ที่มา Voice TV

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 2, 2012
'โอ๊ค' แขวะ 'อภิสิทธิ์' เป็นทหารรับใช้ชาติน้อยวัน
จิตรา คชเดช: ความยุติธรรมแบบพอเพียง
ที่มา ประชาไท
Thu, 2012-08-02 09:06
ด้วยข้อเรียกร้องที่สหภาพแรงงานมีต่อบริษัทบอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย)จำกัด ตอนนั้นก็คือให้รับคนงานกลับเข้าทำงานโดยไม่มีเงื่อนไข และปฏิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้างที่ทำไว้กับสหภาพแรงงานคือ ต้องปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาค ต้องจ่ายค่าชดเชยที่มากกว่ากฎหมายกำหนด และสุดท้ายบริษัทในฐานะบรรษัทข้ามชาติต้องยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณทางการค้า
การเลิกจ้างครั้งนี้คนงานแบ่งเป็นสองกลุ่มคือผู้ที่ถูกเลิกจ้างกับไม่ถูก เลิกจ้างและในจำนวนผู้ไม่ถูกเลิกจ้างคือประธานสหภาพแรงงานรวมอยู่ด้วย การชุมนุมประท้วงทุกรูปแบบ และการประชุมปรึกษาหารือเพื่อวางแผนในการเจรจาคนงานเริ่มไม่เห็นประธานสหภาพ แรงงานเข้าร่วม
ข่าวลือต่างๆเข้ามาไม่ขาดสายเกี่ยวกับประธานสหภาพแรงงาน ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องรับผลประโยชน์ต่างๆนาๆ สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนั้นคือเรียกร้องให้ทุกคนหยุดพูดและไม่เชื่อเพราะเชื่อ ว่านี่คือขบวนการทำลายสหภาพแรงงานจากบริษัทฯ และสุดท้ายมีการลงรายมือชื่อของสมาชิกสหภาพแรงงาน เข้าชื่อกันเรียกร้องให้เปิดประชุมวิสามัญด้วยหัวข้อไม่ไว้วางใจประธานสหภาพ แรงงงาน ในวันที่ 18 กันยายน 2552 และผลการประชุมก็เป็นไปตามที่คนงานต้องการ มติที่ประชุมปลดประธานสหภาพแรงงานและปลดจากการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและแต่ง ตั้งประธานใหม่
ในวันที่ 26 กันยายน 2552 มีหมายเรียกให้ฉัน เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจบางเสาธง ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทโดยการกระจายเสียงอดีตประธานสหภาพแรงงาน ในชั้นสอบสวนฉันปฎิเสธทันทีเพราะไม่เคยพูดในสิ่งที่ถูกล่าวหา และเชื่อว่านี่คือการทำลายสหภาพแรงงานโดยใช้คนงานด้วยกันเป็นเครื่องมือ
และที่สุดอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้อง สองกรรมต่างวาระ ในขณะที่พวกเราคนงานยังชุมนุมกันอยู่ที่กระทรวงแรงงงาน และได้มีอาจารสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์จุฬาฯใช้ตำแหน่งอาจารย์ประกันตัวในวงเงิน 100000 บาท และมีเงินสดอีก 10000 บาท และได้มีการปล่อยตัวชั่วคราว
ประมาณปี2554 เริ่มมีการสืบพยาน ฝ่ายโจทย์มีพยาน 5 ปาก พอสรุปได้ว่า โจทก์โดยผู้เสียหายไม่เคยได้ยินการหมิ่นด้วยตัวเองแต่มีเพื่อร่วมงานมาเล่า ให้ฟัง และเพื่อนร่วมงานเป็นสมาชิกสหภาพที่ไม่ได้ถูกเลิกจ้างมาได้ยินในขณะที่ฉัน ใช้โทรโข่งกล่าวคำหมิ่นประมาทและพยานได้ยินก็เดินหนีไปขึ้นรถกลับบ้าน
พยานที่สองเป็นพนักงานขับรถได้ยินฉันหมิ่นโจทย์ผู้เสียหายในวันที่ที่มี การประชุมใหญ่วิสามัญสหภาพแรงงานวันที่ 18 กันยายน 2552 บอกว่าฉันหมิ่น โจทก์ ด้วยเครื่องเสียง และเขาไม่เคยรู้จักฉันมาก่อนเลยรีบไปถาม รปภ.ว่าใครเป็นคนพูด รปภ.ตอบว่าคือฉันเป็นคนพูด
เมื่อ รปภ.มาให้การบอกว่าไม่รู้จักฉันไม่เคยเห็นหน้าและไม่รู้ว่าใครพูดแต่ได้ยินว่ามีการกล่าวหมิ่นโจทก์จริง
ฝ่ายฉันใช้พยานคือตัวฉันเอง ประธานสหภาพแรงงาน ปัจจุบันและไม่ได้ถูกเลิกจ้าง อดีตเลขาธิการสหภาพแรงงาน เหรัญญิกสหภาพแรงงาน และพยานวัตถุคือซีดีวีดีโอบันทึกการประชุมใหญ่วิสามัญ และภาพถ่ายสถานที่ต่างๆ
พอสรุปประเด็นสู้ว่าฉันไม่เคยพูดและเรื่องข่าวลือแบบนี้เกิดขึ้นกับประธาน ทุกคนจนถึงคนปัจจุบัน และถ้าเกิดเรื่องแบบนี้สหภาพแรงงานมีการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะฉัน เป็นเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน ประธานไม่เคยนำเรื่องเข้าที่ประชุม และสหภาพแรงงานไม่เคยใช้โทรโข่งในการกล่าวปราศัย การจะใช้เครื่องเสียงเลขาธิการสหภาพจะเป็นคนจัดคิว และไม่เคยมีใครเคยได้ยินฉันการกล่าวหมิ่นประมาท และในวันที่ 18 กันยายน 2552 มีการบันทึกวีดีโอจึงให้ส่งเป็นพยานวัตถุ
และวันนี้วันที่ 1 สิงหาคม 2552 ใช้เวลาทั้งหมดไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกือบสามปี
วันนี้ศาลนัดอ่านคำ พิพากษาสรุปได้ว่า ให้ลงโทษฉันในฐานะจำเลยจำคุก 4 เดือนโทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้รายงานตัว 1 ปี บริการสาธารณะ 12 ชม. และเสียค่าปรับ 80000 บาท
วีดีโอที่เรายื่นเชื่อถือไม่ได้ และก่อนศาลอ่านคำพิพากษาเล็กน้อยหน้าบัลลังค์เชิญทนายเข้าไปบอกว่าขอร้อง อย่าให้มีการแจกเอกสารหน้าศาล ทนายบอกว่าไม่มีและไม่เคยทำ หน้าบัลลังค์บอกว่าจำได้ว่าฉันเคยร่วมทำ
ในขณะที่ศาลอ่านคำพิพากษาฉันยืนขึ้น ผู้พิพากษาตั้งใจอ่านคำพิพากษาโดยไม่สบตากันเลยและเมื่ออ่านจบก็ลงบัลลัง ค์ไปทันที และตำรวจศาลก็ถามฉันว่ามีเงินค่าปรับหรือเปล่า น้องจาก Try Arm รีบบอกว่ามีเงินสดเดี๋ยวไปเสียค่าปรับ ขั้นตอนก็คือเมื่อเสียค่าปรับแล้วเอาใบเสร็จมาให้ตำรวจและฉันจะถึงจะได้รับ อิสรภาพ และจากนั้นฉันต้องไปทำประวัติที่สำนักงานคุมประพฤติ ความวุ่นวายเกิดขึ้นเล็กน้อยเมือพวกเราเตรียมเงินไปแค่ 50000 บาท อีก 30000 บาทก็หาเอากันตรงนั้นก็ได้ครบก็ไปจ่ายค่าปรับ “น้องคนหนึ่งผู้ต้องหาคดีจำหน่ายยาไอซ์บอกว่าค่าปรับพี่แพงกว่าค้ายาอีกนะ” และได้ถามน้องว่าในคุกลำบากหรือเปล่า น้องบอกว่าก้ไม่หรอกถ้าเรามีเงินก็สบาย เช้ามาก็เข้าโรงงานทำหัวไฟแช็ค ลำบากตอนนอนกะอาบน้ำ ที่นอนน้อย น้ำก็แย่งกันอาบ
เริ่มกระบวนการรายงานตัวที่คุมประพฤติ ถือป้ายหมายเลขถ่ายรูป(เลยถึงถึงภาพคนที่ถ่ายรูปในค่ายกักกันในเขมรแดง) และขึ้นไปกรอกประวัติ เจ้าหน้าที่บอกว่ารีบหน่อยนะเดี๋ยวเขาจะรีบไปถวายเทียน
มีคำถามทั่วไปพ่อแม่ชื่ออะไรพักที่ไหน แต่ที่ไม่ทั่วไปคือ คุณยอมรับคำตัดสินว่าอย่างไร เช่นจะปรับปรุงตัว ไม่สนใจ ส่วนฉันตอบว่าเชื่อว่าตนเองบริสุทธิ์ ถามนิสัยก็ตอบไปว่าชอบช่วยเหลือผู้อื่น ร่าเริง แจ่มใส ใจดี รักเด็ก รักสัตว์ รักธรรมชาติ 555
ถามหาความสามารถพิเศษเลยเขียนไป"พูดในที่สาธารณะ" ก็พิเศษแล้วแค่นี้ แล้วก็เย็บผ้า อันนี้โม้เต็มที่ว่าเคยอบรมอะไรมาบ้าง และงานอดิเรกยามว่างก็อ่านหนังสือและไปฟังเสวนา ลืมบอกว่าชอบเล่นเฟชบุคด้วย
คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ขอทำแผนที่บ้านปัจจุบัน และให้สมุดนัดมา 1 เล่ม และวันที่ 4 กันยายน 2555 จะมีปฐมนิเทศพร้อมเพื่อนร่วมรุ่น มีทั้งขับรถประมาท หลายประเภท และวันนั้นเราจะเลือกงานบริการสังคมกันถ้าบริจาคเลือดก็ได้ 6 ชม. ใครมีความรู้สูงๆ ก็อาจจะได้ทำเอกสาร ใครความรู้น้อยๆก็ทำความสะอาดวัด (งานนี้กวาดสิ่งชั่วร้ายออกหมดวัดแน่ๆ)
อีกเรื่องให้ใส่ชื่อบุคคลที่เรารู้จักเช่นผู้นำศาสนา ผู้ใหญ่บ้าน ผู้หรับผู้ใหญ่ ก็เลยใส่ชื่อ อาจารย์เวียงรัฐ เนติโพธ์ (เผื่อเขาเห็นนามสกุลจะแอบหมั่นไส้เราบ้าง)
จบกระบวนการคุมประพฤติ ส่วนการอุทธรณ์ก็คงให้ทนายดำเนินการต่อมีทนายเสาวลักษ์ โพธ์งาม เป็นทนายความคดีนี้
ขอบคุณสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย สื่อ นักวิชาการ เพื่อนๆเสื้อแดง เพื่อนในเฟชบุค เพื่อนในโลกจริง เพื่อนในโลกออนไลน์ และที่สำคัญเพื่อนในกลุ่มคนงาน Try Arm
กระบวนการยุติธรรมไทยต้องปฎิรูป การสืบค้นความจริงต้องทำให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะมีผู้บริสุทธิ์อีกมากมายที่อยู่ในคุก
"ฉันเชื่อมั่นในสิทธิการรวมตัว ถ้าวันนี้ไม่ยืนหยัดการรวมตัวมี Try Arm ฉันคงติดคุก "
ถลกทัศน์ตุลาการ แก้รัฐธรรมนูญได้ไหม
ที่มา Voice TV

ใบตองแห้ง Baitonghaeng
VoiceTV Staff
Bio
คอลัมนิสต์อิสระจดหมายถึง นิติพงษ์ ห่อนาค เรื่อง เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยและงบประมาณสำหรับสถาบันกษัตริย์
โดย Pruay Salty Head
1 สิงหาคม 2555
สวัสดีครับ พี่ดี้
เห็นพี่ดี้บ่นเรื่องว่า ไม่อยากจ่ายภาษีเพื่อเป็นเงินเดือนให้อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ชอบตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์ ตามนี้
สำรวจตาม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 [1] "งบประมาณสำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์" [2] มีรายการดังต่อไปนี้สำนักราชเลขาธิการมาตรา 25 ข้อ 1 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 525,512,600 บาทสำนักพระราชวังมาตรา 25 ข้อ 2 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 2,794,957,000 บาทสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาตรา 25 ข้อ 4 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 603,516,900 บาทค่าใช้จ่ายอื่น ๆมาตรา 4 (3) ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2,300,000,000 บาทมาตรา 4 (4) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ 600,000,000 บาทสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาตรา 5 ข้อ 1 (2) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 42,606,875 บาทสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาตรา 5 ข้อ 4 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 1,558,064,400 บาทสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมาตรา 6 ข้อ 1 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 65,018,200 บาทกรมราชองครักษ์มาตรา 6 ข้อ 2 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 615,359,100 บาทกองบัญชาการกองทัพไทยมาตรา 6 ข้อ 3 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 260,000,000 บาทกองทัพบกมาตรา 6 ข้อ 4 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 320,000,000 บาทกองทัพเรือมาตรา 6 ข้อ 5 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 12,246,100 บาทกองทัพอากาศมาตรา 6 ข้อ 6 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 21,000,000 บาทสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยมาตรา 17 ข้อ 1 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 30,200,000 บาทกรมโยธาธิการและผังเมืองมาตรา 17 ข้อ 6 (2) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 1,010,092,000 บาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตรา 25 ข้อ 7 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 450,227,800 บาทรวมจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 สำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งสิ้น 11,208,800,975 บาท (อ่านว่า หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยแปดล้านแปดแสนเก้าร้อยเจ็ดสิบห้าบาท) [3].
สิงหาคม:เดือนแห่งความสุขของคนไทย(ในเมกา)
ที่มา Thai E-News
สิงหาคม:เดือนแห่งความสุขของคนไทย(ในเมกา)
กลุ่มคนเสื้อแดงในอเมริกาจะจัดบู้ทบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรีให้กับผู้มาร่วมงาน
บู้ทที่จัดจะมี 5 บู้ท ติดต่อกันเป็นแผงดังนี้คือ
1. แดงภาคเหนือยูเอสเอ
2. แดงภาคอิสานยูเอสเอ
3. แดงอเมริกาแอลเอ (RED USA-LA)
4. แดงภาคใต้ยูเอสเอ
5. แดงภาคกลาง-ออก-ตก ยูเอสเอ
ที่ประชุมได้ส่งผลรายงานการประชุมของแกนนำเสื้อแดงในแอลเอไปให้ทางทีมงานคุณทักษิณแล้ว
Then….it’s up to you….Mr. Thaksin ว่าอยากพบปะคนไทยที่ไหน
ว่าไปแล้ว...ที่วัดไทย North Hollywood ดีที่สุด ในบริเวณวัดเป็นเสมือนแผ่นดินไทย
งานต้อนรับครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กลบข่าวงานอื่นสำหรับคนไทยทั่วโลกเลย
************
.............................................................................. เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. -พิธีเปิดงานครบรอบ ๖๗ ปี วันสันติภาพไทย โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / ผู้แทน วางช่อดอกไม้คารวะเสรีไทยและผู้เสียชีวิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ณ สวนประติมากรรม กำแพงประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ -วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสันติภาพ เดินจากสวนประติมากรรมมาที่จุดชมนิทรรศการ ด้านหลังข้างตึกโดม (ด้านสนามฟุตบอล) -ชมนิทรรศการ เรื่อง “ขบวนการเสรีไทยเพื่อเอกราชอธิปไตยของชาติ” ณ บริเวณด้านหลังข้างตึกโดม (ด้านสนามฟุตบอล) เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. -ลงทะเบียน / รับหนังสือที่ระลึก ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒ -ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง (ร่าง) “การปรองดองของขบวนการเสรีไทย ในสงครามโลกครั้งที่ ๒” โดย ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร เวลา ๑๔.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. -เสวนาวิชาการเรื่อง “การหลอมความหลากหลายเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันของขบวนการเสรีไทย” โดย ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ศาสตราจารย์ภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และนายกษิดิศ อานันทนธร นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำเนินรายการโดย อาจารย์วิภา ดาวมณี เวลา ๑๗.๐๐ น. จบรายการ
"อนุสรณ์" ยัน "มาร์ค" หนีทหารพบพิรุธอื้อ กดดัน "ศรีราชา" พิสูจน์ข้อเท็จจริง
ที่มา uddred
แนวหน้า 2 สิงหาคม 2555 >>>

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกกล่าวหาหนีการเกณฑ์ทหารว่า วันนี้ต้องยอมรับ เรื่องการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์จบไปแล้วจริงๆ เพราะแม้นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ไปรับการตรวจเลือก แต่ไม่ได้หนีทหาร วันนี้เรื่องจึงเดินมาถึงการต่อสู้กันในหลักฐานว่าด้วยการไม่เข้ารับการตรวจ เลือกทหารที่ขัดแย้งกันเอง มีปมพิรุธมากมายตนได้รับการยืนยันจากทางกองทัพว่า ยังคงเก็บรักษาหลักฐานเหล่านั้นไว้อีกหลายรายการ ซึ่งตามหลักฐานที่มีอยู่ถือว่าชัดเจนมาก ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเก่า เพราะครั้งนี้มีการเปิดหลักฐานออกมามากกว่าทุกครั้ง เช่น สด.9 ที่จนถึงป่านนี้ก็สงสัยว่า ทำไมไม่เอาตัวจริงมายืนยันเสียที หรือการลาไปอยู่อังกฤษรวม 221 วัน ในขณะที่มีชื่อเป็นอาจารย์ โรงเรียนนายร้อย จปร. มีเวลาทำงานเพียง 35 วัน ซึ่งก็ไม่ได้สอนหนังสืออะไร แต่นักเรียนนายร้อยในอดีตเล่าให้ตนฟังว่า นายอภิสิทธิ์ เคยโดนนักเรียนนายร้อยโห่ไล่หลายครั้งในห้องเรียน เนื่องจากชอบพูดกระแนะกระแหนทหาร กระทรวงกลาโหมมั่นใจว่า สามารถดำเนินการกับนายอภิสิทธิ์ได้จริง และขณะนี้เอกสารรายละเอียดรวมทั้งพยานบุคคล ได้ส่งถึง นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 55 แล้ว ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายศรีราชา ว่า จะพิจารณาออกมาเป็นอย่างไร เพราะได้ตรวจสอบเอกสารทั้งฝ่าย รมว.กลาโหม และ นายอภิสิทธิ์ สัปดาห์หน้า นายศรีราชา อาจมีความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/08/55 เอาหัวใจเป็นอาวุธ...เอาน้ำใจไปดับไฟ
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

จงหล่อรวม ดวงใจ ส่งไปถึง
เสียงระเบิด เสียงปืนดัง ยังอื้ออึง
เสมือนหนึ่ง แดนเถื่อน ไม่เลือนจาง....
เอาหัวใจ เป็นอาวุธ ต้องผุดผ่อง
เพื่อนพี่น้อง ร่วมด้วย ช่วยสะสาง
ความหวาดหวั่น มากมี ทุกที่ทาง
มาซ่อมสร้าง สิ่งบอบช้ำ ด้วยน้ำใจ....
เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา อย่าท้อถอย
ลบภาพรอย เจ็บร้าว คราวหวั่นไหว
ซับน้ำตา ที่เจิ่งนอง พี่น้องไทย
รวมพลัง ช่วยดับไฟ ให้มอดลง....
คืนความสุข สวัสดี ที่หดหาย
ทั้งเจ็บตาย พลัดพราก จากพิษสง
ช่วยหนุนเกื้อ โอบอารีย์ ที่มั่นคง
เจตจำนง ด้วยน้ำใจ ใต้ร่มเย็น....
หลายเรื่องลับ ซับซ้อน ที่ซ่อนเงื่อน
ทั้งบิดเบือน แอบแฝง จำแลงเร้น
ขอเติมใจ ให้ความหวัง ดั่งเคยเป็น
ดับทุกข์เข็ญ ณ แดนใต้ ได้เร็ววัน....
๓ บลา / ๒ ส.ค.๕๕
Tuesday, July 31, 2012
ลุ้นศาลไทย คว้าชัย โอลิมปิก !
ที่มา Voice TV

ผมกลับจากการไปพักผ่อนที่เชียงใหม่เมื่อวาน ไม่พลาดโอกาสทานกาแฟกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ วันนี้กลับมาประชุมทำงานที่กรุงเทพ แล้วพรุ่งนี้จะไปหมู่เกาะอ่าวไทย เพื่อบรรยายวิชาการเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
การได้สูดอากาศบนดอยสีเขียว แล้วเตรียมไปรับลมทะเลสีคราม ชมความงานของบ้านเรา ได้คิดได้คุยในสิ่งที่เราสนใจ ฟังดูน่าจะมีความสุข
แต่วันนี้ ผมกลับ 'มึนหัว' ตึบ ตึบ ตึบ ทั้งที่ไม่ได้เมารถขึ้นเขา หรือเมารือลงทะเล
แต่ผม 'มึน' กับ 'ความพิสดาร' ของ 'คำวินิจฉัยส่วนตน' ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องการทำประชามตินั้น ตุลาการ 8 ท่าน มีความเห็นแตกออกเป็น 4 ฝ่าย ซึ่งเมื่ออ่านรวมกันแล้ว ก็พบว่าขัดแย้งกับ 'คำวินิจฉัยกลาง' ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ (ผมอธิบาย 'ความมึนเบื้องต้น' ไปแล้วที่ http://bit.ly/8Jesters)
ยิ่งมานั่งอ่านทีละบรรทัด ยิ่งมึน ยกตัวอย่าง ท่านประธานศาล เขียนย่อหน้าหนึ่ง บอกว่า การที่สภาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 'การใช้สิทธิเสรีภาพ' แต่พอมาอีกย่อหน้าในหน้าเดียวกัน กลับบอกว่าเป็น 'การใช้อำนาจ' ของรัฐสภา
มึนแล้วไม่พอ ผมรู้สึก 'คลื่นไส้' เมื่อเห็น 'สำนักงานศาล' มาวิ่งไล่แจ้งความเอาผิดประชาชน แถมเขียนขู่อีกว่าจะไปแจ้งความดำเนินคดี เพิ่มอีก (ดูใบข่าวของศาลได้ที่ http://bit.ly/CCsuites )
กรณี เจ๋ง แจกเบอร์
กรณี คุณเจ๋ง ดอกจิก ที่ไปแจกชื่อแจกเบอร์โทรศัพท์ของครอบครัวตุลาการ ผมว่าคุณเจ๋ง ทำแย่มากนะครับ
หาก 'ครอบครัว' ตุลาการถูกคุกคามให้เดือดร้อนเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ผมสนับสนุนให้ครอบครัวตุลาการใช้สิทธิดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายจากคุณ เจ๋งได้เต็มที่
แต่หากมองจากมุมของ 'ศาล' ซึ่งมีทั้งอำนาจ ทั้งสื่อ และกองรักษาความปลอดภัยที่ประชาชนจัดให้แล้ว ข้อที่ไม่ควรลืมคือ คุณเจ๋งได้ขอโทษศาลไปแล้ว และสังคมรวมทั้งสื่อ ก็ร่วมกันลงโทษคุณเจ๋งไปแล้ว แม้แต่แกนนำเสื้อแดงก็ลงโทษคุณเจ๋งด้วย ไม่ว่าจะโดยคำต่อว่า คำด่า หรือคำขู่ ผู้เขียนเองเดาว่า เหตุที่คุณเจ๋งได้ขอโทษ ส่วนหนึ่ง ก็เพราะถูก "ผู้ใหญ่ต้นสังกัด" ตำหนิต่อว่าเช่นกัน
แต่ก็ไม่เห็นคุณเจ๋งเขาจะไปไล่แจ้งความเอาผิดใครที่มาต่อว่าด่าทอ ทั้งที่ คุณเจ๋งเป็นประชาชนคนธรรมดาไม่มีอำนาจอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตุลาการท่านเอง ก็ยังมิได้ติดใจไปแจ้งความ แล้วเหตุใดสำนักงานศาลจะต้องไปวิ่งไล่แจ้งความแทน ?
กรณีประชาชนชุมนุมขุ่มขู่ศาล
ส่วนประชาชนที่ไปประท้วง ปราศรัย ชุมนุมข่มขู่ศาล ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้สนับสนุนเห็นชอบอะไร
แต่ผมเชื่อว่า สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมแสดงความเห็น เพื่อต่อต้านหรือประท้วงการใช้อำนาจของรัฐ แม้มันจะดุเเดือด เผ็ดร้อน หยาบคาย หรือไม่เรียบร้อยเพียงใด แต่ก็เป็นความจำเป็นต่อประชาธิปไตย เพราะประชาชนคนธรรมดา อาจไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะไปขอพื้นที่จากสื่อ หรือเรียกให้นักการเมืองมาเป็นตัวแทนของเขาในทุกเรื่อง
การแสดงออกเหล่านี้เอง คือ 'ท่อหายใจ' ที่พื้นฐานที่สุด ของประชาชน ที่จะขอความสนใจจากผู้มีอำนาจ รวมทั้งสื่อ และเพื่อนประชาชนด้วยกัน เพื่อให้ตนเองได้มีส่วนร่วมทางการเมือง
ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานปรากฏชัดว่า เรามีตุลาการที่เข้มแข็งอาจหาญ ตัดสินคดีไปตามที่ท่านเห็น แม้สังคม รัฐสภา หรือนักวิชาการ หรือแม้แต่สื่อต่างประเทศ จะท้วงท่านอย่างไร ท่านก็ไม่เอนเอียงตามแรงกดดัน แล้วเหตุใดสำนักงานศาลจะต้องไปวิ่งไล่แจ้งความแทน ?
กรณีแจ้งความว่า ประชาชนแจ้งความเท็จ
สิ่งที่ผมมองว่าเลวร้ายที่สุด คือ การที่สำนักงานศาลไปแจ้งความกลับ เพื่อเอาผิดประชาชนที่ไปแจ้งความเอาผิดศาลว่าศาลใช้อำนาจโดยมิชอบ
ก็ถ้าประชาชนแจ้งความท่าน สุดท้ายคนที่จะเอาผิดท่านได้ ก็คือ ลูกหลานตุลาการของท่านเอง มิใช่หรือ ?
สำนักงานศาล รวมถึงตำรวจที่รับแจ้งความ โปรดไปศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาให้ดี หากประชาชนแจ้งความตามที่เชื่อโดยสุจริตก็ดี หรือแจ้งตามสภาพที่พบเห็นโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงก็ดี ศาลฎีกาได้ตีความเป็นบรรทัดฐานเสมอมาว่าไม่เป็นความผิด เช่น ฎีกาที่ 1050/2514, 3025/2526, 4669/2530 หรือ 1173/2539
ท่านกลัวว่าท่านจะทำผิดจริง ?
ก็ท่านเป็นถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านตีความกฎหมายผูกพันทุกองค์กร รวมถึงตำรวจ ป.ป.ช. หรือแม้แต่ ศาลฎีกา ถ้าท่านสุจริตใจ ทำตามอำนาจกฎหมายที่ท่านมี ท่านจะไปกลัวอะไรครับ ?
ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชนคนธรรมดา แม้เป็นเจ้าของอำนาจ แต่ก็มอบให้คนอื่นไปจนตนเองเหลือน้อยนิด ได้แต่มองดูนักการเมืองที่นอบน้อมต่อคำวินิจฉัยของศาล ขนาดสภายังชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ศาลสั่ง แล้วหากประชาชนไม่พึ่งความเห็นและเสียงของตนเอง แล้วจะให้ไปพึ่งใคร ?
ท่านกลัวสังคมเข้าใจท่านผิด ?
ไม่ต้องกลัวครับ เพราะท่านมี 'สื่อ' ที่คอยบริการ 24 ชั่วโมง รายงานทุกความเคลื่อนไหวของท่าน ตอนท่านอ่านคำวินิจฉัย ก็ถ่ายทอดสดรายงานทั่วประเทศ ทุกช่องอยากขอสัมภาษณ์ตุลาการ ท่านไม่มาก็มีนักวิชาการคอยมาฟังและอธิบายแทนท่าน แม้แต่ท่านประธานศาลพูดอะไรสั้นๆ 1 ประโยค ก็กลายเป็นคำพาดหัวหนังสือพิมพ์ได้ทุกฉบับ สิ่งที่ท่านเขียนไว้ในราชกิจจานุเบกษา ก็ถูกส่งไปพิมพ์ขึ้นมาโดยเงินภาษีประชาชน
ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชน ที่ไม่มีอำนาจจะไปตีฆ้องร้องป่าวให้สื่อและสังคมหันมาสนใจมุมมองที่เขามอง ความไม่ยุติธรรมในสังคม
ท่านกลัวการถูกข่มขู่ ?
ไม่ต้องกลัวครับ ประชาชนได้พร้อมใจจ่ายภาษีเพื่อให้ท่านมีความปลอดภัย มีเฮลิคอปเตอร์ และกองกำลังที่คุ้มครองท่าน และประชาชนอย่างผมและอีกหลายคน รวมถึงสื่อที่คอยติดตามเฝ้าระวังแทนท่าน ก็พร้อมจะออกมาต่อต้านผู้ใดก็ตามที่จะไปทำร้ายท่าน โดยที่ท่านเองไม่ต้องลำบากไปทำอะไร
ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชนคนธรรมดา ที่พอวิจารณ์ศาลหรือผู้มีอำนาจมาก ก็ถูกดักรุมทำร้ายได้ตลอดเวลา แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังมีลูกศิษย์มากมาย ยังถูกดักทำร้ายได้ง่ายๆหน้าตึกที่ตัวเองทำงาน
ท่านกลัวการเป็นคู่ความ ?
หากมีอะไรที่จะพอเป็นเหตุเป็นผลให้ตุลาการกลัว ก็คือกลัวการเป็นคู่ความฟ้องคดีเอง เพราะกลายเป็นว่า หากวันใดมีคดีมาสู่ศาล ก็อาจถูกหาว่าตนมีส่วนได้เสีย จนทำให้ต้องถอนตัว และพลาดโอกาสใช้อำนาจเอาคืนประชาชนอย่างน่าเสียดาย
ตุลาการไทย ทำลายสถิติโอลิมปิก ?
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมจึงเห็นว่า มันไร้สาระมาก หากเราจะมานั่งเถียงกันว่า สำนักงานศาลก็มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อปกป้องตุลาการมิใช่หรือ
เราลองดู 'ฝ่ายบริหาร' หรือ 'ฝ่ายนิติบัญญัติ' ที่ถูกประชาชนข่มขู่ เหยียดหยาม จ้องเอาผิด กันอยู่ทุกวัน ผมก็ไม่เห็นสำนักนายกฯ หรือ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะมาไล่ฟ้องประชาชน เพราะเขายอมรับว่า ประชาชนต้องตรวจสอบบุคคลสาธารณะผู้ใช้อำนาจได้
หากกรณีใดที่ประชาชนทำแรงเกินไป หรือส่วนตัวเกินไป ก็ต้องเป็นตัว นายกฯ หรือ ประธานสภาฯ เอง ที่จะไปฟ้องคดีเอาผิด ไม่ใช่ให้สำนักงานราชการมาใช้เงินภาษีของประชาชนมาเอาผิดประชาชน
สิ่งที่ร้ายที่สุดจะเกิดเมื่อ 'ประชาชน ด้วยกันเอง' ไปหลงผิดยอมรับว่า การที่ผู้ใช้อำนาจมาฟ้องประชาชนนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทำได้ง่ายๆ เพราะหากหลงคิดเช่นนั้น ก็เท่ากับประชาชนยอมรับให้ผู้ใช้อำนาจสามารถคุกคามข่มขู่ให้ประชาชนกลัว จนไม่อยากตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ผู้ใช้อำนาจในที่สุด ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่ทำกัน หมายถึง ประชาชนเองที่เจริญแล้ว ก็ต้องไม่ไปหลงผิดคิดกลัวตามไปด้วย
ดังนั้น ในปีนี้ หากจะมีการประชุมตุลาการนานาชาติที่มีตุลาการจากแต่ละประเทศมาประชุมร่วมกัน (ซึ่งประชาชนจ่ายภาษีให้ตุลาการไทยได้บินไปประชุมอยู่ทุกปี) ท่านเลาธิการสำนักงานศาล น่าจะลองขอเบิกงบไปประชุมด้วย เพื่อไปถามตุลาการจากทั่วโลกว่า สำนักงานศาลบ้านเขา หรือแม้แต่ตัวตุลาการเขาเอง มาวิ่งไล่ฟ้องประชาชนของเขาในเรื่องไร้สาระแบบนี้ กันปีละกี่คดี ?
เพราะไม่แน่ว่า อาจมีการทำลายสถิติโลก ในประเภทกีฬา 'ชกประชาชน' !
แม้ว่าคุณภาพผู้ชก อาจเป็นเพียง 'มือสมัครเล่น' ก็ตาม.
บทความโดย
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ
http://www.facebook.com/verapat
ศาล รธน.ยกเลิกคำสั่งให้รัฐสภาชะลอโหวตแก้ รธน.วาระ 3
ที่มา Voice TV

โพล เผย ผู้หญิงชู “ยิ่งลักษณ์” เป็นนักการเมืองในดวงใจ เก่ง บุคลิกดี เรียบร้อย
ที่มา uddred
มติชน 31 กรกฎาคม 2555 >>>
วันที่ 1 สิงหาคม เป็นวันสตรีไทย
ที่มุ่งเน้นเชิดชูบทบาทหน้าที่ที่มีความสำคัญต่อสังคมไทยในหลากหลายมิติ
โดยเฉพาะมิติทางการเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศ
เหตุการณ์ต่างๆที่วุ่นวาย
สับสนทางการเมืองล้วนมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการสร้างความน่าเชื่อถือและการ
พัฒนาประเทศ
ผู้หญิงในปัจจุบันต่างมีบทบาททางการเมืองทั้งทางตรงที่เข้ามาเป็นนักการ
เมืองและทางอ้อมในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
เพื่อสะท้อนความคิดเห็นและความคาดหวังของสตรีที่มีต่อการเมืองไทย ณ วันนี้
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
จึงได้สำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้หญิงจากทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,463
คน ระหว่างวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2555 สรุปผลดังนี้
1. ความสนใจเรื่องการเมืองไทย ของ “ผู้หญิง” ณ วันนี้
อันดับ
1 ค่อนข้างสนใจ 43.06%เพราะ
สื่อต่างๆมีการติดตามและนำเสนอข่าวสารการเมืองตลอดเวลา
,ประชาชนมีส่วนร่วมและพูดคุยเรื่องการเมืองมากขึ้น ฯลฯ
อันดับ 2
ไม่ค่อยสนใจ 36.84%เพราะ ไม่มีเวลา ต้องทำงาน ,
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง
ประชาชนก็ยังต้องพึ่งตัวเองเหมือนเดิม ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่สนใจ 11.01%เพราะ ไม่ชอบ ,เบื่อการเมืองไทย ,การเมืองไทยมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ ไม่พัฒนา ฯลฯ
อันดับ
4 สนใจมาก 9.09%เพราะ
การเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและในทุกๆด้านโดยเฉพาะ
เรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน ฯลฯ
2. การเมืองไทย วันนี้มีอะไร ? “ดี” ที่ “ผู้หญิง” พึงพอใจ
อันดับ 1 มีนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น เช่น ขึ้นเงินเดือน ค่าจ้าง รถคันแรก เรียนฟรี รถเมล์ฟรี ฯลฯ 55.10%
อันดับ 2 ผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น /มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยเป็นการสร้างความสัมพันธ์ ที่ดีระหว่างประเทศ 26.53%
อันดับ 3 ประชาชนมีความสนใจและติดตามข่าวสารบ้านเมืองกันมากขึ้น/ทุกภาคส่วนมีการตรวจสอบมากขึ้น 18.37%
3. การเมืองไทยวันนี้มี “ปัญหาเร่งด่วน”อะไรบ้างที่ต้องเร่งแก้ไข
อันดับ 1 ปัญหาเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน /ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่พอใช้ 38.37%
อันดับ 2 การสร้างความปรองดองในบ้านเมือง /ทั้งประชาชนและนักการเมืองมีความสมัครสมานสามัคคี 31.43%
อันดับ 3 เรื่องสำคัญๆ เช่น การทุจริต คอร์รัปชั่น ยาเสพติด การศึกษา และการแก้ปัญหาน้ำท่วม ฯลฯ 30.20%
4. “นักการเมือง” ที่เป็นขวัญใจ ของ “ผู้หญิง” ณ วันนี้ คือ
อันดับ 1
นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร 60.53%เพราะ เป็นผู้หญิงเก่ง มีบุคลิกดี
กริยามารยาทเรียบร้อย
,มีความเสียสละต้องแบกรับภาระอย่างหนักในการดูแลประเทศชาติและประชาชน
,บทบาทของแม่และผู้นำประเทศ ฯลฯ
อันดับ 2 คุณปวีณา หงสกุล 19.74%เพราะ เป็นคนดี จิตใจดี ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ,เป็นที่รู้จักและเป็นที่พึ่งของประชาชน ฯลฯ
อันดับ
3 คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 17.11%เพราะ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง
บุคลิกคล่องแคล่ว พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ,เป็นผู้หญิงแกร่ง
ทำงานได้เท่าเทียมกับผู้ชาย ฯลฯ
อื่นๆ เช่น รังสิมา รอดรัศมี ,จิตติมา ฉายแสง ,ลีลาวดี วัชโรบล ,คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ,
ศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นต้น 2.62%
5. “การเมืองไทย” ณ วันนี้ “ผู้หญิง” ควรมีส่วนร่วมอย่างไร? จึงจะทำให้การเมืองไทยดีขึ้น
อันดับ
1 การมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย เช่น การใช้สิทธิเลือกตั้ง
การสมัครเป็นผู้แทนในระดับต่างๆ
การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะหรือเวทีต่างๆ 55.45%
อันดับ 2 ให้ความสนใจการเมืองและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด /มีความรู้ที่ถูกต้องและสามารถอธิบาย
ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ 30.49%
อันดับ 3 ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจสตรีที่มีบทบาททางการเมืองด้วยกัน 14.06%
6. สิ่งที่ “คาดหวัง” อยากให้การเมืองไทยพัฒนาไปได้เทียบเท่าประเทศต่างๆที่เจริญแล้ว คือ
อันดับ 1 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศชาติ เศรษฐกิจ สังคม ให้เจริญก้าวหน้าเป็นสากลเหมือนต่างชาติ 38.27%
อันดับ 2 นักการเมืองมีคุณธรรม จริยธรรม /การทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ 32.14%
อันดับ 3 การเมืองมีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตย ให้ความสำคัญและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 29.59%
7. “อนาคตการเมืองไทย” ควรฝากไว้กับใครบ้าง?
อันดับ 1 ประชาชนคนไทยทุกคน 53.49%
อันดับ 2 ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน /นักการเมือง /ส.ส. ส.ว. 21.71%
อันดับ 3 เด็กและเยาวชนไทย 13.18%
อันดับ 4 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น ครู อาจารย์ ทหาร ตำรวจ อัยการ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น 11.62%








