WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 25, 2012

ปธน.เกาหลีใต้กล่าวคำ 'ขอโทษ' ออกทีวีแห่งชาติ เหตุพี่ชายพัวพันการทุจริต

ที่มา ประชาไท

 
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 55 ว่า ประธานาธิบดี ลี เมียง บัค ของเกาหลีใต้ ได้กล่าวคำขอโทษต่อสาธารณะผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ จากการดำเนินคดีข้อหาคอร์รัปชั่นต่อพี่ชายซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเมือง โดยกล่าวว่าความผิดครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดใครนอกจากของเขาเอง และโค้งคำนับต่อสาธารณชนเพื่อแสดงความขอโทษ
"ข้าพเจ้าโค้งคำนับและขออภัยที่ทำให้สาธารณะเกิดความกังวลจากเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น" เขากล่าว "ข้าพเจ้าจะสามารถโทษใครได้น่ะหรือ ทั้งหมดมันเป็นความผิดของข้าพเจ้าคนเดียว และข้าพเจ้าขอยอมรับคำตำหนิติเตียนใดๆ ทั้งสิ้น"
การกล่าวขอโทษของปธน. ลี เมียง บัค แสดงให้เห็นถึงการลดลงของความน่าเชื่อถือทางการเมืองของเขา ในฐานะที่เป็นผู้นำทางการเมืองที่สัญญาว่าจะกำจัดปัญหาคอร์รัปชั่นในรัฐบาล เกาหลีใต้
ลี ซาง ดึค พี่ชายของลีเมียง บัค ซึ่งเป็นอดีตส.ส. 6 สมัย และที่ปรึกษาทางการเมืองของปธน. ถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชั่นเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยศาลแขวงกลางของกรุงโซลอนุมัติหมายจับกุมนายลี ซัง-ดึ๊กตามคำร้องขอของอัยการ ซึ่งระบุว่า นายลีได้รับเงิน 600 ล้านวอน หรือราว 16.8 ล้านบาทจากประธานธนาคารออมทรัพย์ 2 แห่งที่กำลังประสบปัญหาอย่างโซโลมอน เซฟวิงส์ แบงก์ กับมิแร เซฟวิงส์ แบงก์  ช่วงระหว่างปี 2007-2011 แลกกับความช่วยเหลือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและการลงโทษ
โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทางการสั่งปิดธนาคารต่างๆที่มีสถานะอ่อนแอแล้วกว่า 20 แห่ง ขณะที่ประชาชนแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อปัญหาการทุจริตในภาคธนาคาร ที่ทำให้เงินฝากของพวกเขาประสบปัญหา
หลังจากศาลออกหมายจับ นายลีได้ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมทันที ขณะที่ประชาชนบางส่วนที่โกรธแค้น เพราะต้องสูญเสียเงินฝากในธนาคารออมทรัพย์ 2 แห่งที่ถูกพักกิจการ ได้ขว้างปาไข่เข้าใส่นายลี ในระหว่างที่เดินทางมาถึงศาล นอกจากนี้ นายชุง ดู-อัน ส.ส.พรรครัฐบาลและคนใกล้ชิดประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ก็ถูกอัยการสอบสวนกรณีพัวพันเรื่องอื้อฉาวกับธนาคารออมทรัพย์เช่นกัน
ทั้งนี้ การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของของลี เมียง บัค ซึ่งมีวาระ 5 ปี จะสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2556 โดยบางส่วนมองว่า การจับกุมพี่ชายของเขา จะส่งผลกระทบต่อพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะเกิดขึ้นในเดือน ธันวาคมปีนี้

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก South Korea's Lee Myung-bak in national apology
http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-18965750
South Korean President Lee apologises for graft scandal
http://www.kyivpost.com/content/world/south-korean-president-lee-apologises-for-graft-sc.html#.UA7HFCLeMSA
และเนื้อหาบางส่วนจาก มติชนออนไลน์

ดารุณี กฤตบุญญาลัย ร่วมแสดงความยินดี

ที่มา thaifreenews



ดารุณี กฤตบุญญาลัย ร่วมแสดงความยินดี
กับสมาชิกไทยฟรีนิวส์ และฝากขอบคุณ
ที่ได้ร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่ต้น
จนวันนี้ก้าวย่างเข้าปีที่  6 
"ThaiFreeNews 40 million page views"

เรื่องนี้เรื่องใหญ่พอกับที่ดินรัชดา ( คุณปลื้ม ณัฐกร เทวกุล)

ที่มา thaifreenews









คุณปลื้ม ณัฐกร เทวกุล ทวิตเตอร์ส่วนตัวแจ้งข่าว
ชวนติดตามคำวินิจฉัยศาลฏีกาในคดี


ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองนัดฟังคำสั่งจะประทับรับฟ้องคดี 
'ทักษิณ' ทุจริตปล่อยกู้ธ.กรุงไทย กว่า 9 พันล้าน แก่กลุ่มบริษัทกฤษฎามหานคร



เผย..เหตุที่สื่อชอบทำข่าวปลาบู่ชนเขื่อนและขนเพชร

ที่มา การ์ตูนมะนาว


ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 25/07/55 กองทัพใช้ GT200 อำมาตย์ใช้ MARK98

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




นี่คือพวก สัปดน คนลวงโลก
เติมวิปโยค หมองมัว ชั่วเห็นๆ
แต่ละเรื่อง ที่เกิด เปิดประเด็น
มันแฝงเร้น ความจัญไร ไร้จริยธรรม....


กองทัพไทย ใช้ไอ้นี่ GT 200
คือด่างพร้อย จัดซื้อมา ไม่กล้าขำ
บอกของดี อย่างพวกเขา เจ้าประจำ
ที่หนุนนำ แซ่ซ้อง จากกองเชียร์....


ส่วนอำมาตย์ ใช้ไอ้กาก MARK 98
ลือกันแซ่ด ว่าอัดแน่น สุดแสนเหิ้ย
กอดท้อปบูท สมอ้าง ล้างลิ้นเลีย
หน้าตัวเมีย โคตรตอแหล ไม่แคร์คน....


จากสองเรื่อง อัปรีย์ กาลีบ้าน
สร้างตำนาน วิปริต จิตสับสน
แค่พรางตา ซ่อนเงื่อน เหมือนเล่นกล
ยังเวียนวน ติดชนัก หนักแผ่นดิน....


คำอวดอ้าง สิ่งเหล่านี้ ว่าดีสุด
แสนผ่องผุด อย่าได้ริ มาติฉิน
คนโอบอุ้ม ยังเฉไฉ ไม่ได้ยิน
ชั่วทั้งสิ้น แถมแหลกเหลว เลวระยำ....


๓ บลา / ๒๕ ก.ค.๕๕

ศึกไทยพีบีเอส "บอร์ดชุดใหม่" กับการลุกขึ้นสู้ของพนักงานเรียกร้อง "หยุดคุกคาม"

ที่มา Thai E-News

 25 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์



เสรีภาพสื่อคือหลักประกันเสรีภาพของประเทศ สื่อสาธารณะเช่น  ไทยพีบีเอส จำต้องเป็นสื่อกลางที่เที่ยงตรง ยึดมั่นในเสรีภาพ  และต้องโปร่งใสเพื่อประชาชน 


เปิด 14 ชื่อเข้าชิงบอร์ดใหญ่ "ไทยพีบีเอส"

  ที่มา ประชาไท

(24 ก.ค.55) เว็บไซต์องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เผยแพร่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อแสดงวิสัยทัศน์การสรรหากรรมการนโยบาย ส.ส.ท. 14 ราย ซึ่งจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ 27 ก.ค.นี้

โดยการสรรหากรรมการนโยบายไทยพีบีเอสดังกล่าวมีขึ้นเพื่อทดแทนกรรมการ นโยบายไทยพีบีเอส ที่จะครบวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย
1.ด้านบริหารจัดการองค์กร จำนวน 2 คน ได้แก่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป และนายจินตนา พันธุฟัก และ 2.ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยฯ จำนวน 3 คน ได้แก่ นางมัทนา หอมละออ รศ.อรศรี งามวิทยาพงศ์ และนายกมล กมลตระกูล

สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือก แบ่งเป็น ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุนชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และการศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 9 ราย ได้แก่
  1. นายกมล กมลตระกูล กรรมการนโยบาย ส.ส.ท.ชุดที่กำลังจะหมดวาระ
  2. นายนคร ชมพูชาติ คณะกรรมการบริหาร ส.สท.
  3. นายวิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
  4. นางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้อำนวยการเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (มูลนิธิอันเฟรล)
  5. นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท
  6. นายสุริชัย หวันแก้ว  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหมาวิทยาลัย
  7. นายสมพันธ์ เตชะอธิก อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  8. นายณัฐวัฒน์ อริย์ธัชโภคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์ เลขานุการคณะทำงานโฆษก สำนักงาน ป.ป.ช.
  9. นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ด้านการบริหารจัดการองค์กร 5 ราย ได้แก่
  1. นายธีรภัทร สงวนกชกร อดีต บอร์ด อสมท.
  2. นางปราณี ทินกร อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาศาสตร์ธรรมศาสตร์
  3. นายพลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.ชุดที่กำลังจะหมดวาระ
  4. นายอนุชาติ พวงสำลี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย ฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล/ กรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว
  5. นายบุญเลิศ ศุภดิลก อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 มาตรา 18 ได้กำหนดวิธีในการสรรหากรรมการนโยบายไทยพีบีเอสไว้ว่า ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ จำนวน 15 คน ที่ประกอบด้วย
  1. ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
  2. นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
  3. นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
  4. ประธานสภาสถาบันนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย
  5. ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน
  6. ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค
  7. ประธานสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์
  8. ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
  9. นายกสภาทนายความ
  10. ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
  11. ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  12. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  13. ปลัดกระทรวงการคลัง
  14. ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 
  15. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
โดยกรณีที่กรรมการสรรหาฯ ลำดับที่ 1-10 ไม่สามารถเข้าประชุมได้ ให้ผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจเข้าประชุมแทน โดยจะสามารถเดินหน้าประชุมต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อกรรมการสรรหาฯ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 10 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จะคัดเลือกผู้สมัครโดยวิธีลงคะแนนไม่เกินจำนวนตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง (ด้านบริหารจัดการองค์กร จำนวน 2 คน และด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยฯ จำนวน 3 คน) โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ คณะกรรมการสรรหาฯ ทั้งหมด
* * * * * * * * *

 จม.เปิดผนึกฉบับที่ 2 ของ พนง.ไทยพีบีเอส ร้องหยุดคุกคาม-จี้ถอดผู้บริหาร


ที่มา ประชาไท
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.กล่าวว่า  “ต้องขอขอบคุณสำหรับทุกๆ ความเห็นและความห่วงใยที่มีต่อไทยพีบีเอส ในฐานะสื่อสาธารณะที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ ผมได้เห็นข้อมูลและบทความที่เผยแพร่แล้วพบว่า มีทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและข้อสังเกตที่ดี มีข้อมูลส่วนที่เป็นความคิดเห็น ข้อเสนอแนะแต่ก็มีข้อมูลที่ไม่จริงปะปนอยู่มาก  อย่างไรก็ตามไทยพีบีเอสยินดีรับข้อเสนอแนะเหล่านี้มาพิจารณา”
ที่มา: http://org.thaipbs.or.th/org_news/prnews/article60355.ece

พนักงานไทยพีบีเอสหมดศรัทธาการบริหารงานที่ไร้ซึ่งธรรมาภิบาลและการจำกัด สิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของพนักงานในกรณีการเรียกร้องและร้องเรียน ให้มีการตรวจสอบการบริหารงานของไทยพีบีเอสในหลายภาคส่วน โดยภายหลังจากกลุ่มพนักงานซึ่งรวมตัวกันร่วมสองร้อยคนลงนามและเคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการบริหารงานหลังจอไทยพีบีเอส ก็ได้เกิดประเด็นการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น/การ แสดงออกซึ่งนำไปสู่การได้รับการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม สื่อมวลชน หน่วยงานอิสระต่างๆ และการข่มขู่คุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกลุ่มพนักงานที่เคลื่อนไหว พร้อมการตั้งข้อสังเกตของพนักงาน ดังต่อไปนี้

1. ระดับผู้นำ/ตัวแทนองค์กรฯ ออกมาให้ข่าวว่าการร้องเรื่องมีทั้งข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ไม่จริง ตามบทบาทข้างต้น ที่กล่าวว่า "ผมได้เห็นข้อมูลและบทความที่เผยแพร่แล้วพบว่า มีทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและข้อสังเกตที่ดี มีข้อมูลส่วนที่เป็นความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แต่ก็มีข้อมูลที่ไม่จริงปะปนอยู่มาก" จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าทำไมระดับบริหาร หรือโฆษกตัวแทนขององค์กรไม่สามารถออกมาชี้แจงข้อสงสัยให้แก่พนักงานและ สาธารณะชนตามประเด็นต่อไปนี้

- มีทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและข้อสังเกตที่ดี และทำไมถึงไม่ออกมาชี้แจงให้เห็นว่าการร้องเรียนของพนักงานเพื่อให้เกิดการ ตรวจสอบนั้น มีประเด็นหรือข้อมูลใดที่เท็จจริงและเป็นข้อสังเกตที่ดี ?
- มีข้อมูลส่วนที่เป็นความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แต่ก็มีข้อมูลที่ไม่จริงปะปนอยู่มาก ทำไม ไม่มีการออกมาชี้แจงว่าประเด็นใดเป็นข้อเสนอแนะที่ควรรับไว้พิจารณาปรับปรุง และประเด็นใดที่กล่าวอ้างว่าเป็นข้อมูลเท็จ ไม่เป็นความจริง ?

2. นับตั้งแต่ที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพนักงานที่เรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบ มีการข่มขู่คุกคามพนักงานทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยกระบวนและวิธีการที่ไร้ซึ่งหลักการให้ความยุติธรรมและขาดธรรมาภิบาล ไม่สามารถมีกระบวนการสร้างความเข้าใจชี้แจงให้แก่พนักงานโดยรวม ซ้ำกระบวนการดังกล่าวยังยุยงให้พนักงานเกิดความแตกแยกเข้าใจผิด ซึ่งเป็นลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นสื่อสาธารณะและสิทธิมนุษย ชน ตามประเด็นข้อสังเกตดังนี้

- มีการให้ข่าวทั้งแก่พนักงานภายในองค์กรและสื่อมวลชนภายนอก ว่ากลุ่มพนักงานที่มีการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มบุคคลที่เสียผลประโยชน์ เป็นกลุ่มเสื้อแดง เป็นกลุ่มบุคคลที่จะนำความเสื่อมเสียให้แก่องค์กร เป็นกลุ่มบุคคลที่มุ่งให้ร้ายแก่องค์กรและจะนำองค์กรตกไปสู่เครื่องมือ ทางการเมือง ฯลฯ

การให้ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ของพนักงาน โดยสิ้นเชิง เนื่องด้วยพนักงานกลุ่มดังกล่าวรวมพลังเพื่อเคลื่อนไหวในการปกป้องสื่อ สาธารณะให้พ้นจากอำนาจการบริหารงานที่เชื่อว่ามีลักษณะการละเลยการปฏิบัติ หน้าที่ในการตรวจสอบความบกพร่องในการบริหารตลอดระยะเวลาสี่ปี การปกป้องผลประโยชน์และปกป้องการกระทำที่ไม่ได้ยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาลของ สื่อสาธารณะตามพันธกิจที่มีต่อสังคม การให้ข้อมูลดังกล่าวยังสร้างและถือเป็นการยุยงให้เกิดความแตกแยกในหมู่ พนักงานท่ามกลางวิกฤติประเด็นคำถามที่ควรตอบโจทย์ทั้งต่อพนักงานภายในองค์กร และต่อภาคประชาสังคม

- มีระดับผู้อำนวยในองค์กรสร้างความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก เพื่อส่งเสริมให้พนักงานในสังกัดตนเองสวมเสื้อไทยพีบีเอสเพื่อแสดงสัญลักษณ์ ในการต่อต้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มพนักงานที่เรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบ ซ้ำยังมีถ้อยคำที่หมิ่นประมาทพนักงานที่เคลื่อนไหวว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ พยายามให้ร้ายและทำลายภาพพจน์ขององค์กร ซึ่งอาจนำไปสู่การสะท้อนซึ่งการปกป้องการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมของ หน่วยงานภายนอก

- กระบวนการไต่สวน/ตรวจสอบข้อร้องเรียนภายในองค์กรได้รับการคุกคามจากประธาน กรรมการนโยบาย (คนปัจจุบัน) และจากผู้บริหารระดับสูงที่เชื่อว่ามีการใช้อำนาจที่มิชอบในการขอดูเอกสาร รายชื่อและข้อมูลประกอบการร้องเรียนที่อยู่ในซอง ทั้งที่ไม่ได้มีอำนาจใดใดในกระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียกดังกล่าว

- มีคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงห้ามไม่ให้พนักงานในแต่ละสำนักเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ซึ่งสะท้อนให้เห็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นสื่อมวลชนและ ในฐานะพนักงานในนามข้าราชการที่เป็นลูกจ้างขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ แห่งประเทศไทย โดยปราศจากการชี้แจงที่ชัดเจน ซ้ำยังมีความพยายามบิดเบือนประเด็นการเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการบริหาร งานตามหลักธรรมาภิบาล เป็นเพียงการเรียกร้องเพื่อสิทธิ์ประโยชน์ของกลุ่มพนักงานที่สูญเสียผล ประโยชน์ และการบิดเบือนประเด็นไปสู่การคุกคามทั้งการเมือง 

มีพนักงานจำนวน 4 รายที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อมจากการใช้ความกล้าหาญและเจตนารมณ์ที่ บริสุทธิ์เพื่อเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบ ซึ่งนับเป็นการคุมคามขมขู่ทั้งที่พนักงานได้ขอสัตยาบรรณจากกลุ่มผู้บริหารใน การคุ้มครองสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการเรียกร้องและร้องเรียน ตลอดจนการสะท้อนข้อคิดเห็น ข้อสัเกตเห็นเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบโดยกระบวนการตรวจภายในและภายนอก เนื่องด้วยไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะกินเงินภาษีของประชาชน โดยสรุปประเด็นที่พนักงานได้รับผลกระทบต่อขวัญกำลังใจดังนี้

  • พนักงานท่านหนึ่งเป็นข้าราชการช่วยงานระดับซี 8 ได้รับการถูกขอยืมตัวมาช่วยงานที่ไทยพีบีเอส โดยมีกำหนดสิ้นสุดสัญญาการยืมตัวมาช่วยงานข้าราชการในสิ้นปีพ.ศ. 2555 ถูกส่งตัวกลับทันทีเมื่อเข้ามาร่วมพลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการตรวจ สอบ และถูกสั่งห้ามจากผู้อำนวยการส.ส.ท. ในการแสดงความคิดเห็นใดใด ทั้งที่เป็นข้าราชการเข้ามาช่วยงานที่ไทยพีบีเอส และในฐานะประชาชนท่านหนึ่งที่ควรมีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงออกซึ่งความคิด เห็นในการปรับปรุงบทบาทสื่อสาธารณะ
     
  • พนักงานระดับอาวุโสท่านหนึ่งเคยทำเรื่องร้องเรียนขอย้ายจากต้นสังกัด เนื่องด้วยถูกขมขู่คุกคามและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากต้นสังกัด โดยได้ดำเนินทำเรื่องขอย้าย จนเมื่อต้นสังกัดอนุมัติให้ทำเรื่องย้ายได้ พนักงานท่านก็ได้พยายามหาตำแหน่งและหน่วยงานที่เหมาะสม เมื่อได้รับอนุมัติจากปลายสังกัดแห่งหนึ่งให้ไปช่วยงาน ก็มีการถูกระงับภายหลัง และยื่นข้อเสนอใหม่ให้ไปลงหน่วยงานทางเลือกสองแห่ง เมื่อพนักงานท่านนั้นตัดสินใจตอบรับการขอโอนย้ายไปยังหน่วยงานหนึ่งเพื่อการ ทำงานที่จะเกิดประโยชน์และมีความสบายใจ ท้ายสุดหลังจากมีการเคลื่อนไหวในนามพนักงาน พนักงานท่านนี้ถูกระงับคำสั่งการโอนย้ายทันที โดยให้กลับไปทำงานในต้นสังกัดเดิมทันที (ต้นสังกัดที่พนักงานมีความอึดอัดใจในเรื่องธรรมาภิบาล ได้รับการข่มขู่คุกคามจากผู้บังคับบัญชา จนต้องทำเรื่องร้องเรียนไปที่ ผอ.ส.ส.ท. แต่กระบวนการซึ่งนำมาของความยุติธรรมนั้นสูญหายไประหว่างทาง เมื่อ ผอ.ส.ส.ท. นำเรื่องการร้องเรียนไปยังรองผู้อำนวยการของต้นสังกัด และรองผู้อำนวยการท่านนั้นมิได้มีกระบวนการไต่สวนและตรวจสอบเพื่อนำมาซึ่ง ความเป็นธรรม กลับนำแฟ้มการร้องเรียนนั้นไปให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของผู้ร้องเรียน อ่านทั้งหมด เรื่องราวของการข่มขู่คุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อมจึงดำเนินขึ้นมาโดยตลอด อย่างปราศจากการเร่งไต่สวน ตรวจสอบให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งเข้าข่ายการละเลยปฏิบัติหน้าที่ )
     
  • พนักงานท่านหนึ่งที่ออกมาร่วมใช้สิทธิ์ใช้เสียงเรียกร้องให้เกิดการตรวจ สอบ ถูกกรีดรถยนต์ที่ลานจอดรถไทยพีบีเอส ภายหลังออกจากห้องประชุมที่ผู้บริหารเปิดเวทีเปิดใจผู้บริหารในกรณีร้อง เรียนต่างๆ สะท้อนความเป็นแดนสนธยาอย่างแท้จริง แม้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ได้ว่าการข่มขู่ด้วยการกรีดรถพนักงานนั้นมาจากประเด็น ความขัดแย้งส่วนตัว หรือประเด็นการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบโดยเร่งด่วน ว่ามีเหตุการณ์อัธพาลเช่นนี้ เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ในองค์กรสื่อสาธารณะได้อย่างไร
     
  • พนักงานท่านหนึ่งได้รับการกล่าวว่าและสั่งห้ามให้เคลื่อนไหวภายหลังจาก ที่แสดงการวิพากษ์ความบกพร่องในด้านต่างๆ ของไทยพีบีเอส และภายหลังที่ร่วมแสดงออกซึ่งความเคลื่อนไหวเรียกร้องการตรวจสอบเพื่อนำมา ซึ่งหลักธรรมาภิบาลให้แก่สื่อสาธารณะของประชาชน

นับเป็นบทสะท้อนสู่การตั้งข้อสังเกตดังนี้
1. การปกป้องความผิดพลาดการบริหารงาน โดยบิดเบือนเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ของพนักงานที่เคลื่อนไหว
2. ความกลัวต่อข้อผิดพลาดที่กระทำไว้ซึ่งอาจเข้าข่ายการบริหารงานที่ผิดพลาดขัด ต่อกฎข้อบังคับว่าด้วยหลักธรรมาภิบาล ความ โปร่งใส ความเป็นธรรมภายใต้พระราชบัญญัติขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่ง ประเทศไทย

3. การเชื่อมโยงประเด็นเรื่องการคุกคามทางการเมือง ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดูงามหรูในการต้องลงจากตำแหน่ง ทั้งที่ไม่ได้มีประเด็นใดๆ เกี่ยวกับการคุกคามทางการเมือง

หากพิจารณาดีๆ การบริหารงานที่ อ่อนแอ ขาดธรรมาภิบาลความโปร่งใสต่างหาก ที่จะนำไทยพีบีเอสไปสู่การวิพากษ์ของสังคม ของรัฐบาล และหากกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด อนาคตของไทยพีบีเอสก็มีทางออก และทางแก้ทางเดียวคือการได้ผู้บริหารระดับมืออาชีพที่มีความเข้าใจสื่อ สาธารณะอย่างแท้จริง และเข้ามาขจัดความไม่โปร่งใส และผลประโยชน์ทับซ้อน การเล่นพรรคเล่นพวกของผู้บริหารชุดปัจจุบัน ซึ่งอ้างว่ามีอุดมการณ์ของความเป็นสื่อสาธารณะ หากแต่พฤติกรรมการบริหารกลับสะท้อนอุดมการณ์กลับขั้วจากพันธกิจที่ลั่นไว้ต่อประชาชน

แม้ว่าผลงานหน้าจอจะเป็นที่ ประจักษ์ในความเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าว รายการที่มีคุณภาพปราศจากการเมืองและธุรกิจเข้ามาแทรกแซง แต่ในบทบาทของความเป็นสื่อสาธารณะนั้น คงไม่สามารถนำผลวัดจากหน้าจอเพียงประการเดียวเป็นตัวชี้นำความสำเร็จ การบริหารคน การบริหารการคลัง และการบริหารงานทุกภาคส่วนหลังจอไทยพีบีเอสล้วนเป็นปัจจัยการบ่งบอกความ สำเร็จหรือไม่สำเร็จของบทบาทสื่อสาธารณะด้วย

ถึงเวลาที่สื่อสาธารณะควรมีผู้นำที่เคลื่อนนำไทยพีบีเอสด้วยหลักธร รมาภิบาล ขจัดความไม่โปร่งใส และโละทิ้งผู้บริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพและเจตนารมณ์ที่จะเข้ามาบริหารงาน เพื่อสื่อสาธารณะของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะเรื่องเรียกร้องผล ประโยชน์และสวัสดิการของพนักงานนั้นเป็นเรื่องรอง หากตราบใดที่ยังไม่สามารถรื้อโครงสร้างการบริหารแบบคิดใหม่ทำใหม่ได้ สวัสดิการขั้นพื้นฐานของพนักงานก็ไม่มีอนาคต และนั่นไม่ใช่เป็นประเด็นหลักของการเรียกร้องและร้องเรียนในเกิดการตรวจสอบ ในครั้งนี้

อ.วรเจตน์ ขวากหนาม รัฐธรรมนูญ เอเชียอัปเดท 24-7-2012

ที่มา speedhorse

 ขวากหนาม รัฐธรรมนูญ เอเชียอัปเดท 24-7-2012
http://www.4shared.com/mp3/eiEBtO5S/____24-7-2012.html



[ แก้ไขล่าสุดโดยspeedhorseเมื่อ2012-07-24 20:24 ]

Tuesday, July 24, 2012

ไม่ยืน ไม่ใช่อาชญากรรม, ข้าวโพดสาดซ้ำ ไม่เป็นอาชญากร

ที่มา ประชาไท

 

ในที่สุดปัญหาที่ยืดเยื้อมานานเกี่ยวกับปัญหาความกำกวมของประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 112 ก็คลี่คลายลงนิดหน่อย แม้จะไม่ใช่การคลี่คลายในชั้นศาล แต่ก็ถือว่าทำให้คดีระงับลงได้ และมีความน่าสนใจที่ควรกล่าวถึง
มูลเหตุของเรื่องเกิดขึ้นร่วมห้าปีแล้ว นานจนเกือบจำไม่ได้ เหลือเพียงม๊อตโตที่เกือบๆกลายเป็นวาทกรรมว่า “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม” โดยเรื่องนี้เริ่มต้นมาจาก การที่ ก (ผู้ถูกกล่าวหาไม่ประสงค์เป็นข่าว จึงขอใช้ชื่อสมมติทั้งหมด) และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ได้เข้าไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง เมื่อถึงเพลงสรรเสริญบรรเลง ก และเพื่อนก็ไม่ได้ยืน แต่ก็นั่งด้วยความสงบซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ ก และเพื่อนปฏิบัติเช่นนี้มานานแล้ว ปรากฏว่า ก ถูกชายคนหนึ่ง ที่ต่อไปนี้จะเรียกว่า ข “ตักเตือน” ให้ลุกขึ้นยืนถวายความเคารพต่อเพลงดังกล่าว ด้วยการตักเตือนด้วยการส่งเสียงดัง ปาด้วยกระดาษ ปัดแก้วน้ำอัดลมจนตกแตก กระชากกล่องป๊อปคอร์นออกสาดใส่ ก และเพื่อน ท่ามกลางการเชียร์ของผู้ชมคนอื่นๆ ในโรงด้วยการปรบมือ สุดท้ายเรื่องจบด้วยการที่ตำรวจจากสถานีตำรวจที่รับผิดชอบมาระงับเหตุ โดย ข ขู่ ก ว่า ถ้าประสงค์จะดำเนินคดีต่อตน ก็จะแจ้งความ ก ด้วยข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย
ก และเพื่อนก็ได้เข้าแจ้งความด้วยข้อหาต่างๆ ต่อ ข ประกอบด้วย ดูหมิ่นซึ่งหน้า (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393) ทำร้ายร่างกายไม่เป็นอันตรายแก่กาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391) ทำให้เสียทรัพย์ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358) ร่วมกันบังคับข่มขืนใจให้กระทำหรือไม่กระทำการ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309) และความผิดฐานทะเลาะกันอื้ออึงในที่สาธารณะ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 372) ส่วน ข ก็เข้าแจ้งความต่อตำรวจให้ดำเนินคดีกับ ก ด้วยข้อหาเดียวคือ “ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์” (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนก็เสนอความเห็นต่อไปยังอัยการเพื่อ พิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่
ฝ่ายอัยการพิจารณาสำนวนเรื่อง ก แจ้งความดำเนินคดีต่อ ข ในข้อหาต่างๆ เสร็จก่อน โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 สั่งไม่ฟ้อง ข โดยให้เหตุผลในแต่ละข้อหาดังต่อไปนี้
...การที่ผู้ต้องหาเพียงแต่ใช้กล่องข้าวโพดคั่วและม้วนกระดาษขว้างใส่ผู้ เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายที่ 1 แพทย์ลงความเห็นว่าไม่พบบาดแผล แต่รู้สึกเจ็บที่ข้อมือเล็กน้อย ส่วนผู้เสียหายที่ 2 แพทย์ลงความเห็นไม่พบบาดแผล ไม่ต้องรักษา พยานหลักฐานที่ปรากฏจึงรับฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้งสอง มิได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ต้องหาได้กระทำในขณะลืมตัวโกรธจัดโต้เถียงกับผู้เสียหายทั้งสอง ในเรื่องการแสดงความเคารพต่อองค์พระประมุขโดยได้กระทำเพียงเท่านี้ และมิได้แสดงกริยาจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย ทั้งสองอีก จึงเชื่อได้ว่า มิได้เจตนาร่วมกันกระทำความผิด การกระทำของผู้ต้องหาจึงไม่เป็นความผิดฐานนี้
ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ทรัพย์ที่เสียหายมีราคาเล็กน้อย ผู้เสียหายทั้งสองซื้อมาในราคาเพียง 119 บาท และเป็นทรัพย์ที่เหลือจากผู้เสียหายทั้งสองดื่มกินแล้ว ขณะเกิดเหตุเป็นกรณีเกี่ยวพันที่ได้เกิดขึ้นติดต่อกันกับการกล่าวหาว่าทำ ร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งเกิดจากผู้ต้องหาร้องขอให้ผู้เสียหายทั้งสองแสดงความเคารพต่อองค์พระ ประมุขและสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามของสังคมไทยสืบมา จึงเชื่อว่าผู้ต้องหามิได้มีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ดังกล่าว
การที่ผู้ต้องหาใช้กระดาษขว้างมาทางผู้เสียหายแล้วพูดว่า “ออกไป” และการที่ผู้ชมคนอื่นอีกหลายคนโห่ร้องไล่ผู้เสียหายทั้งสองคนให้ออกจากโรง ภาพยนตร์ไปนั้น เพราะไม่พอใจที่ผู้เสียหาย ไม่ยืนแสดงความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ยังไม่เป็นการใช้คำพูดหรือกริยา หรือการแสดงออกใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาใช้กำลังให้ผู้เสียหายทั้งสองกลัวว่าจะเกิด อันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้เสียหาย และไม่ได้มีการใช้กำลังประทุษร้าย ขณะบอกให้ผู้เสียหายทั้งสองออกไปจากโรงภาพยนตร์ด้วย ดังนั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่ห้าคน ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด จำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ของผู้ถูกข่มขืนใจ แต่อย่างใด
การที่ผู้ต้องหาพูดว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ศาสนาไหนก็ตาม ทำไมไม่รักในหลวง เป็นคนไทยซะ ปล่าว ฝรั่งต่างชาติยังรู้จักยืน” ก็เป็นเรื่องที่ผู้ต้องหาเห็นผู้เสียหายทั้งสองไม่ยืนทำความเคารพเพลง สรรเสริญพระบารมี จึงเกิดความไม่พอใจ ซึ่งเป็นตามธรรมดาของคนไทยทุกคนที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว และคำพูดดังกล่าวก็เป็นการพูดว่ากล่าวตักเตือน เตือนสติ ให้ผู้เสียหายทั้งสองรู้สำนึกของการกระทำ มิได้เป็นถ้อยคำที่ด่าว่า ดูถูกเหยียดหยาม หรือทำให้เสียชื่อเสียง และมิได้ทำให้บุคคลที่รับฟังข้อความดังกล่าวรู้สึกเกลียดชังหรือดูหมิ่นผู้ เสียทั้งสองแต่อย่างใด และการที่ผู้เสียหายที่ 1 หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นพูดคุยและยืนขวางการชมภาพยนตร์ของผู้อื่น แล้วผู้ต้องหาได้พูดว่า “คุณไม่มีมารยาท ใส่เสื้อบ้าอะไรก็ไม่รู้ ออกไปซะ” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน การกระทำของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวเป็นการขัดกับมารยาทในการชมภาพยนตร์ที่ห้ามให้พูดคุยโทรศัพท์มือถือ หรือก่อให้เกิดการรบกวนผู้ชมคนอื่น ข้อความดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อความที่แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 1 ระงับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมารยาททางสังคม โดยที่ถ้อยคำดังกล่าวยังไม่เป็นการด่าว่า ดูหมิ่น หรือทำให้เสียชื่อเสียงถูกลดคุณค่าแต่อย่างใด การพูดจาของผู้ต้องหาดังกล่าว ทั้งสองข้อความจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า
การที่ผู้ต้องหากับผู้เสียหายทั้งสองโต้ตอบกันไปมา เนื่องจากผู้ต้องหาต้องการให้ผู้เสียหายทั้งสองยืนแสดงความเคารพเพลง สรรเสริญเพลงพระบารมี แต่มิได้อยู่ในลักษณะการโต้เถียงทะเลาะด่ากัน จึงมีเพียงผู้ต้องหาที่พูดจาเพียงฝ่ายเดียวเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสองกระทำ การดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดฐานทะเลาะกันอื้ออึงในที่สาธารณะหรือ กระทำให้เสียความสงบเรียบร้อยในที่สาธารณสถานแต่อย่างใด
จากนั้น ในอีกประมาณเกือบ 4 ปี ต่อมา (เกือบ 5 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ) อัยการจึงมีคำสั่งในเรื่องที่ ข แจ้งความให้ดำเนินคดีต่อ ก ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11เมษายน 2551 สั่งไม่ฟ้อง ก ในข้อหาตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 โดยมีเหตุผลดังนี้
การที่ผู้ต้องหาไม่ลุกขึ้นเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี และมีการพูดว่า “ทำไมต้องยืนด้วยไม่มีกฎหมายบังคับ” นั้น เห็นว่าการกระทำดังกล่าวมิได้แสดงออกซึ่งวาจาหรือกิริยาอันจะเข้าลักษณะเป็น การดูถูก เหยียดหยาม ทำให้อับอาย เสียหาย สบประมาท ด่าว่าและการกล่าวหรือโต้เถียงเกิดขึ้นหลังจากเพลงจบแล้ว แม้จะเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่ประชาชนทั่วไปต้อง ปฏิบัติก็ตาม แต่การกระทำของผู้ต้องหาทั้งยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามีเจตนาดูหมิ่นพระมหา กษัตริย์ อีกทั้งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานจึงไม่พอฟ้อง
โดยนายวิศิษฐ์ สุขยุคล อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ได้ให้ความเห็นว่า การกระทำของ ก กับพวกนั้น เพียงแต่ไม่ได้ลุกขึ้นยืนตรงขณะที่มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรง ภาพยนตร์ เพราะการแสดงความอาฆาตมาดร้ายจะต้องมีการกระทำแสดงให้เห็นด้วย เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อันจะมีลักษณะความผิด ในฐานแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ จึงถือว่าไม่เข้าข่ายตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 “พฤติการณ์ของนาย ก เป็นลักษณะของกิริยาที่ไม่เหมาะสม หากจะมีกฎหมายที่ให้เป็นความผิด เป็นความผิดจารีตประเพณีที่เป็นกฎหมายเก่า ปี 2485 และมีบทลงโทษให้จำคุก 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท โดยคดีมีอายุ 1 ปี หากมีการดำเนินคดีดังกล่าวแล้ว ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนสามารถเปรียบเทียบปรับได้ แต่หากผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ต้องทำสำนวนส่งให้อัยการตามขั้นตอนกฎหมาย แต่เนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้ตั้งข้อหาดังกล่าวมาด้วย คดีจึงหมดอายุความไปแล้ว อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่สามารถนำไปเป็นบรรทัดฐานในคดีอื่นได้ เพราะแต่ละคดีมีพฤติการณ์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏและพยานหลักฐานแตกต่างกันออกไป”
การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในทศวรรษนี้ เป็นที่ถกเถียงกันมานานนับตั้งแต่เกิดคดีนี้ เป็นครั้งแรกๆ มีการนำไปเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกากรณีใกล้เคียงนี้ที่เป็นกรณีที่เกิดขึ้น ร่วมสมัยกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1294/2521 โดยเนื้อหาของคำพิพากษานั้นมีดังนี้
“ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุมีการอภิปรายที่ท้องสนามหลวงกลุ่มศูนย์นิสิตนักศึกษา อภิปรายปัญหาเรื่องข้าวสารแพงอยู่ทางด้านทิศเหนือกลุ่มของนายผัน วิสูตรอภิปรายเรื่องการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่ทางด้านทิศใต้ ด้านวัดพระแก้ว จำเลยฟังกลุ่มนายผันอภิปราย เมื่อนายผันปิดอภิปรายและเปิดแผ่นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนที่ฟังการอภิปรายทุกคนได้ยืนตรง ขณะที่เพลงสรรเสริญพระบารมียังไม่จบ จำเลยได้กล่าวถ้อยคำว่า “เฮ้ย เปิดเพลงอะไรโว้ย ฟังไม่รู้เรื่อง” และจำเลยมิได้ยืนตรง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงที่ใช้บรรเลงในการพระราชพิธีหรือพิธีการต่าง ๆ เพื่อถวายพระเกียรติและถวายความเคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์โดยเฉพาะคดีนี้ ประชาชนที่ไปฟังอภิปรายย่อมเข้าใจว่าเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เปิดขึ้นเป็น การถวายความเคารพแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระมหา กษัตริย์ของไทยองค์ปัจจุบัน จึงได้ยืนตรงทุกคน จำเลยเป็นนักเรียนครูวิทยาลัยครูสวนสุนันทายอมต้องรู้และเข้าใจดีกว่า ประชาชนธรรมดาสามัญ การที่จำเลยมิได้ยืนตรงเช่นประชาชนคนอื่นในขณะที่เพลงสรรเสริญพระบารมีเปิด ขึ้น ทั้งยังบังอาจกล่าวถ้อยคำว่า “เฮ้ย เปิดเพลงอะไรโว้ย ฟังไม่รู้เรื่อง” เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาที่จะดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯลฯ
จะเห็นว่า “เรื่อง” ในคำพิพากษานี้ แตกต่างจากกรณีปัญหานี้อย่างชัด คือ ในฎีกา จำเลยนั้นนอกจากไม่ยืนแล้วยังกล่าวคำว่า “เพลงอะไรโว้ยฟังไม่รู้เรื่อง” ด้วย แต่ในคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาพูดเพียงว่า “ทำไมต้องยืนด้วยไม่มีกฎหมายบังคับ” ซึ่ง “น้ำเสียง” ของถ้อยคำนั้นแตกต่างกัน ซึ่งการไม่ยืนแล้วสำแดงกริยาอื่นประกอบที่ศาลพิพากษาว่าเป็นความผิดก็มี เช่น กรณีที่ทางเวบไซต์ iLaw รายงานคดีตัวอย่างอีกคดีว่า มีกรณีที่จำเลยไม่ลุกขึ้นยืนเพื่อถวายความเคารพ และได้ยกเท้าทั้งสองข้างพาดเก้าอี้ไปทางจอภาพยนตร์ เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีจบและได้ตะโกนคำหยาบคายออกมา ในคดีนี้ ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี
หรืออย่างในกรณีที่ อัยการอ้างถึง “ความผิดจารีตประเพณีที่เป็นกฎหมายเก่า ปี 2485” นั้น ได้ศึกษาแล้วพบว่า ความผิดตามอ้างเป็นไปตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 (ปัจจุบันยกเลิกแล้ว ตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553) มาตรา 15 บัญญัติว่า “ผู้ใดฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 6 มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ” ซึ่งจะไปประกอบกับ พระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 มาตรา 6 “บุคคลทุกคนจักต้องเคารพตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณี คือ ... (3) เคารพเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงเคารพอื่นๆ ซึ่งบรรเลงในงานตามทางราชการ ในงานสังคม หรือในโรงมหรสพ”อย่างไรก็ตาม ความผิดดังกล่าวก็ได้ “ยกเลิก” แล้วตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีบทกำหนดโทษอาญาใดๆ ในกฎหมายนี้อีกต่อไป
จึงอาจสรุปได้ในขณะนี้ว่า การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เปิดในโรงภาพยนตร์ โรงมหรสพ หรือล่าสุดได้ขยายเข้าไปถึงก่อนการแข่งขันกีฬาแล้ว หากเป็นการ “ไม่ยืนโดยสงบ” นั้น ในปัจจุบันยังไม่เป็นความผิดตามกฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือ ยังไม่พอฟังว่าเป็นความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจาก “ถ้อยคำ” ที่ปรากฏในคำสั่งของอัยการทั้งสองฉบับ ก็จะเห็นร่องรอยบางประการที่อาจจะไม่ได้หมายความว่า ปัจจุบันการ “ไม่ยืน” จะสามารถกระทำได้โดยเสรีเสียทีเดียว
โดยในคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” กรณี ข กระทำการต่างๆ ไม่ว่าจะปากระดาษหรือสาดป๊อบคอร์นใน ก นั้น ทางอัยการมองว่าเป็นการ “ร้องขอให้ผู้เสียหายทั้งสองแสดงความเคารพต่อองค์พระประมุขและสถาบันพระมหา กษัตริย์ อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามของสังคมไทยสืบมา” รวมทั้งการ “โห่ร้องไล่ผู้เสียหายทั้งสองคนให้ออกจากโรงภาพยนตร์ไป” นั้นก็ “เพราะไม่พอใจที่ผู้เสียหาย ไม่ยืนแสดงความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี” ซึ่ง “ยังไม่เป็นการใช้คำพูดหรือกริยา หรือการแสดงออกใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาใช้กำลังให้ผู้เสียหายทั้งสองกลัวว่าจะเกิด อันตราย” และดังนั้น การที่เห็นคนไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี “จึงเกิดความไม่พอใจ ซึ่งเป็นตามธรรมดาของคนไทยทุกคนที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว” ดังนั้นด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้อัยการวินิจฉัยไม่ควรสั่งฟ้องในความผิดต่างๆ นั้นเอง
ส่วนในกรณีคำสั่งไม่ฟ้องกรณี “ไม่ยืน” ของ ก นั้น แม้จะยังฟังไม่ได้ว่าเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 แต่การกระทำดังกล่าวก็ถือเป็น “กิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่ประชาชนทั่วไปต้องปฏิบัติ”
ร่องรอยดังกล่าว แม้ไม่ชัดแจ้ง แต่ก็ทำให้เราเห็นได้ลางๆว่า การ “ไม่ยืน” ไม่ใช่อาชญากรรมก็จริง แต่การไม่ยืนก็เป็น “กริยาไม่เหมาะสมที่ประชาชนทั่วไปต้องปฏิบัติ” และการ “ตอบโต้” การไม่ยืนนั้น ก็เป็นสิ่งที่ผู้พบเห็นเหตุการณ์ชอบที่จะตอบโต้การไม่ยืนด้วยการ “ตักเตือน” ตาม “ธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามของสังคมไทยสืบมา” ที่แม้อาจจะมีพฤติกรรมอันรุนแรงไปบ้าง แต่ถ้าไม่ได้รุนแรงต่อร่างกายจนเกินไป หรือทรัพย์สินที่เสียหายเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อย ก็เป็นความไม่พอใจที่เข้าใจได้ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาของ “คนไทยทุกคนที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว” ดังนั้นการไม่ยืน และการตอบโต้คนไม่ยืนตามสมควรแก่กรณีหากไม่รุนแรงเกินไปนั้น – กลไกกฎหมายอาญาของรัฐไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่ง
หรือสรุปสั้นกว่านั้นคือ – ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากรรม แต่ปากระดาษสาดข้าวโพดซ้ำ ก็ไม่ใช่อาชญากร
ในสถานการณ์ที่ฝ่ายผู้ที่ยึดมั่นในการปกป้องสถาบันอย่างล้นเกิน (Zealot) ได้โหมบรรยากาศให้ฝ่ายตนเป็นผู้มีความชอบธรรม ถึงขนาดยกพวกไปเตรียมล่าป้าคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการที่เป็นความผิด ตามมาตรา 112 นี้ ถึงสนามบินไม่ให้ออกนอกประเทศ แนวร่วมที่เป็นพนักงานสายการบินแห่งชาติก็ประกาศห้ามขึ้นเครื่อง หรือการโหมให้ใช้มาตรการทางอาญาที่เข้มข้นต่อการกระทำความผิดตามมาตรา 112 “อย่างเข้มข้น” ว่า ถ้าใครเห็นคนกระทำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วอยู่เฉยก็จะต้องมีความผิดด้วย เพราะถือเป็นตัวการร่วม จึงต้องแสดงออกทันที ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมหรือเป็นพยาน แล้ว การที่ใครสักคนจะ “ไม่ยืน” ในโรงหนังแม้จะโดยสงบ แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการได้รับการตอบโต้ที่คาดเดาไม่ได้เพื่อรักษา “ธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามของสังคมไทยสืบมาอันเป็นเรื่องธรรมดาของคนไทยทุก คนที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้.

ลิงค์อ้างอิง :
อัยการสั่งไม่ฟ้องคู่กรณี “สองไม่ยืน”
อัยการสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้อง คดีไม่ยืนในโรงหนัง
กรณีไม่ยืนแต่เอาขาพาดเก้าอี้
อัยการแจงเหตุไม่ฟ้องไม่ยืนในโรงหนัง ไม่เข้าข่าย “อาฆาตมาดร้าย”
เครือข่ายต้านคอรัปชั่นเสนอ 112 เข้มข้น พบความผิดแล้วเฉยเท่ากับ ‘ตัวการร่วม’

จม.เปิดผนึกฉบับที่ 2 ของ พนง.ไทยพีบีเอส ร้องหยุดคุกคาม-จี้ถอดผู้บริหาร

ที่มา ประชาไท

 



นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.กล่าวว่า  “ต้องขอขอบคุณสำหรับทุกๆ ความเห็นและความห่วงใยที่มีต่อไทยพีบีเอส ในฐานะสื่อสาธารณะที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ ผมได้เห็นข้อมูลและบทความที่เผยแพร่แล้วพบว่า มีทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและข้อสังเกตที่ดี มีข้อมูลส่วนที่เป็นความคิดเห็น ข้อเสนอแนะแต่ก็มีข้อมูลที่ไม่จริงปะปนอยู่มาก  อย่างไรก็ตามไทยพีบีเอสยินดีรับข้อเสนอแนะเหล่านี้มาพิจารณา”
ที่มา: http://org.thaipbs.or.th/org_news/prnews/article60355.ece

พนักงานไทยพีบีเอสหมดศรัทธาการบริหารงานที่ไร้ซึ่งธรรมาภิบาลและการจำกัด สิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของพนักงานในกรณีการเรียกร้องและร้องเรียน ให้มีการตรวจสอบการบริหารงานของไทยพีบีเอสในหลายภาคส่วน โดยภายหลังจากกลุ่มพนักงานซึ่งรวมตัวกันร่วมสองร้อยคนลงนามและเคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการบริหารงานหลังจอไทยพีบีเอส ก็ได้เกิดประเด็นการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น/การ แสดงออกซึ่งนำไปสู่การได้รับการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม สื่อมวลชน หน่วยงานอิสระต่างๆ และการข่มขู่คุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกลุ่มพนักงานที่เคลื่อนไหว พร้อมการตั้งข้อสังเกตของพนักงาน ดังต่อไปนี้
1. ระดับผู้นำ/ตัวแทนองค์กรฯ ออกมาให้ข่าวว่าการร้องเรื่องมีทั้งข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ไม่จริง ตามบทบาทข้างต้น ที่กล่าวว่า "ผมได้เห็นข้อมูลและบทความที่เผยแพร่แล้วพบว่า มีทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและข้อสังเกตที่ดี มีข้อมูลส่วนที่เป็นความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แต่ก็มีข้อมูลที่ไม่จริงปะปนอยู่มาก" จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าทำไมระดับบริหาร หรือโฆษกตัวแทนขององค์กรไม่สามารถออกมาชี้แจงข้อสงสัยให้แก่พนักงานและ สาธารณะชนตามประเด็นต่อไปนี้
- มีทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและข้อสังเกตที่ดี และทำไมถึงไม่ออกมาชี้แจงให้เห็นว่าการร้องเรียนของพนักงานเพื่อให้เกิดการ ตรวจสอบนั้น มีประเด็นหรือข้อมูลใดที่เท็จจริงและเป็นข้อสังเกตที่ดี ?
- มีข้อมูลส่วนที่เป็นความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แต่ก็มีข้อมูลที่ไม่จริงปะปนอยู่มาก ทำไม ไม่มีการออกมาชี้แจงว่าประเด็นใดเป็นข้อเสนอแนะที่ควรรับไว้พิจารณาปรับปรุง และประเด็นใดที่กล่าวอ้างว่าเป็นข้อมูลเท็จ ไม่เป็นความจริง ?
2. นับตั้งแต่ที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพนักงานที่เรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบ มีการข่มขู่คุกคามพนักงานทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยกระบวนและวิธีการที่ไร้ซึ่งหลักการให้ความยุติธรรมและขาดธรรมาภิบาล ไม่สามารถมีกระบวนการสร้างความเข้าใจชี้แจงให้แก่พนักงานโดยรวม ซ้ำกระบวนการดังกล่าวยังยุยงให้พนักงานเกิดความแตกแยกเข้าใจผิด ซึ่งเป็นลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นสื่อสาธารณะและสิทธิมนุษย ชน ตามประเด็นข้อสังเกตดังนี้
- มีการให้ข่าวทั้งแก่พนักงานภายในองค์กรและสื่อมวลชนภายนอก ว่ากลุ่มพนักงานที่มีการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มบุคคลที่เสียผลประโยชน์ เป็นกลุ่มเสื้อแดง เป็นกลุ่มบุคคลที่จะนำความเสื่อมเสียให้แก่องค์กร เป็นกลุ่มบุคคลที่มุ่งให้ร้ายแก่องค์กรและจะนำองค์กรตกไปสู่เครื่องมือทาง การเมือง ฯลฯ
การให้ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ของพนักงาน โดยสิ้นเชิง เนื่องด้วยพนักงานกลุ่มดังกล่าวรวมพลังเพื่อเคลื่อนไหวในการปกป้องสื่อ สาธารณะให้พ้นจากอำนาจการบริหารงานที่เชื่อว่ามีลักษณะการละเลยการปฏิบัติ หน้าที่ในการตรวจสอบความบกพร่องในการบริหารตลอดระยะเวลาสี่ปี การปกป้องผลประโยชน์และปกป้องการกระทำที่ไม่ได้ยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาลของ สื่อสาธารณะตามพันธกิจที่มีต่อสังคม การให้ข้อมูลดังกล่าวยังสร้างและถือเป็นการยุยงให้เกิดความแตกแยกในหมู่ พนักงานท่ามกลางวิกฤติประเด็นคำถามที่ควรตอบโจทย์ทั้งต่อพนักงานภายในองค์กร และต่อภาคประชาสังคม
- มีระดับผู้อำนวยในองค์กรสร้างความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก เพื่อส่งเสริมให้พนักงานในสังกัดตนเองสวมเสื้อไทยพีบีเอสเพื่อแสดงสัญลักษณ์ ในการต่อต้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มพนักงานที่เรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบ ซ้ำยังมีถ้อยคำที่หมิ่นประมาทพนักงานที่เคลื่อนไหวว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ พยายามให้ร้ายและทำลายภาพพจน์ขององค์กร ซึ่งอาจนำไปสู่การสะท้อนซึ่งการปกป้องการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมของ หน่วยงานภายนอก
- กระบวนการไต่สวน/ตรวจสอบข้อร้องเรียนภายในองค์กรได้รับการคุกคามจากประธาน กรรมการนโยบาย (คนปัจจุบัน) และจากผู้บริหารระดับสูงที่เชื่อว่ามีการใช้อำนาจที่มิชอบในการขอดูเอกสาร รายชื่อและข้อมูลประกอบการร้องเรียนที่อยู่ในซอง ทั้งที่ไม่ได้มีอำนาจใดใดในกระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียกดังกล่าว
- มีคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงห้ามไม่ให้พนักงานในแต่ละสำนักเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ซึ่งสะท้อนให้เห็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นสื่อมวลชนและ ในฐานะพนักงานในนามข้าราชการที่เป็นลูกจ้างขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ แห่งประเทศไทย โดยปราศจากการชี้แจงที่ชัดเจน ซ้ำยังมีความพยายามบิดเบือนประเด็นการเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการบริหาร งานตามหลักธรรมาภิบาล เป็นเพียงการเรียกร้องเพื่อสิทธิ์ประโยชน์ของกลุ่มพนักงานที่สูญเสียผล ประโยชน์ และการบิดเบือนประเด็นไปสู่การคุกคามทั้งการเมือง
มีพนักงานจำนวน 4 รายที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อมจากการใช้ความกล้าหาญและเจตนารมณ์ที่ บริสุทธิ์เพื่อเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบ ซึ่งนับเป็นการคุมคามขมขู่ทั้งที่พนักงานได้ขอสัตยาบรรณจากกลุ่มผู้บริหารใน การคุ้มครองสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการเรียกร้องและร้องเรียน ตลอดจนการสะท้อนข้อคิดเห็น ข้อสัเกตเห็นเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบโดยกระบวนการตรวจภายในและภายนอก เนื่องด้วยไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะกินเงินภาษีของประชาชน โดยสรุปประเด็นที่พนักงานได้รับผลกระทบต่อขวัญกำลังใจดังนี้

  • พนักงานท่านหนึ่งเป็นข้าราชการช่วยงานระดับซี 8 ได้รับการถูกขอยืมตัวมาช่วยงานที่ไทยพีบีเอส โดยมีกำหนดสิ้นสุดสัญญาการยืมตัวมาช่วยงานข้าราชการในสิ้นปีพ.ศ. 2555 ถูกส่งตัวกลับทันทีเมื่อเข้ามาร่วมพลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการตรวจ สอบ และถูกสั่งห้ามจากผู้อำนวยการส.ส.ท. ในการแสดงความคิดเห็นใดใด ทั้งที่เป็นข้าราชการเข้ามาช่วยงานที่ไทยพีบีเอส และในฐานะประชาชนท่านหนึ่งที่ควรมีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงออกซึ่งความคิด เห็นในการปรับปรุงบทบาทสื่อสาธารณะ
     
  • พนักงานระดับอาวุโสท่านหนึ่งเคยทำเรื่องร้องเรียนขอย้ายจากต้นสังกัด เนื่องด้วยถูกขมขู่คุกคามและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากต้นสังกัด โดยได้ดำเนินทำเรื่องขอย้าย จนเมื่อต้นสังกัดอนุมัติให้ทำเรื่องย้ายได้ พนักงานท่านก็ได้พยายามหาตำแหน่งและหน่วยงานที่เหมาะสม เมื่อได้รับอนุมัติจากปลายสังกัดแห่งหนึ่งให้ไปช่วยงาน ก็มีการถูกระงับภายหลัง และยื่นข้อเสนอใหม่ให้ไปลงหน่วยงานทางเลือกสองแห่ง เมื่อพนักงานท่านนั้นตัดสินใจตอบรับการขอโอนย้ายไปยังหน่วยงานหนึ่งเพื่อการ ทำงานที่จะเกิดประโยชน์และมีความสบายใจ ท้ายสุดหลังจากมีการเคลื่อนไหวในนามพนักงาน พนักงานท่านนี้ถูกระงับคำสั่งการโอนย้ายทันที โดยให้กลับไปทำงานในต้นสังกัดเดิมทันที (ต้นสังกัดที่พนักงานมีความอึดอัดใจในเรื่องธรรมาภิบาล ได้รับการข่มขู่คุกคามจากผู้บังคับบัญชา จนต้องทำเรื่องร้องเรียนไปที่ ผอ.ส.ส.ท. แต่กระบวนการซึ่งนำมาของความยุติธรรมนั้นสูญหายไประหว่างทาง เมื่อ ผอ.ส.ส.ท. นำเรื่องการร้องเรียนไปยังรองผู้อำนวยการของต้นสังกัด และรองผู้อำนวยการท่านนั้นมิได้มีกระบวนการไต่สวนและตรวจสอบเพื่อนำมาซึ่ง ความเป็นธรรม กลับนำแฟ้มการร้องเรียนนั้นไปให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของผู้ร้องเรียน อ่านทั้งหมด เรื่องราวของการข่มขู่คุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อมจึงดำเนินขึ้นมาโดยตลอด อย่างปราศจากการเร่งไต่สวน ตรวจสอบให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งเข้าข่ายการละเลยปฏิบัติหน้าที่ )
     
  • พนักงานท่านหนึ่งที่ออกมาร่วมใช้สิทธิ์ใช้เสียงเรียกร้องให้เกิดการตรวจ สอบ ถูกกรีดรถยนต์ที่ลานจอดรถไทยพีบีเอส ภายหลังออกจากห้องประชุมที่ผู้บริหารเปิดเวทีเปิดใจผู้บริหารในกรณีร้อง เรียนต่างๆ สะท้อนความเป็นแดนสนธยาอย่างแท้จริง แม้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ได้ว่าการข่มขู่ด้วยการกรีดรถพนักงานนั้นมาจากประเด็น ความขัดแย้งส่วนตัว หรือประเด็นการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบโดยเร่งด่วน ว่ามีเหตุการณ์อัธพาลเช่นนี้ เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ในองค์กรสื่อสาธารณะได้อย่างไร
     
  • พนักงานท่านหนึ่งได้รับการกล่าวว่าและสั่งห้ามให้เคลื่อนไหวภายหลังจาก ที่แสดงการวิพากษ์ความบกพร่องในด้านต่างๆ ของไทยพีบีเอส และภายหลังที่ร่วมแสดงออกซึ่งความเคลื่อนไหวเรียกร้องการตรวจสอบเพื่อนำมา ซึ่งหลักธรรมาภิบาลให้แก่สื่อสาธารณะของประชาชน

นับเป็นบทสะท้อนสู่การตั้งข้อสังเกตดังนี้
1. การปกป้องความผิดพลาดการบริหารงาน โดยบิดเบือนเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ของพนักงานที่เคลื่อนไหว
2. ความกลัวต่อข้อผิดพลาดที่กระทำไว้ซึ่งอาจเข้าข่ายการบริหารงานที่ผิดพลาดขัด ต่อกฎข้อบังคับว่าด้วยหลักธรรมาภิบาล ความ โปร่งใส ความเป็นธรรมภายใต้พระราชบัญญัติขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศ ไทย
3. การเชื่อมโยงประเด็นเรื่องการคุกคามทางการเมือง ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดูงามหรูในการต้องลงจากตำแหน่ง ทั้งที่ไม่ได้มีประเด็นใดๆ เกี่ยวกับการคุกคามทางการเมือง
หากพิจารณาดีๆ การบริหารงานที่ อ่อนแอ ขาดธรรมาภิบาลความโปร่งใสต่างหาก ที่จะนำไทยพีบีเอสไปสู่การวิพากษ์ของสังคม ของรัฐบาล และหากกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด อนาคตของไทยพีบีเอสก็มีทางออก และทางแก้ทางเดียวคือการได้ผู้บริหารระดับมืออาชีพที่มีความเข้าใจสื่อ สาธารณะอย่างแท้จริง และเข้ามาขจัดความไม่โปร่งใส และผลประโยชน์ทับซ้อน การเล่นพรรคเล่นพวกของผู้บริหารชุดปัจจุบัน ซึ่งอ้างว่ามีอุดมการณ์ของความเป็นสื่อสาธารณะ หากแต่พฤติกรรมการบริหารกลับสะท้อนอุดมการณ์กลับขั้วจากพันธกิจที่ลั่นไว้ต่อประชาชน
แม้ว่าผลงานหน้าจอจะเป็นที่ ประจักษ์ในความเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าว รายการที่มีคุณภาพปราศจากการเมืองและธุรกิจเข้ามาแทรกแซง แต่ในบทบาทของความเป็นสื่อสาธารณะนั้น คงไม่สามารถนำผลวัดจากหน้าจอเพียงประการเดียวเป็นตัวชี้นำความสำเร็จ การบริหารคน การบริหารการคลัง และการบริหารงานทุกภาคส่วนหลังจอไทยพีบีเอสล้วนเป็นปัจจัยการบ่งบอกความ สำเร็จหรือไม่สำเร็จของบทบาทสื่อสาธารณะด้วย
ถึงเวลาที่สื่อสาธารณะควรมีผู้นำที่เคลื่อนนำไทยพีบีเอสด้วยหลักธรรมา ภิบาล ขจัดความไม่โปร่งใส และโละทิ้งผู้บริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพและเจตนารมณ์ที่จะเข้ามาบริหารงาน เพื่อสื่อสาธารณะของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะเรื่องเรียกร้องผล ประโยชน์และสวัสดิการของพนักงานนั้นเป็นเรื่องรอง หากตราบใดที่ยังไม่สามารถรื้อโครงสร้างการบริหารแบบคิดใหม่ทำใหม่ได้ สวัสดิการขั้นพื้นฐานของพนักงานก็ไม่มีอนาคต และนั่นไม่ใช่เป็นประเด็นหลักของการเรียกร้องและร้องเรียนในเกิดการตรวจสอบ ในครั้งนี้

5 ปีทีวีสาธารณะ ใครได้อะไร

ที่มา ประชาไท

 


“คุ้มภาษีหรือไม่?” เป็นวาทกรรมที่มักถูกใช้เมื่อมีผู้ต้องการประเมินการทำงานของสื่อสาธารณะ หรือ ต้องการจะใช้เป็นเครื่องมือตั้งคำถามกับการทำงานของสื่อแห่งนี้มาตั้งแต่ ก่อนการก่อกำเนิด 15 มกราคม 2551 และก็ยังคงใช้กันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
หากจะตอบคำถามดังกล่าว คงต้องอธิบายขยายคำถามเพื่อหาคำตอบก่อนว่า “ความคุ้มภาษี” นั้นเทียบกับอะไร ? จะเทียบกับงบประมาณที่จะใช้ในการลงประชามติแต่ละครั้ง หรือเทียบกับงบประมาณที่ใช้ในการป้องกันน้ำท่วม หรือเทียบกับการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส) หรือเทียบกับ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ว่ากันให้ชัด เทียบกันเป็นหมวด ๆ ของเงินงบประมาณกับปริมาณที่ได้รับ
ในความเป็นจริงแล้ว การเปรียบเทียบในลักษณะดังกล่าวอาจจะตอบและวัดความ “คุ้ม” ได้ยาก เพราะการทำงานมีเป้าหมายและคุณค่าเฉพาะตัว การวิเคราะห์เชิงปริมาณอาจไม่เพียงพอในการอธิบายและให้คำตอบได้
แต่หากจะให้ตอบคำถามโดยการวัด “ความคุ้ม” เชิง “คุณค่า” โดยเฉพาะคุณค่าที่มีต่อสังคม ที่เราผู้ดู ผู้มีส่วนร่วม และผู้เป็นเจ้าของเงินภาษีทั้งทางตรงทางอ้อม จะได้รับ นั้นคุ้มค่าหรือไม่ งานเขียนชิ้นนี้อาจพอให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและตอบคำถามกับตัวเองได้บ้าง
ทุกครั้งที่กล่าวถึงการทำงานสื่อสาธารณะแล้ว คนมักจะยกกรณีการดำเนินงานของ BBC มาเป็นต้นแบบหรือเปรียบเทียบ จริงอยู่ทั้ง BBC และ Thai pbs มีหลักการเป็นสื่อสาธารณะเหมือนกัน แต่ไม่จำเป็นต้องทำแบบเดียวกัน เพราะหากพิจารณาสื่อสาธารณะประเทศอื่น วิธีการทำงาน แนวทางหรือเป้าหมายของแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันไปตามบริบท สภาพแวดล้อมทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เช่น ABC สื่อสาธารณะของประเทศออสเตรเลีย มุ่งเน้นไปที่การตอบสนองความแตกต่างหลากหลาย เพราะสภาพสังคมวัฒนธรรมที่ผู้คนมีความแตกต่างกันในด้านชาติพันธุ์ ส่วน PSB ของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีวิธีการบริหารจัดการองค์กรที่ไม่เหมือนกับ BBC เพราะไม่เน้นที่จะผลิตรายการเอง หรือแม้แต่สถานีโทรทัศน์ภูมิภาคของ BBC ที่อยู่ตามภูมิภาคต่างๆ การปฏิบัติงานและเป้าหมายในการทำงานแตกต่างจาก BBC สถานีหลัก
สำหรับสื่อสาธารณะของไทย หากเรายังคงจำกันได้ถึงประวัติศาสตร์การปรากฏขึ้นของ Thai pbs คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากปัจจัยทางการเมือง มีการเปลี่ยนผ่านแค่ชั่วข้ามคืน ทำให้ทั้งคนทำสื่อ และสังคมไทยยังตั้งตัวไม่ติด และยังแทบไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อสาธารณะอย่างพอเพียง ซึ่งแน่นอนการเปลี่ยนผ่านในลักษณะดังกล่าว จึงไม่สามารถเปลี่ยนใจ เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนความคุ้นเคยกับสื่อแบบเดิมๆ ให้กับคนทำงานและคนดูตามไปด้วย ดังนั้นช่วงเวลาเริ่มต้น การทำงานจึงไม่เพียงต้องทำหน้าที่สื่อสาธารณะที่เน้นการเป็นสื่อเพื่อสร้าง พลเมือง ทำงานบนการมีส่วนร่วมของคนดู ไปพร้อมกับการจัดการความขัดแย้งที่เกิดจากการเสียผลประโยชน์ ความไม่รู้ ความกลัว และความเคยชินกับแนวปฏิบัติการเป็นสื่อมวลชนแบบเดิมของคนในองค์กรไปพร้อมกัน
การดำเนินงาน 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราพอมองเห็นคุณลักษณะของการเป็นสื่อสาธารณะแบบของไทย ที่เป็นสื่อที่เน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงของสังคมในระดับต่างๆ ที่มีความแตกต่างจาก BBC หรือในประเทศอื่น ๆ ซึ่งคุณลักษณะของการเป็นสื่อสาธารณะของ Thai pbs ที่ปรากฏออกมาแบบนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นไปตามตามสภาพปัจจัยด้านต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของไทย ที่กำหนดการทำงานให้กับ Thai pbs แต่สิ่งที่ทั้ง BBC ABC CBS และ Thai pbs ต้องมีเหมือนกันก็คือ ปรัชญาของการเป็นสื่อสาธารณะที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจ ทุน การเมือง และอำนาจของสาธารณะชนและเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงสื่อ และข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสื่อสาธารณะเป็นสื่อที่สามารถนำเสนอเนื้อหารายการที่เป็นประโยชน์หรือมี คุณค่าต่อสังคม เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้และยกระดับคนดู ส่งเสริมความเป็นพลเมืองให้กับสาธารณะได้
จุดเด่นที่เป็นคุณลักษณะสำคัญของการเป็นสื่อสาธารณะของThai pbs ก็คือ การทำงานร่วมกับภาคประชาชน คนธรรมดา หลายระดับ ซึ่งถือเป็นกระบวนการ “หลังจอ” ที่คนส่วนใหญ่อาจมองเห็นภาพไม่ชัด และไม่ชิน เพราะพูดถึงสื่อทีวีแล้ว ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสิ่งที่ปรากฏผ่านทางจอโทรทัศน์ และผูกพันอยู่กับเนื้อหาที่ปรากฏผ่านหน้าจอมากกว่า แต่ กระบวนการสร้าง “หลังจอ” ถือเป็นอีกวิธีการทำงานอีกรูปแบบหนึ่งที่ Thai pbs เปิดช่องทางการเข้ามามีส่วนร่วมของคนดู ที่เคยเป็นคนดู กลายมาเป็นคนดูที่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นแหล่งข้อมูล เป็นแหล่งข่าว หรือกลายเป็นผู้ร่วมผลิตรายการผ่านรูปแบบรายการต่างๆ โดยสถานีฯ จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลรับผิดชอบโดยตรง มีการทำงานเชื่อมโยงกับฝ่ายข่าวและฝ่ายรายการ บนหลักการการทำงานที่ต้องการใช้กลไกของกระบวนการ “หน้าจอ และ หลังจอ” ผลักดันและขับเคลื่อนซึ่งกันและกันเพื่อนำไปสู่การนำเสนอเนื้อหา และย้อนกลับมายังพื้นที่หรือประเด็นที่นำเสนอ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทั้งในเชิงประเด็นและตัวบุคคลหรือกลุ่ม ที่ทำงานร่วมกัน
ยกตัวอย่างกรณี “หลังจอ” ที่ผู้เขียนมีโอกาสศึกษาถึงกระบวนการการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนารายการ ของท้องถิ่น ระหว่างคนท้องถิ่นกับคนทำสื่อมืออาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นชินทั้งตัวคนทำสื่อมืออาชีพ และประชาชน ผลก็คือในระยะแรกของการเริ่มต้นทำงานร่วมกัน นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมาก และมีโอกาสการครอบงำและขัดแย้งกันสูงมาก เวลาส่วนใหญ่ในการการทำงานจึงเน้นการปรับความเข้าใจและเรียนรู้ซึ่งกันและ กัน โดยอาศัยปัจจัยการทำงานทั้งด้านตัวบุคคลที่เข้ามาประสานงาน ท่าที วิธีการ และกำหนดความสัมพันธ์ที่มีความเฉพาะและอ่อนไหว และใช้ระยะเวลาในการสร้างความเข้าใจและร่วมรู้เพื่อทำงานรวมกันกว่า 8 เดือน จึงเริ่มเห็นผลที่ดีขึ้น ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นและคนทำสื่อมืออาชีพในระดับต่างๆ และปรากฏเป็นรายการโทรทัศน์ “จอเหนือ” รายการที่ในยุคก่อตั้งผลิตขึ้นจากการทำงานร่วมของคนสื่อและคนธรรมดามาใช้ และได้รับการพัฒนาไปสู่พื้นที่ และรายการอื่นโดยพยายามยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนเหมือนกัน
ที่น่าสนใจก็คือ เนื้อหารายการ “จอเหนือ” ในยุคเริ่มต้นที่ได้รับการกำหนดมาจากภาคประชาชน ส่วนใหญ่ประเด็นที่ได้รับการเสนอเพื่อนำไปสู่การผลิตมักเป็นประเด็นร้อน หรือประเด็นที่เป็นปัญหาที่ท้องถิ่นหรือชุมชนกำลังเผชิญหน้า การได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเช่นระบบทุนนิยม หรือนโยบายของรัฐเป็นต้น ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่นดิน น้ำ ป่า การเรียกร้องการจัดการตนเองด้วยการมีส่วนร่วมของคนท้องถิ่น รวมไปถึงคุณค่าท้องถิ่น อัตลักษณ์ ความงดงามในท้องถิ่นที่กำลังลดเลือน หรือเสื่อมถอยไปจากท้องถิ่น เช่นผลกระทบของชาวบ้านในพื้นที่ทำเหมืองทองคำ จ.พิจิตร ปัญหาเรื่องข้อพิพาทเรื่องการบุกรุกที่ดินทำกิน จ.ลำพูน เป็นต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเข้าถึงและการใช้สิทธิ์การสื่อสารผ่านสื่อของ ประชาชนเป็นความต้องการจัดความสมดุลของโครงสร้างอำนาจระหว่างพลเมืองกับรัฐ โดยให้เสียงของภาคประชาชนปรากฏผ่านสังคมผ่านสิทธิการสื่อสาร เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและเปลี่ยนแปลงให้ตนเองและชุมชนให้ดีขึ้นมากกว่าการ ได้ปรากฏตัวผ่านจอทีวีเท่านั้น หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือ ลักษณะของโทรทัศน์สาธารณะในการรับรู้และความต้องการของภาคประชาชนก็คือ สื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเป็นสื่อเพื่อความบันเทิง ดังนั้นจึงมักถูกค่อนแคะจากวงการสื่อหรือคนนอกว่าเป็นสื่อเพื่อคนชายขอบ ตกขอบ หรือ NGOs แต่หากสื่อสาธารณะไม่ทำในลักษณะดังกล่าว สื่อหลักช่องไหนจะเข้าไปทำให้พวกเขา หรือมันไม่มีคุณค่าที่จะปรากฏผ่านคลื่นความถี่ใดๆ
ปรากฏการณ์และผลของการทำงานที่เกิดขึ้นดังกล่าว ถือเป็นเรื่องยากและไม่เคยทำได้มา 50 กว่าปีนับตั้งแต่การปรากฏตัวขึ้นของสื่อโทรทัศน์ในประเทศไทย เพราะแม้แต่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ในภูมิภาคยังไม่สามารถทำได้ เพราะติดปัจจัยที่สำคัญคือด้านความเป็นเจ้าของ (สนใจดูงานดุษฎีนิพนธ์ ภัทรา บุรารักษ์. โทรทัศน์ท้องถิ่น: การกำเนิด การดำรงอยู่และการพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2551 และการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างโทรทัศน์สาธารณะกับภาคประชาสังคมเพื่อการ พัฒนาสถานีภูมิภาค. วารสารนิเทศศาสตร์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 2554 หน้า 1-17 )
ดังนั้นระยะเวลา 5 ปีของการปรากฏตัวขึ้นบนสถานการณ์แวดล้อมแบบไทย ๆ จึงเป็นช่วงเวลาของการสร้างความเป็นสาธารณะ และหารูปแบบที่เหมาะกับสภาพสังคมไทย
แต่หากจะมองภาพว่า สื่อสาธารณะทำอะไรให้กับใครบ้างใน 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการพิจารณาว่าเรายังคงต้องการระบบสื่อแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ และคุ้มค่ากับภาษีเหล้าบุหรี่ที่จ่ายไปหรือไม่ ?
นอกจากประเด็นของคุณลักษณะของสื่อสาธารณะแบบไทย อย่าง Thai pbs ที่กล่าวไปข้างต้น ผู้เขียนอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในฐานะเป็นนักวิชาการที่สนใจด้านสื่อ กระจายเสียงระบบสาธารณะทั้งระดับชาติและระดับภูมิภาค และสอนด้านสื่อสารมวลชนที่มีหน้าที่ผลิตกำลังคนที่มีทักษะความรู้ทางด้านการ สื่อสารและสื่อมวลชนที่มีคุณภาพ เพื่อให้ภาพที่ชัดขึ้นว่า 5 ปีที่ผ่านมาใครได้อะไรจาก Thai pbs โดยจะเล่าแยกเป็น 2 มิติ คือ มิติทางด้านวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และมิติทางด้านการผลิตบัณฑิตด้านการสื่อสาร
มิติความสำคัญที่มีต่อวงการวิชาการด้านสื่อสารมวลชน
ถือเป็นความตื่นเต้นทางวิชาการโดยเฉพาะด้านสื่อโทรทัศน์ หลังจากการปรากฏตัวของสื่อสาธารณะ แห่งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ควันของการขัดแย้ง ทางการเมือง และการคัดค้านของพนักงานเดิมของสถานีโทรทัศน์ iTV แต่ในวงวิชาการต่างรู้ว่าการคืนคลื่นสำหรับการทำผิดเงื่อนไขการรับสัมปทาน เป็นเรื่องปกติ (แต่ขณะนั้นบ้านเรายังไม่เคยมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะยังไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่อะไรให้ใครได้) และหากแยกเอาความขัดแย้งคัดค้านดังกล่าวออกมาพิจารณาเฉพาะการเกิดขึ้นของ สื่อสาธารณะ ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับวิชาการด้านสื่อสารมวลชน เพราะเป็นระบบสื่อที่สังคมคาดหวัง และที่ผ่านมาการเรียนการสอนทำได้เพียงการยกตัวอย่างจากสถานีโทรทัศน์ต่าง ประเทศ ไม่ BBC ประเทศอังกฤษ NHK ประเทศญี่ปุ่น ABC ประเทศออสเตรเลีย PSB ประเทศสหรัฐอเมริกา และ CBS ประเทศแคนาดา แต่ความรู้พวกนี้มีข้อจำกัดเนื่องจากเป็นงานเขียนต่างๆ ที่ปรากฏผ่านสื่อมายังประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นการเขียนในกรอบนโยบาย การทำงานอย่างกว้าง มากกว่าลงรายละเอียดในการบริหารจัดการในแต่ละส่วนอย่างเพียงพอที่จะเป็นความ รู้ได้ เช่นในกรณีการใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องทำอย่างไรแบบไหน หรือ การใช้กลไกการกำกับดูแลผ่านสภาผู้ชมผู้ฟัง ที่หากนำเข้ามาปฏิบัติใช้จริง กลับพบว่าความรู้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ
นอกจากนั้นจากการปฏิบัติการ “หลังจอ “หน้าจอ” ของ ThaiPBS มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังทำให้คำว่า “สิทธิในการสื่อสาร” “สิทธิการเข้าถึงสื่อ” ปรากฏเป็นรูปธรรม จับต้องได้อย่างชัดเจน ผลจากการวิจัยการมีส่วนร่วมระหว่างสื่อสาธารณะและภาคประชาชน ดังที่ได้อ้างข้างต้น พบว่า การปฏิบัติการร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคมและ ThaiPBS ในช่วงศึกษาแสดงให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของคน หรือกลุ่มประชาชนในกระบวนการสื่อสารเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นและทำได้ จริงอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการฝ่ามายาคติที่แบ่งแยกบทบาทคนดูและคนทำสื่อมาโดยตลอด และที่สำคัญของการทำงานร่วมกันอีกประการหนึ่งก็คือการทำให้คนสื่อมืออาชีพ ได้รับประสบการณ์สำคัญในการเรียนรู้การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมอย่างใกล้ ชิด ที่ช่วยลดอคติ ความไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อมั่น และการผูกขาดความรู้ของคนสื่อมืออาชีพอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในการทำงานของ สถานีฯ โทรทัศน์ของไทยมาก่อน
มากไปกว่านั้น กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนและคนทำสื่อมืออาชีพดังกล่าว ยังเป็นการทลายความกลัว ความไม่มั่นใจและความไม่สนใจที่มีต่อสิทธิการสื่อสาร เข้าถึง และมีส่วนร่วมในสื่อของคนท้องถิ่น อันจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาท้องถิ่นหรือชุมชนของพวกเขาให้ตระหนักถึงความ สำคัญของตนเองและชุมชนในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียงต่อการกำหนดความเป็นไป ของชุมชนท้องถิ่นเขาลง
นอกเหนือจากความรู้ทางด้านระบบการบริหารจัดการแล้ว การทำงาน “หน้าจอ” ของ ThaiPBS ยังกล่าวเป็นแหล่งศึกษาเพื่อผลิตทางด้านรายการ มาตรฐานทางด้านการผลิตรายการ การผลิตข่าว กระบวนการสร้างนักข่าวพลเมือง ฯลฯ ที่ในแวดวงวิชาการที่มีหน้าที่หา “ชุดคำอธิบาย คำพยากรณ์ และแนวทางจัดการ” ให้สอดรับและเท่าทันโลกการสื่อสารที่มีการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นของการเกิดขึ้นของสื่อสาธารณะ จึงเปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการทางสังคมที่มีคุณค่าสำหรับ วิชาการด้านการสื่อสารมวลชนทั้งในด้านการผลิต ความรู้ ความเข้าใจ และหาแนวทางวิธีการใหม่ๆ ในการพัฒนาให้สื่อสาธารณะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์สูงสุดต่อ สาธารณะชนให้มากที่สุด
 มิติด้านการเรียนการสอน ที่นิสิตได้รับประโยชน์
ผู้เขียนมักถามกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมกับ ThaiPBS เสมอเมื่อมีโอกาสพานิสิตไปร่วมกิจกรรมว่า “ทำไมสถานีฯ โทรทัศน์ช่องนี้ถึงต้องทำแบบนี้” (หมายถึงการให้นิสิต นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสาร และการฝึกทักษะการเป็นผู้สื่อข่าว ทั้งในเวทีภูมิภาคและส่วนกลาง) คำตอบที่ได้รับคล้าย ๆ กันก็คือ ก็เพราะสถานีฯ แห่งนี้เป็นสื่อสาธารณะ ที่ต้องเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้ามาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้สร้างเนื้อหาผ่านหน้าจอโดยตรง หรือฝึกทักษะเพื่อเป็นนักสื่อสารที่ดี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นกระบวนการที่ทำให้พวกเขาเติบโตขึ้น และกลายเป็นสื่อมวลชนที่มีคุณภาพ
จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเป็นผู้สอนทางด้านนิเทศศาสตร์ อยู่ในต่างจังหวัด ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าถึงองค์กรสื่อทางกายภาพเป็นเรื่องที่ลำบาก และทำได้ไม่บ่อย แต่ที่ผ่านมา องค์กรสื่อสาธารณะได้ขยับเส้นห่างดังกล่าวให้ใกล้มากขึ้นโดยกำหนดหน้าที่ให้ กับหน่วยงานที่ดูแลด้านการพัฒนาเครือข่ายสื่อที่เน้นการทำงานหลังจอเพื่อยก ระดับหรือหนุนเสริมศักยภาพของคนทำงาน ซึ่งหมายรวมถึงนิสิตนักศึกษาทั้งที่เรียนและไม่เรียนทางด้านนิเทศศาสตร์ได้ มีเวทีในการแสดงออก และฝึกทักษะการทำงานแบบสื่อมวลชนมืออาชีพในหลายรูปแบบ ในลักษณะทั้งเชิงรุกเข้าไปในพื้นที่ต่างจังหวัดและดึงให้นิสิตเข้ามาเรียน รู้ในเวทีการทำงานแบบนักสื่อสารในสถานการณ์จริงในเมืองหลวง ล่าสุดการระดมนิสิตนักศึกษาที่สนใจทางด้านการสื่อสาร การเป็นผู้สื่อข่าว เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นในด้วยกระบวนการสื่อสารแบบ Multi Platform ในมิติของอาเซียน จนกลุ่มนิสิตรวมตัวกันเป็นกลุ่ม AYM -Asian Youth Media และให้เยาวชนได้ร่วมปฏิบัติการสื่อในเวทีการประชุมสุดยอดสื่อมวลชนโลก AMS ที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ในลักษณะคู่ขนานไปกับสื่อมวลชนมืออาชีพทั้งในและต่างประเทศ
กิจกรรมเหล่านั้นไม่เพียงแต่สร้างความภาคภูมิใจและฝึกฝนทักษะด้านการเป็น ผู้สื่อข่าวให้กับนิสิตเท่านั้น แต่ยังทำให้นิสิตเหล่านั้นเติบโต และเข้มแข็ง ซึ่งผู้เขียนสัมผัสได้จากมุมมอง ทัศนคติ และการทำงานของนิสิตที่ผ่านกระบวนการอย่างเข้มข้นร่วมกับสื่อสาธารณะ แต่ประเด็นสำคัญคงไม่ใช่เพียงให้พวกเขาเป็นนักข่าวที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือได้ติดตั้งวิธีคิดแบบสื่อสาธารณะให้กับพวกเขา ที่พวกเขากลับมาต่อยอดและถ่ายทอดแนวคิดและวิธีการทำงานเหล่านั้นให้กับรุ่น น้องและเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัย เช่นการจัดตั้งชมรมนักข่าว หรือการสร้างกลไกการทำงานด้านการสื่อสารผ่านช่องทางการสื่อใหม่ที่พวกเขา กำหนดขึ้นเอง เพื่อทำงานตอบโจทย์ในแต่ละพื้นที่ของเขา เช่นกลุ่ม นิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา ยังคงมีการผลิตข่าวภายในจังหวัดส่งให้กับช่วงข่าวพลเมือง และจัดตั้งเป็นกลุ่มสื่อ AYM UP MEDIA ที่เปิดกว้างให้กับเพื่อน ๆ ที่เรียนทางด้านนิเทศศาสตร์และสาขาอื่นๆ ได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน หรือกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีการสร้างช่องทางการสื่อสารและจัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อทำงานสื่อสารเรื่องราว ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมุมมองที่พวกเขาสื่อสารเอง ดังที่ได้พวกเขาได้แนะนำกลุ่มผ่านทางเฟซบุ๊คว่า
"ชมรมสื่อสันติภาพ" หรือเรียกสั้นๆว่า (PEACE MEDIA) ซึ่งเป็นชมรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ได้ร่วมเรียนรู้พร้อมกับปฏิบัติการสื่อสารแห่งอนาคต โดยได้เล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสาร เเละได้นำรูปแบบการสื่อสารแห่งอนาคต นั้นก็คือ รูปแบบ Muiti-Platform นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมร้อยสื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกันด้วยทาง https://www.facebook.com/groups/315379035210573/ เสมือนโชว์รูมร่วมกัน มีทั้งข่าว รายงานพิเศษ ทั้งในรูปแบบวิดีโอ งานวิทยุกระจายเสียง งานเขียน ภาพถ่าย สื่อเครือข่ายสังคม ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่สาธารณะทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ นับเป็นการบูรณาการเครื่องมือที่มีอยู่ ด้วยทุกทักษะที่มี เต็มศักยภาพแห่งพลังของเยาวชน เพื่อสื่อสารกับสังคม จะทำให้โลกเกิดความสงบสุขและเกิดสันติภาพได้
ในฐานะครูคนหนึ่งจึงภูมิใจที่สามารถสร้างพื้นที่และมีเครือข่ายสื่อขนาด ใหญ่มาช่วยกันสร้างนิสิตให้มีโอกาส วิธีคิด และวิธีการทำงานเพื่อสาธารณะอย่างมืออาชีพที่ไม่โดยไม่หลงลืมหรือทอดทิ้งคน ส่วนใหญ่ของสังคม และมองเห็นว่าการสื่อสารคือสิทธิและหน้าที่ของคนทุกคนที่จะสื่อสาร
จากปรัชญาของสื่อสาธารณะที่มีเพื่อคานอำนาจระหว่างทุน การเมืองและสาธารณะชน จึงทำให้เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีการคัดค้านและรู้สึกขวางหูขวางตา ซึ่งจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่วันนี้ การมีสื่อสาธารณะในสังคมไทย ได้เดินทางมาไกลพอที่จะทำให้สังคมรู้ว่าสื่อสาธารณะมี “คุณค่า” ที่ “ขาดไม่ได้” และจำเป็นต้อง “ดำรงอยู่” แม้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก็เปรียบเสมือนที่เราต้องกินข้าว แต่บางวันอาจเลือกกินอย่างอื่นบ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมากินข้าวอยู่นั่นเอง
แต่การดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าได้นั้น ประเด็นสำคัญก็คือ ภาคประชาชนหรือสาธารณชน จะต้องช่วยกัน ดูแล ตรวจสอบ และเข้ามามีส่วนร่วมในการก้าวเดินขององค์กรอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันองค์กรและผู้บริหารสื่อสาธารณะก็ต้องไม่ติดกับของวาทกรรมหรือ มายาคติเหล่านั้นจนไม่กล้าขยับตัว แต่ตรงกันข้ามต้องมีความกล้าพอที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และมีจุดยืนในความเป็นสื่อสาธารณะที่เหมาะกับสภาพบริบทของสังคมไทยยึด ถือสาธารณะเป็นหัวใจของการทำงานให้ชัดเจน ซึ่งระหว่างทาง อาจเจออุปสรรค ความเจ็บปวดมากถึงมากที่สุด อาจต้องแวะข้างทางบ้างเพื่อเรียนรู้ หรือพักบ้างเพื่อทบทวน หรืออาจเจอกับคนทำงานที่ดีหรือไม่ดี แต่ผู้คนเหล่านั้นจะหมุนเวียนหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรย่อมเป็นไปตามเงื่อนไข แต่ตัวตนและบทบาทของ “สื่อสาธารณะ” ต่างหากเล่า ที่ยังคงต้องอยู่ต่อไป