ตั้งใจจะลบหลู่ อยากบอกว่าคนชั้นสูงหวงอำนาจ หวงการศึกษาเอาไว้เฉพาะกลุ่มพวกตน
คำ ผกา:และที่คนเสื้อแดงเรียกร้องคือ ประชาธิปไตย ย้ำว่า"ประชาธิปไตย เฉยๆ"ค่ะ ไม่มียาวกว่านี้ จบนะคะ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, July 19, 2012
ทราย เจริญปุระ+คำ ผกา เสียบประจานสลิ่มนงนุช ตอกหงาแต่งกวีแหวะแดงทีทรายยังใส่รองเท้าเหลือง
แม่น้องเกดร้องนายกฯรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ
ที่มา uddred
แนวหน้า 19 กรกฎาคม 2555 >>>

นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตบริเวณวัดปทุมวนารามวรวิหาร ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (19 ก.ค.) เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณายอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับอาชญากรรม โดยมีนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือ
โดยนางพะเยาว์กล่าวว่า ตนและกลุ่มผู้เสียหายจากการสลายการชุมนุมในปี 2553 ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจาณายอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวกับอาชญากรรมสังหารประชาชนกลางกรุงเทพมหานครเมื่อเดือน เม.ษ.-พ.ค. 2553 โดยนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียนของศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยสิ่งนี้ถือว่าจำเป็นสำหรับประชาชน และจะช่วยป้องกันในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่อ ๆ ไปในอนาคต
ขณะที่นายอนุสรณ์กล่าวว่า ในคณะรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คน ที่ศึกษาเรื่องนี้คือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ส่วนของรัฐบาลก็จะไปศึกษาว่ามีข้อกฎหมายทำได้หรือไม่ และจะต้องมีระเบียบการปฏิบัติอย่างไร
Wednesday, July 18, 2012
นายกฯเยือนเยอรมนี-ฝรั่งเศสหารือด้านการค้า
ที่มา Voice TV
นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางไปเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและ
ฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 17- 21 กรกฎาคม
หารือเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุน
และรับฟังสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป
เพื่อนำกลับมาเตรียมความพร้อมรับมือ หากเกิดผลกระทบกับประเทศไทย
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และคณะผู้ติดตาม เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เดินทางไปเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 17- 19 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของการเยือนภูมิภาคยุโรป ในโอกาสที่ไทยกับเยอรมนีกำลังฉลองวาระครบรอบ 150 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ในปี 2555 โดยนายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับนางอังเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมัน ต่อการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป และย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่พร้อมสนับสนุนเยอรมนีซึ่งกันและกันได้ เพื่อการเติบโตไปพร้อมกัน
จากนั้นระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ เพื่อมุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับฝรั่งเศสในฐานะหุ้นส่วนทาง ยุทธศาสตร์ ในการหารือกับนายฟรองซัวส์ ออลองด์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤติที่เกิดขึ้น แนวโน้ม และนโยบายของฝรั่งเศสต่อการแก้ปัญหา และตอกย้ำความร่วมมือทวิภาคี เช่น การหาแนวทางเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน การขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ และการสนับสนุนบทบาทที่สร้างสรรค์ของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ เช่น การเข้าร่วมในโครงการพัฒนาเครือข่ายในภูมิภาค
อย่างไรก็ตามในการเดินทางไปเยือนเยอรมันและฝรั่งเศสครั้งนี้ รัฐบาลจะนำภาคเอกชนไทยจาก 5 สาขาที่มีการค้าและการลงทุนอยู่ในภูมิภาคยุโรป และมีแผนการขยายการลงทุน ได้แก่ สาขาเกษตรอาหาร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ สาขาพลังงาน แฟชั่น และการแพทย์ ร่วมคณะเดินทางเยือนด้วย เพื่อผลักดันกลไกความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มากยิ่ง ขึ้น เพราะทั้ง 2 ประเทศถือเป็นประเทศที่สำคัญในภูมิภาคยุโรปที่มีมูลค่าการค้าการลงทุนสูง และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับไทยในภูมิภาค
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และคณะผู้ติดตาม เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เดินทางไปเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 17- 19 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของการเยือนภูมิภาคยุโรป ในโอกาสที่ไทยกับเยอรมนีกำลังฉลองวาระครบรอบ 150 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ในปี 2555 โดยนายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับนางอังเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมัน ต่อการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป และย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่พร้อมสนับสนุนเยอรมนีซึ่งกันและกันได้ เพื่อการเติบโตไปพร้อมกัน
จากนั้นระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ เพื่อมุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับฝรั่งเศสในฐานะหุ้นส่วนทาง ยุทธศาสตร์ ในการหารือกับนายฟรองซัวส์ ออลองด์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤติที่เกิดขึ้น แนวโน้ม และนโยบายของฝรั่งเศสต่อการแก้ปัญหา และตอกย้ำความร่วมมือทวิภาคี เช่น การหาแนวทางเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน การขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ และการสนับสนุนบทบาทที่สร้างสรรค์ของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ เช่น การเข้าร่วมในโครงการพัฒนาเครือข่ายในภูมิภาค
อย่างไรก็ตามในการเดินทางไปเยือนเยอรมันและฝรั่งเศสครั้งนี้ รัฐบาลจะนำภาคเอกชนไทยจาก 5 สาขาที่มีการค้าและการลงทุนอยู่ในภูมิภาคยุโรป และมีแผนการขยายการลงทุน ได้แก่ สาขาเกษตรอาหาร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ สาขาพลังงาน แฟชั่น และการแพทย์ ร่วมคณะเดินทางเยือนด้วย เพื่อผลักดันกลไกความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มากยิ่ง ขึ้น เพราะทั้ง 2 ประเทศถือเป็นประเทศที่สำคัญในภูมิภาคยุโรปที่มีมูลค่าการค้าการลงทุนสูง และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับไทยในภูมิภาค
by
wiroon
17 กรกฎาคม 2555 เวลา 17:01 น.
ประมวลภาพ นายกฯพบนางอังเกลา แมร์เคล
ที่มา Voice TV

นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าพบนางอังเกลา แมร์เคล
นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในการเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการ
ระหว่างวันที่ 17- 19 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของการเยือนภูมิภาคยุโรป
ในโอกาสที่ไทยกับเยอรมนีกำลังฉลองวาระครบรอบ 150 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต
ในปี 2555 โดยในโอกาสนี้
นายกรัฐมนตรีจะหารือการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป
และย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่พร้อมสนับสนุนเยอรมนีซึ่งกันและกันได้
เพื่อการเติบโตไปพร้อมกัน
Source : AFP , http://www.facebook.com/Y.Shinawatra
Source : AFP , http://www.facebook.com/Y.Shinawatra
by
Wasinee
18 กรกฎาคม 2555 เวลา 18:03 น.
ศาลอุทธรณ์ไม่รับฟ้องสั่งสลายม็อบพธม.ปี51ชี้ไม่มีมูล
ที่มา Voice TV

ศาลอุทธรณ์ไม่รับฟ้องนายสมชาย-พล.ต.อ.พัชรวาท พร้อมพวก สั่งสลายม็อบพันธมิตร ปี 2551 ชี้คดีไม่มีมูล
ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในคดีหมายเลขดำ
อ.4142/2551 ที่นายสิทธิพร โพธิโสดา ผู้เสียหาย
จากการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นโจทก์ฟ้อง
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.
พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. และ
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.เป็นจำเลยที่ 1-5
ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
และความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย
โดยโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 กลุ่มพันธมิตรฯ
ได้ไปชุมุนมปิดล้อมทางเข้า-ออกของอาคารรัฐสภา
เพื่อขัดขวางมิให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจำเลยที่ 1
ได้สั่งการให้จำเลยที่ 2-5 สลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา
เพื่อเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรีเข้าปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภาได้
เป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไปได้รับอันตรายแก่กายถึงขั้นบาดเจ็บ
สาหัส ส่วนโจทก์ ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ
ทั้งนี้ ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ได้ยื่นถอนฟ้อง
และศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี และโจทก์ยื่นอุทธรณ์อ้างว่า
ประสงค์ที่จะยื่นถอนฟ้องเพียงจำเลยที่ 5 เท่านั้น แต่แค่คำถอนฟ้องผิดพลาด
จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา
ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า
การถอนฟ้องเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่กระทำผิดพลาด
ขณะที่ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลจึงพิพากษายกไม่รับฟ้อง
Source : news center/posttoday/talk.mthai.com(Image)
by
Supatsorn
18 กรกฎาคม 2555 เวลา 12:33 น.
ก้าวฝ่า “ความเงียบงัน” - A Walk Through "the Silence"
ที่มา ประชาไท
17 กรกฎาคม, 2012 - 17:17 | โดย karnt

ภาพ A Walk Through "the Silence” # 1: จัดแสดงครั้งแรกในขนาด 60 x 90 ซม.
ประกอบด้วยภาพเล็กจำนวน 1,457 ภาพ
ประกอบด้วยภาพเล็กจำนวน 1,457 ภาพ
"ในความเงียบงัน
มีคนร่ำไห้
มีคนกู่ตะโกน
มีคนก้าวเดินไปทีละก้าว-ทีละก้าว
เดินฝ่าความเงียบนั้น
โดยไม่มีใครได้ยิน
มีคนร่ำไห้
มีคนกู่ตะโกน
มีคนก้าวเดินไปทีละก้าว-ทีละก้าว
เดินฝ่าความเงียบนั้น
โดยไม่มีใครได้ยิน
ในความเงียบงัน
คนเหล่านั้นยังคงก้าวเดินไป
ทีละก้าว-ทีละก้าว
คนเหล่านั้นยังคงก้าวเดินไป
ทีละก้าว-ทีละก้าว
ก้าวฝ่าความเงียบงันนี้ไป"
ความตั้งใจที่จะทำโฟโต้โมเสค (Photo Mosaic) ชุดนี้ เริ่มขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว (2554) ท่ามกลางความเงียบงันอันเหลือทนของสังคมไทยต่อ “กรณีมาตรา 112”
แรกทีเดียวผมตั้งใจจะทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จออกมาก่อนกลางเดือนมกราคม 2555 เพื่อจัดแสดงในงาน “กลับสู่แสงสว่าง” (15 - 22 มกราคม 2555) ที่กลุ่ม “กวีราษฎร์” จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตามแนวทางของ “คณะนิติราษฎร์” โดยได้ทำภาพร่างเอาไว้แล้ว แต่ก็ต้องตัดสินใจชะลอไว้ก่อน เนื่องจากในขณะนั้นผมมีภาพถ่ายกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “มาตรา” 112 อยู่เพียงประมาณ 600-700 ภาพ ขณะที่ความละเอียดของภาพเต็มตามที่ผมคำนวณเอาไว้นั้นจำเป็นต้องใช้อย่างน้อย 1,000 ภาพในการนำมาเรียงต่อกัน หาไม่แล้วภาพที่ออกมาก็จะไม่ละเอียดเท่าที่ตั้งใจไว้
กลางดึกของคืนวันที่ 26 พฤษภาคม ภาพ A Walk Through "the Silence” # 1 - ภาพแรกของงานชุดนี้ - เสร็จสมบูรณ์ลงด้วยภาพถ่ายจำนวน 1,457 ภาพ ที่ถูกผม crop เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสทีละภาพ ก่อนจัดเรียงโดยไม่ซ้ำเป็นภาพขนาด 60 x 90 เซนติเมตร ตามภาพธีม (theme) - ซึ่งเป็นภาพเท้าและท่อนขาที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนของผู้ต้องหาคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผู้หนึ่ง ซึ่งผมถ่ายไว้ในวันที่เขาถูกพิพากษาจำคุก - ก่อนถูกนำไปพิมพ์ลงบนแคนวาสและจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะ “เรื่องเล่าของมนุษย์ล่องหน” เมื่อวันที่ 2-22 มิถุนายน 2555 ที่เชียงใหม่ ร่วมกับงานของเพื่อนศิลปินอีก 15 คน (จัดโดยกลุ่ม Unseen Thailand )
ผ่านไปอีกเกือบสองเดือน - 17 กรกฎาคม 2555 A Walk Through "the Silence” # 2 จึงได้เสร็จสมบูรณ์ตามมา ด้วยภาพถ่ายทั้งหมด 1,430 ภาพ ซึ่งจะพิมพ์ลงบนแคนวาสขนาด 180.44 x 42.52 เซนติเมตร

ภาพ A Walk Through "the Silence” # 2: ขนาด 180.44 x 42.52 ซม.
ประกอบด้วยภาพเล็กจำนวน 1,430 ภาพ
ประกอบด้วยภาพเล็กจำนวน 1,430 ภาพ
ในฐานะคนทำงานศิลปะตัวเล็กๆ ที่ไม่โด่งดัง ผมย่อมไม่กล้าคาดหวังว่าผลงานของตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือก่อผลสะเทือน ใดๆ โดยเฉพาะกับ “ความเงียบงัน” ที่ดำรงอยู่อย่างแข็งแกร่ง
สิ่งเดียวที่พอจะคาดหวังกระทั่งคาดคั้นได้ก็คงมีแต่เพียงตัวเองเท่านั้น - ผมตั้งใจจะทำภาพชุด A Walk Through "the Silence" ออกมาให้สมบูรณ์ตามที่ตั้งใจ (คืออย่างน้อยชุดนี้จะมี 5 ภาพ) ภายในปีนี้ให้ได้
และหากจะสามารถคาดหวังต่อภาพชุดนี้ได้บ้าง สิ่งที่ผมอยากให้มันสำแดงออกมาก็คือ การบอกว่าท่ามกลาง “ความเงียบงัน” ที่เราต่างเผชิญอยู่นี้ ไม่ได้มีแต่ความว่างเปล่า และยิ่งไม่ใช่ความ “นิ่งงัน” อย่างที่บางคนอาจหมิ่นแคลน ลำพอง หรือแม้แต่ลอบทอดถอนใจ หากแต่ยังมีความเคลื่อนไหว และมีคนจำนวนมากที่ยังคงพยายามจะ “ก้าวฝ่า” มันไป
แต่ถ้าหาก A Walk Through "the Silence" จะสามารถทำได้มากกว่านี้ ผมก็คงได้แต่ยินดีกับมัน
.........................................................................................................
หมายเหตุ:
1. ขอขอบคุณอาจารย์เสาวนีย์ อเล็กซานเดอร์ สำหรับคำปรึกษาในการตั้งชื่อภาพ
2. ท่านที่ใช้ Facebook สามารถชมภาพชุดนี้และติดตามความเคลื่อนไหวผ่าน อัลบั้ม A Walk Through "the Silence" ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วยครับ
3. ท่านสามารถดูภาพชุดนี้ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้ทาง อัลบั้มนี้ ครับ (คลิ้กเลือกภาพ แล้วขยายโดยคลิ้กที่สัญลักษณ์แว่นขยาย/เครื่องหมาย + ตรงเมนูด้านบนครับ)
เอียน 'จริยธรรม' แต่ต้องยืนยันจริยธรรมประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
Tue, 2012-07-17 21:18
นักปรัชญาชายขอบ
ดังคำว่า “ไร้จริยธรรม” ที่ขยายความครอบความชั่วร้ายทุกมิติ เช่นทุจริตคอรัปชัน โกงทั้งโคตรเผด็จการรัฐสภา โง่ ถูกสนตะพาย ขี้ข้าทักษิณ ล้มสถาบัน ฯลฯ ดูเหมือนจะเลือกใช้กับ “นักการเมือง” และฝ่ายที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ส่วนคำว่า “มีจริยธรรม” ซึ่งขยายความครอบคลุมความเป็นคนดี กตัญญูต่อแผ่นดิน ซื่อสัตย์ เสียสละ จงรักภักดี ฯลฯ ดูเหมือนจะสงวนไว้ใช้ยกย่อง “เครือข่ายอำมาตย์” และฝ่ายที่เห็นคล้อยตามเท่านั้น ที่คือการสร้าง “มายาคติทางจริยธรรม” ที่ทำให้สังคมเรามองนักการเมือง ฝักฝ่ายทางการเมือง และเครือข่ายอำมาตย์อย่างโรแมนติก ไม่สมจริง
ท่ามกลางภาวะเอียนจริยธรรมดังกล่าวนั้น หลายคนเสนอว่า ในทางการเมืองเราไม่ควรอ้างเรื่องจริยธรรม เพราะคำว่าจริยธรรมเป็นเรื่องของความรู้สึก ความเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่มีทางเห็นตรงกันหรือหาข้อสรุปให้ตรงกันได้ เราควรอ้างอิงกฎหมายเท่านั้น เพราะเป็นกติกาที่ทุกคนเห็นสอดคล้องกันได้ ยึดถือปฏิบัติร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
แต่เราก็เผชิญวิกฤตอีกกับปัญหาเรื่อง “สองมาตรฐาน” ในการบังคับใช้กฎหมาย การอ้างการหลักนิติรัฐ นิติธรรมที่มีความหายตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง การตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน (ดังล่าสุดคือกรณีว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 โดยตรงเพื่อวินิจฉัยหรือไม่) เป็นต้น
เป็นความจริงว่า เราอยู่ในรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย และกฎหมายคือหลักสำคัญในการจัดการปัญหาขัดแย้งที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิของ กันและกัน แต่ในโลกของความเป็นจริงมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้อย่างมีสวัสดิภาพไม่ ใช่เพราะการยึดถือกฎหมายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการยึดถือคุณค่าอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญด้วย เช่น คุณค่าทางจริยธรรม เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น กรณีอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ถูกสื่อ ASTV ผู้จัดการแต่งภาพหน้าลิงขึ้นปกและใส่ข้อความว่า “วรเจี๊ยก” ถามว่าในทางกฎหมาย อาจารย์วรเจตน์สามารถฟ้องหมิ่นประมาทได้ไหม ก็ฟ้องได้ แต่อาจารย์วรเจตน์ไม่ฟ้อง การไม่ฟ้องในกรณีเช่นนี้แหละที่ผมคิดว่าเป็นการสะท้อนความหมายของ “จริยธรรม” ที่เรียกกันว่ามี “สปิริต” ความมี “ใจเปิดกว้าง” หรือขันติธรรมทางการเมือง (tolerance)
หรือในประเทศที่ประชาธิปไตยก้าวหน้า แม้จะมีกฎหมายหมิ่นประมุขของรัฐ แต่เขาก็ไม่ใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ เป็นเรื่องปกติที่ประมุขของรัฐจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ แม้กระทั่งล้อเลียนในการ์ตูนที่เขียน “ตัวเป็นหมา หน้าเป็นคน” หรือด่าหยาบๆ คายๆ (ดังที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยกมาเป็นตัวอย่างบ่อยๆ) แต่เขาก็ถือกันว่าเป็นไปได้ที่บุคคลสาธารณะอาจจะโดนแบบนั้น ฉะนั้น หากไม่ใช่เป็นการใส่ร้ายในเรื่องส่วนตัวจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศอย่างร้ายแรง หรือไม่ใช่เรื่องหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กันจริงๆ ก็จะไม่มีการใช้กฎหมายหมิ่น ดังเราแทบจะไม่ได้ข่าวว่ามีประเทศอารยประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่มีการใช้ กฎหมายหมิ่นประมุขของรัฐกับประชาชนของเขา หรือชาวต่างชาติ เหมือนที่ใช้กันอย่างเกินพอเพียงเช่นประเทศไทย
หรือหากจะยึดถือกันว่า ปัญหาขัดแย้งทุกเรื่องต้องอ้างอิง หรือยุติด้วยการใช้กฎหมายเท่านั้น ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ ต่อให้เป็นประเทศที่มีระบบกฎหมาย มีระบบยุติธรรมก้าวหน้ามาก ปัญหาก็ยังมีว่าสังคมที่ความขัดแย้งแทบทุกเรื่องต้องไปเคลียร์กันด้วยการ ขึ้นโรงขึ้นศาลเท่านั้น คือสังคมที่น่าอยู่จริงหรือ
สำหรับผมคิดว่า สังคมที่น่าอยู่ควรมีระบบกฎหมาย ระบบความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องมีคุณค่าอื่นๆ เช่น “คุณค่าทางจริยธรรม” มาทำหน้าที่เชื่อมประสานการอยู่รวมกันของสังคมให้สงบสุขด้วย บางเรื่องเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยการใช้จริยธรรมโดยไม่จำเป็นต้องใช้ กฎหมาย (เช่นกรณีอาจารย์วรเจตน์เป็นต้นที่เลือกจะใช้ขันติธรรมมากว่าที่จะใช้ กฎหมาย)
พุทธศาสนาเองก็ให้ความสำคัญมากกับการใช้จริยธรรมเชื่อมประสานการอยู่ร่วม กันอย่างสันติเช่น ในยุคสังคมราชาธิปไตย พุทธศาสนาจะสอนให้ผู้ปกครองมีทศพิธราชธรรมข้อ “ขันติ” ความอดทนหนักแน่นต่อถ้อยคำว่ากล่าวเพ่งโทษต่างๆ จากราษฎร และ “อักโกธะ” ความไม่โกรธราษฎร เนื่องจากในยุคราชาธิปไตยผู้ปกครองคือกฎหมาย หากผู้ปกครองไร้ขันติธรรมและอักโกธะรัฐราชาธิปไตยก็คงจะหาความสงบสุขได้ยาก
แต่ยุคนี้เราอยู่ในรัฐประชาธิปไตยที่เป็นนิติรัฐปกครองโดยกฎหมาย จริยธรรมของผู้ปกครองอาจไม่จำเป็นเท่ากับการสร้าง “ระบบที่ดี” คือระบบสมสมดุลระหว่างการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบ แต่ความเป็นจริงคือไม่ว่าระบบที่ดีอะไรก็ย่อมต้องการ “คุณค่า” ที่พึงประสงค์บางอย่าง คุณค่านี้แหละที่เราเรียกว่า “คุณค่าทางจริยธรรม” (moral values) เช่น คุณค่าทางจริยธรรมในระบบประชาธิปไตยก็คือ การมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ซึ่งเราเรียกคุณค่านี้ว่า คุณค่าเชิงหลักการ หรืออุดมการณ์ประชาธิปไตย
ฉะนั้น
ความมีจริยธรรมพื้นฐานของสมาชิกแห่งสังคมประชาธิปไตยก็คือ ความเคารพ
ปกป้องเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ถ้าจะถามหา “คนดี”
ของสังคมเช่นนี้ก็หมายถึงคนที่เคารพ ปกป้อง
และ/หรือต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพในสังคมนั่นเอง
และด้วยหลักจริยธรรมพื้นฐานนี้เองที่เราใช้เป็น “มาตรฐาน”
เพื่อตั้งคำถามถึง นักการเมืองที่ดี สื่อที่ดี นักวิชาการ ปัญญาชนที่ดี
มวลชนที่ดี ตลอดถึงตุลาการ องคมนตรี ทหาร อำมาตย์ที่ดี ฯลฯ
ความมีจริยธรรมของสมาชิกแห่งสังคมประชาธิปไตยดังกล่าว
จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องเรียกร้องเสมอไป แต่ “จริยธรรมมายาคติ” ดังที่พยายามตอกย้ำปลูกฝังกันเรื่องกตัญญูต่อแผ่นดินเป็นต้น ซึ่งมีความหมายที่คลุมเครือ ไม่ยึดโยงกับจริยธรรมพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ซ้ำยังมีอิทธิพลทางจิตวิทยาสังคมให้ประชาชนเชื่อถือศรัทธาคนบางคน บางกลุ่ม ที่ยกย่องกันว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ไม่คดโกง แต่ไม่ตั้งคำถามว่า เขาซื่อสัตย์ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เคารพอำนาจของประชาชนหรือไม่ มีจริยธรรมพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยหรือไม่
ซ้ำร้ายจริยธรรมมายาคติเช่นนั้นยังกลายเป็นฐานให้คนบางกลุ่มอ้างความเป็น คนดีมีคุณธรรมเพื่อทำรัฐประหารล้มรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งหมายความว่า สังคมนี้ยอมให้อภิสิทธิ์แก่คนดีบางคน บางกลุ่มละเมิดจริยธรรมพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยได้ทุกเมื่อ และเมื่อเกิดการกระทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิดการละเมิดจริยธรรมพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยโดยศาล สื่อ นักวิชาการ มวลชนบางฝ่ายที่อ้างความเป็นคนดีมีคุณธรรมในความหมายที่ไม่ได้สนับสนุน เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ จึงทำให้เราเอียนคำว่า “จริยธรรม” เต็มที
แต่จะอย่างไรก็ตาม จริยธรรมประชาธิปไตยคือเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพนั้นย่อมเป็นทั้ง “วิถี”และ “เป้าหมาย” ในตัวของมันเอง และมันคือมาตรฐานคัดสรรนักการเมืองที่ดี สื่อ นักวิชาการ ฯลฯ ที่ดี ฉะนั้น มันจึงเป็น “มาตรฐานสากล” ที่ใช้ตั้งคำถามกับทุกฝ่าย
และหากใช้มาตรฐานนี้กันจริงๆ
แน่นอนว่านักการเมือง นักวิชาการ มวลชน ฯลฯ
ที่อ้างอิงสถาบันกษัตริย์มาต่อสู้ทางการเมืองและทำรัฐประหาร
ย่อมเป็นผู้ไร้จริยธรรมพื้นฐานแห่งสังคมประชาธิปไตย
ทว่าแม้แต่นักการเมืองฝ่ายที่อ้างว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย
ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขามีจริยธรรมพื้นฐานแห่งสังคมประชาธิปไตย
หากเมื่อพวกเขาเข้ามามีอำนาจรัฐแล้วไม่ได้ต่อสู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
กฎหมาย
หรือเปลี่ยนโครงสร้างที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้
จริงฉะนั้น จริยธรรมพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยคือการเคารพ ปกป้อง และ/หรือต่อสู้เพื่อให้สังคมนี้มีระบบโครงสร้างที่ประชาชนมีเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพอย่างอารยประเทศ จึงถือเป็น “มาตรฐานสากล” ที่ใช้ตัดสินความเป็น “นักการเมืองที่ดี” (เป็นต้น)
ซึ่งเวลานี้สังคมเรากำลังขาดแคลน “นักการเมืองที่ดี” (เป็นต้น) ตามหลักจริยธรรมประชาธิปไตย หรือมาตรฐานสากลที่ว่ามานี้อยู่หรือไม่!
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: ยุบศาลไทย แต่เอาใจศาลโลก ?
ที่มา ประชาไท
Tue, 2012-07-17 15:41
การ ‘ปรับกำลัง’ ซึ่งอาจมองว่าทำเป็นมารยาทพองามในครั้งนี้ จะมีขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม ซึ่งครบรอบ 1 ปี ที่ ‘ศาลโลก’ มีคำสั่งเรื่อง ‘เขตปลอดทหารชั่วคราว’ ที่ว่าพอดี (ดูเพิ่มที่ http://bit.ly/VP18July)
แต่ไม่ทันรอให้ปรับกำลังกันเสร็จ ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ก็ ตั้งข้อสังเกตน่าสนใจทำนองว่า ทีกรณี ‘คำสั่งศาลโลก’ รัฐบาลยิ่งลักษณ์บอกว่าต้องปฏิบัติตาม แต่พอเป็น ‘คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ’ ของไทยเอง กลับปฏิเสธว่าศาลไม่มีอำนาจ เช่นนี้ ถือว่า ‘2 มาตรฐาน’ หรือไม่ ?
ไทยโต้แย้งอำนาจ ‘ศาลโลก’ หรือไม่ ?
ในขั้นแรก คงต้องให้ความเป็นธรรมกับ ‘ฝ่ายไทย’ ซึ่งสู้คดีมาตั้งแต่ ‘สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์’ ว่า ไทยเองก็ ‘โต้แย้ง’ อำนาจศาลโลกมาตั้งแต่ต้น และก็ยังคงโต้แย้งต่อไปว่า คำร้องที่กัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารนั้น ‘ไม่เข้าเกณฑ์ที่ศาลโลกจะรับพิจารณา’ (inadmissible)
กล่าวคือ ไทยโต้แย้งว่า กัมพูชากำลังขอให้ศาลโลก ‘เพิ่มเติมคำตัดสิน’ ที่เกินเลยไปกว่าเรื่องเดิมที่ตัดสินไว้ใน พ.ศ. 2505 ศาลจึงต้องปฏิเสธคำขอของกัมพูชา
ที่สำคัญ ในคดีนี้เอง ศาลโลกได้ย้ำว่า ‘เขตปลอดทหารชั่วคราว’ เป็นเพียงเรื่องมาตรการชั่วคราวที่มุ่งป้องกันการปะทะกันด้วยอาวุธเท่านั้น และย้ำอีกว่า คำสั่งชั่วคราวย่อมไม่ก้าวเข้าไปวินิจฉัยประเด็นเรื่องดินแดนหรือเขตแดน หรือเส้นแผนที่ใด (เช่น ย่อหน้าที่ 21, 38 และ 61 ของคำสั่งฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2554)
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาคดีศาลโลกในอดีต เช่น คดี Avena ระหว่าง เม็กซิโกและสหรัฐฯ ก็จะเห็นว่า แม้ศาลโลกจะรับคำร้องและมีคำสั่งมาตราการชั่วคราวไประหว่างพิจารณาแล้วก็ตาม แต่ในที่สุด ศาลโลกก็ยังสามารถพิพากษาว่าคำร้อง ‘ไม่เข้าเกณฑ์ที่ศาลจะรับพิจารณา’ ได้
ดังนั้น แม้ไทยจะปฎิบัติตามคำสั่งชั่วคราวก็ตาม แต่ศาลโลกก็ยังคงรับฟังข้อโต้แย้งของไทยเรื่อง ‘อำนาจศาล’ อยู่ และหากจะบอกว่า ‘ฝ่ายไทย’ (ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหน) ยอมตามศาลโลกหมดเลย ก็คงไม่เป็นธรรมนัก
ตรงกันข้าม หากกัมพูชายอมปรับกำลัง แต่ฝ่ายไทยขึงขังไม่ฟังศาลโลก ผู้พิพากษาบางท่านอาจนำพฤติการณ์ความแข็งกร้าวของฝ่ายไทยไปประกอบการตีความ ในคดี ซึ่งอาจไม่เป็นคุณต่อฝ่ายไทย ก็เป็นได้
ยุบศาลไทย แต่เอาใจศาลโลก ?
หากผู้ใดประสงค์จะเทียบกรณี ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ของไทย กับ ‘ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ’ ของชาวโลก ก็ขอให้คำนึงถึงข้อพิจารณาดังนี้
ประการแรก อำนาจของ ‘ศาลโลก’ เรื่อง คำสั่งมาตรการชั่วคราวก็ดี หรือ เขตอำนาจ (jurisdiction) ในการรับคำร้องขอให้ตีความคำพิพากษาก็ดี ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตาม ‘ตัวบทสนธิสัญญา’ ซึ่งประเทศไทยยอมรับผูกพันในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติ และแม้แต่ ‘รัฐธรรมนูญไทย’ มาตรา 82 ก็บัญญัติให้ไทยพึงปฏิบัติตาม
ผิดจากกรณี ‘ศาลรัฐธรรมนูญไทย’ ที่ละเมิดไวยากรณ์ของ มาตรา 68 ประเภทที่ครูภาษาไทยต้องส่ายหน้า จากนั้นก็ปลุกเสกเจตนารมณ์ (ของศาล) ขึ้นเองกลางอากาศ แต่สุดท้ายพออ่านคำวินิจฉัย กลับไม่แน่ใจในอำนาจตนเอง เลยได้แต่ยกคำร้อง แต่ก็อุตส่าห์สอดแทรกข้อเสนอแนะเรื่อง ‘การลงประชามติ’ ทั้งที่ไม่มีกฎหมายใดรองรับ
กล่าวคือ ‘ศาลรัฐธรรมนูญไทย’ ไม่มีแม้แต่ ‘เขตอำนาจ’ จะรับพิจารณาคดีการแก้รัฐธรรมนูญแต่แรก มิพักต้องพูดถึงความล้มเหลวของศาลในการอธิบายว่าคำร้องเข้า ‘หลักเกณฑ์การรับพิจารณา’ (inadmissible) หรือไม่ เช่น คำร้องที่ยื่นโดยคุณเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ซึ่งศาลกลับมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องได้อย่างสะดวกมือโดยไม่ทราบว่ามีหลักเกณฑ์ อย่างไร
ศาลไทย ‘ใหญ่’ คับโลก ?
ความพิสดารต่อไปของ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ไทยที่อาจเกิดได้ คือ การใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่แม้จะไม่ได้บัญญัติถึงกรณีการปฎิบัติตามคำสั่งศาลโลกไว้ แต่ก็อาจมีผู้ตีความว่า ไทยและกัมพูชาจะไปตกลงถอนหรือปรับกำลังทหารตามคำสั่งศาลโลกไม่ได้ แต่อาจต้องขอสภาก่อน
โปรดอย่าลืมว่า คดี มาตรา 68 แสดงให้เห็นแล้วว่า ศาลไทย พร้อมที่จะปลุกเสก อำนาจคำสั่งชั่วคราว เพื่อให้รัฐสภาไทยชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จึงคิดต่อว่า ศาลไทยจะสั่งฝ่ายบริหารไทย ให้ชะลอการถอนทหารร่วมกับกัมพูชาตามคำสั่งศาลโลกได้หรือไม่ !!??
หากพิจารณาหลักการของ มาตรา 190 ให้ถ่องแท้ การดำเนินการใดที่เป็นการประสานงานเป็นการชั่วคราวระหว่างฝ่ายบริหารของไทย และต่างประเทศ โดยเป็นเรื่องฝ่ายบริหารโดยแท้ เช่น การควบคุมเคลื่อนย้ายกำลังพล ซึ่งสภาได้มอบอำนาจตามกฎหมายให้ฝ่ายบริหารจัดการอยู่แล้ว การดังกล่าวก็มิต้องด้วยกรณีของมาตรา 190 ที่ต้องขอสภา
ในทางกลับกัน การพยายามยัดเยียดให้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยแท้ เช่น การควบคุมเคลื่อนย้ายกำลังพลทหาร ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิติบัญญัติหรือตุลาการตามมาตรา 190 นั้น นอกจากจะทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจและความรับผิดชอบในทางประชาธิปไตยแล้ว ยังจะก่อความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน จนสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายสันติภาพระหว่างประเทศในที่สุด
เพื่อไทยควรเดินหน้า วาระ 3 หรือไม่ ?
ข้อกฎหมายถูกกล่าวถึงไปชัดพอแล้ว สิ่งที่ไม่ชัดกลับเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากศาล เพราะบัดนี้ ก็ยังไม่ชัดเจนว่า ศาลได้ลงมติวินิจฉัยประเด็นที่ 2 เรื่องการทำประชามติ ตามที่ข่าวรายงานว่ามีมติ 8 -0 หรือไม่ ? และหากมีการงดเว้นไม่ลงมติ จะถือว่าศาลทำผิดกฎหมายหรือไม่ ? (ดู http://bit.ly/Praden2 )
ผู้เขียนกล่าวได้แต่เพียงว่า รัฐสภาต้องยึดกฎหมายให้อยู่เหนือศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลเองไม่กล้าจะวินิจฉัยให้ชัดว่า “ต้อง” ทำประชามติหรือไม่ แต่เลือกใช้ถ้อยคำว่า “ควร” ก็ย่อมเป็นหลักฐานว่าศาลยอมให้รัฐสภามีดุลพินิจในเรื่องดังกล่าว ซึ่งในการเดินหน้าต่อนั้น ผู้เขียนขอเสนอแนวทาง ที่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย และน่าจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ดังนี้
(1) แทนที่สภาจะแสดงท่าทีไม่ฟังศาล สภาก็อาจเดินหน้าอย่างแยบยล โดยการน้อมรับความห่วงใยของศาลเรื่องการทำประชามติมาปฏิบัติ ‘ภายใต้กลไกและกรอบอำนาจของสภา’ เช่น การให้ ส.ส. ส.ว. ลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนว่า ต้องการให้มีการเดินหน้าลงมติในวาระ 3 หรือไม่ แล้วจึงนำความเห็นจากแต่ละเขตเลือกตั้งมารับฟังแทนการทำประชามติ ก่อนเดินหน้าต่อ วาระ 3
(2) หากความเห็นที่ว่ายังไม่เป็นที่พอใจของผู้คัดค้าน รัฐสภาสามารถให้คำมั่นทางการเมืองแก่ประชาชนว่า ในวันที่ไปเลือกตั้ง ส.ส.ร. หากประชาชนกาช่อง ‘ไม่ประสงค์ลงคะแนน’ (Vote No) รวมกันทั้งประเทศสูงเป็นลำดับที่ 1 สภาก็จะกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกการตั้ง ส.ส.ร. เพราะถือว่าประชาชนแสดงความประสงค์ว่าไม่ต้องการให้มีการตั้ง ส.ส.ร. (โดยยอมรับข้อจำกัดว่า อาจมีประชาชนบางส่วนต้องการให้มี ส.ส.ร. แต่ไม่ประสงค์เลือก)
(3) หากกระบวนการ Vote No ยังชัดเจนไม่พอ ก็ขอให้ผู้ที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โปรดส่งตัวแทนมาลงสมัครเป็น ส.ส.ร. ในแต่ละเขต และประกาศเจตนารมณ์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดแจ้ง หากผู้ต่อต้านเหล่านี้ได้รับเลือกเข้าไปเป็น ส.ส.ร. เสียงข้างมาก ก็เพียงแต่ลาออกจากการเป็น ส.ส.ร. ซึ่งจะทำให้กระบวนการ ส.ส.ร. ต้องสิ้นสุดลงตาม ร่าง มาตรา 291/15
วิธีที่กล่าวมา เป็นขั้นตอนที่ประชาชนสามารถร่วมตัดสินใจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ได้แม้จะมีการลงมติในวาระ 3 ไปแล้ว ที่สำคัญ แม้ ส.ส.ร. จะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ แต่สุดท้ายก็จะต้องให้ประชาชนได้ลงประชามติเพื่อเลือกว่า จะเก็บรัฐธรรมนูญฉบับเดิมไว้หรือไม่ รัฐสภาจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องยอมทำประชามติก่อนการลงมติ วาระ 3 ซึ่งไม่มีกฎหมายรองรับ อีกทั้งสิ้นเปลือง และไม่มีตัวเลือกที่ชัดเจนอีกด้วย
‘นิติราษฎร์’ เสนอยุบเลิกศาล ?
แม้ผู้เขียนจะวิพากษ์ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ไว้มาก แต่ก็ทำไปด้วยความศรัทธาในสถาบันตุลาการและหวังให้วัฒนธรรมการวิพากษ์ตาม ครรลองประชาธิปไตยเป็นประหนึ่ง ‘วัคซีนทางปัญญา’ ที่สังคมจะนำมาใช้สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ทั้งตนเองและ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ในระยะยาว
ผู้เขียนจึงต้องคิดหนัก เมื่อ ‘นิติราษฎร์’ ได้นำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ และจัดตั้ง ‘คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ’ ขึ้นมาแทน
ผู้เขียนเห็นพ้องในแนวคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องถูกปฏิรูปอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะในแง่ที่มาของตุลาการ และเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า ‘ระบอบรัฐธรรมนูญ’ ต้องคงอยู่และสำคัญกว่า ‘ตัวรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ...’ ซึ่งอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
แต่ผู้เขียนก็ฝากความห่วงใยเบื้องต้น 7 ข้อ ให้ ‘นิติราษฎร์ ทั้ง 7’ โปรดทบทวนและอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้
(1) การที่นิติราษฎร์เสนอให้ฝ่ายการเมือง (ส.ส. ส.ว. และ ครม.) เป็นผู้เลือกตุลาการทั้งหมดโดยไม่มีการกลั่นกรองหรือร่วมกระบวนการโดยองค์กร อื่นที่ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง (แม้จะให้มีตุลาการมาจากศาลสูงอย่างน้อยสองคน หรือ ส.ว. จะถูกสรรหามาบางส่วนก็ตาม) จะทำให้เกิดปัญหาอย่างน้อยสองประการดังนี้ หรือไม่ ?
(1.1) ตุลาการไม่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง จนนำมาสู่ความอ่อนแอในการตรวจสอบผู้ที่เลือกตน และขาดความน่าเชื่อถือยิ่งกว่าศาลชุดเดิม
(1.2) ตุลาการทั้ง 8 ถูกเลือกโดยฝ่ายการเมืองที่ยึดโยงเสียงข้างมากทั้งหมด จนสุ่มเสี่ยงต่อกรณี ‘ทรราชเสียงข้างมาก’ (tyranny of the majority) เช่น การตีความกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของเสียงข้างน้อย
(โปรดสังเกตว่า การทำให้ตุลาการยึดโยงกับประชาชนอาจทำได้หลายรูปแบบและอาศัยส่วนร่วมได้จาก องค์กรอื่นที่ไม่ใช่องค์กรการเมืองทั้งหมด นอกจากนี้ คุณค่าระดับอุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตยประการหนึ่ง คือ การเคารพความประสงค์ของเสียงข้างมาก แต่คุ้มครองสิทธิของเสียงข้างน้อย ซึ่งในทางหนึ่งอาจแสดงออกได้โดยการมีองค์กรตุลาการที่มีความเป็นตัวแทนของ เสียงข้างน้อยโดยปริยาย หรือการอาศัยกลไกทางการเมืองในบริบทเฉพาะ เช่น การเสนอชื่อตุลาการโดยพรรคการเมือง 2 ขั้วที่สลับกันเป็นรัฐบาล)ใน
(2) นิติราษฎร์เสนอให้มีการเลือกผู้พิพากษาจากศาลสูงอย่างน้อยสองคน แต่หากไม่มีผู้พิพากษาศาลสูงยอมให้นักการเมืองมาชี้นิ้วเลือกเป็นตุลาการ จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ?
(3) นิติราษฎร์เสนอให้อำนาจของคณะตุลาการชุดใหม่มีอำนาจดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมี อยู่ในปัจจุบัน (ร่างมาตรา 5) แต่วิธีการร่างของนิติราษฎร์ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อำนาจการวินิจฉัยกฎหมายที่ถูกโต้แย้งในคดีตาม มาตรา 211 ก็ดี อำนาจการรับคำร้องโดยตรงจากประชาชนตาม มาตรา 212 ก็ดี หรือ อำนาจในการชี้ขาดข้อขัดแย้งระหว่างองค์กรรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 214 ก็ดี จะถูกยุบเลิกไปโดยเหตุการยกเลิก หมวด 10 ส่วนที่ 2 ทั้งหมด (ร่างมาตรา 2) หรือไม่ และหากเลิกอำนาจเช่นนั้น จะจัดการคดีที่ค้างมาตาม ร่างมาตรา 8 อย่างไร ?
(4) นิติราษฎร์เสนอให้เพิ่มคำว่า “หลักการนิติรัฐประชาธิปไตย” (ร่างมาตรา 4 ในส่วน มาตรา 196/3) ซึ่งแม้นิติราษฎร์อาจมีนิยามทางวิชาการของกลุ่มเอง แต่อาจมีผู้สงสัยว่า “หลักการนิติรัฐประชาธิปไตย” ที่ว่านี้ แตกต่างไปจาก “หลักนิติธรรม” ซึ่งมีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 หรือไม่ และการบัญญัติคำที่ต่างกันนี้ จะนำไปสู่ปัญหาว่าคณะตุลาการชุดนี้จะแตกต่างไปจากองค์กรอื่นของรัฐที่ถูก กำหนดให้ยึด “หลักนิติธรรม” หรือไม่ ?
(5) การกำหนดให้คณะตุลาการมีทั้งหมด 8 คน ซึ่งเป็นเลขคู่ และกำหนดว่ามติวินิจฉัยที่คะแนนเสียงเท่ากัน “ให้คำร้องเป็นอันตกไป” (ร่างมาตรา 4 ในส่วน มาตรา 196/11) นั้น มีผลในทางรัฐธรรมนูญอย่างไร เช่น หากเป็นคำร้องของประชาชนที่โต้แย้งกฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ เท่ากับว่าคณะตุลาการไม่อาจคุ้มรองสิทธิเสรีภาพได้กระนั้นหรือ ? หรือหากเป็นกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะหาทางออกอย่างไร ?
(6) ถ้อยคำของ ร่างมาตรา 4 ในส่วน มาตรา 196/13 ที่ว่า “ห้ามมิให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญกระทำการใดอันมีผลเป็นการขัด ขวางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” นั้นกินความกว้างขวางมาก และอาจมีปัญหาในการตีความ เช่น หากรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติใดที่มีสาระสำคัญเป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ การขัดขวางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่าจะถูกตีความอย่าง ไร หรือ แม้แต่การใช้อำนาจอื่นของคณะตุลาการที่รับรองไว้ เช่น กรณีตาม มาตรา 65 หากมติของพรรคมีความสัมพันธ์กับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการจะยังสามารถวินิจฉัยยกเลิกมติได้หรือไม่ ?
(7) โดยรวมแล้ว ข้อเสนอของนิติราษฎร์สามารถบรรลุผลตามเจตนารมณ์ได้โดยวิธีการอื่น ที่ไม่ต้องยุบเลิกความเป็นสถาบันของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ? เช่น การแก้ไขที่มาและจำนวนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะโดยการคงตุลาการชุดเดิมไว้และสรรหาหรือเลือกเพิ่มอีก 6 คน หรือ โดยการกำหนดให้ตุลาการทั้ง 9 คนพ้นจากตำแหน่ง และสรรหาหรือเลือกใหม่ตามกระบวนการที่ยึดโยงกับประชาชนและหลากหลายมากขึ้น แต่ทั้งนี้ โดยการรักษาคุณค่าและประสบการณ์ของความเป็นสถาบันศาลไว้ ?
โปรดระวัง ศาล 3จี ให้ดี !
พฤติกรรมการลุอำนาจและล่วงล้ำกฎหมายไม่ได้เกิดขึ้นได้เฉพาะที่ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ หรือ องค์กรการเมือง เท่านั้น แต่คนไทยโปรดระวังว่า ผู้ใช้อำนาจรัฐ หากไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ก็มีแนวโน้มจะทำผิดกฎหมายและเอาเปรียบประชาชนได้เสมอ
ผู้เขียนเองได้ติดตามการใช้อำนาจของ กสทช. ในการออก “ร่างประกาศ กสทช. ว่าด้วยข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะที่เป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. …” ซึ่งจะถูกนำมาใช้ “คัดกรอง” บริษัทที่จะเข้ามาประมูลขุมทรัพย์คลื่น 3จี ปลายปีนี้
ผู้เขียนเกรงว่า กสทช. กำลังใช้อำนาจที่ “เกินกฎหมาย” “ผิดตรรกะ” “ขัดหลักนิติศาสตร์” และ “ละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ” ที่สำคัญ ยังเป็นการใช้อำนาจที่ “ทำลายประชาธิปไตย” โดย กสทช. รวบอำนาจให้ตนแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายได้เองแทน “รัฐสภา” แถมอุดช่องว่างกฎหมายได้เองแทน “ศาล” อีกทั้งยังกำหนดนโยบายการค้าการลงทุนของชาติได้เองแทน “รัฐบาล” !
ที่ผ่านมาผู้เขียนได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ไปยัง กสทช. หลายครั้ง แต่ กสทช. ไม่มีทีท่าจะรับฟัง และจะยังคงเดินหน้าออกร่างประกาศฯ ดังกล่าว ในช่วงวันที่ 18 นี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องเพื่อขัดขวางการประมูล 3จี หรือล้มประมูล 3จี ปลายปีนี้ และประชาชนอย่างพวกเรา ก็ได้แต่กระพริบตาปริบๆ ไม่ต่างจากที่ กสทช. ปล่อยให้ ‘จอดำ’ เกิดขึ้นมาแล้ว
ดังนั้น นอกจากเรื่อง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ และ ‘ศาลโลก’ ก็ขอเชิญชวนประชาชนผู้ใช้มือถือทั้งประเทศ อย่าลืมตรวจสอบ กสทช. ที่กำลังลุอำนาจกลายมาเป็น ศาล 3จี เร็วจี๋จนจับไม่ทัน ! (ดูเพิ่มที่ http://bit.ly/3Gthai )
บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา : วิพากษ์วิธีกับขบวนการเสื้อแดงจากใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา ประชาไท
บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา เทปนี้คุยกับใจ อึ๊งภากรณ์ ถึงประเทศเยอรมัน
ถึงเรื่องมุมมองต่อขบวนการประชาธิปไตยของประชาชนอิยิปต์เปรียบเทียบกับการ
เคลื่อนไหวคนเสื้อแดงในเมืองไทย
และความแตกต่างของการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในสังคมที่ไม่มีขบวนการแรงงาน
เข้าร่วมอย่างประเทศไทย ต่างกับประเทศอื่นๆ
อย่างอิยิปต์หรือแม้แต่ในกรีซอย่างไร
Subscribe to:
Posts (Atom)















